เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2545

......................

07 มค.45...เมื่อใหร่จะถึงเวลาซื้อ

คำถามนี้ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คนเล่นหุ้นชนิดเก็งกำไร นั้นจะต้องรู้ว่าจะซื้อเมื่อสถานะของตลาดเป็นอย่างไร และขายไปเมื่อสถานะของตลาดเปลี่ยนเป็นอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่มักจะทำไม่ถูก ความผิดพลาดอันนี้ทำให้พวกเราที่เล่นหุ้นอยู่นี้ขาดทุน วันนี้ผมอยากจะเอาเรื่องนี้มาพูดกันเสียหน่อย

ทำไมเราจึงซื้อผิดจังหวะ?

คำตอบนั้นไม่ยากเลย คนเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้นคิดว่า "ราคาหุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง ถ้าเราซื้อที่ราคาต่ำสุดแล้วไปขายที่ราคาสูงสุด ก็ย่อมจะมีกำไรสูงสุด"

นี่เป็นความคิดอันแรกที่พวกเราคิด มันเป็นหลักการที่ดีที่สุด เราไม่ได้นึกถึงการซื้อที่จุดอื่นเลย เพราะซื้อที่จุดอื่นนั้นจะให้กำไรต่ำกว่า

แต่จะให้ได้ผลตามหลักการนี้เราจะต้องดูว่าราคาหุ้นตัวที่เราสนใจนั้นได้ลดต่ำลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง นี่เป็นสี่งที่ทำได้ยากที่สุด ทั้งนี้เพราะ จุดต่ำสุดนั้นมันคือจุดที่พลิกกลับจากการ"ใหลลง" มาเป็น"ไต่ขึ้น" แต่จุดแบบนี้มีอยู่มากมาย ทั้งนี้เพราะหุ้นนั้นมันขึ้นลงสลับกันเป็นเวลาสั้นๆ(3-4วัน)อยู่ตลอด จุดเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เราซื้อผิดมากกว่าถูก เช่น กว่าจะถึงจุดต่ำสุดที่แท้จริง มันมักจะมีจุดหลอกถึง 10 ครั้ง และเมื่อเราซื้อผิดเราก็ต้องขายทิ้ง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "คัทลอส"(cutloss) ซึ่งจะทำให้ขาดทุนไปประมาณครั้งละ 2 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือรวมกันแล้วก็อาจขาดทุนไป 30-40 เปอร์เซนต์ แต่พอซื้อได้ถูกจุดแล้วเราก็มักจะทำกำไรได้ต่ำกว่า คือกำไรแค่ 10-20 เปอร์เซนต์ เรื่องของการขายผิดจุดนี้จะเก็บไว้พูดในคราวหน้า

ครับ, โดยสรุปก็คือ ถ้าเราซื้อทุกครั้งที่ราคาหุ้นมันตีกลับขึ้นมา เราจะซื้อผิดประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงมาซื้อได้ถูกจุดเพียงครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ขาดทุนไปก่อน 30-40 เปอร์เซนต์ แล้วมากำไรแค่ 10-20 เปอร์เซนต์ ผลรวมจึงเป็นการขาดทุน

หลังจากเล่นหุ้นโดยมองหาจุดต่ำสุดไปประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี เราก็จะสรุปเอาไว้ในใจว่า "หุ้นมันผันแปร ไม่มีใครทำนายได้" แล้วพวกเราก็จะค้นหาวิธีการใหม่ๆ บ้างก็เปลี่ยนไปเป็นการถามเพื่อนฝูง บ้างก็ดูมูดของตลาด บ้างก็ไปดูว่ามีเหตุการณ์อะไรที่จะมากระทบต่อหุ้นในทางบวก บ้างก็ไปดูดัชนีของตลาดนิวยอร์ก บ้างก็ไปดูสภาวะเศรษฐกิจโลก บ้างก็ไปคิดเอาเองว่าราคาเท่าใหร่ถึงจะเรียกว่าต่ำมากแล้ว....ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วก็เป็นการเดาสุ่มทั้งนั้น โอกาสผิดกับถูกมันเท่าๆกัน แต่ซื้อขายแต่ละทีเราต้องเสียค่าธรรมเนียม ผลสุดท้ายก็ขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่

ครับ, จริงๆแล้วมันมีทางออกอยู่ 3 ทาง คือ

1. เลิกเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรในราคาหุ้น แล้วหันไปเล่นระยะยาวโดยหวังด้านเงินปันผล นี่เป็นแนวที่ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต. เขาชอบ การเล่นหุ้นแบบหวังด้านเงินปันผลนี้วันหลังจะเอามาคุยกัน

2. เลิกมองหาจุดต่ำสุด แต่ไปมองหาจังหวะที่"หุ้นกำลังตีขึ้นอย่างชัดเจน" ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง

3. ขุดลึกลงไปในข้อมูลย้อนหลัง เพื่อหาแพทเทินที่จะบอกให้เราทราบว่าจุดใหนเป็นจุดหลอก และจุดใหนเป็นจุดจริง เรื่องนี้ก็จะขอเก็บไว้ไปคุยกันในวันหลัง

โอเค, เรามาดูวิธีหาจังหวะที่"หุ้นกำลังตีขึ้นอย่างชัดเจน"กัน ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดก่อนก็เพราะวันนี้ เวลานี้ มันกำลังอยู่ในจังหวะที่หุ้นกำลังขึ้นอย่างชัดเจน ถ้าท่านเชื่อในหลักการอันนี้ ท่านก็สามารถลงทุนได้เลย คือซื้อวันนี้ แล้วไปขายประมาณ 20 วันข้างหน้า ซึ่งผมคาดว่าจะมีกำไรประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะของตลาดในตอนนี้เป็นอย่างไร?

ลักษณะในตอนนี้ก็คือ "ดัชนีหุ้นมันขึ้นมาได้เกิน 10 เปอร์เซ็นต์แล้ว และมันขึ้นมาเป็นเวลาประมาณ 1-2 เดือนแล้ว และวอลุ่มมันสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2 เท่า"

ครับ, นั่นคือสถานะของ"การขึ้นมาอย่างชัดเจนแล้ว" และมันจะอยู่กับเราอีกประมาณ 1 เดือน เราจึงซื้อได้ด้วยความมั่นใจ แต่ก็ควรขายก่อนที่มันจะเริ่มใหลลง

เรื่องนี้มันมีเหตุผลที่พอจะอธิบายกันได้ดังนี้

ราคาหุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นลูกคลื่นหลายความยาว ความยาวอันหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ "คลื่นประจำปี" นี่หมายความว่า ในแต่ละปีจะมีการขึ้นใหญ่ประมาณ 1 ครั้ง เวลาหุ้นขึ้นประจำปีนั้นมันจะขึ้นลงเป็นขยักๆเหมือนฟันเลื่อย มันไม่ได้วิ่งขึ้นตลอดทาง แต่ละขยักจะทำให้ฐานของมันสูงขึ้นกว่าเดิม มันจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนนับจากจุดต่ำสุดไปจนถึงจุดสูงสุด ความแตกต่างระหว่างจุดต่ำสุด กับจุดสูงสูด จะเป็นประมาณ 30-200 เปอร์เซนต์ เลยจุดสูงสุดไปแล้วมันก็จะเป็นขยักๆ แต่มีแนวใหลลง มันจะลงไปประมาณ 8-9 เดือนจึงจะถึงจุดต่ำสุดอันถัดไป

นอกจากจะเห็นภาพเป็นการขึ้นเป็นขยักๆแล้ว ในช่วงเวลา"การขึ้นประจำปี"นี้วอลุ่มจะสูงขึ้นประมาณ 2-3 เท่าด้วย มันจึงทำให้เราสังเกตุได้ไม่ยาก

ครับ, ที่กล่าวมาข้างบนนี้เป็นผลของการดูข้อมูลย้อนหลังไปประมาณ 11 ปี และดูหุ้นประมาณ 100 ตัว มันเป็นอย่างที่ว่ามานี้กว่า 80 เปอร์เซนต์ของหุ้นเหล่านั้น มันจึงเชื่อถือได้กว่า 80 เปอร์เซนต์ สิ่งที่ไม่เป็นไปตามนี้มีไม่กี่ครั้ง มันผิดไปได้เช่น ระยะเวลาของการขึ้นและลงอาจสั้นหรือยาวขึ้นได้ ขนาดและความสูงของลูกคลื่นอาจแตกต่างกันไปบ้าง ฯลฯ แต่เมื่อดูโดยรวมแล้วเราจะมองเห็น"การขึ้นประจำปี"ได้ชัดเจน และรู้ก่อนที่มันจะขึ้นถึงจุดสูงสุด

อย่างตอนนี้ผมยืนยันได้ว่าหุ้นมันขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว และยังมีเวลาเหลือที่จะเล่นได้ประมาณ 1 เดือน

............................

11 มค.45...เมื่อใหร่จะถึงเวลาขาย?

คนส่วนใหญ่จะบอกว่า ...ขายเมื่อถึงจุดสูงสุด
แต่คนที่มักน้อยหน่อยก็จะบอกว่า...ขายเมื่อมีกำไรเป็นที่พอใจแล้ว
ส่วนนักเล่นหุ้นชนิดวันต่อวันก็จะบอกว่า...ขายเมื่อคนอื่นเริ่มขาย

ครับ, ทั้งหมดนี้เป็นหลักการที่ดี แต่มันทำได้ยาก

เรามาดูเหตุผลกัน

ดูคนกลุ่มแรกก่อน จุดสูงสุดคือจุดที่ทิศทางของราคามันเปลี่ยนจาก"ไต่ขึ้น" มาเป็น"ใหลลง" ...แต่ในขณะที่หุ้นเป็นขาขึ้นนั้นมันมีการตกลงมาเป็นครั้งคราว คนส่วนใหญ่จะขายออกไปเสียก่อน สมมติเป็นตัวเลขให้ดูก็ได้ เช่นซื้อมาในราคา 10.00 บาท พอขึ้นไปได้ 5-6 วัน ซึ่งทำให้ราคาขึ้นไปที่ 10.60 บาท มันก็ตกลงมาแล้ว หุ้นที่ขึ้นติดต่อกันถึงวันที่ 7 นั้นเป็นไปได้น้อยมาก สมมติว่ามันตกลงมาที่ 10.40 บาท ท่านก็ขายออกไปแล้ว ท่านอาจขายได้ที่ 10.30 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าธรรมเนียมแล้วกำไรแค่ 2.5 เปอร์เซนต์

กำไร 2.5 เปอร์เซนต์ไม่ดีหรือ?

ดีครับ แต่มันจะไม่เพียงพอสำหรับไปหักกลบลบหนี้กับตอนที่ขาดทุน

แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ขายไปได้ 3-4 วันมันก็กลับวิ่งขึ้นใหม่ แต่กว่าจะรู้ว่ามันตีกลับขึ้นไปแน่ๆก็เมื่อราคามันสูงกว่า 10.30 บาทที่ท่านขายไป ถึงตอนนั้นก็เริ่มเสียใจ และมักจะเข้าไปซื้อใหม่ที่ราคาประมาณ 10.50 บาท ที่จุดนี้ ถ้าท่านคำนวณจำนวนหุ้นที่ได้รับก็จะพบว่า มันน้อยกว่าตอนที่ขายออกไป นั่นแสดงว่าท่าน"ขาดทุน"ไปแล้ว เรื่องอย่างนี้ไม่ค่อยมีใครคำนวณดูกันเลย เรามักจะคิดแต่ตัวเงิน

ลองคิดต่อไปอีก เราจะพบว่า อีก 2-3 วันหุ้นมันก็พลิกผันและตกลงมาอีก แล้วท่านก็ต้องขาย แต่มักจะขายขาดทุน เพราะมันมักจะขึ้นไปที่ 10.60 บาท แล้วก็ใหลลงมาขายที่ 10.30 หรือ 10.40 บาทต่อหุ้น ......ฯลฯ

ครับ, นั่นคือสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกันคนกลุ่มแรกนี้

ทีนี้เรามาดูคนกลุ่มที่สองดูบ้าง บางคนตั้งเป้าเอาไว้ต่ำหน่อย เช่น "ถ้ากำไรเกิน 10 เปอร์เซนต์ก็จะขายละ" แบบนี้ก็จะมีโอกาสเป็นไปได้ปีละ 2 หรือ 3 ครั้ง เรื่องนี้ท่านจะเห็นได้โดยการดูข้อมูลย้อนหลังไปสัก 10-20 ปี แต่มันจะเกิดกรณีย์ที่มันขึ้นไม่ถึงเป้า แล้วก็ต้องขายขาดทุนนับ 10 ครั้ง ซึ่งรวมแล้วเป็นผลติดลบ สำหรับคนที่ใจไม่ถึง เวลาขาดทุนแล้วไม่กล้าขายก็จะ"ติดอยู่บนยอดดอย" แล้วไปขายที่จุดขาดทุน 40-50 เปอร์เซนต์

สำหรับคนที่ตั้งเป้าไว้สูง เช่นจะขายก็เมื่อมีกำไร 20-30 เปอร์เซนต์นั้น ส่วนใหญ่จะต้องถือข้ามปี และถ้าเป็นขาลงของเศรษฐกิจก็อาจไม่ถึงเป้าสักที เพราะทุกปีมันขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ครับ, นั่นคือ "ภาพ"ที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป

แต่นั่นเป็นกรณีย์ที่เราซื้อถูกจังหวะเท่านั้น สิ่งที่พวกเราไม่ได้คิดไว้ก็คือ โอกาสที่เราจะซื้อผิดจังหวะมีถึง 66.66 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพราะ ถ้าเรากลับไปดูกราฟของการขึ้นลงของราคาหุ้นย้อนไปสักสิบปี เราจะพบว่า เวลาหุ้นขึ้นนั้นจะขึ้นเร็ว เวลาหุ้นลงนั้นจะใช้เวลายาวกว่า มันยาวกว่ากันประมาณ 2 เท่า

ครับ, ตรงนี้ทำให้เราต้องเจอกับ"ภาพ"อีกแบบหนึ่ง คือซื้อมาแล้วหุ้นมันใหลลง แล้วก็ต้องขายขาดทุน

แล้วเราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไร?

ต้องรู้จักนับคลื่นการขึ้นลง และ "ขายเมื่อมันผ่านจุดต่ำสุดมาได้ประมาณ 1/3 ของความยาวคลื่น" ครับ คือถ้าท่านเล่นตามคลื่นรายปี ท่านก็ต้องขายที่ประมาณ 4 เดือนนับจากวันที่มันลงไปต่ำสุด อย่างปีนี้ จุดต่ำสุดมันอยู่ปลายเดือน กย.44 จุดขายของปีนี้ก็จะอยู่สิ้นเดือน มค.45นี้ หรือกลางเดือน กพ.45

..........................

21 มค.45...เจริญด้วยการลดละเถอะครับ

วันนี้เห็นข่าวเรื่อง ธปท. กำลังขออนุมัติให้บริษัททั่วไปทำธุระกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา แล้วทำให้อยากพูดถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ คือ ในขณะที่โลกเขาหันไปใช้แนวคิด "ลดการควบคุมและลดกฏเกณท์" หรือที่เขาเรียกกันเป็นภาษาฝรั่งว่า "Deregulation" แต่ผู้บริหารทางด้านตลาดหลักทรัพย์นั้นกลับทำในทางตรงกันข้าม แล้วการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มันจะไปรอดได้อย่างไร ? เรื่องนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูท่านผู้อ่านนัก ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเวลาอธิบายสักหน่อย

ทำไม ธปท.จึงจะให้บริษัททั่วไปทำธุระกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา?

เป็นเพราะเขาเห็นว่าผู้ให้บริการชนิดนี้มีน้อยเกินไป ประชาชนหาจุดบริการไม่เจอ และบางรายไม่ต้องการให้ทางราชการทราบว่าแลกเงินไปทำไม จึงไปติดต่อกับบริษัทที่ไม่มีใบอนุญาต และเกิดการฟอกเงินและเล่นเก็งกำไรเงินตราขึ้น บริษัทที่เปิดอย่างผิดกฏหมายนี้เขาไม่ใด้หวังจะเอากำไรจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา เขาเปิดขึ้นมาเพื่อต้มตุ๋น ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ต้องเอาตำรวจไปไล่จับกับบ่อยๆ การหาตัวเลขด้านการใหลเข้าและใหลออกมันผิดไปหมด..

.ดังนั้นจึงต้องแก้ด้วยการเปิดเสรีไปเลย

เมื่อเงินมันผ่านผู้ค้าเหล่านี้ สถิติและตัวเลขก็จะครบถ้วน ค่าบริการก็จะต่ำลง แล้วบริษัทที่ผิดกฏหมายก็จะอยู่ไม่ได้

ครับ, นั่นคือ "Deregulation" ซึ่งโลกนี้เขาใช้กันแล้วได้ผล มันมีตัวอย่างที่พิสูจน์กันได้

แต่เราลองหันมาดูผู้บริหารที่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ของไทยกันบ้าง พวกเขาออกกฏและระเบียบขึ้นมาบีบรัดคนในตลาดเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกครั้งก็อ้างว่า"เพื่อประโยชน์ของตลาดและประชาชน" แต่ยิ่งทำยิ่งเสียหาย ระเบียบอันหนึ่งที่คล้ายกับเรื่องของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็คือ การบังคับว่า "ผู้ที่จะให้คำแนะนำทางด้านการซื้อขายหุ้นได้นั้นต้องได้รับอนุญาต" หรือคือจะต้องไปสอบผ่านหลักสูตร์ที่พวกเขาตั้งขึ้น

ครับ, กฏข้อนี้ทำให้เกิดปัญหาอย่างใหญ่หลวง ทั้งนี้เพราะออกกฏมาแล้วกว่า 3 ปี มีคนสอบผ่านไม่ถึง 200 คน แต่เรามีคนลงทุนในหุ้นอยู่มากกว่า 200,000 คน และมีคนที่มีศักยภาพที่จะเอาเงินมาลงทุนอีกกว่า 5 ล้านคน แล้วคนเหล่านี้จะหันไปปรึกษาใคร? อัตราส่วนระหว่างหมอต่อประชาชนยังสูงกว่านี้ และประชาชนก็ไปพบหมอน้อยกว่านักลงทุนไปพบที่ปรึกษาการลงทุน ทั้งนี้เพราะการลงทุนมันเป็นเรื่องที่ต้องทำเกือบทุกวัน

แล้วผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับตลาดเขาแก้กันอย่างไร?

เขาไปเปิดดูอินเทอร์เน็ต แล้วก็กล่าวหาว่า คนที่ทำเว็บไซท์ที่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นว่าเป็นผู้ทำผิดกฏหมายไปหมด นี่มันเป็นแนวทางที่ตรงกันข้ามกับ "Deregulation" โดยสิ้นเชิง

อนึ่ง, สิ่งที่ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างข้างบนนี้นั้น เข้าลักษณะของการประกาศให้อาชีพ"ให้คำแนะนำในการลงทุน" เป็นอาชีพที่ถูกควบคุมโดยกฏหมาย มันเป็นเรื่องชนิดเดียวกันกับการควบคุมอาชีพวิศวกร อาชีพผู้ตรวจสอบบัญชี อาชีพสถาปนิก อาชีพแพทย์ อาชีพช่างตัดผม ... ข้ออ้างของการควบคุมอาชีพเหล่านี้คือ คนที่ไม่ได้เรียนมาโดยตรงอาจทำงานผิดพลาดแล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อคนหมู่มากได้สูง แต่ผมอยากจะถามว่า "อาชีพให้คำแนะนำในการลงทุน"นี่มันต้องมีความรู้พิเศษอะไรมากมายนัก? และมันจะเสียหายต่อคนหมู่มากได้อย่างไร?

อีกคำถามหนึ่ง คือ ในการออกกฏหมายควบคุมวิชาชีพนั้นเขาต้องคำนึงถึงจำนวนผู้ที่จะมาขึ้นทะเบียน เขาต้องมีบทเฉพาะกาล คือ ในตอนเริ่มต้นนั้นต้องเปิดให้คนที่เข้าข่ายที่จะขึ้นทะเบียนได้มาขอขึ้นทะเบียน ทั้งนี้เพื่อให้มีคนให้บริการได้พอสมควรในระยะต้น และในระยะยาวนั้นเขาต้องมีวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิตผู้มีอาชีพเหล่านั้น คนที่จบจากสถาบันที่เป็นที่ยอมรับแล้วก็สามารถขอใบอนุญาตประกอบอาชีพนั้นได้เลยโดยไม่ต้องมาสอบที่ผู้รักษากฏหมายนั้นๆอีก ผมไม่รู้ว่าทำไมเรื่องพวกนี้มันจึงถูกละเลยมาได้

มันมีคำตอบได้ทางเดียวครับ คือ ผู้บริหารเหล่านี้ยังนิยม "การควบคุมและกิดกัน" ซึ่งเป็นความคิดที่สวนทางกับโลกในยุคปัจจุบัน

..........................

2 กพ.45...ตัวอย่างการสร้างฐานอำนาจ

เมื่อสามวันก่อน กลต.ออกมาแถลงว่า หลักสูตร์"ความรู้เรื่องตราสารหนี้และตราสารทุน"ได้พัฒนาเสร็จแล้ว มันเป็นแบบ อี-เลินนิ่ง หรือคือ เรียนผ่านอินเทอร์เน็ต หลักสูตร์นี้ใช้เวลาเรียนแค่ไม่กี่วันก็จบ ผู้เรียนสามารถเรียนตามความสะดวกของตน แต่ต้องสอบให้ผ่านในเวลาที่กำหนด สอบผ่านแล้วก็จะได้ใบอนุญาตให้ประกอบธุระกิจให้คำปรึกษาในการลงทุนประเภทนี้ หลักสูตร์นี้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลแคนาดาเป็นเงินประมาณ 7.5 ล้านบาท กลต.ขอเรียกเก็บเงินค่าสอนแค่หลักสูตร์ละ 2000 บาท

ครับ, อ่านแล้วหลายๆท่านก็คงจะชื่นชม มันแสดงถึงความก้าวหน้า แสดงถึงความห่วงใยต่อผู้ลงทุน แสดงถึงความสามารถในการไปหาทุนมาสนับสนุน และความสามารถในการพัฒนาระบบ

แต่ผมอ่านแล้วมีความเห็นที่ตรงกันข้ามหมดทุกด้าน นี่ไม่ใช่เพราะมีอคติ แต่เป็นเพราะผมคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ และผมเป็นคนที่ชอบคิดอย่างละเอียด

ผมคิดอย่างไร? ผมขอเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ข่าวนี้แสดงว่า วิชาความรู้เรื่อง "ตราสารหนี้และตราสารทุน" เป็นเรื่องง่ายๆ เรียนกันทางอินเทอร์เน็ตไม่กี่วันก็เข้าใจได้ แล้วทำไมจึงมาออกกฏหมายว่า "วิชาชีพให้คำปรึกษาในการลงทุนในด้านตราสารหนี้และตราสารทุน"จึงต้องเป็นวิชาชีพควบคุม? วิชาชีพที่ต้องควบคุมที่เรามีอยู่ เช่น แพทย์ วิศวกร นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี นั้นเขาต้องเรียนกัน 4 ถึง 6 ปี คนธรรมดาจะเรียนในปีสองปีไม่ได้ และความเสียหายจากคนไม่รู้นั้นมันสูงมาก เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า มันต้องมีเหตุผลอย่างอี่นอยู่เบื้องหลัง เรื่องนี้เดี๋ยวผมจะสรุปให้ฟัง

2. ในเมื่อความรู้พวกนี้เป็นเรื่องง่ายๆ และผู้ใช้ที่แท้จริงคือ "ผู้ลงทุน" ทำไมไม่เปิดให้คนทั่วไปมาเรียนรู้? ทำไมต้องมี"ที่ปรึกษาในการลงทุน"มาเป็นตัวคั่นกลาง? ทำไมต้องมีการสอบและขึ้นทะเบียน? ผมเห็นว่า การมี"ที่ปรึกษาการลงทุน"นั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะเมื่อนักลงทุนมาปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาก็จะต้องอธิบายความรู้ต่างๆที่กล่าวมาข้างบนซ้ำอีกอย่างครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วนผู้ลงทุนก็เลือกไม่ได้ หรือจะให้นักลงทุนเชื่อตามคำแนะนำที่ปรึกษาแบบไม่ต้องมีเหตุผล? ท่านต้องการให้คนไทยทำตัวเป็นเช่นนั้นใช่ไหม?

3. ค่าเล่าเรียนตามหลักสูตร์อันนี้มันไม่ควรจะเป็นหลักสูตร์ละ 2000 บาท ทั้งนี้เพราะค่าพัฒนามันได้มาฟรีๆ ค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้มันแค่เปิดเว็บไซท์ขึ้นมาเท่านั้น เงินจำนวนนี้ประมาณได้ดังนี้ ถ้าเรามีนักลงทุน 3 ล้านคน คนที่จะให้คำปรึกษาก็คงจะต้องมีประมาณ 3,000 คน หรือคือในอัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 1,000 แต่เราไม่ต้องเปิดครั้งเดียวให้ครบทั้ง 3,000 ที่ปรึกษา เราคงจะเปิดสัก 10 ครั้งๆละ 300 คน แต่ละวันก็คงจะเข้ามาดาวน์โหลดบทเรียนสัก 100 คน เว็บไซท์ขนาดนี้มันใช้เซิฟเวอร์ขนาดตัวละ 150,000 บาทเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆก็คงจะประมาณเดือนละ 10,000 บาท การฝึกอบรม 3,000 ที่ปรึกษานี้คงจะเสร็จสิ้นในเวลา 36 เดือน มันจึงรวมเป็นค่าใช้จ่าย 150,000+10,000*36=510,000 บาท หารเฉลี่ยออกมาก็หัวละ 170 บาทเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายอันนี้ยังไม่รวมค่าดูแลทะเบียน"ที่ปรึกษา" เจ้าค่าดูแลทะเบียนนี่แหละที่ทำให้มันต้องคิดเงินในราคาหัวละ 2,000 บาท มันคือค่าธรรมเนียมในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรที่ชื่อว่า "กลต."

4. ถ้าทำตามที่ผมแนะนำ คือ เลิกการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษา แล้วให้ความรู้เรื่องการลงทุนแก่ประชาชน เงินลงทุนในการเผยแพร่ความรู้ก็จะต้องเพิ่มขึ้น จำนวนคนที่เข้ามาเรียนนั้นจะมากขึ้น แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะยิ่งเรียนกันมาก ต้นทุนต่อหัวมันก็จะลดลง หลักสูตร์นี้จึงไม่น่าจะเกินหัวละ 170 บาทอย่างแน่นอน และคนของ กลต.ก็ไม่ต้องเหนื่อยกับการทำทะเบียน

5. การไปเอาเงินช่วยเหลือจากแคนาดามานั้น ผมไม่คิดว่าเป็นทางออกที่ดี ผมเห็นผลของการช่วยเหลือแบบนี้มามากแล้ว คิดแบบซื่อๆคือ เราถูกใช้เป็นหนูตะเภา การเรียนแบบ อี-เลินนิ่งนี้จะได้ผลแค่ใหนเราไม่รู้ ปัญหาอาจมาจากเนื้อหาในหลักสูตร ปัญหาอาจมาจากเครือข่าย ปัญหาอาจมาจากการขาดเครื่อง ... ความรู้เหล่านี้มีราคาสูงกว่าเงิน 7.5 ล้านบาทแน่นอน พวกเขาจะได้รายงานผลไปหมด อนึ่งสิ่งที่เราต้องร่วมจ่ายในเรื่องนี้มันมากกว่าหลายร้อยเท่า เช่นค่าใช้จ่ายของผู้เรียน(3000 คนๆละ 2000 บาท+ค่าใช้อินเทอร์เน็ต) ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อการเรียนไม่ได้ผล(ผู้ลงทุน 3 ล้านคน ขาดทุนคนละ 300,000 บาท) การสูญเสียโอกาสที่จะทำให้คนไทยรู้จักลงทุนด้วยตนเอง(เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท ลงในกิจการที่ไม่ควรลงทุน)....แต่ถ้าคิดแบบคนขี้ระแวง(ซึ่งก็ถูกเกือบทุกครั้ง)ก็จะพบว่า หลังจากเปิดสอนไปไม่นาน รายชื่อนักเรียน ผลการเรียน บ้านที่อยู่อาศัย บริษัทที่เข้าทำงาน...ฯลฯ ก็จะอยู่ในมือของผู้ให้ทุนจนหมด คนดีมีฝีมือก็จะถูกชักจูงใจให้ย้ายไปทำงานกับบริษัทฝรั่ง เวลาเขาต้องการล้างสมองคนไทยเขาก็ทำผ่าน"ที่ปรึกษาการลงทุน"เหล่านี้ได้อย่างสบายและครบถ้วน เขาบอกให้หันซ้าย เราก็หันซ้าย เขาบอกให้เทขาย เราก็สั่งลูกค้าให้เทขาย เขาบอกให้ซื้อของเน่าจากมือคนต่างชาติ เราก็ซื้อเอาไว้...ฯลฯ

ครับ, เรื่องนี้ผมอยากจะให้ท่านดูในประวัติศาสตร์ โรมันนั้นได้รับความร่ำรวยทางการค้าจากกรีก คนกรีกรู้จักสอนประชาชนให้คิด คิดได้ดีแล้วก็ทำการค้าจนร่ำรวย คนโรมันนั้นเข้ามาสวมต่อ พวกนี้เข้ามาตั้งชนชั้นขึ้นมาเพิ่ม โดยแยกเป็นชนชั้นปกครอง ชนชั้นทหาร ชนชั้นพ่อค้า และชนชั้นผู้รับใช้ ชนชั้นปกครองต้องอาศัยชนชั้นทหารเพื่อคุมอำนาจ คนสองชนชั้นนี้ให้ผลประโยชน์โดยการขยายอาณาเขต ทำให้การค้ากว้างขวางขึ้น แต่พ่อค้าได้มาก็ถูกรีดไถไปสร้างความสบายของชนชั้นปกครองและทหาร พ่อค้าที่มีความคิดนั้นบ่นและไม่เห็นด้วย แต่ก็ถูกกำจัดจนหมด เขาปิดกั้นไม่ให้ชนชั้นพ่อค้าเรียนรู้ เขาให้เดินตามพวกทหาร ในที่สุดประชาชนก็อ่อนแอ ความรู้หดหาย จะทำอะไรก็ขาดทุน และจักรวรรดิ์โรมันก็ล่มสลาย

ข้อแตกต่างอาจมีอยู่นิดหน่อย คือ คนไทยนั้นไม่ได้ร่ำรวยจากความรู้ความสามารถเท่าใดนัก ทำได้แค่เก็บหอมรอมริบจนพอมีกินมีใช้ เมื่อคิดจะลงทุนในตลาดก็เอามาลงเล่น แล้วก็กลายเป็นแมงเม่า ความสับสนวุ่นวายในตลาดทำให้เกิดชนชั้นปกครองขึ้น(คือตั้ง กลต.ขึ้นมา) แต่ชนชั้นปกครองนั้นคุมนักลงทุนไม่ได้ เขาก็เลยต้องสร้าง "ที่ปรึกษาการลงทุน"ขึ้นมา นี่คือชนชั้นทหาร มีไว้เพื่อควบคุมประชาชนให้อยู่ในโอวาท คนเหล่านี้ได้ขึ้นทะเบียน ได้อำนาจจากผู้บริหาร แต่ก็ต้องเชื่อฟังผู้บริหารอย่างเคร่งครัด เมื่อพ่อค้าอย่างผมและอย่างท่านบ่น หรือแสดงความไม่พอใจ เขาก็เอากฏหมายมาบังคับ เมื่อพวกเราต้องการเรียนรู้ เขาก็กีดกัน เขาเปิดสอนแต่ในหมู่พวกเขา ผลที่จะตามมาในอนาคตจึงไม่แตกต่างกัน

ครับ, อาณาจักร์โรมันล่มสลายใน 900 ปี แต่อาณาจักร์การลงทุนของไทยอาจล่มสลายใน 15 ปีเท่านั้น ทั้งนี้เพราะโลกมันเดินเร็วกว่ากัน เราลองมามองย้อนหลังดู เราตั้ง กลต.ขึ้นมาเมื่อ 10 ปีก่อน ช่วงนั้นตลาดการลงทุนบูมมาก แต่ก็ปล่อยให้กองทุนต่างชาติโกยไปปีละหลายหมื่นล้าน ตั้งกลต.ได้ 2-3 ปีก็ถึงตอนที่เศรษฐกิจถดถอย แต่ต่างชาติก็ยังโกยเงินไปเช่นเดิม มาถึงตอนนี้ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ฝรั่งต่างชาติก็ยังโกยเงินออกไปได้อีก .... มันเพราะอะไรกัน? คำตอบก็คือ เราปิดกั้นการเรียนรู้ของประชาชน เราสร้างชนชั้นขึ้นมาเพื่อปกครองและยึดอำนาจ เราปิดหูปิดตาประชาชน เงินลงทุนของคนไทยเราหดหายไปทุกวัน อีกไม่เกิน 5 ปีเงินทุนจากประชาชนคนไทยก็หมด

ครับ, ถ้าการสร้างชนชั้นและฐานอำนาจนี้ยังอยู่ต่อไป อีก 5 ปีเราก็ล่มสลาย

.....................

4 กพ.45...ขอพูดเรื่องหลักสูตร์ กลต. อีกสักนิด

ในบทวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ผมวิเคราะห์ไปตามแนวของ กลต. คือท่านอยากทำแบบ ออนไลน์-อี-เลินนิ่ง ผมก็วิเคราะห์ไปตามนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผมเห็นว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอย่างผิดๆ ผมจะวิเคราะห์ต่อให้ฟัง

เมื่อวานนี้ผมบอกว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวมันเป็นประมาณ 170 บาท แต่นั่นมันเป็นทางด้าน กลต. เท่านั้น คนที่เข้ามาเรียนยังจะต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ตอีก เวลาเราวิเคราะห์ความเหมาะสมของการออกแบบระบบนั้น เราต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายของทุกคน

ค่าใช้อินเทอร์เน็ตนี้ประมาณได้ดังนี้ ถ้าผู้เรียนใช้วิธีเชื่อมโยงเข้ามาแล้วก็เรียนไปแบบโต้ตอบไปตามขั้นตอน( interactive ) เขาจะต้องใช้เวลาครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าหลักสูตร์นี้ต้องเรียน 30 ครั้ง มันก็ต้องใช้เวลา 3*30=90 ชั่วโมง ค่าใช้อินเทอร์เน็ตในขณะนี้มันตกประมาณชั่วโมงละ 15 บาท จึงเป็นเงิน 90*15=1350 บาท นอกจากนี้ก็ยังต้องเสียค่าโทรศัพท์อีกประมาณ 1000 บาท รวมแล้วก็ต้องจ่ายอีกหัวละ 2350 บาท

เรื่องนี้ลองมาเทียบกับที่ผมแนะนำ คือ ให้กอปปี้หลักสูตร์นี้ลงแผ่นซีดี แล้วให้ผู้เรียนเอาไปเรียนที่บ้าน แบบหลังนี้เราจะพบว่า มันมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 100 บาทต่อหัว เพราะค่าทำซีดีนั้นตกประมาณ 30 บาท ค่าทำซองและหน้าปกของซองประมาณ 10 บาท ค่าจัดจำหน่าย 20 บาท ค่าเดินทางมาซื้อ 40 บาท ส่วนค่าใช้เครื่องที่บ้านมันก็เท่าๆกับแบบใช้ ออนไลน์ ซึ่งเราไม่ได้คิดทั้งสองด้าน

ครับ, ข้อดีของการทำงานแบบออฟไลน์ที่ผมแนะนำ คือ มันไม่ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ และกลต. ก็ไม่ต้องมีเว็บไซท์

พูดมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าคน กลต. จะต้องแย้งทันทีว่า ระบบ ออนไลน์ที่เขาเสนอมานั้นมันดีกว่า เพราะสามารถเก็บผลการเรียนเอาไว้ในเซิฟเวอร์ และครูผู้สอนสามารถมาตรวจดูผลได้ และถ้าจำเป็น ครูสามารถติดต่อและให้คำแนะนำผ่านทางอีเมล์ได้...ฯลฯ

ครับ, ปัญหาก็คือ ระบบที่พัฒนามานั้นมันทำอย่างนั้นได้หรือเปล่า? และมันต้องใช้ครูกี่คนในการดูแลนักเรียน 300 คนต่อ 1 ห้องเรียน?

