เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2546

......................

10 มค.46....ฟังเซียนหุ้นแนะนำนักลงทุนรายย่อย

อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2546 เรื่อง"เซียนหุ้นสอนรายย่อยลงทุน" แล้วทำให้อยากให้ข้อคิดเพิ่มเติม

บทความดังกล่าวนี้เขียนขึ้นในช่วงขึ้นปีใหม่ 2546 มันจึงเหมือนกับเป็นของขวัญสำหรับนักลงทุนรายย่อย ดังนั้นผมจึงใช้เวลาอ่านอย่างละเอียดมาก และผมก็เชื่อว่า หลายๆท่านก็คงจะอ่านอย่างละเอียดเช่นกัน หลังจากอ่านแล้วผมก็เห็นว่า คำแนะนำเหล่านั้นสะท้อนจากประสบการณ์ที่แท้จริง และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเรา ผมจึงขอนำมาฉายซ้ำให้ดู

1. คำแนะนำของคุณ วิกรม เกษมวุฒิ พอสรุปได้จากข้อความดังนี้ "...เวลาซื้อหุ้น นักลงทุนต้องรู้ข้อมูลของบริษัทอย่างแท้จริง ต้องดูว่าผู้บริหารบริษัทงามจริงหรือไม่ กล่าวคือ ต้องไม่คดโกง และต้องโปร่งใส และผลิตภัณท์สินค้าของบริษัทจะต้องเป็นที่รัก ที่รู้จัก และนิยมของคนทั่วไป"
2. คำแนะนำของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรนั้น พอจะสรุปได้จากข้อความดังนี้ "...กลยุทธการลงทุนของเซียนหุ้นอย่างดร.นิเวศน์ จะเน้นกลยุทธเลือกซื้อหุ้นแบบมองกิจการระระยาวและถือลงทุนอย่างน้อย 5 ปี โดยดูความสามารถการทำกำไรของบริษัท และการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น"
3. ส่วนคำแนะนำของคุณ สุวภา เจริญยิ่ง นั้น ก็จะมาจากข้อความว่า "...เมื่อไรที่ซื้อหุ้นก็เหมือนกันการซื้ออนาคต หลายคนมองหุ้นจากอดีต เพราะคิดว่าจะดีเหมือนอดีต จริงๆไม่ควรมองอดีต แต่ควรมองดูว่ามีอนาคตหรือเปล่า ส่วนการเลือกหุ้นก็ไม่แตกต่างจากการเลือกรถยนต์หรือเลือกแบงก์ฝากเงิน"

ครับ, นี่เป็นคำแนะนำของเซียนหุ้น แต่เป็นเซียนหุ้นประเภทดูข้อมูลพื้นฐาน และเป็นการลงทุนระยะยาวด้วยกันทั้งนั้น มันจึงดูขาดๆไป

แต่ตลาดหุ้นไทยนั้นมีนักลงทุนแบบเก็งกำไรมากกว่านักลงทุนแบบดูพื้นฐาน ผมจึงใคร่ขอโอกาสนี้ให้ของขวัญเป็นคำแนะนำแก่นักลงทุนรายย่อย(ซึ่งเกือบจะร้อยทั้งร้อยเป็นนักเก็งกำไร)บ้าง

คำแนะนำของผมก็คือ
1. ซื้อหุ้นต้องดูทิศทาง คือซื้อเมื่อราคาจะเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น และขายเมื่อราคาจะเปลี่ยนจากขึ้นมาเป็นลง
2. อย่าเล่นหุ้นระยะสั้นในระดับรายวันหรือรายสัปดาห์ เพราะค่าธรรมเนียมจะกินหมด ให้เล่นหุ้นในระดับรายเดือน หรือรายปี หรือราย 13ปี
3. ใช้อดีตชี้อนาคต หรือคือ อาศัยหลักสถิติ และหาแนวโน้มจากข้อมูลราคาย้อนหลัง(รายละเอียดในเรื่องนี้ให้ศึกษาจากตำรา และที่ผมได้เคยพูดไว้ในเว็บนี้)
4. ราคาหุ้นในแต่ละวันนั้นจะมีทั้งสวนทางกับแนวโน้มและไปด้วยกันกับแนวโน้ม เวลาที่มันสวนทางก็อย่าตกใจ เวลาที่มันไปด้วยกันก็อย่าลิงโลด เมื่อใกล้ถึงวันซื้อหรือวันขายก็ดำเนินไปตามข้อเท็จจริงในขณะนั้น ในแต่ละรอบของการเล่นหุ้นอาจขาดทุนหรือกำไรก็ได้ แต่โดยรวมแล้วกำไรจะมากกว่าขาดทุน จงมีความเชื่อมั่นต่อการทำนายทิศทางที่เราวิเคราะห์ได้
5. ไม่เสียหายที่จะใช้ข้อมูลพื้นฐานช่วยในการเลือกว่าหุ้นตัวใหนน่าลงทุน แต่จังหวะซื้อและจังหวะขายให้ใช้เทคนิคข้อ 3
6. กระจายความเสี่ยงโดยลงทุนประมาณ 5-6 ตัวต่อรอบ

ครับ, ผมหวังว่าพวกเราคงจะปฏิบัติได้ และเกิดกำไรตามที่เราต้องการ

ขอให้โชคดีนะครับ

................

16 มค.46... แก้NPLแล้วได้เป็นฮีโร่?

ช่วงนี้มีบทความที่เกี่ยวกับผู้บริหารที่พลิกฟื้นจาก NPL มาเป็น REHAPCO ค่อนข้างมาก นักหนังสือพิมพ์พวกนี้ติดอกติดใจกันคำว่า "พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส" แล้วก็นำเอาประวัติของผู้บริหารเหล่านั้นมาลงเป็นข่าว บางทีก็เอารูปหน้าของนักบริหารเหล่านั้นมาเรียงซ้อนกันให้ดู พร้อมทั้งเขียนเชิดชูสรรเสริญกันอย่างเต็มที่

แล้วท่านผู้อ่านคิดยังไง?

สำหรับผมแล้วเศร้าใจ และในใจผมนั้นได้บันทึกเอาไว้เลยว่า เจอหน้ากันวันหลังจะไม่รับไหว้มัน

ผมมีเหตุผล 2 ประการ ดังนี้
1. อันที่จริงแล้วความพินาศฉิบหายของชาติครั้งนี้เกิดจากคนเหล่านี้ คือพวกเขาบริหารด้านการเงินไม่ถูกต้อง คือไปกู้เงินฝรั่งเข้ามาใช้งาน แต่ไม่ทำประกันความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ เมื่อค่าเงินบาทผันผวนก็เลยขาดทุน
2. ขาดทุนจากค่าเงินบาทที่ลดลงแล้วหาทางออกด้วยการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย วิธีการมันง่ายๆ มันไม่ต้องใช้ความสามารถใดๆ คือ ลดหุ้น ลดทุน ไป 2-3 รอบ แล้วก็ไปดึงต่างชาติเข้ามาเพิ่มทุน เวลาทำดิวดิลิเจ้นท์(ประเมินทรัพย์สิน-หนี้สิน)ก็ไม่แจ้งให้ผู้ถือหุ้นให้รู้เร็วพอ แล้วก็เปิดประชุมอย่างรวบรัด ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ทันตั้งตัว และส่วนใหญ่ก็ไม่อยากมาประชุมเพราะคิดว่าหุ้นมันไม่มีค่าเหลือแล้ว แล้วก็ตั้งข้อเสนอในการจัดสรรหุ้นแบบเอาประโยชน์เข้าตัว ผลสุดท้ายหุ้นเกือบทั้งหมดกลายเป็นของตนกับฝรั่งหัวแดงและหัวดำไปหมด ตัวเลขคร่าวๆเช่น เดิมตัวเองถืออยู่ 10 เปอร์เซนต์ รายย่อยถืออยู่ 90 เปอร์เซนต์ ลดทุนครั้งแรกเหลือ 1 ใน 3 สัดส่วนก็ยังคงเดิม ดังนั้นประชุมครั้งแรกก็ผ่าน ต่อจากนั้นก็เสนอให้ตัดขาดทุนและลดทุนเหลือ 1 ใน 4 ทุกคนก็เหลือหุ้นเป็นมูลค่าแค่ 1 ส่วน 12 หรือคือ ถ้าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายอยู่ที่ 2.40 บาท มันก็เหลือแค่หุ้นละ 0.20 บาท ประชุมก็ผ่านอีกเพราะสัดส่วนผู้ถือหุ้นยังเหมือนเดิม เสร็จแล้วเชิญประชุมอีกเพื่อเอาทุนนอกเข้ามา ทุนใหม่นั้นพาร์ 10.00 บาท แต่ขายให้ฝรั่ง 6.00 บาท เป็นจำนวน 49 เปอร์เซนต์ ขายให้ตนเองในฐานะผู้บริหาร 2.00 บาท เป็นจำนวน 50 เปอร์เซนต์ อีก 1 เปอร์เซนต์ที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นรายย่อย(ต้องเอา 10 หุ้นเดิมมาแลกเป็น 1 หุ้นใหม่ เพราะมูลค่าหุ้นเดิมมันแค่ 0.20 บาท) ครับ, ผลสุดท้ายเจ้าของกิจการกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยรวมกันถือแค่ 1 เปอร์เซนต์ และแต่ละคนได้คืนมาแค่ 1/120 ใครที่เคยถือไว้ 12,000 หุ้นก็จะเหลือแค่ 100 หุ้น

ครับ, ผู้ถือหุ้นรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ได้คิด และไม่ได้ไปประชุม เมื่อเขาทำจนสุดกระบวนการแล้วให้หุ้นมานิดหน่อยก็พอใจ(ดีกว่าเป็นเศษกระดาษ) แต่ผมไม่เห็นแบบนั้น ผมเองก็ไม่ไปประชุม ทั้งนี้เพราะเราเป็นเสียงข้างน้อย โหวตแล้วก็แพ้เขา เราไม่มีโอกาสรวมตัวกันได้เลย ผมต้องทนกล้ำกลืนมา3-4 ปีแล้ว ผมไม่อยากพูดถึง แต่นักหนังสือพิมพ์ที่ไร้สำนึก(เพราะตัวเองไม่โดนลดหุ้นลดทุน)มาเขียนเชียร์คนแบบนี้ ผมก็เลยต้องเขียนมาให้ท่านอ่านกัน

ท่านลองกลับไปทบทวนดู ท่านที่มีหุ้นอยู่ 5,000-12,000 นั้น มันเหลือแค่ 100 หุ้นจริงใหม? และใครเป็นผู้ทำให้เกิดการขาดทุน? ท่านยังอยากจะรับไหว้มันใหม?

แล้ว....หุ้น REHAPCO นั้นมันน่าซื้อไว้ใหม?

คิดดูเองนะครับ

.................

02 กพ.46...เกมจำลองหุ้นมีประโยชน์ใหม?

มีนักศึกษาปริญญาตรีท่านหนึ่งตั้งกระทู้เข้าไปใน"ห้องสินธร"ของพันทิพดอทคอมด้วยข้อความดังนี้

1...... อยากแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนๆ พี่ นักลงทุน ทุกท่านครับ คือผมอยากเล่นมากเลยครับ สนใจติดตามข่าวหุ้น หาหนังสือความรู้เกี่ยวกับหุ้นมาอ่านไปแล้วสิบกว่าเล่ม (เก็บข้อมูลเบื้องต้น) ยืมมาจากห้องสมุดที่มหาลัยน่ะครับ ก็คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะลงสนามจริงได้แล้ว แต่ปัญหาคือที่บ้านผมดันมีเงินเก็บแค่ประมาณ 100000 เท่านั้นเองครับ คือมันก็พอเล่นได้ใช้ไหมครับ แต่ผลที่คาดว่าจะได้ คงไม่มากมายอะไร เมื่อต้นเดือน ธค ผมก็เลยบอกให้พ่อเอาที่ดิน บ้าน ไปกู้เงินกับธนาคาร มา 500000 มูลค่าหลักทรัพย์ 1000000 กว่าๆครับ แต่พ่อบอกว่าขอคิดดูก่อน มาวันนี้พ่อบอกว่าไม่เอาด้วยครับ บอกว่า "ตอนนี้ที่บ้านไม่เดือดร้อนอะไร ให้อยู่ไปก่อน ไม่อยากเป็นหนี้ " ผมล่ะงงครับ ทำไมพ่อเราคิดอะไรตื้นแบบนี้ ต้องรอให้มันเดือดร้อนขึ้นมาก่อนหรือ ถึงจะคิดทำอะไร ทำไมไม่รู้จัวางแผนอนาคต เพิ่งรู้ว่าพ่อเราคิดได้แค่นี้ เซ็งครับ เงินเดือนพ่อเค้าก็ ประมาณ 20000 ครับ ทำมา 20 ปีแล้วครับ คิดดู ผมควรจะทำยังไงดีครับ เจตนาทั้งหมดของผมก็คือ อยากทำให้ฐานะครอบครับดีขึ้นน่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ก็เดือนชนเดือน หากมีอะไรต้องใช้จ่ายพิเศษก็ต้องควักเงินเก็บที่ว่า(เคยขายที่เล็กๆได้) ซึ่งก็หร่อยหรอลงเรื่อยๆ แม่ก็ไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ ผมมีน้องสาว 1 คนครับ เรียนอยู่ ม 3 ผมเรียนอยู่ มธ ครับ ปี 2 พอจะแนะนำทางออกอะไรให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออกเลย เจอพ่อพูดอะไรแบบนั้นออกมา หน้ามืดเลยครับ
จากคุณ : เด็กปี 2......

2. ลืมบอกไปครับว่าผมก็เคยเล่นเกมจำลองหุ้นมาแล้วครับ เล่นอยู่ประมาณ 2เดือน ครับ ก็บวกอยู่ 20 % กว่า ก็คิดว่าพอใช้ได้นี่ครับ ผมเข้าใจครับว่า ในเกมกับการซื้อขายจริงๆมีข้อแตกต่างกันหลายจุด แต่สิ่งสำคัญที่ผมได้จากในเกม คือผมจับทางได้ว่าควรจะซื้อหุ้นตัวไหน กิจการใดมีอนาคต พอจะวิเคราะห์เป็นครับ เรื่องความ สามารถว่ามีหรือเปล่านั้น ก็ต้องให้ลงเล่นจริงก่อนแหละครับ มันถึงจะรู้ว่าใครเป็นยังไง

ครับ, ข้อความนี้คงผ่านสายตาท่านมาบ้างแล้ว ประเด็นของเรื่องก็คือ การอ่านตำราเล่นหุ้นมา 10 เล่ม กับการเล่นเกมจำลองหุ้นมา 2 เดือนนั้นมันเพียงพอแล้วหรือยัง ซึ่งในเรื่องนี้มีคนเข้ามาตอบหรือให้ความเห็นกว่า 100 คน และเกือบทั้งหมดบอกว่า"ยังไม่เพียงพอ"

แต่ผมยังไม่เห็นด้วย ทั้งนี้เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวตำราและเกม ถ้าได้ตำราดี และมีเกมจำลองหุ้นที่ดี ผมคิดว่า 2 เดือนนั้นเพียงพอที่จะเป็นนักเลงหุ้นได้

โอเค, วันนี้ผมขอพูดถึงเกมจำลองหุ้นเสียก่อน เกมจำลองหุ้นนั้นมีสองแบบใหญ่ๆ คือ

1) เกมที่เล่นด้วยความเร็วเท่ากับเหตุการณ์จริง
นี่เป็นเกมที่อาศัยการขึ้นลงของราคาตามที่มันเป็นจริง เขาจะให้ผู้เล่นดูจากรายงานหุ้นในทีวี แล้วสั่งซื้อและสั่งขายผ่านทางอินเทอร์เนต ผู้เล่นสามารถใช้ข่าวสารและเหตุการณ์จริงเป็นเครื่องตัดสินใจ โปรแกรมไม่ต้องทำด้านข้อมูล โปรแกรมรับคำสั่งซื้อและคำสั่งขาย แล้วเก็บคำสั่งเหล่านี้มาทำการคำนวณกำไรหรือขาดทุนให้แก่ผู้เล่น โปรแกรมแบบนี้เปิดโอกาสให้เล่นได้เป็นร้อยเป็นพันคนพร้อมๆกัน มันทำง่ายดี แต่จะมีการกำหนดรอบของการเล่นว่าจะเริ่มเมื่อใด และไปสิ้นสุดเมื่อใด โดยมากก็จะเล่นรอบละ 1 หรือ 2 เดือน และต้องซื้อภายใน 7-15 วัน ครบรอบแล้วก็มาดูกำไร-ขาดทุนกัน ใครกำไรสูงสุดก็ได้รางวัญไป

2) เกมที่เล่นด้วยเวลาที่เร็วกว่าจริง
นี่เป็นเกมที่เอาข้อมูลย้อนหลังมาใช้ แต่เนื่องจากเราไม่เคยเก็บการขึ้นลงของราคาหุ้นทุกๆชั่วโมงไว้เราจึงทำได้แค่เอาข้อมูลราคาปิดตลาดของวันแรกมาแสดง แล้วให้คนเล่นตัดสินใจซื้อหรือขาย เมื่อผู้เล่นสั่งซื้อสั่งขายแล้วเขาก็จะเอาราคาปิดของวันถัดมาขึ้นมาแสดง แล้วก็ให้ผู้เล่นสั่งซื้อสั่งขายกันอีก เมื่อทุกคนสั่งเสร็จแล้วก็จะเลื่อนเป็นวันไป...ฯลฯ เกมแบบนี้ในหนึ่งวันของการเล่นจะเท่ากับการผ่านเหตุการณ์หลายๆวัน มันจะช่วยลดเวลาได้ และเพิ่มประสบการณ์ได้เร็ว โปรแกรมพวกนี้ส่วนใหญ่ต้องเล่นบนเครือข่ายภายใน(local area network) ทั้งนี้เพราะต้องมีคนคอยเตือนให้สั่งซื้อสั่งขาย และต้องถามว่าพร้อมที่จะขึ้นวันถัดไปหรือยัง ผู้กำกับต้องมองเห็นหน้าผู้เล่น เกมแบบนี้จึงเล่นได้ทีละ 20-100 คน แต่เกมแบบนี้ถ้าผู้เล่นรู้วันที่ของข้อมูลเขาก็สามารถเอาเปรียบคนอื่นได้ เพราะรู้ว่าวันข้างหน้าราคาจะเป็นเท่าใด ดังนั้นผู้สร้างเกมบางรายจะใช้วิธีคำนวณราคาและดัชนีของวันใหม่จากคำสั่งซื้อและคำสั่งขายของวันที่ผ่านมา

ครับ, ในเมืองไทยเรามีโปรแกรมจำลองการเล่นหุ้นอยู่แค่ 4-5 ชุดเท่านั้น ซึ่งมีข้อเสียที่เด่นชัด คือ แบบแรกนั้นมันไม่สามารถให้ประสบการณ์ได้เพียงพอ ต่อให้เล่นไปถึง 10 รอบ(รอบละเดือน) มันก็ได้เห็นข้อมูล หรือความเป็นจริงแค่ 10 เดือนเท่านั้น คนที่คิดจะเล่นรายปีจะเล่นไม่ได้เลย แม้แต่คนที่คิดจะเล่นระยะสั้นก็ยังไม่พอที่จะสร้างความชำนาญ ส่วนเกมแบบที่สองนั้น ถึงแม้จะเล่นได้เร็วขึ้น แต่การที่ต้องรอให้ทุกคนเสร็จแล้วจึงจะขึ้นข้อมูลของวันถัดไป ก็จะทำให้เล่นได้แค่วันละ 20-30 ข้อมูล พวกเขาต้องเล่น 15วัน-15คืนจึงจะครอบคลุมข้อมูล 1 ปี และถ้าใช้วิธีคำนวณราคาวันถัดไปจากคำสั่งซื้อคำสั่งขายของวันนั้น มันจะยิ่งไม่ตรงกับเหตุการณ์จริง การขึ้นลงจะสะเปะสะปะไปมา

ครับ, ในขณะนี้เมืองไทยเรายังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้สอนให้คนรู้วิธีเล่นหุ้นได้ใน 2 เดือน ดังนั้นความหวังของ"เด็กปี2"จึงดูจะเลืยนลาง

เรื่องนี้ผมคิดว่าผมมีทางออก แนวคิดของผมก็คือ ผมจะใช้ราคาปิดของหุ้น 40 ตัวที่ผมมีอยู่(ย้อนหลังประมาณ 13ปี)มาเป็นกรอบของเหตุการณ์ ผมจะใช้ Monte Carlo Method เป็นตัวสร้างข้อมูลตอนกลางวันขึ้นมา ตัวดัชนีก็คำนวณและปรับใหม่เพื่อไม่ให้รู้ว่าเป็นปีใหน และเป็นโปรแกรมที่วิ่งบนพีซีธรรมดาๆ ผู้เล่นจะผ่านเหตุการณ์ได้เป็นรายครึ่งชั่วโมง การสั่งซื้อสั่งขายทำได้โดยง่ายและเสมือนจริง เพราะจะมีการแมทชิ่งทันที คำสั่งใหนที่ไม่แมทช์จะถูกเก็บไว้รอแมทชิ่งในครึ่งชั่วโมงถัดมา

ข้อดีของการใช้พีซีก็คือ เราสามารถขยับไปสู่ห้วงเวลาถัดไป หรือขึ้นวันใหม่ด้วยการลากเม้าส์ไปคลิกเท่านั้น เราไม่ต้องรอผู้เล่นรายอื่น ใครอยากเล่นเป็นรายวันก็ทำได้ ใครอยากเล่นรายเดือนก็ทำได้ ใครอยากเล่นรายปีก็ทำได้ หรือจะเล่นระยะยาวตามลูกคลื่นเศรษฐกิจก็ทำได้ ในเวลา 2 ชั่วโมงเราสามารถครอบคลุมข้อมูลได้ถึง 10 ปี

ครับ, ผมได้ลงแรงไปแล้ว 1 เดือน และคาดว่าจะเสร็จในปลายเดือนนี้ ถึงตอนนั้น ผมเชื่อว่า ความฝันของ"เด็กปี2"คงจะเป็นจริง

แล้วท่านไม่ได้ฝันอย่างเดียวกันหรือ?

