เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2544
.................
7 มค.44 .... รายงานโฉมใหม่
ขึ้นปีใหม่แล้ว จึงขอปรับปรุงรูปร่างหน้าตาของรายงานจากโปรแกรม SC68EX เสียหน่อย รายงานที่ว่านี้คือรายงานสรุปกำไรขาดทุนเป็นรายกลุ่ม ซึ่งมีอยู่ 4 หน้า รายงานนี้อยู่ใน e-stocks watch(40 Thai stocks)
สี่งที่เปลี่ยนไปมีดังนี้
1. ตัดคอลัมน์ MIN และ MAX ออกไป สองคอลัมน์นี้คือค่ากำไรขาดทุนต่ำสุด กับกำไรขาดทุนสูงสุดในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ออกรายงาน ตัวเลขสองตัวนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก
2. เพิ่มคอลัมน์ LASTBUYSELL และ %CONFI เข้ามา จริงๆแล้ว LASTBUYSELL นั้นมีสองคอลัมน์ คือ เป็นวันที่ที่ซื้อหรือขายครั้งสุดท้าย กับ ราคาที่ซื้อหรือขายในครั้งนั้น ส่วน %CONF นั้นคือ อัตราความเชื่อมั่น
รายละเอียดเป็นดังนี้
1. ท่านลองคลิกกลับไปดูในรายงานดังกล่าว ท่านจะเห็นว่า วันที่ซื้อขายครั้งสุดท้ายนี้จะมีฟอร์แมทเป็นแบบ MMMYY-DD ซึ่งเป็นแบบที่ตลาดหลักทรัพย์เขาใช้อยู่ เจ้า MMM คือคำย่อของเดือน เดือนนี้คือ JAN หรือคือเดือนมกราคม เจ้า YY คือรหัสย่อปี คศ. ปีนี้คือปี 01(=2001) เจ้า DD คือวันของเดือน เช่นวันนี้คือวัน 07 เมื่อรวมกันแล้วก็จะเขียนว่า JAN01-07 เป็นต้น
2. ราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย จะมีฟอร์แมทเป็นแบบ XXX.XX ซึ่งเห็นแล้วก็เข้าใจได้ เช่น 5.30 ก็คือ ห้าบาทสามสิบสตางค์
3. เจ้าวันซื้อขายครั้งสุดท้าย และราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายนี้มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ดูว่าการซื้อหรือขายครั้งสุดท้ายนี้โปรแกรมมันทำถูกหรือเปล่า เรื่องนี้ท่านต้องเทียบดูกับราคาในปัจจุบัน ถ้ามันซื้อเข้ามาในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบัน ก็แสดงว่ามันคิดถูก แต่ถ้ามันซื้อเข้ามาในราคาที่สูงกว่าปัจจุบัน ก็แสดงว่ามันคิดผิด ถ้ามันขายออกไปในราคาที่สูงกว่าปัจจุบัน ก็แสดงว่ามันคิดถูก แต่ถ้ามันขายออกไปในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบัน ก็แสดงว่ามันคิดผิดฯลฯ การตรวจอยู่เสมอๆจะทำให้เรารู้ว่าโปรแกรมมันคิดถูกและผิดในอัตราส่วนเป็นเท่าใด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในโปรแกรมได้ หรือจะดูว่าโปรแกรมมันถือหุ้นนี้ไว้นานแค่ใหนแล้ว หรือมันขายไปนานแค่ใหนแล้ว ถ้าถือนานเกินไปมันก็เป็นการเอาเงินไปจมอยู่เปล่าๆ วันหลังก็อย่าเล่นหุ้นตัวนี้ เป็นต้น
4. %CONF นั้นย่อมาจากคำว่า Percent Confidence มันคือค่าที่บอกถึงความเชื่อมั่นในคำแนะนำของโปรแกรม (คำแนะนำอยู่ในคอลัมน์ RECOMM) ค่านี้มีไว้ช่วยในการตัดสินใจ ค่าของมันจะมีตั้งแต่ 0.0 ไปจนถึง 100.0 ค่าที่สูงจะดีกว่าต่ำ แต่ก็ไม่ไช่ว่าให้รอจนถึง 100.0 แล้วจึงซื้อ โดยทั่วๆไปแล้วเมื่อสถานะการณ์เปลี่ยนจาก "อยู่เฉยๆ" ไปสู่ "ให้ซื้อ" นั้น ค่า Percent Confidence จะอยู่แถวๆ 70-80% แล้วมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 80-100% เมื่อหุ้นพุ่งขึ้นไปแล้วครึ่งทาง ต่อจากนั้นคำแนะนำให้ซื้อก็จะลด Percent Confidence ลง มันจะกลับเพิ่มเป็น 80-100% อีกครั้งเมื่อเลยจุดสูงสุด(Peak หรือ Top ของลูกคลื่น)ไปแล้ว
อนึ่ง ท่านควรสังเกตุว่า ขึ้นปีใหม่แล้วเราต้องปรับยอดเงินลงทุนในแต่ละหุ้น หุ้นใหนเมื่อวันสิ้นปีที่แล้วอยู่ในสถานะ "ขาย" ก็จะเริ่มใหม่ด้วยสถานะถือเงิน และเซทค่าตัวเงินในมือเป็น 100,000.00 บาท หุ้นใหนที่วันสิ้นปีที่แล้วอยู่ในสถานะ "ซื้อ" ก็จะเริ่มใหม่ด้วยสถานะถือเป็นหุ้น และเซทค่าเป็น 100,000.00 บาท อย่างนี้ก็จะได้จุดเริ่มต้นที่เท่าๆกันทุกตัว การคำนวณหากำไรหรือขาดทุนแต่ละวันก็จะเป็นการเปรียบเทียบกับต้นปี และค่าเฉลี่ยก็จะไม่เบี่ยงเบนโดยผลการเล่นหุ้นในปีก่อนๆ เราต้องการวัดผลเป็นรายปี
ครับ, ขึ้นปีใหม่แล้ว หุ้นปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว
................................................
10 มค.44 .... วิเคราะห์สัปดาห์แรกของปี 2544
สัปดาห์แรกของปี 2544 มีวันทำการแค่ 3 วัน แต่หุ้นขึ้นทุกวัน รวมแล้วขึ้นไปประมาณ 11 เปอร์เซนต์ ท่านตีความว่าอย่างไร?
หลายๆท่านก็คงบอกว่ามันขึ้นเพราะผลของการเลือกตั้ง คือ เมื่อพรรคไทยรักไทยชนะอย่างท่วมท้นหุ้นของคุณทักษินก็ต้องขึ้นแต่ไม่ช้าไม่นานมันก็จะกลับเข้าที่เดิม ยกเว้นว่าพรรคไทยรักไทยจะทำอะไรดีๆเด่นๆออกมาอย่างต่อเนื่อง
หลายๆท่านก็อาจบอกว่าหุ้นกลุ่มแบงค์และไฟแน้นซ์ต้องขึ้นเพราะนโยบายของพรรคไทยรักไทยนั้นมีลักษณะจะช่วยแก้ปัญหาเอนพีแอลได้ และมันน่าจะขึ้นต่อเนื่อง เพราะผลของนโยบายนี้จะมียาวนานและต่อเนื่อง
หลายๆท่านก็อาจบอกว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยมีเสียงค่อนข้างมากในสภา ความมั่นคงทางการเมืองก็จะดีขึ้นมาก ฝรั่งก็จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ราคาจึงน่าจะขึ้นต่อไปอีก
แต่อีกหลายๆท่านก็จะยังไม่มั่นใจ เพราะหัวหน้าพรรคไทยรักไทยยังจะต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขึ้นมา 3 วันแล้วก็จะตก กลุ่มนี้ไม่เชื่อว่าฝรั่งจะเข้ามาลงทุนจริง
ครับ แล้วท่านเชื่ออย่างใหน?
นี่คือปัญหาของการใช้ตรรกอย่างง่าย ซึ่งจะมีทั้งถูกและผิด เจอกับสถาณะการณ์แบบนี้หลายๆครั้งท่านก็จะกำไรบ้างขาดทุนบ้าง คละกันไป ลงท้ายค่าต๋งกินหมด
สำหรับผมแล้ว ผมเคยให้น้ำหนักแก่ข่าวสารพวกนี้น้อยมาก ทั้งนี้เพราะมองระยะยาวแล้วผลของมันฆ่ากันเองเกือบหมด ผลที่เหลืออยู่จะเห็นในการขึ้นลงของราคาในเวลาถัดมา ซึ่งจะแกว่งขึ้นอย่างช้าๆ หรือแกว่งลงอย่างช้าๆ
แต่จากประสพการณ์ของปีที่แล้ว ผมคิดว่าเราควรดูเหตุการณ์อย่างลึกๆประกอบไปด้วย
อย่างคราวนี้ผมอ่านว่า แรงซื้อของประชาชนนั้นยังอ่อนอยู่ กล่าวคือ หุ้นยังไม่ขึ้นทั้งแผง มันไปโด่งที่กลุ่มสื่อสาร แล้วก็มาที่ไฟแนนซ์ แล้วก็มาแบงค์ ผู้ลงทุนรายย่อยนั้นต้องที้งหุ้นกลุ่มอื่นเพื่อมาเล่นสามกลุ่มที่กล่าวมา วอลุ่มจึงไม่ใช่วอลุ่มที่แท้จริง ดัชนีของตลาดเป็นบวกก็จริง แต่หลายๆกลุ่มเป็นตัวแดง เมื่อดูตามนี้ การขึ้นครั้งนี้อาจไม่ยั่งยืน ผมเห็นว่าควรรอดูไปอีก 1 สัปดาห์
เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับโปรแกรม คือโปรแกรมก็ยังซื้อแค่ 9 ตัวจาก 40 ตัว สี้นสัปดาห์นี้จึงจะรู้ว่าขึ้นจริงหรือไม่
.............................................................
20 มค.44 ....โทษของการไม่เชื่อโปรแกรม
ปีที่แล้วหุ้นมันตกเกือบตลอดปี ซึ่งมีผลทำให้การพยากรณ์ทิศทางหุ้นผิดเกือบตลอดเวลา พอมาขึ้นปีใหม่นี้ผมก็บอกว่าจะพยายามปรับเปลี่ยน คือจะฟังข้อมูลข่าวสารในบ้านในเมืองแล้วนำมาชั่งน้ำหนักด้วย ผลที่ตามมาเป็นอย่างไรท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นไปแล้ว คือ
1. พอเปิดฉากหุ้นก็ขึ้นไปเลย สัปดาห์แรกขึ้นไป 5-6% โปรแกรมบอกให้ซื้อ LANNA กับ ADVANC ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่งซื้อ เพราะมันอาจเป็นเพราะข่าวการเมือง
2. เข้าสัปดาห์ที่สอง หุ้นก็ขึ้นอีก มันขึ้นไปแรงมาก คือ ขึ้น 10-15% โปรแกรมบอกให้ซื้อ BOA, TMB, BBL, KTB, SCB, TFB, BAY, IFCT, ASL, NFS, SICCO, AITCO, KK, ZMICO, AST, BC, S-ONE แต่ผมก็บอกว่ามันอาจเป็นผลจากการที่พรรคไทยรักไทยได้คะแนนท่วมท้นในวันที่ 6 มค. และให้รอดูไปก่อน
3. เข้าสัปดาห์ที่สาม หรือคือสัปดาห์ที่แล้ว หุ้นขึ้นอีก แต่มันมาขึ้นในกลุ่มสื่อสาร กลุ่มนี้ราคาขึ้นไปประมาณ 4-5%เท่านั้น แต่โปรแกรมบอกให้ซื้อ DTDB, BFIT, COCO, EGCOMP, PTTEP, SUSCO, BCP, SAMTEL, SATTEL, SHIN, TA, TT&T, JASMIN, SAMART, IEC แล้วผมก็ยังบอกว่าให้รอดูไปก่อน
ครับ การทำนายทิศทางหุ้นนี้ยากมากๆ
และมาถึงวันนี้ผมก็คงต้องหันกลับไปยึดแนวเดิม คือ เชื่อโปรแกรมทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์จะดีกว่า เพราะ......ถ้าเชื่อมัน และซื้อตามมัน ตอนนี้ก็จะมีกำไรโดยเฉลี่ยดังนี้
กลุ่มแบงค์ กำไร 5.45%, กลุ่มไฟแนนซ์ กำไร 14.00%, กลุ่มพลังงาน ขาดทุน 1.54%, กลุ่มสื่อสาร กำไร 7.24%
อันที่จริงแล้ว การที่โปรแกรมมันขาดทุนในปี43ก็ไม่ได้หมายความว่ามันทำผิด เรื่องนี้ต้องทำใจให้เป็นกลาง คือหุ้นในปี43นั้นมันแย่จริงๆ และการเล่นตามโปรแกรมก็ไม่ใช่สิ่งผิด เพราะถ้าเล่นด้วยวิธีอื่นจะขาดทุนมากกว่านี้ ตัวเลขขาดทุนในปี43เป็นดังนี้
กลุ่มแบงค์ ขาดทุน 12.27%, กลุ่มไฟแนนซ์ ขาดทุน 22.89%, กลุ่มพลังงาน ขาดทุน 29.72%, กลุ่มสื่อสาร ขาดทุน 33.48%
ผมเชื่อว่าในปีนี้มันจะฟื้นคืนได้หมด จงเชื่อมั่นในทฤษฎีและหลักการ!!!!!
..........................................
24มค.44 ....เล่นระยะยาวเป็นอย่างนี้แหละ
วันนี้ถ้าท่านคลิกเข้าไปดูในรายงานต่างๆของโปรแกรม SC68EX ก็จะเห็นได้ว่า โปรแกรมมันทำกำไรได้ดังนี้
1. กลุ่มแบงค์ กำไร 11.72%
2. กลุ่มสื่อสาร กำไร 11.76%
3. กลุ่มพลังงาน กำไร 0.25%
4. กลุ่มไฟแน้นซ์ กำไร 34.11%
แล้วมันก็ยังถืออยู่ !!!!!!
นี่คือข้อแตกต่างระหว่างนักเล่นหุ้นทั่วไป กับ โปรแกรม SC68EX ถ้าเป็นนักเล่นหุ้นทั่วๆไป เขาจะขายเพื่อทำกำไรไปนานแล้ว พวกเขาจะขายตั้งแต่ตอนที่กำไรประมาณ 5-6%แล้ว
การขายทำกำไรระยะสั้นนั้นมันเสียหายตรงใหน?
เราส่วนใหญ่ไม่ได้คิดให้ละเอียด เราคิดแต่เพียงว่า ขายไปโดยมีกำไรย่อมไม่มีอะไรเสียหาย แต่จริงๆแล้วมันเสียไปมากมาย ข้อเสียของการเล่นหุ้นระยะสั้นอันแรกก็คือ "การเสียโอกาส" เพราะถ้าถือไว้อีกเพียง 2-3 สัปดาห์ก็จะมีกำไรเพิ่มอีก 10-20% และถ้ามันเป็นการขึ้นยาวจริงๆก็จะมีกำไรเพิ่มถึง 30-150% ได้
แต่ท่านที่เล่นระยะสั้นก็จะถามย้อนว่า "รู้ได้อย่างไรว่าหุ้นจะขึ้นยาวอย่างที่เห็นนี้"?
ครับ มันต้องใช้ความรู้ทางสถิติ กล่าวคือ เวลาหุ้นมันจะโค้งกลับลงมานั้นมันจะมีแพทเทินของมัน ตราบใดที่มันยังไม่ตีโค้งย้อนลง เราก็อย่าเพิ่งขาย
แพทเทินการขึ้น และแพทเทินการโค้งกลับลงมาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ใครหาได้ก็จะรวย เจ้าโปรแกรม SC68EX ของผมนั้นมันจับได้บางแพทเทินแล้ว และยังจะมีโอกาสปรับปรุงได้อีกมาก ผมเห็นว่ามันสามารถช่วยเราได้ ผมจึงนำออกมาเผยแพร่ แต่เผยแค่คำแนะนำที่มันคำนวณได้ ตัวโปรแกรมและวิธีหาแพทเทินยังขอเก็บเป็นความลับไปก่อน
ข้อเสียข้อที่สองของการเล่นหุ้นระยะสั้นก็คือ หลังจากขายทำกำไร 5-6% แล้วก็จะออกมายืนดู แต่ 5-6 วันต่อมาก็จะกลับเข้าไปซื้อใหม่ ซึ่งตรงนี้เมื่อมองในด้านตัวหุ้นก็จะพบว่า ท่านขาดทุนไปแล้ว ทั้งนี้เพราะเงินจำนวนที่รับมาจากการขายครั้งก่อนนั้น ซื้อหุ้นได้น้อยกว่าที่เคยมีอยู่เดิม
แต่ไม่เป็นไร พวกเรามักจะคิดว่าไม่เสียหาย เพราะราคาหุ้นมันคนละราคากัน แต่มีคำถามว่า ซื้อแล้วราคาจะขึ้นต่ออีกหรือเปล่า ตรงนี้แหละครับที่มันจะเสียหาย เพราะถ้ามันใหลลง แล้วไม่กล้าคัทลอส มันก็อาจขาดทุนย่อยยับได้ และถึงแม้จะคัทลอสได้ทัน มันก็ขาดทุนไป 5-10% ซึ่งเมื่อหักกลบกับที่กำไรมา 5-6% ก็จะขาดทุน เพราะต้องเสียค่าธรรมเนียม
นี่คือภาพที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนมาแล้ว คือ ยามที่หุ้นขึ้นระยะยาว นักเล่นหุ้นกลับขาดทุน!!!!!!
ครับ เล่นสั้นกับเล่นยาวมันต่างกันตรงนี้แหละ
...............................
26 มค. 44 ...หุ้นขึ้นแล้วจะเจอกับปัญหาอะไร
หุ้นขึ้นแล้วใช่ว่าจะมีกำไรเสมอไป มันยังมีคำถามว่า "จะขายกันตอนใหนดี?"
ดูอย่างวันนี้(26 มค.44)เป็นต้น ผมเปิดดูหุ้นตั้งแต่ 10.00 น.มาจนถึง 11.30 น. มันเริ่มต้นด้วยการไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ดัชนีขึ้นไปได้ +6 กว่าๆ อย่างนี้ก็ต้องถือเอาไว้ก่อน แต่เผลอแพล็บเดียว ดัชนีก็กลับลงมา -0.5 อย่างนี้ก็ต้องกลับคำ แต่อีกแค่สิบกว่านาทีมันก็ตีเป็นบวกได้อีก
ครับ, มันเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว แล้วมันก็อาจเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ได้
1. ด้วยความกลัว จึงขายออกไปในตอนที่ราคาตกลงมา ซึ่งในตอนนั้นถ้าจะให้ขายได้ก็ต้องตั้งราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย ซึ่งอาจทำให้ไม่มีกำไร
2. ด้วยความกล้า จึงเก็บเอาไว้ เก็บจนสี้นวันก็อาจมีราคาต่ำลง 3-4%
3. ด้วยความกล้า จึงเก็บเอาไว้ เก็บจนสิ้นวัน แล้วก็โชคดี คือราคาขึ้นไปอีก 2-3%
4. ด้วยความกล้า จึงเก็บเอาไว้ แล้วก็ลืมดูตลาดไปหลายวัน ลงท้ายราคาตกจนขาดทุน
5. ด้วยความกล้า จึงเก็บเอาไว้ แล้วมาพบในหลายวันให้หลังว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นไปอีกมาก
ฯลฯ
ปัญหาการหาจุดขายนี้จริงๆแล้วยากกว่าการหาจุดซื้อ ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า การตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่วันจะทำให้ขาดทุนได้ และเวลาบอกขายนั้นเรามักจะตั้งราคาสูงกว่าที่ควร เพราะใจเรายังเสียดายกำไร ซึ่งจะทำให้ขายไม่ได้ แล้วก็ต้องรอขายในวันถัดๆไป
ครับ, เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมจะช่วยหาจุดที่เหมาะสมให้ และเมื่อมันเตือนแล้วเราควรรีบทำโดยทันที ทำแล้วอย่ากลับไปดูราคาอีก เพราะจะทำให้เราเกิดความเสียดาย แล้วจะมาทำให้เราใขว้เขวในอนาคต
เพื่อเป็นการซ้อมสมาธิ ท่านลองบอกซิว่าวันนี้เป็นวันขายหุ้นแล้วหรือยัง ?
เฉลย: ยังครับ เพราะโปรแกรมยังไม่ยอมขายเลยสักตัว มันยังแนะนำให้ซื้ออยู่หลายตัว และมีความเชื่อมั่นในระดับ 85-95% ด้วย
..................................
28 มค.44....ข่าวลือกับตลาดหุ้น
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตอนเช้าหุ้นพุ่งขึ้นต่อจากที่มันได้ขึ้นมาแล้ว 3 สัปดาห์ โดยขึ้นไปประมาณ +6.50 จุด แต่แล้วตอนบ่ายมันก็ดิ่งลงมาปิดเป็น -7.55จุด หรือคือเป็นระยะทางถึง 13-14 จุด ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วประมาณ 4 เปอร์เซนต์
นี่ไม่ไช่เรื่องธรรมดา ผมจึงลองถามโบรกเกอร์ของผม แล้วก็พบว่ามีการลือกันว่า "....หัวหน้าพรรคพรรคหนึ่งส่งคนของตนลงมาซื้อหุ้นโดยใช้พอร์ตต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อปั่นให้หุ้นขึ้น แต่ตอนนี้คนของอีกพรรคหนึ่งเขาจับได้แล้ว จึงได้บอกต่อๆกันมาว่าอย่าเชื่อตัวเลขเน็ตบายต่างประเทศ...."
ครับ ข่าวลือกับตลาดหุ้นนั้นดูจะเป็นของคู่กัน ทุกครั้งที่หุ้นทำท่าจะขึ้นแรงก็จะมีข่าวลือมาดึงให้ชะงัก และทุกครั้งที่หุ้นขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดแล้วก็จะมีข่าวลือในทางบวกเพื่อหลอกให้คนซื้อหุ้นยังกระหยิ่มยิ้มย่องโถมเข้ามาซื้ออีก
ครับ ที่น่าสนใจคือ ข่าวลือนั้นมาทีไรผู้ลงทุนรายย่อยจะเป็นผู้เสียหายทุกที เท่าที่ผมติดตามมายังไม่เคยมีคราวใหนที่ทำให้ผู้ลงทุนรายใหญ่เสียหาย
และที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ผู้รักษากฏหมายไม่เคยจับมาขึ้นศาลหรือทำโทษได้สักที เรามีผลแค่สองอย่างคือ เอาผิดไม่ได้จึงต้องออกมาตรการมาป้องกันไว้ กับจับมือใครดมไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปตามบุญตามกรรม
ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า ทำไมข่าวลือจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้ลงทุนรายย่อย และทำไมมันจึงได้ผลทุกที?
คำตอบก็คือ ผู้ลงทุนรายย่อยไม่สามารถสร้างข่าวลือได้ ข่าวลือต้องออกจากปากผู้มีอำนาจทางการเงิน และต้องออกไปหลายๆทิศทาง ข่าวต้องไปบรรจบกันที่ผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆทาง และหลายๆราย มันจึงจะเกิดการกระจายออกไป และเพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นไปเรื่อยๆ และที่มันได้ผลก็เพราะผู้ลงทุนรายย่อยนั้นไม่มีข้อมูลที่ดีพอ และมีความตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา
ครับ เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้ว เราก็น่าจะแก้ใขได้ด้วยการทำใจให้มั่น ทำใจไม่ให้หวั่นใหวง่าย ฯลฯ
ไม่สำเร็จหรอกครับ มันเท่ากับการบอกให้คนเดินในที่มืดว่าอย่าเดินชนโน่นชนนี่ เรื่องนี้มันต้องแก้ด้วยการให้คบเพลิงหรือไฟฉายแก่เขา แสงสว่างในที่นี้ก็คือข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งต้องเสียเงินซื้อ อย่างเช่นข้อมูลจากโปรแกรม SC68EX เป็นต้น
ครับ โปรแกรม SC68EX ของผมมันยังยืนยันว่าหุ้นมีแนวโน้มทาง"ขึ้น" และจะขึ้นไปอีกหลายสัปดาห์ การเทขายทำกำไรเป็นพักๆอาจทำให้ราคามันแกว่ง แต่อย่าไปตกใจ เวลาหุ้นขึ้นใหญ่มันใช้เวลา 2 ถึง 4 เดือน เมื่อใหร่หุ้นจะลงจริงๆมันจะรู้ล่วงหน้าหลายวัน
จงรอดูกันต่อไปนะครับ
.........................
5 กพ.44 ....น่าเห็นใจ กลต.
ทุกครั้งที่หุ้นขึ้นอย่างร้อนแรง กลต. จะต้องออกมาเตือนทุกที คราวนี้ก็เหมือนกัน ตัวเลขาธิการออกมาพูดเองเลย และตามข่าวในหนังสือพิมพ์ก็มีรูปของท่านเลขาธิการยกนี้วชี้อยู่ด้วย ก็เลยมีคนเอาไปลงล้อเลียนเล่น เขาว่าถ้ายกสูงกว่าในรูปอีกนิดเดียวตลาดจะดิ่งกลับลงไปเลย
ครับ คำพูดที่เป็นอมตะของ กลต. ก็คือ "ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ชัดเจน .... นักลงทุนจึงควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง" พูดอย่างนี้ทีไรหุ้นก็สะดุดทันที นี่ผ่านไป 8-9 วันแล้ว หุ้นแกว่งด๊อกแด๊กมาตลอด
ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า ทำไม กลต.จึงต้องออกมาเตือนทุกที ?