ผมทายได้เลยว่าระบบยังไม่สามารถติดตามผลการเรียนได้อย่างแท้จริง ทำไปแล้วมีค่าครูเพิ่มอีกห้องเรียนละ 5-6 แสนบาท แล้วผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างจากการเรียนแบบออฟไลน์ ค่าครูนี้เมื่อกระจายไปสู่ผู้เรียน ก็จะตกประมาณหัวละ 600,000/300=2000 บาท

และที่จะแสบที่สุด คือ การต่อเติมโปรแกรมให้ครูติดตามผลเรียนได้นี้ ต้องจ้างฝรั่งเข้ามาทำ มันต้องเป็นเงินอีกเป็นร้อยๆล้านบาท นี่คือสิ่งที่แอบแฝงมากับการให้ความช่วยเหลื่อจากต่างประเทศ ผมเห็นมาหลายโครงการแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ซอฟท์แวร์ที่ทำงานแบบ ออนไล์-อี-เลินนิ่ง และมีการติดตามผลโดยครูผู้เชี่ยวชาญนี้ ผมก็เชื่อว่าจะไม่ได้ผลในเมืองไทย ทั้งนี้เพราะเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของไทยมันเชื่อถือไม่ได้ เรียนไป 10-20 นาทีมันก็ถูกตัด แล้วก็ต้องต่อเข้ามาใหม่ เจ้าบันทึกการเรียนก็จะไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง ครูจะไม่สามารถประเมินผลการเรียนได้ ความรู้เรื่องนี้ฝรั่งก็กำลังมองหาอยู่

ครับ, ผมสงสารประเทศไทย สงสารคนไทย เราเสียเงินไปกับเรื่อง"ความอยากทันสมัย"มากมาย คนรู้แล้วก็เก็บเงียบ เพราะพูดไปก็อายเขา เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไรก็ติดตามดูกันต่อไป

......................

7 กพ.45...เล่นหุ้นต้องใจรักและศึกษาหนัก

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว รายการของคุณ สุนันท์ ในไอทีวี ได้เชิญเซียนหุ้นท่านหนึ่งมาสนทนา ท่านชื่อ ยรรยง ผมจำนามสกุลท่านไม่ได้ ท่านผู้นี้มีความสามารถในการทำให้เงินลงทุน 100,000 บาท ขยายมาเป็นหุ้นในวงเงินกว่า 3 หลัก โดยหน่วยวัดเป็นหลักล้านบาท โดยใช้เวลาประมาณ 11 ปี หรือคือ ได้กำไรเกิน 1000 เท่า

ครับ, ฟังดูแล้วน่าทึ่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง และคงมีคนชนิดนี้อยู่มากกว่า 100 คนในเมืองไทย ที่ผมเชื่อว่ามีคนชนิดนี้อยู่มากกว่า 100 คนก็เพราะ
1) ผมได้เคยทำโปรแกรมให้มันลองเล่นหุ้น โดยสมมติว่าโปรแกรมรู้ราคาล่วงหน้า 5 วัน มันจึงซื้อได้ถูกมากกว่าผิดหลายเท่า ผมให้มันเล่นกับราคาหุ้นจริงตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2001 แล้วก็พบว่า มันสามารถทำกำไรได้ ประมาณ 1,960,247 ล้านเปอร์เซนต์(ขอย้ำว่าเป็น ล้านของล้าน) โอกาสที่คนจะทำกำไร 1000 เท่าจึงมีแน่นอน
2) มีแหม่มในเมืองนิวยอร์คเคยทำเช่นนี้ได้มาแล้วจนกลายเป็นตำนานสอนนักเล่นหุ้นมากว่า 50 ปีแล้ว
3) เศรษฐีที่ขอขึ้นไปลอยในยานโซยูสของรัสเซียโดยจ่ายเงินกว่า 20 ล้านเหรียญก็ทำได้มาแล้ว
4) 100 คน ๆละ 100 ล้านบาท นั้นมันแค่ 1 เปอร์เซนต์ของตลาดหุ้นไทยเท่านั้น

ครับ, ผมคุยเรื่องคุณภาพของคุณ ยรรยง ไว้มากหน่อย เพราะต้องการย้ำว่า คำพูดของคนระดับนี้เป็นเรื่องควรคิด

คำพูดตอนหนึ่งของท่านนี้ก็คือ "เล่นหุ้นต้องใจรักและศึกษาหนัก"

ครับ, ใครๆก็สามารถอ้างได้ว่าเขาเล่นหุ้นด้วยใจรัก แต่ผมเชื่อว่าคุณ ยรรยง คงจะไม่ได้หมายถึงความรักที่อยากได้เงินแยะๆ เพราะท่านบอกด้วยว่า มันต้องแสดงออกด้วยการศึกษาเรื่องหุ้นอย่างหนัก ท่านบอกว่าท่านรักที่จะศึกษาหาความรู้เรื่องหุ้น เมื่อเข้าใจแล้วก็เอามาปฏิบัติ ถ้าผลปฏิบัติมันกลายเป็นขาดทุนก็ให้ถือว่าเป็นบทเรียน เมื่อรู้แล้วก็สนุก แต่มันจะสนุกยิ่งขึ้นเมื่อผลการปฏิบัติมันให้กำไร ท่านแนะนำว่าคนจะเล่นหุ้นให้มีกำไรได้จริงๆนั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจสูงมาก และต้องศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอ จุดที่ท่านเน้นมากคือ ให้ประเมินความเสี่ยงให้ถูกต้อง กรณีย์ใหนที่มีความเสี่ยงต่ำมากๆจึงจะลงทุน

ครับ, ผมเห็นด้วยทุกประการ และจะขอใช้แนวคิดของคุณ ยรรยง มาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ไทยนั้นทำผิดอย่างมหันต์

ความผิดของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ไทยก็คือ พยายามปิดหูปิดตานักลงทุน เขาไม่ส่งเสริมให้นักลงทุนไทยศึกษาหาความรู้เรื่องหุ้น เขาพยายามสร้างระบบที่บังคับให้นักลงทุนไทยไปปรึกษา "ที่ปรึกษาการลงทุน" ที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้น

ครับ, การลงทุนในหุ้นนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก พวกเราคิดดู ขณะนี้หุ้นไทยทั้งหมดมีราคาประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท มันอยู่ในมือต่างชาติประมาณ 25 เปอร์เซนต์ หรือคือ 300,000 ล้านบาท มันอยู่ในมือกองทุนและบริษัทที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 200,000 ล้านบาท มันอยู่ในมือเศรษฐีประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่เหลือกระจายอยู่ในมือนักลงทุนรายย่อย 200,000 คน พวกเราจึงลงกันไปโดยเฉลี่ยรายละ 1.5 ล้านบาท นี่มันเป็นเงินมิใช่น้อยเลย การที่จะเอาเงินขนาดนี้มาลงเสี่ยงนั้นมันต้องศึกษาหาความรู้ เราจะหวังพึ่ง "ที่ปรึกษาการลงทุน" ไม่ได

อนึ่ง, เมื่อมองในทางกลับกัน คือมองจากสายตาของ "ที่ปรึกษาการลงทุน" ท่านคิดหรือว่าเขาจะสนใจเรา? วันนี้ลองกำเช็ค 1.5 ล้านบาทไปปรึกษาที่ปรึกษาดู เขาคำนวณได้ง่ายๆ คือเงิน 1.5 ล้านบาท เล่นหุ้นกำไรอย่างมากก็ 150,000 บาท ส่วนแบ่งของเขาก็แค่ 15,000 บาท เขาไม่มาเสียเวลาหรอก เขารอเศรษฐี 100 ล้านไม่ดีกว่าหรือ

ครับ, โดยสรุปแล้ว ระบบ"ขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาการลงทุน" คือตัวที่ทำให้คนไทยขาดทุนย่อยยับมาโดยตลอด โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง พวกที่อยากจะลงทุนในระดับ 10,000-100,000 บาท ผลประโยชน์ตอบแทนนั้นมันน้อยเกินไปที่จะหาคนมาให้คำปรึกษา และมันน้อยเกินไปที่จะซื้อความรู้จากตำราหรือคนอื่น แค่ค่าใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเดียวก็มากกว่าผลตอบแทนจากหุ้น

ครับ, ผมเห็นด้วยกับคุณ ยรรยง และอยากให้พวกเราที่คิดจะเล่นหุ้นจงจำเอาไว้ว่า "ถ้าคิดจะเล่นหุ้น ต้องมีใจรัก และต้องศึกษาอย่างหนัก" อย่าเดินหลงไปตามทางที่ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์เขาวางไว้

......................

26 กพ.45...คนไทยไม่รู้จักใช้ข้อมูล

ผมอยู่กับงานไอทีมา 40 ปี ผมถูกสั่งให้ทำระบบ MIS หรือที่คนไทยเรียกว่า "ระบบข้อมูลเพื่อการบริหาร" มามาก ที่มากก็เพราะผมย้ายงานไปถึง 7 แห่ง นอกจากนี้แล้วก็ยังได้รับเชิญให้ไปสอนเรื่อง MIS นี่หลายแห่ง สอนจนจำได้ขึ้นใจแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไรบ้าง แล้วมันก็เกิดสรุปขึ้นในใจว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ "คนไทยไม่รู้จักใช้ข้อมูล" ถ้าเราแก้ปัญหานี้ได้เมื่อใหร่ เรื่องก็คงจะจบได้

ทำไมผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ ? ผมมีเหตุผลอย่างไรจึงสรุปไปแบบนั้น ?

เรามาดูตัวอย่างกันก่อน กองทุนแคลเปอร์ประกาศจะถอนเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลของมันคือ หุ้นไทยตกไปยี่สิบกว่าจุด หรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้ประมาณ 6 เปอร์เซนต์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นที่หายไปประมาณ 1.4*0.06=0.084 ล้านล้านบาท แล้วก็มีคนเอามาพูดกันเต็มหน้าจอทีวี เต็มหน้าหนังสือพิมพ์ พูดกันห้าวันห้าคืน ผมติดตามดูทุกวัน แต่ผมไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจากใครเลยสักคน ข้อมูลที่ผมต้องการ คือ "กองทุนดังกล่าวนี้ลงทุนในเมืองไทยเท่าใด" ข้อมูลชิ้นนี้มันควรจะเอามาพูดตั้งแต่วันแรกที่กองทุนนี้สร้างข่าวขึ้นมา และทุกคนควรจะต้องรู้ เพราะถ้ามันมากเราก็จะต้องดูผลกระทบ ถ้ามันน้อยเราก็เลิกบ้ากันได้เลย

ครับ, เรื่องข้างบนนี้แสดงให้เห็นว่า ทั้งผู้บริหารบ้านเมือง นักข่าว นักวิชาการ และประชาชน ต่างไม่รู้ว่าข้อมูลชิ้นนี้สำคัญ ต่างไม่สนใจที่จะถามหา...ฯลฯ

ครับ, เนื่องจากผมไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ผมก็ต้องประมาณดู กองทุนนี่อย่างมากก็มีสมาชิกแค่ไม่เกิน 500,000 คน เพราะมันแค่ข้าราชการในรัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น เงินที่พวกนี้สะสมไว้ก็คงเฉลี่ยไม่เกินคนละ 10,000,000 บาท คูณออกมาก็แค่ 5 ล้านล้านบาท แล้วก็เอามาลงทุนในตลาดไทยไม่เกิน 0.2 เปอร์เซนต์ หรือคือ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเทียบกับหุ้นทั้งหมดแล้วก็แค่ 100*10,000/1,400,000=0.7 เปอร์เซนต์เท่านั้น ถ้าตัวเลขเป็นอย่างนี้ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปตื่นกลัว แต่เป็นเพราะเราไม่สนใจกับตัวเลข เราก็เลยตกหลุมเขา กลต.และตลาดหลักทรัพย์ปล่อยให้พูดกันโดยไม่มีข้อมูลจนตลาดสูญค่าไปถึง 84,000 ล้านบาท ซึ่งมันใหญ่กว่าเงินที่ว่าจะถอนออกไปถึง 8.4 เท่า

ครับ, ผมไม่โทษผู้บริหารของ กลต.หรือของตลาดหลักทรัพย์ในเรื่องนี้ เพราะความผิดมันอยู่ที่คนไทยไม่รู้จักใช้ข้อมูลกันเอง

แต่ผมกลับรู้สึกประหลาดใจที่ผู้บริหารของสองหน่วยงานนี้กลับไปนั่งกลัวเรื่อง"กองทุนอื่นจะเอาอย่าง" แล้วก็ต้องไปขอทราบหลักการ"การประเมินความโปร่งใส...ฯลฯ"จากเขา พร้อมทั้งเตรียมออกกฏระเบียบมาครอบไส่หัวคนไทยทั้งชาติเข้าไปอีก เรื่องนี้ผมทายได้เลยว่า ในไม่ช้าเขาก็จะตั้งเงื่อนใขคล้ายๆกันการขายแบงก์ที่ล้มเมื่อครั้งที่แล้ว คือ "พวกผมจะยังลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ได้ ถ้ารัฐบาลไทยการันตีผลการลงทุน...คือ ถ้าขาดทุนรัฐบาลไทยต้องจ่ายเงินชดเชยให้"

ผมไม่รู้ว่าทำไมเราจึงกลัวการถอยทุนออกไปกันมาก ?
และผมไม่รู้ว่าทำไมกองทุนต้องออกข่าวเสียก่อนทำการถอยทุนออกไปจริง ?
มันมีอะไรในกอไผ่กอนี้หรือเปล่า?

......................

10 มีค.45...ซื้อหุ้นขายหุ้นต้องดูที่เวลา ไม่ใช่ที่ราคา

ทุกคนรู้ว่าราคาหุ้นนั้น มีขึ้นแล้วก็มีลง คนส่วนใหญ่จึงคิดว่า "ต้องซื้อเมื่อราคามันต่ำ แล้วไปขายเมื่อราคามันสูง" แต่ในทางปฏิบัตินั้น เราไม่รู้ว่า ราคาสูงกว่าพาร์แค่ใหนจึงจะเรียกว่าสูง และอยู่ต่ำกว่าพาร์แค่ใหนเราจึงจะเรียกว่าต่ำ ราคาของหุ้นตัวเดียวกันนั้น ในบางทีก็ขึ้นไปถึง 10-20 เท่าของราคาพาร์ และในบางทีก็อยู่ต่ำกว่าราคาพาร์ถึง 5 เท่าได้

ผมจะขอยกตัวอย่างให้ดู

เพื่อนผมเขาเล่นหุ้นมานานแล้ว วันหนึ่งเขาเจอผมก็ถามผมว่า หุ้นแบงก์กรุงเทพราคาลงมาอยู่ที่ 37.00 บาท อย่างนี้เรียกว่าต่ำแล้วหรือยัง ผมก็พูดไปตามหลักการ คือ ราคาทางบัญชีมันอยู่ที่ 30.00 บาท มันจึงยังสูงไปนิดหน่อย แต่เพื่อนผมเขาอยากลงทุนมาก เขาก็เลยซื้อเอาไว้

ครับ, อีกสองเดือนถัดมา เรามาเจอกันอีก เขาก็บอกว่าขาดทุนไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ เพราะราคามันใหลลงมาที่ 32.50 บาท แล้วก็เลยต้องตัดใจขายไป ในขณะเดียวกัน ผมเปิดทีวีดูอยู่พอดี เราก็เลยรอจนราคาหุ้นแบงก์กรุงเทพผ่านขึ้นจอ มันลงไปเป็น 30.00 บาท เพื่อนผมก็บอกว่าดีใจ เพราะถ้าถือต่อก็หายไปอีกเกือบสิบเปอร์เซนต์

ครับ, อีกสองเดือนถัดมา เพื่อนผมแวะมาอีก แล้วเราก็เช็คดูราคาหุ้นแบงก์กรุงเทพกันอีก มันวิ่งขึ้นไปที่ 38.25 บาท เพื่อนผมก็บ่นว่าเสียดาย เพราะทนถือไว้ก็ไม่เกิดการขาดทุน ผมก็เลยแหย่ว่า ถือไว้นั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยจริงใหม? และก็ถามต่อว่า ตอนนี้คิดว่ามันแพงไปหรือเปล่า?

ครับ, เพื่อนผมนั่งคิดอยู่นาน แล้วก็บอกว่า "ไม่รู้"

ครับ, การดูแค่ราคาปัจจุบัน หรือเอาราคาปัจจุบันไปเทียบกับข้อมูลอื่นๆ เช่น ราคาพาร์ ราคาตามบัญชี ราคาหุ้นตัวอื่น...ฯลฯ นั้นไม่สามารถบอกได้ว่ามันถึงเวลาซื้อ หรือเวลาขายแล้วหรือยัง ผมบอกให้เขาดูราคาของหุ้นชิณวัตร์ แล้วชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าจะสูงกว่าพาร์หลายเท่ามาโดยตลอด มันก็ยังมีขึ้นและมีลง

หลังจากที่ผมชี้ประเด็นนั้นแล้วผมก็บอกว่า มันต้องดูราคาย้อยหลัง ผมแนะนำให้พล๊อตเป็นกราฟ โดยใช้ราคาย้อนหลัง 360 วัน เมื่อพล๊อตแล้วเราจะเห็นจุดต่ำสุดและสูงสุดอย่างละ 1 หรือ 2 จุด แล้วก็บอกเขาว่า

1. ให้มองถอยจากวันล่าสุด หรือคือเมื่อวานนี้ ถ้าถอยไปประมาณ 6-7 เดือนแล้วเจอจุดสูงสุด นั่นแหละจะบอกเราว่า วันนี้คือจุดซื้อ และถ้าจะให้ชัวร์ยิ่งขึ้นก็ให้มองย้อยไปอีก 4-5 เดือน มันควรจะเจอจุดต่ำสุด
2. ให้มองถอยจากวันล่าสุดเช่นกัน ถ้าถอยไปประมาณ 4-5 เดือนแล้วเจอจุดต่ำสุดอยู่ตรงนั้น นั่นแหละเป็นตัวบอกเราว่า วันนี้เป็นจุดขาย และถ้าจะให้ชัวร์ยิ่งขึ้นก็ให้มองย้อยไปอีก 6-7 เดือน มันควรจะเจอจุดสูงสุด
3. ในกรณีย์ที่ถอยไปแล้วเจอจุดต่ำสุดหรือสูงสุดเร็วกว่าที่บอกไว้ แสดงว่ามันอยู่กลางๆ เราต้องรออีกสักหน่อย

ครับ, กฏสามข้อที่กล่าวมาข้างบนเป็นหลักการเล่นหุ้นที่ผมได้พิสูจน์มาแล้ว ระยะห่าง 6-7 และ 4-5 เดือนดังกล่าวมาข้างบนนี้อาจคลาดเคลื่อนได้นิดหน่อย ท่านอาจต้องปรับแต่งตามสถาณะการณ์ แต่ถึงแม้ว่าจะซื้อช้าหรือเร็วไปบ้างมันก็กระทบไม่มาก คือแทนที่จะกำไรปีละ 30-50 เปอร์เซนต์ มันอาจลดเหลือแค่ 10-15 เปอร์เซนต์ แต่ก็ยังดีกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์

ท่านเห็นข้อแตกต่างระหว่าง "การดูเวลา" กับ "การดูราคา" แล้วหรือยัง ? ถ้าไม่แน่ใจก็ลองกลับไปอ่านดูอีกที เคล็ดลับคือ "การดูเวลา"นั้นต้องใช้ข้อมูลราคาย้อนหลังประมาณ 360 วัน มันใช้ข้อมูลมากกว่า และมันต้องนับวันและเวลา มันไม่ได้ดูเรื่องราคาปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย

..............

27 มีค.45...การตอบสนองต่อหนังสือ-มาเล่นหุ้นกันเถอะ

หนังสือ "มาเล่นหุ้น--ให้รวย--กันเถอะ" ของผมได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี วางตลาดไปได้สองสามวันก็หมด หลายคนต้องไปควานหาตามร้านย่อยของซีเอ็ด ซึ่งก็ได้ผล คือหาจนเจอ บางคนก็โชคดีที่ไปสัมมนาที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ซื้อได้ที่นั่น ตลาดหลักทรัพย์เขาสั่งตรงจากผู้พิมพ์แล้วก็เอาไปวางขายในงานสัมมนานั้น ผมก็ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ และขอบคุณผู้ที่อุดหนุนซื้อไปอ่าน

แต่ผมเองนั้นทราบดีว่า หลังจากอ่านไปแล้วจะมีผลต่างๆกัน ผมจะขอเอามาเล่าให้ท่านฟังดู ขอให้คิดว่า นี่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ

บางท่านพอได้หนังสือไปก็รีบโยนให้ลูกน้องเอาโปรแกรมลี้สติ้งที่อยู่ท้ายเล่มไปคีย์เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เขาไม่รู้ว่าภาษา Delphi นั้นมันเป็นชนิดที่ต้องสร้าง Object และคีย์ส่วนของโปรแกรมเข้าไปที่ละ Object ตาม Action ที่เราจะกระทำต่อ Object นั้นๆ ดังนั้นเด็กจึง Compile ไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ด่าผมว่าหลอกลวง ซึ่งผมก็ต้องทนฟังไป

บางท่านนั้นไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์ เขาไม่ได้สนใจกับลี้สติ้งในหนังสือเลย เขาอ่านอย่างละเอียด แล้วเขาก็พบว่า โปรแกรมนี้มีขายในราคาแค่ 800 บาท เขาก็โทรไปหาผมแล้วขอสั่งซื้อเลยทันที ซึ่งผมก็ต้องอธิบายให้เข้าใจ เช่น มันไม่ใช่โปรแกรมเดียวกันกับในเว็บไซท์ Drpunya.com มันเล่นเก่งไม่เท่าตัวในเว็บ เว็บก็ยังเปิดให้ดูฟรีอยู่ และผู้ซื้อต้องอัพเดทข้อมูลเองทุกวันฯลฯ หลังจากฟังจนเข้าใจก็บอกว่าตกลงไม่ซื้อ เพราะเปิดดูในเว็บดีกว่า

บางท่านโทรไปหาผมเพื่อขอซื้อโปรแกรม และเมื่อได้รับการชี้แจงแล้วก็ยังยืนยันจะซื้อ ผมก็ต้องถามว่าจะเอาไปทำอะไร ซึ่งเขาก็ตอบได้ดี คือ ต้องการเอาไปศึกษา และดูว่ามันใช้ยากแค่ใหน เขาบอกว่าเงิน 800 บาทนั้นมันขี้ปะติ๋ว ประสพการณ์มีค่ากว่าแยะ รายนั้นผมตกลงขายให้ และผมบอกไปด้วยว่า เขาจะเป็นคนโชคดี เพราะผมจะขายให้แค่ 10 คนเท่านั้น ผมจะติดตามดูว่าเขาใช้แล้วจะมีปัญหาอะไรบ้าง ผมต้องการแก้ปัญหาให้หมดก่อน แล้วจะทำคู่มือที่ถูกต้อง แล้วจะขายในราคา 8000-16000 บาท เรื่องของปัญหาการใช้งานนี้มีแน่ เพราะเมื่อวานซืนผมก็พบว่าลูกค้ารายหนึ่งโทรมาบอกว่า โหลดระบบลงแล้ววิ่งไม่ได้ เครื่องบ่นว่า Access denied ผมต้องขับรถไปถึงบ้านเขาเพื่อแก้ปัญหา ผลปรากฏว่า ท่านโหลดลงโดยสั่งให้เป็นไฟล์ชนิด Read Only โปรแกรมจะอัพเดทจึงทำไม่ได้

หลายๆท่านเป็นอย่างที่ผมคาดเดา คือไม่ใช่นักใช้คอมพิวเตอร์ เขาไม่สนใจโปรแกรม แต่เขากำลังศึกษาการเล่นหุ้น เขาซื้อไปเพื่ออ่านอย่างเดียว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ บางคนอ่านเข้าใจ บางคนอ่านแล้วไม่เข้าใจ บางคนยังไม่รู้เลยว่าโบรกเกอร์คืออะไร แต่คนที่เล่นหุ้นมาเป็นเวลานานแล้วนั้นจะเข้าใจ แล้วก็แนะนำให้เพื่อนที่เคยเสียเงินมาด้วยกันไปซื้อมาอ่าน นี่คือเหตุผลที่ทำให้หนังสือขายดี

แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้าบางคนของผมก็ร้ายกาจ พวกนี้คิดว่าตัวเป็นเซียนหุ้น เขาเห็นการทำกำไรปีละ 10-20 เปอร์เซนต์นี้เป็นเรื่องเด็กเล่น แถมผมเขียนในสไตล์ง่ายๆ เขาก็เลยบอกผ่านมาทางภรรยาผมว่า "เป็นหนังสือสำหรับเด็ก" เรื่องนี้ฟังดูแล้วก็เจ็บๆคันๆดี ถ้าโทรมาหาผม ผมจะตอบว่า "เป็นหนังสือสำหรับเด็กก็จริง แต่มันทายถูกมา 120 วันแล้ว และถูกต้องกว่า 50 ประเด็นมาแล้ว มันคงไม่ใช่เกิดจากความฟลุ๊ก"

ครับ, ตำราและสูตร์การเล่นหุ้นของผมยังจะต้องปรับปรุงอีกมาก เช่นในตอนนี้ผมได้ศึกษาลูกคลื่นเล็กไปเกือบครบถ้วนแล้ว ความรู้ในเรื่องนี้จะช่วยเสริมให้สูตร์ต่างๆทำงานดีขึ้น การทำนายทิศทางหุ้นในเว็บตอนนี้ก็อาศัยความรู้ใหม่นี้ ผมจะพยายามเขียนเป็นตำราเล่มที่สอง และตีพิมพ์ให้ท่านอ่านในเร็วๆนี้

.........................

12 เมษ.45...พยากรณ์เหตุการณ์ข้างหน้าด้วยข้อมูลย้อนหลัง

มีหลายท่านที่ไม่เชื่อว่าเราสามารถพยากรณ์อนาคตได้ด้วยข้อมูลย้อนหลัง บางท่านอ้างว่ามีตำราเขียนเอาไว้ด้วย โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการคาดเดาการขึ้นลงของราคาหุ้น เขาสรุปว่ามันคาดเดาไม่ได้

ครับ, เรื่องนี้เราควรมาทำความเข้าใจกัน ทั้งนี้เพราะถ้าขาดความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ เราก็จะไม่เชื่อในหลักการที่ผมใช้อยู่ และโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดดูเว็บไซท์ของผมก็จะหมดไป

ผมคิดว่าเราควรจะเริ่มต้นด้วยการมองอย่างกว้างๆเสียก่อน มนุษย์เราใช้ประสบการณ์เข้าช่วยในการดำเนินชีวิต นี่เป็นหลักฐานอันแรกที่ชี้ว่า "ข้อมูลย้อนหลังมีประโยชน์ในการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต" ทั้งนี้เพราะ ประสบการณ์ก็คือข้อมูลย้อนหลัง เราเอามาเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต โดยเอามาเทียบกับสถานะในปัจจุบัน เมื่อเรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ตัดสินใจเลือกหนทางที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเราเองมากที่สุด นี่เป็นหลักการสำคัญของการดำเนินชีวิต คนที่มีประสบการณ์มาก ก็จะคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้แม่นยำกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์ หรือมีประสบการณ์น้อย แล้วผลการตัดสินใจก็จะดีกว่า

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ผมก็จะยกเอาเรื่องการคาดเดาว่าฝนจะตกในช่วงเวลาใดของปีมาให้ดู นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคโบราณเขาต้องใช้ ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ต้องพึ่งพาข้อมูลอันนี้ ถ้าเขาใถและหว่านเร็วเกินไป ฝนไม่มาตามที่คาดเดา พืชผลก็จะเสียหาย ถ้าเขารอนานเกินไป ฝนมาจนแรงแล้วจึงจะใถหว่าน มันก็ใถได้ยาก ต้นกล้าก็อาจล้มตายอีกเพราะฝนแรงเกินไป เรื่องนี้นักบวชในนิกายต่างๆเขาหยิบไปพิจารณา เขามีเวลาคิดและศึกษามากกว่าชาวบ้าน เขาสามารถสังเกตเห็นได้ เขาสะสมข้อมูลย้อนหลัง แล้วเขาก็บอกได้ว่าเมื่อถึงเดือนใหนฝนจึงจะตก เขาคาดเดาได้ดีพอสมควร การทำสวน ทำนา ทำไร่ ก็เริ่มได้ผลดี ผู้คนก็ให้ความเคารพนับถือ

ตัวอย่างอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การคาดเดาน้ำขึ้นน้ำลง คนอียิปต์โบราณนั้นตั้งรกรากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ มันเป็นแม่น้ำใหญ่ และเมืองหลวงของเขาอยู่ห่างจากปากแม่น้ำไม่มากนัก น้ำจึงขึ้นลงด้วยสาเหตุหลายอย่าง คือเกิดจากการขึ้นลงของน้ำทะเล ซึ่งในปัจจุบันเรารู้กันแล้วว่า มันเป็นผลจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แรงหนุนจากน้ำทะเลนี้จะทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงวันละสองครั้ง มันทำให้คาดเดาได้ยากขึ้น ถึงแม้จะมีการเก็บสถิติเป็นร้อยปี พวกเขาก็ยังคาดเดาได้ไม่ดีนัก นอกจากแรงหนุนของน้ำทะเลแล้ว มันยังมีแรงผลักดันอีกตัวหนึ่ง คือฝนที่ตกทางต้นน้ำ อย่างที่กล่าวมาแล้ว คือ แม่น้ำนี้ใหญ่ เป็นที่รวบรวมน้ำจากพื้นที่ที่ใหญ่มาก ปริมาณน้ำฝนจึงมาก และคาดเดาได้ยาก แต่อาศัยการเก็บข้อมูลย้อนหลังเป็นพันปี พวกเขาก็คาดเดาได้แม่นขึ้น

การคาดเดาเหตุการณ์โดยดูจากข้อมูลย้อนหลังนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจทางภูติผีปีศาจในยุคมืด แล้วยังถูกละเลยไปในยุคถัดมา ทั้งนี้เพราะ เมื่อหมดยุคมืด มนุษย์เราก็หันมาสนใจวิทยาศาสตร์แบบบริสุทธิ์ คือคิดแต่ด้านสิ่งที่ทดลองและตรวจวัดกันได้อย่างชัดเจน(Deterministic Process) จนเมื่อเราเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม วิชาสถิติก็ถูกปัดฝุ่น และนำมาใช้กันใหม่ เราเริ่มเข้าใจว่าโลกเรานี้มีสิ่งที่มากระทบต่อเรื่องต่างๆได้มาก และมันทำให้เกิดการแปรปรวน เราเรียกโลกแห่งการแปรปรวน(Stochastic Process) และการขึ้นลงของราคาหุ้นนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่สุด เราจึงใช้คำว่า Stochastic เป็นตัวแทนของโลกแบบนี้

ครับ, ราคาหุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง มันถูกผลักดันโดยสภาวะทางเศรษฐกิจและทางจิตวิทยาของผู้ลงทุน มันมีแพทเทินที่ซ้ำเก่าเป็นรอบๆ แต่มีความแปรปรวนอยู่สูง การทำนายจึงทำได้ยาก และต้องการข้อมูลย้อนหลังเป็นจำนวนมาก ผมยังไม่สามารถจะเปิดเผยผลการค้นคว้าได้ เพราะเปิดไปแล้วก็จะหมดราคา แต่ผมสามารถนำเอาผลการทำนายมาให้ท่านดูได้ ตามกันดูต่อไปแล้วจะเห็นว่าเป็นจริง

.......................

13 เมษ.45...ซื้อถัว vs คัทลอส

ซื้อถัวหมายถึงว่า ได้ซื้อหุ้นตัวหนึ่งเอาไว้ ต่อมาราคามันตกลงมาในระดับหนึ่ง ผู้ลงทุนก็เลยซื้อเพิ่ม และถ้าราคายังตกต่อไปอีก ก็จะซื้อเพิ่มเข้ามาอีก...แล้วก็รอจนกว่าราคาจะกลับขึ้นมาเหมือนเดิม หลายๆคนเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้มีกำไร หรืออย่างน้อยก็ทำให้โอกาสจะคืนทุนมีมาก ทั้งนี้เพราะราคาทุนโดยเฉลี่ยมันลดลง

คัทลอสหมายถึงว่า ได้ซื้อหุ้นตัวหนึ่งเอาไว้ ต่อมาราคามันตกลงมาในระดับหนึ่ง ผู้ลงทุนก็เลยตัดสินใจขายไป ซึ่งจะขาดทุนไปเล็กน้อย เรื่องนี้หลายๆคนคิดว่าจะเป็นการหยุดการขาดทุน แล้วในไม่ช้าก็จะได้ซื้อในราคาที่ต่ำกว่า แล้วไปทำกำไรคืนมาได้โดยง่าย

ครับ, ทั้งสองวิธีนี้จะเกิดในจังหวะเดียวกัน คือ "ได้ซื้อหุ้นตัวหนึ่งเอาไว้ ต่อมาราคามันตกลงมาในระดับหนึ่ง" แต่การดำเนินการต่อนั้นมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มันจึงเป็นเรื่องที่น่าถามว่า "ใครคิดผิดกันแน่"

เรื่องนี้ถ้าถามผม ผมก็จะตอบว่า "ผิดทั้งคู่"
ฟังแล้วแปลกดีใช่ใหมครับ?

โอเค, มาลองฟังเหตุผลของผม
ผมขอย้ำโจทย์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง คือ "สมมุติว่า เราซื้อหุ้นมาในราคาอันหนึ่ง ต่อมาราคามันลดลงไปพอสมควร แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป?"

ครับ, ทุกคนอยู่ในฐานะถูกถามด้วยคำถามนี้ทั้งนั้น ซึ่งจริงๆแล้วทางเลือกไม่ได้มีแค่ "ซื้อถัว" กับ "คัทลอส" เรามีทางเลือกมากมาย สำหรับผมแล้วจะเลือก "วิเคราะห์ดูทิศทางของราคาหุ้นตัวนั้นเสียก่อน เมื่อรู้ทิศทางแล้วค่อยตัดสินใจต่อไป"

ที่ผมบอกว่าข้างบนนั้นผิดทั้งคู่ก็เพราะคนซื้อถัวนั้นไปตั้งสมมุติฐานว่าราคาหุ้นจะต้องตีกลับขึ้นมาอยู่เหนือค่าเฉลี่ยได้ในไม่ช้าไม่นาน และคนที่คัทลอสก็ไปตั้งสมมุติฐานว่าราคาหุ้นจะต้องลงต่ำไปอีกแล้วตีกลับขึ้นมาในไม่ช้าไม่นาน ซึ่งเหตุการณ์ต่อมาอาจไม่เป็นดังคิด แล้วทั้งคู่ก็จะขาดทุนหรือเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

โอเค, เรามาดูกันว่า วิธีการของผมมันเป็นอย่างไร
สมมุติว่าวิเคราะห์แล้วราคาหุ้นจะยังตกต่อไป ผมก็เลือกที่จะคัดลอส เพราะจะมีโอกาสได้กลับมาซื้อในราคาถูกๆแล้วไปขายทำกำไรคืนมาในภายหลัง
แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วเห็นว่าราคาหุ้นมันจะตีกลับขึ้นไปอยู่แล้ว ผมก็จะถามตัวเองว่าจะมีเงินมาซื้อเพิ่มได้หรือไม่ ถ้ามีก็ควรซื้อถัว แต่ถ้าไม่มีก็ควรอยู่เฉยๆเสีย
แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วไม่แน่ใจว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง ผมก็จะถือไว้เฉยๆ เพราะขายออกไปก็จะเสียค่าธรรมเนียมเปล่าๆ

ครับ, ทั้งสามทิศทางของผมนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าการไปตั้งสมมุติฐานขึ้นมาลอยๆ และก็จะเพิ่มโอกาสที่จะได้กำไรคืนมามากกว่า

โดยสรุปก็คือ แอกชั่นของเราต้องขึ้นกับการวิเคราะห์ทิศทางของราคาหุ้น มันไม่ใช่การเลือกวิธีการที่คนอื่นบอกต่อๆกันมาแบบเดาสุ่ม ผมเคยเห็นคนที่เจ้งเพราะการซื้อถัวมามาก และก็เคยเห็นคนที่คัทลอสแล้วซื้อใหม่แล้วก็คัทลอสซ้ำๆจนเกือบหมดตัวมาแล้ว

......................