.......................

5 กพ.46.... การลงทุนในหุ้นเป็นอาชีพหลักได้ใหม?

วานนี้ผมได้อ่านบทความของ ดร.นิเวศน์เรื่อง"อาชีพนักลงทุน"แล้วถูกใจ ท่านได้ชี้ให้เห็นว่ามีหลายคนอยากจะทำให้เป็นอาชีพ แต่เมื่อถามความรู้สึกของคนในสังคมแล้วมันยากที่จะยอมรับ และถ้าคิดจะยึดเป็นอาชีพ มันก็ติดขัดพอสมควร เช่น ผู้เล่นต้องมีทุนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท(เพื่อที่จะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท) และเวลาลงทุนในหุ้นนั้นรายได้มันไม่สม่ำเสมอ บางปีอาจขาดทุนโดยตลอด ซึ่งจะทำให้ใจหดหู่มาก เพราะต้องกินทุนไปทั้งปี

ครับ, การลงทุนในหุ้นนั้นดูเหมือนว่าจะเหมาะสำหรับคนหนุ่มคนสาว และเป็นรายได้เสริมเท่านั้น โอกาสที่จะยึดเป็นอาชีพหลักนั้นคงจะยาก....นั่นคือทัศนคติของคนไทยโดยทั่วไป

แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างที่คนเขาพูดกัน ผมกลับเห็นว่า มันเหมาะที่จะยึดเป็นอาชีพหลักของคนแก่คนเฒ่ามากกว่า เหตุผล คือ

1. คนที่จะลงทุนในหุ้นอย่างเป็นอาชีพหลักต้องมีเงินทุนตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

2. คนจะลงทุนในหุ้นได้ดีนั้นต้องมีเวลาติดตามการเคลื่อนใหวของตลาด เพราะต้องซื้อให้ถูกจังหวะ และขายให้ถูกจังหวะ และถ้ามีข่าวไม่ดีก็ต้องมองหาจังหวะที่จะเปลี่ยนตัวเล่น

3. การลงทุนในหุ้นนั้นต้องมีประสบการณ์ในชีวิตสูง เคยเห็นธุรกิจแบบต่างๆมามาก ทั้งนี้เพื่อจะได้เลือกกลุ่มธุรกิจได้ถูกต้อง และต้องอ่านความคิดของคนหมู่มากได้

4. คนลงทุนในหุ้นต้องมีความอดทน มีหลักการ ไม่ใหวหวั่นต่อการผันผวนระยะสั้น ไม่โลภ และไม่กลัวจนเกินกว่าเหตุ

ครับ, ยังมีคุณสมบัติที่จำเป็นอยู่อีกหลายอย่าง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า มันตรงกับ"ผู้สูงอายุ"ทั้งนั้น

แต่ก็มีคนพูดกันว่า เล่นหุ้นนั้นมันมีความเสี่ยง ถ้าขาดทุนแล้วคนสูงอายุจะไม่มีโอกาสหาเงินคืนมาได้ นี่เป็นข้อแย้งของคนไทยในยุคปัจจุบัน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเป็นอย่างยิ่ง

ผมคิดอย่างไรหรือ?

การที่สถิติบอกว่า "คนเล่นหุ้นโดยเฉลี่ยจะขาดทุนถึง 19 คน ใน 20 คน"นั้น มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะตกอยู่ในประเภทขาดทุนมากกว่ากำไร สถิติอันนี้ใช้กับคนที่เล่นหุ้นโดยเดาสุ่ม เล่นโดยไม่ได้ศึกษามาให้ดีพอ เล่นระยะสั้นในระดับรายวันรายสัปดาห์ เล่นแบบเก็งกำไร เล่นแบบฟังคำแนะนำจากเพื่อน เล่นตามข่าวลือ....

และที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ มันไม่ใช่สถิติของคนประเภท"ผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์"

ครับ, ลองไปเก็บสถิติกันดูใหม่ซิครับ ลองแยกเอาแต่ผู้สูงอายุมาดู ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะมีกำไร และกำไรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

ที่ผมเชื่ออย่างนี้ก็เพราะ ในประเทศที่เขาเจริญแล้วนั้น คนแก่คนเฒ่าเขาสะสมทรัพย์สินเป็นหุ้นกันทั้งนั้น เขาไม่เอามาฝากกินดอกเบี้ยกัน และคนแก่คนเฒ่านั้นมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าคนธรรมดา(ในเรื่องหุ้น) วันนี้ผมจะขอพูดถึงความได้เปรียบของคนแก่สักสองสามอย่าง

1. คนหนุ่มคนสาวมองดูหุ้นในตลาดว่าน่าลงทุนใกล้เคียงกัน แต่คนแก่คนเฒ่านั้นจะสนใจแต่หุ้นที่ตนเองรู้จักมานาน หรือกลุ่มธุรกิจที่ตนคุ้นเคย ข้อแตกต่างอันนี้สามารถลดความเสี่ยงลงได้กว่าครึ่ง

2. คนหนุ่มคนสาวดูการขึ้นลงของตลาดแค่ 3วัน 5วัน 10วัน ที่ผ่านมา และตัดใจซื้อขายตามข่าวในตลาด แต่คนแก่คนเฒ่านั้นดูข้อมูลย้อนหลัง 10-20ปี(เพราะมันผ่านเข้ามาในสมองตั้งแต่ตอนทำงานอยู่) คนแก่คนเฒ่าจึงบอกได้ว่าในขณะนั้นราคาหุ้นมันสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป การตัดสินใจว่าเมื่อใหร่ควรซื้อและเมื่อใหร่ควรขายจึงถูกต้องมากกว่า ข้อแตกต่างอันนี้ช่วยลดความเสี่ยงลงไปอีกกว่าครึ่ง และทำให้มีกำไรครั้งละมากๆ ซึ่งเพียงพอสำหรับการผิดพลาดในอนาคต

3. คนหนุ่มคนสาวขายทำกำไรเมื่อมีกำไรแค่ 5-6 เปอร์เซนต์ แต่คนแก่คนเฒ่าใจเย็นพอที่จะรอเอากำไรครั้งละ 20-30 เปอร์เซนต์ ข้อแตกต่างอันนี้เพิ่มอัตรากำไร ทั้งนี้เพราะการขึ้นลงของราคาหุ้นในระยะยาวนั้นมันทำนายได้ง่ายกว่า

4. คนหนุ่มคนสาวขายเพื่อหยุดการขาดทุนเมื่อขาดทุนแค่ 5-6 เปอร์เซนต์ แต่คนแก่คนเฒ่าสามารถทนได้เป็นปี มันอาจขาดทุนไปถึง 30 เปอร์เซนต์ แต่การรอคอยเป็นปีนั้นมักจะได้ผล ตรงนี้ช่วยลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายไปได้แยะ

5. คนหนุ่มคนสาวเล่นหุ้นทั้งขาขึ้นและขาลงของเศรษฐกิจ(เพราะไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจระยะยาว) แต่คนแก่คนเฒ่านั้นจะลดพอร์ตลงจนเกือบเป็น 0 เมื่อเป็นขาลงของเศรษฐกิจ และเล่นเต็มที่เมื่อเป็นขาขึ้นของคลื่นเศรษฐกิจ ตรงนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้อีกมาก

ครับ, คนแก่คนเฒ่านั้นได้เปรียบคนหนุ่มคนสาว เล่นหุ้นแล้วลดความเสี่ยงลงได้มาก โอกาสกำไรมันเกือบเต็นร้อย ยิ่งให้เวลากันเป็นสิบๆปีมันจะมีแต่กำไร จะแตกต่างแค่กำไรน้อยหรือมากเท่านั้น

ครับ, จริงๆแล้ว คนหนุ่มคนสาวจะหันมาเล่นหุ้นแบบคนแก่ที่ผมพูดถึงนี้ก็ได้ แต่ท่านต้องพัฒนาตนเองมิใช่น้อยเลย ทั้งนี้เพราะการหาประสบการณ์ การอ่านใจคนหมู่มาก การอ่านทิศทางของธุรกิจ ความอดทน...ฯลฯนั้นฝึกไม่ได้ง่ายๆ

.................

11 กพ.46... ธุระกิจงี่เง่า

วันนี้ผมเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า บสท.(บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย)มีผลประกอบการครึ่งปีแรกดังนี้

มีรายรับจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ 531 ล้านบาท มีรายจ่ายค่าดำเนินการ 65.4 ล้านบาท มีรายจ่ายค่าดอกเบี้ยจ่าย 2,679.4 ล้านบาท รวมแล้วขาดทุน 2,213.8 ล้านบาท ทั้งนี้โดยมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนมาดูแล 717,656.5 ล้านบาท

ครับ, มันเป็นธุระกิจที่ขาดทุน และที่มันขาดทุนก็เพราะไปออกตั๋วสัญญาใช้เงินแลกกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเจ็ดแสนล้านดังกล่าว

สิ่งที่เป็นข่าวใหม่สำหรับผมก็คือ ผมเพิ่งจะรู้ว่า เจ้า บสท.นี้ต้องไปออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่แบงก์และไฟแนนซ์ที่โอนทรัพย์สินด้อยคุณภาพมาให้ ซึ่งมันก็เท่ากับการซื้อเศษขยะเข้ามาไว้ แต่ให้เจ้าของกิจการเขาเอาไปทำประโยชน์โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย มันไม่ใช่การเข้าไปรับจ้างบริหารทรัพย์สินอย่างที่ผมเข้าใจมาตั้งแต่ต้น

ครับ, ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงจะเข้าใจผิดเหมือนผมกันอยู่เป็นจำนวนมาก และเมื่อทราบแล้วก็ต้องหน้าซีด เพราะผลขาดทุนอันนี้มันก็ต้องมารีดเอาจากพวกเราในรูปของภาษีที่เพิ่มขึ้น

ครับ, ผมไม่รู้ว่าผู้บริหารของไทยเรามันคิด และออกแนวความคิดให้จัดตั้งบริษัทนี้ออกมาได้ยังไง? มันเป็นธุระกิจที่ต้องขาดทุนอย่างแน่นอน

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่เข้าใจเรื่องธุระกิจของข้าราชการ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินไปนั้นมันเท่ากับเป็นการซื้อสินทรัพย์ด้อยค่าเข้ามาแล้ว เราจะเอาไปขายหรือฟื้นฟูได้หรือไม่ได้ก็ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของแบงก์และไฟแนนซ์แล้ว มันมาเป็นภาระของบรรษัทเข้าไปจนหมดตัว

โอเค, เรื่องมันเข้ามาจนถึงขั้นนี้แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไร?

ผมเห็นว่าเราต้องตัดการขาดทุนไปโดยเร็ว ถ้ามัวชักช้าก็จะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยของตั๋วสัญญาใช้เงินพวกนี้อีกปีละห้าหกพันล้านบาท ตรงนี้เราคงต้องเล่นบทโหดกับนักธุระกิจเอ็นพีแอลพวกนี้ เช่น หานักธุระกิจอื่นมาซื้อไปทำต่อ หรือฟ้องให้ล้มละลายและยึดทรัพย์ขายทอดตลาดให้รู้แล้วรู้รอดไป ใครที่เอาชื่อเข้ามาค้ำประกันก็ต้องตามไปฟ้องให้ล้มละลายและยึดทรัพย์ด้วย ใครที่บอกว่า "ผมไม่มี ผมไม่จ่าย และผมไม่หนี" จะได้รับผลการกระทำกันในภพนี้และชาตินี้

ครับ, เราจะยอมขาดทุน 717,656.5*x( =ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกไป) เสียในตอนนี้ หรือจะเอาภาษีไปอุดปีละ 5-6 พันล้านบาท แล้วในที่สุดก็ต้องจ่ายเท่าๆกันในวันข้างหน้า?

แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ ทำไมผู้บริหารของไทยจึงสร้างบรรษัทนี้ขึ้นมา? มันเป็นธุระกิจที่งี่เง่าที่สุดเท่าทีผมเห็น และมันน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "บรรษัทขายชาติ" เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

หมายเหตุ: x=อัตราส่วนการตีราคาทรัพย์สินที่เหลืออยู่

....................

12 มีค.46...ผู้บริหารโง่หรือขี้จุ๊?

มีเพื่อนนักลงทุน(ใช้นามแฝงว่า siccoman)เขียนมาลงเว็บบอร์ดว่า

"การรับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเพิ่มเติม
ตามที่บริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) (SICCO)ได้ดำเนินการเพิ่มทุน จดทะเบียนและขอให้ตลาดหลักทรัพย์รับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเพิ่มเติมนั้น ตลาดหลักทรัพย์ได้พิจารณาแล้วเห็นควรกำหนดให้หุ้นเพิ่มทุนของบริษัทดังกล่าวเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป
ชื่อย่อ : SICCO ทุนจดทะเบียนที่ออกและเรียกชำระแล้ว (มูลค่าที่ตราไว้ 5 บาท)
ทุนเดิม : 2,497,853,320 บาท
ทุนใหม่ : 2,499,024,420 บาท
การจัดสรร : การใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่เสนอขายแก่กรรมการและ/หรือ พนักงาน
จำนวน 234,220 หน่วย เป็น หุ้นสามัญ 234,220 หุ้น
อัตรา : 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ : 1 หุ้นสามัญ
ราคาการใช้สิทธิ : 5 บาท
วันจองซื้อและชำระเงินค่าหุ้น : 3 - 18 กุมภาพันธ์ 2546
......... ไม่รู้ว่า จะมีผลอย่างไร กับ sicco บ้างครับ"

เรื่องนี้ผมยังไม่ได้เช็คข่าว แต่ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ตาม มันสามารถนำมาใช้เป็นบทสนทนาได้ ทั้งนี้เพราะมันอาจเกิดขึ้นได้

ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ ผู้บริหารทำไปทำไม?

ครับ, การออกวอแร้นท์แก่พนักงานของบริษัท แล้วเมื่อถึงเวลาก็มาออกหุ้นให้ โดยคิดราคาแค่เท่ากับพาร์ นี้ ก็คือการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานแบบหนึ่ง มันดูจะดีกว่าการเอาเงินของบริษัทมาจ่ายเป็นโบนัส ทั้งนี้เพราะ มันจะไม่กระทบบัญชีกำไร-ขาดทุน และผู้บริหารไม่ต้องไปขออนุมัติการให้โบนัสแก่พนักงาน นี่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่

แต่...ผลกระทบต่อราคาหุ้นนั้นมันอาจรุนแรงกว่าที่คิดไว้

คือ ถ้าทุกคนเข้าใจในเรื่องหุ้น เราก็สามารถคำนวณราคาใหม่ของหุ้นได้ดังนี้
หุ้นเดิม=500ล้านหุ้น(ดูจากตารางหุ้นในกรุงเทพธุรกิจ) ราคาในตลาดหุ้นละ 6.30บาท เป็นเงิน 3150 ล้านบาท
หุ้นใหม่เพิ่ม=234,220หุ้น คิดราคาหุ้นละ 5.00บาท เป็นเงิน 1.171 ล้านบาท
เงินรวมกัน=3150+1.171=3151.171 ล้านบาท
จำนวนหุ้นรวมกัน=500+0.234=500.234 ล้านหุ้น
ราคาเฉลี่ยใหม่=3151.171/500.234=6.29939 บาทต่อหุ้น

ครับ, จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นโดยเฉลี่ยมันลดลงเล็กน้อย ส่วนนี้คือสิ่งที่ผู้ถือหุ้นต้องจ่ายให้แก่พนักงาน ซึ่งก็คงจะไม่มีใครไปเถียงกับผู้บริหารได้ เพราะคะแนนเสียงมันน้อยกว่า

แต่...ในความเป็นจริงก็คือ พนักงานส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เล่นหุ้น เมื่อครบกำหนด silent period เขาก็จะขายออกมา และส่วนใหญ่ก็จะไม่สามารถขายในราคาเดิม หรือในราคาเฉลี่ยอันใหม่ได้ ทั้งนี้เพราะ
1. ราคาเฉลี่ยนั้นมันไม่ลงตามเสต็ปของราคาในตลาด
2. ราคาที่คนเขาเสนอซื้อ(bid)นั้นมันมักจะต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันครั้งสุดท้าย(last)
3. มีการแย่งกันขาย จึงต้องเสนอขายต่ำลงไปอีก

ครับ, สมมุติว่าราคาสุดท้ายไปอยู่ที่ 6.20 บาท

ผลที่ตามมาก็คือ ผู้ถือหุ้นทั้งหมดต้องขาดทุนรวมกัน=500*(6.30-6.20)=50 ล้านบาท

ครับ, ตรงนี้ผู้บริหารน่าจะรู้และเข้าใจดี และตนเองก็จะมีส่วนร่วมในการขาดทุนอันนี้ด้วย แต่ทำไมเขายังเลือกวิธีนี้?