คำตอบนั้นง่ายนิดเดียว คือ กลต.เขาไม่ต้องการให้เราเล่นเก็งกำไรกัน แต่คำตอบนี้ไม่เป็นที่ถูกใจของคนเล่นหุ้น
เรื่องนี้ผมเห็นใจทั้งสองด้าน คือในฐานะผู้ควบคุมดูแลตลาด เขาก็ไม่อยากให้เล่นแบบเก็งกำไร แต่ในฐานะผู้เล่นหุ้น ทุกคนก็อยากเห็นราคาหุ้นมันไต่ขึ้นเร็วๆ จุดเหมาะสมมันไม่มีในเรื่องนี้ ทั้งนี้เพราะในสายตาของ กลต.นั้นราคาขึ้นไปสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสัก 3-4% ก็เรียกว่าแยะแล้ว แต่คนเล่นหุ้นนั้นขึ้นเดือนละ 1% มันมองแทบไม่เห็น มันเท่ากับอยู่นิ่งๆเป็นเดือนๆ แล้วไปขึ้น 1 สเตปใน 2 เดือนเป็นต้น
ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่สอง คือ ใครควรปรับตัว? หรือว่าต้องปรับทั้งสองด้าน ?
ผมเห็นว่ามันปรับไม่ได้ทั้งสองด้าน
เหตุผลก็คือ ถ้า กลต.ยอมรับความจริงว่าเล่นหุ้นนั้นต้องมีการเก็งกำไร กลต.ก็จะต้องยอมให้ราคาหุ้นขึ้นลงได้อย่างเสรี และจะต้องไม่มีการเข้าไปแทรกแซง ซึ่งก็เท่ากับต้องยุบองค์กร และยอมให้ต่างชาติที่มีทุนมากกว่าเข้ามาปั่นตลาดได้
ในขณะเดียวกัน การที่จะให้คนเล่นหุ้นเล่นโดยไม่มีการเก็งกำไร มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะจะไปควบคุมความคิดของคนเป็นแสนๆคนได้อย่างไร
ครับ เมื่อเปลี่ยนไม่ได้ทั้งสองด้าน แล้วจะทำอย่างไร ?
จริงๆแล้วการที่ออกมาพูดว่า "ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ชัดเจน ...." นั้นมันเป็นการปฏิเสธความจริง ทุกๆวินาทีมีการเปลี่ยนความคิดในสมองของนักเล่นหุ้น ในช่วงที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้นอย่างแรงนั้นมีปัจจัยแน่นอน ปัจจัยก็คือ " คนส่วนใหญ่เห็นว่าราคาจะขึ้นต่ออย่างแรง" คำพูดของเลขาธิการ กลต.จึงขัดแย้งกับความรู้สึกของนักเล่นหุ้น
หนทางแก้ในเรื่องนี้ก็คือ เราคงต้องยอมรับว่าต่างคนต่างมีหน้าที่ และอย่าเอาคำพูดมาตีไปตามตัวอักษร ใครอยากเตือนก็เตือน ใครอยากเชื่อก็เชื่อ ใครไม่อยากเชื่อก็อย่าเชื่อ ตลาดมันก็เป็นไปตามทางของมัน
ผมว่า ทำได้อย่างนี้ก็คงจะอยู่กันได้
.........................................
9 กพ.44 ....เมื่อหุ้นขึ้นแล้วโปรแกรมจะบอกจังหวะขายได้ดีแค่ใหน?
มีคนที่ติดตามโปรแกรมและเว็บไซท์นี้อย่างใกล้ชิดอยู่หลายท่าน ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเชื่อแล้วว่าโปรแกรม SC68EX มันสามารถจับจังหวะการซื้อได้ถูกต้อง แต่ก็ยังมีคำถามมาว่า "มันจะบอกจังหวะขายได้หรือไม่"
ครับ เรื่องนี้ผมขอเรียนว่า โปรแกรมของผมมันทำงานสองด้านพร้อมๆกัน คือมันคำนวนภาพของสถานะปัจจุบันแล้วก็ถามตัวเองว่า เข้าแพทเทินของการขึ้นหรือการลง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาลง มันก็จะบอกให้ขาย การทำนายจังหวะขึ้น กับการทำนายจังหวะลงนั้นจะแม่นยำเท่าๆกัน โปรแกรมของผมจึงใช้ได้ทั้งสองด้าน
ถ้าดูจากประสบการณ์ ผมบอกได้เลยว่าตอนนี้ยังไม่ถึงจุดขาย ทั้งนี้เพราะเวลาหุ้นขึ้นใหญ่ประจำปีอย่างที่เป็นอยู่นี้มันจะใช้เวลา 2-4 เดือนจึงจะถึงจุดสูงสุด ตอนนี้มันขึ้นมาได้แค่ 5 สัปดาห์ มันจึงน่าจะขึ้นต่อไปอีกหลายสัปดาห์
แต่อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำให้ติดตามผลวิเคราะห์ของโปรแกรมจะดีกว่า ถ้ามันบอกให้ขายเราก็ควรขาย ผมเคยเล่นโดยไม่เชื่อโปรแกรมมา 3 รอบแล้ว ผมพบว่าผมสู้มันไม่ได้ทั้ง 3 ครั้ง ถ้าหุ้นมันจะเริ่มใหลลงในสัปดาห์นี้ โปรแกรมก็คงจะบอกให้ขายในอีก 2-3 วันข้างหน้า
เชื่อโปรแกรมดีกว่าครับ เพราะมันไม่มีอารมณ์ให้ใหวตามความโลภ เวลามันคิดว่าหุ้นจะลงมันก็บอกให้ขายโดยไม่มีการเสียดาย คนส่วนใหญ่นั้นชอบกอดหุ้นเอาไว้ หุ้นลงแล้วไม่ยอมขาย ไปขายเอาเมื่อลงไปมากแล้ว กำไรจึงหด
........................
18 กพ.44 ....โปรแกรม SC68EX เล่นรอบไม่เป็น
ได้มีสมาชิกของ drpunya.com ท่านหนึ่ง ให้ข้อสังเกตุมาว่า "โปรแกรม SC68EXเล่นรอบไม่เป็น" เรื่องนี้ผมเอาไปคิดและคุยกับผู้รู้หลายท่าน แล้วในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าเป็นความจริง และจะเก็บไว้เป็นหัวข้อวิจัยต่อไป วันนี้จะขอแค่เอาความหมายของคำว่า "เล่นรอบ" มาอธิบายกันก่อน
การเล่นรอบนั้นเขามีความหมายดังนี้ คือ เมื่อหุ้นขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง คือขึ้นไปประมาณ 10-15% หรือเป็นระยะเวลา 5-10 วัน ก็จะมีคนขายเพื่อทำกำไร ราคามันก็จะตกลงมา ตรงจุดก่อนราคาตกนั้นนักเลงหุ้นเขาจะชิงขายก่อน นี่เป็นการทำกำไรรอบที่หนึ่ง เสร็จแล้วเขาก็จะรอให้ราคาลงมาต่ำสุดในระยะสั้นๆอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้นักเลงหุ้นก็จะกลับเข้าไปซื้อใหม่ แล้วก็จะขายไปเมื่อคนส่วนใหญ่กำลังจะขายทำกำไรอีกครั้งหนึ่ง นี่คือรอบที่สอง .....ฯลฯ
ครับ ในการขึ้นใหญ่แต่ละครั้ง นักเลงหุ้นอาจเล่นได้หลายรอบ
ข้อดีของการเล่นรอบก็คือ จุดขายครั้งที่หนึ่งนั้นจะอยู่สูงกว่าจุดซื้อครั้งที่สอง และจุดขายครั้งที่สองจะอยู่สูงกว่าจุดซื้อครั้งที่สาม..ฯลฯ ดังนั้นกำไรรวมจึงมากกว่าการถือเอาไว้จนหมดรอบสุดท้าย
ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าหุ้นขึ้นคราวนี้ไปได้ถึง 400 จุด ถ้าซื้อตอน 290 จุดแล้วไม่ขายเป็นรอบ ก็จะกำไรแค่ 100*(400/290-1)=37.9% แต่ถ้าเล่นเป็น 3 รอบ โดยซื้อขายดังนี้ รอบแรกซื้อ 290 แล้วขายที่ 330 ส่วนรอบสองซื้อที่ 315แล้วขายที่ 340 และรอบที่สามซื้อที่ 320 แล้วไปขายที่ 400 กำไรทั้งหมดจะเท่ากับ 100*(330/290-1) +100*(340/315-1) +100*(400/320-1) = 13.79+7.93+25.00=46.72%
ครับ มันก็เป็นแนวคิดที่ดี แต่โปรแกรมของผมมันยังทำอย่างนี้ไม่ได้ ปัญหาก็คือ โปรแกรมยังทำนายการเปลี่ยนใจของผู้เล่นหุ้นระยะสั้นไม่ได้ มันทำได้แค่ดูคลื่นระยะปานกลาง ซึ่งขึ้นลงประมาณปีละครั้ง การเล่นรอบอย่างที่สมาชิกท่านนี้แนะนำมานั้นจริงๆแล้วก็คือการเล่นหุ้นระยะสั้นนั่นเอง
...............................
24 กพ.44 ...โปรแกรมทำนายผิดถูกแค่ใหน?
มีหลายท่านสนใจว่าโปรแกรมของผมมันทำนายราคาได้ถูกต้องสักแค่ใหน เรื่องนี้สำคัญต่อผู้ที่จะนำข้อแนะนำไปใช้ หรืออย่างน้อยก็จะได้เปรียบเทียบกับคำแนะนำของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆที่อยู่ในวงการ วันนี้จึงขอมาพูดกันหน่อย
จริงๆแล้วโปรแกรมของผมไม่มีการทำนายว่าวันรุ่งขึ้น หรือสัปดาห์หน้า หรืออีกหกเดือนข้างหน้าราคาจะเป็นเท่าใด มันทำแค่การพิจารณาไปทีละหุ้นว่ารุ่งขึ้นควรจะซื้อ หรือขาย หรืออยู่เฉยๆ การประเมินผลงานให้ดูที่กำไรขาดทุนเป็นหลัก เพราะนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของงาน
แต่อย่างไรก็ตาม ในรายงานอันใหม่ของสูตร์ SEAX นั้น ผมมีตัวเลขบางอย่างที่จะใช้ประเมินความถูกผิดของโปรแกรมได้ ท่านลองคลิกเข้าไปดู ในรายงานใหม่นี้ผมมีข้อมูลอยู่ 9 คอลัมน์ คอลัมน์แรก(NAME) คือชื่อหลักทรัพย์ ท่านต้องดูทีละหลักทรัพย์ว่ามันตัดสินใจถูกหรือผิด เมื่อดูจนหมดแล้วก็จะบอกได้ว่ามันตัดสินใจถูกกี่ครั้ง และตัดสินใจผิดกี่ครั้ง เรื่องนี้จริงๆแล้วในสูตร์เก่า(SC68EX)ผมก็ดูอยู่ จากการติดตามดูเกือบทุกวันเราจะประมาณได้ว่าแต่ละสูตร์มันทำถูกกี่เปอร์เซนต์ และทำผิดกี่เปอร์เซนต์
การที่จะบอกว่าโปรแกรมตัดสินใจถูกหรือผิดนั้นให้ดูดังนี้
1. คอลัมน์ 8 (STATUS) นั้นบอกสถานะปัจจุบันของโปรแกรมต่อหุ้นตัวนี้ สถานะมีแค่ 3 อย่างคือ BUY=ซื้อหุ้นนี้เอาไว้, SELL=ขายหุ้นนี้ไปแล้วและถือเงินไว้, Notrade=ตั้งแต่ต้นปีมายังไม่เคยซื้อขาย สถานะที่สองกับสามนี้จริงๆแล้วเหมือนกัน คือถือเงินเอาใว้ ดังนั้นในการพิจารณาจะขอพูดแค่สถานะ BUY กับ SELL ก็พอ
2. คอลัมน์ที่ 5(BSDATE) นั้นคือวันที่ทำการซื้อหรือขายครั้งสุดท้ายในปีนี้ จากสองคอลัมน์ข้างบนเราก็จะบอกได้ว่าการตัดสินใจครั้งสุดท้ายคืออะไร
3. คอลัมน์ที่ 6(BSPRICE) นั้นคือราคาหุ้นณ.วันที่มีการซื้อขายดังกล่าว จากสามคอลัมน์ที่กล่าวมา เราก็บอกได้ว่าโปรแกรมซื้อหรือขายครั้งสุดท้ายเมื่อใหร่ และในราคาเท่าใหร่
4. คอลัมน์ที่ 7(CURPRICE) คือราคาหุ้นในปัจจุบัน มันย่อมาจากคำว่า current price จากข้อมูลในสี่คอลัมน์ที่กล่าวมา เราก็จะบอกได้ว่าโปรแกรมคิดถูกหรือผิด เช่น ดูที่หุ้น BAY ของกลุ่มแบงค์จะเห็นได้ว่า มันอยู่ในสถานะขายไปแล้ว และขายไปที่ราคา 7.40 บาท แต่ดูราคาปัจจุบันมันเป็น 8.50 บาท นั่นแสดงว่ามันขายผิดจังหวะ มันควรจะถือเอาไว้ แต่เมื่อมาดูหุ้น SCB เราจะเห็นได้ว่า มันอยู่ในสถานะซื้อหุ้นนี้ไว้ มันซื้อที่ราคา 19.75 บาท และราคาตอนนี้ขึ้นไปเป็น 28.75 บาท อย่างนี้ก็เรียกว่าตัดสินใจถูก
ครับท่านลองไล่ดูไปทีละหุ้น แล้วก็จะบอกได้ว่า "ณ.วันนี้" โปรแกรมตัดสินใจถูกกี่ตัว และตัดสินใจผิดกี่ตัว ผมนับได้ดังนี้ คือ ผิด=14, ถูก=13, ยังไม่รู้ว่าผิดหรือถูก=13
แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่าการพิจารณาความผิด-ถูกของโปรแกรมที่กล่าวมานี้มันเป็นจริงแค่ "ณ.วันนี้" เท่านั้น มันพอจะใช้นับเป็นความถี่ของความผิดถูกได้ แต่เหตุการณ์มันเปลี่ยนไปได้ อีกสองสามวัน สี่งที่ว่าผิดอาจกลายเป็นถูกได้ ท่านอย่าสับสนในเรื่องนี้ ความถี่ทั้งหมดสามารถใช้ประเมินความสามารถได้ แต่ต้องดูกันไปนานๆหน่อย
มีข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง คือ ที่ว่าผิดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกรณีย์ที่ขายไปแล้วราคาขึ้นต่อ ซึ่งเป็นแค่ "เสียดาย" แต่ที่มันตัดสินใจถูกนั้นมันเป็นกรณีย์ที่ซื้อไว้แล้วราคามันขึ้น ซึ่งเป็นด้าน "กำไรจริง" การวัดผลจริงๆจึงควรดูที่ กำไรหรือขาดทุนเฉลี่ย ซึ่งตอนนี้มันอยู่ที่ 17.19, 16.01,-0.41, 47.57 เปอร์เซนต์ตามลำดับ
แล้วท่านคิดว่าโปรแกรมนี้ดีหรือเลว?
จริงๆแล้วผมยังมีรายงานอีกอันหนึ่ง ซึ่งจะชี้ความถูกผิดของโปรแกรมได้ดีกว่า แต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน รอไว้เปิดเผยสำหรับสมาชิกที่เสียเงินเท่านั้น
.........................
11 มีค.44 .... จุดเริ่มขายของ SC68EX
ถึงแม้ว่า นักวิเคราะห์หลายรายยังคิดว่าหุ้นจะขึ้นอีกระรอกหนึ่ง แต่ผมคิดว่าโอกาสเหลือน้อยมาก เรื่องนี้ดูได้ที่ข้อมูล 3 ตัว ดังนี้
1. จำนวนหุ้นที่โปรแกรม SC68EX ถืออยู่นั้นเหลือแค่ไม่ถึง 1 ใน 4 (จริงๆแล้วเราควรขายให้หมดตั้งแต่มันถือหุ้นต่ำกว่าครึ่งแล้วละ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม)
2. ค่าความเชื่อมั่น(CONFIDENCE) ซึ่งตอนนี้ผมได้แยกค่าเฉลี่ยออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านซื้อ(ใช้คำย่อว่า BC) กับด้านขาย(ใช้คำย่อว่า SC) มันมีค่าด้านขายที่เพิ่มขึ้นสูงมากแล้ว คืออยู่ในระดับ 85-95%
3. ระยะเวลานับจากจุดที่หุ้นเริ่มขึ้นอย่างชัดเจนมาจนถึงวันนี้ มันเกิน 60 วันไปแล้ว
ครับ, การมองหาจุดที่จะขายนั้นจริงๆแล้วมันต้องดูเป็นรายตัว โปรแกรม SC68EX นั้นมันดูทีละตัว แต่ถ้าท่านติดตามโปรแกรมนี้อย่างใกล้ชิดก็จะพบว่า โปรแกรมนี้ขายช้าเกินไปเกือบทุกตัว เรื่องนี้ทำให้กำไรหดหายไปหลายส่วน โปรแกรมนี้เคยทำกำไรเฉลี่ยในกลุ่มไฟแนนซ์ถึง 41.47% เมื่อวันที่ 29 มค. แต่มันไม่ยอมขาย มันมาทะยอยขายในช่วง 19-23 กพ.(ช้าไป 21 วัน) แล้วมาเหลือแค่ 14.79% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นี่เป็นปัญหาที่ผมพยายามแก้ใขมาหลายปีแล้ว
หนทางแก้ทางหนึ่งที่ผมมองเห็นในตอนนี้ก็คือ เราต้องอาศัยข้อมูล 3-4 ข้อที่ได้กล่าวมาแล้วข้างบนเข้าช่วย หรือคือ ต้องดูว่าโปรแกรมมันเริ่มขายในกลุ่มใดบ้างแล้วหรือยัง ถ้ามันเริ่มขาย และ ระยะเวลาที่หุ้นมันขึ้นมาเริ่มผ่าน 40-50 วันไปแล้ว และกำไรเกิน 30% ไปแล้ว เราก็ควรชิงขายส่วนที่เหลือออกไป
ครับเรื่องนี้มันพูดในหลักการได้ แต่ทำเป็นโปรแกรมยังไม่ได้ ดังนั้น การเล่นหุ้นตามโปรแกรม SC68EX นี้จะต้องใช้คนเข้าช่วยด้วย ในโอกาสหน้า ผมจะช่วยเตือนพวกเราให้
แต่วันนี้ เราสามารถสรุปไว้กว้างๆว่า โปรแกรมนี้มักจะขายช้าไปหน่อย เราจึงควรชิงขายเสียก่อนเมื่อมันเริ่มเข้าใกล้จุดสูงสุด
....................
21 มีค.44 ...อย่ามองเข้าข้างตนเอง
คนเล่นหุ้นใหม่ๆนั้นจะเก็บสถิติแล้วนำไปวิเคราะห์ หนึ่งในสถิติที่คนชอบเก็บคือ อัตรากำไรและขาดทุนจากการเล่นในแต่ละครั้ง และเมื่อเล่นไปได้ประมาณ 20-30 ครั้งก็จะได้ผลดังนี้
1. จะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัวที่ทำกำไรได้ดี คือ กำไรประมาณ 5-20 เปอร์เซนต์
2. จะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัวที่ทำกำไรได้เล็กน้อย คือประมาณ 0-5 เปอร์เซนต์
3. จะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัวที่ขาดทุนเล็กน้อย คือประมาณ 0-5 เปอร์เซนต์
4. จะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัวที่ขาดทุนมาก คือประมาณ 5-20 เปอร์เซนต์
จากตัวเลขเหล่านี้ เขาก็จะมาคิดในใจว่า "เล่นหุ้นนี้ไม่ยากเลย ถ้าเราเลือกให้ถูกตัว คือให้ได้ฉะเพาะกลุ่มแรก เราก็จะมีกำไร 5-20 เปอร์เซนต์ ซึ่งเมื่อคิดเฉลี่ยออกมาแล้วก็สูงกว่าอัตราเงินกู้เกือบเท่าตัว และถ้ามันจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมา เช่นกำไรหดไปเท่าตัว เราก็ยังไม่ขาดทุน"
หลังจากคิดในแบบนั้นแล้วเขาก็จะถามตัวเองว่า เขาสามารถจะกู้มาเล่นได้สักเท่าใด ซึ่งตรงนี้ก็จะหลงไปอีกทอดหนึ่ง คือ ถ้าเอาบ้านและที่ดินไปขอกู้ ธนาคารเขาก็จะตีราคาให้แค่ครึ่งเดียว ดังนั้นการกู้จนเต็มที่ก็ได้เงินมาลงทุนได้แค่ครึ่งเดียว มันจึงไม่มีทางหมดตัว
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วก็หนีบโฉนดไปขอกู้แบงค์ทันที
ครับ ผลเป็นอย่างไรนั้นท่านก็คงจะคาดเดาได้ เล่นแล้วจะขาดทุน เพราะไม่มีใครไปเลือกได้ถูกตัว หุ้นมันจะขึ้นก็ขึ้น มันจะลงก็ลง ตัวที่เคยกำไรมากก็กลายเป็นขาดทุนมากได้ ยิ่งไปพยายามเพ่งยิ่งสับสน และจะหันไปจับตัวที่มันใหลลงมากๆ เพราะไปคิดว่ามันจะดีดตัวกลับได้มาก แต่มันกลายมาเป็นหุ้นเน่าเสียมากกว่า
ครับ ข้อผิดพลาดในเรื่องนี้ก็คือ "ไปคิดเข้าข้างตัวเอง"
การวิเคราะห์ที่ถูกต้องคือ ต้องดูสถิติจำนวนมากพอ เท่าที่เขาทำกันนั้นข้อมูลย้อยหลังเป็นสิบๆปีจึงจะเพียงพอ และมันต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วย
.........................
23 มีค.44 ....เล่นหุ้นตอนใหนดีที่สุด
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเล่นหุ้นตอนที่ตลาดเฟื่องฟู หรือคือตอนที่ดัชนีขึ้นไปอยู่แถวๆ 1500-2500 โน่น ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นทุกคนแช่มชื่น ทั้งนี้เพราะต่างมีกำไรกันมาพอสมควรแล้ว คนที่ซื้อขายวันต่อวันก็บอกว่าโอกาสกำไรมีสูง หุ้นมันแกว่งขึ้นเกือบทุกวัน คนที่ซื้อขายระยะปานกลางก็บอกว่ามันไม่เสี่ยง เพราะถือไว้แล้วราคาจะกลับขึ้นมาได้เอง คนที่ลงทุนระยะยาวก็พอใจ เพราะถือมา 3-4 ปีมีกำไรกว่าเท่าตัว
ขณะเดียวกัน ผมมีน้องสาวที่แต่งงานไปอยู่กินกับฝรั่งที่สหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเล่นหุ้นตัวยงคนหนึ่ง ตอนนี้หุ้นสหรัฐมันขึ้นไปอยู่ติดเพดาน คือดัชนีถึงหลักหมื่นมา 2-3 ปีแล้ว เขาบอกว่าหากำไรยาก และเริ่มบอกว่ามันมีความเสี่ยงสูง เขากำลังจะพักสัก 2-3 ปี
ครับ ไม่มีใครอยากเล่นหุ้นตอนที่มันตกต่ำอย่างในช่วงนี้ของประเทศไทย
แต่ผมขอบอกว่าช่วงนี้แหละ คือช่วงที่ควรเล่นหุ้นมากที่สุด
เหตุผลของผมเป็นดังนี้
1. การที่จะเล่นหุ้นให้มีกำไรนั้น มันต้องซื้อที่จุดต่ำสุด แล้วไปขายที่จุดสูงสุด ถ้าความแตกต่างตรงนี้มีค่าสูง โอกาสที่จะทำกำไรก็จะสูง และจะมีกำไรครั้งละมากๆ
2. จุดต่ำสุดและสูงสุดนั้นในแต่ละปีจะมี 1 หรือ 2 คู่เท่านั้น
3. ความแตกต่างระหว่างจุดต่ำสุดกับสูงสุดนี้จะมีค่ามากในช่วงที่หุ้นตกต่ำ อย่างในตอนนี้ของเมืองไทย
ครับ เรื่องนี้ท่านไปเช็คดูได้ ดัชนีของตลาดสหรัฐในตอนนี้มันขึ้นลงอยู่แถวๆ 10000 กับ 11000 เท่านั้น มันเป็นอย่างนี้มา 2-3 ปีแล้ว คนที่ซื้อที่ 10000 แล้วไปขายที่ 11000 มีกำไรแค่ 10% แต่มาดูของเมืองไทยดูบ้าง มันขึ้นลงระหว่าง 250 กับ 500 ใครซื้อถูกจังหวะก็กำไร 100% หรือจะดูหุ้นเป็นรายตัวก็ได้ หุ้นหลายตัวมันใหลลงมาจนถึง 2-3 บาท แล้วมันก็วิ่งขึ้นไปจนถึง 20-30 บาท ใครโชคดีก็กำไร 900%
เรื่องนี้ท่านลองเอาไปคิดดู มันมองดูเหมือนว่าจะมีความเสี่ยงสูงมาก เช่นหุ้นแบงค์และไฟแนนซ์หลายตัวมันอยู่ต่ำกว่าพาร์ ซื้อไปแล้วกลัวถูกปิด แต่ผมบอกได้เลยว่า ถ้าแบงค์และไฟแนนซ์ถูกปิดอีก เงินฝากของเราก็ไม่มีทางได้คืน เพราะรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายแน่นอน นอกจากนี้แล้ว แบงค์กับไฟแนนซ์นั้นแค่ใช้วิธีลดดอกเบี้ยเงินฝาก และไม่ปล่อยสินเชื่อ เขาก็จะฟื้นตัวใน 5 ปี ยังไงๆรัฐบาลก็ไม่สั่งปิดแบงค์และไฟแนนซ์แน่ เขาให้ประชาชนแบกภาระด้วยการลดดอกเบี้ยเงินฝากดีกว่า
..........................