14 เมษ.45...เล่นหุ้นอย่าหวังรวยลัด

คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเล่นหุ้นเพราะคิดว่าจะรวยขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น เช่น จากประสบการณ์พบว่า บางครั้งซื้อวันนี้แล้วไปขายในเจ็ดวันถัดมาแล้วได้กำไรถึง 20 เปอร์เซนต์ ก็เลยคิดว่า ปีหนึ่งมีถึง 52 สัปดาห์ มันก็น่าจะทำกำไรได้ 1.20 ยกกำลัง 52 หรือคือประมาณ 13104.63 เท่า หรือคือ ถ้าลงทุน 100,000 บาท ก็จะได้เงินเมื่อสิ้นปีเท่ากับ 1310.46 ล้านบาท

สำหรับบางคนนั้น เงินพันล้านนั้นมันดูจะโตเกินไปก็จะลดขนาดลง โดยบอกว่าลงทุนแสนบาทสามารถจะมีหุ้นในมือได้ถึงเลขสามหลักในสิบปี ซึ่งฟังดูแล้วก็พอจะเป็นไปได้

แต่ผมอยากจะบอกว่า นั่นมีโอกาสที่จะเป็นไปได้น้อยมาก เพราะเขาต้องโชคดีทุกๆครั้งที่เล่น ถ้าเขาเกิดโชคร้ายสัก 10 ครั้ง โดยเล่นแล้วขาดทุนครั้งละ 20 เปอร์เซนต์ เขาจะกำไรแค่ (1.20 ยกกำลัง 42) * (0.80 ยกกำลัง 10) = (2116.47) * (0.1073) = 227.09 เท่า ซึ่งดูแล้วแตกต่างจากตัวเลขเดิมมากมาย

และถ้าผมจะสมมุติให้มันใกล้เคียงกับความเป็นจริงขึ้นมาอีกสักนิด เช่น เล่น 52 ครั้งๆละ 1 สัปดาห์ โดยมีกำไร 20 เปอร์เซนต์ 3 ครั้ง, กำไร 10 เปอร์เซนต์ 6 ครั้ง, กำไร 5 เปอร์เซนต์ 10 ครั้ง, เท่าทุน 17 ครั้ง, ขาดทุน 5 เปอร์เซนต์ 10 ครั้ง, ขาดทุน 10 เปอร์เซนต์ 6 ครั้ง, และไม่เคยขาดทุนถึง 20 เปอร์เซนต์เลยสักครั้ง ท่านก็จะทำกำไรเป็น (1.20 ยกกำลัง 3) * (1.10 ยกกำลัง 6) * (1.05 ยกกำลัง 10) * (1.00 ยกกำลัง 17) * (0.95 ยกกำลัง 10) * (0.90 ยกกำลัง 6) = (1.728) * (1.771) * (1.628) * (1.000) * (0.598) * (0.531) = 1.582 เท่า หรือคือมีกำไรประมาณ 58.2 เปอร์เซนต์ แต่ท่านต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนประมาณ 0.5*52=27.00 เปอร์เซนต์ ท่านก็จะมีกำไรแค่ปีละ 58.2-27.00=31.2 เปอร์เซนต์เท่านั้น

ครับ, ผมอยากให้พวกเรากลับมาสู่ความเป็นจริงจะดีกว่า การทำกำไรได้ปีละ 31.2 เปอร์เซนต์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้สูง และถ้าเรามีโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นที่ดี มันก็จะเป็นไปได้แน่ๆ

ที่นี้ก็จะขอมาที่คำถามว่า ทำไมเราจึงไม่สามารถทำกำไรได้สูงๆทุกครั้ง?

คำตอบก็คือ ราคาหุ้นนั้นแกว่งตัวก็จริง แต่มันไม่ได้ขึ้นลงถึงระดับสัปดาห์ละ 20 เปอร์เซนต์ทุกสัปดาห์ ในหนึ่งปีนั้นจะมีการขึ้นเร็วเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้น และจริงๆแล้วมันจะขึ้นติดต่อกันเพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ถัดจากนั้นมามันจะเป็นขาลงที่รุนแรง คือลงถึง 10-20 เปอร์เซนต์ต่อรอบ หลังจากนั้นมันก็จะเป็นหุ้นหมีกินผึ้ง คือบ่นงึมงำไปเรื่อยๆ ขึ้นก็ไม่ขึ้นจริง จะลงก็ไม่ลงจริง คนเล่นจะบ่นพึมพำไป เขาถึงเรียกว่า bearish

อีกประการหนึ่งก็คือ ในการฝันของคนเรานั้น เราต้องฝันในกรอบของความเป็นจริง เราอย่าเอาแค่คณิตศาสตร์เข้ามาจับ คณิตศาสตร์บอกว่า ถ้ากำไรสัปดาห์ละ 20 เปอร์เซนต์ มันจะคำนวณออกมาเป็นปีละ 13104.63 เท่า(ผมใช้เครื่อง CASIO fx-31 ทำให้ ผมเชื่อว่ามันคำนวณให้ไม่ผิด ท่านจะลองไปนั่งคูณเองเพื่อเช็คยันดูก็ได้) แล้วก็บอกว่า ถ้าลงทุน 100,000 บาท ก็จะกำไรเป็นพันล้านบาท อย่างนี้มันไม่ถูก เพราะการซื้อขายหุ้นของท่านในสามสี่สัปดาห์สุดท้ายนั้นมันเป็นวงเงินเกือบพันล้านต่อรอบ มันไม่มีหุ้นตัวใหนให้เราซื้อในระดับนั้นได้ มันเริ่มไม่เป็นความจริง

มาถึงตรงนี้นักวิเคราะห์หุ้นที่เป็นนักคณิตศาสตร์ก็จะเถียงว่า มันยังเป็นไปได้โดยซื้อขายหลายตัว ซึ่งท่านผู้อ่านที่มีสัมปชัญญะ(sense)ก็คงจะบอกได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

ครับ, เล่นหุ้นนั้นต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ด้วย สูตร์ของผมมันให้กำไรไม่มาก มันดูกระจอกสำหรับนักวิเคราะห์ผู้หลงใหลในคณิตศาสตร์ พวกท่านต้องเลือกให้ดี ท่านจะฝันตามนักคณิตศาสตร์ หรือจะทำตามสิ่งที่เป็นไปได้ และที่ได้พิสูจน์มาแล้ว ไปถามดูที่ marketing ของ KGI ว่าพอร์ตของ ดร.ปัญญา ปีนี้กำไรทุกตัวจริงหรือไม่?

.......................

28 เมษ.45...ซื้อถัวจะดีใหม?

ในเกร็ดความรู้เรื่องหุ้นเมื่อวันสงกรานต์ผมได้พูดถึงคำว่า"ซื้อถัว" แล้วบอกว่า ถ้าซื้อหุ้นไว้แล้วราคามันตก แล้วมาพบว่าราคามันกำลังจะตีกลับขึ้นไป ผมก็จะให้ซื้อถัว เรื่องนี้อาจทำให้บางท่านเข้าใจผิดได้

ในความเป็นจริงก็คือ ผมไม่เคยเห็นประโยชน์ของการ"ซื้อถัว" ผมเพียงแค่บอกให้ทำเหมือนกับคนที่ซื้อถัว หรือคือ "ถ้ามีเงินที่จะลงทุนได้อีกก็ให้ซื้อเพิ่ม"

ในทางทฤษฎีแล้ว การลงทุนแต่ละครั้งนั้นมันไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย และท่านไม่ควรเอามันมาเกี่ยวข้องกันด้วย

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าซื้อครั้งแรก 1000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท แล้วมาซื้อครั้งที่สอง 1000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 9 บาท แล้วราคาได้กลับขึ้นมาที่ 9.30 บาท ก็จะมีคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป?

คนที่เล่นแบบ"ซื้อถัว"อาจบอกว่า "ต้องรอไปก่อน เพราะราคายังขึ้นไม่ถึงราคาเฉลี่ยที่เป็นต้นทุน"

ทีนี้มาสมมติว่า ราคามาถึง 9.30 บาทแล้วก็เริ่มใหลลงอีก อย่างนี้ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?

คนที่เล่นแบบซื้อถัวก็ต้องซื้อเพิ่ม จริงใหมครับ?

นั่นละที่เป็นการตัดสินใจผิด ทั้งนี้เพราะหุ้นทั้งสองล๊อตที่ซื้อมานั้นกำลังจะทำให้ท่านขาดทุน แล้วท่านยังจะไปซื้อเพิ่มอีกเป็นล๊อตที่สามเข้าไปอีก มันไม่เจ้งมากขึ้นหรือ?

ในความเป็นจริงก็คือ ถ้าราคามันกลับขึ้นมาที่ 9.30 บาท แล้วเราดูทิศทางแล้วเห็นว่าราคามันจะตก เราต้องขายทั้งสองล๊อตจึงจะถูกหลัก ได้เงินแล้วรอจนกว่ามันจะลงถึงจุดต่ำสุดแล้วจึงจะซื้อใหม่

ในตัวอย่างข้างบนนี้ท่านจะเห็นได้ว่า เมื่อถึงเวลาขายนั้นเราไม่ต้องไปสนใจเลยว่าราคาทุนโดยเฉลี่ยของเราเป็นเท่าใด เมื่อมันจะทำให้เราขาดทุนเพิ่มขึ้นเราต้องขายทั้งนั้น เราจะไปอ้อยอิ่งไม่ได้ และต้องขายทั้งสองล๊อต

ครับ, ผมอยากให้ท่านลองนำกลับไปคิดในภาพสมมติ(scenario)แบบต่างๆดู เช่น ราคากลับขึ้นมาที่ 9.50 บาทแล้วหุ้นจะตกกลับลงไป, ราคากลับขึ้นมาที่ 9.50 บาทแล้วหุ้นจะวิ่งขึ้นต่อ, ราคากลับขึ้นมาที่ 9.70 บาทแล้วหุ้นจะตกกลับลงไป, ราคากลับขึ้นมาที่ 9.70 บาทแล้วหุ้นจะวิ่งขึ้นต่อ,...ฯลฯ ท่านจะพบว่า การเอาการลงทุนทั้งสองมาถัวเฉลี่ยกันนั้นจะทำให้ท่านทำอะไรแปลกๆ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำได้หลายกรณีย์

....................

18 พค.45...วอเรนบัฟเฟท vs จอร์จซอรอส

ผมได้อ่านบทความของนักวิเคราะห์ท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้ที่ยึดแนว Value Investor อย่างเหนียวแน่น ท่านบอกว่าเศรษฐีที่รวยหุ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้นน่าจะเป็นคุณวอเรนบัฟเฟท ท่านบอกว่า คุณวอเรนบัฟเฟทนี่เล่นหุ้นไม่กี่ตัว แต่จะซื้อมากๆ และถือไว้นานๆ คือยาวในระดับ 5 ปีขึ้นไป ท่านให้ความรู้สึกกับผู้อ่านว่า ซื้อแล้วไม่ต้องขาย ให้ถือไว้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยให้เหตุผลว่า หุ้นดีๆนั้นขายไปแล้วจะหาซื้อกลับมาได้ยาก สิ่งที่จะได้รับคือเงินปันผล

ครับ, ฟังดูก็มีเหตุผลดี และต้องยอมรับว่าคุณวอเรนบัฟเฟทนั้นน่าจะมีตัวตนจริง และประสพผลสำเร็จตามวิธีการอันนั้นจริงๆ

แต่มันจะมาประยุกต์กับตลาดหุ้นไทยได้จริงหรือ?

นอกจากนี้ เราก็ยังมีนักลงทุนอีกรายหนึ่ง ซึ่งพวกเราไม่ชอบหน้าเท่าใดนัก แต่ก็ประสพผลสำเร็จในการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร(Speculator) ท่านนี้คือคุณจอร์จซอรอส จอร์จซอรอสนั้นฝรั่งจัดอันดับความรวยต่ำกว่าคุณวอเรนบัฟเฟท แต่เป็นผู้ที่มีพลังครอบงำตลาดหุ้นและตลาดเงินมากกว่า

ครับ, มันจึงเกิดคำถามว่า "ใครแน่กว่าใคร?" และ "เราควรจะยึดแนวของใคร?"

ผมจะขอให้ท่านหยุดอ่านสักสามนาที

แต่ไม่ใช่ให้ไปร้องเพลง"ฉัน-ข้อ-เว-ลา-ซัก-ส้าม-นาที..."นะครับ

ผมอยากให้ท่านหยุดอ่านแล้วไปลองคิดว่าจะยึดแนวใหนดี

โอเค, คำเฉลยของผมก็คือ ผมไม่คิดว่าเราจะทำตามทั้งสองท่านนั้นได้ ท่านต้องดูตัวท่าน ท่านมีสภาวะที่ไม่เหมือนกับทั้งสองท่านนั้น และท่านก็ไม่มีหนทางเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าสองท่านนั้นทำอย่างไรกันแน่ มันเป็นแค่เรื่องเล่าอย่างสั้นๆ มันไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะนำไปปฏิบัติได้ ผมจะขอยกตัวอย่างปัญหามาให้ท่านดู

1. วอเรนบัฟเฟทบอกให้ซื้อหุ้นที่มั่นคง และมีปันผลดี แต่ท่านลองมองไปที่หุ้นไทยทั้งหมด แล้วถามว่า มีหุ้นตัวใหนที่มั่นคงและปันผลอย่างดีไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราบ้าง?
2. จอร์จซอรอสบอกว่า ต้องหาหนทางที่จะทำอะไรที่ไม่ผิดกติกา แต่ไม่มีใครทำมาก่อน แล้วหาจังหวะเข้าโจมตี แต่ท่านลองมองดูตัวท่านซิว่ามีเงินพอจะทุ่มในตลาดหรือไม่? และตลาดหลักทรัพย์ไทยมีช่องโหว่อยู่ตรงใหน?

ครับ, การเล่นหุ้นนั้นเราต้องพัฒนาความสามารถที่เหมาะกับตนเองขึ้นมา เราเป็นนักเล่นหุ้นรายย่อย เวลาเศรษฐกิจโลกถดถอย หุ้นของเราหดราคา เงินในกระเป๋าของเราจะไม่พอจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ เราก็ต้องขายหุ้น การเล่นก็ต้องปรับไปตามสถานะ

....................................

19 พค.45...ปีนี้คงได้วัดใจ

ผมคิดว่าส่วนใหญ่ของพวกเราคงได้ดูเทปการสัมมนาเรื่อง"ให้เงินออกมาทำงานให้เรา โดยลงทุนในหุ้น"ของ ดร.ไพบูลย์ ซึ่งจัดขึ้นที่ภาคไต้ไปแล้ว และก็คงได้เห็นนักวิเคราะห์และนักวิชาการออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ปลายปีนี้ได้เห็นดัชนีที่ 450-460 แน่ๆ" เรื่องนี้ไม่มีใครถามว่า ก่อนที่จะเห็น 450-460 นั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น

ครับ, พวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนว่า หุ้นจะเริ่มไต่ขึ้นตั้งแต่วันจันทร์พรุ่งนี้ แล้วก็วิ่งขะยอกๆขึ้นไปจนถึงจุดดังกล่าว ซึ่งจะทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มซื้อตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แต่ผมคิดว่ามันจะไม่วิ่งขึ้นทันทีตามที่พวกเขาพูดกัน และใครที่เริ่มซื้อตั้งแต่พรุ่งนี้คงจะต้องถูก"วัดใจ"ในอีกสองหรือสามเดือนข้างหน้า

ครับ, ผมทำนายว่า หุ้นยังจะใหลลงเป็นขะยักๆอีกสองถึงสามเดือน มันจะลงไปจนถึง 300-320 แล้วจึงจะไต่ขึ้น ผมก็เชื่อเหมือนกันว่า ดัชนีคงจะขึ้นไปถึง 450-460 ในตอนปลายปี

คำทำนายทั้งสองนี้มีจุดปลายทางที่ตรงกัน แต่มันอาจให้ผลที่ตรงกันข้ามได้ คือ ถ้าคำทำนายของผมถูกต้อง หลายๆคนที่ซื้อเก็บตั้งแต่พรุ่งนี้ก็จะพบว่า พวกเขาจะเริ่มเห็นการขาดทุนในสองสัปดาห์ข้างหน้า แล้วก็จะเห็นการขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ การขาดทุนนี้เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์จะขึ้นถึง 20-25 เปอร์เซนต์

แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น(จุดที่ดัชนีลงไปถึง 300-320) พวกเขาจะทนได้หรือ?

นี่คือการวัดใจ ถ้าคุณไม่ใช่นักเก็งกำไรระยะยาวที่แท้จริง คุณจะขายทิ้งไปเสียก่อน และเมื่อมันถึงจุดต่ำสุด คือ 300-320 คุณก็อาจไม่กล้าซื้อ คุณจะด่าพวกที่ออกมาเชียร์ให้ซื้อหุ้นในวันนี้ว่าโกหก แล้วในที่สุดก็จะพลาดการทำกำไร

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณไม่รีบซื้อ คุณรอทำตามคำทำนายของผม แล้วไปซื้อที่ 300-320 แล้วนำไปขายที่ 450-460 คุณจะกำไรถึง 50 เปอร์เซนต์

อย่างไรก็ตาม ในกรณีย์ที่ผมทำนายผิด คนที่ซื้อเก็บตั้งแต่พรุ่งนี้ก็คงจะมีกำไรประมาณ 20 เปอร์เซนต์เท่านั้น

ครับ, ท่านมีทางเลือกสองทาง คือ "ซื้อตั้งแต่วันพรุ่งนี้" กับ "รอไปอีกสองสามเดือนแล้วค่อยซื้อ" ท่านจะเลือกอันใหนดี? และท่านพร้อมที่จะถูกวัดใจหรือเปล่า?

.......................

22 พค.45...ให้คนถอนเงินมาซื้อหุ้นแล้วจะแก้ปัญหาเงินล้นแบงก์?

ผมเห็นผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ไทยและ กลต.พูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ล่าสุดไปพูดที่ปักษ์ไต้ แล้วก็ให้ทีท่าเหมือนว่าหุ้นไทยกำลังจะขึ้นแรง ให้รีบลงทุนซื้อหุ้นเสียโดยเร็ว ผมก็เลยทนไม่ได้ ผมขอพูดเสียหน่อย

ครับ, แค่ให้คนถอนเงินจากแบงก์มาซื้อหุ้นนั้นมันแก้ปัญหาเงินล้นแบงก์ไม่ได้

เหตุผลก็คือ เมื่อนาย ก. ถอนเงินไปซื้อหุ้นจาก นาย ข. นาย ข.ได้เงินไปแล้วก็เอากลับไปฝากแบงก์อีก เงินมันไม่หายไปใหนหรอกครับ เรื่องอย่างนี้คนของสองหน่วยงานนี้น่าจะรู้อยู่แล้ว

สิ่งที่จะทำให้เงินหายไปจากวงจรนั้นต้องเป็นดังนี้

1. บริษัทหลักทรัพย์ต้องเพิ่มทุน
2. เพิ่มทุนแล้วต้องซื้อเครื่องจักร์หรือวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ครับ, นั่นจึงจะทำให้เงินหลุดไปจากวงจรในประเทศ การขยายโรงงาน หรือซื้อวัตถุดิบในประเทศก็ไม่ทำให้หลุดจากวงจร เพราะคนที่ได้เงินไปก็จะวนกลับเอามาฝากแบงก์อีก เรื่องนี้มันเป็นไปอย่างที่กระทรวงอะไรอันหนึ่ง ที่ออกโฆษณาเป็นเพลงว่า "เงิน กำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป...." นั่นแหละ

ทีนี้เราลองมาคิดกันต่อ คือเจ้าเงื่อนใขสองข้อข้างบนนั้นมันจะเป็นไปได้ใหม?

เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะ บริบัทจดทะเบียนทั้งหลายในตอนนี้เขาไม่อยากเพิ่มทุน เหตุผลของเขามีสองประการคือ

1. ตอนนี้ราคาหุ้นตกต่ำ
2. ได้ทุนมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะโรงงานก็ทำงานแค่ 55 เปอร์เซ็นต์ และวัตถุดิบก็ไม่ต้องการ

ครับ, เจอแบบนี้มันก็เป็นทางตัน ผมไม่รู้ว่าจะพูดกันไปทำไม

อันที่จริงแล้ว การที่จะให้เงินมันหายไปจากแบงก์นั้นง่ายนิดเดียว ให้กระทรวงคลัง หรือกองทุนฟื้นฟูออกพันธ์บัตรแค่ 500,000 ล้านบาทมันก็หมดเรื่อง เพราะมันเป็นการเปลี่ยนจากฝากเงินไว้ที่แบงก์มาเป็นฝากเงินไว้ที่กระทรวงการคลัง เรื่องอย่างนี้ทำได้ในเดือนเดียว แต่ไม่มีใครกล้าทำ เพราะกลัวถูกฝ่ายค้านโจมตีว่าไปลดสภาพคล่องของตลาดเงิน

โอเค, ใจไม่กล้าเพราะกลัวโดนสอยจากเก้าอี้ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่ทำไมต้องมากดดอกเบี้ยเงินฝาก และออกมาพูดอยู่ทุกวันว่า"หุ้นราคาถูกมากแล้วนะ ซื้อเถอะๆ" ตรงนี้ผมเห็นว่ามันแย่ เพราะถ้าซื้อวันนี้ แล้วมันใหลลงไปถึง 300 จุด แล้วคนพวกนี้ตื่นตกใจเทขายออกมา มันก็ฉิบหายหนักกว่าเก่า

ขอเถอะครับ ขออย่าออกมาปั่นตลาดเสียเอง

...................................

13 มิย.45...อะไรคือเสียดายดีกว่าเสียใจ?

คำว่า"เสียดายดีกว่าเสียใจ"นี้เป็นคำแนะนำที่เซียนหุ้นรุ่นเก่าเขาใช้กัน มันมีความหมายว่า "ในขณะที่สภาวะของตลาดมันจะผันผวนแรง คือมีทั้งแรงเชียร์ให้ซื้อ และแรงเทขายทำกำไรนั้น เขาให้ขายหุ้นออกไปให้หมด ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยง"

ครับ, ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาวะตลาดเป็นอย่างที่กล่าวมาข้างบน คือ หุ้นได้ไต่ขึ้นมาสูงมากแล้ว มันไต่จาก 280 เมื่อกลางปีที่แล้ว มาจนถึง 395 เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ถึงตอนนั้นแรงเทขายเพื่อทำกำไรมีขึ้นมากแล้ว แต่ภาครัฐเข้ามาเชียร์ให้ซื้อหุ้นกันอย่างหนัก มีการจัดสัมมนาที่หาดใหญ่ มีการเอาผู้จัดการตลาดมาส่งเสริม มีการเอาคนของ กบข. ออกมาพูดว่าจะเทเงินมาซื้อหุ้น แม้แต่ตัวกระทรวงคลังและนายกก็ออกมาเชียร์ให้ซื้อ มันจึงมีแนวโน้มว่าจะผันผวนแรง ผมจึงแนะนำให้ขาย แล้วออกมานั่งดูคนอื่นว่าจะเจ้งหรือรวย เราขายไปแล้วย่อมจะไม่มีความเสี่ยงใดๆ

ที่นี้ก็จะมีคำถามว่า ทำไมจึงใช้วลี"เสียดายดีกว่าเสียใจ"?

คำอธิบายเป็นดังนี้
เล่นหุ้นนั้นมีสองสถานะ คือ "ถือเงิน" กับ "ถือหุ้น" และหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง มันก็จะเกิดผลได้สองอย่าง คือ "หุ้นขึ้น" กับ "หุ้นลง" ซึ่งเมื่อจับเอามารวมกันแล้วจะเกิดเป็นผลรวมได้สี่สถานะ คือ "ถือเงินแล้วหุ้นขึ้น", "ถือเงินแล้วหุ้นลง", "ถือหุ้นแล้วหุ้นขึ้น", กับ "ถือหุ้นแล้วหุ้นลง"
ในสี่กรณีย์นี้มันเกิดการตัดสินใจผิดได้สองแบบ คือ "ถือเงินไว้แล้วหุ้นขึ้น" ซึ่งทำให้อดได้กำไร อย่างนี้เขาเรียกว่า"เสียดาย" เพราะมันเป็นลาภที่ควรจะได้แต่เราไม่ฉวยเอาไว้ แต่มันก็ไม่ทำให้เราขาดทุน
ตัดสินใจผิดแบบที่สองคือ "ถือหุ้นเอาไว้แล้วหุ้นลง" ซึ่งทำให้ขาดทุน นี่เป็นความเสียหายที่เป็นตัวเงิน เราจึงเรียกว่า"เสียใจ" เราเสียใจเพราะการตัดสินใจผิดอันนี้ทำให้ขาดทุนจริงๆ
ครับ, เขาเอาการตัดสินใจผิดสองแบบนี้มาเปรียบเทียบกัน แล้วเขาก็สรุปว่า "เสียดายดีกว่าเสียใจ" นั่นก็คือ ในสภาวะผันผวนเช่นนี้ ตัดสินใจขายออกไปน่าจะดีกว่าถือหุ้นโด่เอาไว้

อนึ่ง, ผมอยากให้ท่านสังเกตุว่า ที่ผมแนะนำให้ขายให้หมดนี้ไม่ใช่เพราะผมทำนายว่า"หุ้นจะลง"นะครับ หลายคนไม่เข้าใจคำแนะนำแล้วไปสรุปเอาเองว่าผมทำนายว่าหุ้นจะลง และเมื่อผลที่สุดหุ้นมันขึ้น ก็เลยมาหาว่าผมทำนายผิด

อันที่จริงแล้วคำแนะนำ"เสียดายดีกว่าเสียใจ"นี้จะเห็นผลในอีกสามสี่เดือนให้หลัง คือ เมื่อขายหุ้นออกไปแล้วก็ให้รอจังหวะ การผันผวนอย่างแรงนี้จะมีผลออกมาสองทาง คือ ถ้าหุ้นมันแกว่งขึ้นไปอย่างแรงเพราะแรงปั่นของรัฐมีมากกว่า ไม่ช้าไม่นานมันก็หมดแรงปั่น เมื่อถึงตอนนั้นมันก็จะตกอย่างแรง ซึ่งจะตกลงมาต่ำกว่าจุดที่เราขายออกไป เช่น ต่ำกว่า 395 อย่างแน่นอน ซึ่งถึงตอนนั้นก็กลับเข้าไปซื้อคืนมาได้โดยมีกำไรจำนวนหุ้น
ทางที่สองก็คือ ถ้าแรงปั่นของรัฐมันต่ำกว่าแรงเทขาย มันก็ไม่ขึ้นไปเป็น 400-430-450.... มันจะใหลลงเป็น 390-380-370... ซึ่งเราก็สามารถเข้าไปซื้อคืนได้ โดยมีกำไรจำนวนหุ้นเช่นกัน
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ นโยบาย"เสียดายดีกว่าเสียใจ"นี้ มันเป็นชนิดที่ไม่มีทางขาดทุน

ครับ, เรื่องนี้เซียนหุ้นส่วนใหญ่เขาเข้าใจกันดี ผมไม่เคยลองหรอกครับ แต่รอดูไปอีกสักหนึ่งถึงสามเดือนก็จะเห็นผล

........................

6 กค.45...คนแก่ควรเล่นหุ้นหรือไม่?

วันนี้เป็นวันเสาร์ และเราก็มีรายการมันนี่ทอร์คของดร.ไพบูลย์เช่นเคย คราวนี้มาในรูปของการชักชวนให้เล่นหุ้นผ่านกองทุนรวม แต่พูดไปพูดมาก็ลงแนวเดิม คือ มีทรัพย์สินแล้วก็ควรแบ่งบางส่วนมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

แต่ผมติดใจแนวคิดของท่านดร.ประสารอยู่มาก คือ ท่านอื่นๆนั้นมักจะบอกว่า คนแก่นั้นไม่ควรจะเล่นหุ้น ทั้งนี้เพราะมันเสี่ยง ถ้าพลาดพลั้งแล้วมันไม่มีโอกาสทำงานหาเงินคืนมาได้ แต่ท่านดร.ประสารกลับบอกว่า "อย่าเอาเรื่องอายุมาเป็นเกณท์ในการเลือกการลงทุน"

ครับ, เรื่องนี้ตีความได้หลายแง่ และมันน่าจะเอามาถกกันต่อ
แง่ที่หนึ่ง คือ ดร.ประสารท่านพูดอย่างตรงไปตรงมา คือ คนแก่นั้นถ้ามีทรัพย์มากพอ ก็อาจเอาบางส่วนมาเล่นหุ้นได้ เพราะเสียไปนิดเดียวย่อมไม่มีผลต่อชีวิต
แง่ที่สองก็คือ ดร.ประสารทราบดีว่า คนส่วนใหญ่นั้นเมื่อเสียเงินแล้วมักจะมุมานะอยากจะเอาคืน แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่เหลือมาละลายลงไปอีก แล้วก็ตายอย่างอนาถได้ ทั้งนี้เพราะหมดเงินแล้วไม่มีทางทำงานหาเงินคืนได้(ดั่งที่ท่านอื่นๆพูด) แต่ท่านไม่สนใจ ท่านอยากให้คนเอาเงินมาเล่นหุ้นอย่างเดียว
แง่ที่สามคือ ดร.ประสารคิดว่าการเล่นหุ้นนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนอื่นพูด.....

มันน่าเสียดายที่รายการดังกล่าวมีเวลาน้อย แล้วยังมีผู้พูดหลายท่าน เราจึงไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไรแน่ ท่านพูดได้แค่แง่ที่หนึ่งเท่านั้น

ครับ, ผมก็เลยอยากจะเอามาพูดต่อ และท่านผู้อ่านคงจะแปลกใจ เพราะผมเห็นด้วยกับท่านดร.ประสารอย่างเต็มที่ เหตุผลของผมมีดังนี้

1. คนส่วนใหญ่บอกว่าคนแก่ไม่ควรเล่นหุ้น แต่ในความเป็นจริงก็คือ หุ้นนั้นส่วนใหญ่อยู่ในมือคนแก่ และพวกเขาได้ผลตอบแทนคุ้มกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคนแก่นั้นผ่านชีวิตการทำงานมานานแล้ว เขาได้สะสมทรัพย์เอาไว้ เขาทดลองมาหลายรูปแบบแล้ว และก็ได้ผลดีกว่าฝากไว้ที่แบงก์ทั้งนั้น คนแก่บางคนสะสมในรูปที่ดิน บางคนสะสมในรูปเครื่องเพชร บางคบสะสมในรูปทองคำแท่ง บางคนสะสมในรูปทองรูปพรรณ แต่ส่วนใหญ่เขาซื้อหุ้นเอาไว้ หลายคนซื้อหุ้นบริษัทสามัญก่อนมีตลาดหลักทรัพย์ด้วยซ้ำไป และในปัจจุบันเขาก็ยังถือหุ้นนอกตลาดกันอยู่มากมาย

2. คนแก่คือคนที่มีเวลา เขาสามารถใช้เวลาในการหาข้อมูล เขาสามารถประเมินสถานะของบริษัทได้ดีกว่าคนหนุ่มสาว เขามีประสบการณ์ เขาไม่ซี้ซั้วซื้อ เขาไม่เล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้น เขาเห็นมามากแล้ว ว่า ซื้อเช้าขายบ่าย ซื้อวันนี้ขายในสามวันเมื่อมีกำไร หรือขาดทุนแค่ห้าเปอร์เซนต์ก็รีบคัดลอส...นั้นมันเจ้งทั้งนั้น เขากลับเห็นว่าเขาคือคนที่ได้เปรียบในเกมนี้ เขาจึงยังเล่นอยู่

3. คนแก่นั้นคิดละเอียด เขาไม่ได้เล่นหุ้นเพื่อเอากำไรจากส่วนต่างของราคาแต่เพียงอย่างเดียว เขาคำนึงถึงเงินปันผล เขาคำนึงถึงค่าคอมมิชชั่น เขาคิดถึงค่าเดินทาง เขาคิดถึงค่าเช็คที่ต้องเขียนสั่งจ่าย เขาคิดถึงดอกเบี้อยที่หายไปในระหว่างทำเซทเทิลเมนท์ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเลือกหุ้นที่มีปันผล และเล่นยาวมากกว่าสั้น ซึ่งทำให้เขามีกำไร และกำไรได้สูงกว่าฝากแบงก์

4. คนแก่นั้นมีคอนเนคชั่น เขารู้จักคนมากกว่า และรู้จักในระดับที่พูดกันอย่างถึงกึ๋น ข้อมูลจึงดีกว่า และคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไปในตอนนี้ก็คือคนที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว พวกเขาคือผู้ก่อสร้างธุรกิจต่างๆที่วิ่งกันอยู่ในขณะนี้ มันจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าววงในทุกอย่างจะถึงมือพวกเขาในไม่กี่วัน และทันต่อการซื้อไว้ทำกำไร และปล่อยออกไปก่อนที่จะเสียหาย

5. การที่คนส่วนใหญ่มาพูดว่าเล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง และไม่เหมาะกับคนแก่ ก็เพราะเขาดูที่การถดถอยสามครั้งในตลาดหุ้นไทย และที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือการถดถอยจาก 1700 ในปี 2536 ลงมาจนถึง 280 ในปี 2542 และมาดิ้นด็อกแด็กๆที่ 400 อยู่ในขณะนี้ พวกเขาสรุปเอาง่ายๆว่า"ทุกคนขาดทุน" ซึ่งไม่เป็นความจริง คนแก่ที่เล่นหุ้นมาตั้งแต่เปิดตลาด และเล่นแบบไม่เสี่ยงนั้นยังมีกำไรกันทุกคน คนที่ไปห้ามพวกเขาไม่ให้ลงทุนในหุ้นคือคนโง่ คิดดูง่ายๆ ถ้าเขาลงทุน 100 บาทเมื่อเปิดตลาดครั้งแรก ตอนนี้เขาก็ถือหุ้นอยู่มากกว่า 400 บาท เพราะดัชนีมันขึ้นมาเป็น 400 แต่ในช่วง 27 ปีที่ผ่านมานั้นเขาได้ปันผลเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 12 เปอร์เซนต์ กับการได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาดอีกหลายครั้ง ครั้งละหลายสิบเปอร์เซนต์ สิ่งเหล่านี้บวกกันแล้วมันมากกว่าดอกเบี้ยทบต้น

ครับ, อย่าไปดูเรื่องอายุ ให้ดูที่วิธีการเล่นหุ้น เล่นให้ถูกวิธีแล้วจะมีกำไรมากกว่าฝากแบงก์

ถึงตรงนี้บางท่านอาจถามว่า "แล้วทำไมอาจารย์ไม่เล่นหุ้น?"