มันเป็นไปได้สองทางครับ คือผู้บริหารโง่ เพราะไปคิดตามทางทฤษฎีแต่เพียงอย่างเดียว หรือไม่ก็ทำเป็นโง่ เพราะตนเองได้กำไรจากหุ้นใหม่มากกว่าการขาดทุนจากหุ้นเก่า

เรื่องนี้ผมไม่รู้ เพราะไม่มีตัวเลข แต่ก็บอกได้เลยว่านี่คือการ"เล่นแร่แปรธาตุ"แบบหนึ่งของผู้บริหารไทย และตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ไม่น่าจะอนุญาตตั้งแต่ตอนออกวอแร้นท์

แล้วใครโง่กันแน่?

..............................

22 มีค.46... โปรแกรมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเกิดสงคราม

ในการทำนายอนาคตนั้น เราส่วนใหญ่ก็อยากจะเอาเหตุการณ์ต่างๆมาใช้ร่วมพิจารณา เช่น เมื่อเรารู้ว่าจะเกิดสงครามระหว่างบุชกับซัดดัม เราก็คิดว่ามันต้องมีผลกระทบต่อราคาหุ้นแน่นอน แล้วก็คิดต่อออกไปว่าผลน่าจะเป็นบวกหรือเป็นลบ และจะมีผลยาวนานแค่ใหน แล้วก็มาปรับแนว...ฯลฯ

ครับ, ถ้าเราสามารถประมาณได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆจะมีผลกระทบทางด้านใด(ขึ้นหรือลง) มีขนาดเท่าใด(ขึ้นลงกี่จุด หรือกี่เปอร์เซนต์) และมีผลยาวนานแค่ใหน(กี่วัน กี่เดือน และเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอัตรากี่จุดต่อวัน ต่อเดือน)มันก็ดี วิธีการนั้นก็น่าจะได้ผลชัดเจน

แต่เรามีปัญหาอยู่สองด้าน คือ 1) เรามักจะไม่มีข้อมูลย้อนหลังเพียงพอที่จะประมาณตัวเลข 3 ชนิดที่กล่าวมา และ 2) เมื่อเราแยกประเภทของเหตุการณ์ลงไปละเอียดจนถึงระดับหนึ่ง (เช่น สงครามอิรักบุกคูเวตย่อมแตกต่างกับสงครามคราวนี้) เราก็จะพบว่าเหตุการณ์ใหม่จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนกับเรื่องต่างๆที่ผ่านมา เราก็เลยไม่มีข้อมูลย้อนหลังที่จะใช้ประมาณผลกระทบ

ครับ, จริงๆแล้ว เรามีปัญหาอีกมากมายหลายอย่างในการที่จะทำนายอนาคตด้วยการดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น การประมาณทิศทาง การประมาณขนาดของผลกระทบ และการประมาณระยะเวลาที่จะเกิดผลกระทบนี้ส่วนใหญ่จะกลายเป็นการคาดเดาเอาทั้งสิ้น ซึ่งลงท้ายมันก็ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ที่มันไม่ได้ผลก็เพราะ เราเริ่มต้นด้วยการบอกว่าเราจะใช้หลักสถิติ คือไปดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ไปแยกประเภทมันออกมา แล้วเอาค่าเฉลี่ยของเหตุการณ์เหล่านั้นมาใช้เป็นตัวคาดเดา แต่ลงท้ายเราไม่มีสถิติ เราก็เลยหันมาใช้ตรรก หรือคือใช้เหตุและผลเป็นตัวชี้นำ เช่น เดิมเราก็บอกว่าสงครามบุช-ซัดดัมนี้น่าจะทำให้หุ้นตก แต่พอรอกันมานานแล้วเราก็บอกว่า"ผลมันถูกรับรู้ไปแล้ว" และ"คนเขาอยากจะให้มันจบๆไปเสียที" มันก็กลายเป็นว่า"เกิดสงครามแล้วหุ้นจะขึ้น"

ครับ, อย่าเสียเวลาคาดเดาไปเลย เราหันมาดูหลักการณ์ของโปรแกรมของผมกันดีกว่า

โปรแกรมของผมมันดูแนวโน้มของราคาหุ้น หลักการของมันคือ "ถ้าแนวโน้มของหุ้นมันเป็นอย่างไร มันจะเป็นอย่างนั้นไปอีกหลายวัน เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เรื่องน้ำท่วม เรื่องแผ่นดินใหว เรื่องถล่มตึกเวิล์ดเทรด เรื่องปราบยาเสพติด เรื่องนายชวนจะลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค .... จะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นมันเปลี่ยนแนวโน้มไป โปรแกรมจะรู้ผลหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว ทั้งนี้โดยดูได้จากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เวลา โปรแกรมจึงสามารถลงทุนได้ถูกทิศทางเป็นระยะเวลาหนึ่ง และทำกำไรได้พอสมควร"

ครับ, โปรแกรมของผมมันไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มันไม่ต้องรู้รายละเอียด มันไม่จำเป็นต้องไปคาดเดาว่าทิศทางจะเป็นบวกหรือลบ มันไม่จำเป็นต้องคาดเดาขนาดของผลกระทบ และมันไม่จำเป็นต้องคาดเดาว่าผลกระทบจะอยู่นานแค่ใหน

จุดเด่นของแนวคิดในโปรแกรมของผมอันหนึ่งก็คือ มันจับแรงผลักดันที่มาจากอารมณ์ของนักลงทุนได้ด้วย

แรงผลักดันที่มาจากเหตุการณ์ต่างๆในโลกนี้ เช่นสงคราม ผลผลิตทางเกษตร์ ผลผลิตทางอุตสาหกรรม วินาศภัย..ฯลฯ นั้นจริงๆแล้วมีน้อยกว่าอารมณ์ของนักลงทุน คนเราเมื่อยามอยากลงทุนจะพยายามซื้อมากกว่าขาย แต่เมื่อยามเกิดความกลัวจะพยายามขายมากกว่าซื้อ ราคาหุ้นจึงขึ้นลงตามแรงผลักดันที่อยู่ลึกๆเหล่านี้ ซึ่งเรื่องนี้มันไม่ใช่"เหตุการณ์(ที่เกิดขึ้นแล้วหายไป)" มันเป็นเรื่อง"ธรรมชาติ(ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง)" คนที่คิดจะใช้"เหตุการณ์"เป็นตัวประกอบในการทำนายทิศทางจึงพลาดตัวผลักดันที่สำคัญอันนี้ไป

ครับ, โปรแกรมของผมจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ต้องติดตามกันหลายๆปี ทั้งนี้เพราะอารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นเปลี่ยนแปลงช้า มันทำให้ลงทุนได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น

......................

14 เมษ.46... โปรแกรมจำลองตลาดหุ้นสอนอะไรผมบ้าง?

เมื่อสองเดือนก่อน ผมบอกว่าผมเริ่มทำโปรแกรมจำลองตลาดหุ้น อีกหนึ่งเดือนถัดมา ผมบอกว่าโปรแกรมพร้อมที่จะให้ทดสอบ แล้วผมก็เงียบไปเสียนาน สัปดาห์ก่อนผมนัดคนให้ไปดู แต่ก็ติดธุระกันไปหมด มันดูเหมือนว่าโปรแกรมแบบนี้ไม่มีใครสนใจ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีใครเห็นประโยชน์ของโปรแกรมประเภทนี้

ครับ, ที่จริงแล้วโปรแกรมนี้เขียนเสร็จมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ที่ผมเงียบหายไปเพราะได้ลองเล่นกับมันอยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ ตอนแรกๆก็เป็นการทดสอบหลักการเล่นหุ้นตามแบบที่ผมแนะนำ คือเล่นรอบตามลูกคลื่น ซึ่งมี 3 ชนิด ผมทดลองจนหมด แล้วผมก็พบว่าหลักการเหล่านั้นถูกต้อง แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือ มันให้ความรู้อื่นๆอีกมาก มันเปลี่ยนความคิดของผมไปแยะเลยทีเดียว

วันนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องง่ายๆสัก 1 เรื่อง คือ เล่นหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อหลายๆกลุ่ม และหลายๆตัวในแต่ละกลุ่ม

ครับ, ตามทฤษฎีแล้วเราควรกระจายความเสี่ยงโดยซื้อหลายๆกลุ่ม และกลุ่มละหลายๆตัว แต่นั่นมันเหมาะสำหรับผู้บริหารกองทุน เขามีทุนมาก เขาจ้างคนมาติดตามหุ้นเป็นรายกลุ่ม หรือรายตัวได้ แต่นักลงทุนรายย่อยทำอย่างนั้นไม่ได้ จากการทดลองด้วยโปรแกรมจำลองตลาดหุ้น ผมพบว่า การเล่นหุ้นหลายตัวทำให้ต้องจดจำมาก มันทำให้เกิดความสับสน ที่มันสับสนก็เพราะทุกวันเราต้องดูกราฟของหุ้นทุกๆตัว ดูแล้วเราจะจำไม่ได้ว่าตัวใหนกำลังขึ้น ตัวใหนกำลังลง ตัวใหนอยู่ตรงใหนของลูกคลื่น

ครับ, ในการทดลองของผมนั้นผมเริ่มด้วยการเล่นมันทีละตัว ผมไล่ตั้งแต่ BAY, BBL, BOA,... ไปจนถึงตัวสุดท้ายเลย(ใช้เวลาเกือบ 20วัน) แล้วผมก็พบว่าผมเล่นได้ง่าย และสามารถทำกำไรได้ทุกตัว แต่เมื่อมาทดลองเล่นทีละหลายๆตัวผมก็พบว่า มันเล่นได้ยากมาก การที่ต้องเช็คดูกราฟของหุ้นทุกตัวทีมีอยู่ในพอร์ตนั้นมันยุ่งยากและสับสนมาก และเวลาจะซื้อหรือขายนั้นเรามีแนวโน้มที่จะซื้อขายพร้อมๆกัน ซึ่งจะทำให้ซื้อขายผิดจังหวะได้ แล้วลงท้ายก็จะได้กำไรไม่มาก

ครับ, เรื่องนี้ผมเข้าใจว่านักลงทุนทั้งรายย่อยและรายใหญ่เขาค้นพบมาก่อนแล้ว หลายๆคนเขาจะหันมาเล่นหุ้นเพียงตัวเดียว เขาซื้อแล้วจะเก็บไว้หลายเดือน เมื่อราคามันขึ้นมาถึงจุดที่เขาพอใจก็จะขายออกไป ในบางครั้งบางคราวต้องเก็บไว้หลายปี เมื่อขายแล้วเขาจะเก็บเงินไว้ เขาไม่ไปเล่นตัวอื่น ทั้งนี้เพราะ"ไม่มีความคุ้นเคย" เขาจะรอจนราคาหุ้นตัวเดิมมันลงมาถึงจุดที่น่าสนใจ แล้วเขาจึงเข้าไปซื้อใหม่

ครับ, การเล่นหุ้นนั้นเราต้องสร้างความคุ้นเคยกับตัวหุ้น การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นมันแตกต่างกัน อย่าง BBL นั้นจะแกว่งไม่มาก ลูกคลื่นมักจะมาตามกำหนด ซื้อแล้วไม่ค่อยพลาด มีกำไรเกือบทุกที แต่ถ้าเป็นหุ้นตัวเล็กๆ อย่างเช่น BAY จะแกว่งแรง ลูกคลื่นอาจยาวกว่าปรกติ หรือสั้นกว่าปรกติได้ เราต้องดูขนาดของลูกคลื่นก่อนหน้ามาเป็นตัวประกอบ เวลาซื้อได้ถูกจุดมักจะต้องถือยาวๆ ไม่ควรรีบขาย....

ครับ, ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมได้เรียนรู้จากโปรแกรมจำลองตลาดหุ้น ท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ให้รีบนัดไปทดลองเล่นดู ผมจะเปิดให้เล่นฟรี(วันเสาร์ 10.00-12.00น.)จนถึงปลายเดือน พค.นี้เท่านั้น

....................

12 พค.46 ... หุ้นขึ้นอย่ารีบขาย

ผมได้เคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่า "หุ้นขึ้นอย่ารีบขาย" แต่คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจและไม่เชื่อ ส่วนใหญ่เมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 5-6 เปอร์เซนต์ก็ขายออกไปเสียแล้ว แล้วก็กลับไปซื้อเข้ามาใหม่เมื่อมันขึ้นต่อ แล้วก็ขายออกไปอีกเมื่อกำไร 5-6 เปอร์เซนต์ เขาทำอย่างนี้อยู่หลายรอบ แล้วก็บอกว่า "พอใจ" เพราะยังมีกำไรอยู่ไม่น้อย

อีกสาเหตุหนึ่งที่พวกเขาไม่ยอมเชื่อผมก็คือ เขาไม่เคยเห็นว่าหุ้นนั้นจะขึ้นยาวไปถึง 30-40 เปอร์เซนต์ซักที เขาบอกว่าหุ้นจะขึ้นไปรอบละไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์ เมื่อกำไรถึง 6 เปอร์เซนต์ก็ต้องรีบขาย

ครับ, มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายกัน ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่นั้นเล่นหุ้นระยะสั้น ซึ่งผมหมายถึงการซื้อเข้ามาถือไว้ไม่เกิน 10 วัน แต่ผมเป็นคนเล่นหุ้นระยะยาวปานกลาง ซึ่งหมายถึงการเล่นรอบละ 1 ปี โดยซื้อแล้วถือไว้ประมาณ 5 เดือน ขายแล้วจะรอไปประมาณ 7 เดือน เราจึงเห็นข้อมูลไม่ตรงกัน

แต่ผมมีทางแก้ใข คือผมรอให้โปรแกรมของผมมันผ่านช่วงขาขึ้นของปีมาก่อน แล้วจึงจะมาชี้ให้เห็นว่าการทำกำไรในระดับ 30-40 เปอร์เซนต์นั้นมีจริง

ครับ, ตอนนี้(วันที่ 12 พค.46)โปรแกรม SC68EX และ SEAX ของผมมันทำกำไรในกลุ่มสื่อสารได้โดยเฉลี่ย 30.36 และ 32.15 เปอร์เซนต์ตามลำดับ และกำไรในหุ้นตัวเด่นๆ(JASMIN, UCOM)นั้นมันสูงถึง 135.15 และ 176.19 เปอร์เซนต์ และ 48.60 และ 50.46 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ และนี่ไม่ใช่ความฟลุ๊ค หุ้นในกลุ่มอื่นๆก็จะเป็นเช่นเดียวกันในโอกาสต่อไป มันเป็นเช่นนี้เกือบทุกปีและทุกกลุ่ม

โอเค, ตอนนี้ผมมีหลักฐานให้เห็นแล้วว่า หุ้นนั้นในแต่ละปีจะมีจังหวะการขึ้นที่รวมแล้วมากกว่า 30 เปอร์เซนต์อยู่เสมอ เรื่องนี้ถ้าท่านยังมีความสงสัยอยู่ก็ให้ไปเปิดดูราคาย้อนหลังไปสัก 15 ปี

ครับ, จริงๆแล้ว การเล่นหุ้นระยะยาว โดยซื้อแล้วถือไว้ประมาณ 5 เดือนนั้น ราคามันไม่ได้ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันมีรอบการขึ้นลงระยะสั้น(ประมาณ 40 วัน)ซ้อนอยู่ด้วย ซึ่งผมเรียกมันว่า "คลื่นเล็กขาขึ้น" คลื่นเล็กดังกล่าวนี้มีประมาณ 4 ลูก เราจะต้องพล๊อตกราฟของราคาหุ้นตัวนั้นออกมาดู แล้วนับให้ถูก ผมจะไม่ขายหุ้นออกไปเมื่อมันอยู่บนคลื่นเล็กลูกที่ 1,2,3 นี่คือสิ่งที่ผมแนะนำ คือ "อย่ารีบขายเมื่อหุ้นยังอยู่บนลูกคลื่นเล็กที่ 1,2,3" ผมจะขายก็เมื่อถึงจุดสูงสุดของคลื่นเล็กขาขึ้นลูกสุดท้าย ซึ่งตรงนี้ทำได้ยากหน่อย ทั้งนี้เพราะบางปีมันมีคลื่นเล็กขาขึ้นเพิ่มเข้ามาด้วย ตามสถิติที่ผ่านมา มันเคยขึ้นถึง 9 ลูก แต่ส่วนใหญ่มันมีแค่ 4 ลูก

ครับ, การเล่นหุ้นระยะยาวปานกลางอย่างที่ผมแนะนำนี้ดูจะยากหน่อย แต่กำไรจะเป็นกอบเป็นกำ และผมจะไม่ขาดทุนในช่วงที่เป็นขาลงของปี ทั้งนี้เพราะผมขายแล้วจะรอไปกว่า 7 เดือน ซึ่งเป็นช่วงขาลงของปี คนที่เล่นสั้น กำไรแค่ 5-6 เปอร์เซนต์ก็ขายนั้นจะไปขาดทุนในช่วงขาลงของปี มันจะเกิดเหตุการณ์ประเภท "ขาดทุน 5-6 เปอร์เซนต์ก็ต้องรีบคัทลอส" อยู่หลายครั้ง ซึ่งลงท้ายขาดทุนจะมากกว่ากำไรที่เคยได้รับมา

ครับ, ในส่วนลึกของหัวใจผม ผมไม่อยากให้ท่านเล่นหุ้นแบบระยะสั้น(ถือไม่เกิน 10 วัน)เลย มันมีแต่จะขาดทุนเมื่อเฉลี่ยในระยะยาว และที่ร้ายที่สุดคือ เสียเพราะค่าธรรมเนียมการซื้อขายให้แก่โบรกเกอร์ ซึ่งส่วนใหญ่ทำตัวเป็นเสือนอนกิน

..................

25 พค.46 ... ทำไมหุ้นจึงมักจะฟื้นตัวกลับไปที่เก่า?

คนไทยส่วนใหญ่นั้นรู้ว่าราคาหุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง แต่เขามักจะไม่ได้สังเกตุว่า เมื่อหุ้นลงเพราะข่าวร้ายที่แรงๆนั้นมันจะฟื้นตัวกลับไปที่ราคาเดิมๆเกือบทุกครั้ง ที่เราไม่ค่อยจะสังเกตุเห็นก็เพราะว่า เวลาลงนั้นมันลงรุนแรงและทันที แต่เวลามันฟื้นตัวนั้นมันใช้เวลานานกว่ามากๆ

ครับ, ช่วงนี้เป็นช่วงของการฟื้นตัวจากข่าวการทำสงครามระหว่างสหรัฐกับอีรัก ข่าวแบบนี้มีผลกระทบแรง คือดัชนีได้ใหลลงจาก 430 เมื่อตอนต้นปี แล้วก็ดิ่งลงไปหลายสิบจุดเมื่อเกิดการบุกเข้าไปในอีรัก แล้วก็ยังลงต่ออีกเมื่อบุกเข้าไปได้สองสัปดาห์แล้วยังยึดไม่ได้ มันลงไปจนถึง 350 หรือเกือบเท่ากับจุดต่ำสุดของปีก่อน ซึ่งมีผลทำให้นักลงทุนหวาดหวั่นกันไปทั่ว หวาดหวั่นจนคิดไปว่าหุ้นจะไม่มีทางกลับมาเป็นปรกติได้(ในใจก็ไม่เชื่ออยู่แล้วว่าหุ้นจะฟื้นกลับได้หลังจากหมดข่าวแล้ว)

โอเค, จริงๆแล้วหุ้นไทยได้เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ต้นเดือน พค.มาแล้ว แต่มันฟื้นช้าๆ เรื่องใหญ่แบบนี้มันมักจะใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 60 วัน จากตัวเลขเหล่านี้ เราพอจะประมาณอัตราการฟื้นตัวได้ดังนี้

เรามีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 40 วัน วันนี้ดัชนีอยู่ที่ 395 ถ้าจะกลับไปที่ 430 มันต้องขึ้นเฉลี่ยวันละ (430-395)/40=0.875 จุด หรือคือสัปดาห์ละ 7*0.875=6.125 จุด ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทีนี้มันก็จะมีคำถามว่า ทำไมมันจึงมักจะกลับมาที่เก่า?