1 เมษ.44 ...ระบบบัญชีที่งี่เง่า
หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจพังเพราะความฟุ้งเฟ้อ อีกหลายๆคนบอกว่าเพราะเอาเงินไปดีเฟ้นท์ค่าเงินบาท และอีกหลายๆคนบอกว่าเพราะตลาดหุ้นทำอินเด็กซ์ไม่ถูกวิธี แต่ผมเห็นว่าเป็นเพราะเรามีระบบบัญชีที่งี่เง่า
ทำไมเหรอ ?
ก็เพราะเวลาเรากู้เงินต่างประเทศมาซื้อเครื่องมือเครื่องจักร์ เขาให้บันทึกทรัพย์สินที่เป็นเครื่องจักร์เหล่านั้นเป็นเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยนในวันรับมอบ แต่บันทึกหนี้สินเป็นเงินต่างประเทศ ผลที่ตามมาก็คือ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนไป มันก็จะเกิดการขาดทุนหรือกำไรขึ้นมาทันที เรื่องนี้มันกระทบกันทั้งประเทศ แม้แต่แบงค์และบริษัทไฟแนนซ์ก็หนีไม่พ้น เพราะเงินที่ได้มาจากต่างประเทศแล้วเอาไปให้คนอื่นกู้ต่อก็ต้องลงบัญชีเป็นเงินบาทหมด เราถูกบังคับโดยแบงค์ชาติให้เอาเงินต่างประเทศไปขายให้แบงค์ชาติเสียก่อน
ครับ เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ขอให้ดูบริษัทเดอะโคเจนเนอเรชั่น(COCO)เป็นต้น โรงงานผลิตไฟฟ้าราคาเป็นหมื่นล้านบาท ถ้าลงบัญชีเป็นเงินดอลล่าร์ก็จะไม่เกิดการขาดทุน แต่นี่เราไปลงบัญชีเป็นเงินบาท บริษัทก็เลยขาดทุนไปกว่า 4000 ล้าน ในความเป็นจริงแล้วบริษัทนี้ยังมีความมั่นคง และจะมีกำไรมหาศาล เพราะใครจะมาตั้งโรงงานแข่งขันไม่ได้เลย ใครตั้งใหม่ในขนาดที่เท่ากัน ก็ต้องลงทุนสูงขึ้น 4000 กว่าล้านบาท แล้วยังต้องวิ่งหาสัญญาขายไฟฟ้ากับกฟผ.อีกด้วย การลงบัญชีอย่างโง่ๆนี้ทำให้บริษัทต่างชาติเขาเห็นช่องได้เปรียบ เขาจึงเข้าฮุบกิจการ(hostile takeover) แล้วยังเอาเปรียบด้วยการเสนอรับซื้อในราคาแค่ 17.00 บาท
ครับ ผมมีหุ้นCOCOอยู่เล็กน้อย แต่ผมไม่ยอมขายให้ ถึงแม้จะต้องตกเป็นเบี้ยล่าง เพราะต้องกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายเล็กก็ตาม ผมคิดง่ายๆว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นจะโกยกำไรออกนอกประเทศได้ยาก เพราะโรงงานมันย้ายไปใหนไม่ได้ และสัญญาขายไฟฟ้ามันผูกติดกับ กฟผ.
ครับ เรื่องการถือหุ้น COCO นี้เป็นแค่ตัวอย่าง เป้าประสงค์ของผมวันนี้แค่อยากให้นักบัญชีไทยได้หันมาคิดกันดูบ้าง เราจะปล่อยให้เกิดวิกฤตอย่างนี้อีกหรือ?
........................................
6 เมย.44 ...วันหยุดมีผลต่อราคาหุ้นแค่ใหน?
วันนี้เป็นวันหยุด ผมลืมเสียสนิท ทั้งนี้เพราะตอนนี้ไม่ต้องทำงานแล้ว บางท่านอาจเห็นผลการวิเคราะห์และคำแนะนำของวันที่ 6 เมย.44 แต่คงไม่ทำให้ท่านเสียหาย เพราะท่านไปห้องค้า ก็ซื้อขายไม่ได้
วันนี้ผมก็เลยมีเวลาที่จะมาคุยกับท่านว่า "วันหยุด" มีผลต่อการวิเคราะห์หุ้นแค่ใหน
ครับ, วันหยุด จะมีผลต่อราคาหุ้นค่อนข้างมาก ทั้งนี้เพราะเรามีเวลาคิดนานขึ้น คนที่ตั้งใจจะไปซื้อหุ้นเพราะวันก่อนวันหยุดราคาขึ้นมาก ก็จะกลับมานั่งคิดทบทวน คนที่ชอบเล่นสั้นจะยิ่งอยากซื้อให้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งซื้อ แต่คนที่ชอบเล่นหุ้นระยะยาวจะรู้ว่า ถ้าไปแย่งซื้อก็จะต้องซื้อแพง พวกเขาก็จะเลิกคิดที่จะไปซื้อ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเปิดตลาดขึ้นมาราคาจะแกว่งแรง
ในทางตรงกันข้าม ถ้าปิดตลาดก่อนวันหยุดด้วยราคาที่ต่ำลง คนเล่นหุ้นระยะสั้นจะเตรียมไปเทขาย และเมื่อมีเวลาคิดนานเขาก็จะยิ่งกลัวขายไม่ได้ เขากลัวว่าคนอื่นจะแย่งขาย พอเปิดตลาดมาก็จะขายแบบยอมขาดทุนแรงๆไปเลย ส่วนคนที่เล่นยาวนั้นก็จะรู้ว่าราคาจะแกว่ง เขาก็ไม่เข้าไปซื้อหรือขาย
ครับ, โดยสรุปแล้ว วันจันทร์และวันเปิดตลาดหลังวันหยุดนั้นราคาหุ้นจะแกว่งตัวแรงกว่าปรกติ เรื่องนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะมองเห็นได้
ที่นี้ก็มาถึงการวิเคราะห์ทางเทคนิค วันหยุดนั้นทำให้ราคามันหายไป ทางเลือกมีสองทาง คือ หาตัวเลขบางอย่างมาไส่แทน หรือไม่ก็ตัดวันนั้นออกไปจากการวิเคราะห์ เรื่องนี้หลายท่านเลือกแบบที่สอง คือ เวลาโหลดข้อมูลเข้าไปสู่รูทีนที่ใช้วิเคราะห์หุ้น เขาจะโหลดแต่วันที่มีข้อมูล เรื่องนี้บางทีท่านก็ไม่มีทางเลือก ทั้งนี้เพราะโปรแกรมที่ใช้นั้นซื้อมาจากต่างประเทศ การโหลดข้อมูลแบบนั้นมันง่ายกว่า และมันทำให้ได้กราฟที่บีบให้เห็นจุดสูงสุดและต่ำสุดได้ดี ซึ่งเหมาะกับการวิเคราะห์แบบดูจุดทั้งสอง
แต่สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่า วันหยุดนั้นมีผลต่อการตัดสินใจเป็นอย่างมาก ผมจึงต้องหาวิธีไส่ค่าลงไปด้วย ซึ่งก็ให้ผลดี คือทำให้เห็นการขึ้นลงของกราฟราคาหุ้นได้ดีขึ้น กราฟหุ้นนี้จริงๆแล้วไม่ไช่เป็นรูปฟันเลื่อย มันเป็นรูป sine wave ที่บิดเบี้ยวไปด้านหน้า มันมีความโค้งมนมากกว่า เวลาขึ้นก็ไม่ใช่ตรงขึ้นไปเป็นไม้บันทัด เวลาใหลลงก็ไม่ใช่ใหลลงเป็นเส้นตรง มันโค้งแบบก้นกะทะ
ครับ, นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นความแตกต่างระหว่างโปรแกรมของผมกับโปรแรมในท้องตลาด และทำให้การวิเคราะห์ของผมได้จุดที่จะซื้อและจุดที่จะขายที่ดีขึ้น
..................................
2 พค. 44 ....ทายหุ้นถูกกี่เปอร์เซนต์จึงจะกำไร
พวกเราส่วนใหญ่นั้นจะประเมินนักวิเคราะห์หุ้นด้วยการดูว่าเขาทายถูกกี่เปอร์เซนต์ เราใช้วิธีจดจำไว้ในใจ ทุกๆวันนักวิเคราะห์หุ้นจะต้องพูดอะไรๆหลายๆอย่าง แต่ละเรื่องจะถูกจดจำไว้ พอวันรุ่งขึ้น หรือหลังตลาดปิดแล้วเราก็มานับจำนวนการพูดถูกพูดผิด เราทำอย่างนี้เป็นเวลาหลายๆวัน หลายๆเดือน หลายๆปี แล้วเราก็ตัดสินว่านักวิเคราะห์ใช้ได้หรือไม่
ทางด้านนักวิเคราะห์หุ้นนั้นก็รู้ว่าถูกประเมินโดยวิธีนี้ พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงด้วยการพูดกำกวม บางคนก็พูดสองทาง คือหุ้นอาจมีทั้งขึ้นและลง และที่ใช้กันมากก็คือ บอกว่า ถ้าขึ้นถึงจุดนี้จะมีแรงขายออกมายับยั้ง และถ้าตกถึงจุดนี้จะมีแรงซื้อเข้ามาพยุงไว้ เจ้าจุดต้านและจุดรับนี้เมื่อกำหนดไว้ห่างหน่อย มันก็ถูกเกือบทุกที
เมื่อถูกแก้ลำด้วยการพูดกำกวม หรือพูดในสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก นักเล่นหุ้นก็จะเกิดความรำคราญ และจะเปลี่ยนคำถามให้เป็นการ "ฟันธง"ลงไปว่าจะออกผลอย่างไรแน่
ไม่มีทางหรอกครับที่จะได้คำตอบแบบตรงๆ ทั้งนี้เพราะ การตอบแบบฟันธงนั้นจะมีโอกาสถูกสูงกว่าผิดเพียงนิดเดียว ตัวเลขนี้จะต่ำกว่าที่คนคาดหวังแยะ ผมเองนั้นเคยประมาณว่า ตอบถูกแค่ 55% ก็นับว่าดีแล้ว เพราะถ้าเล่น 100 ครั้ง แล้วมีกำไร 55 ครั้ง ครั้งละ 10% ผลเฉลี่ยก็จะ =0.995*1.10*55+0.995*0.90*45=60.1975+40.2975=100.495% ยิ่งมาตอนนี้ค่าคอมิชชั่นลดลงเหลือแค่ 0.25% มันก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ถามเพื่อนฝูงแล้วไม่มีใครยอมรับ พวกเขาว่าจะต้องเกิน 75% จึงจะไช้ได้
ครับ จริงๆแล้ว การทายถูกกับทายผิดเป็นกี่เปอร์เซนต์นั้นไม่สำคัญ มันต้องดูที่อัตรากำไรในแต่ละครั้งด้วย ถ้าทายผิดและคัทลอสได้ทัน และทายถูกเมื่อหุ้นขึ้นใหญ่ มันก็มีกำไรได้ เช่น ทายผิด 4 ครั้ง ขาดทุนไปครั้งละ 5-10% และกำไรครั้งเดียว แต่กำไร 100% มันก็ให้ผลทางบวก
ผมอยากให้พวกเราคิด และดูกันที่ผลบั้นปลายจะดีกว่าครับ
.........................
11 พค.44 ....อยากเจอหุ้นดีๆอย่างไทยธนาคารอีกสักครั้ง
หุ้นของไทยธนาคารถูกแขวนไว้ที่ 2.20 บาท แล้วก็ได้รับการปลดปล่อยเมื่อสองเดือนก่อน วันแรกที่กลับเข้ามาก็พุ่งขึ้นไปเป็น 11 บาทกว่าๆ ทุกคนจึงให้ความสนใจ แต่ที่มันมาตื่นเต้นกันจริงๆก็เมื่อต้นเดือน พค. นี้เอง มันไต่จาก 12-13 บาทไปที่ 50 บาท เรื่องนี้ทำให้หลายคนทำกำไรได้เป็นแสนเป็นล้านบาท
แล้วก็เลยเกิดเป็นคำถามสำหรับคนอื่นๆว่า ทำไมตนจึงจะได้เจอกับหุ้นดีๆอย่างนี้บ้าง?
ครับ คำตอบก็คือ ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด เพราะจะมีหุ้นที่ถูกแขวนไว้ในราคาต่ำๆอีกมาก เมื่อมันกลับเข้ามาซื้อขายได้ ก็มีสิทธิ์ที่จะขึ้นแรงๆอย่างนี้อีก แต่มันก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าตลาดแล้วใหลลงได้เช่นกัน มันต่างกันที่ตรงความคิด และการกระทำของคนในตลาดเอง คือ ถ้ามีคนที่คิดว่าหุ้นนั้นจะขึ้นเป็นจำนวนมาก มันก็จะขึ้น และถ้ามีคนคิดว่าจะลงเป็นจำนวนมาก มันก็จะลง มันไม่ใช่ว่าหุ้นทุกตัวมีพรหมลิขิตเอาไว้ตายตัว ใครซื้อถูกตัวก็เฮงไป ใครไม่ซื้อก็ซวยไป...ฯลฯ
ครับ มันไม่ใช่เรื่องของดวงชตาราษี
มองให้ลึกลงไปอีก ท่านก็จะเห็นได้ว่า คนที่ซื้อหุ้นไทยธนาคารเอาไว้ในตอนต้นนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นคนมีโชคดีเสมอไป บางคนขายไปตั้งแต่ราคา 13-15 บาท แล้วกลับเข้ามาซื้อที่ 30-40 บาท มาถึงตอนนี้ก็คงจะขาดทุนเสียมากกว่า ส่วนบางคนนั้นเข้ามาซื้อทีหลัง คือซื้อที่ 30-40 บาท แต่ขายไปเมื่อตอนเช้าของวันนี้ ที่ 50 บาท ก็ยิ้มได้
แต่........นั่นก็เป็นการประเมินผล ณ ตอนเย็นของวันที่ 11 พค. เท่านั้น
คนที่ขายไปในราคา 50 บาทเมื่อตอนเช้าของวันที่ 11 พค. นี้จะรู้ได้อย่างไรว่ามันจะไม่ตีกลับขึ้นไปที่ 55-60-65-70.....?
ครับ จริงๆแล้วทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และกำไรหรือขาดทุนนั้นมันมีค่าที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา มันไม่หยุดนิ่งถ้าเรายังเล่นหุ้นอยู่ คนที่เลิกเล่นและขายไปจนหมดพอร์ตแล้วเท่านั้นที่จะพูดได้ว่ามีกำไรหรือขาดทุน
แต่........มันก็มีข้อยกเว้นอยู่ คือ ถ้าใครมีเทคนิคการเล่นที่เหนือกว่าคนอื่น หรือคือ เป็นเทคนิคที่ให้ผลกำไรโดยเฉลี่ยที่เป็นบวก และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ...คนคนนั้นก็สามารถพูดได้ว่าเล่นหุ้นแล้วมีกำไรแน่นอน คนประเภทนี้ในตอนต้นอาจขาดทุนไปบ้างในบางช่วงตอน แต่นานๆไปก็จะมีกำไรสะสมไว้จนประเมินทีไรก็มีกำไรอยู่ทุกที !
ผมเห็นว่าเราควรหันมาสนใจใขว่หาสูตร์ประเภทนี้จะดีกว่า
สูตร์ SC68EX และสูตร์ SEAX เป็นตัวเลือกอันหนึ่ง ขอให้ดูกันต่อไป แล้วจะเห็นว่ามันเป็นความจริง และวิธีนี้ดีกว่าการนั่งรอโอกาสที่จะเจอกับหุ้นแบบไทยธนาคาร
.............................
31 พค.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี
หลายคนไม่กล้าพูดว่าในตอนนี้ควรกดอัตราดอกเบี้ยไว้ หรือ เพิ่มขึ้น และเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถูกปลด ก็เลยเกิดการเดากันว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น แล้วก็เลยมีผู้วิเคราะห์บางคนเอาไปคาดเดาต่อว่า หุ้นของธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์จะต้องรูดลงมา ซึ่งก็มีผลเป็นอย่างที่ทำนายไว้
ผมว่านักวิเคราะห์พวกนี้มันชั้นสวะ เพราะคิดได้เพียงชั้นเดียว และใช้เหตุผลก็ไม่ถูกต้อง คือไปใช้เหตุผลว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มต้นทุน ซึ่งจะทำให้กำไรหด หุ้นของธนาคารและไฟแนนซ์จึงต้องลดค่า
ในความเป็นจริงแล้วธนาคารและไฟแนนซ์นั้นไม่กลัวการขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะเขาปรับทั้งด้านดอกเบี้ยรับฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารและไฟแนนซ์นี้เป็นกิจการที่ลอยตัว มันอยู่ที่ผลต่างของอัตราดอกเบี้ยทั้งสอง ซึ่งไม่มีใครไปบังคับเขาได้ กว่า 50 ปีมาแล้วที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามบีบผลต่างอันนี้ แต่ทำไม่ได้ ธนาคารและไฟแนนซ์จึงเป็นดั่งเสือนอนกินมาโดยตลอด ที่มันมาซวนเซในครั้งนี้เป็นเพราะบริหารไม่ถูกต้อง ทั่วๆไปแล้วธนาคารและไฟแนนซ์จะมีกำไรเสมอ จนฝรั่งเรียกกิจการเหล่านี้ว่า Blue Chip ท่านคงจะจำได้
ทีนี้มาดูกันว่า ทำไมราคาหุ้นกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์จึงตก?
เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ใน 3-4 ปีที่ผ่านมาธนาคารและไฟแนนซ์ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เงินจึงเหลืออยู่ในมือมาก มากจนบางคนเอาไปพูดว่า "เงินล้นแบงค์" แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีธนาคารหรือไฟแนนซ์ใหนเขาโง่ถึงขนาดเก็บเอาไว้เฉยๆ เขาเอาไปแลกเป็นเงินต่างประเทศ แล้วนำไปชำระคืนเงินกู้ที่เขากู้จากต่างประเทศ บางธนาคารก็อาจทิ้งเอาไว้เป็นเงินฝากในต่างประเทศด้วย ตรงนี้พวกเขาได้ประโยชน์เท่ากับผลต่างของอัตราดอกเบี้ย คูณด้วยจำนวนเงินที่เคลื่อนย้ายออกไป เรื่องนี้เป็นเงินเท่าใดท่านทราบใหม?
เงินเคลื่อนย้ายออกไปนั้นประมาณ 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐครับ คูณด้วยผลต่างของดอกเบี้ยประมาณ 7 เปอร์ก็เป็นเงินปีละ 2450 ล้านเหรียญ หรือคือประมาณ 110250 ล้านบาทต่อปี ตรงนี้ซิครับ ที่มันจะหดหายไป
ครับ นี่คือสาเหตุที่ทำให้นายแบงค์และนักลงทุนต่างชาติเขากลัว มันทำให้เกิดการเช็คข่าวกันให้วุ่นวาย แล้วคนใกล้ชิดนายแบงค์มันก็ต้องเทขาย ทุนต่างชาตินั้นก็ทิ้งตามไปด้วย เพราะไม่อยากเสี่ยง ฯลฯ
ครับ พูดมาตั้งนาน ยังเข้าไม่ถึงหัวเรื่องเลย แต่ผมเจ็บนี้วแล้วละ ผมพิมพ์สัมผัสไม่เป็น จึงขอเก็บไปต่อในวันหลัง
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าฟังนักวิเคราะห์ชั้นสวะมากนัก ท่านต้องคิดเองบ้าง
......................................................
1 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
โอเค เรามาดูข้อดีข้อเสียกันเสียที ข้อดีอันแรกและเป็นข้ออ้างอันสำคัญของรัฐบาลชุดก่อนก็คือ เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยด้านเงินกู้ลงไปก็จะเป็นการกระตุ้นให้มีคนกู้ไปลงทุนทำธุรกิจ แล้วเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัว ตรงนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการนำของหม่อมเต่าสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็มีคนท้วงติงว่า เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยด้านกู้ลงไปแล้ว ธนาคารและไฟแนนซ์ก็จะลดอัตราดอกเบี้ยด้านเงินฝากลงไปด้วย ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน แต่รัฐบาลก็ยังเห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า ประชาชนต้องแบกรับปัญหากันบ้าง
ครับ เราได้เห็นข้อดีและข้อเสียไปอย่างละข้อ และก็คงพอจะยอมรับกันได้ แต่มันไม่ไช่แค่ลดดอกเบี้ยเงินฝากจาก 12-14 เปอร์เซนต์ลงมาเป็น 8-10 อย่างที่คิด ทั้งนี้เพราะลดลงแล้วก็ยังไม่ได้ผล รัฐบาลนายชวนจึงลดอัตราดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดมาอยู่ที่ 2-3 เปอร์เซนต์ แล้วก็เกิดเปลี่ยนรัฐบาล
อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนี้ แทนที่จะเกิดการลงทุน มันกลับเกิดการใหลออกของเงินไปต่างประเทศ เรื่องนี้คนธรรมดาสามัญก็เดาได้ แต่ไม่รู้ว่ามันใหลออกไปเท่าใด และใหลออกแบบใหน รัฐบาลใหม่จึงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาชี้แจง เจ้าตัวเลข 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐจึงโพล่ออกมาถึงมือหนังสือพิมพ์
พร้อมกันนั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกมาอธิบายว่า การใหลออกของเงินทุนนี้กลับเป็นสิ่งที่ดี เพราะมองในภาพกว้าง(Macro-economic)จะเห็นได้ว่า เป็นการเอาเงินที่ล้นตลาดไปลดหนี้ต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้แก่ต่างประเทศไปได้มาก
ถึงตรงนี้ท่านเห็นเป็นอย่างไร?
สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่าการถอดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นสมควรเป็นอย่างยิ่ง คือผมเห็นว่าท่านไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติเสียแล้ว ผมมองในมุมแคบ(Micro-economic)ว่า หนี้ต่างประเทศนั้นมีทั้งเป็นของรัฐและเอกชน เมื่อเงินมันล้นตลาดรัฐก็ควรดูดซับด้วยการออกพันธบัตร์ แล้วนำเงินนั้นไปลดหนี้ภาครัฐ มันให้ผลในมุมกว้างเหมือนกัน แต่ผู้ได้ผลประโยชน์(=110250 ล้านบาทต่อปี)จะเป็นภาครัฐ ไม่ไช่นายธนาคารและเจ้าของไฟแนนซ์
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังมองต่อออกไปอีกว่า วิสัยทัศน์ของผู้ว่าการธนาคารคนนี้มันแคบ เพราะการผลักให้ผลประโยชน์ด้านดอกเบี้ยอันนี้ไปตกแก่นายธนาคารและเจ้าของไฟแนนซ์นี้ ทำไปอีก 10 ปีก็ยังไม่สามารถจะกู้กิจการเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เพราะความเสียหายของธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์นั้นมันเกือบ 2 ล้านล้านบาท นี่คำนวณได้จาก NPL ที่เกิดขึ้นทั้งระบบ
มากขึ้นไปอีก ก็คือ ผู้ว่าการคนนี้ออกมาโต้ว่า รัฐบาลควรหาทางช่วยด้วยมาตรการทางการคลัง หรือคือ เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ และเร่งการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ตรงนี้ก็จะไปเข้าถึงข้อดีข้อเสียของนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยข้อที่สาม
การลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้นทำให้ประชาชนได้รายได้จากดอกเบี้ยลดลง ตรงนี้คือกำลังซื้อที่สำคัญของประเทศไทย คนไทยเราฝากเงินเป็นบัญชีฝากประจำมากถึง 85 เปอร์เซนต์ของเงินฝากทั้งหมด บัญชีเหล่านี้เป็นของคนแก่คนเฒ่าเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาอาศัยดอกเบี้ยเพื่อประทังชีวิต
ท่านทราบใหมว่ากำลังซื้ออันนี้หายไปเท่าใด?
เงินฝากในระบบ=5 ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยลดลงประมาณ 7 เปอร์เซนต์ มันจึงเป็นเงินที่หายไปปีละ 5*0.07=350,000 ล้านบาท หรือคือประมาณ 35 เปอร์เซนต์ของงบประมาณแผ่นดิน แต่เราเพิ่มงบประมาณได้แค่ 5 เปอร์เซนต์
แล้วมันจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร?
คนที่บอกให้ไปเพิ่มงบประมาณหรือเร่งรัดการใช้จ่ายจึงเป็นคนที่ไม่มีวิสัยทัศน์จริงๆ หรือไม่ก็ตกวิชาเลขคณิต
ครับ ด้วยเหตุผลต่างๆที่กล่าวมาข้างบน ผมเห็นว่านโยบายดอกเบี้ยต่ำนั้นใช้ไม่ได้กับประเทศไทย เมืองไทยเรามีการออมและการลงทุนที่ไม่เหมือนฝรั่ง เราจึงใช้นโยบายแบบเดียวกับในตำราฝรั่งไม่ได้ เรื่องพวกนี้เราควรมาศึกษาและสร้างเป็นโมเดลสำหรับเมืองไทยเราโดยฉะเพาะ และนี่เป็นหน้าที่ร่วมกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย กับกระทรวงการคลัง
ครับ ผมไม่รู้ว่าเมื่อใหร่เราจึงจะเข้าใจปัญหา และเดินให้ถูกทางถูกวิธีกันเสียที
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนอย่างพวกเรา ทางออกที่ดีที่สุดคือ อย่าหลงเชื่อนักวิเคราะห์ประเภทปากไว ประเภทใช้ความรู้สึกของตลาด เพราะมันทำให้เกิดการเทขายและแย่งกันซื้อ ซึ่งทำให้ภาพของตลาดมันแกว่ง และต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายไปเปล่าๆ
...............................