คำตอบก็คือ หุ้นและเงินนั้นสำคัญน้อยกว่าครอบครัว ในขณะนี้ภรรยาผมเขายังเข็ดกับการเอาเงินส่วนหนึ่งไปซื้อหน่วยลงทุนเมื่อ 5-6 ปีก่อน เราขาดทุนไปตรงนั้นเกือบสองล้าน ผมถูกบ่นจนบ้านแทบแตก แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้ว และเริ่มเห็นผลจากการเล่นตามโปรแกรม SC68EX ผมลงทุนไปประมาณ 300,000 บาท มันให้ผลตอบแทนเกือบ 20 เปอร์เซนต์ต่อปี ถ้าปีนี้และปีหน้ามันยังทำกำไรได้ดี เขาก็คงจะกล้าพอที่จะลงทุนเพิ่ม

ครับ, ท่านไม่ต้องเชื่อผมในทันที เอากลับไปคิด และติดตามดูผล เล่นในอีกสองสามปีข้างหน้าก็ยังไม่สาย

.......................

11 กค.45...ใครว่าเงินล้นแบงก์?

ผมเคยพูดมาครั้งหนึ่งแล้วว่า แบงก์ไม่เคยเก็บเงินเอาไว้เกินความจำเป็น เงินสดในมือ หรือเงินเหลือในบัญชีที่แบงก์ชาตินั้นทำให้ขาดรายได้ เขาต้องเอาไปใช้หนี้ที่ดอกเบี้ยแพงๆไปให้หมด ดังนั้น การที่แบงก์พาณิชย์ออกมาพูดว่า"เงินล้นแบงก์"จึงเป็นการโกหก

แต่เรื่องนี้คนทั่วไปฟังผมแล้วก็ไม่เชื่อผม เพราะเราไม่เคยมีตัวเลขว่าเงินสดในมือ และเงินในบัญชีที่แบงก์ชาติเป็นเท่าใด

ครับ, มาวันนี้ผมมีข้อมูลที่จะชี้ได้แล้ว คือ
1. พอแบงก์ชาติบอกว่าจะออกพันธบัตร 300,000 ล้านบาท หลายแบงก์ก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากทันที
2. และเมื่อวานนี้ก็ออกมาเขียนบทความโจมตีว่า พันธบัตรช่วยชาติ 300,000 ล้านบาทนี้ซื้อไปแล้วขายคืนทันทีที่ครบหนึ่งปีครึ่งอาจจะขาดทุน

ครับ, อันที่จริงแล้วถ้ามีเงินล้นอยู่ถึง 6-7 แสนล้านอย่างที่พูด มันก็ไม่น่าจะออกมาโวยวาย นอกจากนี้แล้ว เงินที่แบงก์ชาติได้ไปนี้มันก็จะต้องวนกลับออกมา เพราะต้องไปชดใช้หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ แล้วมันก็กลับมาฝากแบงก์พาณิชย์กันอีก ในความเป็นจริงก็คือ เงินบาทจะหายไปจากแบงก์พาณิชย์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ตรงนี้ยิ่งชี้ชัดว่า แบงก์พาณิชย์นั้นเงินในมือเกือบไม่มีเหลือกันทั้งนั้น พวกเขาต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ และไปหวังว่าจะไปถอนจากบัญชีที่แบงก์อื่น ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะกีดกันไม่ให้คนเอาเงินไปซื้อพันธบัตร

ครับ, การกระทำแบบนี้ท่านว่ามันถูกหรือผิด? และทำไมเขาจึงทำ?

ถ้าคิดกันตื้นๆ เราก็บอกว่า เป็นเรื่องของการเอาตัวรอด

แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเห็นว่าเป็นการแสดงถึงความไร้ความสามารถในการบริหาร และไร้สำนึกถึงความรับผิดชอบของคนเหล่านี้

ที่ผมบอกว่าไร้ความสามารถในการบริหารก็เพราะ ทุกแบงก์รู้อยู่แล้วว่ารัฐจะต้องออกพันธบัตรเพื่อนำไปใช้หนี้ เรื่องนี้มันต้องเตรียมตัวกันไว้แล้ว การกดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงจนต่ำเกินจริงนั้นมันทำให้เงินที่จะไปซื้อพันธบัตรครั้งนี้จะมาจากเงินฝากเกือบทั้งหมด ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมันเป็นไปตามตลาด เงินจำนวณหนึ่งจะมาจากตราสารหนี้และหุ้น แล้วตนเองก็จะไม่เดือดร้อนมากนัก

และที่ผมบอกว่าไร้ความรับผิดชอบก็เพราะ จริงๆแล้วหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯนี้ก็เกิดจากพวกเขานี่แหละ เพราะความเสียหายส่วนใหญ่มาจากเอนพีแอลของพวกตัวนั่นแหละ

แล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวอะไรกับเรา

ครับ, เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวนักลงทุน เพราะ มาถึงวันนี้ท่านต้องคิดแล้วว่า หุ้นแบงก์ยังจะเป็นประเภทบลูชิพกันอยู่หรือ? และท่านยังจะยอมให้กองทุนต่างๆถือหุ้นพวกนี้อยู่หรือ?

สำหรับผมแล้ว ตอนนี้ผมไม่กล้าถือหุ้นแบงก์ไปแล้ว

................................

13 สค.45....พันธบัตรช่วยชาตินั้นเลวจริงหรือ?

ผมทนนั่งฟังนักวิชาการออกมาวิจารณ์(ทางลบ)ของพันธบัตรรุ่นนี้เป็นเดือน และไม่ยอมพูดอะไรเลย วันนี้เห็นว่าถึงเวลาที่จะพูดกันเสียที

ครับ, คนที่บอกว่าพันธบัตรรุ่นนี้เลว และบอกว่าไม่ควรซื้อ ในตอนนี้คงจะกลับคำพูดไปแล้ว ทั้งนี้เพราะแบงก์และ ธปท.เริ่มออกมาพูดว่าดอกเบี้ยเงินฝากอาจต้องลดอีกระรอกหนึ่ง และคนที่จองพันธบัตรไว้ก็ยิ้มจนตาหยี เพราะพันธบัตรรุ่นหน้าจะต้องได้ดอกเบี้ยต่ำลง พันธบัตรรุ่นนี้จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น

แต่...อันที่จริงแล้ว การที่แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะลดลงนั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนัก เจ้าพันธบัตรรุ่นนี้มันดีอยู่แล้ว เหตุผลของผมมีดังนี้

1. โดยทั่วๆไปนั้นคนเขาตีค่าของพันธบัตรเหนือกว่าเงินฝากในธนาคารกันอยู่แล้ว มันมีความมั่นคงกว่า มันสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ มันสามารถเอาไปจำนำได้ มันเป็นเอกสารที่ทำด้วยกระดาษพิเศษที่ป้องกันการปลอมแปลงได้ดี มันออกโดยหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้ มันมีการจดทะเบียนและดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งยังไม่เคยมีประวัติว่ามีการโกงหรือปลอมแปลงมาขึ้นเงินไปได้ มันสามารถโอนหรือแบ่งเป็นมรดกตกทอดกันได้ง่าย....ฯลฯ ถ้าให้ดอกเบี้ยในอัตราเท่าๆกัน คนเขาเลือกเอาพันธบัตรกันทั้งนั้น

2. โดยทั่วๆไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรนั้นจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำอยู่ประมาณ 2 เปอร์เซนต์ แต่พันธบัตรรุ่นนี้กลับมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า นี่ไม่ใช่เพราะแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น เราลองคิดกันดู พันธบัตรรุ่นนี้ ชนิดสิบปี เขาให้ดอกเบี้ยถึง 6.1 เปอร์เซนต์ ซึ่งปรกติแล้วจะเทียบได้กับเงินฝากที่อัตราดอกเบี้ย 8.1 เปอร์เซนต์ แต่ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำมันอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซนต์ ถ้าจะให้มันถัวเฉลี่ยในสิบปีเป็น 8.1 เปอร์เซนต์ มันจะต้องไต่ขึ้นไปอยู่ที่สมการ (2.5+x)/2=8.1 หรือคือ=2*8.1-2.5=13.7 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆ ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในอนาคตจะไปไม่ถึง 13.7 แน่นอน ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรุ่นนี้จึงตั้งไว้สูงมาก

3. นักวิชาการพยายามบอกว่า ถ้าซื้อพันธบัตรนี้ไว้แล้วขายคืนภายใน 18 เดือนจะทำให้ขาดทุน แต่นั่นเป็นแค่ไม่กี่คนในจำนวนผู้ซื้อหลายแสนคน มันเป็นการเอาเรื่องของคนส่วนน้อยมาบดบังเรื่องของคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ถูกต้อง มันเป็นความพยายามที่จะบิดเบือนความจริง

4. นักวิชาการพยายามบอกว่า พันธบัตรรุ่นนี้จะไปดูดซับสภาพค่องในตลาดเงิน(พูดตามภาษาชาวบ้านคือ จะทำให้เงินในตลาดลดลง) ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และจะทำให้ไม่เกิดการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินจำนวน 305,000 ล้านบาทนี้มันก็จะจ่ายกลับออกมาสู่เจ้าหนี้ ซึ่งมีทั้งเป็นคนไทยและคนต่างชาติ จะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะถูกดึงออกไปต่างประเทศ ในที่สุดมันก็กลับเข้ามาวนในตลาดเงินของไทยเรา โอกาสที่เงินจะหดหายไปจากตลาดไทย และโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจะเพิ่มขึ้นนั้นมีน้อยมาก

5. ผมบอกได้เลยว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่มีวันที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะ เท่าที่ขูดรีดไปได้แล้วนี้ยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างส่วนที่เสียไปเป็นเอ็นพีแอล เขาจะต้องกดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไปอีกไม่น้อยกว่า 13 ปี มันจึงจะลบล้างส่วนสูญเสียไปในเอ็นพีแอลได้

ครับ, มาถึงวันนี้เราก็เห็นกันแล้วว่า พันธบัตรรุ่นนี้เป็นการลงทุนที่ดีอันหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบกับการเอามาเล่นหุ้น(อย่างถูกวิธี) ผมก็เชียร์ให้เอามาเล่นหุ้น ผมจึงไม่ได้ขัดคอพวกนักวิชาการเหล่านั้นมาโดยตลอด แต่ก็อยากให้ท่านได้เข้าใจให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

........................

15 สค.45...หุ้นที่มือใหม่ไม่ควรแตะต้อง

พวกเราส่วนใหญ่นั้นคิดและพูดกันแต่หุ้นที่ดี บางคนบอกว่าหุ้นดีนั้นต้องมีปันผล บางคนบอกว่าหุ้นดีนั้นต้องมีสภาพคล่องสูง บางคนบอกว่าหุ้นดีต้องมีมาร์เก็ตแคปสูง บางคนบอกว่าหุ้นดีนั้นต้องผลิตสินค้าหรือบริการที่คนต้องการ บางคนบอกว่าหุ้นดีต้องเป็นหุ้นที่กำลังพลิกฟื้นคืนชีพ บางคนบอกว่าหุ้นดีนั้นต้องมีผู้บริหารที่ดี...ฯลฯ

ครับ, สำหรับคนที่เข้ามาใหม่ ฟังเขาพูดกันแล้วก็มักจะไม่เข้าใจ นอกจากจะมีปัญหากับคำศัพท์แล้วก็ยังมีปัญหาว่าไม่รู้จะไปหาข้อมูลได้ที่ใหน มันจึงดูไม่ออกว่าหุ้นตัวใหนดี หรือน่าลงทุน ลงท้ายก็เลือกซื้อตามคนอื่นไปก่อน แล้วก็ขาดทุนย่อยยับ

ในบรรดาการขาดทุนเหล่านี้จะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่มีอาการไม่น่าเชื่อ คือราคานั้นขึ้นลงเป็นปรกติมาโดยตลอด แต่อยู่มาวันหนึ่งมันก็ตกหายไป 30-50 เปอร์เซนต์ เรื่องอย่างนี้หลายคนไม่เข้าใจ แล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเสียค่าโง่

ครับ, การที่อยู่ดีๆแล้วราคาหายไป 30-50 เปอร์เซนต์นั้นมันเกิดได้ด้วยเหตุสามสี่อย่างดังนี้

1.บริษัทนั้นเคยเพิ่มทุนโดยให้ผู้บริหารซื้อหุ้นใหม่ได้ในราคาต่ำเป็นพิเศษ และมีเงื่อนใขว่าจะนำออกขายไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลาอันหนึ่ง ห้วงเวลาดังกล่าวนี้เราเรียกว่า "silent period" เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วพวกเขาก็สามารถนำออกขายได้ และเนื่องจากต้นทุนของเขามันต่ำ เขาจึงขายในราคาต่ำกว่าราคาปิดวันก่อนได้ ราคาหุ้นจึงตกอย่างไม่ทันรู้ตัว

2. บริษัทนั้นได้ออกวอร์แร้นท์เอาไว้ และเป็นปริมาณที่สูงมาก แล้วมันมาถึงวันที่ผู้ถือวอร์แร้นท์เขาสามารถใช้สิทธิที่จะเปลี่ยนเป็นหุ้นพอดี ในกรณีย์ที่ผู้ถือวอร์แร้นท์เห็นว่าคุ้มที่จะเปลี่ยนเป็นหุ้น เขาก็จะเปลี่ยนเป็นหุ้น จำนวนหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เงินปันผลก็มีแนวโน้มว่าจะถูกเฉลี่ยออกไป ค่าของหุ้นก็จะตกต่ำลง

3. บริษัทมีกำไรดี แต่ไม่อยากเอาเงินสดมาจ่ายปันผล ผู้บริหารใช้วิธีเพิ่มหุ้น แล้วเอาหุ้นใหม่นั้นมาจ่ายเป็นปันผล เมื่อถึงวันที่เอาหุ้นเข้าบัญชีของผู้ได้รับปันผลราคาหุ้นก็จะถูกถัวเฉลี่ยค่าลงมา

ครับ, เรื่องเหล่านี้คนมือใหม่จะไม่รู้ และกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อผ่านวันแห่งการเปลี่ยนแปลงอันนั้นไปแล้ว คนเก่าที่เขาเล่นหุ้นมานานแล้วนั้นเขาจะจำได้ว่าหุ้นตัวใหนมี"กับดัก"ดังกล่าวอยู่ เขาจึงไม่ตกเป็นเหยื่อ คนหน้าใหม่ที่ชอบเล่นตามคนอื่นจะเจ็บตัวเพราะเรื่องนี้กันมาก

แล้วจะป้องกันตัวได้อย่างไร?

ก็อย่าไปเล่นหุ้นที่มีหุ้นไซเล้นท์พีเรียดและวอร์แร้นท์ซิครับ

เอ้อ, เกือบลืมไป, เจ้าวอร์แร้นท์และคอบเวอด์วอร์แร้นท์ก็ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่นะครับ

..........................

16 สค.45...ทำไมต้องใช้โปรแกรมจำลองตลาดหุ้น?

อันที่จริงแล้วผมก็ไม่ชอบที่จะไปทักท้วงใคร แต่เรื่องนี้มันทนไม่ใหว คือตลาดหลักทรัพย์กำลังจะจัดสัมมนาเพื่อแนะนำการลงทุนในหุ้นให้แก่คนเชียงใหม่ในเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ และเขาก็เอามาออกข่าวว่า จะมีการใช้โปรแกรมจำลองตลาดหุ้นเพื่อประกอบการสัมมนา เขาได้เตรียมเครื่องแล็บทอพเอาไว้สองร้อยเครื่อง เขาจะให้คนไปแข่งขันเล่นหุ้นกันสี่ห้ารอบ และจะมีรางวัลให้แก่คนที่ทำกำไรได้สูงสุด ทุกอย่างเล่นฟรีฯลฯ

ครับ, ฟังดูแล้วหลายๆคนก็คงจะไม่เห็นว่าเสียหาย บางคนอาจบอกว่าดีด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการนำไปสู่การเล่นหุ้นที่ทันสมัย คือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าช่วย

เรื่องนี้ขอให้ท่านมาฟังเหตุผลกันดู

1. การเล่นหุ้นโดยจำลองเหตุการณ์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์นี้มันจะไม่เหมือนกับการลงทุนจริง คือมันจะใช้เวลาที่สั้นมาก การจำลองภาพเหตุการณ์แต่ละวันจะใช้เวลาอันสั้น แต่ถึงแม้จะใช้เวลาอันสั้น มันก็เล่นได้ไม่กี่วัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหนึ่งวันใช้เวลาเล่น 10 นาที ครึ่งวันก็จะเล่นได้แค่ 18 วัน ซึ่งจะไม่กว้างพอที่จะครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงของตลาด คนเล่นก็จะไม่ได้ความรู้ในแง่ของการขึ้นลงของหุ้น และจะไม่เห็นประโยชน์ของการรอกินปันผล

2. เมื่อการเล่นมันทำได้แค่สิบกว่าวัน ทุกคนก็จะเล่นหุ้นที่มีการขึ้นลงเร็ว หรือคือเป็นการเก็งกำไรล้วนๆเลย ซึ่งผิดหลักการของการดูแลตลาด ตลาดจะต้องส่งเสริมการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น

3. ตราสารที่จะทำกำไรได้ในเวลาอันสั้นก็คือพวกวอแร้นท์และคอบเวอร์วอแร้นท์ คนที่ชนะในรอบต่างๆนั้นผมเดาได้เลยว่าต้องเป็นผู้ลงทุนในตราสารเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์

4. การสั่งซื้อสั่งขายผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นถึงแม้ว่าจะทำได้รวดเร็ว แต่มันก็ไม่ใช่เป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการสั่งซื้อสั่งขายผ่านโบรกเกอร์

5. โปรแกรมจำลองภาพเหตุการณ์นี้ไม่สามารถให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้เท่ากับชีวิตจริง มันคงให้ได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ และถึงแม้จะจัดไส่เอาไว้มากๆ ผู้เล่นก็ไม่สามารถอ่านได้ทัน มันจึงเป็นยัดเยียดให้ผู้เล่นตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูล ซึ่งถ้าฝึกกันไว้อย่างนี้ก็มีหวังจะฉิบหายกันโดยถ้วนหน้าเมื่อถึงเวลาลงทุนจริง

6. เวลาที่สั้นลงนั้นจะทำให้ผู้เล่นไม่มีโอกาสนำราคาปิดไปใช้วิเคราะห์ทางเทคนิค หรือคือ มันตัดโอกาสผู้เล่นแบบเทคนิคัลไปโดยสิ้นเชิง

ครับ, โปรแกรมจำลองภาพเหตุการณ์นั้นไม่มีประโยชน์ในการสอนคนให้ลงทุนอย่างถูกวิธี แล้วมันยังจะบ่มเชื้อของการเก็งกำไรอย่างผิดๆอีกด้วย

ผมสงสารคนไทยจริงๆ ทำไมเราจึงมีผู้บริหารที่คิดสั้นๆอย่างนี้?

...............................

21 สค.45...จะเป็นนักสถิติหรือนักสติปริ?

ถ้าท่านแวะเข้าไปที่ห้องค้า ท่านจะเห็นคนจำนวนหนึ่งนั่งคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พวกเขามักจะเลือกใช้เครื่องที่อยู่แยกไปต่างหาก พวกเขาไม่ชอบให้ใครไปยืนดูอยู่ข้างหลัง และพวกเขามักจะอารมณ์เสียอยู่บ่อยๆ

ครับ, พวกนี้คนทั่วๆไปเขาเรียกว่านักสถิติ แต่ผมดูแล้วเป็นห่วง คืออาการเขาเข้าขั้นใกล้จะเป็น"นักสติปริ"มากทีเดียว

นักสติปริคืออะไร?

นักสติปริคือคนที่พยายามใช้หลักสถิติเข้าจับดูการขึ้นลงของราคาหุ้น ทั้งนี้โดยเรียกดูข้อมูลย้อนหลังของหุ้นต่างๆ แล้วพยายามใช้ความจำเพื่อหาความสัมพันธ์ของข้อมูลกับการขึ้นลงของราคาหุ้น แล้วทำนายว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง

ทำไมสติจึงปริ? คนพวกนี้มีความเครียดสูง ทั้งนี้เพราะต้องใช้ความจำสูงมาก และทำมานานมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ สิ่งที่บรรจุเข้าไปในสมองของเขานั้นมันมากจนเกิดความรู้สึกเหมือนว่าสมองกำลังปริและจะแตกออกมาในเร็วๆนี้ ซึ่งพวกเขาตระหนักดี และต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง

ทำไมจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จสักที?

มันมีเหตุผลอยู่หลายอย่าง ดังนี้

1. ข้อมูลหลายอย่างไม่มีความสัมพันธ์(correlation)กับการขึ้นลงของราคาหุ้น แต่เขาและคนจำนวนมากคิดว่ามี ยกตัวอย่างเช่น การขึ้นลงของดัชนีตลาดต่างประเทศนั้น คนชอบคิดว่ามีผลต่อการขึ้นลงของราคาหุ้นไทย แต่ในความเป็นจริงก็คือ บางช่วงตอนมันขึ้นลงตามกัน แต่อีกบางช่วงตอนมันก็กลับทิศกัน

2. ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กับราคาหุ้นนั้น มันสัมพันธ์กันไม่มาก การที่จะบอกว่ามันไปด้วยกัน หรือสวนทางกัน นั้นต้องเก็บสถิติเป็นจำนวนสูงมาก มันมากกว่าที่พวกเขาได้เคยเห็นหรือเคยสัมผัส ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพล๊อตกราฟราคาย้อนหลังไปสัก 30 วัน แล้วลากเส้นหาแนวโน้มต่อออกไปในอนาคต(ซึ่งเราเรียกกันว่า slope) เจ้าค่าแนวโน้มนี้จะมีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงอยู่เล็กน้อย กล่าวคือ ถ้าแนวโน้มเป็นบวก ราคาหุ้นมักจะขึ้นตาม แต่มันเป็นจริงแค่ประมาณ 55 ต่อ 100 และต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังเป็นหมื่นๆจุดเพื่อพิสูจน์ความจริงอันนี้ ซึ่งเขาหาข้อมูลไม่ได้ ห้องค้าต่างๆนั้นมักจะมีข้อมูลย้อนหลังให้แค่ 200-300 จุดเท่านั้น

3. ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับราคาหุ้นนั้นก็มีอยู่ แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เช่น เมื่อเกิดวินศกรรมตึกเวิล์ดเทรด เมื่อเกิดสงครามอิรักอิหร่าน เมื่อกลุ่มโอเปคประกาศลดการผลิตและเพิ่มราคาน้ำมันดิบ...จำนวนจุด(sample point)มันน้อย เราหาความสัมพันธ์ได้แต่ด้านทิศทาง จะหาทางด้านปริมาณและระยะเวลาไม่ได้ รู้แล้วก็ไม่สามารถทำประโยชน์ได้

4. ห้องค้าไม่มีโปรแกรมที่จะใช้ช่วยในการดึงข้อมูลออกมา และช่วยในการวิเคราะห์อย่างลึก เขามีแค่โปรแกรมช่วยเล็กๆน้อยๆ เช่นการพล๊อตกราฟ หาค่าเฉลี่ย หาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หาเปอร์เซนต์ เท่านั้น การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคนี้ต้องใช้โปรแกรมที่ลึกกว่านี้

ครับ, จริงๆแล้ว คนที่จะศึกษาทางเทคนิคให้ได้ผลนั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้

a. ต้องมีข้อมูลย้อนหลังมากพอ เช่นถ้าจะดูราคาปิด ก็ต้องมีย้อนไป 15-30 ปี

b. ต้องมีความรู้เรื่องสถิติอย่างสูง

c. ต้องมีความรู้เรื่องทฤษฎีความเป็นไปได้(probability theory)

d. ต้องมีความรู้เรื่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(operation research)

e. ต้องมีความรู้ด้านเขียนโปรแกรม

f. ต้องมีความรู้เรื่องการแก้ปัญหาด้วยตัวเลข(numerical method)

g. ต้องมีใจรักในการค้นคว้า และมีเวลาให้กับงานนี้

ครับ, งานชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องที่จะเอาความจำหรือข้อสังเกตุเล็กๆน้อยๆมาทำได้ ถ้าเรื่องนี้ทำได้ง่ายก็คงจะมีโปรแกรมออกมาขายกันเกลื่อนเมืองแล้วละ

ติดต่อหาซื้อจากคนอื่นเขาเถอะครับ อย่าใช้สมองไปในทางที่ผิด เดิ๋ยวมันจะแตกเสียก่อนที่จะได้ใช้งาน
ถ้าโปรแกรมมันแพงเกินกว่าที่จะลงทุนเอง ก็บีบให้โบรกเกอร์หามาให้บริการ เพราะแชร์กันใช้
ก็ได้

...............................

22 สค.45...ทำไมต้องตื่นเต้นกับMSCI?

สัปดาห์นี้มีคนพูดถึงการจะปรับน้ำหนักการลงทุนของเอ็มเอสซีไอกันค่อนข้างมาก นักวิเคราะห์เอามาใช้เป็นตัวชี้นำตลาดไทยอย่างไม่หยุดหย่อน แต่เจ้าเอ็มเอสซีไอก็ไม่ยอมประกาศอะไรออกมาสักที พูดไปพูดมาก็เลยสรุปว่า การปรับน้ำหนักเอ็มเอสซีไอ และปรับเรทตี้งจากสถาบันฝรั่งเหล่านี้จะเป็นตัวตัดสินใจของกองทุนฝรั่ง เมื่อใดที่ประกาศปรับขึ้น ทุนฝรั่งก็จะใหลเข้ามา แล้วราคาหุ้นก็จะพุ่งกระฉูด

ครับ, มันจะบ้ากันไปทั้งเมืองแล้วละ

สำหรับผมแล้ว การปรับน้ำหนักและเรทติ้งเหล่านี้มีผลในระยะสั้นน้อยมาก ผมไม่เชื่อว่าประกาศวันนี้จะมีผลในวันรุ่งขึ้นอย่างแรงอย่างที่นักวิเคราะห์เขาพูดกัน ท่านที่เป็นนักลงทุนควรจะใช้ความคิดให้ดี ผมจะขอชี้ให้เห็นดังนี้

1. การปรับน้ำหนักการลงทุนและปรับเรทติ้งหุ้นไทยนั้นมีผลแน่ แต่มันต้องใช้เวลา ทั้งนี้เพราะกองทุนของต่างชาตินั้นใช่ว่าจะย้ายเงินมาได้ทันที เงินของเขายังติดเป็นหุ้นอยู่ในตลาดอื่น ตลาดอื่นก็ใช่ว่าจะเลวจนถึงขนาดจะต้องรีบเทขาย การเทขายนั้นจะทำให้เขาเสียหาย เขาต้องทยอยขาย และขายแต่หุ้นที่มีสภาวะเลวลง นี่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน

2. กองทุนต่างๆนั้นใช่ว่าจะเต็มไปด้วยอีเดียด(แปลว่าคนโง่) เขามีความคิดเป็นของตนเองกันทั้งนั้น เขาใช้ข้อมูลจากบริษัทผู้ประเมินเหล่านี้เป็นตัวประกอบเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้าน"ขาขึ้น"นั้นเขาให้ความสนใจน้อย เขาจะวิเคราะห์เองมากกว่า ตลาดใหนที่ดีขึ้นจริงๆเขาจึงจะย้ายการลงทุนไปหา เขาจะสนใจด้าน"ขาลง"มากกว่า เพราะเมื่อใหร่ที่บริษัทประเมินเหล่านี้บอกว่าหุ้นตัวใหนหรือตลาดอันใหนจะถดถอย พวกเขาต้องรีบมาประเมินตาม ถ้าไม่รีบทำอาจถอนตัวไม่ทัน เมื่อเสียหายแล้วจะโดนไล่ออก

3. การประเมินหรือการปรับน้ำหนักการลงทุนนี้เขาทำกันเป็นระยะๆ และมักจะห่างกันเป็นปี ถ้าประกาศวันนี้แล้วทุกกองทุนปรับตามทันที ตลาดก็ฉิบหายกันไปทั้งโลกซิครับ

ดังนั้นการที่ไปจดจ่อต่อการประกาศตัวเลขเหล่านี้คือความไร้เดียงสา และจะนำมาซึ่งการถูกปั่นหุ้นโดยง่าย

ครับ, ยังมีเหตุผลอีกมากมายหลายข้อที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะทิ้งไว้ให้ท่านได้ฝึกสมอง คือลองค้นหาดู

อย่างน้อยผมก็จะขอให้ท่านลองคิดดูว่า ทำไมนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์เหล่านี้จึงเอาเรื่องอย่างนี้มาเป็นตัวชี้นำตลาด? ลองมองทั้งแง่ดีและแง่ร้ายดูนะครับ

..........................

03 กย.45...หุ้นซึมเพราะกลัวสิบเอ็ดกันยาจริงหรือ?

ครับ, หุ้นไทยมันซึมมาเกือบสิบวันแล้ว นักวิชาการ ผู้บริหารตลาด กลต. และโบรกเกอร์ต่างๆ ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เป็นเพราะทุกคนรอดูทีท่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันครบรอบปีของการก่อวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด"

แล้วท่านคิดว่าใช่ใหม?

ท่านเป็นนักลงทุนเองนะครับ ท่านน่าจะรู้ดี

สำหรับผมแล้วบอกได้เลยว่าไม่จริง

แต่เนื่องจากท่านก็ไม่สามารถจะรู้ใจของเพื่อนนักลงทุนด้วยกัน ดังนั้นมันจึงต้องใช้เหตุผลมาถกกัน เหตุผลของผมมีดังนี้

1. ถ้านักลงทุนไทยกลัวจะเกิดเหตุร้ายอันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สิบเอ็ดกันยา นักลงทุนของทุกประเทศก็ต้องกลัวเหมือนกัน แต่นี่ผมไม่เห็นเขากลัวจนหัวหดกันสักราย ตลาดต่างประเทศเขาก็ยังค้ายังขายกันเหมือนเดิม มันอาจลดวอลุ่มลงไปหน่อยหนึ่งในบางประเทศ แต่ไม่ใช่ซึมถึงขนาดเหลือแค่ไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์อย่างของไทยเรา

2. ที่นักลงทุนไทยเราไม่กล้าลงทุนในตอนนี้ก็เพราะนักวิชาการ คนของตลาด คนของ กลต. และโบรกเกอร์ทำลายตลาดเอง กล่าวคือ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา คนสี่กลุ่มนี้ออกมาตะโกนให้นักลงทุนซื้อๆๆๆๆๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้โดยไม่มีเหตุผลที่แท้จริง พวกเขาเอาข้อมูลผิดๆมากรอกไส่หูนักลงทุน โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง กรอกหูของนักลงทุนที่เคยขาดทุนจนเข็ดขยาดมาแล้ว เขาเรียกว่า "การปลุกผีจากป่าช้า" ท่านลองย้อนกลับไปดูข่าวซิครับ บ้างก็ออกมาบอกว่าหุ้นจะทะลุ 450 บ้างก็บอกว่าตลาดสหรัฐถดถอย เงินทุนจะใหลมาเข้าตลาดไทย บ้างก็บอกว่าเอ็มเอสซีไอจะปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน บ้างก็บอกว่ามูดีส์และแสตนดาร์ดแอนด์พัวส์จะเพิ่มเรทติ้งแบงก์ บ้างก็บอกว่าผลประกอบการในไตรมาสที่แล้วจะดีมาก บ้างก็บอกว่าแบงก์บางแบงก์จะมีปันผล ... ในขณะเดียวกันก็เปิดสัมมนาทั่วประเทศ ทั้งนี้โดยเน้นการ "ซื้อแล้วถือไว้นานๆ" และการเล่นหุ้นโดยใช้คอมพิวเตอร์...ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้นักลงทุนกว้านซื้อกันที่ 410-430 จุด หรือคือเมื่อสองเดือนก่อน แล้วก็ถือโด่เอาไว้จนถึงวันนี้ ซึ่งทำให้ขาดทุนกันโดยเฉลี่ยประมาณ 15 เปอร์เซนต์ เมื่อเกิดการขาดทุน แต่ไม่กล้าขายเพื่อหยุดการขาดทุน นักลงทุนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตลาดมันก็เลยอึมครึม

ผมบอกได้เลยว่านักลงทุนต่างหมดความเชื่อถือในกลุ่มคนที่มาชักชวนให้เล่นหุ้นในตอนนี้

ครับ, เรื่องนี้ท่านไม่ต้องเสียเวลาคิด นี่มันวันที่ 03 กย. แล้ว รอไปอีกสิบกว่าวันมันก็จะผ่านพ้นวันครบรอบปีของเหตุการณ์นั้น ถ้าคนไทยกลัวเรื่องนี้จริง พวกเขาก็ต้องกลับเข้ามาซื้อกัน และมันควรจะทำให้ดัชนีวิ่งปรูดไปถึง 450 อย่างที่เขาว่ากัน จริงใหมครับ?

ผมจะรอดู เพราะผมได้ทำนายเอาไว้ว่า "หุ้นจะต้องขึ้นลงเป็นฟันเลื่อยอีกสองขยัก แล้วจึงจะขึ้นจริง จุดต่ำสุดมันอยู่ต้นเดือน พย.โน่น มันไม่ใช่หลังสิบเอ็ดกันยานี่"

ครับ, เลิกปั่นตลาดเสียทีเถอะ มันทำให้คนเขาหมดความเชื่อมั่น

..........................

04 กย.45...ใครฆ่านักลงทุนไทย?

ถ้าจะพูดกันในสภาวะปัจจุบัน พวกเราหลายคนก็จะบอกว่า นายจอร์จ บูช นายบินลาดิน และนาย ซัดดัม คือผู้ฆ่า ทั้งนี้เพราะนักวิชาการ ผู้บริหารตลาด ผู้บริหาร กลต. และโบรกเกอร์ทั้งหลายต่างออกมาบอกว่าหุ้นจะไปถึง 450 ในไม่กี่วัน แต่พอซื้อเข้าไปแล้วหุ้นกลับใหลลงจาก 430 มาเป็น 355 ที่มันใหลลงก็เพราะผู้นำทั้งสามกัดกัน และตอนนี้กำลังฮึ่มๆใส่กัน

แต่เมื่อมองถอยกลับไปสัก 5-10 ปี พวกเราหลายคนก็จะบ่นว่า เจ้ากฏเกณท์ "บังคับขาย" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า forced sell คือตัวที่ทำให้พวกเขาเกือบหมดตัว หลายคนเล่าว่า เขาเริ่มต้นลงทุน 5-6 แสนบาท เล่นตอนแรกมีกำไร ต่อมาเริ่มขาดทุน แต่ก็ไม่มาก แล้วตลาดก็เริ่มแย่ วอลุ่มต่ำ ผู้บริหารตลาดก็เลยส่งเสริมโดยให้เล่นแบบมาร์จิ้นได้ พวกเขาเห็นว่าราคาหุ้นมันต่ำดี ก็เลยหาเงินมาเพิ่ม และเล่นแบบมาร์จิ้นไปถึง 2-3 ล้านบาท แต่หุ้นมันก็ไม่ยอมขึ้น ลงท้ายก็ถูกบังคับขาย ปีเดียวเท่านั้นเงินเหลือแค่แสนเดียว คนที่ฆ่าเขาในกรณีย์นี้ก็คือคนที่เสนอให้มีการเล่นแบบมาร์จิ้น

ผมขออนุญาตถอยกลับไปจนถึงตอนเริ่มต้นก่อตั้งตลาดกันเลยจะดีใหม? ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนหนังสือจบ เมื่อกลับมาแล้วหน่วยงานที่ให้ทุนผมเขาไม่มีงานให้ทำ ผมก็เลยมีเวลาไปช่วยใครต่อใครไปทั่ว ท่านหนึ่งที่ชอบผมมากก็คือ อาจารย์ สังเวียน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ท่านเรียกผมไปปรึกษาว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการซื้อขายหุ้นได้อย่างไร ท่านเป็นคนทำงานหนัก บางวันอยู่ดึกๆจนศูนย์การค้าเขาปิด แต่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ดึกเพราะท่านจะคุยถึงปัญหาต่างๆ และพยายามถ่ายทอดความคิดจากตัวท่าน หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือ เมื่อชักชวนชาวบ้านให้มาลงทุนในหุ้นแล้วจะทำอย่างไรให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนเหนือกว่าฝากเงินไว้ที่แบงก์(ตามทฤษฎีมันต้องเป็นอย่างนั้น) เรื่องนี้ทำให้ผมไม่ได้โปรเจกจากตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพราะท่านประมาณว่าปีแรกๆนั้นวอลุ่มต่อวันจะไม่ถึง 10 ล้าน ค่าคอมมิชชั่นก็จะไม่ถึง 50,000 บาท แต่เครื่องคอมพิวเตอร์แบบออนไลน์ในตอนนั้นมันราคากว่า 100 ล้านบาท แต่ท่านก็ไม่ละความพยายาม ท่านหาคนมาคุยด้วยอีกแยะ

ครับ, หลังจากเปิดตลาดไปได้ไม่นาน ตลาดกลับบูมจนสุดขีด ดัชนีมันขึ้นไปจนถึง 2700 จุด การเคาะกระดานโดยแรงคนมันไปไม่รอดแน่ ท่านจึงเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย แต่ผมไม่ได้อยู่ช่วยท่าน

แต่แล้ว ตลาดหุ้นไทยก็ถล่มทลายลง คุณ เสรี ทรัพย์เจริญ ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตลาดล่ม นักลงทุนเสียหายกันคนละหลายๆล้าน

ครับ, หลายๆคนถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้นักลงทุนเสียหายไปกับหุ้น พ่อแม่พี่น้องของนักลงทุนต่างสาปแช่ง และพูดกันต่อๆว่า "อย่าเล่นหุ้น...ตลาดหุ้นเป็นบ่อนพะนัน..."