มันเป็นเรื่องของมนุษย์ คือทุกคนจะจำได้ดีว่า ก่อนเกิดเหตุการร้ายนั้นเขาซื้อหุ้นมาในราคาเท่าใด และเมื่อเกิดเหตุแล้วเขาต้องตัดใจขายไปในราคาเท่าใด พวกเขาไม่ค่อยจำว่ามันเกิดอะไร มันมีผลอย่างไร ราคาหุ้นตกด้วยอัตราเร็วเท่าใหร่...

หรือจะพูดอย่างง่ายๆก็คือ เขาจำได้ว่าในยามปรกติ หุ้นตัวนั้นราคาเป็นเท่าใด ดังนั้น เมื่อหมดเรื่องและหมดปัญหาแล้วเขาก็พร้อมที่จะซื้อในราคาเดิม

แต่...มันก็ยังมีความกลัวอยู่ในใจอยู่มาก มันไม่มีใครกล้าซื้อในทันทีทั้งๆที่ราคาในตลาดตอนนั้นจะต่ำกว่าด้วยซ้ำไป

ครับ, มันต้องใช้เวลา 50-60 วันที่จะทำให้คนขี้กลัวมากที่สุดที่จะกลับเข้ามาซื้อ และมักจะต้องซื้อที่ราคาเท่ากับที่เขาซื้อครั้งก่อน ในช่วง 50-60 วันดังกล่าวนี้จะมีคนใจกล้า ที่กล้าซื้อ และจะซื้อได้ในราคาที่ไต่กลับขึ้นมาทีละน้อยๆ อย่างที่ผมคำนวณให้ดูข้างบน ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้บางคนอาจซื้อแล้วขายไปหลายรอบ คนพวกนี้เรียกว่า "พวกกล้าๆกลัวๆ"

ครับ, นั่นคือธรรมชาติของนักลงทุน

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว เราควรจะทำอย่างไร?

จงมีความมั่นใจในสิ่งที่เราพบเห็นและวิเคราะห์ได้ เมื่อมั่นใจแล้วก็ซื้อ แล้วรอไปอีก 40-50 วัน แล้วก็เลือกจังหวะขายให้ดีๆ แล้วท่านก็จะมีกำไร ถ้าท่านไม่อยากเสี่ยงในรอบนี้ ท่านก็จงเฝ้าติดตามดู แล้วเอา"ข้อสนเทศ"อันนี้ไปใช้ในคราวหน้า โลกเรายังจะต้องเจอกับเหตุร้ายอีกแยะ

....................

08 มิย.45.... เล่นหุ้นต้องใจเย็นจริงหรือ?

ผมอยากจะเล่าเรื่องจริงอันหนึ่งให้ฟัง คือ เมื่อประมาณสองเดือนก่อน มีสมาชิกท่านหนึ่งโทรมาหาผม เธอเล่าว่า เธอซื้อหุ้น ITD เอาไว้ ซื้อตั้งแต่ราคา 26.00 บาท แล้วก็ซื้อเพิ่มไปอีกเมื่อราคามันใหลลงมาเรื่อยๆ จนในที่สุดมันลงมาถึง 18.00 บาท เธอบอกว่ากลุ้มใจมาก เพราะกลัวสามีจะจับได้ว่าเอาเงินไปซื้อหุ้นและขาดทุนมาก เธอจึงโทรมาปรึกษา คือเธอถามว่าจะยอมขายขาดทุนไป หรือจะถือเอาไว้ต่อ

ครับ, ในตอนนั้นดัชนีลงไปต่ำสุดเป็นครั้งที่สอง ที่มันลงมามากก็เพราะเกิดสงครามสหรัฐบุกอีรัก แต่ผมเชื่อว่ามันจะวิ่งกลับขึ้นมาได้เมื่อเลิกสงคราม และจะกลับมาสูงกว่าจุดที่เธอซื้อไว้ ผมจึงตอบไปว่า ในแง่ของหุ้นนั้นผมเห็นว่าควรถือไว้ แต่ในเรื่องของสามี-ภรรยานั้นผมตอบไม่ได้

ครับ, เรื่องเงียบหายไปสองสัปดาห์ เธอโทรมาอีก เธอบอกว่าเธอยอมเสี่ยงถือไว้ และไม่บอกสามี แต่เธอมีคำถามว่า ทำไมหุ้นไม่ยอมขึ้น ซึ่งผมก็ตอบไปว่า "เล่นหุ้นนั้นต้องดูแนวโน้มระยะยาว และต้องใจเย็นๆ"

ครับ, อีกสองสัปดาห์เธอก็โทรมาอีก และก็มีคำถามเหมือนเดิม คือ ทำไมหุ้นไม่ยอมขึ้น ซึ่งผมก็ตอบไปอย่างเดิม คือ "ใจเย็นๆ เวลาหุ้นมันตีกลับขึ้นมามันจะขึ้นได้มาก จากจุดต่ำสุดของปี มันจะขึ้นไป 30-40 เปอร์เซนต์ได้" และจริงๆแล้วตอนนั้นหุ้นเริ่มตีกลับขึ้นมาบ้างแล้ว

ครับ, หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสมาชิกดังกล่าวอีกเลย แต่ผมยังติดตามดูราคาของ ITD อยู่เสมอ และราคาล่าสุด(วันศุกร์ที่ 6 มิย.)ก็คือ 29.75 บาท ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกดังกล่าว และผมก็ไม่เคยขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้ ทั้งนี้เพราะมันไม่เหมาะที่จะไปขอเบอร์ใครไว้

โดยสรุปก็คือ หุ้น ITD วิ่งกลับจาก 18.00 ไปจนเลย 26.00 ได้ในเวลาสองเดือน ถ้านักลงทุนท่านนั้นใจเย็นพอ ก็จะมีกำไรได

ครับ, เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่ผมอยากจะย้ำเสียหน่อยหนึ่ง ว่า ผมไม่ได้บอกว่า "เล่นหุ้นต้องใจเย็นๆ" เพราะจะเอาแต่ใจเย็นอย่างเดียวไม่ได้ หุ้นนั้นมีทั้งขึ้นและลง เราจะใจเย็นถือหุ้นเอาไว้ก็เมื่อแนวโน้มของราคาจะเป็นบวกเท่านั้น

ดังนั้น หัวใจของการเล่นหุ้นก็คือ "ต้องอ่านทิศทางของราคาหุ้นให้ถูกต้อง เมื่อแน่ใจแล้วก็สามารถทำใจให้เย็นๆได้ ราคาหุ้นอาจแกว่งตัวหรือหยุดเคลื่อนใหวไปบ้าง แต่ไม่นานมันก็จะกลับเข้าสู่ทิศทางที่ทำนายไว้"

.................

12 มิย.46... สลึงสุดท้าย

แบงก์บีโอเอ และแบงก์ไทยพาณิชย์ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอีก 0.25 เปอร์เซนต์ หรือที่ชาวบ้านทั่วๆไปเขาเรียกว่า ลดไปอีกหนึ่งสลึง และแบงก์อื่นๆก็กำลังพิจารณาที่จะลดตาม...

เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าคิด เพราะนี่มันเป็นสลึงสุดท้ายแล้ว ถ้าลดต่อไปผู้ฝากจะได้รับผลตอบแทนเป็นลบ ทั้งนี้เพราะผู้ฝากนั้นจะได้ดอกเบี้ยเพียงร้องละบาทเดียว แล้วต้องถูกหักภาษีไป 15 สตางค์ และโดนค่าเสื่อมค่าของเงินอีก 83 สตางค์ มันจึงเกือบจะไม่เหลืออะไรให้แล้ว

ครับ, เมื่อผลตอบแทนมันเหลือเกือบศูนย์ คนก็คงต้องเอาเงินไปทำอย่างอื่น ซึ่งผลที่ตามมานั้นผมไม่ต้องบอกท่านก็รู้แล้ว คือ "แบงก์ต้องเจ้งแน่ๆ"

แต่ทำไมนายแบงก์ยังกล้าทำ?

คำตอบมันง่ายครับ คือเขามองเห็นว่าผู้ฝากนั้นมันโง่ ทำยังไงๆมันก็ไม่กล้าถอนเอาไปทำอย่างอื่น ที่พวกเขารู้ว่าคนไทยนั้นมันโง่ก็เพราะ จริงๆแล้วเมื่อลดอัตราดอกเบี้ยลงมาที่ 3.5 เปอร์เซนต์นั้นคนไทยควรจะเลิกฝากเงินไปแล้ว ทั้งนี้เพราะแบงก์นั้นมีค่าใช้จ่ายในการรับฝากประมาณ 2.5 เปอร์เซนต์ รวมต้นทุนก็แค่ 6.0 เปอร์เซนต์ เอาเงินนี้ไปซึ้อพันธบัตร์รัฐบาลก็มีกำไรแล้ว เพราะรัฐบาลจ่ายถึง 6.5 เปอร์เซนต์ แต่คนไทยไม่รู้ คนไทยไม่บ่นเลยสักคำ

ครับ, ตรงนี้เมื่อคิดกันให้ดีๆก็จะเห็นได้ว่า แบงก์นั้นเอาเปรียบคนจนมาหลายปีแล้ว แล้วยังคิดจะกดขี่ข่มเหงกันต่อไปอีกอย่างไม่รู้จบ

แต่...ในการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงมาอีกหนึ่งสลึงในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะมองเห็นได้ เพราะมันคำนวณออกมาได้ชัดๆว่าผลตอบแทนเหลือแค่ 2 สตางค์

ดังนั้นการลดครั้งนี้จึงเป็นการวัดใจกันเป็นครั้งสุดท้าย คือวัดดูว่าคนไทยจะยังเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆอีกต่อไปหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่า กว่า 50 เปอร์เซนต์คงจะรับไม่ได้ต่อการเอาเปรียบของแบงก์เหล่านี้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ การล่มสลายของแบงก์เอง

ครับ, ผมขอร้องให้นายแบงก์จงคิดให้ดี นี่เป็นสลึงสุดท้ายแล้ว

................

23 มิย.46... วิจิตรมาจะดีใหม?

ครับ, พอมีข่าวว่า ดร.วิจิตร สุพินิจ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวเลือกเป็นกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ ก็มีนักวิเคราะห์หุ้นบางคนออกมาแสดงความไม่พอใจ เขาบอกว่า "คุณสมบัติด้านความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจของนายวิจิตร ถือว่า สอบผ่าน แต่ปฏิกริยาไม่ตอบรับการจะเข้ามารั้งตำแหน่งประธานตลาดหลักทรัพย์ เกิดจากภาพของนายวิจิตร ซึ่งอิงกับการเมืองมาตลอด ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ... เมื่อนายวิจิตรเข้ามาดูแลตลาดหุ้น การเมืองก็อาจตามมาในตลาดหุ้น ทำให้การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์สูญเสียความเป็นอิสระ.....บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นกำลังสดใส นักลงทุนเต็มไปด้วยความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน จึงไม่ควรมีปัจจัยใดมากระทบ"

ครับ, ผมนั้นเคยทำงานที่แบงก์ชาติในตอนที่ ดร.วิจิตร เป็นผู้ว่าการ ผมไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับ ดร.วิจิตร แต่ผมไม่เคยได้ข่าวว่า ดร.วิจิตร อิงนักการเมือง ผมรู้แต่ว่า ดร.วิจิตรได้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติเพราะ เป็นนักเรียนทุนของแบงก์ชาติ และมีความสามารถสูง

แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกครับ ใครจะบอกว่าอิงการเมืองหรือไม่อิงการเมือง ผมก็เห็นว่า ถ้าได้ ดร.วิจิตร มา มันก็น่าจะดีกว่าปัจจุบัน เหตุผลของผมมีดังนี้
1. ตลาดหลักทรัพย์ในขณะนี้บิดเบี้ยวอย่างหนัก คือ มองเห็นนักลงทุนแบบเก็งกำไรเป็นเหมือนผู้ร้าย ตลาดหลักทรัพย์(ร่วมกับ กลต.)ได้ออกกฏและระเบียบมากีดกันและข่มเหงนักลงทุนประเภทนี้มากมาย เช่น ออกกฏหมายห้ามคนทั่วไปมาแนะนำการลงทุน แต่ก็ไม่ผลิตคนที่จะทำหน้าที่เป็น"ที่ปรึกษาการลงทุน"ออกมาให้เพียงพอ ทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่มีที่ปรึกษา, ส่งเสริมให้ตั้งกองทุน แต่ไม่ให้ผู้จัดการกองทุนเก็งกำไร ไปบังคับให้ถือเป็นหุ้นเอาไว้เป็นสัดส่วนมากๆ ทำให้กองทุนเกือบทั้งหมดขาดทุน, ส่งเสริมให้ตั้งกองทุน แต่เป็นกองทุนสำหรับผู้มีเงิน(หน่วยละ 1-10 ล้านบาท) นักลงทุนรายย่อยไม่มีโอกาสลงทุน, จริงๆแล้วตลาดหลักทรัพย์ควรทำหน้าที่ส่งเสริมให้คนมาลงทุนในตลาดให้มาก ไม่ใช่มาควบคุมจนคนหมดหนทางในการลงทุน
2. ดร.วิจิตร เป็นนักวิชาการ สามารถเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่า เช่น การลงทุนในหุ้นนั้นมันมีการเก็งกำไรกันทั้งนั้น มันอยู่ที่ดีกรีของการตั้งเป้าว่า จะเอากำไรจากราคาที่เปลี่ยนไป หรือ จะเอากำไรจากเงินปันผล มากน้อยแค่ใหน และจะถือหุ้นไว้นานแค่ใหน เท่านั้น
3. ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์มีแต่หน้าเก่าๆ หลายคนมีเรื่องขัดแย้งกับนักลงทุนบางคน(เสี่ยสอง...) มีความแค้นที่ฝังใจลึกๆ ทำให้คิดแต่จะกีดกันและควบคุม จึงควรหาคนใหม่ๆมาเปลี่ยนทัศนคติกันบ้าง ที่สำคัญที่สุดคือ มองให้ออกว่า ลูกค้าของตลาดหลักทรัพย์คือ ผู้ลงทุนที่ซื้อขายบ่อยๆ ซึ่งเสียค่าคอมมิชชั่นจนตลาดหลักทรัพย์อยู่ได้

ครับ, ผมเชียร์ ดร.วิจิตร แต่ ดร.วิจิตร จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป ผมเซ็งกับผู้บริหารที่พยายามกกกอดนักลงทุนเอาไว้(จนนักลงทุนหายใจไม่ออก)เต็มทีแล้ว

........................

24 มิย.46... นิทานอีสปกับนักเล่นหุ้น

วันนี้อ่านบทความของ ดร. นิเวศน์ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจแล้วสนุก ก็เลยอยากเอามาเล่าต่อ

คือท่านบอกว่า ตอนนี้หุ้นกำลังบูม ก็เลยมีคนเกิดขึ้นสามประเภท คือ นักเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร นักเล่นหุ้นแบบแวลูที่เปลี่ยนใจไปเล่นหุ้นเก็งกำไร และนักเล่นหุ้นแบบแวลูแท้ คนสามประเภทนี้ท่านมีนิทานอีสปสามเรื่องมาสอนใจดังนี้

1. นักเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้นให้ดูเรื่องแมลงวันกับขวดน้ำผึ้ง คือมีอยู่วันหนึ่งที่ขวดน้ำผึ้งล้มลง น้ำผึ้งจึงใหลออกมา พวกแมลงวันได้กลิ่นก็มาดูดกินกันใหญ่ กินแล้วก็สนุกสนานจนลืมตัว ลืมดูว่าน้ำผึ้งนั้นใหลออกมาเรื่อยๆ ออกมาจนท่วมเท้าแมลงวัน ลงท้ายแมลงวันก็บินไม่ขึ้น ต้องนอนตายอยู่ในกองน้ำผึ้ง

2. นักเล่นหุ้นแบบแวลูที่เปลี่ยนใจไปเล่นหุ้นเก็งกำไรนั้นให้ดูเรื่องหมาป่ากับเงาในน้ำ คือมีหมาป่าตัวหนึ่งลักเนื้อมาจากตลาด มันวิ่งมาข้ามสะพานแห่งหนึ่ง ขณะที่ข้ามสะพานอยู่นั้นก็มองไปเห็นเงาของตัวเองในน้ำ แล้วก็ไปคิดว่าเป็นหมาตัวอื่นที่มีก้อนเนื้อใหญ่กว่า มันก็เลยปล่อยเนื้อของตัวทิ้งไป แล้วพยายามจะแย่งเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือ เนื้อของตัวก็ตกน้ำไป ส่วนภาพเนื้อในน้ำก็หายไปด้วย

3. นักเล่นหุ้นแบบแวลูแท้นั้นให้ดูเรื่องกระต่ายกับเต่า เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องเล่า คือนักเล่นหุ้นแบบแวลูแท้นั้นเหมือนเต่า เพราะราคาหุ้นประเภทแวลูนั้นขึ้นช้าเหมือนกับความเร็วของเต่า ส่วนหุ้นประเภทเก็งกำไรนั้นขึ้นเร็วเหมือนกับความเร็วของกระต่าย แต่ลงท้ายเต่าก็ชนะกระต่าย

ครับ, อ่านดูแล้วก็ต้องบอกว่าท่าน ดร.นิเวศน์ นี่รู้จักผูกโยงเรื่องของชีวิตคนกับเรื่องนิทานสอนใจของท่านอีสป

แต่เท่าที่ผมอ่านนิทานของท่านอีสปมา ผมมักจะสรุปได้ว่า ท่านอีสปสอนว่า"อย่าทำอะไรโง่ๆเหมือนกับตัวละครบางตัวในนิทานของท่าน" ท่านไม่ได้บอกว่า "เข้าไปเล่นหุ้นเก็งกำไรในตอนหุ้นบูมนั้นจะฉิบหาย" และก็ไม่ได้บอกว่า"ทิ้งหุ้นที่ราคาขึ้นช้าเพราะมั่นคง ไปเล่นหุ้นเก็งกำไรในตอนหุ้นบูมมันจะสูญหมด" และก็ไม่ได้บอกว่า"ถือหุ้นที่ราคาขึ้นช้าและมั่นคงนั้นจะมีกำไรสูงกว่าหันไปเล่นหุ้นเก็งกำไร"

ครับ, เจ้าแมลงวันนั้นทำผิดเพราะหลงระเริงกับโชคลาภที่มาอย่างชั่วคราว ท่านอีสปบอกว่าเมื่อกินอิ่มแล้วก็ไปเสียเถอะ ดังนั้นนักเก็งกำไรต้องรู้จักพอ หุ้นมันไม่บูมไปตลอดหรอก

ส่วนเจ้าหมาป่าที่ทิ้งเนื้อตัวไปนั้นคิดผิด เพราะดูไม่ออกว่านั่นเป็นแค่เงา ท่านอีสปสอนว่า จะตัดสินใจทำอะไรลงไปให้ดูข้อมูลที่ถูกต้อง

และ, เจ้ากระต่ายนั้นทำผิด เพราะไปดูถูกคนอื่น แล้วลืมตัวลืมเวลา ท่านอีสปสอนว่า อย่าลืมตัวลืมเวลา....