4 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
ขอแถมเพื่อให้เห็นถึงความเลวของนายแบงค์อีกสักหน่อย นี่เป็นเรื่องของนายแบงค์อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเจ้าของไฟแนนซ์
กล่าวคือ ในขณะที่ปากบอกว่า "เงินล้นแบงค์" และโกยเอาเงินฝากราคาถูกๆไปทำประโยชน์ในต่างประเทศ พวกเขายังขอกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยไปเพิ่มอีก ธุรกรรมอันนี้เขาเรียกว่า RP ซึ่งย่อมาจากคำว่า RePurchase อันนี้ทำได้แต่พวกแบงค์พาณิชย์
คือตามกฏหมายแล้วแบงค์พาณิชย์จะต้องมีพันธบัตรรัฐบาลมาฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณ 7.5 เปอร์เซนต์ของยอดเงินฝาก และถ้าเงินขาดมือก็สามารถเอาพันธบัตรเหล่านี้มาขายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้โดยมีสัญญาที่จะซื้อคืนในเวลาที่แน่นอน นี่แหละคือคำว่า Re-Purchase ระยะเวลาของสัญญานั้นมันแค่ไม่กี่วัน เช่น 1,3,...9 วัน ที่กฏหมายกำหนดไว้สั้นๆก็เพราะเปิดไว้ให้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น
แต่ท่านรู้ใหมว่าเขาทำกันอย่างไร?
ด้วยการรู้เห็นเป็นใจของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์สามารถขอกู้ต่อไปได้เรื่อยๆ แต่อัตราดอกเบี้ยมันจะเป็นไปตามตลาดการเงินในวันทำสัญญากู้ใหม่
เรื่องนี้แหละครับ ที่ทำให้นายแบงค์และนักลงทุนต่างชาติมันเต้นเป็นเจ้าเข้าเมื่อรัฐบาลบอกว่าน่าจะปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ มันกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงิน แล้วก็มากระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของ RP แล้วก็จะเกิดการขาดเงินสดในตลาดการเงินในทันที คนในตลาดการเงินรู้ว่าค่าเงินบาทจะเพิ่มขึ้น นักค้าเงินจะขายดอลล่าร์เพื่อเก็บบาทไว้ขายในอนาคต...ฯลฯ
ครับ แค่มีคำปรารภก็สั่นไปทั้งระบบ เรื่องนี้ท่านเห็นได้ คือหลังจากปลดผู้ว่าการวันเดียว ค่าเงินบาทก็พุ่งขึ้น และอัตราดอกเบี้ยของ RP ก็พุ่งตาม
ครับ ประเด็นของวันนี้ก็คือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นรู้เห็นเป็นใจกับนายธนาคารให้มาปล้นดอกเบี้ยของประชาชนไปค้ำจุนสถาบับการเงินมาโดยตลอด แต่ผมอยากจะถามว่า ทำอย่างนี้แล้วจะช่วยแบงค์ได้จริงหรือ?
พรุ่งนี้ค่อยพูดกันต่อ วันนี้ขอสรุปไว้ว่า คนบางคนนั้นทำเพื่อคนในวงการที่ตนเกี่ยวข้องเท่านั้น เขาไม่ได้คิดที่จะประสานกับนโยบายด้านอื่นเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงหรอก
................................
6 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
ขอให้ย้อนกลับไปดูตัวเลขครับ
ผลประโยชน์จากการปล้นดอกเบี้ยนี้ก็แค่ปีละ110250 ล้านบาท แต่ความเสียหายจาก NPL มันเกือบ สองล้านล้านบาท มันต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี ในห้วงเวลาดังกล่าวมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน NPL ที่ลดลงนั้นจะมาปรากฏเป็นตัวขาดทุนในบัญชี แล้วก็จะบังคับให้ต้องเพิ่มทุน
ครับ เงินทุนนั้นก็ต้องมาจากกองทุนฟื้นฟู หรือก็คือธนาคารแห่งประเทศไทยนั่นแหละ
พูดง่ายๆก็คือ รัฐบาลต้องเข้าไปเป็นเจ้าของ
นี่คือสิ่งที่พวกเราควรทราบไว้
คือผมบอกได้เลยว่า ในไม่ช้า แบงค์และไฟแนนซ์บางส่วนจะต้องตกเป็นของรัฐ จะมีไฟแนนซ์บางรายเท่านั้นที่จะอยู่รอด พวกนี้คือพวกที่เสียหายจาก NPL น้อย
แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?
หุ้นของธนาคารพาณิชย์กับไฟแนนซ์บางส่วนจะดิ่งเหว ทั้งนี้เพราะเงินของรัฐจะเข้ามาในรูปของเงินให้กู้ยืม แล้วจึงจะเปลี่ยนเป็นทุนในภายหลัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นทุนเขาต้องลดค่าของหุ้นเดิมเสียก่อน ซึ่งเขาเรียกกับว่า"การลดทุน"
ครับ ผมไม่ได้บอกให้รีบเทขายหุ้นในวันนี้นะครับ แต่ผมชี้ให้เห็นว่าทิศทางของราคาหุ้นกลุ่มแบงค์จะลดลง สำหรับกลุ่มไฟแนนซ์นั้นจะผันผวนมาก ทั้งนี้เพราะไฟแนนซ์ใดอยู่ได้ก็จะเติบโตจนกลายเป็นแบงค์ได้ ส่วนที่มี NPL แยะก็จะตายเหมือนแบงค์
นี่คือผลของนโยบาย "ดอกเบี้ยต่ำ" ที่ทำกันมา 3-4 ปีแล้ว การปรับเปลี่ยนมาเป็นนโยบาย "ดอกเบี้ยตามความเหมาะสม" นั้นจะมีผลแค่ทำให้การเข้ายึดช้าหรือเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ผมไม่คิดว่าผู้ว่าการคนใหม่จะเปลี่ยนเป็นนโยบาย "ดอกเบี้ยสูง" อย่างแน่นอน เพราะนั่นจะพาเรากลับไปเข้าสู่ยุค"ฟองสบู่"กันอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่สามารถเดาใจผู้ว่าการคนใหม่ หรือของใครๆได้ ผมจึงมีแค่คำแนะนำว่า อย่าเชื่อนักวิเคราะห์ชนิด"พูดตามกระแส"นัก ท่านต้องคิดเองให้มากๆ
......................................
.14 มิย.44 ... งาน Investor Fair ให้อะไรเราบ้าง?
ผมแวะไปดูงาน Investor Fair เมื่อวันที่ 11 เดิมนั้นตั้งใจว่าจะไปนั่งฟังเขาอภิปรายกันสักหน่อย แต่ปรากฏว่าไม่มีการอภิปราย นี่อาจเป็นเพราะผมขาดความรอบคอบไปหน่อย คือไม่ได้เช็ครายละเอียดของงาน จึงไม่รู้ว่าเขามีบรรยายและอภิปรายแค่สองวันแรก แต่การไปเดินชมบูธต่างๆก็ได้ประโยชน์มิใช่น้อย ผมจึงอยากเอามาเล่าให้ฟัง
ประโยชน์อันที่หนึ่งก็คือ ได้เห็นความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บ้างก็นำเสนอบริการด้านการเล่นหุ้น บ้างก็เสนอบริการด้านการเงิน บ้างก็แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนจากประชาชนผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ กิจการใหญ่มาแสดงกันมากมายเลยทีเดียว น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาดูซ้ำ การเกี่ยวพันกันระหว่างกิจการต่างๆเหล่านี้มันต้องมีคนอธิบายจึงจะเข้าใจได้ ถ้าดูเองต้องมีเวลาคิด
ประโยชน์อันที่สอง คือ เขามีเอกสารแจกอย่างทั่วถึง นี่จะช่วยให้คนที่สนใจการลงทุนจริงๆได้นำไปอ่าน และทำความเข้าใจ ผมก็รับเอามาเต็มถุงเลยทีเดียว และต้องใช้เวลาอ่านอยู่สองวันเต็มๆ ข้อมูลที่น่าสนใจมีหลายอย่าง เช่น คนเราโดยทั่วไปกินใช้ตลอดชีวิตประมาณ 10 ล้านบาทเท่านั้น เงินที่หามาได้นั้นควรแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกกินใช้ไปเลย ส่วนที่สองใว้ใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ส่วนที่สามเอาใว้กินเมื่อแก่ ส่วนสุดท้ายนั้นให้ทำบุญฯลฯ
ประโยชน์อันที่สาม คือ ได้เห็นการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ ข้อนี้อาจเป็นประโยชน์เฉพาะตัวผม เพราะช่วยให้ผมพอประเมินได้ว่ามีคนหันมาใช้เทคนิคด้านนี้มากน้อยเท่าใดแล้ว มีบูธอันหนึ่งที่น่าสนใจ คือเขาทำโปรแกรมเอาไว้เพื่อช่วยวางแผนชีวิต โปรแกรมนี้ตอบคำถามได้หลายอย่าง เช่น ถ้าอยากสะสมเงินให้ได้สัก 10 ล้านบาท ในเวลา 20 ปี โดยฝากที่ไฟแนนซ์ จะต้องฝากเดือนละเท่าใด หรือจะกำหนดจำนวนเงิน ระยะเวลา และจำนวนเงินที่ฝาก โปรแกรมก็จะคำนวณให้ได้ว่าต้องนำไปหาผลประโยชน์ในอัตราตอบแทนเป็นเท่าใด โปรแกรมประเภทนี้จะเป็นประโยชน์มากถ้าให้ลูกค้าได้ทดลองหลายๆครั้ง แต่ก็น่าเสียดายที่ผู้เข้าชมงานมีเวลาน้อย
ครับ หลังจากไปชมงานแล้วก็ได้ดูข่าวทางทีวีด้วย มีนักวิชาการหลายท่านออกมาบอกว่า พวกเขาแปลกใจมากที่มาพบว่า นักเล่นหุ้นของไทยเรานั้นมีความรู้เกี่ยวกับหุ้นน้อยมาก หลายคนไม่รู้ว่า P/E ratio คืออะไร ไม่รู้ว่าจะอ่านข้อมูลในตารางหุ้นได้อย่างไร บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะหาข้อมูลได้ที่ใหน ซึ่งเรื่องนี้ผมรู้มานานแล้ว ขนาดจบปริญญายังไม่เข้าใจเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ใหญ่ในประเทศไทยบางคนเห็นหุ้นเป็นเหมือนเสนียดจัญไรด้วยซ้ำไป
ครับ โดยสรุปแล้ว งานแบบนี้มีประโยชน์ และควรจัดกันบ่อยๆ แล้วการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะดีขึ้น
.............................................
17 มิย.44...เล่นแบบ fundamental VS เล่นแบบ technical
ในช่วงนี้มีนักวิเคราะห์หันกลับไปแนะนำให้เล่นหุ้นที่มีกองทุนต่ำแต่มีปันผลสม่ำเสมอกันมาก พวกเขาเข็ดขยาดกับหุ้นที่ขึ้นหวือหวากันไปแล้ว คือมันกลายเป็นหุ้นถูกปั่น ซื้อแล้วไปติดอยู่ที่ยอดดอยกันแยะ ลูกค้าเลยด่ายับ
ครับ การเล่นหุ้นที่ขึ้นลงไม่มาก แต่มีเงินปันผลนั้นคือการเล่นแบบ fundamental หรือคือเลือกซื้อแต่หุ้นที่มีความมั่นคง แต่เป็นธุรกิจที่มีกำไร มีการปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ การเล่นหุ้นแบบนี้ไม่ได้หวังกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น เขาหวังแค่ว่า อัตราเงินปันผลจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากที่แบงค์เท่านั้น ซึ่งปรกติแล้วมองหาได้ไม่ยาก หุ้นประเภทนี้เขาเรียกกันง่ายๆว่า หุ้นบลูชิฟ(blue chip)
สำหรับการเล่นหุ้นโดยใช้เทคนิคของการดูกราฟและใช้หลักสถิติ ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ใช้อยู่นั้น เราเรียกว่า เล่นแบบ technical เล่นหุ้นแบบนี้จะพบว่าเป็นการเก็งกำไรจากราคาหุ้นที่จะเปลี่ยนไป ผู้เล่นจะไม่หวังทางด้านเงินปันผลเท่าใดนัก วิธีนี้เหมาะกับหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงราคามากๆ แต่ก็ต้องซื้อง่ายขายคล่อง หรือที่เขาเรียกว่า มีสภาพคล่องสูง หุ้นแบบนี้มีมาก มันมีทั้งในกลุ่มที่มีกองทุนสูงและปานกลาง มันมีให้เลือกซื้อได้ตลอดเวลา
โอเค ทีนี้เรามาดูกันว่าเล่นหุ้นแบบใหนจึงจะเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน?
ปัจจุบันนี้ราคาหุ้นมันขึ้นหวือหวามาก แม้แต่หุ้นของธนาคาร ไฟแนนซ์ พลังงาน และสื่อสารก็แกว่งกันอุตหลุด นอกจากนี้แล้ว วอลุ่มก็ต่ำ มันทำให้หุ้นที่มีกองทุนต่ำๆขาดสภาพคล่องกันไปหมด และที่ร้ายที่สุดคือ หุ้นธนาคารและไฟแนนซ์ก็ไม่มีเงินปันผลไปอีกนาน ธนาคารและไฟแนนซ์ตอนนี้เลยไม่ใช่หุ้นบลูชิฟไปแล้ว มันกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ เพราะฝรั่งก็ไม่เคยพบเคยเห็น
ครับ จากสภาพที่เป็นอยู่ การเล่นหุ้นแบบ fundamental จึงกลายมาเป็นการแนะนำให้เล่นหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง เป็นการให้ซื้อหุ้นที่ราคามันนิ่งๆเพราะไม่มีคนซื้อขาย แต่ยังพอมีเงินปันผลให้ชี้ว่าเป็นจุดเด่น
เรื่องนี้ผมเห็นว่ามันเสี่ยงมาก
ครับ หลักของ fundamental ที่แท้จริงนั้นต้องซื้อหุ้นที่มั่นคง ไม่ใช่หุ้นที่ราคาไม่ขึ้นไม่ลง เดิมนั้นมันจะชี้ไปยังกลุ่มธนาคาร ไฟแนนซ์ พลังงาน และ สื่อสาร แต่เมื่อกลุ่มธนาคาร และไฟแนนซ์มันไม่มีเงินปันผล มันก็เลยหาเล่นได้ยาก ทางด้านพลังงาน และ สื่อสารนั้น ในตอนนี้ก็เกิดแกว่งตัวแรง เพราะการเมืองเข้ามาแทรกแซงหนัก มันจึงเท่ากับหมดสิทธ์ที่จะเล่นแบบ fundamental ไปเลย
ครับ ความเสี่ยงก็คือ หุ้นที่มีกองทุนต่ำนั้นอาจถูกเทคโอเวอร์เมื่อใหร่ก็ได้ ถ้ากำไรมันดีเกินไป หรือสะสมกำไรไว้มากไป ก็จะถูกเทคโอเวอร์ ในทางตรงกันข้าม ถ้ากำไรหดไปเมื่อใดราคาหุ้นจะดิ่งเหวทันที และท่านจะขายก็ขายไม่ออก เพราะมันเป็นหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง
ในทางตรงกันข้าม ตอนนี้หุ้นกลุ่มธนาคาร ไฟแนนซ์ พลังงาน และ สื่อสาร กลับกลายมาเป็นหุ้นที่มีราคาขึ้นลงได้มาก และยังมีสภาพคล่องสูง มันจึงเหมาะแก่การเล่นแบบเก็งกำไร ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้(ในระยะสองสามปีนี้)จะไม่มีความเสี่ยงมากนัก โอกาสที่จะทำกำไรสูงๆมีมาก
ครับ สรุปแล้วผมแนะนำให้เล่นแบบ technical ต่อไปจะดีกว่า ยิ่งมีโปรแกรมวิเคราะห์ดีๆอยู่ด้วยจะเป็นโอกาสทองที่จะทำเงินเลยทีเดียว
.........................
20 มิย.44.....ใครจะเชื่อและยอมทำตามโปรแกรม
จริงๆแล้วการที่จะเชื่อโปรแกรมหรือเชื่อนักวิเคราะห์นั้นมันไม่แตกต่างกันเลย คนเล่นหุ้นนั้นส่วนใหญ่เชื่อตัวเองเสียก่อน คือคิดเองและเล่นเองเสียก่อน หลังจากที่เล่นจนขาดทุนไปเป็นแสนแล้วจึงจะเริ่มมองหาคำแนะนำจากผู้อื่น "ผู้อื่น" ในที่นี้ก็คือผู้ที่มีประสบการณ์ หรือผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการขึ้นลงของราคาหุ้น และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ คนพวกนี้ก็คือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์นั่นเอง
ทีนี้ผมก็จะขอถามว่า โปรแกรมกับนักวิเคราะห์นั้นต่างกันตรงใหน?
มันต่างกันที่ความรู้สึกเท่านั้น คำแนะนำของโปรแกรมก็คือคำแนะนำของผู้เขียนโปรแกรม ซึ่งถ้าผู้เขียนโปรแกรมนั้นมีความชำนาญเท่าๆกับผู้วิเคราะห์รายอื่นๆ มันก็เชื่อถือได้เท่าๆกัน บางอย่างอาจดีกว่าเสียอีก เช่น โปรแกรมไม่มีอารมณ์ โปรแกรมไม่รู้ว่าผู้เขียนมีหุ้นอะไรอยู่ในมือจึงไม่มีการหลอกลวง โปรแกรมทำขึ้นโดยมีทฤษฎีทางสถิติอยู่เบื้องหลัง ฯลฯ แต่บางอย่างก็อาจเป็นข้อเสีย เช่น มันดูแต่ข้อมูลราคาหุ้นที่ผ่านมา มันไม่รู้เรื่องนายกถูกคดีซุกหุ้น มันไม่มีอินไซด์อินฟอร์เมชั่น มันไม่รู้ว่าตลาดต่างประเทศเป็นอย่างไร ฯลฯ
ครับ การจะเชื่อคำแนะนำของโปรแกรมนั้นต้องดูที่ความรู้ความชำนาญของผู้เขียนโปรแกรม และการจะเชื่อคำแนะนำของนักวิเคราะห์ก็ต้องดูที่ความรู้ความชำนาญของผู้วิเคราะห์คนนั้น
แต่นั่นเป็นการคิดแบบทางอ้อม ซึ่งจะให้ผลที่ไม่แน่นอน
ทำไมหรือ?
มันเป็นทางอ้อมเพราะเราใช้ตรรกสองต่อ ตรรกแรกคือ คนที่เก่งคงจะให้คำแนะนำที่ดี ตรรกที่สองคือ ทำตามคำแนะนำที่ดีคงจะทำให้มีกำไร
เรื่องนี้มันไม่จริงเสมอไปหรอกครับ คนเก่งนั้นอาจพูดอะไรก็ฟังดูดีไปหมด ทายอะไรก็ดูจะถูกไปหมด แต่พูดในเรื่องที่ไม่ตรงจุด อย่างเช่น ทายว่าดัชนีจะขึ้น เราก็รีบวิ่งเข้าไปซื้อหุ้นตัวที่เราชอบ แต่ผลก็อาจกลายเป็นขาดทุน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะดัชนีไม่ใช่ราคาซื้อขายของหุ้น เจ้าโปรแกรมก็เหมือนกัน วันนี้มันบอกให้ซื้อหุ้นA แต่มันก็ไม่ได้การันตีว่าหุ้นตัวนี้ขึ้นแน่นอน
ครับ ที่ถูกแล้วเราต้องติดตามดูที่ผลกำไรหรือขาดทุน
การตามดูผลการเล่นเป็นระยะยาวๆ คือหนทางที่จะประเมินความสามารถที่แท้จริง และเป็นการใช้ตรรกชั้นเดียว คือถ้ามันมีกำไรจริงก็เชื่อถือได้ ถ้าไม่มีกำไรก็อย่าไปเชื่อมัน
แต่ก็มีคำถามว่า จะดูกันไปนานเท่าใดจึงจะพอ?
คำตอบคือ 1 ถึง 3 ปีครับ หรือคือต้องผ่านการซื้อขายกว่า 10 รอบ และเล่นกับหุ้นกว่า 10 ตัว ความแปรปรวน หรือความแกว่งของตลาดนั้นมีมาก มันต้องได้เห็นผลเป็นร้อยครั้งแล้วเราจึงจะเชื่อได้ และต้องดูที่ผลรวมเลยว่ามีกำไรหรือขาดทุน
ข้อสำคัญประการหนึ่งคือ ในระหว่างการประเมินโปรแกรม หรือประเมินนักวิเคราะห์นี้ เราไม่ควรเล่นเป็นเงินจริง เราควรทำแค่สมมุติว่าซื้อหรือขายตามคำแนะนำนั้นๆ แล้วจดบันทึกไว้ ผมเรียกวิธีนี้ว่า "เล่นหุ้นชกลม" มันไม่มีการลงทุนจริง จึงไม่ได้หรือเสีย คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เล่นตามนักวิเคราะห์ทีละคน พวกเขาจะเริ่มจากคนที่เด่นและดังที่สุดเสียก่อน เล่นจนเสียไปอีกหลายแสน แล้วก็เปลี่ยนไปทำตามรายอื่น เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนเงินเกือบหมดแบงค์ กว่าจะรู้ว่าใครดีจริงก็อาจหมดตัวเสียแล้ว
ครับ โปรแกรมของผมเขียนขึ้นโดยผมเอง ซึ่งมีประสบการณ์ทางด้านหุ้นกว่า 10 ปี และมีประสบการณ์ทางธุรกิจกว่า 40 ปี แต่ผมก็ยังไม่เคยบอกให้เชื่อและเล่นตามโดยทันที ผมแนะนำให้ติดตามดูกันสัก 1-3 ปี โปรแกรมจะผ่านการซื้อขายหุ้นประมาณ 3*40*6=540 ครั้ง แล้วไปดูตัวเลขอันสุดท้าย คือ กำไรหรือขาดทุนโดยรวมกันเลย
..........................