แต่ผมมีคำถามว่า คนเหล่านั้นเป็นผู้ผิดจริงหรือ?

คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์นั้นจริงๆแล้วมีมากมาย มีผู้จัดการตลาดมากว่าสิบคน มีประธานตลาดมากว่าสิบเช่นกัน มีกรรมการมากกว่าห้าสิบคน มี กลต.เข้ามาอีก มีโบรกเกอร์อีกเป็นร้อย มีมาร์เก็ตติ้งอีกเป็นพัน แล้วก็ยังมีผู้บริหารประเทศอีกมาก

ที่ผมอยากให้ข้อสังเกตุเป็นพิเศษมีสองสามอย่าง คือ

1. ผมจำได้แม่นว่าอาจารย์สังเวียนท่านชอบใส่ชุดพระราชทานไปทำงาน ท่านประหยัด ท่านกลัวว่าการดำเนินงานของตลาดจะไปดึงเอาเงินส่วนหนึ่งจากผู้ลงทุนมาใช้จนทำให้เสียหลักการ คือ "ผู้ลงทุนต้องได้รับผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินไว้ที่แบงก์" แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดในปัจจุบัน เขาอยู่ห้องแอร์ ไส่สูทมาทำงาน กินข้าวกลางวันบนโรงแรม...

2. ผมจำได้แม่นว่าอาจารย์สังเวียนต้องการได้เงินทุนมาจากคนไทย ท่านอยากเห็นคนไทยลงทุนทางตรง คือถือหุ้นของบริษัทดีๆ แต่ปัจจุบันเรามุ่งดึงเงินทุนนอก แล้วเราก็ให้ทุนนอกเหล่านี้มาโกยกำไรไปปีละ 70,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับที่คนไทยทั้งประเทศทำกำไรได้จากการผลิตสินค้าส่งต่างประเทศ

3. นักลงทุนไทยกว่า 95 เปอร์เซนต์ขาดทุนในหุ้น แต่ต่างชาติไม่เคยขาดทุน

ครับ, ตรงนี้ซิครับ ที่เป็นปัญหา และเมื่อท่านดูให้ดีๆแล้วก็จะเห็นได้...ว่า...ใครคือผู้ฆ่านักลงทุนไทย

......................

08 กย 45...การลดความเสี่ยง

ช่วงนี้มีนักวิชาการออกมาพูดเรื่อง"การลดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น"กันมาก ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.เขาพยายามออกมาเปิดสอนให้คนไทยรู้จักการเล่นหุ้นกัน นักวิชาการก็เลยใช้หนังสือพิมพ์และทีวีออกมาแสดงแนวคิดของตน ถ้าจะพูดอย่างสร้างสรรก็ต้องบอกว่า เป็นการเผยแพร่ความรู้เพื่อเอาบุญ เพราะนักลงทุนมือใหม่ทั้งหลายมักจะต้องเสียเงินไปเป็นแสนๆจึงจะมารู้ในภายหลังว่าต้องคิดและทำอย่างไร แต่ผมก็อดคิดทางอคติไม่ได้ว่า ที่ออกมาพูดก็เพื่อสร้างความเชื่อถือไส่ตน ทั้งนี้เพราะแนวคิดต่างๆนั้นบางทีก็ปฏิบัติได้ บางทีก็ปฏิบัติไม่ได้ และส่วนใหญ่มันผิดในทางทฤษฎี ผมจะยกตัวอย่างให้ดู

1. เขาบอกว่า หุ้นแต่ละตัวนั้นมันทำกำไรได้ไม่เท่ากัน มันมีความไม่แน่นอนในเรื่องราคาและเงินปันผล ถ้าเราซื้อไว้แค่ตัวเดียว โอกาสที่จะกำไรสูงก็มี โอกาสที่จะขาดทุนก็มี ดังนั้นจึงควรลงทุนหลายๆตัว การกระจายการลงทุนนี้เรียกว่า"การกระจายความเสี่ยง" มันจะทำให้มีกำไรแน่นอนกว่า แต่อาจได้กำไรต่ำลงเมื่อเทียบกับตัวที่ดีที่สุด
ครับ, นี่เป็นคำแนะนำที่ปฏิบัติได้ แต่จะได้ผลหรือเปล่าเขาไม่ได้พิสูจน์ให้เห็น หลักการนี้ฝรั่งก็ใช้ จริงๆแล้วมันก็พิสูจน์กันได้ เพราะมันเป็นหลักสถิติธรรมดาๆ แต่มันมีช่องโหว่อยู่อันหนึ่ง คือ ตลาดต้องอยู่ในสภาวะขาขึ้น ท่านลองดูพวกที่ซื้อกองทุนซิครับ กองทุนนั้นกระจายไปโดยซื้อไว้เกือบทั้งตลาด แต่ที่ผ่านมาหก-เจ็ดปี ฉิบหายไปกว่า 70 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้เพราะตลาดเป็นช่วงขาลง

2. เขาบอกว่า ราคาหุ้นนั้นมีขึ้นมีลง ถ้าเราซื้อทีเดียวหมดตัว มันก็จะเกิดความเสี่ยง เพราะถ้าไปซื้อเอาตรงจุดสูงสุดของช่วงเวลานั้น กว่ามันจะกลับมาสูงอีกครั้งก็หลายวันหลายเดือน มันอาจวิ่งขึ้นมาเกือบเท่าที่เราซื้อไว้ แล้วก็ใหลกลับลงไปอีก บางทีต้องรอหลายปีจึงจะมีกำไร ส่วนเงินปันผลนั้นก็ให้น้อยมาก ให้ได้แค่ไล่เรี่ยกับดอกเบี้ยเงินฝาก มันจึงไม่คุ้ม เรื่องนี้เขาแนะนำว่าให้ซื้อกระจายไปตามเวลา คือทะยอยซื้อไปเรื่อยๆ บางรายบอกว่าให้ซื้อทุกเดือน บางรายบอกว่ามีเงินออมพอเมื่อไหร่ก็ซื้อไว้
ครับ, นี่เป็นคำแนะนำที่ถูกหลักการทางสถิติเช่นกัน และเป็นวิธีการที่ปฏิบัติได้ แต่ผลเป็นอย่างไรไม่มีใครกล้าการันตี บ้านผมโดนเรื่องนี้มาอย่างจั๋งหนับ คือนอกจากจะใช้คำแนะนำข้อแรกที่ให้ซื้อกองทุนเพื่อกระจายหุ้นหลายๆตัว แล้วผมก็กระจายซื้อหลายๆกองทุน โดยทะยอยซื้อไปเรื่อยๆ เขาออกกองทุนใหม่ทีไรบ้านผมซื้อทุกที ซื้อเข้าไป 8-9 กองทุน ลงท้ายฉิบหายหมดทุกกองทุน จุดโหว่มันก็เรื่องเดียวกัน คือเขาไม่ได้บอกว่า ควรทะยอยซื้อในตอนใหน

3. นักวิชาการรุ่นใหม่หลายๆคนรู้ดีว่า เล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยง เขาก็เลยให้หลักการว่า ต้องซื้อตอนที่หุ้นมันตกต่ำมากจริงๆ แล้วนำไปขายเมื่อมันขึ้นสูงสุดจริงๆ
ครับ, แนวคิดอันนี้มนุษย์ที่ใหนๆเขาก็รู้กันทั้งนั้น แต่นักวิเคราะห์ที่เพิ่งจบจากต่างประเทศคิดว่าคนไทยยังโง่อยู่ เขาไปเรียนมาแล้ว จึงขอแสดงโวหารเสียหน่อย แต่ลืมคิดไปว่า เวลาถึงตอนปฏิบัติมันทำไม่ได้ ทั้งนี้เพราะขณะที่หุ้นมีราคาลดลงนั้นเราไม่รู้ว่ามันตกต่ำมากพอแล้วหรือยัง รอไปรอมาเลยไม่ได้ซื้อ เวลาจะขายก็เจอปัญหาคล้ายๆกัน คือหุ้นราคาขึ้นไปแล้วก็ยังเสียดาย เพราะกลัวมันจะขึ้นต่อ ลงท้ายขายไม่ได้ แล้วก็ต้องถือโด่เอาไว้เป็นปีๆ เพราะราคาไม่กลับขึ้นมาอีกเลย

โอเค ครับ, จริงๆแล้วทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้มีการลดความเสี่ยงลงเลย มันเป็นการยอมเอากำไรลดลง(เอาเท่าค่าเฉลี่ย) โดยยอมซื้อทั้งตัวที่ดีและไม่ดี ทั้งนี้เพราะตนไม่มีทางรู้ว่าหุ้นตัวใหนดีจริงหรือดีเก้ และไม่รู้ว่าช่วงใหนราคามันต่ำกว่าค่าที่ควรจะเป็น หรือสูงกว่าค่าที่ควรจะเป็น

แล้วเรามีวิธีลดความเสี่ยงหรือไม่?

มีครับ และมันต้องเข้าใจในหลักการอย่างแท้จริง

ผมจะหยิบมาให้ท่านดูสักสองสามวิธี

1. ลดความเสี่ยงด้วยการรู้ให้ลึกในหุ้นแต่ละตัว เช่นบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร จะขายดีจริงใหม มีทุนเท่าใหร่ มีหนี้สินเท่าใหร่ ผลิตเท่าใหร่ ความต้องการของตลาดเป็นเท่าใหร่ ต้นทุนเท่าใหร่ จะขายในราคาเท่าใหร่ ถามชาวบ้านเขาซิว่าราคาอย่างนี้จะขายได้ใหม ใครเป็นผู้บริหาร มีนิสัยซื่อตรงต่อลูกค้าและผู้ถือหุ้นแค่ใหน ชื่อเสียงเคยเสียหายบ้างใหม.....ฯลฯ
นี่เป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด แต่ก็อย่าลืมว่า คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่เขาไม่มีความรู้เหล่านี้ ราคาจึงอาจไม่ขึ้นไปตามคุณภาพของบริษัท

2. ลดความเสี่ยงด้วยการดูการขึ้นลงของตลาดระยะยาวมาก นี่ผมหมายถึงการดูลูกคลื่นระยะยาวมาก มันเป็นการขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ นี่เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติได้ง่ายมาก อย่างเช่น เอาดัชนีตลาดหุ้นไทยมาพล๊อตดู เราต้องพล๊อดย้อนหลังไปประมาณ 15-30 ปี เราจะเห็นได้ชัดเจนว่ามันขึ้นลงมาสองสามรอบแล้ว มันไปสูงสุดในครั้งสุดท้ายที่ปีคศ.1993-1994 แล้วมันก็ลดต่ำลงมาโดยลำดับ ในช่วงปีคศ.1995-2001 จึงเป็นปีที่ไม่ควรเล่นหุ้น(แต่ในตอนนั้นผมมันโง่อยู่ ก็เลยเสียค่าโง่ไปหลายตังค์) อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า เราจะรู้ว่า จากปีนี้(คศ.2002)ไปอีกประมาณ 7ปี จะเป็นปีทองของการลงทุนในหุ้น เราก็ยังไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นตัวใหน และเมื่อใหร่ ตรงนี้ต้องดูข้อ 1. และ 3.ประกอบกัน

3. ลดความเสี่ยงด้วยการศึกษาทางเทคนิค นี่หมายถึงการใช้หลักสถิติเพื่อทำนายการขึ้นลงของราคาหุ้น ข้อมูลที่ใช้คือราคาปิดของหุ้นที่เราเลือกแล้ว(เลือกโดยหลักการข้อ 1.) ข้อมูลนี้จะต้องมีย้อนหลังไปประมาณ 13-15 ปี ทั้งนี้เพราะต้องมีจุดตัวอย่าง(sample point)มากพอ รายละเอียดเรื่องนี้ผมไม่สามารถจะอธิบายในที่นี้ได้

ครับ, วิธีการต่างๆที่กล่าวมาข้างบนนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์ในวอลสตรีทเขาทำกันมาแล้ว และประสบผลสำเร็จกันมาแล้ว ดังนั้นคนไทยเราจึงควรศึกษาดู

อย่าเล่นแบบเดาสุ่ม และอย่าเข้าใจอะไรผิดๆอย่างที่ผมยกตัวอย่างให้ดูข้างบนนะครับ

...........................

11 กย.45...รัฐควรแทรกแซงตลาดหรือไม่?

ช่วงนี้มีคนบอกว่ารัฐควรเข้าแทรกแซงตลาดหุ้นกันหลายคน บางคนถึงขนาดเสนอให้เอาเงินสำรองประกันเงินบาทออกมาใช้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยเราไม่มีความรู้ในเรื่องการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินกันเลย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น คำถามในวันนี้ก็คือ รัฐควรแทรกแซงตลาดหุ้นหรือไม่?

คำตอบของผมก็คือ ถ้าทำได้ก็ดีครับ แต่ผมคิดว่า"มันเป็นไปไม่ได้ และจะยิ่งทำให้แกว่งยิ่งขึ้น"

ทำไมผมจึงคิดอย่างนั้น?

มาฟังเหตุผลกันดู

ราคาหุ้นนั้นมันขึ้นลงตามความรู้สึกของผู้เล่นระยะสั้น ซึ่งคาดเดาได้ยาก กว่าจะรู้ว่าแนวโน้มของมันเป็นขาขึ้นหรือขาลงจะต้องใช้เวลา การเข้าไปแทรกแซงนั้นจะช้ากว่าตัวคลื่นไปหลายวัน ผลกระทบนั้นแทนที่จะไปต้าน มันจะกลับไปเสริมให้แกว่งมากขึ้นได้ เรื่องนี้ให้ดูเรื่องเรือเป็นตัวอย่าง

เรือนั้นถูกคลื่นซัดไปมา ถ้าคนในเรือใจเย็น และนั่งอยู่เฉยๆมันจะไม่ล่ม แต่ถ้าคนมองดูน้ำและขอบฟ้าแล้วพยายามแทรกแซงมัน คือดูแล้วเห็นว่าเอียงไปทางซ้ายก็รีบวิ่งไปทางกราบขวา หรือเอียงไปทางขวาก็รีบวิ่งไปทางกราบซ้าย เรือจะแกว่งมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการวัดระดับกราบขวากับซ้ายด้วยสายตานั้นมันช้า และการแทรกแซงด้วยการวิ่งสลับทิศนั้นมันช้า กว่าคนจะไปถึงกราบเรือมันก็พอดีกับที่ลูกคลื่นมันกลับทิศทางพอดี มันจึงกลายเป็นการเสริมให้เอียงมากขึ้น และในที่สุดเรือก็ล่มลง

การรักษาสเถียรภาพของเรือนั้นเขาไม่ทำด้วยแรงคน เขาใช้วิธีที่เร็วกว่า คือเขาทำลูกข่างขนาดใหญ่ไส่ไว้ที่กลางลำ ลูกข่างนี้มีน้ำหนักไม่ถึง 5 เปอร์เซนต์ของเรือ แต่มันหมุนด้วยความเร็วสูงกว่าการโคลงเคลงของเรือเป็นพันเท่า แกนหมุนของมันตั้งดิ่งลงไปสู่แกนโลก ด้วนน้ำหนักประมาณ 5 เปอร์เซนต์ และการหมุนที่เร็วมากนี้ มันทำให้เกิดแรงเฉื่อย(โมเม้นตั้ม)สูงมาก และจะออกเป็นแรงฝืนต่อการเอียงของเรือในทันที มันเป็นไปตามกฏทางฟิสิกส์ ความเร็วของการหมุนจะลดลงเล็กน้อยในตอนฝืนกัน แต่พอคลื่นพลิกกลับ มันจะเสริมกัน ความเร็วของลูกข่างจะกลับมาที่เดิม มันจะเป็นอย่างนี้เมื่อลูกคลื่นซัดไปในอีกทิศทางหนึ่ง ผมสุดท้ายคือ เรือจะวิ่งทื่อๆไป มันเอียงไปตามลูกคลื่นน้อยมากจนเราไม่รู้สึกว่ามีคลื่นซัดอยู่

ครับ, เมื่อมองตามวิธีการที่เขาใช้ในเรือ ผมก็บอกได้ว่า การที่จะทำให้ราคาหุ้นไม่แกว่งนั้นก็ทำได้ คือเราต้องมีคนลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวให้มากกว่าคนลงทุนระยะสั้นเป็นหลายๆเท่า เรื่องนี้ผมเคยเขียนบทความเอาไว้กว่า 20 ปีมาแล้ว ผมประมาณว่าหุ้นควรอยู่ในมือผู้ถือหุ้นระยะยาวประมาณ 19 เท่าของนักเล่นหุ้นระยะสั้น

แล้วมันจะทำให้เกิดสเถียรภาพได้อย่างไร?

มันสเถียรเพราะ เมื่อใหร่ที่ราคาหุ้นมันสูงเกินไป คนที่ถือหุ้นระยะยาวจะขายออกมา พวกเขาขายแค่ 5-6 เปอร์เซนต์ของหุ้นในมือก็สยบตลาดได้แล้ว และเมื่อใหร่ที่ราคาหุ้นมันต่ำเกินไป คนถือหุ้นระยะยาวก็หาเงินมาซื้อไว้ ใช้เงินแค่ 5-6 เปอร์เซนต์มันก็สยบตลาดได้ เมื่อตลาดสงบลงแล้วนักลงทุนระยะยาวก็จะทะยอยซื้อคืนหรือขายคืนเพื่อให้มีหุ้นในมือเท่าๆเดิม

แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร?

มันน่าตกใจครับ เพราะบางวันหุ้นของบางบริษัทมีการซื้อขายกันกว่า 10 เปอร์เซนต์ของหุ้นทั้งหมด ตัวเลขอย่างนี้แสดงว่าหุ้นเกือบทั้งหมดอยู่ในมือผู้ถือหุ้นระยะสั้น การวิ่งจากกราบซ้ายไปขวา และการวิ่งจากกราบขวาไปซ้ายมันจึงเกิดขึ้น พูดง่ายๆก็คือ ฝรั่งซื้ออะไรไทยก็วิ่งเข้าไปซื้อตาม ฝรั่งขายอะไรไทยก็เทขายตาม ราคาหุ้นมันก็ขึ้นลงเป็นลูกดิ่งโยโย้นะซิครับ

แล้วยังคิดจะเอาเงินหลวงมาขย่มแคมซ้ายแคมขวาเข้าไปอีกหรือ?

เท่าทีเอาลมปากมาเป่าจนป่วนอยู่ทุกวันก็แย่แล้วนะครับ

.............................

21 กย.45...หุ้นที่ตกมากๆนั้นจะขึ้นจริงหรือ?

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า หุ้นนั้นมีลงแล้วก็ต้องมีขึ้น ดังนั้นเขาจึงชอบมองหาหุ้นที่ราคาตกลงมามากๆ เมื่อจ้องจนได้ที่แล้วก็ซื้อไว้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะพบว่าราคามันยิ่งตกลงไปอีก

หลังจากที่ราคามันตกลงไปอีก 10-20 เปอร์เซนต์ แทนที่เขาจะยอมคัดลอส เขากลับคิดว่ามันใกล้จุดที่จะพลิกกลับขึ้นไปมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงหาเงินมาซื้อเพิ่มขึ้น หรือที่เขาเรียกกันว่า"ซื้อถัว"นั่นแหละ

หลังจากซื้อเพิ่ม เขาก็มักจะพบอีกว่าราคามันตกต่อ เขาจึงหาเงินมาซื้อเพิ่ม และมักจะต้องซื้อเพิ่มเป็นสองเท่าของที่ถืออยู่

ครับ, มันวนเวียนอยู่อย่างนี้จนเกือบหมดตัว แล้วในที่สุดมันก็พลิกกลับจริงๆ แต่ก็ต้องรีบขายออกไปโดยไม่มีกำไร ทั้งนี้เพราะในระหว่างที่ถือไว้นั้นจะได้รับข่าวร้ายมาโดยตลอด

นักลงทุนประเภทนี้มีอยู่ไม่น้อย และไม่เคยเข็ดหลาบ เขามักจะมองหาตัวอื่นที่ตกมามากๆอีก ซึ่งตอนนี้ก็กำลังติดหุ้นอยู่ในมือคนละหลายๆล้านบาท ทั้งนี้เพราะหุ้นไทยมันใหลลงมาหลายปีแล้ว

ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า วิธีการดังกล่าวมันผิดที่ตรงใหน?

ผิดถูกนี้ดูได้สองวิธี

วิธีแรกคือ ลองไปสำรวจดูซิครับ ว่า พวกที่เล่นแบบนั้นมีใครกำไรบ้าง เรื่องนี้ผมมีตัวอย่างที่น่ากลัวอยู่ คือผมเคยเห็นเพื่อนผมเขาล่มจมไปกับหุ้นของบริษัทยูนิคอร์ดหลายราย และบางคนซวยยิ่งกว่านั้น คือไปโดนเอาหุ้นของดาต้าแมทเข้าไปอีก ยูนิคอร์ดนั้นลงจาก 160 บาทจนเหลือไม่ถึงบาท และต้องออกจากตลาดไปประมาณปี 2537 ส่วนดาต้าแมทนั้นลงจาก 31 บาทจนเหลือไม่ถึงบาท แต่ก็ยังฟื้นฟูกิจการมาได้ แต่ก็ต้องลดหุ้นลดทุนจนแทบไม่มีเงินเหลือ

วิธีที่สองคือ ใช้หลักสถิติเข้าวิเคราะห์ ตรงนี้ท่านผู้อ่านต้องอ่านให้ดีๆ ที่เราบอกว่า"หุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง และมีลงแล้วก็มีขึ้น"นั้น มันใช้ได้กับตัวดัชนีของตลาด ดัชนีตลาดเป็นค่าเฉลี่ย หรือเป็นผลโดยรวมของตลาด ถ้าเราไม่เกิดวิกฤตจนถึงขั้นต้องปิดตลาด มันก็จะเป็นจริงอยู่ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด ดัชนีตลาดเคยลงมาลึกๆถึงสามครั้งแล้ว แต่มันไม่เคยล่มลง มันตีกลับได้เสมอ แต่หุ้นเป็นรายตัวนั้นมันเจ้งได้ นี่แหละครับที่เป็นตัวอันตราย จริงๆแล้ว เมื่อเรามองหุ้นเป็นรายตัวเราต้องใช้ตรรกว่า "หุ้นใดที่ราคาลดลงเร็วกว่าดัชนี หุ้นนั้นมีโอกาสเจ้งได้" และเมื่อเรากลับไปดูสถิติย้อนหลัง เราก็จะพบว่าหุ้นเกือบทั้งหมดที่ถูกไล่ออกจากตลาด เข้าลักษณะดังกล่าวทั้งนั้น

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?

สำหรับผม ซึ่งปรกติจะแม่นในหลักการ แต่บางครั้งก็หลงทิศได้เหมือนกัน เช่น เมื่อสามอาทิตย์ก่อนผมได้ให้ข้อสังเกตุว่า หุ้นกลุ่มสื่อสารนั้นตกมามาก และไปคิดเอาเองว่ากลุ่มนี้มีโอกาสตีกลับก่อนกลุ่มอื่น แต่เมื่อติดตามและวิเคราะห์ลึกๆแล้วก็พบว่า กลุ่มของหุ้นก็มีโอกาสล่มจมได้

ครับ, ในตอนนี้ผมยังไม่มีหลักฐานว่าฝรั่งทะยอยขายหุ้นกลุ่มนี้ แต่ผมเชื่อว่านักลงทุนระยะยาว และเป็นรายใหญ่ๆ เขาทิ้งหุ้นกลุ่มนี้กันอยู่ เหตุผลก็เพราะอนาคตของธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งกรรมการสื่อสาร และตอนนี้เขาเห็นกันแล้วว่าจะวุ่นวาย และการลดราคาแข่งกันเริ่มขึ้นไปแล้ว หลายบริษัทอาจหาทุนมาเพิ่มไม่ได้ มันกำลังจะเข้าตาจน ดัชนีของกลุ่มนี้มันอยู่ระดับ 100 มานานแล้วด้วย

ครับ, ถ้าใครเคยเล่นหุ้นโดยมองหาหุ้นที่ราคาตกมากกว่าดัชนีตลาด ก็ควรคิดให้ดีๆ คุณอาจล่มจมเพราะหุ้นแบบนี้ได

....................

29 กย.45...หาหุ้นดีๆให้สักตัวได้ใหม?

นี่เป็นคำถามที่สมาชิกท่านหนึ่งได้ตั้งให้ผมเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความต้องการของท่านผู้นี้คือ ท่านมีเงินที่เตรียมไว้สำหรับซื้อพันธบัตรรุ่นช่วยชาติ แต่เงินจะต้องจ่ายจริงประมาณต้นเดือนกันยายน ท่านจึงเห็นว่าในระหว่างที่รอคอยอยู่ยี่สิบกว่าวันนั้นควรให้เงินทำงานให้สักนิด แต่ท่านก็ไม่อยากเอาไปฝากไว้ที่ธนาคาร เพราะอัตราดอกเบี้ยมันต่ำมาก

ครับ, ในทางทฤษฎีนั้นมันเป็นไปได้ยาก และท่านผู้อ่านก็คงทราบดีว่าช่วงนั้นหุ้นกำลังลง ผมจึงพยายามอธิบายให้เขาฟัง และพยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่อหุ้นในทุกกรณีย์ แต่.....ภรรยาผมเขาพยายามแทรกเข้ามาโดยตลอด เขาใช้คำว่า "หุ้นมันเป็นซีเล็กตีฟ" และขะยั้นขะยอให้ผมเลือกหุ้นให้สักตัวหนึ่ง ผมจึงเลิกพูดไปเลย

แล้วผลมันเป็นอย่างไร?

ท่านที่แวะมาคุยด้วยท่านนั้นกลับไปแล้วก็ไปซื้อหุ้นจนได้ สัปดาห์แรกซื้อ KK ซื้อมาแค่สองสามวันก็ขายไป แล้วก็โทรมาบอกว่ากำไร 700 บาท เสร็จแล้วอีกสัปดาห์หนึ่งก็โทรเข้ามาใหม่ ท่านบอกว่าไปซื้อหุ้นอีกตัวหนึ่ง แล้วก็ขาดทุนไปหลายพัน แต่ก็บอกว่าโชคยังดี เพราะเพื่อนของท่านไปซื้อ SICCO แล้วขาดทุนไปเป็นแสน หลังจากนั้นก็ไม่โทรมาอีกเลย

ครับ, วันนี้มีประเด็นสองอย่าง คือ

1. ในขณะที่หุ้นเป็นขาลงนั้น มันจะมีหุ้นที่แหกคอก ที่วิ่งขึ้นไป ได้หรือไม่?
2. คำว่า"หุ้นมันเป็นซีเล็กตีฟ"นั้นแปลว่าอะไร?

ที่จริงแล้วทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ผมจึงขออธิบายรวมๆกันไปเลย

คำว่า"หุ้นมันเป็นซีเล็กตีฟ"นั้นผมไม่เคยเห็นในตำราฝรั่ง และไม่เคยได้ยินฝรั่งพูด และเนื่องจากภรรยาผมเขาตาเจ็บและต้องเลิกอ่านหนังสือมาหลายปีแล้ว เจ้าคำนี้ก็ต้องมาจากเพื่อนของเขา ภรรยาผมชอบติดต่อทางโทรศัพท์ และคงจะมาจากเพื่อนที่ชอบเล่นหุ้น ดังนั้นคำนี้จึงน่าจะวนอยู่ในวงนักเล่นหุ้นไทยมานานแล้ว ความหมายของพวกเขาคือ ในขณะที่หุ้นกำลังขึ้นหรือกำลังลงนั้น มันมักจะมีหุ้นบางตัวที่สวนทางกับดัชนี และสวนทางอย่างเด่นชัดด้วย ดังนั้นนักเลงหุ้นประเภทนี้จึงคอยจ้องดูว่ามีหุ้นตัวใหนที่ทำตัวดังกล่าวอยู่เสมอๆ เมื่อมองเห็นแล้วก็เลือกออกมา นี่แหละที่เขาใช้คำว่า "ซีเล็กตีฟ" เพราะต้อง"เลือกมันออกมา" คำว่า "ซีเล็กตีฟ"ก็คือ selective ซึ่งมาจากคำว่า select นั่นเอง

ครับ, มองทางทฤษฎีแล้ว หุ้นที่ทำตัวสวนทางกับดัชนี หรือสวนทางกับหุ้นส่วนใหญ่ของตลาดสักสามสี่ครั้งนั้นมีแน่ เรื่องนี้ดูได้จากการที่ "ไม่ว่าดัชนีจะขึ้นหรือลง ทุกวันก็จะมีหุ้นทั้งชนิดวิ่งตามดัชนีและสวนทางดัชนีอยู่เสมอ" และเนื่องจากจำนวนหุ้นที่สวนทางดัชนีนั้นมีนับสิบๆตัว มันจึงมีโอกาสที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะวิ่งสวนทางหลายครั้งติดต่อกัน

แต่ผมมีคำถามว่า เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า ครั้งต่อไป หรือวันถัดไป มันจะวิ่งสวนทางอีก?

เรื่องนี้จริงๆแล้วก็พอจะเก็บสถิติแล้วมาหาความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ แต่ผมเชื่อว่า ผลก็คือ "มันมีโอกาสถูกและผิดเท่าๆกัน" ทั้งนี้เพราะ ในทุกๆวันเรามีหุ้นนับสิบตัวที่สวนทางกับดัชนี แต่วันรุ่งขึ้นหุ้นเหล่านี้กว่าครึ่งกลับไปวิ่งตามดัชนี ดังนั้นโอกาสที่หุ้นจะวิ่งสวนทางดัชนีอยู่ทุกๆวันนั้นไม่มี มันจะสวนทางอยู่ไม่นาน ส่วนใหญ่จะกลับไปวิ่งตามดัชนี

ครับ, โดยตรรกแล้ว ผมไม่คิดว่าการมองหาหุ้นที่สวนทางตลาดแล้วซื้อในตอนที่หุ้นส่วนใหญ่ตก นั้นเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ถ้าเป็นผม ผมจะมองหา"หุ้นที่วิ่งตามดัชนี แล้วซื้อเมื่อเราแน่ใจว่าช่วงนั้นดัชนีจะขึ้น"เสียมากกว่า เพราะอย่างน้อยเราก็รู้ว่า"ในขณะที่ดัชนีมีทิศทางเป็นบวก หุ้นส่วนใหญ่จะมีราคาเพิ่มขึ้น"

ครับ, อย่าเสียเวลาไปมองหาหุ้นดีๆในตอนที่ตลาดกำลังเป็นขาลงเลย มันหาไม่ได้หรอก ไปลงทุนในตอนหุ้นขึ้นจะดีกว่า

.........................

10 ตค.45... บริษัทจัดอันดับมีประโยชน์ใหม?

ทุกครั้งที่บริษัทจัดอันดับของต่างชาติออกมาลดอันดับหุ้นไทย หรือบอกว่าจะปรับขึ้นแล้วไม่ปรับ ก็จะทำให้ราคาหุ้นไทยตก แล้วผู้บริหารของไทยก็จะออกมาด่าบริษัทผู้จัดอันดับกันอย่างรุนแรง เสร็จแล้วนักลงทุนของไทยก็จะพูดกันไปต่างๆนาๆ ที่เราพูดกันมั่วก็เพราะเราส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องของการจัดอันดับ เรื่องนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า แต่ก็จะขออาสามาชี้แจงกันสักนิด

การจัดอันดับนี้จริงๆแล้วมีสองระดับ คือ ระดับบริษัท กับระดับกลุ่ม

ในระดับบริษัทนั้นเขาต้องมาติดต่อและขอข้อมูลภายใน เขาต้องวิเคราะห์อย่างมืออาชีพ ทั้งนี้เพราะผลการวิเคราะห์นั้นกระทบถึงตัวบริษัท ถ้าไม่มาติดต่อและตกลงกันเป็นสัญญา แล้วเกิดความเสียหายต่อบริษัท บริษัทสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้

การจัดอันดับในระดับบริษัทนี้ จริงๆแล้วจะเป็นการประเมินความเสี่ยงของหุ้น หรือหุ้นกู้ หรือตราสารหนี้เป็นครั้งๆไป มันมีประโยชน์ต่อบริษัทผู้ถูกประเมิน เพราะมันจะถูกใช้เพื่อโฆษณาตราสารดังกล่าว มันจะช่วยให้ขายตราสารนั้นได้หมด ดังนั้นตัวบริษัทเองมักจะเป็นคนไปจ้างเขามาประเมิน

ในการจัดอันดับในระดับกลุ่มนั้น ผมหมายถึง กลุ่มอุตสาหกรรม หรือประเทศ หรือทั้งโลก ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ผู้จัดอันดับนั้นต้องไปค้นหาข้อมูลเอาเอง และไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย(เพราะไม่มีเจ้าทุกข์) การจัดอันดับแบบนี้มีประโยชน์ต่อผู้ลงทุน โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง พวกกองทุนทั้งหลาย ดังนั้นพวกกองทุนเหล่านี้จึงเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินก็ต้องทำอย่างมืออาชีพและโปร่งใส

ครับ, จากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า ที่เราสับสนและโกรธแค้นกันผิดๆก็เพราะเราไม่ได้ดูว่าเขาประเมินชนิดใด หลายๆคนคิดว่ารัฐบาลไทยไปจ้างฝรั่งมาประเมินตลาดหุ้นไทย และเมื่อผลประเมินมันไม่ดีก็ไปโกรธเขา แล้วก็ไปด่าผู้บริหารไทยว่าไปจ้างเขามาประเมินไปทำไม? ส่วนบางคนก็ด่านักลงทุนว่าไปรับฟังผลประเมินพวกนี้ไปทำไม ถ้าจะประเมินทำไมไม่ให้คนไทยประเมินกันเอง?

ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า นักลงทุนไทยควรมองเรื่องนี้อย่างไร?