โดยสรุปก็คือ เล่นหุ้นนั้นจะเล่นแบบเก็งกำไร หรือจะเล่นแบบแวลูอินเวสเตอร์ หรือจะเล่นแบบใหนก็ได้ แต่อย่าทำผิดอย่างเจ้าแมลงวัน เจ้าหมาป่า และเจ้ากระต่าย เท่านั้นเอง

.........................

04 กค.46... เห็นอะไรบ้างเมื่อวอลุ่มทะลุสามหมื่นเจ็ด?

วานนี้วอลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ไทยทะลุ 37,000 ล้านบาท วันนี้ก็เลยมีบทสัมภาษณ์จากผู้บริหารที่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ออกมา ผมอ่านดูแล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนเดิมๆ คือเซ็งต่อการทำงานของท่านเลขาธิการ ก.ล.ต.

เซ็งยังไงหรือครับ? ก็ลองอ่านดู

ท่านรองนายกสมคิดออกมาบอกว่า"ดัชนีมีโอกาสถึง 800 จุด ยืนยันว่าจะไม่มีภาวะฟองสบู่อีก"
ท่านรัฐมนตรีสุชาติออกมาบอกว่า"ต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรแน่นอน ก.ล.ต.-ตลาดต้องดูแลให้ใกล้ชิด"
ท่านประธานตลาดชวลิตบอกว่า"ตอนนี้ก็ห่วงแต่นักลงทุนรายย่อยที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง"
ส่วนท่านเลขา ก.ล.ต.ประสารก็บอกว่า"หุ้นปรับตัวขึ้นเนื่องจากสภาพคล่องในระบบมีมาก จึงยังไม่น่ากลัว"

ครับ, ถ้ามองอย่างกว้างๆก็จะเห็นได้ว่า ทั้งสี่ท่านให้ความเห็นกันไปคนละทิศละทาง ซึ่งก็อาจเป็นได้ ทั้งนี้เพราะแต่ละท่านรับผิดชอบกันคนละระดับ แต่เมื่ออ่านซ้ำก็จะเห็นได้ว่า ทั้งสี่ท่านมองเห็นผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง เช่นท่านสมคิดเห็นว่าวอลุ่มสูงขึ้นมานี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งปรกติ และจะนำเราไปสู่ดัชนีระดับ 800 ได้ และจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่ แต่ท่านสุชาติสงสัยว่าตลาดกำลังถูกกองทุนต่างชาติปั่นราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ต้องสืบสาวหรือติดตามพฤติกรรมโดยใกล้ชิด ถ้าเข้าข่ายถูกปั่นราคามันจะเกิดความเสียหายร้ายแรง ส่วนท่านชวลิตนั้นไม่บอกว่ามีการปั่นราคาหรือไม่ แต่การที่หุ้นมันร้อนแรงอย่างนี้นักลงทุนรายย่อยจะฉิบหายกันได้แยะ จึงออกมาเตือนไว้ แต่ท่านประสารนั้นมองว่าเป็นเรื่องปรกติ และขออย่าได้ตกใจ

ครับ, ทำไมผู้บริหารจึงมองเห็นภาพที่แตกต่างกันมากขนาดนั้น?

เรื่องนี้ท่านผู้อ่านสามารถเอาไปนั่งขบคิดดูได้ มันคงจะมีคำตอบได้หลายๆคำตอบ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่า ที่ผู้บริหารมองเห็นแตกต่างกันก็เพราะขาดการติดต่อสื่อสารกันโดยสิ้นเชิง ข้อมูลข่าวสารมันใหลไปไม่ถึงกัน เหตุที่มันไม่ใหลไปหากันก็เพราะคนที่อยู่ล่างสุด ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับข้อมูลมากที่สุดนั้นไม่สนใจที่จะรายงานให้ผู้ที่อยู่สูงขึ้นไปได้รับทราบ ท่านเห็นว่าท่านดูแลตลาดได้เป็นอย่างดีแล้ว

ทำไมท่านเลขาธิการ ก.ล.ต.จึงเชื่อว่าท่านคุมตลาด(คุมนักลงทุน)ได้อยู่มือ?

คำตอบหาไม่ยาก พวกเราลองคิดดู ท่านมีอำนาจอันล้นฟ้าที่จะเอาผิดกับใครก็ได้ที่เข้าไปซื้อขายในลักษณะปั่นราคา ท่านมีกฏหมายห้ามคนภายนอกไปให้คำปรึกษาในการลงทุน(ในภาษาชาวบ้านคือห้ามคนมาทำนายทิศทางราคาหุ้นโดยมิได้รับอนุญาต) ท่านมีอำนาจเหนือโบรกเกอร์ทุกราย ท่านสามารถเอาผิดมาร์เก็ตตี้งได้โดยง่าย เพราะคำนิยามเรื่องการปล่อยข่าวลือมันกว้างเสียจนไม่มีใครพูดอะไรได้โดยไม่ผิด จะซื้อจะขายหุ้นเป็นจำนวนมากต้องแจ้งท่านก่อน อะไรที่จะทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงสูงต้องแจ้งท่าน....ฯลฯ

ครับ, ถ้าท่านเลขาฯรู้จักรายงานด้วยวาจาไปยังผู้บริหารที่อยู่เหนือขึ้นไป เหตุการณ์แบบวันนี้ก็คงจะไม่เกิด การที่ผู้บริหารระดับสูงออกมาพูดไปคนละทิศละทางแบบนี้ นอกจากจะทำให้เสียหน้าแล้ว มันยังอาจทำให้เกิดความอึมคลึมขึ้นมาในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งกันเทขาย(panic sell)ได้

......................

14 กค.46 ... เล่นหุ้นนั้นเสี่ยงกว่าฝากเงินจริงหรือ?

เรื่องนี้ผมอาจพูดมาหลายครั้งแล้ว แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาอ่าน หรือมาอ่านแล้วก็ยังกลับไปคิดแบบเดิมๆ วันนี้ผมจึงอยากจะเอาเรื่องนี้มาพูดอีกสักครั้งหนึ่ง

ครับ, เราต้องเริ่มกันที่คำถามว่า อะไรคือความเสี่ยงในการเล่นหุ้น? และมันเสี่ยงมากน้อยแค่ใหน?

จริงๆแล้ว ความเสี่ยงก็คือ เมื่อซื้อหุ้นมาแล้ว ราคาอาจจะขึ้นหรือลงก็ได้ ถ้าเราขายในตอนที่ราคามันลง เราก็ขาดทุน โอกาสที่ราคามันจะลงในระยะสั้นๆนั้นเป็นประมาณ 50 เปอร์เซนต์ ความเสี่ยงจึงดูเหมือนว่าจะมีค่าเท่ากับ 50 เปอร์เซนต์ตามไปด้วย

ครับ, นั่นคือความเสี่ยงในการซื้อหุ้น 1 ครั้ง และถือไว้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราไม่ได้เล่นหุ้นเพียงครั้งเดียว และในการเล่นหุ้นแต่ละครั้งนั้นมันไม่จำเป็นต้องขายในเวลาอันสั้นๆ

โอเค, เรามาดูกันว่า ถ้าเล่นหุ้นหลายๆตัว และถือไว้เป็นเวลานานๆ แล้วมันจะขาดทุนหรือไม่?

ถ้าเราเล่นหุ้นทุกตัวในตลาด ราคาเฉลี่ยของหุ้นในมือของเราก็จะเท่าๆกับค่าดัชนีของตลาด นี่โดยมีสมมุติฐานว่าหุ้นทุกตัวยังคงอยู่ในตลาดในห้วงเวลาดังกล่าว แต่จากประสบการณ์ เราก็ได้เห็นแล้วว่า ค่าดัชนีนั้นในระยะยาวมันเพิ่มขึ้นทุกแห่ง ที่มันเพิ่มขึ้นก็เพราะบริษัทที่มาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ดี เขามักจะมีกำไรสะสมไว้ ซึ่งทำให้มีทุนเพิ่มโดยตัวมันเอง กำไรในปีต่อๆไปจึงสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ราคาหุ้นก็เลยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ครับ, ดัชนีตลาดนั้นเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซนต์ในเวลา 10-20ปี แต่ค่าธรรมเนียมซื้อขายหนึ่งครั้งมันแค่ 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น เมื่อเราขายหุ้นออกไปก็จะมีกำไรเป็นหลายร้อยเปอร์เซนต์

จากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงมันเปลี่ยนมาอยู่ที่ว่า หุ้นในมือของเราจะเจ้งไปสักกี่เปอร์เซนต์ เรื่องนี้เมื่อไปดูในประวัติของตลาดหลักทรัพย์ก็จะพบว่า มันมีน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าดัชนี และนอกจากนี้แล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะซื้อแต่หุ้นของบริษัทที่มั่นคง และขายออกไปก่อนที่บริษัทนั้นจะเจ้งไปได้

ดังนั้นมันจึงพอจะสรุปได้ว่า เรามีวิธีการที่จะลดความเสี่ยงลงจนเกือบเป็น 0.00 เปอร์เซ็นต์ได

คนที่เล่นหุ้นตามวิธีการที่กล่าวมาข้างบน(คือ ซื้อแต่หุ้นที่มีรากฐานดี กระจายไปเป็นร้อยตัว แล้วถือไว้เป็นเวลานานๆ)นั้น เราเรียกว่า "นักลงทุนระยะยาว"

ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า ถ้าจะเล่นหุ้นในระยะที่สั้นลง เช่น รอบละ 30 วัน ถึงรอบละ 1 ปี มันจะมีวิธีลดความเสี่ยงหรือไม่?

การซื้อหุ้นหลายๆตัวนั้นช่วยกระจายความเสี่ยงลงไปได้บ้าง แต่ไม่สามารถกดให้ความเสี่ยงลงใกล้ 0.00 เปอร์เซนต์ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระยะเวลามันสั้นไป เราสามารถดูจากสถิติได้ คือดัชนีของตลาดนั้นอาจลดต่ำกว่าที่จุดซื้อได้ถึง 10-50 เปอร์เซนต์

ครับ, คนส่วนมากจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น หรือคือ สรุปไปเลยว่า เล่นหุ้นระยะสั้นนั้นมีความเสี่ยงสูง

แต่...พวกเขาก็รู้ว่า ในระยะสั้นๆ ราคาหุ้นอาจเพิ่มขึ้น 30-100 เปอร์เซนต์ได้ ตรงนี้เป็นแรงจูงใจให้คนเราค้นหาวิธีที่จะซื้อขายให้ถูกตัว และซื้อขายให้ถูกจังหวะ คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า"นักเก็งกำไร" แต่จริงๆแล้วเรามีวิธีการที่แตกต่างกันมาก และนักลงทุนระยะยาวมักจะไม่เข้าใจ แล้วนำไปวิจารณ์จนเกิดความสับสน คือเขามักจะคิดว่านักเก็งกำไรนั้นซื้อขายจาก"ความรู้สึก" จากการ"คาดเดาโดยไม่มีเหตุผล" จาก"กระแสร์"...ฯลฯ

ครับ, จริงๆแล้วเราสามารถใช้วิชาสถิติเข้าช่วยในการเลือกตัวหุ้น และเลือกเวลาที่จะซื้อและขาย ผมไม่สามรถแจงรายละเอียดได้หมดในที่นี้ แต่ผมขอชี้ว่า บริษัทที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ๆในวอลสตรีทนั้นเขามีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะทำในเรื่องนี้ และเขาประสบความสำเร็จมามากแล้ว และโดยหลักสถิติเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า ถ้าเล่นตามโปรแกรมเหล่านี้ เป็นเวลาติดต่อกัน 10-20 ปี มันก็ลดความเสี่ยงลงได้ใกล้ 0.00 เปอร์เซนต์เช่นกัน

ครับ, โดยสรุปแล้ว ระยะเวลาของการลงทุน กับเทคนิคที่ใช้ คือตัวสำคัญที่จะลดความเสี่ยง ใครที่คิดจะเปลี่ยนจากฝากเงินที่แบงก์ มาเป็นการลงทุนในหุ้นนั้นจะต้องศึกษา และต้องดูผลกันในระยะยาว อย่าด่วนสรุปว่าตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

......................

21 กค.46... การคำนวณค่า Expected Gain

ท่านสมาชิกคงจะทราบดีว่า ผมไม่แนะนำให้คนเล่นยาวมาถือหุ้นในตอนนี้ แต่ก็อาจไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ให้เล่น และยิ่งเห็นหุ้นมันขึ้นติดต่อกันมาสามสี่สัปดาห์ยิ่งสงสัยมากขึ้น

เรื่องนี้จริงๆแล้วมันมีเหตุผลในทางคณิตศาสตร์ มันอยู่ในวิชาว่าด้วยเรื่องความน่าจะเป็น(Probability Theory) วันนี้ผมขอนำมาอธิบายให้ฟัง

คำว่า Probability นั้นจริงๆแล้วควรแปลว่า "โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น" เช่น ถ้าเราเอาเหรียญมาโยน ผล หรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจะมีสองอย่าง คือ "ออกหัว" กับ "ออกก้อย" การออกหัวนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 0.5 และการออกก้อยนั้นก็จะมีโอกาสประมาณ 0.5 เช่นกัน และทางทฤษฎีแล้ว เมื่อเอาโอกาสเกิดขึ้นของทุกหนทางมารวมกัน มันจะต้องเท่ากับ 1.0 พอดี

ในการเล่นหุ้นนั้นก็เหมือนกัน นับจากวันนี้ไปจนถึงเดือนหน้าปลายๆเดือน หุ้นอาจเปลี่ยนไปได้สองแบบใหญ่ๆ คือ (1) มันยังมีแรงวิ่งขึ้นไปต่อประมาณ 10 เปอร์เซนต์ โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นี้มีค่าประมาณ 0.282 นี่เป็นสิ่งที่ได้มาจากการดูสถิติย้อนหลังไปประมาณ 11 ปี (2) มันหมดแรงแล้ว และจะใหลลงไปประมาณ 10 เปอร์เซนต์ โอกาสที่จะเป็นกรณีย์ที่สองนี้จะเป็นประมาณ 0.718

ทีนี้ก็มาดูกันว่า ถ้าเรามีเงินอยู่ในมือเราควรจะทำอย่างไร เรามีทางเลือกอยู่สองทาง คือ (1) ซื้อหุ้นแล้วถือไว้สัก 1 เดือน (2) ถือเงินเอาไว้ต่อไปเพื่อรอจังหวะที่ดีกว่าวันนี้ ในแต่ละทางเลือกนั้นเราสามารถประมาณดูผลกำไรหรือขาดทุนได้ ซึ่งเราเรียกว่าค่า Expected Gain เจ้าค่านี้ทางทฤษฎีเขาบอกว่าให้ดูว่าเรามีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้กี่แบบ แต่ละแบบจะมีโอกาสเกิดขึ้นเท่าใด และแต่ละแบบจะให้ผลกำไรหรือขาดทุนเท่าใหร่ ได้แล้วให้เอาค่าโอกาสคูณกับผลกำไรหรือขาดทุนของมัน แล้วนำทั้งหมดมารวมกัน

ครับ ในกรณีของเรานี้ถ้าเราเลือกที่จะซื้อหุ้นไว้ มันจะเกิดเหตุการณ์ได้สองทาง ทางแรกคือหุ้นขึ้นไป 10 เปอร์เซนต์ เราจึงมีกำไรประมาณ 9.50 เปอร์เซนต์ ทางแรกนี้มีโอกาสเกิดขึ้น 0.282 หน่วย ผลคูณของเหตุการณ์แรกจึงเท่ากับ 0.282*9.50=2.679 เปอร์เซนต์ ส่วนทางที่สองที่จะเป็นไปได้คือ ซื้อมาแล้วหุ้นลงไป 10 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะทำให้เราขาดทุนประมาณ 10.5 เปอร์เซนต์ แต่ทางที่สองนี้มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น 0.718 หน่วย ผลคูณของมันจึงเท่ากับ 0.718*(-10.5)=-7.539 เปอร์เซนต์

ครับ, เมื่อคำนวณได้ครบทุกหนทางที่จะเป็นไปได้แล้วเราก็เอามาบวกกัน =2.679-7.539=-4.86 เปอร์เซนต์ นี่คือค่า Expected Gain ของการเลือกที่จะซื้อหุ้นไว้ ท่านผู้อ่านควรสังเกตุว่า ตัวเลขที่เป็นกำไรนั้นเราจะนำมาไส่ในการคำนวณเป็น"บวก" และตัวเลขที่เป็นการขาดทุนนั้นเรานำมาไส่ในการคำนวณเป็น"ลบ" และเมื่อนำผลมาบวกกันแล้วก็ตีความตามเครื่องหมาย อย่างกรณีของการเลือกที่จะซื้อหุ้นไว้นี้ ผลรวมมันเป็น"ลบ" มันจึงบอกให้เรารู้ว่าผลการกระทำของเราจะ"ขาดทุน" เราจะขาดทุนประมาณ 4.86 เปอร์เซนต์

ครับ, ผมคงไม่ต้องลงมือคำนวณให้ดูว่า ค่า Expected Gain ของการเก็บเงินไว้มันเป็นเท่าใด ทั้งนี้เพราะ ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เงินในมือเราก็ยังมีค่าเท่าเดิม หรือคือ Expected Gain=0.0

เมื่อเห็นค่า Expected Gain ของสองทางเลือกอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องเลือก "เก็บเงินไว้รอจังหวะ", จริงใหมครับ?

นั่นคือหลักการและเหตุผลที่ผมไม่แนะนำให้เล้นหุ้นในตอนนี้

ทีนี้ก็มาถามกันว่า แล้วเมื่อใหร่จึงจะถึงจุดที่จะลงทุนซื้อ?

ตรงนี้มันก็อยู่ที่การคาดการณ์ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไรในระยะยาว ในระยะยาวนั้นผมบอกได้ว่า หลังจากที่หุ้นวิ่งขึ้นอย่างร้อนแรงไปแล้วมันก็จะต้องตกลงมา probability ในเรื่องนี้มันเท่ากับ 1.0 หรือเต็มร้อยเปอร์เซนต์เลยทีเดียว และจากสถิติย้อยหลังประมาณ 11 ปี ผมก็บอกได้ว่าจะต้องรอประมาณ 6-7 เดือนจึงจะถึงจุดต่ำสุด แต่เนื่องจากปีนี้หุ้นมันไปสะดุดเพราะสงครามและโรคซาร์ มันจึงอาจลงเร็วกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเป็นมา ผมจึงบอกให้รอจนถึงเดือน พย.-ธค.โน่น

และจากสถิติเช่นกัน ผมก็ประมาณได้ว่าดัชนีน่าจะลงไปถึง 340-360 และถ้าเราไปลงทุนตอนนั้น ค่า Expected Gain จะอยู่แถวๆ +30 เปอร์เซนต์

ครับทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้ว่า ข้อมูลสถิติ หลักการทางสถิติ และทฤษฎีความน่าจะเป็น(Probability Theory) คือหัวใจของการเล่นหุ้น

.................................