24 มิย.44..ความสำคัญของตลาดหุ้น
มีคนเขาให้ผมวิเคราะห์ข้อคิดของนักเลงหุ้นท่านหนึ่ง คือถามว่าตลาดหุ้นนี้เป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อตอบไปแล้วก็ทำให้ย้อนมาถามตัวเองว่า คนไทยนั้นเข้าใจเรื่องตลาดหุ้นจริงหรือไม่ แล้วก็เลยคิดว่าเราน่าจะหยิบเอาเรื่องนี้มาพูดกันสักที
ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่(กว่า 99%) ไม่เข้าใจเรื่องตลาดหุ้น และด้วยเหตุนี้เราจึงทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างมหาศาล เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
ตลาดหลักทรัพย์นี้เกิดขึ้นมาก็เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเอาเงินมาร่วมลงทุนในกิจการใหญ่ๆ โดยไม่ต้องผ่านธนาคารพาณิชย์ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ ไม่ต้องเสียค่าเปอร์เซนต์ให้แก่นายแบงค์
นั่นเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งคิดโดยชาวตะวันตก และอยู่ในยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรม พวกเขารู้ดีว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นจะมีความเสี่ยงที่มากกว่าฝากเงินที่ธนาคารพาณิชย์ แต่เขาก็ควบคุมได้ ตลาดหลักทรัพย์ของเขาจึงเจริญเติบโตมาด้วยดี และก่อให้เกิดประโยชน์ได้ดังที่คาดหวัง
ทีนี้มาถึงเรื่องในบ้านเราบ้าง ผู้ที่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ อย่างอาจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย ท่านก็มองเห็นประโยชน์ในแนวคิดดังกล่าว ท่านจึงได้ผลักดันให้เกิด ผมเองนั้นได้เข้าร่วมในฐานะผู้รู้ทางด้านคอมพิวเตอร์(ตอนนั้นอยู่ที่ชั้นสาม อาคารตรงข้ามกับศูนย์การค้าถนนเกษร) แต่ผมไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการวางนโยบายหรือวิธีการควบคุม จึงไม่มีโอกาสที่จะเตือน ในความเห็นของผมนั้น เราอยู่ในสภาวะคนละอย่างกับโลกตะวันตก เราจึงควรคิดให้กว้างกว่า แต่ในที่สุดผมก็ออกจากทีมก่อตั้งตลาด ทั้งนี้เพราะผมมีภาระต้องทำงานใช้หนี้ทุน (ทุน กพ.ตามความต้องการของกระทรวงพาณิชย์)
เรื่องที่ผมเห็นว่ามีความแตกต่างจากต่างชาติก็คือ เมื่อเราเปิดตลาดหุ้นไทยแล้วก็จะมีทุนจากต่างชาติเข้ามาเป็นตัวแปรอยู่ด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความเสี่ยงที่มีอยู่เก่า ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นต่างชาติเขามีก็คือ มันมีการขึ้นลงของราคาหุ้น คนเอาเงินไปฝากธนาคารนั้นไม่มีความเสี่ยง เพราะทรัพย์สินและหนี้สินที่เรามีกับธนาคารนั้นจดบันทึกไว้เป็นเงินบาท แต่เมื่อมาลงทุนในหุ้น มันจดบันทึกกันเป็นจำนวนหุ้น ถ้าหุ้นราคาลดลง คนถือหุ้นก็จะขาดทุน หรือกินทุนได้
ครับ เรื่องของการมีทุนต่างชาติเข้ามาเป็นตัวแปรนี้ผมได้ติดตามดูอยู่เสมอ ผู้บริหารตลาดในรุ่นแรกๆก็พยายามระมัดระวังอยู่ แต่เราทำผิดพลาดอยู่บ่อยๆ ซึ่งมีดังนี้
1. เรากลัวว่าเขาจะเอาเงินทุนที่มีมากกว่านักลงทุนไทยมาปั่นตลาด เราจึงจับตามองการซื้อขายของพวกเขา แต่เราเอาผิดเขาไม่ได้เลยสักครั้ง ทั้งนี้เพราะตลาดหุ้นไทยนั้นเป็นตลาดเปิดใหม่ คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่เล่นแบบเก็งกำไร และเก็งกำไรระยะสั้น เวลามีแรงซื้อก็จะซื้อกันไปพร้อมๆกัน เวลาขายก็ขายกันตามกระแส หุ้นจึงขึ้นทั้งแผงและลงทั้งแผง มันดูไม่ออกหรอกว่ามันถูกปั่นหรือไม่ เรา, คนไทยรายย่อยนั่นแหละ คือตัวปั่นกันเอง ตลาดแบบนี้ผมเรียกว่าตลาดของสาวพรหมจรรย์ พอโดนมือชายเข้าหน่อยก็สะเทิ้นไปทั้งตัว เราเพิ่งจะเริ่มเป็นตัวของตัวเองเมื่อต้นปี 44 นี้เอง คือหุ้นหลายๆกลุ่มเริ่มขึ้นลงไม่พร้อมกัน แต่ความไม่รู้ก็ยังมีอยู่ คือ เรายังไปบังคับให้ตลาดรายงานยอดซื้อยอดขายของกลุ่มทุนสามกลุ่ม คือ ทุนต่างชาติ ทุนกองทุนไทย และทุนนักลงทุนรายย่อย ข้อมูลนี้ทำให้ทุนต่างชาติได้เปรียบ คือวันใหนพวกเขาซื้อ วันรุ่งขึ้นรายย่อยก็จะซื้อตาม วันใหนทุนต่างชาติขาย วันรุ่งขึ้นรายย่อยก็จะขายตาม เล่นหุ้นแบบนี้ต่างชาติกำไรทั้งขึ้นและล่อง เพราะเขาซื้อก่อนก็จะได้ราคาต่ำกว่า และขายก่อนก็จะได้ราคาสูงกว่า
เรื่องนี้ท่านทราบใหมว่าเขาโกยเงินไปปีละเท่าใด? มันประมาณได้ดังนี้
ในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง(จนเป็นฟองสบู่) เขามาลงทุนประมาณ 500,000 ล้านบาท เขาทำกำไรในอัตราปีละ 30% จึงโกยไปปีละ 0.3*500,000=150,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับผลกำไรของการส่งออกของทั้งประเทศ (=0.1*1,200,000=120,000 ล้านบาท) แล้วจะเห็นได้ว่าประเทศเราขาดทุน และต่างชาตินี้เขาฉลาด คือ กำไรแล้วเขารีบเอากำไรโอนออกนอกประเทศทันที ซึ่งรัฐบาลไทยก็ต้องยอมเขา เพราะถ้าไม่ยอม เขาก็จะถอนทุนทั้งหมดออก เราโดนขู่อย่างนี้ตลอดมา
เห็นตัวเลขอันนี้แล้วเราน่าจะแก้ใขเสียตั้งแต่ปี 2535-2536โน่น แต่เราก็ไม่ทำ ทั้งนี้เพราะจริงๆแล้วไม่มีใครคิดหรือเห็นประเด็นนี้ คนตัวเล็กๆอย่างผมพูดไปก็ถูกผู้บริหารแบงค์ชาติหวัวเราะเยาะเอา
ครับ ด้วยการถอนทุนออกปีละ 30% พวกเขาก็ลอยตัวในสามปี ปัจจุบันนี้เขาถือหุ้นเป็นจำนวนมากขึ้นแต่ราคาเหลือแค่ 300,000 ล้านบาทเขาก็ไม่ขาดทุน แถมรอคอยไปอีกไม่นานก็จะมีค่าเป็น 600,000-700,000 ล้านบาทได้โดยไม่ต้องออกแรง เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่จะเอาเงินภาษีมาถมให้
ครับ วันนี้เอาแค่ข้อแรกไปก่อน มีเวลาแล้าจะมาเติมความรู้ให้อีก
.....................
27 มิย.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น (ต่อ)
ข้อผิดพลาดข้อที่สองของผู้บริหารไทย ก็คือ ไม่ควบคุมอัตราส่วนระหว่างหุ้นในมือของนักลงทุนระยะยาวต่อหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด เรื่องนี้ต่างชาติเขารู้กันดี คือมันต้องให้มีหุ้นอยู่ในมือของนักลงทุนระยะยาว(ผู้หวังผลตอบแทนจากเงินปันผล) มากกว่านักลงทุนระยะสั้น(ผู้หวังผลตอบแทนจากราคาที่เพิ่มขึ้น) สัดส่วนนี้น่าจะอยู่แถวๆ 4 ต่อ 1 แต่เมืองไทยเรานั้นกลับอยากได้วอลุ่มแยะๆ ก็เลยพยายามบังคับให้คนเอาหุ้นมาฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ทุกคนก็เลยซื้อง่ายขายคล่อง และเมื่อไม่ออกมาตรการอะไรที่จะส่งเสริมผู้เล่นหุ้นระยะยาว และไม่สามารถหาบริษัทดีๆมาเข้าตลาด หุ้นเกือบทั้งหมดก็เลยถูกนำมาซื้อขายในตลาด
มันเสียหายตรงใหน?
สัดส่วนระหว่างหุ้นสองชนิดนี้คือตัวที่จะควบคุมให้ราคาไม่ขึ้นลงมากๆ มันคือตัวรักษาเสถียรภาพ กล่าวคือ เวลาที่ราคาเพิ่มขึ้นแรงเกินไป คนที่ถือหุ้นระยะยาวจะตัดบางส่วนขายออกมา แต่เวลาราคาตกแรงเกินไป คนถือหุ้นระยะยาวจะเข้ามาซื้อเอาไว้ ราคาจึงกลับเข้าที่ได้ แต่นี่จะสำเร็จก็เมื่อมีหุ้นในมือนักลงทุนระยะยาวเป็นจำนวนมากกว่านักลงทุนระยะสั้น และการซื้อขายต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนสภาพของหุ้น(แบ่งแยกใบหุ้นและนำเข้าพอร์ต)
แต่ถ้าหุ้นทั้งหมดมาอยู่ในตลาดแล้ว เวลาหุ้นขึ้นแรง ทุกคนก็ไม่ยอมขาย แถมมาแย่งกันซื้อเสียอีก ราคาก็เลยพุ่งขึ้นได้ถึง 2-3 เท่าตัว มันจะหยุดพุ่งก็เมื่อมีบางคนขายเพื่อทำกำไร ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาตก ต่างคนต่างอยากขายทิ้ง หรือที่เราเรียกว่า การคัทลอส ราคามันก็ดิ่งเหว แต่การใหลลงนี้จะช้ากว่าขาขึ้น และใช้เวลายาวนานกว่า ทั้งนี้เพราะคนไทยจำนวนหนึ่งนั้นใจไม่ถึง เขาไม่กล้าสู้หน้ากับความจริงว่าจะต้องขาดทุน
ครับ การแกว่งตัวแรงๆอย่างนี้คนไทยเสียเปรียบคนต่างชาติ ต่างชาติสามารถพยากรณ์การขึ้นลงนี้ได้ เขามีทั้งประสบการณ์และโปรแกรมในการพยากรณ์ เขาจึงทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แล้วยังมีโอกาสซื้อหุ้นดีๆ ที่มีความมั่นคง เอาไว้กินทั้งปันผลและราคาที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้แล้วมันยังทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดจนทำให้ขาดแรงจูงใจในการลงทุนในหุ้นอีกด้วย คนไทยกว่า 90% ไม่ยอมลงทุนในหุ้น ยิ่งมาโดนวิกฤติการณ์ไอเอ็มเอฟเข้า คนที่เคยเล่นก็หัวหดตามไปด้วย นโยบายกดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจึงไม่ได้ผล ตอนนี้คนไทยเล่นหุ้นไม่ถึง 0.3%
มันน่าเศร้าใหมละครับ คิดแล้วอยากเสนอให้ปิดตลาดหลักทรัพย์ไปเลย เปิดไว้ให้ต่างชาติมาสูบเงินอยู่ทำไม?
...........................
29 มิย.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ต่อ)
ข้อผิดพลาดข้อที่สามของผู้บริหารก็คือ หันมาใช้ตลาดหุ้นเป็นตัวดึงทุนจากต่างประเทศ เรื่องนี้ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เหตุผลมีดังนี้
ตลาดหุ้นนั้นมีไว้เพื่อดึงทุนจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศ ทฤษฎีเบื้องต้นของชาติตะวันตกเขาบอกไว้ชัดว่า จะต้องบังคับให้บริษัทที่จะมาจดทะเบียนและขายหุ้นในตลาด ต้องกระจายหุ้นให้อยู่ในมือประชาชนให้มาก และห้ามมิให้ใครคนใดคนหนึ่งถือหุ้นไว้มาก ใครที่ถือไว้มากจะต้องขออนุญาติเมื่อจะซื้อหรือขาย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ถือหุ้นมากนั้นสามารถปั่นหุ้นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถทำให้ราคาขึ้นลงผิดปรกติได้ การกระจายหุ้นให้ไปอยู่ในมือรายย่อยนั้นจะทำให้มีเสถียรภาพเพราะคนหมู่มากนั้นจะคิดไม่เหมือนกัน จะไม่เกิดการเฮโลไปซื้อหรือขายพร้อมๆกัน
อันที่จริงแล้วในตลาดหุ้นของชาติตะวันตกนั้นเขาก็มีกองทุนขนาดใหญ่อยู่ด้วย ซึ่งเขาต้องออกกฏมาควบคุมหลายอย่าง เช่น ห้ามซื้อขายในปริมาณเกินข้อกำหนด ซื้อแล้วต้องถือไว้ไม่น้อยกว่า xx วัน จะซื้อขายมากๆต้องขออนุญาติตลาดเสียก่อนฯลฯ ซึ่งก็เป็นตัวอย่างให้คนไทยศึกษาดูได้ แต่ผู้บริหารของไทยกลับลอกแบบเอามาบังคับกองทุนของไทยเท่านั้น ทีเป็นกองทุนต่างชาติเรากลับยกเว้นและอำนวยความสะดวก ผลที่ตามมาก็คือ กองทุนของไทยพาเอานักลงทุนรายย่อยพินาศฉิบหายจนเป็นที่เข็ดขยาดของนักลงทุน แต่กองทุนต่างชาติกลับรวยเอาๆ
อันที่จริงแล้ว เงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนี้เป็นเงินทุนที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทุนจากต่างชาตินั้นมีหลายระดับ แบบแรกคือเขาเอามาตั้งกิจการในประเทศไทย เงินแบบนี้ดีที่สุด เพราะจะอยู่ในประเทศไปจนกว่าโรงงานนั้นจะผุพังไป แบบที่สองคือที่รัฐบาลไทยไปกู้มา มันมั่นคงเพราะมีสัญญาการชำระคืนที่ยาว มีอัตราดอกเบี้ยที่ตายตัว และเราเป็นผู้มีโอกาสเปลี่ยนแปลง เช่นชำระคืนก่อนกำหนดเมื่อเราเห็นว่าหมดความจำเป็นแล้ว แบบที่สามคือที่บริษัท ธนาคาร และไฟแนนซ์ไปกู้มา เงินกู้แบบนี้มีสัญญาระยะสั้น มีความเสี่ยงถ้าจัดการใหลเวียนของเงินผิดพลาด แต่ก็ยังดีที่มีอายุสัญญาที่แน่นอน
ครับ เงินทุนที่ผ่านเข้ามาทางตลาดหุ้นนั้นเสี่ยงที่สุด เพราะเขาสามารถตัดสินใจย้ายออกไปเมื่อใหร่ก็ได้ แต่ผู้บริหารไทยกลับไปดึงเขาเข้ามา เราไปเชื่อตามทฤษฎีฝรั่งว่าจะพัฒนาประเทศต้องดึงเงินทุนมาจากต่างชาติ เราไปกราบอ้อนวอนเขาให้มาลงทุน เราจึงยอมให้เขาย้ายเข้าออกได้ตามใจชอบ ระบบการเงินและเศรษฐกิจที่พังลงมาในครั้งนี้ก็เพราะทุนระยะสั้นเหล่านี้ ราคาหุ้นที่ตกต่ำอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะปล่อยให้ต่างชาติสร้างภาพว่า เขาไม่สนใจตลาดหลักทรัพย์ของเรา บริษัทประเมินความเสี่ยงของต่างชาติตอกย้ำทุกๆวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกองทุนต่างชาติเหล่านี้กว้านซื้อหุ้นดีๆ ราคาถูกๆ เอาไว้เต็มพอร์ต
ครับ เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้บริหารไทยเราเองทั้งนั้น
............................
5 กค.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ต่อ)
ข้อผิดพลาดข้อที่สี่ของผู้บริหารตลาดก็คือ อยากได้วอลุ่มโดยไม่ดูความเหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่อง และแก้กันไม่รู้จักจบ เหตุการณ์เป็นดังนี้
เปิดตลาดในตอนแรกได้วอลุ่มแค่วันละ50-60 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมมันก็แค่วันละ 5-6 แสนบาท เดือนหนึ่งๆก็ได้แค่ 10-12 ล้านบาท แบ่งกันในหมู่โบรกเกอร์ประมาณ 20 รายก็ได้แค่ 5-6 แสนบาท แล้วยังต้องปันไปให้ตลาดหลักทรัพย์อีก มันจึงไม่มีกำไร กรรมการของตลาดที่มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ก็เสนอให้มีการซื้อหุ้นใขว้กันได้
เรื่องนี้ท่านผู้อ่านควรทราบว่า ในตอนเริ่มแรกนั้น โบรกเกอร์เกือบทั้งหมดเป็นบริษัทประเภทที่ทำธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเงินทุนในเวลาเดียวกัน หรือคือ เป็นโบรกเกอร์ แล้วก็ยังรับฝากเงินด้วย เมื่อมีเงินก็สามารถซื้อหุ้นเอาไว้ แล้วก็ยังสามารถให้ผู้ฝากเงินมากู้เงินไปเล่นหุ้นได้ด้วย การทำธุรกิจปนกันแบบนี้มันเปิดโอกาสให้มีการปั่นหุ้นพวกเดียวกัน คือ เมื่อบริษัทเอมีเงินอยู่ก้อนหนึ่งก็สามารถนำไปซื้อหุ้นบริษัทบี เมื่อบริษัทบีได้เงินไปแล้วก็กลับมาซื้อหุ้นบริษัทเอ เมื่อบริษัทเอได้เงินมาแล้วก็กลับไปซื้อหุ้นบริษัทบีอีก ฯลฯ ทำอย่างนี้ไปสัก 100 รอบต่างก็จะเพิ่มทุนและทรัพย์สินได้เยอะแยะ และถ้าซื้อกันในราคาที่สูงขึ้นทีละนิด มันก็จะมีกำไรด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นตลาดจึงห้ามการถือหุ้นใขว้กัน
ข้ออ้างของกรรมการประเภทนี้ก็คือ ถึงจะห้ามไว้ก็หลีกเลี่ยงได้ โดยการซื้อเป็นสามเส้าสี่เส้าฯลฯ
ครับ เมื่อเปิดโอกาสให้ลงทุนในกลุ่มเดียวกันได้ก็เกิดการซื้อขายกันสนุกมือ แล้วกรณีย์"ราชาเงินทุน"ก็เกิดขึ้น คือดัชนีวิ่งขึ้นไปจนถึง 2700 คนที่เล่นหุ้นเงินทุนและหลักทรัพย์ต่างรวยกันอื้อซ่า บริษัทราชาเงินทุนนั้นพุ่งแรงที่สุด แต่มาสดุดขาตัวเองล้มลงเพราะข่าวลือว่าเช็คเด้ง
ครับ เจ็บกันไปหลายหมื่นคน แต่เราก็ไม่เข็ด รัฐบาลแค่ออกมาบังคับให้แยกธุรกิจหลักทรัพย์ออกจากธุรกิจเงินทุน แต่ก็ทำกันแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง จนในที่สุดก็เกิดการปั่นป่วนอีกเพราะตลาดหลักทรัพย์พยายามเร่งวอลุ่มขึ้นไปจนโอเวอฮีท ครั้งนี้เขาเรียกว่า กรณีย์"เสี่ยสอง" เสี่ยสองนี้ท่านรวยมาจากใหนผมก็ไม่รู้ ท่านซื้อเอา ซื้อเอา คนก็ซื้อตาม วอลุ่มขึ้น ราคาขึ้น ทุกคนรวย กินเหลาฉลองกำไรกันทุกวัน วันดีคืนดีตลาดกล่าวหาว่าเสี่ยสองปั่นหุ้น หุ้นก็เลยทรุด
ครับ เจ็บไปสองทีแล้วก็ยังไม่จำ เราก็ยังอยากได้วอลุ่มกันอีก เราลดเงื่อนใขการเข้าเป็นลีสเต็ดคัมปะนี เราจึงได้บริษัทลมเยอะแยะ คือมีการไปซึ้อบริษัทเล็กๆ แล้วมาปัดฝุ่น เปลี่ยนชื่อ ในยุคนั้นถ้ามีคำว่า "one" อยู่ด้วยละก็จองเข้าไปเถอะ พอหุ้นเข้าตลาดก็รวย 2-3 เท่าตัว ดัชนีตีขึ้นไปจนถึง 1700 แล้วในที่สุดเราก็พังลงมา บริษัทที่เข้ามาใหม่ในตอนนั้นเป็นจำนวนกว่า 200 บริษัทอยู่ในฐานะหมดตัว เจ็บคราวนั้นเจ็บหนัก เพราะจำนวนผู้เล่นมันขึ้นไปถึงล้านกว่าคน และมาเก็ตแคปถึง 5 ล้านล้านบาท แต่คนส่วนใหญ่เขาไปโทษเศรษฐกิจ
ครับ เรายังไม่เข็ดอีก ล่าสุดเราก็ได้นโยบาย"เปิดคอมมิชชั่นเสรี" ซึ่งพวกเราก็เห็นผลกันอยู่แล้ว แต่ยังโชคดีหน่อยที่เศรษฐกิจมันซบเซา ถ้าเศรษฐกิจมันเป็นปรกติ เราก็คงได้เห็นดัชนี 5000 และการล่มสลายครั้งที่สี่
............................
11 กค.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ตอนจบ)
ผมได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของผู้บริหารไทยหลายอย่าง ซึ่งทำให้เราต้องสูญเสียเงินไปมากมาย และในบางตอนถึงขนาดอยากจะเสนอให้ปิดตลาด แต่ผมก็ยังไม่ทำอย่างนั้น นี่เป็นเพราะจริงๆแล้วการมีตลาดหุ้นนั้นมีความสำคัญมากกว่า ประโยชน์ของตลาดหุ้นนั้นเป็นดังนี้
ถ้าเราไม่มีตลาดหุ้น เงินออมของคนไทยเกือบทั้งหมดก็จะถูกนำไปฝากไว้ที่ธนาคารกับไฟแนนซ์เท่านั้น คนที่ออมได้มากหน่อยก็อาจเอาไปลงทุนเป็นอสังหาได้บ้าง ธนาคารและไฟแนนซ์ก็จะมีขนาดที่ใหญ่มาก คือ ถือทรัพย์สินมากกว่ากึ่งหนึ่งของเงินออมของประเทศ ขนาดที่ใหญ่โตนี้จะทำให้ต้องมีทุนสูง ทุนเหล่านี้จะต้องเพิ่มขึ้นทุกปี และเพิ่มค่อนข้างเร็ว แล้วก็จะเกิดปัญหากับผู้เป็นเจ้าของ คนเหล่านี้มีเงินจำกัด ถึงแม้จะมีปันผลในระดับสูง แต่มันก็จะไม่พอต่อการเพิ่มทุน ทางออกของพวกเขามีสองทาง ทางหนึ่งคือยอมเพิ่มทุนโดยขายให้แก่คนอื่นไปเสียบ้าง อีกทางหนึ่งคือไม่ยอมรับฝากเพิ่ม
ซึ่งท่านก็คงจะเดาได้ ว่าพวกเขาต้องเลือกทางที่สอง และผลที่ตามมาก็คือ ดอกเบี้ยฝากจะต่ำ การออมของประเทศลดลง เงินที่จะปล่อยกู้เพื่อทำธุรกิจมีจำกัด ประเทศก็จะเติบโตไม่ได้ ยิ่งเดินยิ่งช้า ใน 10-20 ปี เพื่อนบ้านของเราก็จะตามมาทัน หรือไม่ก็แซงเราไปเลย
นอกจากจะทำให้การลงทุนในประเทศลดลงแล้ว มันยังพาเราไปสู่ความเสี่ยงด้วย คือ เงินกู้ที่หายากนี้ก็จะถูกดึงไปสู่ตระกูลใหญ่ๆที่เป็นเจ้าของธนาคารและไฟแนนซ์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะอำนาจในการปล่อยสินเชื่อมันกระจุกตัวอยู่ในมือเจ้าของธนาคารและไฟแนนซ์เหล่านี้ รัฐไม่มีทางเข้าไปก้าวก่ายได้เลย แล้วการใช้เงินทุนอย่างไร้ประสิทธิ์ภาพก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งความพินาศฉิบหายได้
ทางออกในเรื่องนี้ก็พอมีอยู่ คือรัฐต้องยอมให้เปิดธนาคารและไฟแนนซ์มากขึ้น แต่นั่นก็เป็นทางตายเช่นกัน เพราะธนาคารและไฟแนนซ์ใหม่นั้นจะสู้ธนาคารและไฟแนนซ์เก่าไม่ได้ เช่นตำแหน่งที่ตั้งสาขาที่ดีๆถูกกลุ่มเก่ายึดไว้หมดแล้ว ลูกค้าสินเชื่อใหญ่ๆและดีๆจะอยู่ในมือกลุ่มเก่าไปหมดแล้ว และโอกาสที่จะเกิดความหละหลวมจนถูกพนักงานโกงก็มีมาก
ครับ โดยสรุปแล้ว เราต้องมีตลาดหลักทรัพย์ เราต้องวางกฏกติกาที่ทำให้ธนาคารและไฟแนนซ์เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วกระจายหุ้นของกิจการประเภทนี้ออกไปอยู่ในมือของประชาชน เราต้องทำให้กิจการประเภทนี้ขยายตัวได้โดยไม่มีขีดจำกัด และเราต้องพยายามทำให้อำนาจการปล่อยสินเชื่อไปอยู่ในมือลูกจ้างที่เป็นมืออาชีพ และให้การลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกสำหรับคนในประเทศอีกทางหนึ่ง
............................
15 กค.44...ซื้อครั้งเดียวได้ลุ้นพันครั้ง
มีหลายคนที่ชอบลงทุนด้วยการซื้อฉลากออมสิน เขาบอกว่ามันไม่เสี่ยง แล้วยังได้ลุ้นรางวัลหลายสิบครั้ง ผมถามเขาว่า เวลาตรวจรางวัลเขาไม่ปวดหัวบ้างหรือ เขาก็ตอบว่า เขาทำโปรแกรมเอาไว้แล้ว ทุกๆงวดเขาก็คีย์หมายเลขที่ถูกรางวัลเข้าไป แล้วก็วิ่งโปรแกรม ซึ่งใช้เวลานิดเดียวก็เสร็จ ผมก็ถามเขาว่า แล้วมันจะสนุกตรงใหน เพราะใช้เวลาวิ่งโปรแกรมนิดเดียว เขาก็ตอบว่า มันสนุกเพราะเขาถูกรางวัลทุกที วิ่งโปรแกรมทีไรต้องถูกรางวัลไม่ต่ำกว่า 20 ใบ ทั้งนี้เพราะเขาซื้อไว้กว่าสองหมื่นใบ เวลาถูกรางวัลเครื่องจะทำเสียง 'ปิ้งค์' ออกมา
ครับ มันสนุกดีเมื่อถูกรางวัล แต่เมื่อผมชี้ให้เห็นว่า การซื้อไว้เป็นหมื่นๆใบนั้นทำให้ผลตอบแทน หรือคือเงินรางวัลนั้นเฉลี่ยออกไป ซึ่งจะได้ต่ำกว่าการฝากเงินที่ธนาคารพาณิชย์ เขาก็หยุดชะงัก แล้วก็ถามผมว่า แล้วมีอะไรที่ได้ลุ้นแยะๆ และมีผลตอบแทนสูงกว่าฝากแบงค์?
มีครับ คำตอบก็คือ การเล่นหุ้นระยะยาวมาก
การเล่นหุ้นระยะยาวมากนี้หมายถึงการเลือกซื้อหุ้นดีๆเอาไว้สัก 5-10 ตัว แล้วคอยตามดูทุกๆวัน เมื่อใหร่ราคาตัวใดขึ้นเกิน 20%ก็ให้ขาย มันจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปีจึงจะขายหมด ซึ่งรวมแล้วได้ลุ้นประมาณปีละ 200 ครั้ง รวมแล้วมากกว่า 1000 ครั้ง
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า รู้ได้อย่างไรว่า ใน 5-6ปีหุ้นทุกตัวจะขึ้นเกิน 20%?
หุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นลูกคลื่นระยะยาวมากอยู่เสมอ มันเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจโลก คลื่นนี้ยาวประมาณ 13 ปี หุ้นไทยผ่านเรื่องนี้มาสามครั้งแล้ว และตอนนี้กำลังอยู่ตรงจุดเกือบต่ำสุดของครั้งที่สี่ การขึ้นลงระยะยาวนี้เปลี่ยนแปลงมากกว่า 500% ถ้าซื้อในตอนนี้ แล้วบริษัทนั้นไม่เจ้งไปใน 5-6 ปี ราคามันต้องขึ้นเกิน 20% แน่นอน
ตกลงปัญหามันมาอยู่ที่ว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทใหนจะอยู่รอดเกิน 5 ปี?
เรื่องนี้ต้องใช้ฝีมือของท่านละครับ
สำหรับผมเองนั้นลองเล่นวิธีนี้มาปีครึ่ง ผมยังไม่มีกำไร คือผมได้ซื้อหุ้นดีๆเอาไว้ 5 ตัว ตัวละประมาณ 70,000 บาท รวมเป็นเงิน 350,000 บาท ตอนนี้ขายไปแล้วหนึ่งตัว มีกำไร 20%ดังที่ได้กล่าวไว้ แต่อีกสี่ตัวที่เหลือนั้นยังขาดทุนโดยเฉลี่ยอยู่ 12-13% ผมเชื่อว่าปลายปีนี้คงจะขายได้อีก 2-3 ตัว ตัวสุดท้ายอาจต้องรอปี 45-46 โน่น
ครับ เล่นหุ้นวิธีนี้มีกำไรมากกว่าฝากเงินไว้ที่แบงค์ แล้วยังได้ลุ้นทุกๆวัน เมื่อเดือนก่อนเกือบได้ขายอีกหนึ่งตัว คือหุ้น COCO เมื่อใหร่ขึ้นเกิน 18 บาทก็ขายได้ทันที
ครับ ลองมองหาหุ้นที่ไม่เจ้งใน 5-6 ปี แล้วซื้อไว้สัก 5-10 ตัว และขายเมื่อกำไรสูงกว่า 20% แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนนะครับ ว่า หุ้นแบงค์และไฟแนนซ์นั้นไม่ใช่หุ้นดีในระยะ 5-6 ปีนะครับ
...................................
27 กค.44....ทำไมบริษัทต้มตุ๋นจึงเกิดได้
ท่านผู้อ่านคงจะได้ฟังข่าวเรื่องกองปราบและเอฟบีไอร่วมกันบุกเข้าจับบริษัทหลักทรัพย์เถื่อนในย่านสาธรไปแล้ว เรื่องนี้มีผลกระทบต่อพวกผมพอสมควร มันกระทบสองด้าน ด้านแรกคือ มันทำให้คนบางคนกลัวว่าพวกผมก็เป็นอย่างเดียวกันได้ ส่วนด้านที่สองคือ มันทำให้พวกผมสงสัยในความสามารถของตัวเองขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว คือคนซื่อกลับขายสินค้าไม่ออก แต่คนกลับกลอกกลับต้มตุ๋นได้เป็นพันๆล้าน ผมคิดว่าเราน่าจะมาทำความเข้าใจกันสักหน่อย
สิ่งแรกที่ผมอยากให้ท่านเข้าใจก็คือ บริษัทที่ขายข้อมูลหรือขายคำทำนายหุ้นอย่างพวกผมนี้ไม่มีการซื้อขายหุ้น ท่านไม่ต้องส่งเงินมาลงทุน ท่านเสียแค่ค่าข้อมูล ซึ่งเป็นเงินน้อยมาก คือเดือนละ 400-500 บาทเท่านั้น การซื้อขายหุ้นนั้นเป็นเรื่องของท่าน ท่านจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ ท่านจะทำตรงกันข้ามเลยก็ได้ ท่านจะกำไรหรือขาดทุนก็อยู่ในตลาด เงินเหล่านั้นมันไม่มีทางมาเข้ากระเป๋าของผมได้เลย มันจึงเป็นคนละเรื่องกัน พวกบริษัทต้มตุ๋นนั้นเขาบอกให้ท่านส่งเงินไปให้เขา แล้วก็โกหกว่าซื้อหุ้นให้ท่าน ในตอนแรกๆก็อ้างว่ามีกำไร ต่อๆมาก็บอกให้ส่งเงินไปเพิ่มเพราะขาดทุน และไม่ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน ถ้าท่านขอถอนตัว คือบอกให้ขายหุ้นให้หมดเพื่อจะเอาเงินคืน พวกนั้นก็ไม่ยอมขายให้ ท่านไปทวงที่บริษัทก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ใหน ยิ่งเป็นคนต่างชาติยิ่งยากลำบาก เพราะต้องเดินทางไกล ถึงจะหาบริษัทจนเจอท่านก็ไม่มีหลักฐานจะเอาผิดเขา มีคนมาทวงมากๆเข้าก็ปิดและย้ายบริษัทหนี ฯลฯ
ครับ นั่นคือประเด็นแรก ซึ่งผมขอย้ำชี้ว่ามันแตกต่างกัน มันต่างกันที่เรื่องเงินที่ใช้ซื้อหุ้น พวกผมโกงท่านไม่ได้เพราะท่านซื้อขายหุ้นด้วยตัวท่านเอง พวกเขาโกงท่านได้เพราะท่านส่งเงินไปให้เขาเอง
ทีนี้มาถึงประเด็นที่สอง คือ ทำไมพวกต้มตุ๋นกลับทำได้?
คำถามนี้เมื่อมองกลับข้างก็จะถามว่า ทำไมบางคนจึงยอมส่งเงินก้อนโตๆไปให้นักต้มตุ๋น?
บริษัทพวกนี้มีดีอย่างไรจึงทำให้คนเชื่อใจได้?
ครับ พอถามแบบนี้ก็จะเห็นคำตอบเลยทีเดียว คือ พวกเขากล้าลงทุน เขาไปเช่าออฟฟีสใหญ่ๆ หรูๆ จ้างคนมากมาย ติดตั้งเครื่องมือสื่อสารเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดคือ ตั้งชื่อบริษัทไว้สวยหรู โดยอิงกับชื่อบริษัทที่ทำธุรกิจใหญ่ๆ เช่น Briton Group, Benson Dupont Capital Management, Osiris Asia Pacific, Strategic Alliance Corporation, Sigma Capital Management, Dreyfus Capital. คนบางคนฟังแค่ชื่อก็เชื่อเขาแล้ว คนที่ขี้สงสัยหน่อยก็ไปดูถึงตัวบริษัท พอเห็นฝรั่งและต่างชาติมานั่งทำงานกันจริงๆก็เชื่อจนสนิทใจ
ครับ มันเป็นเรื่องของ "ทุนนิยม" คือเห็นอะไรใหญ่โตก็เชื่อว่าเป็นของจริง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่า ทุ่มโฆษณาลงไปหนักๆแล้วจะได้ผล ผมก็ยังขอทำอย่างประหยัดต่อไป เพราะถ้าลงทุนมาก รายจ่ายเหล่านั้นก็จะถูกผลักไปหาลูกค้า ผมไม่อยากให้ท่านต้องเสียเงินมาก
........................
6 สค.44....หุ้นจะขึ้นหรือลงเมื่อนายกหลุดคดีซุกหุ้น
ครับ คดีซุกหุ้นของท่านนายกได้รับการตัดสินแล้ว และผลของมันก็ปรากฎให้เห็นเด่นชัดในตอนก่อนปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ คือมีการแย่งกันซื้อหุ้นพอสมควร และทำให้ดัชนีสูงขึ้นไปหลายจุด วานนี้และวันนี้ก็เลยมีคนออกมาทำนายหุ้นกันอย่างคึกคัก
แต่ผมอยากให้พวกเราลองนำไปคิดกันดู การที่ออกมาพูดว่าหุ้นจะขึ้นไปได้อีก 20-30 จุด หรือจะขึ้นไปแล้วก็จะมีแรงเทขายจนทำให้ราคาแกว่งและขึ้นไม่จริง หรือบอกว่ามันจะพุ่งเป็นน้ำพุไปเลย ฯลฯ นั้นมันมีหลักการอะไรสนับสนุน?
ครับ ในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์อย่างนี้ยังไม่เคยมีขึ้นมาก่อนนี้เลย นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยยังไม่เคยถูกข้อหาซุกหุ้น ดังนั้นมันจึงยังไม่มีสถิติใดๆให้เห็น ที่ออกมาพูดกันโหวกเหวกนั้น เป็นเพียงแค่ไปตีความว่า การหลุดจากคดีซุกหุ้นนี้จัดเป็นเหตุการณ์ประเภท "เป็นผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจ" ซึ่งจะมีผลกระทบในทางบวกต่อราคาหุ้นในตลาด แต่จริงๆแล้วมันไม่มีตัวเลขอะไรที่จะใช้คำนวณว่ามันจะกระทบมากน้อยแค่ใหน การที่ออกมาพูดถึงขนาดของผลกระทบจึงเป็นการเดาสุ่มกันทั้งนั้น
แต่.....ท่านอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า คำทำนายนี้ไร้ค่านะครับ ทั้งนี้เพราะการคิดด้วยตนเองนั้นมีโอกาสถูกน้อยกว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อให้ท่านเข้าใจให้ถูกต้อง คือ ในโลกนี้อย่าคาดหวังว่าผู้เชี่ยวชาญนั้นต้องมีข้อมูลและวิธีการที่พิสูจน์กันได้เสมอไป มันเป็นเรื่องของการผูกโยงเรื่องต่างๆเข้าด้วยกัน แล้วทำนายออกมา ในอนาคตเราอาจพบว่ามันมีหลักการบางอย่างที่พิสูจน์กันได้ก็เป็นได้
......................
18 สค.44...ขอถามหาความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุน
เห็นข่าวเรื่องการเอาของเหม็นไปปาใส่พนักงานของธนาคารออมสินแล้วทำให้สะดุดใจ ผมไม่เชื่อว่าคนที่มาซื้อกองทุนนั้นไม่รู้ว่ามันมีความเสี่ยง แต่ผู้สื่อข่าวก็พยายามจะทำเป็นคนดีด้วยการเขียนให้เชื่อว่าผู้ซื้อกองทุนรายนั้นถูกหลอก แล้วก็เลยพยายามจะกดดันให้ธนาคารรับผิดชอบ
ครับ, เรื่องนี้จะบานปลายไปอีกมาก เช่นภรรยาผมได้ฟังข่าวว่าธนาคารออมสินออกมาช่วยเหลือ เขาก็โทรไปถามกองทุนของเขาบ้าง ว่าจะมีอะไรแบบนั้นหรือไม่ ผมเชื่อว่าจะมีคนทำอย่างเดียวกันอีกมาก
การโทรไปถามนั้นมันก็แค่ทำให้เสียเวลาทำงานเท่านั้น แต่สิ่งที่เขาตอบมานั้นฟังดูแล้วน่าตกใจ เช่น เขาทำดีที่สุดแล้ว ถ้าจะให้ขายได้ในราคาที่สูงขึ้นก็ต้องรอให้ดัชนีมันขึ้น เขาไม่เคยปรับพอร์ตเมื่อราคามันเปลี่ยนไป เขาไม่เชื่อในโปรแกรมเล่นหุ้นใดๆทั้งสิ้น เขาเชื่อในการวิเคราะห์แบบ fundamental เท่านั้น เขาเชื่อว่าการวิเคราะห์ของเขานั้นถูกต้องและดีที่สุดแล้ว.....
ครับ, ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยเขาจัดการกองทุนกันแบบนั้น ฟังดูแล้วก็หมายความว่า พวกเขาซื้อหุ้นต่างๆเอาไว้แล้วก็หวังว่าดัชนีมันจะขึ้น และที่เขาบอกว่าเขาดูทาง fundamental มันก็ไม่จริง เพราะถ้าดูทาง fundamental ก็ควรจะขายหุ้นกลุ่มแบงค์ออกไปนานแล้ว แบงค์นั้นใน 10-20 ปีข้างหน้าไม่มีทางปันผลเลย แล้วมันจะดีไปได้อย่างไร ที่พวกเขาบอกว่าราคาหน่วยลงทุนจะขึ้นตามดัชนีตลาดก็แสดงว่าเขาถือหุ้นไปตามสัดส่วนของมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ในตลาด และนั่นคือสาเหตุที่เขามีหุ้นแบงค์อยู่แยะ และมูลค่าของหน่วยลงทุนมันจึงใหลลงแรงๆตามกลุ่มแบงค์
ดูตามนี้แล้วผมก็เลยเปลี่ยนใจ คือแทนที่จะโจมตีคนที่เอาของเหม็นไปโยนใส่พนักงานของธนาคารออมสิน ผมกลับชักจะเห็นด้วย ทั้งนี้เพราะผู้บริหารกองทุนเหล่านี้มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ มันทำให้คนเขาขาดทุนเพราะบริหารกองทุนไม่เป็น แล้วยังจะมาเถียงอีกว่าทำดีที่สุดแล้ว
และที่แย่ที่สุดคือ มาบอกว่าโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นด้วยวิธีทาง technic นั้นเขาดูมาหมดแล้ว และเห็นมีแต่ขาดทุนกันทั้งนั้น ผมว่าตรงนี้มันตรงกันข้ามกับความเป็นจริงอยู่นะ คือผมยังเห็นบางคนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นเขามีกำไร แต่กองทุนทุกกองทุนมันขาดทุนอยู่
ผมไม่รู้ว่าใครกำลังตาบอดกันแน่ ผมจึงขอถามหาความรับผิดชอบของผู้จัดการกองทุนสักหน่อย
(หมายเหตุ:อ่านข่าวตอนเช้าแล้วพบว่า 1.ลูกค้าธนาคารออมสินไม่ได้เอาของเหม็นไปสาดพนักงาน เขาทำแค่ลาดตัวเองเพื่อประชด 2.ธนาคารยอมขาดทุน 1141ล้านบาทโดยจะรับซื้อคืนในราคา 50เปอร์เซนต์ 3.นายกทักษิณยังไม่เห็นด้วย ......ผมต้องกราบขออภัยในความคลาดเคลื่อนในข้อแรก และขอเสนอข้อมูลเพิ่มเติมตามข้อสองและสาม)
..........................
.24 สค.44...ทำไมกองทุนจึงขาดทุนกันหนักๆ
กรณีย์ของการประท้วงด้วยการเอาอุจจาระราดตัวเองนั้นได้ขยายวงของความวุ่นวายและสับสนตามที่ผมได้คาดไว้ ตอนนี้มีผู้จัดการกองทุนบางคนออกมาชี้ปัญหาไปแล้ว คือเขาบอกว่า เป็นเพราะกลต.ตั้งกฏเกณท์เอาไว้ว่า กองทุนจะขายหุ้นได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซนต์ และจะต้องรักษาค่าเฉลี่ยเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 75 เปอร์เซนต์ หรือคือ จะขายหุ้นไปบ้างก็ได้ แต่ต้องรีบซื้อกลับเข้ามาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยมันเกิน 75 เปอร์เซนต์
แต่ผมคิดว่านั่นไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของการขาดทุนอย่างที่เห็น กล่าวคือ กองทุนมีโอกาสที่จะเปลี่ยนตัวเล่นได้หมดทุกตัว แต่เขาไม่ยอมเปลี่ยน ที่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเล่นก็เพราะเขาไปเชื่อในการเล่นหุ้นแบบ fundamental เขาไม่ยอมรับการเล่นหุ้นแบบ technical แล้วยังใช้ทฤษฎีทาง fundamental อย่างผิดๆอีกด้วย
เรื่องนี้เป็นอย่างไรผมจะอธิบายให้ฟัง
เล่นแบบ fundamental นั้นหมายถึงการเลือกซื้อหุ้นที่มองในด้านชนิดของสินค้าหรือบริการว่าดี มีการทำกำไรมาอย่างต่อเนื่อง มีการปันผลดีโดยตลอด และสภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้เติบโต การวิเคราะห์แบบนี้นานๆทำครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเป็นแฟคเตอร์ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เมื่อทำแล้วก็จะได้รายชื่อของหุ้นที่ดีในระดับต่างๆกัน เช่น ที่ดีมากก็จะเรียกกันว่า blue chip แล้วก็จัดสรรเงินไปลงทุนในหุ้นดีๆเหล่านี้เป็นจำนวนที่ลดหลั่นกันลงมา
ครับ, การเล่นหุ้นแบบนี้มีสมมุติฐานว่าธุรกิจต่างๆเดินไปตามปรกติ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้บริหารเป็นคนดี บริหารด้วยความสามารถและโปร่งใส มีการปันผลและเพิ่มทุนตามที่ควรจะเป็น รู้เรื่องประโยชน์ของตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างดี ไม่เอาลัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย ...ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เกิดกำไร และมีการปันผล หรือสะสมใว้จนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปตามมูลค่าทางบัญชี...ฯลฯ
แต่ในความเป็นจริงแล้วมันใช้กับหุ้นไทยไม่ได้เลย
เรื่องนี้เป็นอย่างไรผมจะชี้ให้ดู
ประการแรกคือ ผู้บริหารบริษัทต่างๆมักเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย เช่นปกปิดฐานะที่แท้จริงของบริษัท จ่ายปันผลในภาวะที่ไม่ควรจ่าย บ้างก็ไม่ยอมจ่ายปันผลโดยอ้างว่าต้องนำไปขยายกิจการ บ้างก็เพิ่มทุนโดยไม่จำเป็น ทุนที่เพิ่มนี้ก็ขายในราคาไม่เท่ากัน คือผู้บริหารซื้อได้ในราคาต่ำกว่า..ฯลฯ การกระทำเหล่านี้ทำให้ราคาแกว่ง ราคาในตลาดไม่เป็นไปตามสถานะที่แท้จริง รายย่อยเสียหายก็เลยขายทิ้ง ราคาจึงไม่เป็นไปตามผลการวิเคราะห์ทาง fundamental ที่ทำไว้ เรื่องนี้จะเห็นได้ในกลุ่มสื่อสาร อีเล็กโทรนิกส์ อสังหา
ประการที่สอง คือ มีการเข้าเทคโอเวอร์ หรือซื้อกิจการนอกตลาด แล้วนำมาปัดฝุ่น นำมาโฆษณาชวนเชื่อว่าจองหุ้นกิจการเหล่านี้แล้วจะมีกำไรสูงเมื่อตลาดให้เข้าเทรดได้ ซึ่งก็มักจะได้ผลจริงๆ แต่เมื่อถือหุ้นเอาไว้แล้วมันกลับขาดทุน กองทุนที่ซื้อไว้ก็ขาดทุนตามไปด้วย หุ้นแบบนี้ได้แก่กลุ่มหลักทรัพย์ โรงพยาบาล โรงแรม
ขอผ่านมาถึงประการสุดท้ายเลย คือ ผู้บริหารของไทยยังขาดฝีมือในการบริหารจัดการ เช่น ไม่รู้จักป้องกันตัวจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่รู้จักประเมินความเสี่ยงต่างๆ เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ก็ขาดทุนกันไปถ้วยหน้า กิจการที่ถูกกระทบมากที่สุดคือ แบงค์ ไฟแนนซ์ และธุรกิจที่ใช้ทุนสูง
ครับ, แค่สามเรื่องนี้ก็ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามการวิเคราะห์แบบ fundamental ซึ่งมีผลทำให้ราคาของหุ้นที่ว่าดี หรือดีมาก นั้นรูดลงมาอย่างไม่เป็นท่า กองทุนทั้งหลายจึงขาดทุนอย่างแรงกันทุกกองทุน
ยิ่งไปกว่านั้น, ที่อ้างว่าใช้ fundamental นั้นผมก็ไม่แน่ใจ เพราะกองทุนนั้นต้องกระจายการลงทุนไปเป็นร้อยหลักทรัพย์ แต่มีนักวิเคราะห์เพียงหยิบมือ พวกเขาไม่สามารถวิเคราะห์ได้ครบถ้วน พวกเขาจึงใช้ความรู้จากตำราเสียมากกว่า เช่น หุ้นแบงค์นั้นมันควรจะลดเรทติ้งลงไปจนถึงระดับ "เสี่ยงมาก" ไปนานแล้ว แต่พวกเขาก็ยังถือเอาไว้ เพราะคิดว่ายังเป็น blue chip กันอยู่
ครับ,นี่แหละคือสาเหตุของการขาดทุนของกองทุนทั้งหลาย
สำหรับผมแล้ว ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่จะไม่ขอซื้อหน่วยลงทุนอีกแน่นอน
.........................
9 กย.44...เศรษฐกิจจะถดถอยยาวถึง 8 ปี?
นายกสมาคมธนาคารไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะถดถอยไปอีก 8 ปี เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คนระดับนี้พูดออกมาต้องมีคนฟัง อย่างน้อยนายกรัฐมนตรีก็ฟัง ท่านฟังแล้วก็สวนหมัดกลับออกมา คือท่านบอกว่าท่านไม่เชื่อ และยังสงสัยว่านายกสมาคมธนาคารไทยจะมีความสามารถมองเห็นไกลถึง 8 ปีได้เชียวหรือ
ครับ, ถ้าเราคิดแบบง่ายๆ คือนายกกับนายกเห็นไม่ตรงกัน เราก็ต้องเชื่อนายกที่ใหญ่กว่า นายกรัฐมนตรีนั้นเห็นทั่วประเทศ นายกสมาคมธนาคารไทยนั้นเห็นแค่ในกลุ่มธนาคาร เราจึงควรฟังนายกรัฐมนตรีมากกว่า
แต่ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นบอกให้เราคิดเองด้วย วันนี้จึงอยากให้ท่านลองเอาไปคิดด้วยตนเองดู สำหรับผมนั้นเห็นเป็นดังนี้
ทุกคนมองดูเศรษฐกิจตามที่ตนสัมผัสอยู่ อย่างเช่น เมื่อวานนี้มีคนโทรเข้าไปแสดงความคิดเห็นในรายการ "ชวนคิดชวนคุยกับวีระ" ว่า เขาไม่เห็นว่าเศรษฐกิจมันเลวตรงใหนเลย ทั้งนี้เพราะเขาเป็นลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ เงินเดือน หรือคือรายได้ของเขาก็ยังเท่าเดิม เขาไม่รู้สึกเดือดร้อนเลย
ดังนั้น การที่นายกสมาคมธนาคารไทยออกมาพูดว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ไปอีก 8 ปีนั้นก็หมายถึงว่า เศรษฐกิจของผู้ทำธุรกิจแบงค์จะย่ำแย่ไปอีก 8 ปี ซึ่งเป็นไปได้ และเดาได้ง่าย คือคนแบงค์เขาคิดกันง่ายๆว่า เมื่อโอนหนี้ไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้วก็นั่งกินความแตกต่างของดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ หนี้เอนพีแอลมันเป็นประมาณ 40% ก็เอาส่วนต่างของดอกเบี้ยมาหาร ตอนนี้มันต่างกันอยู่ประมาณ 5% มันก็ต้องใช้เวลา 8 ปี....ซ.ต.พ.
ครับ, เจ้าส่วนต่างของดอกเบี้ยในที่นี้หมายถึง "ผลต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ควรจะจ่ายให้แก่ผู้ฝาก กับดอกเบี้ยที่จ่ายจริงให้แก่ผู้ฝาก"นะครับ อย่าไปคิดอะไรมาก
ครับ, นี่คือความคิดของนายธนาคาร
ทีนี้ก็มาคิดกันต่อ
ในเมื่อนายธนาคารทั้งหลายเขาคิดกันแบบนั้น เราจะเอาเงินไปฝากเอาไว้ทำไม นายธนาคารทำแบบนี้ก็เป็นการเอาดอกเบี้ยของเราไปกู้สถานะของตนโดยไม่ยอมออกแรงเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ความพินาจฉิบหายนั้นมาจากการบริหารงานอย่างผิดๆของนายธนาคารเอง
แต่....ก็จะมีคำถามเข้ามาว่า "ไม่ฝากเงินที่แบงค์แล้วจะเอาไปไว้ที่ใหน?"
คำตอบก็คือ ...."ลงทุนในหุ้นซิครับ" แต่.....ก็อย่าเอาไปซื้อกองทุนนะครับ เพราะพวกเขาเล่นหุ้นไม่เป็น
ครับ, ท่านจะต้องเล่นหุ้นเอง และจะต้องศึกษาให้หนัก มันดีกว่าฝากไว้ที่แบงค์แน่ๆ
อนึ่ง, ผมเองก็ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยมันจะย่ำแย่ไปถึงปานนั้น แต่ไม่ว่ามันจะออกมาดีหรือเลว การลงทุนในหุ้นย่อมจะดีกว่าฝากไว้ที่แบงค์
............................
18 กย.44....หุ้นไทยตกเพราะอะไร
6-7 วันที่ผ่านมานี้หุ้นไทยตกอย่างแรง ตัวดัชนีลดลงไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ถ้าถามนักวิชาการก็จะบอกว่า "เป็นเพราะข่าวการวินาศกรรมที่เมืองนิวยอร์ก" แต่ไม่มีใครไปถามนักเล่นหุ้นเลยแม้แต่คนเดียว และผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะรู้สาเหตุที่แท้จริง วันนี้เรามาวิเคราะห์กันดูสักหน่อยจะดีใหม?