ผมมองด้วยตรรกะง่ายๆครับ คือ

ถ้าผู้ประเมินเป็นฝรั่งหรือต่างชาติ โอกาสที่เขาจะจัดอันดับให้ดีๆนั้นยาก ทั้งนี้เพราะผู้ประเมินเหล่านี้มีผลประโยชน์อยู่ในตลาดบ้านเขามากกว่าบ้านเรา และมันเป็นไปได้ว่า เขาอาจทำเพื่อปั่นตลาดไทยเรา ดังนั้น นักลงทุนไทยไม่ควรฟังผลการประเมินในระดับกลุ่ม หรือตลาด หรือประเทศ แต่ถ้าบริษัทของไทยเราไปจ้างเขามาประเมินในระดับบริษัท เช่น เมื่อบริษัทจะออกหุ้นกู้ แล้วไปจ้างเขามาประเมิน อย่างนี้เรากลับต้องรับฟังให้มากๆ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ประเมินเป็นไทย และประเมินในระดับกลุ่มหรือประเทศ เราควรฟังไว้ ทั้งนี้เพราะคนไทยย่อมจะรู้ข้อมูลไทยได้ดี และเขาจะไม่กล้าบิดเบือน เพราะความอยู่รอดของเขาขึ้นอยู่กับความถูกต้องในครั้งนั้น แต่ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยเห็นสถาบันของไทยกล้าทำเรื่องนี้ พวกเขามักจะทำแค่การประเมินในระดับบริษัท และทำโดยได้รับค่าจ้าง และได้รับจ้างให้ทำเพราะตลาดหลักทรัพย์บังคับให้ทำ ซึ่งผลการจัดอันดับนั้นผมยังไม่คิดจะเชื่อจนสนิทใจ ทั้งนี้เพราะคนไทยประเมินตราสารของไทย หรือความเชื่อถือของบริษัทไทย ก็น่าจะเหมือนกับเรื่องการทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีนั่นแหละ มันมักจะเจอกับคำว่า "ลูบหน้า ปะจมูก" กันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลมากขึ้นก็ย่อมจะดีขึ้น แต่เราต้องรู้จักใช้

ครับ, นั่นเป็นความเห็นของผมแต่เพียงผู้เดียว ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ท่านลองเอาไปคิดดู

............................

18 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?

มีคำถามจากคุณ wichai_suwan@thai.com ว่า เมื่อเราซื้อหุ้นมาที่ 100 บาท แล้วขายไปที่ 90 บาท เงิน 10 บาทที่ขาดทุนไปนั้นหายไปใหน เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบทความที่ผมเขียนไปลงวารสารแห่งหนึ่งเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจ เพราะเมื่อเข้าใจแล้วจะเข้าใจเรื่องอื่นๆได้อีกหลายเรื่อง เช่น ทำไมการเล่นหุ้นจึงไม่ใช่การพนัน? ทำไมยามที่ตลาดขึ้นนั้นจึงหน้าตาสดใสกันเกือบทุกคน?......และที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อเข้าใจแล้วจะเล่นหุ้นได้อย่างมีหลักการยิ่งขึ้น โอกาสกำไรจะมีมากขึ้น

โอเค, ผมได้ตอบคุณ wichai_suwan@thai.com ไปแล้ว แต่ก็ขอนำกลับมาพูดซ้ำเสียหน่อย คำตอบของผม คือ
"เงินไม่ได้หายไปใหน และไม่มีใครเอาเงินของเราไปด้วย
มันอธิบายได้ดังนี้
ซื้อมา 100 บาท แล้วเราตัดสินใจขายที่ 90 บาทก็หมายความว่า เรายอมรับว่าหุ้นที่เราถืออยู่มันหดค่าลงมา เราจึงขาดทุนที่ตัวหุ้น
คนที่เขาซื้อไป 90 บาท นั้น เขาลงทุน 90 เพราะเขาเห็นค่าของหุ้นเป็น 90 บาท ถ้าราคายืนไปอย่างนี้เรื่อยๆ เขาก็ยังเท่าทุน แต่ถ้ามีคนอื่นเขาซื้อขายกันที่ 120 บาท นายคนที่ซื้อจากเราก็จะคิดว่ามีกำไร 30 บาท แต่ถ้าเขายังไม่ขาย มันก็ยังไม่เกิดกำไรจริง......"

นั่นเป็นคำตอบอย่างสั้นๆ ที่มันต้องสั้นก็เพราะเป็นการตอบในเว็บบอร์ดโดยการคีย์เข้าไปสดๆ ถ้าเขียนยาวก็จะเสียค่าเวลาอินเทอร์เน็ตมาก และมีโอกาสที่โฮสต์มันจะตัดผมออกจากออนไลน์ แล้วก็ต้องมาคีย์กันใหม่ ดังนั้นจึงขออธิบายเพิ่มเสียหน่อย

การซื้อหุ้นก็เหมือนกับการซื้อทรัพย์สินถาวรอย่างอื่นๆ เมื่อเราซื้อมาแล้วทรัพย์สินนั้นก็อาจลดค่าหรือเพิ่มค่าได้ ในกรณีย์ที่เราอยากขายออกไป เราก็ต้องติดต่อหาคนมาซื้อ ถ้าคนซื้อเขาบอกว่าค่าของมันเหลือแค่ 90 เปอร์เซนต์ แล้วเราตกลงขายเขาไป เราก็ขาดทุนไป 10 เปอร์เซนต์ นี่เป็นเรื่องปรกติ เราจะไปหาว่าคนซื้อมาเอาเงิน 10 เปอร์เซนต์ของเราไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เราจะไปโทษคนที่ขายหุ้นมาให้เราว่าวางแผนและโกงเงินเราไป 10 เปอร์เซนต์ก็ไม่ได้ เมื่อมองทางด้านหน้าก็ไม่ใช่คนเอาเงินเราไป และมองย้อนหลังก็ไม่ใช่คนที่เอาเงินเราไป เราก็ต้องเป็นผู้รับผิดเอง หรือคือ ถือว่าต้องเสียเงินไป 10 เปอร์เซนต์เป็นค่า "ครอบครองทรัพย์สินนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง" เรื่องอย่างนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อทรัพย์สินนั้นเป็นรถยนต์ หรือบ้าน หรือที่ดิน หรือแก้วแหวนเพชร์พลอย เวลาเราซื้อรถยนต์มาใช้ แล้วขายไปเป็นรถมือสอง เราขาดทุนไป โดยแลกกับการได้ใช้งานรถคันนั้น มันคือค่าใช้จ่าย

ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราซื้อหุ้นมาราคา 100 บาท แล้วขายไป 120 บาท มันก็เกิดจากการเพิ่มค่าของหุ้นเอง เราเป็นผู้ถือในช่วงนั้นก็เลยได้กำไร เราจะไปคิดว่ากำไรจากผู้ซื้อจากเรา หรือกำไรจากความโง่ของผู้ขายให้เราก็ไม่ได้เช่นกัน

ครับ, นั่นเป็นการตีความแบบง่ายๆ มันใช้เงินบาทเป็นตัวเปรียบเทียบ หรือที่ฝรั่งเรียกว่าตัว reference วิธีการดังกล่าวนี้ใช้ได้กับคนทั่วๆไป(ซึ่งเห็นเงินเป็นพระเจ้า)

ทีนี้มาดูบทความของผมสักนิด ผมเขียนบทความเพื่อแหย่ให้คนคิด คือผมบอกว่า ลองไปดูที่กิจการนั้นซิ เมื่อวานนี้กับวันนี้และพรุ่งนี้ ทั้งสามวันดังกล่าวท่านบอกได้หรือไม่ว่าบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างใหม? ส่วนใหญ่แล้วเราจะพบว่ามันไม่แตกต่างกัน หุ้นหนึ่งหุ้นมีค่าเท่าใดก็ควรจะมีค่าเท่าเดิม ดังนั้นให้เราลองมาใช้ตัวหุ้นเป็นตัว reference ดูบ้างซิ แล้วเราจะเห็นอะไรในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ

เมื่อเราเอาหุ้นเป็นตัวเทียบค่า คนที่มีหุ้นในมือแยะๆก็คือคนรวย เมื่อเราคิดจะเอาหุ้นไปซื้อเงินบาท เราก็ต้องซื้อเมื่อค่าเงินบาทต่ำสุด และเมื่อได้เงินบาทมาไว้ในมือแล้วก็ต้องรอให้ค่าเงินบาทสูงสุด แล้วจึงขายออกไป(=แลกคืนมาเป็นหุ้น) หลักการมันจะตรงกัน คือ "ซื้อถูกไปขายแพง" แต่ในทางปฏิบัติเราจะพบว่า คนที่ยึดเอาหุ้นเป็น reference นี้จะไปจ้องซื้อที่บริเวณ peak ของกราฟ และไปขายทำกำไรเมื่อกราฟลงถึง bottom (กราฟในที่นี้จะเป็นกราฟที่เราใช้กันอยู่)

ครับ, ตรงนี้มันชี้ให้เห็นว่า กราฟขาลงนั้นสำคัญเท่าๆกับขาขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ พวกเราที่เอาเงินบาทเป็นตัววัดความรวยจะสนใจแค่กราฟขาขึ้น เมื่อใหร่เป็นขาขึ้นจะระริกระรี้หาเงินมาเล่นหุ้น แต่พอเป็นขาลงจะเลิกดูหุ้น คนส่วนใหญ่จึงทำกำไรแค่ครึ่งเวลา และมักจะเข้าตลาดเมื่อหุ้นมันขึ้นไปแล้วหลายเปอร์เซนต์

เรื่องนี้เราจะพบว่า ฝรั่งนั้นเขารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เวลาที่หุ้นลงไปจวนเต็มที่แล้วนั้นเขาจะซื้ออย่างเงียบๆ ซื้อไปหลายสัปดาห์ แล้วเขาจึงจะเริ่มออกข่าวว่าหุ้นจะขึ้น หลังจากนั้นเขาจะขายทำกำไร หุ้นจึงตกลงมา ผมเรียกภาพอย่างนี้ว่า "ขยัก" แล้วเขาก็เข้าช้อนซื้อใหม่ คนไทยกลุ่มใหญ่จะมาช้าไปหลายสัปดาห์ทุกที

วันนี้ขอหยุดแค่นี้ก่อน จะเล่าต่อในวันหลัง

.......................

19 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่2)

วานนี้ผมลืมพูดถึงประเด็นสำคัญไปเรื่องหนึ่ง คือ ทำไมผมจึงบอกว่า การเล่นหุ้นนั้นไม่ใช่การพนัน วันนี้จึงขอมาอธิบายกัน

การพนันนั้นมีผู้เล่นตั้งแต่สองคนขึ้นไป เราพนันกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็เอาเงินลงวางเป็นเดิมพัน เมื่อตรวจดูผลแล้วใครทายถูกก็เอาเงินเดิมพันนั้นไป เช่น การเสี่ยงทายด้วยการหยิบไพ่ขึ้นมาคนละใบ แล้วถามว่าไพ่ของใครจะมีแต้มสูงที่สุด เมื่อเปิดดูผลแล้วคนที่แต้มสูงที่สุดก็เอาเงินเดิมพันไป

จากข้อกำหนดดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าเงินที่คนอื่นๆเสียไปนั้นไปอยู่ในมือของผู้กินกองกลาง(เดิมพัน)ไป และถ้าเล่นไปอีกก็จะมีการถ่ายเทเงินไปมา แต่จำนวนเงินรวมจะเท่าเดิมตลอด และเมื่อเล่นจนเลิกแล้ว ก็จะพบว่าถ้ามีคนมีกำไร มันก็จะต้องมีคนขาดทุน เงินสองชนิดนี้ต้องเท่ากัน

ทีนี้เรามาดูเรื่องหุ้นกันบ้าง เราจะเห็นว่า
1. เราซื้อขายหุ้นกันด้วยความพอใจทั้งสองฝ่าย เราไม่ได้ท้าพนันกัน
2. เราไม่ได้เอาเงินที่ใช้ซื้อหุ้นมาวางเป็นเดิมพัน และ
3. เราไม่มีการเปิดดูผลเพื่อตัดสินว่าใครชนะ

ยิ่งไปกว่านั้น
4. เรามีหุ้นเข้ามาเป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนกันด้วย

จากสามข้อแรกเราก็จะเห็นได้ว่าการเล่นหุ้นไม่เข้าลักษณะของการพนัน สำหรับข้อที่สี่นั้นยิ่งทำให้เกิดลักษณะที่ไม่ใช่การพนัน คือ เวลาที่หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นนั้น มันทำให้ทุกคนที่มีหุ้นตัวนั้นอยู่ในมือเกิดมีกำไรได้ คนเหล่านั้นไม่ได้มาร่วนพนันขันต่อใดๆทั้งสิ้น

และ จากการที่มีหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยนี้ เราจะพบว่า ยามใดที่ราคาหุ้นโดยรวมมันเพิ่มขึ้น(หรือคือดัชนีมันเพิ่มขึ้น) ผลรวมของทรัพย์สิน(=เงินและหุ้น)จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ทำให้คนเล่นหุ้นตื่นเต้น และรู้สึกพอใจ ทั้งนี้เพราะคนจำนวนมากจะบอกว่ามีกำไร แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาหุ้นโดยรวมมันลดลง คนก็จะรู้สึกอึดอัด และไม่พอใจ และถอยหนีจากตลาดหุ้น

นี่ก็เป็นจุดอ่อนของนักลงทุน และพวกกองทุนต่างชาติก็สามารถเอากำไรได้อีก ทั้งนี้โดยทะยอยขายเมื่อตลาดคึกคัก แล้วมาเก็บซื้อเมื่อตลาดซบเซา

อันที่จริงแล้ว การเล่นหุ้นนี้เป็นเรื่องของการเสี่ยงเป็นรายบุคคล แต่ละคนที่เอาเงินมาซื้อหุ้นไว้นั้น เป็นการเสี่ยงทายว่าหุ้นจะมีราคาเพิ่มขึ้น ถ้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจริงก็ขายได้กำไร ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นจริงก็ต้องขายขาดทุนไป มันไม่ได้เกี่ยวกับคนที่ขายหุ้นให้เรา และมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับคนที่ซื้อหุ้นจากเราไป(สำหรับนักเลงหุ้นที่สนใจทั้งด้านราคาและปันผล เราก็ต้องพูดว่า เป็นการเสี่ยงทายว่าผลตอบแทนโดยรวมจะดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก)

ครับ, เมื่อเรามองเห็นแล้วว่า แท้จริงการเล่นหุ้นคือการเสี่ยงทายว่าราคาจะขึ้นหรือลง เราก็ต้องเพ่งที่การขึ้นลงของราคาหุ้น ซึ่งเราก็รู้ดีว่ามันอยู่ที่อารมณ์(mood)ของตลาด เราต้องจับอารมณ์ของตลาดให้ได้ ซึ่งเราน่าจะทำได้ดีกว่ากองทุนต่างชาติ

คำแนะนำของผมในเรื่องนี้ก็คือ อย่าคึกเกินไปในตอนตลาดบูม เพราะจะทำให้ขาดความระมัดระวังในการลงทุน และอย่าหงอยเหงาเศร้าสร้อยเมื่อตลาดมันตกต่ำ เพราะจะเสียโอกาสในการซื้อหุ้นที่ราคาถูกๆ

ครับ, เล่นหุ้นไม่ใช่การพนัน เล่นหุ้นเป็นการเสี่ยงทายเป็นรายบุคคล และต้องเพ่งไปที่การจับทิศทางของราคาหุ้น เราจึงต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง ยามตลาดบูมต้องไม่ฮึกเหิมจนเกินตัว ยามตลาดตกต่ำก็ไม่ทิ้งขว้าง ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ทำได้อย่างนี้โอกาสเสียมีน้อย โอกาสได้มีสูง

วันนี้เอาแค่นี้ไปก่อน ยังมีเรื่องให้คิดอีกมาก

..................

19 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่3)

จากสองตอนที่กล่าวมาแล้ว เราจะเห็นได้ว่า เล่นหุ้นเป็นการโยกเปลี่ยนระหว่างเงินกับหุ้น เราสามารถจะใช้เงินหรือหุ้นเป็นตัวเปรียบเทียบ(reference)ก็ได้ ตัวเปรียบเทียบนี้คือตัวที่เราถือว่ามีค่าคงที่ เมื่อเล่นไปแล้วตัวเปรียบเทียบที่อยู่ในมือเพิ่มขึ้นเราก็บอกว่ามีกำไร และถ้าเล่นไปแล้วตัวเปรียบเทียบนั้นลดลง เราก็บอกว่าขาดทุน นี่เป็นวิธีการที่เราใช้พิจารณาว่าเล่นเป็นหรือไม่เป็น

แต่...วิธีการดังกล่าวนี้ยังไม่ถูกต้องนัก ทั้งนี้เพราะแท้จริงแล้ว ทั้งเงินและหุ้น ต่างก็เป็นทรัพย์สินด้วยกันทั้งคู่ และค่าของมันเปลี่ยนแปลงได

ครับ, วันนี้เราจะมาลองมองเรื่องการเล่นหุ้นโดยใช้หลักว่า ทั้งหุ้นและเงินต่างมีค่าที่เปลี่ยนแปลงได้

แต่ก่อนที่จะลงในรายละเอียดเรื่องนี้ ก็จะมีคำถามว่า ทำไมต้องคิดให้มันยุ่งยากอย่างนั้น?

ผมมีเหตุผลสองอย่าง อย่างแรกก็คือ มันจะทำให้เราเข้าใจอะไรๆได้ดีขึ้น อย่างที่สองคือ เราจะได้ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของกองทุนต่างชาติ

โอเค, ผมจะเปรียบเทียบเรื่องนี้กับเรื่องของดาราศาสตร์ให้ฟัง คนในยุคก่อนนั้นศึกษาการเคลื่อนที่ของดวงดาวโดยยึดเอาบ้านของตนเป็นตัวเปรียบเทียบ(reference) เราจดบันทึกตำแหน่งดวงดาวเป็นมุมและทิศเทียบกับจุดที่ตนยืนอยู่ เราสังเกตุเห็นการเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ แล้วก็นำมาใช้ทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้พอสมควร เช่น พระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าทุกวัน แล้วก็ตกทางทิศตะวันตกทุกวัน มันดูเหมือนว่าจะหมุนรอบตัวเราวันละ 24 ชั่วโมง และจะทำมุมที่เปลี่ยนไปทีละน้อย ทีละน้อย ทุกๆวัน แล้วมันก็จะกลับมาทำมุมเหมือนเดิมในเวลาประมาณ 365 วัน ส่วนพระจันทร์นั้นขึ้นย้อนทางกับพระอาทิตย์ หมุนรอบเราประมาณ 25 ชั่วโมง และจะกลับมาทำมุมในตำแหน่งเดิมประมาณ 28 วัน...เราใช้ข้อมูลเหล่านี้มากำหนดวันเริ่มต้นของการเพาะปลูก ซึ่งทำให้ปลูกได้ตรงเวลาดี มีผลผลิตสูง แต่เราอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ค่อยได้ เช่น ทำไมพระอาทิตย์จึงต้องอ้อมข้าวในฤดูหนาว? ทำไมดาวพระศุกร์จึงดูเหมือนว่าจะเดินเข้ามาใกล้โลกขึ้น แล้วก็ถอยห่างออกไปทุกๆ 4-5 ปี?

ครับ, กาลิเลโอ เซอร์ไอแซกนิวตั้น และไอซ์ไตนส์ เขาเปลี่ยนวิธีคิดให้เรา เขาบอกว่า อย่าเอาโลกเป็นตัวเทียบ โลกก็เป็นเทหวัตถุอันหนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดมันลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ มันมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน วัตถุสองชิ้นที่วิ่งสวนทางกันแบบเฉียดๆ จะดึงกันเข้ามาวิ่งเป็นวงรีและพากันไปตามโมเมนตั๊มรวม ถ้าวัตถุชิ้นหนึ่งใหญ่กว่าอีกชิ้นหนึ่งมากๆ เช่นพระอาทิตย์กับโลกเรา เจ้าตัวที่หนักมากจะแกว่งนิดเดียว ส่วนเจ้าตัวเล็กจะดูเหมือนว่าหมุนรอบเจ้าตัวใหญ่ไปเลย....

ครับ, แนวคิดใหม่ทำให้เรามองเห็นภาพได้ดีขึ้น ทำให้เราคำนวนล่วงหน้าได้ว่าดวงดาวทั้งหลายจะอยู่ตรงใหนใน 3วัน 5วัน 1ปี...ข้างหน้า สูตร์ในการคำนวณมันเป็นสากลขึ้น และเราก็สามารถคำนวณเพื่อส่งยานอวกาศไปลงดวงจันทร์และพระศุกร์ได้

เช่นเดียวกัน ถ้าเราบอกว่า ทั้งหุ้นและเงินต่างเป็นทรัพย์สินที่เปลี่ยนค่าได้ เราจะเข้าใจข้อได้เปรียบและเสียเปรียบระหว่างเรากับกองทุนต่างชาติได้

เช่น

กองทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาเป็นดอลล่าร์ เขาต้องแลกเป็นเงินบาท แล้วจึงซื้อหุ้นไทยได้ แต่พอถึงวันศุกร์ เขาอาจขายหุ้นแล้วแลกเป็นดอลล่าร์ และนำไปฝากที่ต่างประเทศ แล้วก็กลับเอาเข้ามาซื้อหุ้นไทยใหม่ในราคาเดิมในวันจันทร์ เรื่องนี้เขาทำไปทำไม?

หลายคนก็คงจะเดาได้ คือ ในช่วงเสาร์-อาทิตย์นั้นอัตราแลกเปลี่ยนมันจะเปลี่ยนไป ถ้าเขารู้ว่าค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลล่าร์จะลดลง เขาก็จะทำธุรกรรมดังกล่าวมาข้างบน เช่นเขาขายหุ้นในวันศุกร์ไป 435 ล้านบาท แล้วไปแลกเป็นดอลล่าร์ในอัตรา 43.50 บาทต่อดอลล่าร์ เขาก็ได้ไป 10 ล้านดอลลาร์ ฝากไว้ 2 วัน ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีก็จะกลายเป็นเงิน 10*(1+0.03*2/365)=10.00164 ดอลล่าร์ แลกกลับมาเป็นเงินไทยในอัตรา 43.60 บาทต่อดอลล่าร์(เพราะค่าเงินบาทลดลง) ก็จะกลายเป็นเงิน 10.00164*43.60=436.07 ล้านบาท และซึ้อหุ้นตัวเดิมได้เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรประมาณ 436.07/435.0=1.0025 หรือคือกำไร 0.25 เปอร์เซนต์

ครับ, เขาจะมีกำไร ถ้าเขาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้น และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการแลกเงิน แต่มันจะไม่ได้กำไรถ้าเขาต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่ากับคนทั่วๆไป ตรงนี้คือสิ่งที่เขาเรียกร้องจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเราก็ยอมให้เขาทำได้ โดยให้คิดค่าธรรมเนียมแบบรอยตัวมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

แล้วผลเป็นอย่างไร?

อัตราแลกเปลี่ยนเราแกว่งมากขึ้น และราคาหุ้นเกิดตกลงในวันศุกร์ มันทำให้ปั่นป่วนอยู่เป็นปี อัตราแลกเปลี่ยนแกว่งเพราะ เมื่อกองทุนต่างชาติขายหุ้นแล้วมาซื้อดอลล่าร์ เงินดอลล่าร์ก็หายากขึ้น วันจันทร์ค่าบาทก็ลดลง เพราะหลายคนแย่งกันซื้อดอลล่าร์ ราคาหุ้นก็ป่วน เพราะคนรู้ว่ากองทุนชอบขายหุ้นในวันศุกร์ก็ชิงขายก่อน แต่ต่างชาติเขาไม่แคร์ ถึงจะขายได้ต่ำลง แต่วันจันทร์ก็ซื้อได้ในราคาที่ขายไป หรือบางทีก็ยิ่งถูกกว่าเก่าเสียอีก ลงท้ายกองทุนต่างชาติได้กำไรสามต่อ

โอเค, กลต.และตลาดหลักทรัพย์รู้ตัวแล้วก็เลิกการรอยตัวค่าธรรมเนียม แต่กองทุนก็ยังทำต่อได้

เขาทำอย่างนี้ครับ เขาไม่ต้องขายหุ้นให้คนในตลาด เขาขายให้โบรกเกอร์ โบรกเกอร์ไปกู้คอลโลนจากธนาคาร ได้เงินบาทแล้วแลกเป็นดอลล่าร์ไปฝากสิงค์โปร์ วันจันทร์ก็หมุนกลับมาซื้อหุ้นคืน ทั้งหมดนี้เป็นการทำทางตัวเลขทั้งนั้น แล้วโบรกเกอร์ก็ลงบัญชีว่าจ่ายเป็นค่าตอบแทนคืนให้แก่กองทุน เขาเรียกว่า "โพรฟิตแชริ่ง"ไงล่ะครับ

เมื่อท่านเห็นอย่างนี้แล้วท่านจะยังสนับสนุนโบรกเกอร์เหล่านี้อีกใหม?

ท่านทราบใหมว่าโบรกเกอร์เหล่านี้ทำกำไรให้แก่กองทุนต่างชาติ(เจ้าของเดียวกันกับตัวโบรกเกอร์นั่นแหละ)ปีละกี่หมื่นล้าน? แล้วเงินเหล่านั้นมาจากใคร? เงินของท่านทั้งนั้นแหละครับ

.............................

21 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่4)

ในตอนที่ 3 นั้นผมพูดในลักษณะเป็นทางเทคนิคมากไปหน่อย แถมลากเอาไปชี้ประเด็นเรื่องความได้เปรียบของกองทุนต่างชาติด้วย ก็เลยสงสัยว่าจะทำให้เข้าใจยาก วันนี้ผมจะขอกลับมาพูดเรื่องง่ายๆ และแบบง่ายๆ

เรื่องก็คือ จริงๆแล้วทรัพย์สินที่เข้ามาหมุนเวียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีแค่สองอย่างใหญ่ๆ คือ เงิน และ หุ้น และเมื่อเรารวมเป็นก้อนเดียวกันมันก็จะเป็นทรัพย์สินก้อนมหึมา และเป็นทรัพย์สินที่เปลี่ยนค่าได้รวดเร็วทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เรามีหุ้นอยู่ในมือรวมกันประมาณ 1.88 ล้านล้านบาท(=มาร์เก็ตแคป) และอย่างน้อยก็ต้องมีเงินอยู่ในมือพวกเรารวมกันไม่ต่ำกว่าจำนวณซื้อขาย 2 วัน(=ระยะเวลาในการชำระเงินและโอนหุ้น) หรือคือ 40,000 ล้านบาท ตัวเลขจริงน่าจะมากกว่านี้ 5-10 เท่า ทั้งนี้เพราะคนที่ไม่ได้ซื้อขายในสองวันดังกล่าวก็มีเงินอยู่ในธนาคารเพื่อรอซื้ออีกมาก

โอเค, ผมจะสมมุติว่าวันนี้เรามีหุ้นอยู่ 1.88 ล้านล้านบาท และมีเงินในมืออีก 300,000 ล้านบาท ถ้าหุ้นมันเป็นไปตามที่ผมทำนาย คือ ดัชนีจะวิ่งจาก 325 ไปสู่ 450 ในสิ้นปีนี้ เจ้ามูลค่าของหุ้นทั้งหมดก็จะเพิ่มเป็น 1.88*450/325=2.60 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่อยู่ในมือก็จะเป็น 2.60+0.30=2.90 ล้านบาท ซึ่งทำให้นักลงทุนโดยรวมบอกว่ามีกำไรถึง 2.90-(1.88+0.30)=0.72 ล้านล้านบาท นี่เป็นเงินก้อนมหาศาลเลยทีเดียว มันเกือบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินของเรา และเป็นประมาณ 15 เปอร์เซนต์ของผลผลิตมวลรวมของประเทศเรา(ผลผลิตมวลรวมประมาณ 5 ล้านล้านบาท)

แล้วพวกเราจะคิดและทำอะไรต่อไป?

คนรวยหุ้นเหล่านี้ก็จะเอาเงินจำนวนหนึ่งไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น บางคนซื้อรถยนต์ บางคนซื้อเครื่องเสียง บางคนไปท่องเที่ยว บางคนไปช้อฟปิ้งต่างประเทศ จะมีคนจำนวนหนึ่งที่เอากำไรมาซื้อหุ้นเพิ่ม

สมมุติว่า มีการเอากำไรไปใช้จ่ายสัก 50 เปอร์เซนต์ หรือคือเป็นเงิน 0.36 ล้านล้านบาท มันจะเกิดอะไรขึ้น?

เงินหมุนเวียนในมือที่มีอยู่ 300,000 ล้านบาทก็จะหายวับไปกับตา

แล้วเงินอีก 360,000-300,000=60,000 ล้านบาทจะเอามาจากใหน?

บางส่วนก็จะมาจากเงินออมที่กันไว้ และบางส่วนก็จะได้มาจากการขายหุ้นให้แก่นักลงทุนรายใหม่ๆ

ครับ, มันจะเกิดการใช้จ่าย และเกิดการดึงเงินสดเข้ามาหมุนเวียนเพิ่มขึ้น นี่คือเหตุการณ์ของฟองสบู่ เรามีกำไรกันปีละหลายแสนล้านบาท แล้วเราก็ใช้จ่ายเงินจริงออกไป แล้วก็ไปดึงเงินจริงจากนักเล่นหุ้นรายใหม่เข้ามา เงินที่เราจับจ่ายใช้เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งจะออกไปนอกประเทศ แล้วรัฐบาลกับเอกชนจะต้องไปกู้เป็นดอลล่าร์เพื่อมาดูดกลับ ถ้าเราไม่ดูดกลับ ค่าของเงินบาทจะลดลงอย่างรวดเร็ว(ปัญหานี้จะเห็นได้ในประเทศอินโดเนเซีย ซึ่งจะเล่าให้ฟังในครั้งต่อไป) เราหมุนเวียนทำเรื่องนี้ติดต่อกันเกือบสิบปี ทรัพย์สินของเรามันดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไปเพิ่มที่ราคาหุ้น ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นทรัพย์สินที่"กลวงเหมือนฟองสบู่" ค่าที่แท้จริงของมันมีไม่มาก(อาจต่ำกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะผู้บริหารของบริษัทพวกนี้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ซื้อรูปภาพราคาเป็นล้านไปติดผนังห้องผู้บริหาร...) และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ความจริงก็ปรากฎ คือ คนไม่เชื่อในราคาหุ้นที่เป็นอยู่ คนจำนวนหนึ่งขายทิ้ง คนอื่นก็ขายตาม บริษัทไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เงินหมุนเวียนขาดมือ กู้กองทุนฟื้นฟูเพิ่มก็ไม่ได้ ฝรั่งก็มาทวงหนี้ มันจึงล้มคลืนลงมา

ครับ, จากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า เมื่อหุ้นเริ่มขึ้น กำไรเริ่มมี เราจะต้องระงับความอยากที่จะใช้จ่าย และเมื่อราคาหุ้นและดัชนีมันขึ้นสูงมากแล้วเราจะต้องถอยออกมาดู เราต้องหยุดความโลภให้ได้ มิฉะนั้น ฟองสบู่ก็จะกลับมาอีก

.........................

22 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่5)

ในตอนที่ 4 นั้นผมได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่หุ้นขึ้น มันจะทำให้ค่าของหุ้นเพิ่มขึ้น แล้วทำให้เรามีกำไร แต่ทั้งหมดนั้น ผมใช้เงินบาทเป็นตัวเปรียบเทียบ(reference) ซึ่งท่านผู้อ่านอาจคิดว่ามันคงที่ แล้วก็เลยไปสรุปว่า หุ้นขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี เรื่องนี้ไม่จริงเสมอไป วันนี้ผมจะขอยกตัวอย่างในกรณีย์ที่ค่าของเงินมันหดอย่างรุนแรงให้ดู

เมื่อประมาณ 35ปีก่อน ผมได้ไปประชุมในสมาพันธ์นักคอมพิวเตอร์แห่งอาเซียอคเนย์ ผมได้คุยกับคนจากอินโดเนเซีย เขามาชวนให้ไปลงทุนในประเทศของเขา เขาบอกว่า อัตราดอกเบี้ยในประเทศของเขาสูงถึง 25-30 เปอร์เซนต์ต่อปี และบริษัทต่างๆผลิตอะไรออกมาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อัตรากำไรตกประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์ต่อปี เงินปันผลสูงเท่าๆอัตราเงินฝาก แล้วยังได้กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นด้วย

ครับ, ผมฟังแล้วสนใจ

แต่เมื่อถามว่าทำไมเขาไม่กู้เงินจากเวิล์ดแบงค์ หรือจากธนาคารในสหรัฐ เขาก็บอกว่า เงินดอลล่าร์หาไม่ได้ กู้จากต่างประเทศจึงยาก และอัตราแลกเปลี่ยนมันเพิ่มอยู่เสมอๆ ถ้ากู้มาเป็นดอลล่าร์ พอถึงเวลาจะชำระคืนจะหาคืนไม่ได้

ครับ, ผมโชคดี คือตอนนั้นก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องค่าของเงินสักเท่าใดนัก แต่เนื่องจากผมก็ไม่มีเงิน จึงไม่ได้ไปลงทุนที่นั่น

สิบหกปีถัดมา ผมก็ได้พบกับคนอินโดเนเซียคนเดิม เขามาประชุมในเมืองไทย ผมไปต้อนรับเขา แล้วเราก็คุยกันในเรื่องเดิม สิ่งที่เขาคำนวณให้ดูนั้นมันน่าตกใจ ตัวเลขคร่าวๆเป็นดังนี้

เมื่อพบกันครั้งแรก เขามีหุ้นอยู่ 12 ล้านรูเปียะ มีเงินฝากแบ้งก์อีก 10 กว่าล้านรูเปียะ เขาจึงเป็นเศรษฐีย่อยๆคนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะตอนนั้น 1 รูเปียะมันประมาณครึ่งบาท แต่เมื่อมาพบกันครั้งที่สอง เขามีหุ้นเพิ่มเป็น 220 ล้านรูเปียะ และมีเงินฝากแบงก์ 140 ล้านรูเปียะ แต่ค่าของรูเปียะมันลดลงเหลือแค่ 2 สตางค์ เขาจึงมีเงินแค่ 7-8 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นแค่คนชั้นกลางเท่านั้น

ครับ, การเล่นหุ้นจนได้หุ้นเพิ่มเกือบ 20 เท่า และได้เงินเพิ่ม 14 เท่า นับว่าเป็นการเล่นหุ้นที่เก่ง แต่กำไรทั้งหมดมันคำนวณเทียบกับเงินของประเทศ เมื่อประเทศเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง(=ค่าของเงินมันลดลง) สิ่งที่ได้กำไรมาก็ไม่มีความหมาย

หลายคนอาจจะเถียงว่า เรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดกับเมืองไทย แต่ผมอยากจะบอกว่าทุกประเทศโดนเหมือนกันหมด มันต่างกันที่ความรุนแรงเท่านั้น ผมจะยกตัวอย่างเรื่องพ่อของผมให้ฟัง

คุณพ่อผมทำงานที่กรมสรรพากร ไต่เต้าจากเสมียนจนเป็นหัวหน้ากอง เงินเดือนจากเดือนละ 60 บาท จนถึง 6000 บาท ท่านลาออกมาอยู่กับบ้านเมื่ออายุ 57 ท่านบอกว่าเงินบำนาญมันเท่ากับเงินเดือน และเงินเดือนมันก็ตันแล้ว

ครับ, ตอนนั้นเงินบำนาญเดือนละ 6000 มันเกินพอ คนจบปรีญญาตรียังได้เงินเดือนแค่ 950 บาท บ้านก็มีอยู่ รถก็มีใช้ เงินในแบงก์ก็มีอีกเกือบล้านบาท...