22 กค.46.... เชียร์หุ้นโดยไม่ดูกาละเทสะ

สามเดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยไต่ขึ้นมาเกือบ 30 เปอร์เซนต์ มันทำให้ใครๆก็ยินดี คณะรัฐมนตรีไทยยิ้มย่องผ่องใส และถือเป็นโอกาสที่จะบอกว่า นี่เป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้ และมีผลทำให้นักวิชาการออกมาพูดเชียร์ให้เล่นหุ้นกันเป็นการใหญ่ ดูอย่างเช่น กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่น "ถนนนักลงทุน" ฉะบับลงวันที่ 21 กค.2546 ก็มีบทความเรื่อง "เศรษฐกิจฟื้น, ยังไม่ช้าถ้าจะลงทุนในหุ้น"

ครับ, เนื้อหาของบทความนั้นถูกต้องทุกประการ คือ มีการชี้ว่าหุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นรอบใหญ่ตามภาวะเศรษฐกิจ คือไต่ขึ้นประมาณ 5-10ปี แล้วก็ลงไป 5-10ปี และในตอนนี้เราเป็นขาลงมา 6ปีแล้ว ... และมีการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันว่ามีการพลิกฟื้นขึ้นมาแล้ว อนาคตต่างๆสดใส...ฯลฯ

แต่ผมคิดว่าผู้วิเคราะห์รายนี้คงไม่เคยเล่นหุ้น ทั้งนี้เพราะมาเชียร์เอาตอนนี้มันผิดเวลา หุ้นมันกำลังจะเป็นขาลงของปี หรือจะดูกันง่ายๆก็ได้ว่า หุ้นมันพุ่งขึ้นมาแรงขนาดนี้แล้วมันก็จะหยุดและใหลลง คนที่เข้ามาซื้อในตอนนี้อาจต้องถือหุ้นในราคาแพงไปอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน และถ้าเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ก็คงจะต้องยอมขายขาดทุน(Cut Loss)ไปเสียก่อนที่จะถึงจุดฟื้นตัว

ครับ, ผมรู้สึกสงสารคนไทยจริงๆ โดนนายแบงก์ร่วมหัวกันกดอัตราดอกเบี้ยแล้วยังจะมาโดนนักวิเคราะห์หุ้นหลอกให้ซื้อหุ้นเข้าไปอีก

จริงๆแล้ว "การเล่นหุ้น" หรือที่ผู้บริหารตลาดเขาให้เรียกว่า "การลงทุนในหุ้น" นี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่คนพวกนี้เขาพูด เราจะดูแค่สภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ มันต้องดูว่าจะซื้อหุ้นตัวใหน จะถือไว้นานเท่าใหร่ และต้องเฝ้าดูตัวเลขอะไรบ้าง เรื่องเหล่านี้ต้องเอามาสอนคนไทยกันเสียก่อน มันไม่เหมือนกับเรื่องผลักให้คนตกลงไปในน้ำ ตกน้ำนั้นคนว่ายน้ำไม่เป็นก็พอจะเอาตัวรอดได้ ถ้าจะจมไปจริงๆผู้ผลักก็กระโดดลงไปช่วยได้ แต่ตลาดหุ้นนั้นคนเล่นกับคนแนะนำมันอยู่กันคนละบ้าน แถม กลต.ยังมีกฏหมายที่กีดกันคนทั่วไปไม่ให้แส่เข้าไปในเรื่องนี้ ผู้ถูกผลักลงไปในตลาดจึงไม่มีโอกาสที่จะแก้ใขปัญหาได้ มันมีแต่ตายกับตายลูกเดียว

ครับ, ผมใคร่ขอร้องให้นักวิชาการทั้งหลายได้ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดตามมาด้วย ถ้าจะแนะนำให้คนมาเล่นหุ้น ท่านต้องบอกวิธีเล่นที่ถูกต้อง และต้องชักจูงเข้ามาในจังหวะที่หุ้นจะขึ้น เพราะจะได้มีแรงพยุงจากตลาดช่วยด้วย

..................

26 กค.46 ... ถามหาศักดิ์ศรีของคนในตลาดหลักทรัพย์ไทย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลต.ออกข่าวว่า ได้จับมาร์เก็ตติ้งสองสามคน และปรับเป็นเงินคนละสองสามหมื่นบาท ในข้อหาปล่อยให้ลูกค้าซื้อเกินวงเงิน และให้คำแนะนำซื้อหุ้นโดยไม่มีใบอนุญาต ทั้งนี้โดยการไปเปิดฟังเทปบันทึกเสียงการติดต่อระหว่างมาร์เก็ตติ้งกับลูกค้า

ครับ, ผมอ่านข่าวแล้วรู้สึกช็อก

ที่ผมช็อกก็เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าคนของ กลต.จะทำกันถึงขนาดนั้น การไปเอาเทปมาเปิดฟังเพื่อจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้มันเท่ากับไม่ให้เกียรติ์ และไม่เห็นศักดิ์ศรีเหลืออยู่ในวงการมาร์เก็ตติ้งแล้ว และเป็นการกระทำที่ไร้เกียรติ์ ไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

ครับ, ผมจึงขอถามหาศักดิ์ศรีของคนในวงการตลาดหุ้นไทย

เรื่องนี้มีคำตอบครับ เพราะผมไปเห็นบทความของท่านอาจารย์ ระพี สาคริก ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันที่ 24 กค.46 เข้าพอดี

ท่านอาจารย์ระพีบอกว่า คนรุ่นก่อนเมื่อพูดถึงเกียรติ เขาต้องพูดถึงศักดิ์ศรีด้วย แต่มาในปัจจุบันคำว่าศักดิ์ศรีมันหายไป ท่านให้ดูในคำกล่าวในการเปิดงานต่างๆ เขาจะขึ้นต้นด้วยคำว่า "ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย..." ท่านอาจารย์บอกว่า มันดูเหมือนว่าคนไทยในปัจจุบันมันไม่มีศักดิ์ศรี เราทำอะไรๆก็ไม่ได้นึกถึงความเหมาะสม และแม้แต่เกียรติยศชื่อเสียงเราก็เอาเงินซื้อได้ การกล่าวนำด้วยคำว่า "ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย..."จึงไม่ได้มีความหมายอะไร....แล้วท่านก็ลงท้ายด้วยข้อความว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นคนหาได้จากใหน? ก็หาได้จากใจที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองซิเธอที่รัก"

ครับ, ถ้าตีความตามแนวของท่านอาจารย์ระพีก็หมายความว่า มาร์เก็ตติ้งในปัจจุบันมันทำงานกันโดยไม่ค่อยซื่อสัตย์ มันทำตัวจนหมดศักดิ์ศรี มันทำให้ กลต.ต้องลงมานั่งฟังเทปเพื่อจับผิดกัน....

แต่เราไม่ควรด่วนสรุปไปแบบนั้น ทั้งนี้เพราะ ผมอยากถามว่า การปล่อยให้ลูกค้าซื้อเกินวงเงินไปหนึ่งครั้ง กับการที่มาร์เก็ตติ้งเผลอพูดแนะนำให้ลูกค้าซื้อหุ้นไปหนึ่งตัวนั้น มันร้ายแรงจริงหรือ และมันได้อามิสสินจ้างกันจริงหรือ?

ครับ, การรับออร์เดอร์จากลูกค้าวันละเป็นร้อยๆออร์เดอร์นั้นมันย่อมผิดพลาดกันได้ และถึงแม้ว่าจะมีมาร์เก็ตติ้งคนหนึ่งหรือสองคนจะทำผิดจริง มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างนี้ เพราะเรายังมีมาร์เก็ตติ้งที่ดีอยู่อีกเป็นพันคน ผมคิดว่าปัญหามันอยู่ที่ผู้บริหาร กลต. คือ มีความคิดที่วิปลิตถึงขนาดจ้างคน(กินเงินเดือนเป็นหลายๆหมื่น)มานั่งจับผิดเรื่องอย่างนี้ ที่มันเกิดความคิดแบบนี้ก็เพราะต้องการควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในอำนาจของตน มันเป็นการแสดงอำนาจบาทใหญ่ในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ ท่านผู้อ่านลองคิดดู เงินค่าปรับมันจะพอกับค่าจ้างหรือ

และที่น่าสนใจคือ ทำไมคนที่ถูกจ้างให้มานั่งฟังเทปจึงทำงานนี้อยู่ได้ มันเป็นงานที่ไร้ศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง? ที่มันนั่งทำกันอยู่ได้ก็เพราะมันไม่เคยคิดดีกับคนอื่น มันคิดว่าคนอื่นเป็นคนเลว เป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริต มันเห็นด้วยกับนายมัน

ครับ, น่าสงสารคนไทย มีเงินเล็กๆน้อยๆก็เก็บมาลงทุนในหุ้น ยอมให้เขาเก็บค่าธรรมเนียมไปเป็นกอบเป็นกำ แล้วไปจ้างคนมานั่งจับผิดเรื่องเล็กๆน้อยๆ ผลมันจึงได้จนลงๆ

ทำไมไม่เอาเงินเหล่านี้ไปจ้างคนมาจับผิดกองทุนต่างชาติบ้างล่ะ พวกนี้เข้ามากอบโกยไปปีละ 7-8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากเกือบเท่ากับกำไรจากการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ทำไมไม่สงสัยบ้างว่า ด้วยเหตุผลใดที่กองทุนต่างชาติจึงกำไรมากกว่าคนไทยโดยเฉลี่ย?

ครับ, คนของ กลต.คงจะต้องไปนั่งคิด คิดว่าที่วางระบบงานเอาไว้อย่างนี้มันเป็นการกระทำที่ซื่อสัตย์ต่อสังคมหรือไม่ มันเป็นการสร้างอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ ชั่งน้ำหนักให้ดี เลือกหนทางที่จะทำให้เกิด"ศักดิ์ศรี"แก่ตนเองน่าจะดีกว่านะ

.......................

28 กค.46 ... กองทุนวายุภักษ์ดีใหม?

วานนี้ผมเปิดดูรายการ "มันนี่ทอล์ค" แล้วรู้สึกผิดหวัง คือ ดูเหมือนว่าเราจะพึ่งพาอาศัยนักวิชาการในยุคนี้ไม่ได้เลย เรื่องของเรื่องคือ เมื่อพิธีกรถามว่า ลงทุนในกองทุนวายุภักษ์จะดีใหม นักวิชาการท่านหนึ่งตอบว่า กองทุนนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะให้ดอกเบี้ยสูง แล้วยังจะรับประกันคืนเงินต้นด้วยนั้นไม่มีใครทำได้ กองทุนนี้เป็นเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นเลี่ยงไปตอบว่า นักลงทุนต้องนำไปคิดด้วยตนเอง กองทุนนั้นมีเป้าหมายและเงื่อนใขต่างๆกัน ถ้ามันตรงกับความต้องการของนักลงทุนก็ซื้อได้

ครับ, จริงๆแล้วผมไม่เห็นมันจะยากอะไร ในเมื่อเงื่อนใขต่างๆมันเท่ากับเงื่อนใขของการฝากเงินเอาไว้กับแบงก์ แล้วมาให้ดอกเบี้ยสูงกว่า มันก็ต้องดีสำหรับคนที่มีเงินฝากอยู่ที่แบงก์แน่นอน

ปัญหาเรื่องนักการเมืองจะเอาเงินไปถลุงเล่น หรือไปช่วยกิจการที่พวกเขามีหุ้นอยู่ หรือเอาไปปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรนั้นมันไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลย และการที่คนตั้งกองทุนจะหาทางเอารัฐเข้าไปค้ำประกันได้อย่างไรก็ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ถ้าพวกเขาทำได้ เราก็จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าฝากไว้ที่แบงก์แน่นอน และถ้ากองทุนนี้เจ้งไป พวกเขาก็ต้องไปเอาเงินภาษีมาจ่ายอยู่ดี คนซื้อหน่วนลงทุนก็ยังได้เปรียบคนอื่นอยู่

ครับ, นักวิชาการยุคนี้เวลาเขาจะตอบคำถามเขามักจะสอดแทรกเรื่องราวและประเด็นอื่นๆเข้ามา ซึ่งพวกเราน่าจะถามกันว่า สอดแทรกเข้ามาเพื่ออะไร? ทำไมจะทำตัวให้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านไม่ได้หรือยังไง? คำตอบสองแบบที่ผมพูดข้างบนนั้นมันทำให้ชาวบ้านงง มันทำให้ตัดสินใจไม่ได้ มันเป็นการปิดป้องตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า คือ เกิดความเสียหายขึ้นมาก็จะได้โทษนักลงทุนว่า "คิดผิดเอง"..."ผมเตือนไว้แล้ว"..."ผมบอกแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้".....

ครับ, ผมยืนยันว่า ถ้ากองทุนนี้ตั้งขึ้มมาได้ และรัฐบาลรับประกันเงินลงทุนได้ และให้ดอกเบี้ยสูงกว่าแบงก์ และคุณไม่มีวิธีลงทุนอื่นใดที่ดีกว่านี้แล้ว...ก็ซื้อเถอะ

............

30 กค.46 ... ลงทุนอย่างมีความสุข

ดร.นิเวศน์ พูดไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 29 กค.46 ว่า "ความสุขแบบเพ้อฝัน และความโศกเศร้าเสียใจ ดูเหมือนว่าจะเป็นวัฎจักรที่ไม่จบสิ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชีวิตของคนเล่นหุ้นจำนวนมากผูกพันอยู่กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือ เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้น ชีวิตเขา(นักเก็งกำไรระยะสั้น)ก็มีความสุข เมื่อดัชนีปรับตัวลง ชีวิตเขา(นักเก็งกำไรคนเดียวกัน)ก็เป็นทุกข์" แล้วท่านก็แนะนำว่าให้เปลี่ยนมาเล่นหุ้นแบบแวลิวอินเวสเตอร์เสีย แล้วชีวิตจะมีความสุข

ตรงนี้ผมไม่ค่อยจะแน่ใจนัก สมมุติว่าผมเชื่อท่าน แล้วไปเริ่มลงทุนเมื่อปี 2540 มาถึงตอนนี้ผมยังจะยิ้มออกหรือเปล่าไม่รู้ ทั้งนี้เพราะหุ้นตัวดีๆในปี 2540 นั้น ราคาในตอนนี้มันยังต่ำกว่าเดิมเกือบทุกตัว หรือจะเริ่มต้นลงทุนกันในวันนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีความสุขได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะในอนาคตนั้นหุ้นมันต้องมีทั้งขึ้นและลง เมื่อใหร่ที่หุ้นในมือมันมีค่าต่ำกว่าทุน ถ้าไม่ใช่พระอิฐพระปูน มันก็เป็นสุขอยู่ไม่ได้

ครับ, การลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะเล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้น หรือแบบแวลิวอินเวสเตอร์ มันจะต้องผ่านช่วงของการใหลลงใหญ่กันทั้งนั้น วิธีแก้ปัญหานี้มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องเริ่มเล่นเมื่อหุ้นมันอยู่ที่จุดต่ำสุดของไซเกิลทางเศรษฐกิจ และเล่นในรอบแรกจะต้องมีกำไร แล้วเล่นในรอบต่อๆไปต้องไม่เสี่ยงเกินกำไรสะสมที่ทำไว้ และต้องไม่เล่นในช่วงขาลงของคลื่นเศรษฐกิจ

เงื่อนใขแบบนี้มีใครทำได้บ้าง?

ผมคิดว่าทุกคนคงส่ายหน้า มันเป็นเงื่อนใขที่ยากจริงๆ แต่ผมสามารถบอกได้ว่า มันเป็นไปได้ ผมได้ทำไปแล้ว แต่ก็ไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบนัก

ครับ, ผมเริ่มจากการศึกษาเรื่องการขึ้นลงของหุ้น ผมรู้ว่าหุ้นนั้นขึ้นลงเป็นลูกคลื่นสามขนาด คือ คลื่นที่มีความยาวประมาณ 13ปี คลื่นที่มีความยาวประมาณ 12เดือน และคลื่นที่มีความยาวประมาณ 33วัน ถ้าเราจับลูกคลื่นทั้งสามชนิดนี้ได้ และเริ่มลงทุนในจังหวะที่มันเป็นจุดต่ำสุดของคลื่นสามชนิดนี้ได้ เราจะมีกำไรในรอบแรก เรื่องนี้ผมพบว่ามันน่าจะเกิดขึ้นในปี 2544 ผมจึงลงทุนไปประมาณ 300,000 บาท ผมซื้อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ไป 6-7 ตัว แต่โชคไม่ดี ซื้อแล้วหุ้นกลับใหลลงต่อ แต่ผมรู้ว่ายังไงๆมันจะต้องกลับมาสูงกว่าจุดที่ผมซื้อไว้(เพราะคลื่นชนิดรอบละ 12เดือนนั้นมันเชื่อได้ว่ามีจริง) ผมจึงถือไว้ ผมใช้เวลารอคอยอยู่ 5 เดือน แล้วมันก็กลับขึ้นมาจริงๆ และผมต้องรอคอยอีกเกือบ 4 เดือนมันจึงใกล้ถึงจุดสูงสุดของคลื่นราย 12เดือน แล้วผมก็ขายออกไป ปีนั้นผมกำไรประมาณ 18 เปอร์เซนต์

หลังจากที่หุ้นผ่านจุดสูงสุดของปี 2544 ไปแล้วผมก็รอคอยจุดต่ำสุดของปี 2545 ซึ่งมันควรจะมาในเวลาประมาณ 5 เดือนจากจุดสูงสุดของปี 2544 ในปี 2545 นั้นผมก็ลงทุนประมาณ 300,000 บาทเช่นกัน ผลก็คล้ายๆปี 2544 คือมีกำไรประมาณ 20 เปอร์เซนต์

ครับ, สำหรับปี 2546 ผมลงทุนซื้อเมื่อประมาณปลายปี 2545 ผมลงไป 700,000 บาท แต่มาโดนเอาพิษของสงครามและโรคซาร์ส มันทำให้ได้กำไรแค่ประมาณ 13 เปอร์เซนต์(กำไรจากผลต่างราคาประมาณ 12.3 เปอร์เซนต์ แต่ปีนี้ได้เงินปันผลมาด้วย)

ครับ, การนับลูกคลื่นและวัดระยะเวลาต่างๆนั้นผมยังทำได้ไม่สมบูรณ์นัก มันมีผลทำให้เมื่อเริ่มซื้อหุ้นมันมีการ"ขาดทุนทางตัวเลข"ขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากผมมีกำไรในปีแรกเอาไว้พอสมควร ผมจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนใดๆในปีถัดมา และนับจากปีนี้เป็นต้นไป มันคงจะไม่มีคำว่า"ขาดทุนทางตัวเลข"อีกต่อไปแล้ว เพราะผมมีกำไรสะสมอยู่ประมาณ 60 เปอร์เซนต์เข้าไปแล้ว(ถ้าเล่นแค่ 300,000 บาท)

ครับ, เทคนิคของผมนั้นพอจะพูดย่อๆได้ดังนี้

1. ให้เริ่มเล่นหุ้นเมื่อมันอยู่ใกล้ๆจุดต่ำสุดของคลื่นประเภทความยาว 13ปี
2. ให้เล่นรอบตามคลื่นราย 12เดือน คือซื้อเมื่อมันถึงจุดต่ำสุดของคลื่นชนิดนี้ และขายเมื่อถึงจุดสูงสุดของคลื่นชนิดนี้
3. อย่าเล่นหุ้นในช่วงที่เป็นขาลงของคลื่นประเภทความยาว 13ปี
4. เริ่มจากทุนไม่มากนัก แล้วเพิ่มขึ้นเมื่อมีกำไรสะสมไว้เพียงพอ(แต่ละปีเราอาจซื้อผิดจังหวะ หรือมีเหตุการณ์ผิดปรกติ ซึ่งจะทำให้เกิดตัวเลขขาดทุนได้ถึง 30 เปอร์เซนต์ของเงินลงทุนในปีนั้น ดังนั้น กำไรสะสมต้องมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ของเงินลงทุนในปีนั้น)
5. อย่าคัดลอส เพราะคลื่นราย 12 เดือนนั้นมีแน่ แต่อาจยืดเวลาออกไป
6. การนับลูกคลื่นเพื่อประมาณว่าเมื่อใหร่จะถึงจุดต่ำสุดและสูงสุดของคลื่นขนาดต่างๆนั้นให้ดูจากเว็บไซท์นี้(หรือจะให้ผมไปบรรยายให้ก็ได้โดยมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย, ประมาณ 5,000 บาทต่อ 1 ชั่วโมง)

ครับ, การเล่นหุ้นแบบของผมนี้ เป็นการเล่นแบบเก็งกำไรชนิดหนึ่ง มันเล่นรอบละประมาณ 1ปี การขึ้นลงของดัชนีไม่ค่อยมีความหมายมากนัก การคำนวณหาราคาที่แท้จริงของหุ้นที่จะลงทุนก็ไม่สำคัญนัก ขออย่างเดียว คืออย่าไปซื้อหุ้นที่จะเจ้งในปีสองปีข้างหน้า เล่นแล้วไม่มีความเครียด เล่นแล้วมีความสุข ผ่านสองสามปีแรกไปได้แล้วมีความสุขตลอดไป

(หมายเหตุ คำว่า"ขาดทุนทางตัวเลข"หมายถึงว่า เมื่อซื้อหุ้นเข้ามาแล้ว เราจะยังไม่สามารถ บอกได้ว่าเรากำไรหรือขาดทุนไปจริงๆเท่าใด เราจะขาดทุนหรือกำไรจริงๆก็เมื่อเราขายออกไปแล้ว แต่เพื่อให้เรารู้สถานะของการลงทุน ในขณะที่ถือหุ้นอยู่ เราก็ลองเอาราคาในปัจจุบันมาคูณจำนวนหุ้นที่มีอยู่ นี่คือค่าของหุ้นตามราคาในตลาด ถ้าค่านี้ต่ำกว่าทุน เราก็บอกว่า ขาดทุนไปเท่านั้น แต่นี่เป็นแค่ตัวเลข ผมจึงเรียกผลต่างอันนี้ว่า "ขาดทุนทางตัวเลข")

.......................