ครับ, โดยหลักการแล้วมันก็คงจะไม่ผิดถ้าจะไปโทษข่าววินาศกรรมดังกล่าว ทั้งนี้เพราะมันเป็นต้นเรื่อง แต่เมื่อมองดูการเปลี่ยนแปลงของดัชนีของตลาดประเทศอื่นเราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นไทยนั้นตกยาวและลึกกว่าตลาดอื่นเอามากๆ คือ ในยุโรปนั้นเขาตกลงมา 1-2วัน เป็นจำนวน 5-6 เปอร์เซนต์แล้วก็ฟื้นตัว ทางญี่ปุ่น ฮ่องกงและสิงค์โปร์เขาตกลงมา 1-2วัน เป็นจำนวน 6-7 เปอร์เซนต์แล้วก็ฟื้นตัว ตลาดนิวยอร์กเองนั้นปิดมาจนถึงเมื่อวานนี้ เขาก็ตกแค่ 6 เปอร์เซนต์ แต่ของไทยดิ่งติดต่อกัน 3วัน และลงไปถึง 20 เปอร์เซนต์ มันจึงควรจะมีคำอธิบาย
โอเค, เรามาเริ่มต้นกันที่การคำนวนความเสียหายกันก่อน เวิลด์เทรดเซนเตอร์สองตึกนี้มีราคาอย่างมากก็แค่ 2,000-3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เรือบินอีกสี่ลำๆละ 100 ล้านเหรียญ อาคารเพนตากอนนั้นก็เสื่อมค่าจนเหลือ 0 เหรียญไปแล้ว ค่าในเชิงเศรษฐกิจของคนที่ตายและสูญหายนั้นเขาตีไว้ที่ 20,000-30,000 ล้านเหรียญ มันจึงเป็นความสูญเสียแค่ 30,000-40,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาดนิวยอร์กแล้วไม่ถึง 0.2 เปอร์เซนต์ ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์กันทางเศรษฐศาสตร์ หุ้นนิวยอร์กควรตกแค่ 0.2 เปอร์เซนต์ การที่มันตกไปถึง 6 เปอร์เซนต์ก็เพราะนักเล่นหุ้นนั้นไม่ได้ใช้ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว เขาใช้ข้อมูลทางด้านจิตวิทยาด้วย และใช้ในน้ำหนักที่สูงกว่ามาก เรื่องนี้จะเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อไปดูตลาดของยุโรปและเอเซีย คือ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เหล่านี้จะถูกกระทบน้อยมาก แต่หุ้นกลับแกว่งมากกว่า
โอเค, เรามาวิเคราะห์กันต่อ เรื่องของจิตวิทยานั้นมันเป็นอย่างนี้ คือ
1. คนเรานั้นมีทั้งความกลัวและความกล้า จิตของเราแกว่งอยู่ระหว่างสองสถานะดังกล่าว และถ้าให้เวลาคิดทบทวนนานๆ มันจะตอกย้ำไปทางใดทางหนึ่ง เช่น ในสถานะการณ์อย่างที่ผ่านมา 5-6 วันก่อน ทุกคนรู้ว่าราคาหุ้นจะลด คนที่มีหุ้นอยู่ในมือก็คิดอยากขายทิ้ง ในตอนแรกนั้นก็คิดว่าจะขายในราคาลดลงเพียงเล็กน้อย หรือคือใกล้เคียงกับตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจ(=0.2%) แต่เมื่อมาทบทวนแล้วก็จะเกิดความกลัวว่าจะขายไม่ได้ ทั้งนี้เพราะจะมีคนอื่นคิดขายเช่นกัน ผลของการทบทวนนี้ก็คือ จะต้องตั้งราคาต่ำลงไปอีก ....ฯลฯ นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนทั่วโลก หุ้นจึงตกแรงไปทั่ว
2. หุ้นตกนั้นไม่ใช่จะเลวเสมอไป คนที่มีเงินอยู่ในมือนั้นสามารถรอให้หุ้นตกมากๆ แล้วเข้ามาช้อนซื้อ แล้วรออีกเพียงไม่กี่วัน ราคาก็จะกลับเข้ามาอยู่เกือบที่เดิม ถึงตอนนั้นก็ขายได้กำไร นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดการซื้อขายในระหว่างที่หุ้นตก ถ้าไม่มีคนประเภทนี้หุ้นจะนิ่ง จะมีแต่คนเสนอขาย
3. สำหรับคนที่ไม่มีเงินสดในมือ แต่มีหุ้นอยู่แล้วนั้นก็สามารถใช้โอกาสนี้ทำกำไรได้ คือต้องรีบขายออกไปก่อน แล้วค่อยไปช้อนซื้อในภายหลัง แรงขายจึงมากขึ้น
ครับ, ด้วยแนวคิดต่างๆที่กล่าวมาข้างบน หุ้นมันจึงตกลงมามากกว่าที่ควร สำหรับเมืองไทยเรานั้น เรามีคนประเภทที่ทำตามข้อ 3 มากกว่าเมืองอื่นๆเขา ผลมันจึงเกิดการตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และตกเป็นเปอร์เซนต์ที่สูงมาก
ทำไมผมจึงบอกว่าตกมาก?
ก็เพราะมันเทียบกับค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็น 20:0.2 หรือคือ มันแกว่งมากกว่าจริงกว่า 1000 เท่า (หรือ 10,000 เท่า? เพราะผลกระทบถึงเมืองไทยมันแทบจะไม่มีเลย)
ครับ, โดยสรุปแล้ว หุ้นไทยมันตกเพราะเหตุจากด้านจิตวิทยาถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์
เรื่องนี้ถ้าเราไม่เอามาวิเคราะห์ให้ถูกต้อง ตลาดหุ้นไทยก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป และเสียเปรียบฝรั่งต่างชาติไปเรื่อยๆ สำหรับครั้งนี้ ต่างชาติช้อนซื้อไปประมาณ 2000 ล้านบาท และคงจะกำไรไปประมาณ 200 ถึง 400 ล้านบาท
ท่านอยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานสักเท่าใดครับ?
...............................
19 กย.44....ชนเวิล์ดเทรดเพื่อทำชอร์ตเซลล์
เมื่อวานนี้มีทีวีช่องหนึ่งออกมาเล่าว่า การวินาศกรรมเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์กนั้นเป็นแผนการที่จะทำกำไรจากหุ้น เขาเล่าว่า ผู้วางแผนใช้วิธีขายหุ้นแบบชอร์ตเซลล์ออกไปก่อน แล้วก็ส่งพรรคพวกไปจี้เครื่องบินไปชนเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นตกอย่างแรง แล้วก็ซื้อกลับมาในราคาถูก
ครับ, เรื่องนี้ท่านมีความเห็นเป็นอย่างไร? ผมอยากให้ท่านคิดในฐานะเป็นคนเล่นหุ้นนะครับ
ครับ, ในฐานะเป็นคนเล่นหุ้นจะบอกได้เลยว่า มันเป็นแค่ความฝันเฟื่องของคนบางคนเท่านั้น และเจ้าสื่อมวลชนที่เอามาออกรายการนี่ก็เป็นแค่นักฉวยโอกาสที่เลวทรามที่สุด
ทำไมหรือครับ?
โอเค, เรามาคิดกันดู
เรามาดูว่าทำชอร์ตเซลล์ได้จริงหรือเปล่า? มันทำไม่ได้หรอกครับ เพราะขายชอร์ตเซลล์นั้นต้องซื้อกลับเข้าพอร์ตภายในเวลา
2 วัน แต่ตลาดนิวยอร์กปิดไป 6 วัน แล้วมันจะไปซื้อมาทำเซทเทิลเม้นท์ได้อย่างไร
?
ออกทางนั้นไม่ได้ก็หันมาอ้างว่า ไม่ใช่ชอร์ตเซลล์ แต่เป็นการไปยืมหุ้นคนอื่นมาขายไปก่อน แล้วค่อยมาซื้อไปคืนเขาหลังจากตลาดเปิดแล้ว
โอเค, เรามาคิดกันต่อ
ตรงนี้ก็เป็นไปไม่ได้อีก คือ การที่จะหาคนประมาณ 20 คน มาฝิกบินเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่นั้นต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า
20 ล้านเหรียญ แล้วยังต้องรับผิดชอบต่อชีวิตครอบครัวของพวกเขาอีกตลอดชีวิต มันก็ต้องเสียเงินอีกไม่ต่ำกว่า
20 ล้านเหรียญ แต่กำไรที่จะได้รับนั้นก็แค่ 5-6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นหุ้นที่ยืมมานั้นต้องไม่น้อยกว่า
40/0.05=1000 ล้านเหรียญ หุ้นมากมายขนาดนี้ใครจะให้ยืมกันได้ง่ายๆ
คนๆนี้ต้องเป็นคนที่มีเครดิตสูงระดับโลก และผู้ให้ยืมหุ้นมาขายก็ต้องเป็นอภิมหาเศรษฐี
ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนบนโลกนี้ และหุ้นของพวกเขามันก็มักจะถูกนำไปผูกพันอยู่กับธุรกิจ(วางค้ำประกันเงินกู้...ฯลฯ)
โอเค, คิดต่อไปอีกหน่อย
การที่จะโอนหุ้นจำนวนเป็นพันล้านเหรียญนี้มันทำกันโดยเสรีได้หรือ?
หุ้นมากมายขนาดนี้มันต้องมาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะขายจะโอนต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์
บางบริษัทต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ฯลฯ แล้วจะเอาอะไรไปเป็นข้ออ้าง
?..... มันทำไม่ได้หรอกครับ
โอเค, มาคิดเล่นๆต่อไปอีกหน่อย
สมมุติว่ายืมมาจนได้ แล้วคุณจะซื้อจะขายอย่างไรโดยให้ได้กำไร 5-6 เปอร์เซ็นต์?
ตรงนี้ก็เป็นไปไม่ได้อีก คือ การขายต้องทะยอยขาย ถ้าทุ่มตูมลงไปตลาดก็จะแตกตื่น
แล้วก็จะถูกพักการซื้อขาย เวลาซื้อกลับคืนก็ต้องทะยอยซื้อ จะไปตั้งซื้อแบบไม่อั้นก็จะไม่มีใครขาย
การวินาศกรรมเวิล์ดเทรดนั้นใช่ว่าจะทำให้ทุกคนเทขาย มันมีคนจ้องซื้ออยู่ด้วย
คนขายก็ใช่ว่าจะหลับหูหลับตาขาย เขาดูท่าทีของตลาดด้วย
แต่....ข่าววินาศกรรมมันมีผลแค่ 2-3 วัน มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อคืนได้ครบ 1000 ล้านเหรียญในเวลาดังกล่าว
ทีนี้เรามาวิเคราะห์ต่อ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นแค่ความฝันของนักเล่นหุ้นในระดับกระจอก ทั้งนี้เพราะคนระดับกระจอกนี้จะคิดอะไรก็เอาจากฐานะของตัวเป็นจุดเริ่มต้น คือตัวไม่มีเงิน และไม่มีหุ้นแยะๆ ก็ต้องใช้วิธี "ชอร์ตเซลล์" หรือไม่ก็ "ยืมเขามาขาย" ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยรู้ว่าการซื้อขายหุ้นทีละ 1000 ล้านเหรียญนั้นเป็นอย่างไร มันจึงเป็นแค่การฝันเฟื่อง
แต่ที่น่าเสร้าใจที่สุดก็คือ ผู้ดำเนินรายการในวันนั้นก็มีความรู้ และรู้มากพอที่จะบอกได้ว่านี่เป็นการฝันเฟื่อง แต่ก็ยังดันทุลังเอาเรื่องอย่างนี้มาออกอากาศ
อนึ่ง, คนที่มีเครดิตในระดับ 1000 ล้านเหรียญนั้นเขาไม่เสี่ยงไปทำวินาศกรรมแบบนี้หรอกครับ อย่าเอาเรื่องการก่อการร้ายมาปนกับเรื่องการเล่นหุ้น เพราะมันทำลายภาพของตลาดทุนครับ
....................
30 กย.44.....ทำไมต้องรอลงทุนที่ 290
ครับ, ดัชนีตอนนี้ลงมาอยู่ที่ 275 แล้วทำไมผมจึงให้รอไปอีก 1-2 เดือนจนมันไปอยู่ที่ 290 แล้วจึงจะซื้อ? คำแนะนำของผมมันดูพิกล หรือว่าผมบ้าไปแล้ว?
ผมไม่บ้าหรอกครับ ผมมีเหตุผลดังนี้ คือ ในตอนนี้ภาพในอนาคตมี 2 ภาพ ภาพแรกคือหุ้นที่ดิ่งลงมาจาก 330 จนเป็น 275 นี้เกิดจากเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดที่นิวยอร์ก ซึ่งโดยปรกติมันน่าจะรีบาวด์ไปที่ประมาณ 310 ใน 1-2 สัปดาห์ แล้วมันก็จะใหลลงมาที่ 290 เพื่อให้จบไซเคิลของลูกคลื่นลูกที่ 5 แล้วหลังจากนี้มันก็จะขึ้นใหญ่ ถ้าวิ่งจาก 290 มันน่าจะไปที่ 350-400
แต่การที่มันไม่ยอมรีบาวด์ทำให้เกิดภาพที่สองขึ้นมา คือ มันจะอ้อยอิ่งอยู่ที่ 275 นี่อีก 1 สัปดาห์ แล้วมันก็ใหลลงตามลูกคลื่นลูกที่ 5 ไปเลย มันอาจใหลลงไปจนถึง 250 แล้วจึงจะขึ้นลูกคลื่นใหญ่ และถ้ามันสตาร์ทที่ 250 มันก็คงไปได้แค่ 290-300 เท่านั้น
ครับ, ภาพที่ 1 นั้นมีโอกาสเป็นไปได้ประมาณ 70 เปอร์เซนต์ ส่วนภาพที่ 2 นั้นเป็นไปได้ 30 เปอร์เซนต์ แต่มันก็อาจเกิดขึ้น
ทีนี้เราลองมาคิดกันดู ถ้าผมแนะนำให้ลงทุนในตอนนี้ แล้วมันเกิดเป็นภาพที่ 2 มันจะเป็นอย่างไร? มันก็จะกลายเป็นการแนะนำให้ซื้อที่ 270 แล้วหุ้นก็ใหลลง ทุกคนก็ด่าผมแน่ๆ และบางคนอาจไปขายทิ้งที่ 250-260 โน่น ซึ่งเกิดการขาดทุนจริงๆ
แต่ถ้าผมบอกให้รอ มันจะมีแต่ดี เพราะถ้าเกิดเป็นภาพที่ 1 มันก็ตรงกับคำทำนาย แต่ถ้าเกิดเป็นภาพที่ 2 ท่านก็ได้ซื้อหุ้นที่ 250 แล้วก็มีโอกาสทำกำไรทั้งสองทาง
ครับ, การทำนายผิด แต่กลับทำให้ลูกค้ามีกำไรนั้นไม่เสียหาย มันอาจทำให้เสียหน้า แต่ไม่มีใครด่า ผมจึงเลือกให้ท่านรอไปก่อน
...........................
15 ตค.44...ใครได้ใครเสียเมื่อเกิดวิกฤตการณ์
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ หุ้นจะมีราคาลดลง มันจะลดลงแรงใน 3 วันแรก แล้วต่อด้วยการลดลงปานกลางอีก 4-5 วันถ้าเป็นวิกฤตที่รุนแรง แล้วจึงจะฟื้นตัวกลับขึ้นมา แต่มันจะตีกลับขึ้นมาเลยเมื่อมันเป็นวิกฤตที่ไม่รุนแรง การฟื้นตัวนี้จะขึ้นมาได้แค่ประมาณครึ่งเดียวของที่มันลดลงมา นี่เป็นสี่งที่เราพอจะสังเกตุเห็นได้ แต่วิกฤตการณ์เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และเกิดด้วยสาเหตุที่ค่อนข้างจะต่างกัน เราจึงไม่สามารถใช้เป็นตัวคาดการณ์ที่ดีนัก
จากความรู้อันน้อยนิดอันนี้ คนเราก็ยังพยายามที่จะใช้ประโยชน์ มันจึงเกิดการได้เสียกันขึ้น วันนี้เราลองมาวิเคราะห์ดูว่าใครได้อะไรและใครเสียอะไรกันบ้าง
ประมาณ 90 เปอร์เซนต์ของผู้มีหุ้นอยู่ในมือจะไม่ทำอะไรเลย คนพวกนี้จะสูญเสียค่าของหุ้นไปประมาณครึ่งหนึ่งของที่มันลดลงมาในตอนแรก อย่างคราวนี้(วินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด) หุ้นไทยตกลงมาสูงสุดประมาณ 25 เปอร์เซนต์ คนกลุ่มนี้จึงสูญเสียราคาหุ้นไป 0.125*2.2*0.9=0.2475 ล้านล้านบาท คนพวกนี้เขาคิดว่ามันเป็นแค่ตัวเลข หุ้นก็ยังมีอยู่เท่าเดิม บริษัทก็ยังมีทรัพย์สินอยู่เท่าเดิม โอกาสทำกำไรก็ยังมีอยู่เท่าเดิม เงินปันผลก็น่าจะเป็นเท่าเดิม เขาไม่เดือดร้อน
ประมาณ 5 เปอร์เซนต์ของผู้มีหุ้นอยู่ในมือจะถือเป็นโอกาสที่จะทำกำไร พวกนี้จะรีบขาย เขาจะขายในวันแรกที่เกิดเหตุ แล้วก็จะรอไป 3-8 วัน รอจนหุ้นตกต่ำสุดแล้วก็จะซื้อกลับมา ในกรณีย์นี้ สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดก็คือ ขายที่ราคาประมาณ 96 เปอร์เซนต์ แล้วก็ไปซื้อที่ 78 เปอร์เซนต์ เขาจึงได้หุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 0.96/0.78=1.23 เท่า คนกลุ่มนี้จะมองที่จำนวนหุ้นที่ได้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะดีกว่าคนกลุ่มแรก แต่ถ้ามองทางด้านราคา เขาจะถือทรัพย์สินในราคาเพียง 1.23*(1-0.125)=1.07625 หรือคือมีกำไรประมาณ 7.6 เปอร์เซนต์ ซึ่งเขาก็พอใจ
ประมาณ 5 เปอร์เซนต์ของผู้มีหุ้นอยู่ในมือจะรีบขาย แล้วก็หยุดเล่นไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง คนพวกนี้จะขายได้ในราคาประมาณ 95-96 เปอร์เซนต์ พวกเขาจึงดูเหมือนขาดทุนไป 4-5 เปอร์เซนต์ แต่เขาก็ยังดีใจ เพราะเทียบกับคนกลุ่มแรกแล้วเขาขาดทุนน้อยกว่า
เมื่อเราดูจากการกระทำของคน 3 กลุ่มข้างบน เราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นมันหายไปประมาณ 5 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จำนวนหุ้นรวมกันแล้วต้องเท่าเดิม คำอธิบายก็คือ มันจะมีคนที่มีเงินอยู่ในมือ และเห็นเป็นโอกาสที่จะทำกำไร คนกลุ่มที่ 4 นี้จะเข้ามาช้อนซื้อในตอนที่หุ้นดิ่งลง จริงๆแล้วการคาดเดาว่าหุ้นลงถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยังนี้มันทำได้ยากมาก คนกลุ่มนี้อาจซื้อตั้งแต่ราคาลดลง 4-5 เปอร์เซนต์ ไปจนถึง ตอนที่มันกลับขึ้นมาที่ 80-85 เปอร์เซนต์ พวกเขาจึงมีกำไรบ้าง ไม่มีกำไรบ้าง ตลาดมันไม่สมบูรณ์อย่างที่เราคิดตามทฤษฎี แต่ส่วนใหญ่ก็จะพอใจในการกระทำของตน
ครับ, นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นทุกๆครั้งที่มีวิกฤตการณ์ และเมื่อเปรียบเทียบกันทั้ง 4 กลุ่มแล้ว คนกลุ่มที่ 2 ดูจะดีที่สุด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่จะขายในทันทีได้นั้นก็ยาก และการที่จะซื้อได้ที่จุดต่ำสุดนั้นก็ยาก มันจึงใช่ว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หลายๆคนจะขาดทุน มีอยู่ไม่กี่คนที่กำไรได้จริง คนพวกนี้จะจดจำเรื่องเอาไว้ แล้วก็พยายามใหม่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต นี่คือวัฐจักร์ของชีวิตการเล่นหุ้น
เรื่องนี้ถ้าจะถามผมว่าผมจะเลือกเข้ากลุ่มใด ผมจะบอกว่าเข้ากลุ่มแรกจะดีกว่า ทั้งนี้เพราะจริงๆแล้วเมื่อมองต่อออกไปอีก 2-3 เดือน ทุกอย่างก็จะกลับมาอยู่ในสภาพก่อนเกิดวิกฤต ในโปรแกรมของผมนั้นมันเลือกหนทางของกลุ่มที่ 2 แต่ผ่านวิกฤตการณ์เวิลด์เทรดมาครึ่งทางแล้วพบว่าโปรแกรมขายออกไปช้าเกินไป และไม่สามารถซื้อกลับได้ที่จุดต่ำสุด ซึ่งทำให้ไม่มีกำไร แถมยังเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายไปเปล่าๆ ผมก็คงต้องปรับตรรกของโปรแกรมอีกครั้งหนึ่ง
อันที่จริงแล้ว ถ้าทุกคนไม่ตื่นตกใจ และไม่คิดจะเอาเปรียบผู้อื่น ก็จะอยู่เฉยๆเสีย ราคาหุ้นมันก็จะไม่ตก เรื่องอย่างนี้ดูเหมือนว่าฝรั่งเขาจะรู้ดีกว่าคนไทย หุ้นของพวกเขาจึงตกน้อยกว่าของไทยเรามาก เราน่าจะเข้าใจปัญหาให้ดียิ่งขึ้นนะครับ
...................
27 ตค.44....หุ้นตกคราวนี้จะโทษใครดี
นับจากวันที่ 11 กย. มาถึงวันนี้ก็เป็นเวลาประมาณ 50 วัน ผลของการวินาศกรรมที่เวิลด์เทรดเซนเตอร์ก็เข้าสู่สถานะคงที่แล้ว คือพอจะสรุปได้ว่าหุ้นไทยดิ่งลงมาประมาณ 25 เปอร์เซนต์ใน 4-5 วันแรก แล้วก็รีบาวด์กลับมาอย่างช้าๆ โดยใช้เวลากว่า 40 วัน และไต่กลับขึ้นมาได้แค่ 7-8 เปอร์เซนต์
ครับ, ถ้าเทียบกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อนๆแล้ว มันแย่กว่าเก่ามาก ครั้งก่อนๆมักจะตกน้อยกว่านี้ ตกแล้วกลับขึ้นมาได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ครั้งนี้กลับขึ้นได้แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น
แล้วก็เลยมีคำถามว่า นักลงทุนทั้งหลายเขาโทษใคร?
ครับ, ในตอนแรกผมก็คิดว่า 80-90 เปอร์เซนต์คงจะโทษชะตากรรม ทั้งนี้เพราะมันเป็นเรื่องสุดวิสัย มันเป็นอุบัติเหตุ และที่เหลือเขาโทษเจ้าคนที่ก่อเหตุร้าย จะมีก็แต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ด่าผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ที่ไปปิดตลาดในวันที่ 12 กย. แต่เมื่อมาดูสถิติคนเข้าชมเว็บไซท์ของผมแล้วก็พบว่า มีคนอีกประเภทหนึ่งที่ถูกเกลียดชังไปด้วย
คนกลุ่มนี้ก็คือ นักวิเคราะห์หุ้น!
ครับ, นักวิเคราะห์หุ้นถูกลดความเชื่อถือลงไปอย่างทันตาเห็น ผู้เข้าชมเว็บไซท์หายไปประมาณครึ่งหนึ่งในทันที
ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เป็นการแสดงความไม่พอใจนะครับ แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เรานั้นเมื่อเจอกับวิกฤตการณ์ก็จะหันกลับมาพึ่งตนเองมากกว่า มันเป็นการรวบรวมสติแล้วมานั่งพิจารณาหาทางออกด้วยตนเอง ซึ่งถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนา ใครที่โวยวาย หรือรีบถามคนโน้นคนนี้ว่าจะทำอย่างไรดีนั้นมีโอกาสเป็นบ้าไปได้ ทั้งนี้เพราะในสภาวะอย่างที่ผ่านมานี้จะหาคนช่วยยาก
โอเค, เหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว เรามาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น และควรจะเดินต่ออย่างไร
ภาพโดยรวมก็คือ นักลงทุนไทยขาดทุนไปประมาณ 17-18 เปอร์เซนต์ อาจมีบางคนที่ขายออกไปเร็ว แล้วซื้อกลับในราคาต่ำ จึงมีกำไรอยู่บ้าง อาจมีบางคนขายออกไปช้าหน่อย แต่ยังถือเงินสดไว้ ซึ่งจะมีโอกาสทำกำไรโดยมาซื้อในวันหลัง ฯลฯ แต่ที่แน่ๆคือ ผมเชื่อว่าวินาศกรรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ทั้งนี้เพราะประเทศเราห่างจากจุดสงคราม และเราผลิตอาหารและวัตถุดิบมากกว่าผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เราควรกลับมาใช้สติและใช้ข้อมูลกันใหม่ เราคงไม่หดหัวเข้ากระดองแล้วทิ้งหุ้นกันไปหมด
นั่นเป็นคำแนะนำสำหรับนักลงทุน
แต่เมื่อมองทางด้านผม คือในฐานะเป็นเว็บที่มุ่งขายผลการวิเคราะห์ มันดูจะย่ำแย่เอามากๆ คือ ก่อนเกิดวินาศกรรม โปรแกรมโชว์ผลการเล่นหุ้นเป็นกำไรอยู่ประมาณ 5 ถึง 20 เปอร์เซนต์ แต่มาตอนนี้มันกลายเป็นขาดทุน 5 ถึง 16 เปอร์เซนต์ จะมีแต่กลุ่มพลังงานเท่านั้นที่ยังมีกำไร นี่เป็นกำไร-ขาดทุนเมื่อเทียบกับการลงทุน 100 เปอร์เซนต์ที่ต้นปี ดังนั้นเมื่อถึงสินปีก็คงจะขาดทุนแน่ๆ
แล้วอย่างนี้ใครเขาจะเชื่อและซื้อข้อมูล?