แต่ออกมาได้ 5ปีก็เริ่มไม่สนุก เพราะเป็นช่วงที่เงินไทยเริ่มเฟ้อ ก๋วยเตี๋ยวเปลี่ยนจากชามละหกสลึงเป็นห้าบาท อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง 12 เปอร์เซนต์แต่ก็ไร้ความหมาย รัฐบอกว่าเงินเฟ้อแค่ 5-6 เปอร์เซนต์ แต่จริงๆแล้วมันสูงเท่าๆกับอัตราดอกเบี้ยนั่นแหละ ดังนั้นเงินที่ฝากไว้จึงไม่ได้เพิ่มพูนอะไร ผมถามว่าทำไมไม่เอาไปลงไว้ในหุ้นเสียบ้าง ท่านก็บอกว่ามันเสี่ยง ผมถามว่าทำไมไม่ซื้อที่ทิ้งไว้บ้าง ท่านก็บอกว่ามันขายยาก

ครับ, แค่ห้าปีเท่านั้นท่านก็ยอมรับว่าเงินบำนาญนั้นไม่พอใช้ แต่ท่านก็โชคดีที่ลาโลกไปในอีกสามปีถัดมา

ครับ, เรื่องของค่าของหุ้น และค่าของเงินนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเข้าใจ ส่วนใหญ่แล้วมันเสื่อมถอยอยู่ตลอดเวลา ที่เราคิดว่าหามาได้เพิ่มนั้น แท้จริงแล้วอาจทำได้แค่เสมอตัว ผมได้เห็นชิวิตของคุณพ่อผม ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผม ผมสามารถทำนายได้ว่าชีวิตของลูกหลานจะเป็นอย่างไร คุณพ่อผมทำงานและสะสมไว้ได้ 3-4ล้านบาทก็ดีใจแล้ว ผมสะสมไว้ได้ 40-50ล้านบาทแต่ไม่ได้ดีใจ เพราะค่าของมันใกล้เคียงกัน แต่เมื่อมองไปในรุ่นลูกผม ใครที่จะปลดเกษียณใน 30ปีข้างหน้า จะต้องมีทรัพย์สินไม่น้อยกว่า 500-600 ล้านบาท

ท่านที่เป็นคนรุ่นดังกล่าวคิดว่าจะทำได้ใหม?

โชคดีครับ, ผมเป็นคนไม่มีลูก ผมจึงไม่ต้องกังวลแล้ว แต่ท่านจะต้องคิดนะครับ

...........................

24 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่6)

ในตอนที่ 4 นั้นผมได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่หุ้นขึ้น มันจะทำให้ค่าของหุ้นเพิ่มขึ้น แล้วทำให้เราคิดว่ามีกำไร กำไรดังกล่าวนี้มันดูกลวงๆ และถ้าเราไปหลงกับภาพมายาอันนั้น เราก็จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ได้

ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า เราจะเชื่อในตัวเลขกำไรขาดทุนนั้นได้มากน้อยแค่ใหน?

ครับ, ราคาของทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น เงิน ที่ดิน รถยนต์ ความคิด เราตั้งกันเป็นเท่าใหร่ก็ได้ แต่มันอาจขายไม่ออก มันจะขายได้ก็เมื่อตั้งไว้ใกล้กับราคาหรือมูลค่าที่แท้จริงของมัน แต่ราคาหรือมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้นจริงๆแล้วก็หาไม่ได้ เพราะผู้ซื้อแต่ละคนจะคิดไม่เหมือนกัน และพวกเขาอาจเปลี่ยนใจไปได้ตลอดเวลา

สำหรับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น ในทางบัญชี เราอาศัยราคาที่ตกลงซื้อขายกันในครั้งสุดท้ายเป็นราคาหรือมูลค่าที่แท้จริง หลายคนเชื่อตัวเลขดังกล่าว ทั้งนี้เพราะ มันเป็นราคาที่คนเกือบทั้งตลาดได้ดูและคิดแล้วว่ามันเหมาะสมหรือไม่ ถ้ามันต่ำเกินไปก็จะมีคนมารับซื้อไว้จนหมด แล้วราคาที่จะเกิดการซื้อขายในครั้งต่อไปก็จะสูงขึ้น ถ้ามันสูงเกินไปก็จะไม่มีใครซื้อ คนที่ต้องการขายก็ต้องลดราคาลง แล้วราคาที่จะเกิดการซื้อขายในครั้งต่อไปก็จะลดลง มันเป็นระบบที่มีเสถียร

นอกจากจะเป็นราคาที่คนอื่นเขาซื้อขายกันแล้ว คนที่ถือหุ้นอยู่นั้นก็รู้ว่า ถ้าเสนอขายออกไปในราคาเท่ากับที่มีการซื้อขายกันครั้งสุดท้าย เขาก็มักจะขายได้

ครับ, จากการที่เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย และจากประสบการณ์ที่พบว่า ถ้าเราเสนอขายในราคาที่ซื้อขายครั้งสุดท้ายเรามักจะขายได้ เราจึงเชื่อว่าราคานั้นเป็นของจริง และกำไรนั้นเป็นของจริง

ทีนี้มันก็จะมีคำถามต่อออกมาว่า มันมีความเสี่ยงอยู่แค่ใหนในการถือหุ้นไว้ในมือ?

ครับ, คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย คนส่วนใหญ่ชอบถือหุ้นมากกว่าถือเงิน พวกเขาเห็นว่าถือหุ้นนั้นมีโอกาสเพิ่มค่า และจะได้เงินปันผล ถือเงินนั้นได้ดอกเบี้ยมาก็ถูกอัตราเงินเฟ้อกินหมด ยิ่งตอนนี้ถูกกดดอกเบี้ยลงไปด้วย ยิ่งไม่คุ้มที่จะเก็บเงินไว้

ครับ, กองทุนไทย และผู้บริหารของ กลต.และตลาดหลักทรัพย์เขาก็คิดกันอย่างนั้น พวกเขาตั้งกฏเกณท์ขึ้นมาว่าจะต้องถือหุ้นไว้ไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของกองทุน และต้องรักษาสัดส่วนที่เป็นหุ้นโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 75 เปอร์เซนต์ และในทางปฏิบัติ กองทุนไทยจะขายหุ้นก็เมื่อลูกค้ามาขอถอน และจะซื้อเมื่อลูกค้าเอาเงินมาลงเพิ่ม พวกเขามักจะถือหุ้นโด่เด่เอาไว้ แล้วก็มาขาดทุนมากมายเมื่อเป็นหุ้นขาลง(อย่างที่ผ่านมา)

ครับ, จริงๆแล้วการถือหุ้นไว้ในมือนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าไม่คิดว่าหุ้นกำลังจะขึ้นก็ควรขายออกไป

ผมมีเหตุผลดังนี้
1. ราคาหุ้นในตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงได้เร็ว
2. ราคาที่เห็นในตลาดนั้นจริงๆแล้วก็เกิดจากคนเพียงสองสามคนที่ซื้อขายครั้งสุดท้าย ซึ่งอาจเป็นการปั่นตลาดได้
3. ผู้บริหารมักจะหาทางเอาเปรียบโดยการสร้างสถานะการณ์เพื่อให้ราคามันเปลี่ยน
4. เวลาจะขายออกไปจริงๆนั้นก็อาจต้องขายในราคาต่ำลง
5. ในตลาดมีคนเล่นแบบเก็งกำไรอยู่มาก
6. เวลาหุ้นขึ้นนั้นจะอยู่ไม่นาน แต่เวลาหุ้นลงจะอยู่นานกว่า

ครับ, นอกจากว่า หุ้นและเงินในมือนั้นจะเสื่อมค่าอยู่ตลอดเวลาแล้ว เจ้ากำไรทางบัญชี(จากหุ้นที่ยังไม่ได้ขายออกไป)นั้นก็มีความเสี่ยงสูง ผมจึงอยากให้พวกเราระวังไว้ด้วย

...........................

05 พย.45...กลต.เชือดไฟแนนซ์ทำชอร์ตเซล

ข่าวเรื่อง กลต.สั่งปรับไฟแนนซ์ 4 แห่งเพราะทำชอร์ตเซล คงจะทำให้นักลงทุนรายย่อยพอใจ แต่หลายๆคนคงจะไม่ได้ดูในรายละเอียด

ครับ, เรื่องนี้ผมอยากให้พวกเราได้คิดกันให้ละเอียด

ประการที่หนึ่ง คือ ท่านปรับอย่างจิ๊บจ้อยมาก คือ ปรับบริษัทหลักทรัพย์สวีสเฟิร์สท์บอสตัน(ประเทศไทย) 65,000 บาท ปรับบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้(ประเทศไทย) 82,875 บาท ปรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ)บีโอเอ 37,000 บาท และปรับธนาคารกรุงศรีอยุธยา 64,750 บาท และในรายที่สามนั้นเป็นเพราะจัดสรรหุ้นไปเกินที่ขออนุญาต

สิ่งที่ผมอยากให้ท่านคิดก็คือ ถ้าเป็นการทำชอร์ตเซลโดยตั้งใจ มันจะต้องเป็นเรื่องใหญ่ มันจะต้องสอบให้ลึกลงไปว่าใครเป็นผู้ทำผิด ถ้าเป็นแค่มาร์เก็ตติ้งทำ ก็ควรที่จะไล่ออกและยึดใบอนุญาตการทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตติ้ง ทั้งนี้เพราะคนอย่างนี้ปล่อยไว้ในสังคมไม่ได้ แต่ถ้าผู้บริหารเป็นคนสั่งการ ผู้บริหารคนนั้นก็ต้องถูกไล่ออก และต้องห้ามไม่ให้มาประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายหลักทรัพย์ไปไม่น้อยกว่า 10 ปี และถ้าเป็นผู้บริหารและถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทนั้น มันก็ต้องปิดบริษัทนั้นไปเลย และห้ามไม่ให้คนๆนั้นเข้ามาทำธุรกิจค้าหลักทรัพย์ไปตลอดชีพ ยิ่งไปกว่านั้น มันต้องลงโทษทางอาญาด้วย

แต่นี่ผมยังไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลย มันดูเหมือนว่า ตลาดหลักทรัพย์คือประเทศเอกราชที่ปกครองโดยคณะกรรมการ ท่านสั่งปรับไปแล้วก็จบกันเพียงเท่านั้น ใครๆก็ไม่มีสิทธ์ที่จะรู้รายละเอียด

ประการที่สอง คือ จริงๆแล้วพวกเราไม่พอใจที่ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.อนุญาตให้กองทุนต่างชาติทำชอร์ตเซลได้ต่างหาก เพราะนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เปรียบคนไทย มันเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายขายชาติ ดังนั้น กลต.ควรออกข่าวให้มันชัดเจนว่า ก. มันเป็นเรื่องผิดพลาดทางเทคนิคของโบรกเกอร์ไทย หรือ ข.เป็นเรื่องผิดพลาดทางเทคนิคของโบรกเกอร์ที่มีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ ค.เป็นการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยของโบรกเกอร์ที่มีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

นกรณีย์ที่เป็นข้อ ค.นั้น กลต.และตลาดหลักทรัพย์จะต้องมาทบทวนนโยบายการให้สิทธิ์พิเศษแล้วละ

ครับ, ผมอยากให้พวกเราคิดให้ลึกซึ้ง ตามข่าวให้กระจ่าง แล้วเรียกร้องให้เลิกการให้สิทธิ์พิเศษเหล่านี้เสียท

...........................

06 พย.45...เสี่ยสองหลุดคดีปั่นหุ้น

ฟังครั้งแรกนึกว่าหลุดหมดทุกคดี แต่เมื่ออ่านรายละเอียดแล้วเป็นแค่คดีปั่นหุ้นเคเอ็มซีเท่านั้น และที่หลุดก็เพราะคดีหมดอายุความ

แต่เรื่องนี้มันไม่น่าจะจบเพียงแค่นี้ ทั้งนี้เพราะมีคดีอื่นๆอยู่อีกหลายคดี คดีที่ได้ยุติแล้ว(ตัดสิน ขาดอายุ และอื่นๆ)มีถึง 35 คดี และที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 26 คดี ทั้งหมดนี้ตามข่าวไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มีเสี่ยสองอยู่ในฐานะผู้กระทำความผิด แต่ก็น่าจะเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อยเลย

ที่มันไม่ควรจะจบไปเฉยๆก็เพราะ
1. ทำไมเสี่ยสองจึงหนีออกนอกประเทศไปได้ ทั้งๆที่มีคดีที่ตัดสินแล้ว และยังอยู่ในกระบวนการหลายคดี มันมีช่องโหว่อยู่ตรงใหน และ กลต.ควรจะทำอย่างไรต่อไป
2. ทำไมคดีจึงขาดอายุความไปได้ ทั้งๆที่มีการติดตามโดย กลต.อย่างต่อเนื่อง และ กลต.ควรจะทำอย่างไรต่อไป
3. มีคดีที่ขาดอายุความมาก่อนนี้แล้วถึง 20 คดี แล้วทำไมไม่มีการแก้ใข และ กลต.ควรจะทำอย่างไรต่อไป

ครับ, จริงๆแล้วผมต้องการถาม กลต.เท่านั้น ทั้งนี้เพราะพวกเราสนใจแนวคิดและผลงานของ กลต.เท่านั้น ผลงานของ กลต.นั้นกระทบต่อนักลงทุนโดยตรง เรื่องการแก้ใขปรับปรุงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการแก้ใขปรับปรุงกระทรวงยุติธรรม เรื่องของการแก้ใขปรับปรุงกรมตรวจคนเข้าเมือง เรื่องของการแก้ใขกระทรวงการต่างประเทศ นั้นมันมีผลไม่มาก กฎหมายต่างๆที่เรามีอยู่นั้นผมเชื่อว่ารัดกุมเพียงพออยู่ มันอยู่ที่การใช้ประโยชน์โดย กลต. หากใช้ไม่เป็น ความเสียหายอย่างนี้ก็ต้องเกิดขึ้น

ในเรื่องนี้ สมมติว่า เราฟ้องและยึดทรัพย์ของเสี่ยสองและพวกมาได้ เงินจำนวนนั้นก็สามารถช่วยค่าใช้จ่ายของ กลต.ได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าคอมมิชชั่นได้ ซึ่งจะเป็นการคืนเงินให้แก่นักลงทุนได้

ครับ, จริงๆแล้วชาวบ้านเขาไม่แคร์กับการหนีออกนอกประเทศของเสี่ยสองและคนชนิดเดียวกัน(นายราเกซ?) เขาแคร์เรื่องการขนเงินออกนอกประเทศไปด้วยมากกว่า ซึ่งผมยังไม่เห็นแอคชั่นจาก กลต.เลย

การเข้ามารับใช้ประชาชนนั้นต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก เมื่อมีคดีก็ต้องขอให้ศาลพิทักษ์ทรัพย์ทันที เมื่อคดีใดคดีหนึ่งตัดสินว่าผิดไปแล้วก็ต้องยึดทรัพย์ทันที และเมื่อมีความผิดในคดีหนึ่งแล้วก็ไม่ควรให้อัยการให้ประกันตัวในคดีอื่นๆ...สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจของ กลต.

ครับ, ผมไม่อยากจะมานั่งสอนคนเก่ง เพราะคนเก่งนั้นคิดเองได้ ถ้า กลต.ได้ทำสิ่งต่างๆที่ผมชี้ไปแล้วนี้ก็น่าจะออกแถลงการณ์ อย่าใช้คำว่า "ผมได้พยายามเต็มที่แล้ว" เพราะวิธีนั้นมันไม่สามารถล้างภาพพจน์ให้กลับมาดีดังเดิมได้

................

08 พย.45....เฟดลดดอกเบี้ยจะกระทบหุ้นใหม?

เช้านี้ภรรยาผมถามว่า เฟดลดอัตราดอกเบี้ยลงถึงครึ่งเปอร์เซนต์ อย่างนี้จะมีผลกระทบต่อหุ้นไทยแค่ใหน?

ผมก็ตอบไปว่า นานาจิตตัง แต่ละคนก็คิดกันได้ต่างๆ นาๆ แต่ถ้าถามว่าผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์เขาคิดอย่างไร ก็บอกได้เลยว่า "มันเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย"

ครับ, เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จก็อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมพูด คือ ตลาดหลักทรัพย์ออกมาบอกว่า เฟดลดดอกเบี้ยก็ทำให้มั่นใจว่าเงินจะใหลเข้าตลาดหุ้นไทย แถมยังบอกอีกว่า มันจะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทจดทะเบียนของไทยลดลง กำไรก็จะเพิ่มขึ้น....ฯลฯ

ครับ, มันดีไปหมดทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในโลกนี้ มันทำให้ผมมีความรู้สึกว่าผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ไทยนี้ไม่พอใจสถานะที่เป็นอยู่ของตลาดหุ้นไทยตลอดเวลา ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคิดกันอย่างนั้น

จริงๆแล้ว ถ้าดัชนีของตลาดเพิ่มขึ้นได้ปีละไม่ต่ำกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าไว้มันก็ดีถมไปแล้ว เช่น ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 5 เปอร์เซนต์ แล้วผู้ถือหุ้นได้ปันผลอีก 5 เปอร์เซนต์ มันก็เท่ากับได้ผลตอบแทนรวมประมาณ 10 เปอร์เซนต์ต่อปี

และถ้าเป็นอย่างที่กล่าวมา มันก็หมายถึงว่า ดัชนีปีนี้เพิ่มขึ้น 305.19*0.05=15.26 จุดก็น่าจะพอใจแล้ว หรือคือเพิ่มเฉลี่ยแค่วันละ 15.26/365=0.0418 จุดก็พอ หรือให้มันขึ้นลงวันลง 0.50 ถึง 1.00 จุด แล้วมีค่าเฉลี่ยเป็น 0.0418 ก็พอแล้ว

ครับ, การออกมาเชียร์ให้หุ้นขึ้นมากๆนี้ มันทำให้เกิดความสงสัยว่าผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีผลได้ผลดีอยู่ในตลาด และเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการของตลาดเอง

ขอกลับมาพูดให้ตรงคำถามเสียหน่อย

สำหรับผมแล้ว การกระทำใดๆของเฟดย่อมมีเป้าหมายเพิ่มความได้เปรียบของประเทศเขา ประเทศที่จะมีผลพลอยได้ทางบวกนั้นมีน้อย ผมไม่เชื่อว่าเงินอเมริกันจะใหลมาเมืองไทย(เพราะเฟดต้องการดึงเงินเข้าประเทศอยู่) และไม่เชื่อว่าจะทำให้บริษัทจดทะเบียนไทยจะปันผลเพิ่ม(เพราะเขามีวิธีที่จะเอากำไรที่เพิ่มขึ้นไปใช้ทางอื่น)

การอ่านเกมนั้นต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำการ ตลาดไทยจะดีขึ้นได้ต้องเป็นแอคชั่นของเมืองไทย ขอให้รีบๆคิด และรีบๆทำ(โดยใช้ความคิดของเราเอง) จะดีกว่า(เชื่อฝรั่งทีไรฉิบหายทุกที).

หมายเหตุ 305.19=ดัชนีเมื่อ 2 มค 45

.............................

21 พย. 45...อย่าตื่นเต้นกับการขึ้นลงระยะสั้น

วานนี้ผมเริ่มลงทุนไป 4 ตัวดังนี้
AITCO 12,000 หุ้น ที่ 5.95
AST 2,000 หุ้น ที่ 35.25
BC 12,000 หุ้น ที่ 5.40
KGI 15,000 หุ้น ที่ 4.04

วันนี้ผมไปงานเลี้ยงรุ่นที่บางปะกง กลับมาตอนเย็น ภรรยาผมก็รายงานเลยว่าวันนี้หุ้นขึ้น และถามผมว่า ดีใจใหม?

ครับ หุ้นทั้งสี่ปิดที่ 6.30, 36.25, 5.70, 4.18 ตามลำดับ ซึ่งคำนวณออกมาเป็นกำไรประมาณ 4% หรือเป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ซึ่งนักลงทุนทั่วๆไปก็จะต้องดีใจ และบางคนอาจขายไปก่อนปิดตลาดวันนี้แล้วก็เป็นได้

แต่...ผมไม่มีความรู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิด ทั้งนี้เพราะ

1. ถ้าผมดีใจ แล้วขายไปเพื่อเอากำไร 9,000 บาท แล้วไปพบว่าอีกสองสามเดือนหุ้นมันขึ้นไปตามที่ผมทำนาย คือขึ้นประมาณ 30% ก็เท่ากับผมได้โยนทิ้งเงินไปประมาณ 80,000 บาทอย่างไม่ทันได้ยั้งคิด

2. ถ้าผมดีใจ แล้วถือเอาไว้ต่อ มันก็ไม่ได้หมายความว่ากำไรมันจะไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะหุ้นนั้นไม่เคยไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง พรุ่งนี้มันอาจตกกลับมาที่เดิม ซึ่งก็หมายความว่าจะขาดทุนค่าคอมมิชชั่นเข้าไปแล้ว และมันอาจใหลลงไปอีกก็เป็นได้ ทั้งนี้เพราะการทำนายราคาหุ้นเป็นรายวัน หรือเป็นระยะสั้นๆนั้นมันเป็นไปไม่ได้

3. บางท่านอาจเถียงว่า เมื่อมีกำไร 9,000 บาทก็เอากำไรไว้ก่อน แล้วเรายังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะเลือกซื้อเข้ามาใหม่ แล้วก็จะมีกำไรอีก 80,000 บาทอยู่ดี ตรงนี้ผมบอกได้เลยว่าโอกาสเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้เพราะนับตั้งแต่วันที่เราเริ่มซื้อหุ้น เจ้าราคามันจะมีแนวโน้มว่าจะขึ้นอยู่แล้ว เมื่อรอไปอีก เราก็จะซื้อได้ในราคาที่สูงกว่าที่เราขายไป กำไร 80,000 บาทนั้นจึงหดลงมา และเรายังต้องเสียค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเข้าไปอีก มันจึงรวมกันแล้วสู้ถือไว้อย่างต่อเนื่องไม่ได้

4. การขายเอากำไรระยะสั้นนั้น มันคือการเอาการเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามาผสมกับการเก็งกำไรระยะยาว ซึ่งจะไม่เกิดผลดี มันจะดึงเรากลับไปสู่การเล่นระยะสั้น เช่น ขายแล้วก็ต้องมาเก็งอย่างสั้นๆว่า เมื่อไรราคาจึงจะลงมาต่ำกว่าที่ขายไปสัก 0.5% และถ้ามันไม่ลงมา เราก็อาจต้องซื้อในราคาที่สูงกว่า แล้วก็จะพบว่า การขายออกไปครั้งนั้นทำให้กำไรหดไปเปล่าๆ

อนึ่ง, ควรสังเกตุว่า การฉวยโอกาสทำกำไรอย่างนั้นมันจะทำให้เราเครียด เพราะขายแล้วจะเกิดความกังวลว่าจะไม่มีโอกาสซื้อได้อีก

ครับ, โดยสรุปแล้ว เมื่อเราคิดจะเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรระยะยาว(ปีละรอบ) มันไม่มีความหมายเลยที่หุ้นจะขึ้นในวันรุ่งขึ้น หรือลงในวันรุ่งขึ้น เราควรนิ่งเฉยไว้ แล้วดูกันในระยะยาวว่ามันจะขึ้นตามที่เราคาดเดาไว้หรือไม่ หลายๆคนเขาจึงพูดว่า "เมื่อตัดสินใจซื้อแล้วก็เก็บหุ้นเข้าลิ้นชักไปเลย เมื่อใกล้เวลาขายจึงค่อยเอาออกมาดู"

นั่นแหละคือแทกติกที่สำคัญในการเล่นหุ้น(แต่ในความเป็นจริง เราไม่ควรเปลี่ยนเป็นใบหุ้นแล้วนำมาเก็บไว้ เพราะเสียค่าธรรมเนียมเปล่าๆ และเวลาจะขายก็ต้องเอากลับเข้าบัญชีอีก คำพูดพวกนี้จึงเป็นแค่พูดให้เห็นเป็นภาพพจน์เท่านั้น)

........................

24 พย.45....การเลือกซื้อหุ้น

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย(ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า"เซท")อยู่เกือบต่ำสุดแล้ว(บางท่านบอกว่ามันคือ 323 ที่ผ่านมาแล้ว แต่บางท่านบอกว่าอาจเป็น 295 ซึ่งจะมาในเร็วๆนี้) ดังนั้นมันจึงถึงเวลาซื้อกันแล้ว แต่ก็มีปัญหาว่า "จะซื้อตัวใหนดี และซื้อวันใหนดี"

ครับ, ผมได้แนะนำไปคร่าวๆแล้วว่า ให้ซื้อตัวที่ปีที่แล้วมันขึ้นลงมากๆ แต่ก็มีคนถามว่า ไม่ดูเรื่องผลประกอบการ เรื่องบัญชี เรื่องผู้บริหาร...เลยหรือ และบางคนก็ยังไม่แน่ใจว่าซื้อวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยจะถูกต้องหรือไม่ เพราะหุ้นบางตัวมันวิ่งโด่งขึ้นไปแล้ว....

เรื่องนี้คงต้องมาทำความเข้าใจกับหลักการสองสามอย่าง ดังนี้

1. เวลาที่เซทลงมาต่ำสุดนั้น มันไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะลงมาต่ำสุดไปด้วย การขึ้นลงของหุ้นแต่ละตัวนั้นบางที่มาก่อนเซทหลายวัน บางตัวมาหลังเซทหลายวัน และบางตัวสวนทางกับเซท ดังนั้นการซื้อหุ้นแต่ละตัวต้องดูว่ามันอยู่ตรงใหนของลูกคลื่นของมันเอง ดังนั้นเราจึงต้องพล๊อตกราฟของหุ้นตัวนั้นดูเสียก่อน

2. กราฟของหุ้นแต่ละตัวนั้นจะมีแพทเทินคล้ายๆกัน คือ ถ้าดูย้อนหลังไปประมาณ 6 เดือนจากวันนี้ มันจะมีรูปเหมือนฟันเลื่อยที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆประมาณ 4ซี่ แล้วมันก็จะถึงจุดสูงสุดของปี และถ้าเราดูย้อนหลังต่อออกไปอีกประมาณ 6 เดือน มันจะมีรูปเหมือนเป็นฟันเลื่อยที่ต่ำลงไปเรื่อยๆประมาณ 9 ซี่ ที่จุดต่ำสุดด้านซ้ายมือนั้นคือจุดต่ำสุดของปี หุ้นตัวใหนที่มีรูปร่างแตกต่างไปจากนี้มากๆจะเป็นพวกผิดปรกติ ซึ่งเราไม่ควรเล่น จากการดูกราฟตามนี้เราจะวัดความสูงของจุดสองจุดเอาไว้ คือจุดสูงสุดของปี และจุดต่ำสุดของปี ค่าสองค่านี้มีความสำคัญ คือ เมื่อเราเอาผลต่างของมันเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยค่าจุดต่ำสุด แล้วคูณด้วย 100 เราก็จะได้อัตรากำไรที่เราคาดว่าจะได้จากการลงทุนในหุ้นตัวนี้ มันควรจะมีค่าอยู่ประมาณ 20% ถึง 200% พวกที่ต่ำกว่า 20% อย่าไปสนใจมัน

3. ผมแนะนำให้พล๊อตกราฟ แล้วคำนวณหาค่า"อัตรากำไรที่คาดว่าจะได้รับ"(ตามข้อ 2)ของหุ้นทุกตัวเอาไว้ มันอาจเสียเวลานิดหน่อย แต่มันทำได้ง่าย ท่านที่ไม่มีเครื่องพีซีที่บ้าน หรือไม่มีข้อมูล หรือไม่มีโปรแกรมก็ไปทำที่ห้องค้าของโบรกเกอร์ของท่านได้ ได้แล้วค่อยกลับมาทำการบ้านด้านวิเคราะห์ความมั่นคงของบริษัท เรื่องนี้ให้ดูที่ประเภทธุรกิจ(ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลงในตลาดไทยและตลาดโลก) ให้ดูที่งบดุลของบริษัท(ว่ามีกำไรหรือขาดทุน มีหนี้มากเกินไปหรือปลอดหนี้...) ให้ดูที่ตัวผู้บริหาร(ว่าขี้โกงหรือตรงไปตรงมา...) ให้ดูที่การปันผลที่ผ่านมา(ว่าให้มากหรือให้น้อย...) ให้ดูที่การปันผลในอนาคต(ว่าจะมีหรือไม่ และจะจ่ายได้สักเท่าใด...) และที่สำคัญที่สุดคือจะต้องไม่มีปัญหาทางการเงินในระยะ 5 เดือนข้างหน้า การประเมินเหล่านี้ให้ดูโดยรวม แล้วให้คะแนนเป็นร้อยละ การให้คะแนนนี้ต้องโหดหน่อย คือให้อยู่ระหว่าง 40 ถึง 80 เท่านั้นได้แล้วเอาไปปรับ"อัตรากำไรที่คาดว่าจะได้รับ" โดยเอาไปคูณ แล้วหารด้วย 100 ปรับแล้วคัดเอาไว้แค่อันดับ 1 ถึง 10 เท่านั้น

4. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการเลือกวันที่ที่จะซื้อ เรื่องนี้ให้ย้อนไปดูกราฟในข้อ 2 คือ ฟันเลื่อยแต่ละซี่ที่พูดถึงในข้อ2 นั้นคือ "คลื่นเล็ก" ถ้าเราตัดแบ่งมันโดยตัดลงไปที่จุดต่ำสุดของพวกมัน เราก็จะได้ลูกคลื่นเล็กออกมาเป็นชิ้นๆ เจ้าชิ้นสุดท้ายที่อยู่ทางขวามือคือคลื่นตัวปัจจุบัน ซึ่งอาจมีรูปร่างไม่ครบส่วน ท่านจะต้องเล็งด้วยสายตา แล้ววาดภาพต่อออกมาให้ครบเหมือนคลื่นลูกอื่นๆ คือต้องลงท้ายเป็นจุดต่ำสุดของคลื่นเล็กนั้น ความยาวที่เพิ่มขึ้นนั้นคือจำนวนวันที่ท่านต้องรอ(การนับจำนวนวันนี้ให้ถามโบรกเกอร์ว่ากราฟเขาพล๊อตโดยตัดวันหยุดออกไป หรือไส่รวมไว้แล้ว ถ้าตัดวันหยุดท่านต้องปรับความยาวโดยเอา 7 ไปคูณ แล้วเอา 5 ไปหาร มันจึงจะเป็นจำนวนวันตามปฏิทิน) จากจำนวนวันที่ต้องรอนี้ ท่านก็จะบอกได้ว่าต้องซื้อในวันใหน ข้อควรทราบไว้คือ ถ้าท่านพลาดซื้อในรอบนี้ก็ไม่ต้องตกใจ มันยังจะลงมาต่ำอีก เราจะรู้ว่าพลาดจริงๆก็เมื่อวอลุ่มมันขึ้นถึง 20,000 ล้านบาท แต่ก็อย่าไปเสียดาย รอไปเล่นปีหน้าก็ได้

ครับ, ถ้าจะพูดอย่างกว้างๆก็คือ เราคัดเลือกหุ้นที่มีความแตกต่างระหว่างจุดต่ำสุดและสูงสุดของปีมากๆเอาไว้ก่อน แล้วค่อยมาคัดทิ้งโดยดูความมั่นคงของกิจการ(ตรงนี้ท่านจะทำกลับกันก็ได้) เสร็จแล้วมาหาว่าต้องรออีกกี่วันที่หุ้นแต่ละตัวจะลงมาถึงจุดต่ำสุดของคลื่นเล็กตัวปัจจุบัน จุดซื้อเหล่านี้จะกระจายไปประมาณ 10-30 วัน ท่านไม่ต้องกลัวตกรถไฟ ถึงตกในปีนี้ ปีหน้ารถก็จะผ่านมาอีก

....................

2 ธค.45...กับดักอีกอันหนึ่งที่ควรระวัง

ในช่วงนี้หลายคนจะสังเกตุเห็นได้ว่า หุ้นกลุ่มอสังหาได้วิ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หลายคนได้กำไรจากการเข้าไปซื้อขาย บางคนซื้อขายมากว่าสิบรอบแล้ว ทุกรอบมีกำไร แต่ในใจก็กลัวว่ามันจะขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแล้ว และทุกคนก็กลัวว่าตนจะเป็นคนสุดท้ายที่ซื้อไว้ในราคาสูงสุด

เมื่อเกิดความกลัว เราก็เริ่มคิดหาทางใหม่ เราเริ่มหันมาค้นหาหุ้นกลุ่มใหม่หรือตัวใหม่ หาตัวที่จะให้กำไรแก่เราได้ในรูปแบบเดียวกัน

ครับ, ตรงนี้แหละที่เป็นกับดัก


คือเราไปเชื่อว่าจะมีหุ้นกลุ่มใหม่หรือตัวใหม่ที่จะเข้าแพทเทินเดียวกัน แล้วก็ไปลงทุนในหุ้นกลุ่มใหม่หรือตัวใหม่นั้น แต่ซื้อแล้วมันไม่เป็นอย่างที่คิด ซึ่งก็ต้องขายขาดทุนไป เสร็จแล้วก็จะหาตัวใหม่อีก แล้วก็ต้องขาดทุนไปอีก....มันจะเกิดซ้ำๆอย่างนี้หลายสิบครั้ง และกว่าจะรู้ตัวก็ขาดทุนจนย่อยยับไปแล้ว

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?

ก็ลองมาฟังคำอธิบายกัน

ลักษณะของกลุ่มอสังหาในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมาคือ
1. เป็นกลุ่มที่ซบเซาเพราะพิษของเศรษฐกิจ
2. ราคาต่ำกว่าพาร์มากๆ คืออยู่แถวๆ 20% ของพาร์
3. วันดีคืนดีมีคนมาจุดพลุ คือกว้านซื้อตัวใดตัวหนึ่ง
4. แล้วก็มีข่าวว่าบริษัทนั้นทำกำไรได้โดยมีหลักการที่แปลกออกไป คือ "ปลูกให้เสร็จก่อนขาย"
5. แล้วก็มีข่าวย้ำต่อออกไปอีกว่า การทำกำไรนี้สามารถทำซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง หรือคือ เป็นทางออกที่ยืนยาว
6. แล้วก็มีข่าวว่าเกิดการเลียนแบบกันขึ้น หรือคือทุกบริษัทหันมาปลูกบ้านให้เสร็จก่อนขายได้เช่นกัน
7. แล้วหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่มนี้ก็ขายดีกันไปหมด

ครับ, เงื่อนใขต่างๆนี้ เกิดอีกสิบชาติก็ไม่มีโอกาสพบเห็นได้อีก ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มแบงก์ที่ติดปัญหาเอ็นพีแอลอยู่กันนี้ จะมีหรือที่จะค้นพบทางออกที่เปลี่ยนผันไปจนกลายเป็นมีกำไรมหาศาล? กลุ่มสื่อสารที่เป็นหนี้ต่างชาติอยู่เต็มมือ และกำลังถูกยึดสัมปทานนั้นจะมารุ่งเรืองกันอีก? กลุ่มสิ่งทอที่โรงงานกลายเป็นเศษเหล็กนั้นจะขายเสื้อผ้าได้เป็นเทน้ำเทท่ากันอีก?....แม้แต่กลุ่มไฟแนนซ์ที่กำลังปล่อยกู้ซื้อรถยนต์ได้ดีนั้นจะพุ่งเป็นจรวดขึ้นมาได้(เพราะดัชนีกลุ่มมันสูงเกิน 1000 ขึ้นไปแล้ว)?