05 สค.46... คนไทยเรานี่มักน้อยดีจริงๆ

เมื่อวานนี้มีบทความเรื่อง "ใครกลัวตกรถไฟ(หุ้น) เชิญทางนี้" มาลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่นถนนนักลงทุน ผมอ่านแล้วก็สงสารคนไทย คือ กองทุนแบบนี้ก็ยังกลายเป็นที่สนใจของคนไทย และเอามาชี้ชวนกันไปได้

ครับ, กองทุนที่ว่านี่เขาเรียกว่า Index Fund หรือคือกองทุนที่พยายามซื้อหุ้นให้กระจายไปเพื่อให้ค่าโดยรวมขึ้นลงใกล้เคียงกับตัวดัชนี ในขณะนี้เรามีอยู่สองกองทุน กองทุนหนึ่งกระจายให้มูลค่าใกล้เคียงกับ SET อีกกองทุนหนึ่งกระจายให้ใกล้เคียงกับ SET50 ในการกระจายการซื้อ(และขาย)นี้เขาใช้โปรแกรมเข้าช่วย ซึ่งผมได้ข่าวมาจากทางอื่นว่า ต้องเสียเงินหลายสิบล้านบาท

ข้อดีที่เขาชี้ให้ดูก็คือ ในปีนี้ดัชนีทั้งสองมันสูงขึ้น 34.17% และ 34.33% ตามลำดับ มันก็เลยทำให้หน่วยลงทุนมีค่าเพิ่มขึ้น 34.55% และ 38.83% ตามลำดับ หรือคือคนที่ซื้อหน่วยลงทุนไว้เมื่อต้นปีนี้ ก็มีกำไรกันไปแล้ว 34.55% และ 38.83% แล้วเขาก็บอกว่า เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจเรากำลังฟื้นตัว ดังนั้นดัชนีทั้งสองก็จะไต่ขึ้นไปได้อีกมาก ผู้ซื้อหน่วยลงทุนก็จะมีกำไรกันโดยถ้วนหน้า แต่ท่านต้องถือไว้เป็นระยะยาว คือถือไม่น้อยกว่า 3 ปี

โอเค, ได้ฟังกันอย่างนี้แล้วท่านคิดอย่างไร?
ขายหุ้นให้หมด แล้วไปซื้อหน่วยลงทุนทั้งสองดีใหม?
หรือไปกู้เงินราคาถูกๆ ดอกเบี้ยร้อยละหก-เจ็ด ไปซื้อหน่วยลงทุนเหล่านี้ดีใหม?
ฯลฯ

ผมเชื่อว่าหลายท่านกำลังคิดอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะกองทุนทั้งสองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ใครเห็นอัตรากำไร 30-40 เปอร์เซนต์ต่อปีแล้วก็ต้องสนใจกันทั้งนั้น แถมยังไม่ต้องคิดเอง เขามีโปรแกรมคำนวณให้ว่าจะเอาเงินของเราไปซื้อหุ้นตัวใหนมาเข้าพอร์ตของเขาด้วย มันทั้งฉลาดและโปร่งใส....

หยุดก่อนครับ หยุดแล้วมาฟังผม แล้วค่อยไปตัดสินใจ

โดยปรกตินั้น เทคนิเชี่ยนที่พยายามค้นหาสูตร์ในการเล่นหุ้นนั้นเขาจะใช้การขึ้นลงของดัชนีเป็นตัวเสาหลักในการเปรียบเทียบ สูตร์ของพวกเขาจะต้องทำกำไรได้สูงกว่าดัชนีเมื่อดัชนีสูงขึ้น และถ้าดัชนีมันลดลง สูตร์ของเขาจะต้องขาดทุนน้อยกว่าการลดลงของดัชนี นี่เป็นหลักสากลนิยม และอะไรที่มันทำได้แค่เท่ากับดัชนีเขาจะทิ้งไป ดังนั้นสูตร์หรือโปรแกรมต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาดในขณะนี้มันเหนือชั้นกว่าเจ้าโปรแกรมที่กองทุนทั้งสองใช้อยู่ทั้งนั้น

แล้วท่านยังจะเอาเงินไปลงทุนแบบ "เสมอตัว" อย่างนั้นหรือ?

อันที่จริงนั้น ผู้นำโปรแกรมนี้เข้ามาใช้ไม่ใช่คนโง่ เขามีเหตุผล คือ ถ้าเขาตั้งกองทุนไปตามปรกติ เขาจะถูก กลต.บังคับว่าต้องนำเงินไปลงทุนทางอื่นที่มั่นคงจำนวนหนึ่ง และที่ซื้อหุ้นไว้นั้นก็ต้องถือไว้โดยเฉลี่ยถึง 75% แล้วก็ยังมีเงื่อนใขอีกมากมาย ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้เต็มที่ เจ้ากองทุนแบบ Index Fund นี้ช่วยให้พวกเขาหลุดจากข้อกำหนดต่างๆได้ ที่พวกเขาไปชักจูงให้ กลต.อนุญาตได้ก็เพราะ กลต.ชอบที่จะให้คนซื้อหุ้นแล้วถือไว้ยาวๆ

ครับ, จริงๆแล้วคนที่เข้าใจตลาดหุ้นเป็นอย่างดี และมีโปรแกรมเล่นหุ้นอยู่แล้วนั้นจะไม่สนใจกองทุนหรือโปรแกรมประเภทนี้เลย และมองเห็นจุดบอดของกองทุนประเภทนี้ด้วย คือ กองทุนประเภทนี้จะขาดทุนเมื่อตลาดเป็นขาลง ดัชนีนั้นมันลงได้ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น ถึงแม้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว(สมมุติ) แต่ในช่วงห้าหกเดือนข้างหน้าดัชนีอาจตกลงมาก็ได้ ถ้าท่านเข้าไปซื้อหน่วยลงทุนในวันนี้(ราคาประมาณ 16-17 บาท) ในอีกห้าหกเดือนดัชนีอาจตกลงมาที่ 300-350 ก็เป็นได้ ถึงวันนั้นราคาหน่วยลงทุนจะเหลือแค่ 16*300/495=9.69 บาท แล้วท่านก็จะขาดทุน 16.00-9.69=6.31 บาทต่อหนึ่งหน่วยลงทุน หรือคือขาดทุนถึง 6.31/16=39.43 เปอร์เซนต์

ครับ, ในสายตาของนักลงทุนแบบ Value Investor ก็เช่นกัน การซื้อหุ้นมาเฉลี่ยให้ได้ค่าเท่ากับดัชนีนั้นมันบ้าแน่ๆ ใครๆเขาก็ต้องซื้อแต่หุ้นดีๆ หุ้นที่มีค่าสูงขึ้นเร็วกว่าดัชนีกันทั้งนั้น

โดยสรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำมาหากินบนภาพลวงตา ผู้จัดการกองทุนไม่ได้ประกันว่ากองทุนจะมีกำไร และไม่ได้บอกด้วยว่าคนที่เข้าไปซื้อใหม่นั้นมีความเสี่องเท่าๆกับการเล่นเอง เขาเพียงแต่บอกว่า ต้องถือไว้นานๆ จริงๆแล้วเขาควรจะบอกด้วยว่า กองทุนควรจะเลิกไปเมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่สภาวะถดถอย เพราะเมื่อเข้าสู่สภาวะแบบนั้นค่าของหุ้นในพอร์ตจะแกว่งลง(มีทั้งขึ้นและลง แต่ลงมากกว่าขึ้น) การที่กองทุนมากำไรสูงในวันนี้ก็เพราะหุ้นมันขึ้นเมื่อเทียบกับต้นปีเท่านั้น

แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะกฎและระเบียบที่ไม่เข้าท่าของ กลต.นั่นแหละ

ผมสงสารคนไทยจริงๆ มีเงินแล้วเอาไปซื้อกองทุนที่ไม่หวังจะเอาชนะดัชนี แล้วเมื่อใหร่จึงจะรวย มันก็มีแต่จนลงๆ

.......................

11 สค.46 ... ความเสี่ยงของกองทุน

วานนี้ผมฟังรายการมันนี่ทอร์คของ ดร.ไพบูลย์ แล้วเกิดสนใจ คือท่านไปเชิญ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร, คนของ กลต., และนายกสมาคม บลจ. มาพูด ดร.สุวรรณนั้นบอกว่าไม่เก็บเงินไว้ที่แบงก์เลย แบงก์เป็นแค่ทางผ่านของเงิน ท่านลงทุนในกองทุนไปหมด และท่านได้ผลตอบแทนมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี พอบอกออกมาอย่างนี้ ดร.ไพบูลย์ ก็หันไปถามคน กลต. ว่ามันไม่เสี่ยงเลยหรือ?

ท่านทราบใหมว่า คน กลต.เขาตอบว่าอย่างไร?

เขาบอกว่า กลต.มีแบบฟอร์มให้กองทุนเหล่านี้กรอกข้อมูล แล้วส่งมาให้ กลต.ตรวจสอบทุกเดือน และคนที่จะเป็นผู้จัดการกองทุนนั้นต้องสอบผ่านหลักสูตร์ของ กลต.

ครับ, ผมฟังดูแล้วแทบตกจากเก้าอี้ เพราะมันเข้าอีหลอบเดียวกันกับการควบคุมแบงก์และไฟแนนซ์คัมปะนีในตอนปี 2539 เลยทีเดียว มันไม่มีอะไรใหม่เลยหรือ? ถ้าทำกันอย่างนี้ไม่ช้าก็ได้เห็นการล้มละลายกันอีก

ครับ, วันนี้ผมได้อ่านบทความเรื่อง "บริหารความเสี่ยง" ของคุณนาฏยา ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แล้วก็ได้อ่านข้อคิดของ ดร.แมน ชูติชูเดช ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักบริหารความเสี่ยง ของ บลจ.กสิกรไทย แล้วค่อยรู้สึกสะบายใจขึ้นมานิดหน่อย คือ จริงๆแล้วเขามีเทคนิคที่จะประเมินความเสี่ยงของกองทุน และเทคนิคพวกนี้ต้องใช้ความรู้ด้าน Operation Research และอื่นๆเข้ามาประกอบ

แต่...นั่นก็ช่วยได้แค่ บลจ.กสิกรไทยเท่านั้น สำหรับกองทุนอื่นๆนั้นจะหาคนอย่าง ดร.แมน ก็คงจะยากหน่อย

แล้วทำไม ดร.สุวรรณจึงบอกว่าท่านไม่ห่วงเรื่องความเสี่ยง ท่านบอกว่าลงทุนมาสิบกว่าปีแล้ว และเคยเสียหายเพียงเล็กน้อยในตอนเริ่มวิกฤตไอเอ็มเอฟ มาปัจจุบันท่านไม่เสี่ยงเลย ท่านใช้วิธีลงทุนในกองทุนประเภทพันธบัตรและหุ้นกู้ และใช้บริการแค่สองสามแห่งที่รู้จักกับผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างดีเท่านั้น

ครับ, จริงๆแล้วกองทุนนั้นมีสามสี่อย่าง มันต่างกันที่การเอาเงินของเราไปลงทุนที่ตรงใหน ทางเลือกของเขามีสามทาง คือ ซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ซื้อตราสารหนี้อื่นๆ(หุ้นกู้ ตั๋วเงิน ฯลฯ) ถ้าลงในหุ้นเพียงอย่างเดียวก็เสี่ยงมากหน่อย ถ้าลงทุนในพันธบัตรก็เสี่ยงน้อย แต่ถ้าไปซื้อตราสารหนี้มันก็เสี่ยงปานกลาง แต่ถ้าลงทุนหลายอย่างมันก็คละกันไป ท่านผู้ซื้อหน่วยลงทุนต้องถาม และประเมินด้วยตนเองให้ดี สำหรับ ดร.สุวรรณนั้นท่านเลือกประเภทกองทุนพันธบัตรเพื่อความมั่นคง แล้วยอมเสี่ยงในกองทุนตราสารหนี้เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ท่านก็ต้องเอาชนิดกองทุนเปิดมากกว่าปิด เพราะจะได้ยักย้ายได้เร็ว ถ้ามีข่าวไม่ดีก็รีบย้ายหนี ผลตอบแทนเฉลี่ยจึงอยู่ประมาณ 4-6 เปอร์เซนต์ต่อปี

ครับ, จริงๆแล้ว กองทุนต่างๆนั้นมีความเสี่ยงต่างๆกัน แต่ที่เราบังคับไม่ได้ก็คือ ผู้จัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุนอาจไม่ทำตามนโยบายที่วางไว้ หรือไม่ก็ตีความเข้าข้างตนเอง แล้วเอาเงินของเราไปปู้ยี่ปู้ยำได้

สำหรับบ้านผมนั้น ผมเอาเงินส่วนใหญ่(ประมาณ 60 เปอร์เซนต์)ไปซื้อพันธบัตร เราซื้อเองเลย ไม่ต้องไปผ่ามกองทุน แล้วเอาเงินส่วนน้อย(ประมาณ 30 เปอร์เซนต์)ไปซื้อหุ้นกู้ เงินที่เหลือส่วนหนึ่ง(ประมาณ 7 เปอร์เซนต์)ฝากไว้ที่สหกรณ์เพื่อใช้จ่ายหมุนเวียนและใช้ยามฉุกเฉิน แล้วเอาเศษเหลือมาเล่นหุ้นเพื่อการศึกษา และเพื่อความสุข

ครับ, จะเห็นได้ว่า การจัดการกับเงินของครอบครัวผมนั้นเกือบเหมือนกับของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร มันต่างกันนิดหน่อยตรงที่ว่า ผมยอมซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ด้วยตนเอง(ซึ่งทำให้ต้องเสียภาษี แต่ได้ความมั่นใจ) และเอาเงินเล็กๆน้อยๆมาเล่นหุ้น(ซึ่งได้กำไรมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากสหกรณ์)

ถ้าท่านกำลังคิดจะลงทุนในกองทุนต่างๆ โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง กองทุนประเภท Index Fund ก็ควรอ่านทบทวนบทความนี้อีกสักครั้งหรือสองครั้ง ทบทวนตรงที่ว่า กลต.จะช่วยลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุนได้จริงใหม?

ผมเป็นห่วงจริงๆ

...................

14 สค.46 ... MSCI จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา คนใหญ่คนโตในประเทศไทยพยายามเชียร์ให้หุ้นขึ้น เริ่มจากผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ออกมาบอกว่าดัชนีจะไปถึง 550 จุด แล้วก็นักวิชาการออกมาช่วยกันพูด บางคนเอาแค่ 500 บางคนขึ้นไปถึง 600 ท่านนายกก็บอกว่าไปถึง 700-800 ได้ ... และล่าสุด ดร.โกร่งก็ออกมาบอกว่าถึง 800 แน่

ครับ, ผลมันก็ออกมาทางบวก คือ ดัชนีทะลุ 500 แล้วก็วิ่งต่อจนถึง 525 ไปเมื่อวานนี้

และแล้ว ท่านเลขาธิการ กลต.ก็ออกมาพูดกับเขาบ้าง ท่านบอกว่า MSCI กำลังจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก 2.91 ไปเป็น 3.00 ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย

ครับ, ผมฟังแล้วเป็นงง ผมไม่รู้ว่า ท่านเลขาธิการตกเลขคณิต หรือผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า

ผมเข้าใจว่า เจ้าตัวเลข 2.91 นั้นมันหมายความว่ากองทุนนี้เขาเอาเงิน 2.91 เปอร์เซนต์ของเขามาลงในตลาดหุ้นไทย แต่มันเป็นสัดส่วนของกองทุนเมื่อวันที่เขาประกาศครั้งก่อน มาถึงวันนี้เราต้องคำนวณกันใหม่ ทั้งนี้เพราะหุ้นทั่วโลกได้ปรับตัวไปแล้ว สมมติว่า หุ้นไทยได้ปรับขึ้น 34 เปอร์เซนต์ และหุ้นในตลาดอื่นๆปรับขึ้น 10 เปอร์เซนต์ อย่างนี้หุ้นในมือของเขาทั้งหมดก็เปลี่ยนค่าเป็น 0.0291*1.34 + 0.9709*1.10 = 0.038994 + 1.06799 = 1.106984 หน่วย และอัตราส่วนการลงทุนในตลาดไทยก็จะเปลี่ยนเป็น 0.038994/1.106984 = 0.0352254 หรือคือ ประมาณ 3.52254 เปอร์เซนต์

ครับ, ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมเข้าใจ การเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนให้เป็น 3.00 เปอร์เซนต์ตามที่ท่านเลขา กลต.พูด มันก็เป็นการลดวงเงินลงมา มันลดไปประมาณ 0.52254 เปอร์เซนต์ ซึ่งถ้ากองทุนนี้มีทุนอยู่ 2 ล้านล้านบาท มันก็จะเกิดการขายเพื่อดึงเงินออกไปประมาณ 10,450.8 ล้านบาท

แล้วอย่างนี้มันจะเป็นข่าวดีไปได้ยังไง?