ครับ, ช่วยกันคิดให้ดีๆ โปรแกรมของผมกลายเป็นขาดทุน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันไม่ได้ผล ท่านต้องเปรียบเทียบกับตัวท่านเอง หรือไม่ก็เปรียบเทียบกับคนทั้งตลาด ตอนนี้ท่านขาดทุนไปเท่าใด ถ้าท่านขาดทุนน้อยกว่าโปรแกรมของผม ท่านก็ไม่น่าจะต้องซื้อข้อมูลของผม แต่ถ้าท่านขาดทุนมากกว่าโปรแกรมของผม มันก็น่าจะติดตามดูโปรแกรมของผมต่อไป
อย่าลืมนะครับ เวลาจะเปรียบเทียบกัน ต้องวัดตามระยะเวลาเท่ากัน คือท่านต้องดูตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันนี้
................................
13 พย.44...ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน
วันนี้ผมอ่านบทความของดอกเตอร์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าท่านจบดอกเตอร์มาทางด้านหุ้น ท่านไปเล็กเชอร์มามากแล้ว และพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดในเรื่องหุ้นอยู่เหมือนเดิม คือผิดมาเป็นสิบๆปีแล้ว เช่นไปเชื่อว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่มีกำไรเร็วมากและมีความเสี่ยงสูง ก็เลยต้องเล่นแบบเข้าเร็วออกเร็ว.....
ครับ, ฟังท่านพูดในตอนต้นแล้วน่านับถือ ท่านด่าพวกที่เรียกตัวว่า "เซียน" ไปหลายคำ ซึ่งก็ถูกของท่าน คือ พวกนี้เกิดกำไรขึ้นมาแยะๆเพราะฟลุ๊ก แล้วไม่นานก็จะเกิดผิดพลาดและขาดทุนย่อยยับ....
แต่ พอมาถึงข้อสังเกตุเกือบสุดท้ายของท่าน คือ ท่านบอกว่า "ความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่งของการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผมเห็นว่าค่อนข้างร้ายแรง โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยก็คือ คนเข้าใจว่าราคาหุ้น หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั้น มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถพยากรณ์ได้............ราคาของหุ้นวันนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับราคาหุ้นของเมื่อวาน หรือของเดือนก่อน หรือของปีก่อน เพราะราคาหุ้นจะสะท้อนถึงปัจจุบันและอนาคตของบริษัทเท่านั้น.....เพราะฉะนั้น คนที่เล่นหุ้นที่เชื่อถือวิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เปรียบเสมือนการขับรถที่มองแต่กระจกหลัง หรือมองราคาในอดีต ซึ่งนำไปสู่อันตรายอย่างใหญ่หลวง....." ผมก็ชักสงสัยว่าท่านจบดอกเตอร์ทางด้านหุ้นมาจริงหรือเปล่า ทั้งนี้เพราะมันเป็นการปฏิเสธความจริงที่ว่า บริษัทค้าหุ้นใหญ่ๆ และบริษัทค้าเงินใหญ่ๆนั้นเขามีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อการพยากรณ์ราคาหุ้น และพยากรณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรากันทั้งนั้น และพวกนี้รวยเอาๆ ใครที่ปฏิเสธเรื่องนี้ก็เท่ากับไม่เคยศึกษามาเลย
ครับ, ผมไม่ขอเอ่ยชื่อของท่าน พวกเราไปหาบทความนี้มาอ่านได้ มันลงในหนังสือพิมพ์ประเภทธุรกิจและการเงิน ประจำวันที่ 13 พย. 44 อยู่แถวๆหน้า 18 ผมพบว่า ลงท้ายท่านก็บอกว่า วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้วิเคราะห์ฐานะของกิจการ หรือคือให้เล่นแบบ fundamental
ครับ, ใครจะเชื่อว่าวิธีใหนดี หรือเห็นว่าวิธีใหนไม่ดี ก็สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้ แต่การปฏิเสธความจริงบางอย่างเพื่อดึงคนให้ไปสนใจแต่ในวิธีของตนข้างเดียวนั้น ผมว่าไม่ถูก
....................
18 พย.44....พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา
วันนี้ขอพูดถึงคนที่อ้างว่าเป็นดอกเตอร์ทางหุ้นอีกสักครั้ง คือผมติดใจข้อคิดของแกที่ว่า "............ราคาของหุ้นวันนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับราคาหุ้นของเมื่อวาน หรือของเดือนก่อน หรือของปีก่อน เพราะราคาหุ้นจะสะท้อนถึงปัจจุบันและอนาคตของบริษัทเท่านั้น.....เพราะฉะนั้น คนที่เล่นหุ้นที่เชื่อถือวิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เปรียบเสมือนการขับรถที่มองแต่กระจกหลัง หรือมองราคาในอดีต ซึ่งนำไปสู่อันตรายอย่างใหญ่หลวง...." คำพูดนี้มีจุดโหว่ที่เห็นได้ชัดอยู่สองสามข้อ ดังนี้
1. ที่บอกว่า"ราคาหุ้นจะสะท้อนถึงปัจจุบันและอนาคตของบริษัทเท่านั้น"นั้นเป็นความคิดที่ผิดแน่นอน ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาคนจะขายหุ้นนั้นเขาขายเพราะติดตามดูราคามานานพอแล้ว มันอาจลดลงมาเรื่อยๆจนทนไม่ใหว จึงต้องคัทลอส หรือเห็นมันขึ้นมาจนเป็นที่พอใจแล้วจึงขายไป ราคาที่ผ่านมาจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางอย่างแน่นอน คนที่ไม่เห็นการกระทำอันนี้ก็ต้องตาบอดชัดๆ และเวลาจะขายนั้นมันก็ต้องตั้งราคาเทียบกับราคาปัจจุบัน มีใครที่ใหนที่จะไปตั้งราคาโดยไม่ดูราคาปัจจุบัน
2. ผมไม่ปฏิเสธว่ามีคนซื้อหรือขายเพราะดูสถานะของกิจการในอนาคต แต่ผมอยากจะถามว่า มีกี่คนที่ทำอย่างนั้น? เรื่องนี้ผมบอกได้เลยว่า มีคนมากมายที่ไม่ได้ดูสถานะของกิจการ ทั้งนี้เพราะพวกเขาซื้อหุ้นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ากิจการนั้นทำอะไร ตั้งอยู่ที่ใหน ใครเป็นผู้บริหาร เคยมีปันผลอย่างไร ...พวกเราคงจะจำเรื่องขบขันที่เขาเล่ากันว่า มีคนซื้อหุ้น BIG แล้วก็ขายไปโดยได้กำไรหลายแสนบาท และเมื่อมีคนถามว่าทำไมจึงซื้อหุ้นตัวนั้น เขาก็ตอบว่า BIG เป็นปากกาลูกลื่นที่ดี เขาจึงซื้อหุ้นนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก มันเกิดขึ้นจริง และยังเกิดขึ้นกับหุ้นเกือบทั้งหมดในตลาด แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้กำไร เขาจึงไม่เอามาเล่าให้กันฟัง คนไทยมากมายที่ซื้อหุ้นโดยไปเข้าใจผิดว่าเป็นกิจการที่ตนคิด
3. จริงๆแล้วการขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นมาจากการเก็งกำไรมากกว่าสถานะของกิจการ มันเป็นเรื่องของแรงผลักดันทางจิตวิทยา คนเล่นหุ้นจะมีความโลภและความกลัวสลับกัน เวลาที่ราคาหุ้นใหลลงไปนานพอแล้วก็จะเกิดความกล้าที่จะซื้อ และเวลาที่ราคาหุ้นมันขึ้นไปได้หน่อยหนึ่งก็จะเกิดความโลภและซื้อเพิ่ม แต่มันพอขึ้นมากแล้วก็จะเกิดความกลัว คนก็จะเทขายกันออกมา ความรู้สึกนึกคิดของคนเรานี้มาไม่ตรงกัน มันจึงเกิดแรงดันที่หาทิศทางรวมได้ยาก มันทำให้บางครั้งขึ้นติดต่อกันไปนาน แต่บางครั้งขึ้นไปได้หน่อยเดียวก็ตกฯลฯ แรงผลักดันทางจิตวิทยานี้สูงกว่าเรื่องอนาคตของกิจการมากมายหลายเท่าตัว มันจึงทำให้ราคาหุ้นบางตัวสูงกว่าที่ควรจะเป็นได้ 10-20 เท่าตัวได้ และบางตัวก็ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นได้ 10-20 เท่าได้เช่นกัน
ครับ, ผมยกมาให้เห็นแค่สามข้อก็คงพอ มันบอกได้ชัดว่าราคาหุ้นที่ผ่านมาแล้วนั้นมีผลต่อราคาซื้อขายในอนาคต และด้วยเหตุนี้จึงมีคนคอยเก็บสถิติราคาหุ้นย้อนหลังเอาไว้ การไปบอกว่าทำอย่างนั้นไม่มีประโยชน์จึงเท่ากับการตบหน้าคนเกือบทั้งโลก
ทีนี้ขอมาดูเทคนิคที่ดอกเตอร์ท่านนั้นเสนอแนะกันบ้าง
ท่านบอกให้วิเคราะห์สถานะของกิจการ แต่ท่านไม่ได้ลงในรายละเอียด ซึ่งผมก็เสียดาย ทั้งนี้เพราะ จริงๆแล้วท่านก็ดูข้อมูลย้อนหลังผสมกับการคาดเดาสภาวะในอนาคตเท่านั้น และการคาดเดาสภาวะในอนาคต เช่น เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ก็ดูจากข้อมูลย้อนหลังอีกเช่นกัน ที่ผมกล้าพูดว่า ลงท้ายมันก็เป็นการเอาตัวเลขเก่ามาใช้ก็เพราะ ในโลกนี้ไม่มีใครมองเห็นอนาคต เราคาดเดาเอาทั้งนั้น มันคาดเดาโดยดูจากข้อมูลย้อยหลังทั้งนั้น
โดยสรุปแล้วมันก็เป็นวิธีการเดียวกัน
ครับ, ผมจึงบอกว่า...ลงท้ายข้อแนะนำของท่านดอกเตอร์ที่ว่านี้ก็เป็นมะลิลา
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พวกเราควรคิดให้ลึก ควรคิดให้ทะลุ แล้วจึงจะเลือกหนทางแห่งการลงทุน ผมเลือกใช้ข้อมูลราคาย้อนหลังเพราะมันง่าย มันชัดเจน มันตรงกับที่คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่เขาคิด มันกระทบต่อราคาในอนาคตแน่นอน..ฯลฯ
.......................
11 ธค. 44......ควรซื้อหุ้นชนิดใหน?
วันนี้ผมได้อ่านบทความของนักวิชาการเรื่องหุ้นท่านหนึ่ง หัวเรื่องของท่านคือ "ซื้อหุ้น เลือกยี่ห้อ" ท่านบอกว่าถ้าคิดจะซื้อหุ้นก็ให้เลือกยี่ห้อ ยี่ห้อใหนดี มีชื่อเสียง ก็ให้ซื้อไว้ ตัวอย่างหุ้นดีๆในแบบของท่านได้แก่ บีอีซีเวิล์ด แกรมมี่ หาดทิพย์ เสริมสุข มาม่า พิสซ่า เอสแอนด์พี โอเรียลเตล ราชดำหริ ดุสิตธานี เนชั่น มติชน ซีเอ็ด...
ครับฟังดูก็เข้าท่าดี ดูมีหลักการ แต่พอดูรายชื่อหุ้นที่แนะนำมาแล้ว ผมคิดว่าจะถูกใจคนไทยแค่ตัวเดียว คือ บีอีซีเวิล์ด ทั้งนี้เพราะย้อนกลับไปดูสถิติได้เลยว่ามีแค่บีอีซีเวล์ดเท่านั้น ที่เคยติดอันดับการซื้อขายสูง ผมกลับพบว่าหลายตัวเคยทำให้คนเจ้งมามาก เช่น โอเรียลเตล ราชดำหริ ดุสิตธานี ซีเอ็ด และที่อาจกลายเป็นหุ้นเน่าได้ก็คือ เนชั่น
ทำไมมันถึงมีความเห็นที่ออกมาตรงกันข้ามแบบนี้?
ตอบไม่ยากครับ
ท่านเล่นแบบ fudamental และเป็นการลงทุนระยะยาว ท่านจึงเห็นว่าอะไรที่เป็นที่นับถือ หรือมียี่ห้อจะอยู่ได้นาน และยี่ห้อที่ดีน่าจะทำกำไรในกิจการได้ดี แล้วก็จะมีปันผลสูงๆ แล้วราคาก็จะขึ้น..ฯลฯ แต่คนไทยเรากว่า 90% เล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้น หุ้นที่จะให้กำไรดีสำหรับคนเก็งกำไรระยะสั้นคือหุ้นที่ขึ้นมากลงมาก มันจึงตรงกันข้ามไปเลย
ทีนี้ลองมาดูคำแนะนำของผมบ้าง
ผมคิดง่ายๆ ผมใช้วิธีกลับไปดูว่าหุ้น 40 ตัวที่โปรแกรมของผมเล่นอยู่นั้น ว่ามันทำกำไรได้เท่าใด และตัวใหนให้กำไรสูง นี่อยู่ในรายงานใน e-stocks-watch ท่านคลิกเข้าไปดูได้ ในตอนนี้ สูตร์ SC68EX มันทำกำไรสูงอยู่ 7 ตัว ซึ่งได้แก่ IEC=25.98, TIG=86.54, UGP=30.99, AST=47.96, NFS=69.59, S-ONE หรือ KGI=41.98, ZMICO=66.83% กำไรเหล่านี้เป็นกำไรสะสมนับตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันปัจจุบัน ส่วนโปรแกรม SEAX ทำกำไรได้สูงอยู่ในกลุ่มไฟแนนซ์ ตัวที่สูงที่สุดคือ ZMICO=118.94%
ครับ, เมื่อมองลึกลงไปแล้วก็จะพบว่า เป็นหุ้นพวกนี้มีราคาต่ำๆทั้งนั้น มันดูเหมือนว่าจะเป็นหุ้นที่เลว เพราะมันดูไม่มั่นคง แต่หุ้นพวกนี้เมื่อมันขึ้นมาไม่กี่บาทก็ทำให้มีกำไรสูงได้
แล้วท่านล่ะ ท่านชอบหุ้นชนิดใหน? ผมว่าเราเล่นตัวที่ทำกำไรสูงๆจะดีกว่า
......................
17 ธค.44...หุ้นปตท. VS แชร์แม่ชะม้อย
หุ้น ปตท. เข้าตลาดได้ 2-3 วัน ราคาก็ตกลงมาต่ำกว่าราคาจอง มันลงมาได้แค่วันเดียวก็มีนักวิเคราะห์ออกมาวิจารณ์ว่า คนที่เทขายออกไปนั้นเป็นคนโง่ เขาให้เหตุผลว่า ในอีกไม่กี่เดือนก็จะได้ปันผลประมาณ 6 เปอร์เซนต์ของราคาจอง ซึ่งคิดเทียบเป็นอัตราตอบแทนต่อปีถึง 12 เปอร์เซนต์
ครับ, ผมว่าคนที่ออกมาวิจารณ์แบบนั้นมันบ้า เพราะใครจะมาสนใจกับเงินปันผลเล็กๆน้อยๆเมื่อตัวหุ้นมันราคาตกมากกว่าได้ แต่เมื่อลองไปฟังเสียงของนักการเงินและผู้วิเคราะห์อื่นๆ ผมก็พบว่า เขาพูดแบบเดียวกันหมด เขาบอกว่า การตั้งราคาของหุ้นนั้นให้ดูที่อัตราการปันผล ถ้าหุ้นปันผลเท่าอัตราดอกเบี้ย ราคามันก็ควรจะเป็นหุ้นละ 100 บาท ถ้าปันผลมันเพิ่มขึ้นไป 2 เท่า ราคามันก็ควรจะขึ้นไปเป็น 2 เท่า.... นอกจากนี้เขายังยกตัวอย่างเรื่องหุ้นกู้ของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งออกมาเมื่อ 4 ปีก่อน หุ้นกู้รุ่นนั้นให้ผลตอบแทนร้อยละ 11 ต่อปี ตอนนี้ราคามันควรจะเป็น 2 ถึง 3 เท่าตัวไปแล้ว
ครับ, ผมฟังแล้วตกใจ เพราะมันเท่ากับเอาหางหมามาแกว่งตัวหมา ผมถามเขาว่าบริษัทจะรับซื้อหุ้นกู้รุ่นนั้นในราคา 2-3 เท่าตัวจริงหรือ? เขาก็ย้อนกลับมาว่ามีขายให้เขาใหมล่ะ?
ครับ, ขอย้อนกลับไปที่หุ้น ปตท. ผมอยากให้พวกเราลองนั่งคิดให้ดีๆ สิ่งที่ผมอยากให้ท่านคิดมีสองประเด็น
ประเด็นแรกก็คือ การเอาเงินปันผลมากำหนดราคาหุ้นนั้นมันถูกด้วยเหตุผลแล้วหรือ? ถ้าเราเชื่อตามนั้น เราก็จะถูกโกงแบบแชร์แม่ชะม้อยได้ แชร์แม่ชะม้อยนั้นใช้วิธีเอาเงินของคุณมาจ่ายเป็นดอกเบี้ย เขาจ่ายแพงเท่าใร่ก็ได้ ตราบใดที่มันไม่เกินเงินต้น ในเรื่องหุ้น ปตท.นี้ก็ทำได้ เขาสัญญาที่จะปันผลสูงแค่ใหนก็ได้ เพราะเขาเอาเงินของบริษัทมาจ่าย เงินของบริษัทก็คือเงินของคุณเอง สมมุติว่า เขาเพิ่มเป็นปันผลในอัตรา 20 เปอร์เซนต์ต่อครึ่งปี แล้วก็ออกหุ้นเพิ่มทุนอีกทุกๆ 6 เดือน แบบนี้ก็รวยกันไม่รู้จบนะซิ
ประเด็นที่สองคือ ถ้าคนอื่นเขาเกิดหมดความเชื่อมั่นในหุ้น ปตท. แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ราคามันก็ตกลงมา สมมุติว่าลงไปอยู่ที่ 20.00 บาท แล้วมันจะคุ้มหรือที่จะรอเงินปันผล 6 เปอร์เซนต์?
ครับ, คิดให้ดีๆนะครับ เพราะหุ้น ปตท.มีโอกาสที่จะย้อนกลับมาต่ำกว่าราคาจองอีกได้
......................
28 ธค.44...สรุปประจำปี
วันนี้เป็นวันที่เราเทรดกันเป็นวันสุดท้ายแล้ว สี่วันถัดไปนี้ผมก็จะต้องทำการย้ายข้อมูลเพื่อขึ้นต้นการเล่นของปีหน้า ข้อมูลในรายงานต่างๆก็จะเปลี่ยนไป ผมจึงอยากจะเอาข้อมูลและรายงานต่างๆที่เป็นอยู่มาสรุปให้เห็นเสียหน่อย
จากรายงานต่างๆณ.วันที่ 28 ธค.นี้ ผมมีข้อสังเกตต่างๆดังนี้
1. โปรแกรม SC68EX มีผลกำไรขาดทุนในสี่กลุ่มดังนี้
กลุ่มแบงก์ ขาดทุน 5.29 %
กลุ่มสื่อสาร ขาดทุน 19.43 %
กลุ่มพลังงาน กำไร 10.11 %
กลุ่มไฟแนนซ์ กำไร 39.36 %
ซึ่งเมื่อนำมาเฉลี่ยแล้วมีกำไร 6.2025 % ซึ่งผมเห็นว่าเป็นที่น่าพอใจ
ทั้งนี้เพราะยังสูงกว่าการนำไปฝากที่ธนาคารหรือไฟแนนซ์คัมปะนี และปีนี้เป็นปีที่หุ้นซบเซามาเกือบตลอด
แถมยังมีเหตุการวินาศกรรมที่เมืองนิวยอร์คอีกด้วย ถ้าไม่มีเหตุร้ายนี้หุ้นไทยก็คงจะขึ้นไปได้มากกว่านี้
และโปรแกรมก็คงจะทำกำไรได้เพิ่มอีก 10-15 %
2. โปรแกรม SEAX มีผลกำไรขาดทุนดังนี้
กลุ่มธนาคาร ขาดทุน 6.68 %
กลุ่มสื่อสาร ขาดทุน 8.54 %
กลุ่มพลังงาน ขาดทุน 2.31 %
กลุ่มไฟแนนซ์ กำไร 64.36 %
ซึ่งเมื่อนำมาเฉลี่ยแล้วมีกำไร 11.7075 % ซึ่งผมเห็นว่าเป็นที่น่าพอใจ
ทั้งนี้เพราะยังสูงกว่านำไปฝากธนาคารหรือไฟแนนซ์คัมปะนี แต่ก็ไม่ค่อยสบายใจนัก
เพราะมันทำกำไรได้แค่กลุ่มเดียว
3. ทั้งสองโปรแกรมทำกำไรได้สูงในกลุ่มไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ กลุ่มไฟแนนซ์นี้จะมีการขึ้นลงมาก และโปรแกรมจับแพทเทินได้ง่าย คนทั่วๆไปไม่ชอบเล่นกลุ่มนี้ พวกเขาเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง(เพราะโดนปิดไป 56 แห่งในปี 2539) แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นกลุ่มที่ให้ผลกำไรสูง เราต้องเล่นด้วยสติ คือต้องถอนตัวทันทีที่มีข่าวร้าย เรื่องการปิดไฟแนนซ์นี้ในครั้งที่แล้วมันมีสัญญาณเตือนเป็นปี มีการปิดถึงสองรอบ มันจึงไม่ไช่กลุ่มเสี่ยง มันเป็นความผิดของนักเล่นหุ้นเองที่ไม่ถอนตัว
4. มีหุ้นหลายตัวที่โปรแกรมทำกำไรได้สูงกว่า 30 % นี่เป็นลักษณะฉะเพาะของโปรแกรมทั้งสอง มันเป็นโปรแกรมที่ไม่มีอารมณ์ มันไม่รีบขายทำกำไร และมันก็ไม่กลัวเมื่อมีการขาดทุนเพราะเกิดพานิคขึ้นในตลาด ถ้าคนเราทำใจให้มั่นอย่างเดียวกันได้เราก็จะทำกำไรได้สูงๆเช่นกัน
5. หุ้นเด่นของปีนี้ก็คือ ZMICO มันให้กำไรในสูตร์ SC68EX และสูตร์ SEAX ถึง 158.58 % และ 239.35 %ตามลำดับ นี่ไม่ใช่การฟลุ๊ก การที่สูตร์ทั้งสอง ซึ่งเล่นด้วยวิธีการที่ต่างกัน เกิดให้ผลที่ใกล้เคียงกันนี้ทำให้เชื่อได้ว่า "การขึ้นลงของราคาหุ้นนี้มีแพทเทินจริง แต่เป็นแพทเทินที่มองเห็นได้ยากมาก" และการที่สูตร์ SEAX ทำกำไรได้สูงกว่าสูตร์ SC68EX ก็แสดงว่า เรายังมีโอกาสที่จะค้นหาสูตร์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมจะพยายามทำเรื่องนี้ต่อไป
6. ขณะนี้เราเพิ่งจะขึ้นบนคลื่นเล็กลูกที่เจ็ด และมันยังมีคลื่นเล็กลูกที่แปดอยู่ข้างหน้า คลื่นเล็กลูกที่หก,เจ็ด,แปดนี้เป็นคลื่นแบบวิ่งขึ้น ดังนั้นโอกาสทำกำไรยังมีอยู่อีก ความสูงของคลื่นลูกที่เจ็ดและแปดนี้รวมกันจะเป็นประมาณ 15 ถึง 30 เปอร์เซนต์ ดังนั้นกำไรในรอบนี้จริงๆแล้วน่าจะสูงกว่าที่เห็นในรายงาน
7. จะเห็นได้ว่า จุดสูงสุดครั้งที่แล้วอยู่ที่ 25 มค.44 และจุดสูงสุดอันใหม่จะอยู่ที่ปลายเดือน มค.45 หรือกลางเดือน กพ.45 มันจึงห่างกันประมาณ 12-13 เดือนตามที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ เรื่องนี้ท่านจะเห็นได้เด่นชัดขึ้นเมื่อติดตามดูกันอีก 2-3 ปี
8. ในโปรแกรมทั้งสองของผมนี้ มันยังไม่ได้เอาเงินปันผล และประโยชน์อื่นๆ เช่น การแถมวอร์แล้นท์ การได้จองหุ้นใหม่ในราคาต่ำ...ฯลฯ เข้ามาคำนวณด้วย ดังนั้นกำไรจริงนั้นสูงกว่าที่เห็นในรายงาน
ครับ, การเล่นหุ้นโดยทำตามโปรแกรมนี้เป็นการเล่นที่ง่ายมาก และถ้าเล่นครบทั้ง 40 ตัว มันก็จะกระจายความเสี่ยง แล้วก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินที่สถาบันการเงิน ปีหน้าผมคาดว่าโปรแกรมจะทำกำไรได้สูงกว่าปีนี้
......................