ครับ, คนเราส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มองในมุมกว้างอย่างที่ผมชี้ พวกเราจะมองหาหุ้นเป็นรายตัว และมองแต่สองข้อเท่านั้น คือ
1. เป็นหุ้นที่ซบเซาเพราะพิษของเศรษฐกิจ
2. ราคาต่ำกว่าพาร์มากๆ คืออยู่แถวๆ 20% ของพาร์

ซึ่งมีอยู่มากมายในตลาดขณะนี้ แล้วเราก็จะขาดทุนไปทีละตัวๆ จนในที่สุดก็จะโดนเอาตัวที่มันฟื้นฟูไม่ขึ้น ซึ่งจะทำให้หุ้นนั้นกลายเป็นเศษกระดาษ

จริงๆแล้ว กับดักอันนี้มันมีมานานแล้ว นักเล่นหุ้นรายย่อยนั้นชอบเล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้น ปีหนึ่งๆเล่นกัน 20-30 รอบ ในรอบเหล่านั้นเขาต้องเปลี่ยนตัวเล่น เพราะไม่มีใครกลับไปซื้อหุ้นตัวที่เพิ่งขายออกไป ในการเล่นเป็นหลายๆสิบรอบนี้มันก็ต้องมีบางตัวที่ได้กำไรงาม เมื่อเจอแบบนั้นก็จะจำเอาไว้ แล้วก็พยายามหาเหตุการณ์ที่มันซ้ำรอยเดิม แล้วก็ซื้ออีก บางคนมองหาแม้กระทั่ง "การเห็นนิมิตบางอย่างก่อนออกจากบ้าน"

ครับ, เล่นหุ้นแบบมองหาสถานะการณ์ที่จะซ้ำรอยเดิมนี้ทำให้คนเจ้งมานักต่อนักแล้ว มันฟังดูเหมือนเป็นไปตามหลักสถิติ แต่มันใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวอย่างเรื่องกลุ่มอสังหานี้ไม่ได

........................

03 ธค.45....กลต.คุมเข้มตั๋วบีอี

ข่าวนี้จริงๆแล้วไม่ใช่ข่าวใหญ่ เพราะมันเกี่ยวกับเงินๆทองๆแค่ไม่กี่หมื่นล้านบาท แต่เมื่อดูผลกระทบในวงกว้างแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันหมายถึงว่า การกู้ยืมแบบออกเป็น"ตั๋วเงิน"ในอนาคตทั้งหมดกำลังจะถูกดึงให้มาอยู่ในความควบคุมของ กลต. และจะถูกแช่แข็งไปจนกว่าจะมีใครสักคนหนึ่งในวงราชการพบว่า"มันเป็นตัวปิดกั้นความเจริญทางเศรษฐกิจ"

ตั๋วแลกเงินคือเอกสารที่ออกโดยบริษัทหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นเอกสารที่ออกให้แก่คนที่ต้องการฝากเงินที่เมืองหนึ่งแล้วให้เพื่อนหรือตนเองไปรับได้ที่อีกเมืองหนึ่ง มันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีมาหลายพันปีมาแล้ว ในสมัยโบราณเขาใช้วิธีดังกล่าวเพราะการเอาเงินไส่หีบไม้แล้วเดินทางผ่านป่าเขานั้นไม่ปลอดภัย แต่มาในยุคใหม่เราใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ คือการกู้เงินโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และมักจะเป็นการกู้ระยะสั้น ผู้ออกตั๋วจะต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับ(ความเสี่ยง)ได้โดยผู้ให้กู้

ครับ, หลักการของการออกตั๋วเงินมันก็ชัดเจนดีอยู่แล้ว คือคนที่จะไปซื้อตั๋วเงิน(=ฝากเงิน) ต้องประเมินความเชื่อถือได้ของผู้ออกตั๋ว ถ้าไม่รู้จักประเมินก็อาจไม่ได้เงินคืน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่รัฐควรเปิดให้ทำกันได้โดยเสรี แต่ผู้บริหาร กลต.ชุดนี้ท่านไม่เห็นด้วย ท่านไปได้ข่าวมาว่า บริษัทของคุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี(ขอประทานโทษที่เอาชื่อมาลงโดยยังไม่ได้รับอนุญาต)นั้นออกตั๋วไปกว่าหมื่นล้านบาทแล้ว และยังมีรายอื่นๆอีกมาก รวมๆแล้วเกือบแสนล้านบาท ท่านก็เลยเป็นห่วง แล้วก็เลยดำเนินการออกกฏหมายมาเพื่อควบคุม ท่านบอกว่า"...จะไม่ทำให้เป็นภาระต่อผู้ออกตั๋วเท่าใดนัก แต่ก็คาดเดาว่าการออกตั๋วแบบนี้จะลดลง ทั้งนี้โดยพวกนี้จะหันไปออกเป็นหุ้นกู้ ซึ่งอยู่ในควบคุมของ กลต.อยู่แล้ว"

ครับ, มันเป็นการแสวงหาอำนาจ มันเป็นการบีบบังคับ และมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่า "พวกคุณผู้เป็นประชาชนจงอยู่เฉยๆ ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการประเมินความเสี่ยง พวกฉันจะไปควบคุมดูแลให้ พวกฉันจะบังคับให้ผู้ออกตั๋วต้องจ้างบริษัทมาประเมินความเสี่ยง ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเลิกใช้วิธีหาทุนแบบนี้...."

ครับ, มันเป็นการส่งเสริมธุรกิจโดยการควบคุมและปิดกั้น ปิดหูปิดตาประชาชน ปิดความคิดประชาชน เป็นการดูแลประชาชนให้เป็นเด็กแบเบาะไปเรื่อยๆ และสร้างปัญหาและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ ใครทนได้ก็ทนไป ใครทนไม่ได้ก็เลิกไป ซึ่งผมไม่คิดว่าเป็นการส่งเสริมที่ถูกวิธี

ครับ, จริงๆแล้ว การออกตั๋วเงินระยะสั้นก็เป็นการหาทุนจากผู้มีเงินโดยตรงอย่างหนึ่ง มันใช้ได้ดีกับบริษัทหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ขอบเขตของมันกว้างกว่าการมาแสวงหาทุนในตลาดหลักทรัพย์เสียอีก มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ มันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน

ถามจริงๆเถอะ ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์(ที่มีค่าใช้จ่ายสูงๆอย่างในปัจจุบัน)มันดีกว่าซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่ตรงใหน? ทำไมจึงต้องเข้าไปควบคุม? ทำไมต้องไปบีบให้เขาเปลี่ยนไปออกเป็นหุ้นกู้? อีกหน่อยมิต้องควบคุมแขกที่ปล่อยกู้โดยไม่มีสัญญาในตลาดสดหรือ?

........................

 

10 ธค.45...ทำไมผมจึงขายหุ้น KGI ?

ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่าผมแนะให้ซื้อหุ้นไว้ประมาณครึ่งพอร์ตเมื่อ 20 พย. 45 ทั้งนี้เพราะผมทำนายว่าหุ้นจะลงต่ำสุดประมาณกลางเดือนดังกล่าว แล้วที่เหลือให้เก็บมาซื้ออีกทีประมาณต้นเดือน ธค.45 และหุ้นที่ผมแนะนำตัวหนึ่งในตอนนั้นคือ KGI ซึ่งผมเองก็ลงทุนซื้อไว้เหมือนกัน ผมซื้อที่ 4.04

ครับ, ซื้อแล้วผมก็ทำตามหลักการที่ผมแนะนำไว้ คือติดตามดูราคาไปเรื่อยๆ แต่จะขายจริงๆก็เมื่อผ่านไปประมาณ 2-4 เดือน และเมื่อมีกำไรประมาณ 20%ขึ้นไป

ครับ, KGI นี้มันดูผิดปรกติมาก่อนแล้ว คือมันขึ้นมาก่อนนั้นหลายสัปดาห์ และพอผมซื้อมันก็วิ่งต่อ มันขึ้นโดยเฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 6-7% และมาอยู่ที่ 4.82 เมื่อวันที่ 4 ธค.45 หรือคือกำไรเกือบ 20% ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ แต่ผมก็ยังไม่ขาย

และแล้ว ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมา คือผู้บริหารของ KGI ทำหนังสือถึง กลต. ว่าจะมีการประชุมและตัดสินใจเรื่องการลดพาร์ เรื่องการใช้สิทธิ์ของวอร์แร้นท์4 การเอาส่วนของผู้ถือหุ้นไปหักขาดทุนสะสม และการขายบริษัทในเครือ... ทางตลาดจึงขึ้นป้ายห้ามซื้อขายชั่วคราว(ซึ่งมีผลทำให้ราคาหดไปกว่า 11.00%ในวันถัดมา)

ครับ, ทุกคนต่างตกตลึง และควานหาข้อมูลกันให้มั่วไปหมด ซึ่งมาจนถึงวันนี้(10 ธค.45)คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาจะเอายังไงกันแน่ ผมรู้แต่ว่า "กลต.กำลังพิจารณาอยู่"

ครับ, เหตุการณ์แบบนี้คือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด มันมีผลทำให้ราคาหุ้นตกอย่างรวดเร็วได้ และนี่คือเหตุผลที่ผมไม่แนะนำนักลงทุนรายใหม่ให้เล่นหุ้นประเภทนี้

อันที่จริงแล้วยังมีเหตุการณ์ที่เลวๆเกิดขึ้นได้อีกหลายอย่าง เช่น มีการกว้านซื้อวอร์แร้นท์เอาไว้ แล้วลดพาร์เพื่อให้ได้สิทธิ์เพิ่มขึ้น มีการลดพาร์แล้วแลกหุ้นกับอีกโครงการหนึ่ง แล้วจึงจะเทขายหุ้นออกมา มีการออกหุ้นในราคาพิเศษให้แก่กรรมการ แล้วก็เทขายออกมาเมื่อหมดไซเล้นท์พีเรียด...ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอของผู้บริหาร ซึ่งส่วนใหญ่ทำขึ้นเพื่อกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองทั้งนั้น พวกเขาทำจนนักลงทุนจำเป็นสูตร์ตายตัวเลยว่า ทุกครั้งที่ผู้บริหารส่งเรื่องให้ กลต. พิจารณา พวกเขาต้องรีบขายทิ้งเพื่อเอาตัวรอด

ครับ, ผมเรียกการกระทำของผู้บริหารแบบนี้ว่า "การเล่นแร่แปรธาตุ" ซึ่งปรกติแล้วผมจะต้องมานั่งวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ผู้บริหารเสนอ แต่สำหรับคราวนี้ ผมมีเหตุผลอีกสองข้อ ซึ่งทำให้ผมตัดสินใจขายไปเลย

เหตุผลก็คือ
1. ขายตอนนี้ผมยังมีกำไรเหลืออยู่ประมาณ 9%
2. เงินที่ได้มานั้นยังทันที่จะนำมาลงทุนในรอบปีเดียวกัน

ครับ, ถึงแม้ว่าเงินขาย KGI จะมาถึงมือผมในวันที่ 16 หรือ 17 ธค.(เพราะมีวันหยุดหลายวัน) แต่ผมคิดว่าเปลี่ยนตัวเล่นในตอนนี้ก็คงจะมีกำไรไม่ด้อยไปกว่าถือ KGI เอาไว้ และมันช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

สำหรับท่านที่ลงทุนซื้อ KGI เอาไว้พร้อมๆกับผม ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนตัวเล่นเหมือนกันนะครับ

ที่ผมแนะนำมานี้ไม่ใช่เพราะผมคิดว่าผู้บริหารกำลังคิดจะเอาเปรียบท่านนะครับ แต่มันเป็นทางออกที่ดีอันหนึ่ง กรณีย์แบบนี้ฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น exception ครับ

....................................

12 ธค.45...ซื้อหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องต่ำสุด

วานนี้และวันนี้ผมได้ซื้อหุ้นเข้ามาอีก 4 ตัวดังนี้

ASL 10.50 7000
US 15.20 5000
ZMICO 32.50 2500
BBL 52.00 1500

จริงๆแล้วผมตั้งใจจะซื้อให้ได้หมดในวันเดียว แต่ความขี้เหนียวทำให้ซื้อ ZMICO ไม่ได้ แล้วก็เลยต้องมาตั้งซื้อไว้ตอนเช้าวันนี้ แล้วก็เลยได้ในราคาที่แพงกว่าที่ควรไปหลายตังค์

นอกจากนี้แล้ว ถ้าท่านสังเกตุให้ดีๆก็จะพบว่า ผมซื้อแพงไปทุกตัว ซึ่งถ้าเป็นนักเล่นหุ้นทั่วๆไปจะรู้สึกหงุดหงิด และโกรธตัวเอง แต่ผมอยากจะบอกว่า ทั้งหมดนี้เราไม่ควรจะไปโกรธ หรือเสียดาย เพราะ

1. ไม่มีใครที่สามารถซื้อได้ที่จุดต่ำสุดทุกครั้ง การซื้อนั้นมันมีโอกาสที่จะแพงกว่าอยู่เสมอๆ ทั้งนี้เพราะซื้อเร็วไปมันก็แพง และซื้อช้าไปมันก็จะแพงเช่นกัน มันมีอยู่แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่จะซื้อได้ตรงจุดต่ำสุด

2. การเล่นหุ้นแบบรายปีนั้นจะซื้อสูงไปสักหน่อยก็ไม่เป็นไร กำไรมันจะไม่แตกต่างกันนัก

ครับ, นี่เป็นหลักการที่สำคัญอันหนึ่งของนักลงทุน คือเราต้องดูว่าอะไรที่เราบังคับได้ และอะไรที่เราบังคับไม่ได้ เรื่องอะไรที่เราบังคับไม่ได้ต้องทำใจให้มั่นคง อย่าปล่อยให้อารมณ์หรือความรู้สึกเข้ามาครอบงำ ถ้าเราปล่อยให้อารมณ์ขึ้นเป็นใหญ่ เราจะโกรธตัวเอง เราจะเกลียดตัวเอง แล้วเราจะเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราตัดสินใจผิดได้ในอนาคต

ครับ, เรื่องนี้เราจะดูกันต่อไป

..........................................

19 ธค.45....ลงทุนแบบวอเรนบัฟเฟท

ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจและการเงินฉะบับหนึ่งว่า กลยุทธในการลงทุนของ วอเรน บัฟเฟท นั้นมี 4 ข้อใหญ่ๆ ดังนี้

1. ไม่วิ่งตามความผันผวนรายวันของตลาด
2. ไม่พยายามวิเคราะห์และกังวลต่อสถานะการณ์เศรษฐกิจส่วนรวมมากจนเกินไป
3. ตัดสินใจลงทุนโดยคิดว่าซื้อธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อหุ้น
4. จัดลำดับความสำคัญของพอร์ตการลงทุน โดยให้ความสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจที่เห็นคุณค่าของการลงทุนระยะยาวมากกว่าสั้น

ครับ, อ่านดูแล้วก็เป็นหลักการที่เข้าใจได้ และปฏิบัติได้ แต่ทำไมเราจึงทำแล้วไม่สำเร็จ? ตำราของวอเรนบัฟเฟทนี้มีขายทั่วโลก มหาวิทยาลัยหลายแห่งใช้เป็นตำราอ้างอิง คนไทยก็เคยอ่านกันมาแยะแล้ว มันจึงน่าสนใจที่จะขุดลึกลงไปอีกสักนิด

สำหรับ ดร.อาภรณ์นั้นได้ให้ข้อสังเกตุไว้ในตอนท้ายว่า "บทสรุปของหลักการลงทุนของวอเรนบัฟเฟทก็คือ การลงทุนให้ดูพื้นฐานระยะยาวของธุรกิจมากกว่าการผันผวนระยะสั้น ซึ่งเป็นหลักการที่อาจมองว่าเป็นที่รู้จักกันทั่วไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติแล้วทำได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้าลงทุนในตลาดหุ้นต่างหวังกำไรสูงในระยะเวลาอันสั้น และมองข้ามการลงทุนระยะยาวไป นั่นคือนิยามของนักเก็งกำไร ไม่ใช่นักลงทุน"

ครับ, ถ้าจะมองอย่างง่ายๆ เราก็คงจะเห็นด้วยกับ ดร.อาภรณ์ เพราะนักลงทุนรายย่อยของเราทำตัวเป็นอย่างนั้นจริง แต่ผมมีคำถามต่อออกมาว่า ในเมื่อเล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้นมานมนานแล้ว และฉิบหายมามากแล้ว แล้วทำไมไม่เปลี่ยนไปเล่นตามแนวของวอเรนบัฟเฟทเสียที?

อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่ ดร.อาภรณ์ ที่พยายามชักจูงให้คนไทยหันไปเล่นหุ้นแบบลงทุนระยะยาว ผู้บริหารของตลาด ผู้บริหารของ กลต. นักวิเคราะห์ชื่อดังๆเกือบทั้งหมดก็พยายามกันอยู่ แต่มันไม่เคยสำเร็จ

เหตุผลนั้นมันมีหลายอย่าง เช่น (1) หาผู้บริหารกิจการแบบให้ความสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาวไม่ได้ (2) หุ้นไทยผันผวนสูง มีการใช้ข่าวลือ ข่าววงใน ข่าวหลอกลวง กันมาก (3) หาบริษัทที่เติบโตอย่างมั่นคงไม่ได้ มีแต่เจ้งกับเจ้ง ต่างกันแค่ใครจะเจ้งก่อนใคร (4) หาผู้บริหารมืออาชีพไม่ได้ เจ้าของกิจการเดิมยังมีอำนาจอยู่ แล้วก็แสวงหาผลประโยชน์ เอาเปรียบผู้ลงทุนรายย่อย (5) ผู้บริหารตลาด และผู้บริหาร กลต. ไม่ทันเกมของนักปั่นหุ้น (6) กองทุนต่างชาติเข้ามาทุบและช้อนซื้อ....

อนึ่ง, ผมเชื่อว่านักลงทุนรายย่อยที่เล่นมาเกิน 10 ปีก็มีอยู่มาก และเขาเหล่านั้นก็ได้ทดลองทำตามแนวของวอเรนบัฟเฟทกันมาแล้ว แล้วก็พบว่า มันสู้ใช้วิธีการที่เขาใช้อยู่ไม่ได้ พวกเขาจึงไม่เปลี่ยนวิธี

ครับ, จริงๆแล้ว มันเป็นแค่เรื่องของการเลือกว่าจะเล่นหุ้นแบบ"เก็งกำไร" หรือแบบ"ลงทุนระยะยาว"เท่านั้นเอง ตำราของวอเรนบัฟเฟทและแนวคิดของผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และกลต. และของนักวิชาการนั้นเป็นแบบ"ลงทุนระยะยาว" ซึ่งไม่ถูกใจนักลงทุนรายย่อยของไทยเรา ตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด และผมเห็นด้วยกับนักลงทุนรายย่อย คือเราต้องเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนี้มีอยู่ในทุกตลาด มันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร มันยังสามารถดึงทุนไปสู่ผู้ประกอบการได้ และจริงๆแล้วควบคุมดูแลได้ไม่ยากเลย ทั้งนี้เพราะถ้าเราสอนนักลงทุนรายย่อยนี้ให้แหวกว่ายในคลื่นของความผันผวนได้ พวกเขาก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของเจ้าของกิจการผู้ไม่มีจรรยาบรรณ..ฯลฯ

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ลึกลงไปอีกนิด คือ การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้นมันมีหลายอย่าง เช่น เล่นแบบซื้อเช้าขายเย็น เล่นแบบซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ เล่นแบบตามข่าวลือ เล่นแบบตามตูดฝรั่ง เล่นแบบตามข่าวเศรษฐกิจรายวัน เล่นแบบตามลูกคลื่นรายเดือน เล่นแบบตามลูกคลื่นรายปี เล่นแบบตามลูกคลื่นเศรษฐกิจ13ปี .....

ครับ, เราต้องเลือกการเก็งกำไรให้ถูกแบบ

สำหรับผมแล้ว ผมมีหลักการดังนี้
1. การเล่นหุ้นแบบซื้อบ่อยขายบ่อยนั้นผมเห็นว่าโอกาสกำไรกับขาดทุนมันเท่าๆกัน แต่ทุกครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียม เล่นไปนานๆแล้วค่าธรรมเนียมกินหมด
2. การเล่นหุ้นตามข่าวสารเศรษฐกิจและบ้านเมืองก็เข้าลักษณะเดียวกันกับข้อแรก คือโอกาสกำไรกับขาดทุนมันเท่าๆกัน เล่นไปนานๆแล้วค่าธรรมเนียมกินหมด
3. วิธีที่ดีที่สุดคือเล่นหุ้นตามลูกคลื่น มันมีโอกาสกำไรมากกว่าขาดทุน ทั้งนี้เพราะเราทำนายทิศทางของราคาได้ถูกมากกว่าผิด ผลต่างอันนี้จะมากพอสำหรับมาเสียค่าธรรมเนียม
4. เล่นหุ้นตามลูกคลื่นรายปีนั้นถึงจะทำกำไรได้แค่ปีละครั้ง และครั้งละ 20-30 เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่มันค่อนข้างจะแน่นอน และดีกว่าเอาเงินไปลงทุนทางอื่น

ครับ, ยอมรับเสียเถอะ ว่า การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยต้องการ และไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อตลาด ตลาดใหนๆในโลกนี้เขาก็ยอมรับกันทั้งนั้น อย่าสร้างกฎเกณท์ออกมาบีบกันเลย อย่าแสวงหาอำนาจ อย่าทำตัวเป็นพ่อแม่ผู้หวังดีที่บอกว่า"ลูกๆจงอย่าคิดเอง ให้พ่อแม่สร้างกฎระเบียบให้ จงซื้อหุ้นแล้วถือไว้นานๆ แล้วจะสบายในอนาคต"

............................

22 ธค.45.... สิ่งที่วอเรนบัฟเฟทไม่กล้าพูด

ท่านเห็นหลักเกณท์การเล่นหุ้นของวอเรนบัฟเฟทในบทความครั้งที่แล้วแล้วท่านเห็นความผิดปรกติบ้างใหม?

ผมเห็นว่าวอเรนบัฟเฟทปกปิดหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้ ซึ่งมันหมายความว่าวิธีการดังกล่าวนั้นมันยังไม่สมบูรณ์ วันนี้ผมอยากจะชี้ให้ดู

1. ประการแรกก็คือ หลักการดังกล่าวไม่ได้บอกว่าจะให้ซื้อหุ้นเมื่อใด ตรงนี้มีบางคนไปตีความเอาเองว่า เมื่อใหร่มีเงินก็ซื้อ ซึ่งผมเห็นว่าผิดถนัด ผมไม่เชื่อว่าวอเรนบัฟเฟทจะทำอย่างนั้น คนฉลาดอย่างวอเรนบัฟเฟทนั้นไม่สุ่มสี่สุ่มห้าซื้อหุ้นแน่นอน วอเรนบัฟเฟทอ่านกราฟเป็น ตำราของวอเรนบัฟเฟทมีกราฟ คนอ่านกราฟเป็นนั้นก็ต้องซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคามันลงไปพอสมควรแล้ว นั่นก็หมายความว่า วอเรนบัฟเฟทก็ใช้เทคนิคัลด้วย แต่เขาอาจจะไม่อยากให้คนใขว้เขว เขาจึงไม่ยอมบอกเรื่องอย่างนี้

2. ประการที่สอง คือ หลักการดังกล่าวไม่ได้บอกว่าเมื่อใหร่จึงจะขายเพื่อเอาประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้น(capital gain) มีลูกศิษย์หลายคนไปตีความเอาเองว่า วอเรนบัฟเฟทไม่เคยขายหุ้นเพื่อเอากำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น เขาไปไส่เหตุผลเอาเองว่า ถ้าขายไปแล้วจะไปหาหุ้นที่ดีมาทดแทนไม่ได้ เรื่องนี้ผมไม่เชื่อว่าวอเรนบัฟเฟททำอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะกิจการในโลกนี้มันเปลี่ยนแปลงได้ เขาต้องติดตามสถานะของกิจการเกือบทุกวัน ติดตามข่าวสารเกือบทุกวัน แล้วก็อาจต้องเปลี่ยนตัวเล่นเป็นครั้งคราว แล้วมันก็จะมีความจำเป็นที่จะเลือกวันขาย ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเช่นกัน

3. ประการที่สาม คือ หลักการสี่ข้อนั้นไม่มีบอกว่า ถ้าซื้อหุ้นผิด แล้วจะทำอย่างไร มันไม่ได้บอกด้วยว่า อาการแบบใหนถึงจะเรียกว่าลงทุนผิด เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคำแนะนำที่ดีมันต้องครอบครุมถึงกรณีย์ที่เกิดความผิดพลาดด้วย มันดูเหมือนว่าจะมีการปกปิดอะไรบางอย่างไว้ แล้วลูกศิษย์เหล่านี้ก็ไม่เคยค้นหาความจริง สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าในตอนเริ่มต้นอาชีพของวอเรนบัฟเฟทนั้น เขาก็คงต้องล้มลุกคลุกคลานพอสมควร แล้วเจ้าความรู้เรื่องนี้มันเป็นความลับของเขา อย่างน้อยก็ไม่อยากจะบอกให้เสียหน้า แต่มันก็เป็นไปได้ว่า ตรงนี้มันยังไม่มีวิธีการที่แน่นอน ใครซื้อผิดก็หาทางแก้ใขเอาเอง

สำหรับข้อ 3 นี้ ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ดู ตำราของวอเรนบัฟเฟทบอกว่าต้องซื้อหุ้นที่มั่นคง และมีปันผล ดังนั้น ก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของไทย ลูกศิษย์ในเมืองไทยก็ต้องซื้อหุ้นแบงก์เอาไว้กันกว่าครึ่งพอร์ต ราคาของ BBL, TFB, SCB ในตอนนั้นก็จะอยู่แถวๆ 200-300 บาทต่อหุ้น(พาร์ 10.00) หลายคนไม่รู้ว่าจะคัทลอสกันเมื่อใด หลายคน(รวมทั้งผู้จัดการกองทุน)ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่านี่เป็นการลงทุนที่ผิด พวกเขาถือโด่เอาไว้จนถึงวันนี้ ซึ่งทำให้ขาดทุนกันคนละ 70-80 เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือของพอร์ตมันก็แย่พอๆกัน ดังนั้น การขาดความรู้ในเรื่องนี้มันทำให้เสียหายอย่างหนัก หลายคนที่บอกว่าซื้อแล้วเก็บยาวไปเลย และตอนนี้ก็ยังมีกำไร นั้น ผมไม่เชื่อ ทั้งนี้เพราะ การที่ดัชนียังอยู่ที่ 350-400 นี้ไม่ได้หมายความว่ายังมีกำไร 250-300 เปอร์เซนต์ การลงทุนของคนเรานั้นมันจะเพิ่มขึ้นตามวันและเวลา ทุนส่วนใหญ่มาลงกันใกล้ๆวันที่เกิดวิกฤตทางเศษฐกิจ และเงินปัจจุบันมันมีค่าต่ำกว่าเงินในวันซื้อหุ้น ถ้าผมมีเงิน 100 บาทเมื่อวันเปิดตลาดหลักทรัพย์ของไทย ผมจะเอาไปฝากแบบทบต้นที่ไฟแนนซ์ เพราะจะได้ดอกเบี้ยมากกว่า 300 เปอร์เซนต์

ครับ, ตำราของวอเรนบัฟเฟทนี้ไม่ใช่ทางออกสำหรับนักลงทุนไทย มันมองดูดีเพราะไม่ได้พูดถึงกรณีย์ที่เกิดความผิดพลาด มันทำให้พวกเราคิดว่าทำตามหลักการสี่ข้อแล้วจะรวยกับรวยอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงก็คือ ลูกศิษย์ของวอเรนบัฟเฟทในเมืองไทยนั้นนอนเลียแผลกันทุกคน

ในทางตรงกันข้าม ผมเห็นคนบางคนเขายอมคัดลอส 15-20 เปอร์เซนต์เมื่อเกิดวิกฤตไป 5-6 เดือนแล้ว และตอนนี้ถึงจะเริ่มเข้ามาเล่นใหม่ คนพวกนี้เป็นนักเก็งกำไรที่รู้จักจังหวะที่จะลงทุนในหุ้น พวกนี้ยังรวยอยู่

...........................

25 ธค.45.... หุ้นปี 2546 จะเป็นอย่างไร

การทำนายหุ้นระยะยาวเป็นปีนั้นเป็นเรื่องยาก จริงๆแล้วถ้าจะถามเรื่องนี้ไปถามโหราจารย์จะดีกว่า ดังนั้นผมจึงอยากจะเริ่มด้วยการดูคำทำนายของคุณหมอไพศาล(โหราจารย์ระดับทอปไฟว์ของประเทศไทย)เสียก่อน

คุณหมอไพศาลบอกว่า "ปีพศ๒๕๔๖ จะเป็นปีที่ฆ่าเซียน และแมลงเม่าที่มีทั้งตายลอยเป็นแพ และตายแบบเดินตาลอยแบบผีดิบ คือจะตายก็ไม่เชิง จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่......อย่างช่วงพฤษภาคม มีข่าวสงครามแบบหมาป่ากับลูกแกะ ทำให้หุ้นลงตูมเดียว หงายหลังทั้งตลาด และจู่ๆก็มีข่าวดีประธานาธิบดีสหรัฐฯกำลังจูบปากกับซัดดัม ทำให้หุ้นขึ้นแบบระทึกใจ......มกราคม เปิดตลาดปีใหม่ขึ้นมาตลาดยังซึม คนที่ติดหุ้นปีที่แล้วจนหน้าเขียว จะจ้องขาย จ้องทุบทันที กะจะถือเงินสดในมือตอนตรุษจีน ถ้ามีตังค์ ๒๘-๓๐ ช้อนไว้ละก็---ได้เฮ...."

ครับ, ผมคงจะเล่าให้ฟังทั้งหมดไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะเป็นการคัดลอกตำราคนอื่นมาขาย ท่านผู้อ่านควรไปหาซื้อมาอ่านดู เป็นหนังสือขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊ก หนา 309 หน้า ราคาแค่หน้าละ 64.72 สตางค์ คุณหมอไพศาลบอกว่า เก็บติดตัวไว้ แล้วใช้แก้ปัญหาได้ตลอดปี

โอเค, ผมก็มองเห็นหุ้นปี 2546 ในทิศทางคล้ายๆกัน คือ

เดือนมกรา-กุมภา-มีนา นั้นหุ้นจะโขยกขึ้นอย่างทุลักทุเล มันคงไปได้แค่ 450 เป็นอย่างมาก ปลายเดือนมีนาสงครามสหรัฐกับอีรักก็เกิดขึ้น หุ้นจะดิ่งลงมาที่ 400 ในสามวัน เดือนเมษาและพฤษภาจะใหลลงไปอีก จนเหลือแค่ 350 เดือนมิถุนาจะมีข่าวดี คือหาข้อตกลงกันได้(อย่างปลอมๆ) หุ้นจะตีกลับไปที่ 380 หลังจากนั้นมันก็จะใหลลงต่อ ปี 2546 นี้ไซเกิลของการขึ้นลงรายปีจะยืดไปเป็นประมาณ 14-15 เดือน นั่นหมายความว่า จากปลายเดือนมิถุนา ที่ 380 มันจะใหลลงไปจนถึงสิ้นปี โดยลงไปที่ 320 แล้วยังอึมคลึมไปจนถึงเดือนมีนาปี 2547

ครับ, ผมเห็นด้วยกับคุณหมอไพศาล คือ นักลงทุนระยะยาว ซึ่งรวมถึงกองทุนทั้งหลายจะหน้าซีด เพราะต้นปีดัชนีอยู่ที่ 360 แต่ปลายปีลงไปที่ 320 มันก็จะขาดทุนประมาณ 11 เปอร์เซนต์ แต่เฮดจ์ฟันของฝรั่ง ซึ่งเล่นแบบเก็งกำไรจะทำกำไรตอนต้นปีได้ประมาณ 25 เปอร์เซนต์ แล้วก็อาจได้อีกนิดหน่อยในเดือนมิถุนา

ยังไงๆก็ฟังหูไว้หูนะครับ เลือกวิธีลงทุนให้ดี แล้วเชื่อมั่นในคำทำนายของตัวคุณเองจะดีที่สุด

.......................

30 ธค.45.... สรุปผลปี 2545

โปรแกรม SC68EX

ปีนี้ผลงานไม่ดีเลย กำไร/ขาดทุนของกลุ่มต่างๆเป็นดังนี้
แบงก์=+1.16, ไฟแนนซ์=-0.97, พลังงาน=+2.14, สื่อสาร=-2.16
เฉลี่ย=+0.0425 เปอร์เซนต์

ซึ่งต่ำกว่าการเอาเงินไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ย
สาเหตุที่โปรแกรมนี้ทำกำไรต่ำก็คือ ในตอนต้นปี หุ้นวิ่งขึ้น แต่เราไปบังคับให้มันขายในเดือนมกราคม ทั้งนี้เพราะมันขึ้นถึงจุดยอดของคลื่นเล็กลูกที่สี่แล้ว โปรแกรมจึงไม่สามารถได้ประโยชน์จากการขึ้นต่อไปจนถึงคลื่นเล็กลูกที่เก้า และหลังจากนั้นหุ้นก็ใหลลงมาโดยตลอด มันมาต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายน แต่เราก็ยังไม่เปิดให้มันซื้อ ทั้งนี้เพราะผมไปนับลูกคลื่นเล็กขาลงได้แค่ 3 ลูก กว่าจะเปิดให้มันซื้อหุ้นก็ขึ้นไปแล้วเกือบ 10 เปอร์เซนต์ มันจึงซื้อแพงไป แล้วในเดือนธันวาคมนี้หุ้นก็เกิดใหลลงนานกว่าที่ควร โปรแกรมจึงต้องคัดลอสไป ลงท้ายมันจึงไม่มีกำไรเลย

ครับ, เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราไม่ควรเข้าไปเปิด-ปิดการซื้อขายของโปรแกรม ปีต่อๆไปจะตัดตรรกกะส่วนนี้ออก (สูตร์อื่นๆของผม เช่นสูตรที่ให้ไว้ในตำรา มันยังทำกำไรได้สูงกว่า คือ แบงก์=+10.02, ไฟแนนซ์=+8.46, พลังงาน=+22.44, สื่อสาร=-7.62, รวมเฉลี่ย=8.325 เปอร์เซนต์)

................................

โปรแกรม SEAX

ปีนี้ผลงานก็ไม่ดีเช่นกัน กำไร/ขาดทุนเป็นดังนี้
แบงก์=-5.35, ไฟแนนซ์=+0.49, พลังงาน=+12.45, สื่อสาร=-11.78,
เฉลี่ย=-1.0475 เปอร์เซนต์

สาเหตุที่โปรแกรมนี้ขาดทุนก็เพราะ โดยปรกติแล้ว ในหนึ่งปีจะมีลูกคลื่นเล็กแค่ 7-9 ลูก แต่ปีนี้ต้นปีขึ้น 6 ลูก(ลูกที่ 1-2-3 อยู่ในปี 44) กลางปีลง 4 ลูก แล้วยังมาขึ้นตอนปลายปีอีก 2 ลูก รวมแล้วเป็นถึง 12 ลูก ซึ่งมีผลทำให้ความยาวของคลื่นเล็กมันหดลงมาเหลือเพียงประมาณ 30.4 วัน แต่โปรแกรมมันถูกสร้างมาให้จับลูกคลื่นที่มีความยาว 48 วัน การตัดสินใจของมันจึงช้าไปหมดทั้งตอนซื้อและตอนขาย แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ขาดทุนเพียงนิดเดียว(ว่ากันตามจริงแล้วมันไม่ได้ขาดทุน เพราะผมไปตั้งค่าคอมมิชชั่นไว้ที่ 0.5 เปอร์เซนต์ มันจึงจ่ายเกินไป 0.5 เปอร์เซนต์ต่อรอบของการลงทุน ปีนี้มันซื้อขายประมาณ 12 รอบ มันจึงจ่ายเกินไป 12*0.5=6.0 เปอร์เซนต์ ปีหน้าจะปรับค่าคอมมิชชั่นให้ถูกต้อง)

.....................

อย่างไรก็ตาม โปรแกรมทั้งสองนี้ให้ข้อสนเทศต่อพวกเราหลายอย่าง เช่น มันทำนายได้ถูกต้องว่าหุ้นจะขึ้นไปไม่เกิน 435 ในเดือนมิถุนายน แล้วก็ใหลลงมาสู่จุดต่ำสุดใกล้ 340 ในเดือนพฤศจิกายน แล้วก็เปิดโอกาสให้พวกเราได้ซื้อหุ้นกันในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้พวกเรามีกำไรในต้นปี 2546

ครับ, ปีหน้าน่าจะให้ผลดีกว่าปีนี้

......................