ครับ, มันเป็นไปได้ว่าผมเข้าใจอะไรผิดไป ซึ่งผมก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น เพราะผมพูดผิดมันไม่กระทบต่อประเทศไทย ผมมันตัวเล็กๆ แต่ถ้าผมเข้าใจถูก มันก็หมายความว่าท่านเลขา กลต. ตกเลขคณิต คนใน MSCI ก็คงจะเป็นกลุ่มแรกที่หัวเราะ และในไม่ช้าก็เป็นข่าวซุบซิบกันทั่วไปในหมู่ผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับประเทศไทยเลย

....................

21 สค. 46 .... กลยุทธ์ระยะยาวของการเล่นหุ้น

ผมจำไม่ได้ว่าเรื่องนี้ผมได้พูดไว้แล้วหรือยัง แต่ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมามีนักวิเคราะห์ออกมาพูดกันมากเรื่อง"ซื้อแล้วให้ถือยาวโดยไม่แคร์ว่าเป็นช่วงใหนของตลาด" ซึ่งผมเห็นว่ามันขัดต่อหลักการ และพวกเรานักลงทุนแบบเก็งกำไรควรจะทำความเข้าใจ

ผมจะเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ คือ หลังจากที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มาจนถึงวันนี้แล้ว ถ้าท่านกลับไปอยู่ในปี 2540 กันใหม่ ท่านคิดจะเล่นหุ้นใหม? แน่นอน ถ้าเรารู้ว่าเศรษฐกิจจะถล่มทะลาย เราก็คงจะไม่เข้าไปเล่นหุ้น คนที่เข้าไปเล่นหุ้นในช่วงนั้นก็เพราะไม่รู้

แต่จริงๆแล้วมีคนที่รู้เรื่องนี้หลายคน เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร นักวิเคราะห์ที่ดูข้อมูลย้อนหลังไปหลายๆสิบปีจะมองเห็นได้ และมีคนเขาเขียนเป็นทฤษฎีเอาไว้แล้ว เพียงแต่ว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยศึกษา และไม่เคยสนใจ

ทฤษฎีบอกว่า เศรษฐกิจของประเทศต่างๆนั้นมันขึ้นลงเป็นไซเกิล มันมีความยาวคลื่นประมาณ 13 ปี แล้วเจ้าราคาหุ้นนั้นมันก็ผูกโยงกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศอย่างแนบแน่น หรือคือ เวลาเศรษฐกิจดีราคาหุ้นก็จะขึ้น เวลาเศรษฐกิจเลวลงราคาหุ้นก็จะตกต่ำ สำหรับประเทศไทยนั้นนับจากวันเปิดตลาดหุ้นมา 30 ปี เราได้ผ่านลูกคลื่นเศรษฐกิจมา 3 ครั้งแล้ว ดัชนีเคยขึ้นไปสูงสุด 3 ครั้ง ครั้งหลังสุดคือปี 2540 ที่ 1700 นั่นแหละ

ครับ, การเล่นหุ้นต้องคำนึงถึงลูกคลื่นเศรษฐกิจ เมื่อใดมันเป็นขาลงเราไม่ควรเล่นหุ้น แต่จะพูดแบบนั้นมันก็อาจมากเกินไป เราควรจะศึกษารูปของกราฟให้ลึกกว่านี้

ครับ, จริงๆแล้วลูกคลื่นเศรษฐกิจนั้นแบ่งออกได้เป็นสี่ช่วงตอน ผมจะนับจากจุดต่ำสุดของลูกคลื่นให้ฟัง
ช่วงตอนที่หนึ่งจะเป็นการตั้งใข่ คือหลังจากเศรษฐกิจตกต่ำอย่างสุดๆผู้คนก็เริ่มคิดที่จะต่อสู้ ทุกคนยอมรับว่าจะต้องลงแรง แต่การสร้างสมกำลังใจและกำลังการผลิตนั้นต้องใช้เวลา เรามักจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี ช่วงนี้ราคาหุ้นจะแกว่งขึ้น อัตราขึ้นโดยเฉลี่ยนั้นจะเป็นประมาณปีละ 7 เปอร์เซนต์ แต่ในแต่ละปีอาจแกว่งขึ้นลงจาก -50 ไปจนถึง +100 เปอร์เซนต์ได้
ช่วงตอนที่สองจะเป็นการพุ่งขึ้นแรง คือเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน พ่อค้าและประชาชนเริ่มเชื่อมั่น รายได้ดีพอสมควร แต่รายได้ในอนาคตดูแจ่มใส ผู้คนจับจ่ายใช้สรอยมาก(บางทีก็เกินตัว) ราคาสินค้าขึ้นไปเร็ว ราคาหุ้นก็ไต่ขึ้นเร็ว คือไต่ขึ้นโดยเฉลี่ยถึงปีละ 60 เปอร์เซนต์ และในแต่ละปีอาจแกว่งขึ้นลงจาก -20 ไปจนถึง +200 เปอร์เซนต์ได้ ช่วงที่สองนี้จะยาวประมาณ 3 ปี
ช่วงตอนที่สามจะเป็นการถดถอยอย่างแรง คือเศรษฐกิจตกลงอย่างแรง สินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะเกินความต้องการ บริษัทเริ่มขาดทุน พนักงานถูกปลดออก รายได้ที่คาดว่าจะได้หดหายไป คนที่ใช้จ่ายเกินตัวเริ่มเบี้ยวหนี้ หุ้นไม่มีปันผล ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยลดลงถึงปีละ 40 เปอร์เซนต์ ในแต่ละปีราคาจะแกว่งขึ้นลงจาก -70 ถึง +20 เปอร์เซนต์ ช่วงที่สามนี้ยาวประมาณ 3 ปี
ช่วงตอนที่สี่จะเป็นการถดถอยที่ชลอตัวลง คือผู้คนเริ่มยอมรับว่าเศรษฐกิจเป็นขาลง ผู้คนเริ่มประหยัด บริษัทหยุดผลิตสินค้า สินค้าที่ล้นอยู่ในสต๊อกต้องนำออกมาขายในราคาถูก คนชั้นกรรมาชีพตกงาน ถึงราคาสินค้าจะต่ำแต่ก็ไม่มีรายได้พอซื้อ เครดิตหดหาย ราคาหุ้นถดถอยในอัตราเฉลี่ยปีละ 7 เปอร์เซนต์ แต่ราคาจะแกว่งขึ้นลงจาก -50 ถึง +100 เปอร์เซนต์ ช่วงตอนนี้ยาว 3-4 ปี และอาจยืดไปเป็นสิบปีก็เป็นได้ มันขึ้นอยู่ที่ฝีมือของผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารที่ดีนั้นจะทำให้การใหลลงในช่วงตอนที่สามช้าลง มันเป็นการฝืนธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่ยอมรับกับการถดถอย และจะมาถ่วงไม่ให้ฟื้นตัวในช่วงที่สี่นี้(อย่างประเทศญี่ปุ่นเป็นต้น)

ครับ, เมื่อดูทั้งสี่ช่วงตอนแล้วจะเห็นได้ว่า ช่วงตอนที่สี่นั้นพอจะเล่นหุ้นได้ เพราะการแกว่งตัวของราคาหุ้นในแต่ละปีมีมากพอที่จะเก็งกำไรได้ ส่วนช่วงตอนที่หนึ่งและสองนั้นควรเข้าเล่น เพราะราคาหุ้นโดยเฉลี่ยเป็นขาขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงตอนที่สองนั้นขึ้นแรงและเร็วกว่า มันจึงต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน คือต้องซื้อแล้วถือยาวไป 3 ปีเลย

โดยสรุปก็คือ ในช่วงตอนที่หนึ่งกับสี่นั้นเราควรเล่นแบบเก็งกำไรระยะรายเดือนหรือรายปี ในช่วงตอนที่สองนั้นต้องซื้อแล้วเก็บไว้ 3 ปีแล้วจึงขาย และในช่วงตอนที่สามนั้นต้องถอยออกมานอกตลาด เอาเงินที่ได้ไปลงทุนทางอื่น(ฝากแบงก์ หรือซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น)

ครับ, นี่คือกลยุทธ์ในการเล่นหุ้นที่ผมแนะนำ ถ้าท่านทำได้ปานกลางจะมีกำไรดังนี้
ช่วงตอนที่สี่จะกำไรปีละ 18-20 เปอร์เซนต์
ช่วงตอนที่หนึ่งจะกำไรปีละ 20-25 เปอร์เซนต์
ช่วงตอนที่สองจะกำไรปีละ 60 เปอร์เซนต์
ช่วงตอนที่สามจะได้ดอกเบี้ยปีละ 3 เปอร์เซนต์
รวมแล้วเท่ากับ 1.18*1.18*1.18*1.20*1.20*1.20*1.60*1.60*1.60*1.03*1.03*1.03=12.70 เท่า หรือคือ ในเวลา 12 ปี ถ้าลงทุน 1 ล้านบาท จะได้เพิ่มเป็น 12.70 ล้านบาท ในหนึ่งชีวิตจะเล่นได้ 3 ถึง 4 ลูกคลื่นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ได้เงินประมาณ 12.7*12.7*12.7=2048.38 ถึง 12.7*12.7*12.7*12.7=26014.46 ล้านบาท

แบบนี้จะไม่เรียกว่าเศรษฐีก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร

........................

24 สค.46 .... นักวิเคราะห์นกแก้วนกขุนทอง

เมื่อบ่ายวันนี้ ผมเปิดดูรายการ "มันนี่ทอล์ค" ของ ดร.ไพบูลย์ แล้วขำดี คือท่านไปเชิญนักวิเคราะห์ชนิดที่ไต่ขึ้นไปจนเป็นผู้จัดการใหญ่มาออกรายการสองท่าน ดร.ไพบูลย์มีคำถามจากทางบ้านว่า "ตอนนี้กระจายทรัพย์สินไว้ ดังนี้ คือ ประมาณ 30 เปอร์เซนต์เป็นพันธบัตรรุ่นช่วยชาติ 10 ปี อีก 30 เปอร์เซนต์เป็นกองทุนตราสารหนี้ ที่เหลือเป็นเงินฝากธนาคาร การจัดแบบนี้เหมาะสมแล้วหรือยัง และควรปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง"

ครับ, พอรู้ว่าผู้ถามมีอายุประมาณ 30 ปี นักวิเคราะห์ทั้งสองก็บอกเลยว่าไม่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะพันธบัตรนั้นเหมาะสำหรับคนแก่เท่านั้น แล้วท่านหนึ่งก็แนะให้เอาไปลงในกองทุนตราสารหนี้ ส่วนอีกท่านหนึ่งก็แนะให้เอาไปลงในกองทุนหุ้น

ที่ผมขำก็คือ ทำไมจึงพูดกันเป็นนกแก้วนกขุนทองว่าพันธบัตรรัฐบาลมันไม่เหมาะกับคนอายุน้อย? คนพวกนี้เคยวิเคราะห์ดูหรือเปล่า? พวกนี้บอกว่าคนหนุ่มสาวยังเสี่ยงได้ แต่ผมอยากถามว่าจะเสี่ยงไปทำไมในเมื่อขณะนี้พันธบัตรรุ่นนี้ให้ผลตอบแทนสูงสุด และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในสิบปีข้างหน้ามันยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรุ่นนี้?

นอกจากจะพูดโดยไม่เคยวิเคราะห์แล้ว ผมคิดว่าคนพวกนี้ตกเลขคณิต

ท่านผู้อ่านลองคิดดู พันธบัตรรุ่นช่วยชาติที่มีอายุ 10 ปีนั้นมันต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท ดังนั้นผู้ถามรายนี้ต้องมีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 10*100/30=33.33 ล้านบาท ถ้าเขาเปลี่ยนมาซื้อพันธบัตรเอาไว้หมด ก็จะได้ดอกเบี้ยประมาณเดือนละ 33.33*0.065/12=180,537 บาท ซึ่งน่าจะอยู่ได้อย่างสบายไปจนแก่เฒ่า และถ้าอัตราดอกเบี้ยมันกลับขึ้มมาเป็นระดับ 8-10 เปอร์เซนต์ต่อปี มันก็ยิ่งดีขึ้น เพราะครบอายุแล้วก็ซื้อล๊อตใหม่ได้

โอเค, การมีชีวิตแบบนอนกินจนตายนั้นอาจไม่สนุก และเจ้าค่าของเงินมันก็ลดลงอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นมันก็อาจต้องหาทางเพิ่มค่าของทรัพย์สินให้ทันกับอัตราเงินเฟ้อ แต่ทำไมต้องแนะนำให้ยักย้ายไปลงเป็นกองทุนตราสารหนี้ กับกองทุนหุ้น? ทำไมไม่ลงทุนในอสังหา หรือตราสารหนี้ หรือหุ้นโดยตรง? ผู้บริหารกองทุนมันเก่งยังไงถึงต้องเอาไปฝากมัน?

ครับ, พวกเราควรรู้ว่า เจ้ากองทุนเหล่านี้คิดค่าดำเนินการในอัตรา 1.0 ถึง 1.75 เปอร์เซนต์ของเงินที่เราเอาไปซื้อ สำหรับท่านที่ถามมาในรายการนี้ก็จะโดนกินไป 333,300 ถึง 583,275 บาทต่อปี แต่ความเสี่ยงทั้งหมดตกอยู่ที่เราผู้ซื้อหน่วยลงทุน

ครับ, ลองเปรียบเทียบกับการขายกองทุนตราสารหนี้ไป(จะได้เงินประมาณ 10 ล้านบาท เพราะเป็นสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซนต์) แล้วไปรวมกับเงินฝาก(เป็นเงินประมาณ 13.33 ล้านบาท เพราะเป็นสัดส่วนประมาณ 40 เปอร์เซนต์) แล้วไปซื้อที่ดินไว้สัก 4 แปลง ในราคาแปลงละ 5 ล้านบาท เราก็จะเหลือเงินสดไว้ในธนาคาร 3.33 ล้านบาท แล้วก็นอนกินดอกเบี้นจากพันธบัตรไม่ดีกว่าหรือ? ที่ดินสี่แปลงนั้นมันจะขึ้นราคาได้สูงกว่าดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อแน่นอน เพราะตอนนี้ราคาที่ดินมันเริ่มฟื้นแล้ว

นอกจากวิธีข้างบนแล้ว คนมีเงินถึง 33.33 ล้านบาทนั้นยังจะลองแบ่งเป็นแบบอื่นๆได้อีกมาก ทำไมนักวิเคราะห์ทั้งสองไม่ยอมพูดถึง

ครับ, สาเหตุที่นักวิเคราะห์ทั้งสองท่านนี้แนะนำให้เอาไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และ/หรือ กองทุนหุ้นนั้น ท่านผู้อ่านคงจะมองออก คือเขาเป็นผู้จัดการกองทุน สองประเภทดังกล่าว

คิดแล้วมันน่าเศร้าใจนะครับ มีแต่คำแนะนำแบบนกแก้วนกขุนทองและเอาประโยชน์เข้าตนเอง

.................

26 สค.46 .... กองทุนเก่า vs กองทุนใหม่

ช่วงนี้มีการเปิดกองทุนใหม่หลายกองทุน พวกนี้พยายามโฆษณาว่ามีวิธีการบริหารที่ดี มีการผสมผสานการลงทุนที่ดี มีความเสี่ยงตามความพอใจของผู้ลงทุน และจะมีผลตอบแทนที่น่าพอใจ เรื่องนี้มีผลกระทบต่อกองทุนกลางเก่ากลางใหม่ ซึ่งออกตัวมาได้ 1-2ปี พวกหลังจึงออกมาโฆษณาแข่งขัน โดยบอกว่าพวกเขาทำกำไรไว้ 40-50 เปอร์เซนต์แล้ว ผู้ลงทุนจึงควรซื้อหน่วยลงทุนของพวกเขามากกว่า พวกนักวิเคราะห์ทั้งหลายก็เห็นตามไปด้วย คือเชียร์ให้ซื้อกองทุนที่มีกำไรสะสมไว้แล้ว และบอกว่ามันเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนใหม่ๆ

ครับ, ผมฟังแล้วหงุดหงิด คือจริงๆแล้วผมก็ไม่เชียร์ทั้งสองกลุ่ม แต่การเอากำไรสะสมมาอ้างนี่มันผิด กองทุนทั้งใหม่และเก่ามันมีความเสี่ยงเท่ากันทั้งนั้น ผมจะวิเคราะห์ให้ฟัง

สมมุติว่า กองทุนเก่านั้นทำกำไรไว้ 50 เปอร์เซนต์ แต่เวลาเราไปซื้อหน่วยลงทุนจากเขา เขาก็จะคิดราคาหน่วยละ 15 บาท มันไม่ได้คิดราคาเท่ากับราคาเดิมที่ 10 บาทนี่ครับ และหลังจากนั้น การขึ้นลงของราคาหน่วยลงทุนมันก็เป็นไปตามตลาด

ทีนี้มาดูกองทุนใหม่กันบ้าง เนื่องจากเขายังไม่มีกำไรหรือขาดทุนมาก่อน หน่วยลงทุน 1 หน่วยมันก็มีราคาเท่ากับพาร์ หรือคือ 10 บาท ท่านลงทุนซื้อมา 1 หน่วย มันก็เป็นเงิน 10 บาท หลังจากนั้น การขึ้นลงของราคาหน่วยลงทุนก็จะเป็นไปตามตลาดเช่นกัน

ทีนี้มาสมมุติว่า กองทุนทั้งสองถือหุ้นเป็นสัดส่วนเดียวกัน อย่างนี้เราก็จะพบว่าราคาของหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง(เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์)เท่ากัน เช่น ถ้าหุ้นขึ้น 10 เปอร์เซนต์ เจ้า nav ของกองทุนเก่าก็จะเพิ่มเป็น 16.50 บาท และ nav ของกองทุนใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 11.00 บาท และท่านก็จะมีกำไร 10 เปอร์เซนต์ด้วยกันทั้งคู่ เช่น ถ้าลงทุน 150,000 บาท กองทุนเก่าจะซื้อได้ 10,000 หน่วย ซึ่งจะทำให้มีกำไร 10,000*1.50=15,000 บาท แต่ลงทุนในกองทุนใหม่จะซื้อได้ 15,000 หน่วย ซึ่งจะทำให้มีกำไร 15,000*1.00=15,000 บาทเช่นกัน ซึ่งเทียบกับเงินต้นแล้วก็จะมีกำไร =10 เปอร์เซนต์เท่ากัน

ครับ, ในทำนองเดียวกัน ถ้าหุ้นมันตก 10 เปอร์เซนต์ ท่านก็จะพบว่าท่านขาดทุน 10 เปอร์เซนต์เช่นกัน ไม่ว่าท่านจะซื้อกองทุนเก่าหรือใหม่

ผมจึงได้สรุปไว้แล้วว่า ท่านเสี่ยงเท่ากัน ไม่ว่าจะซื้อกองทุนอันใหน

สิ่งที่จะทำให้เกิดความแตกต่างจะมาจากการซื้อหุ้นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน หรือจากการรู้จักซื้อขายให้ถูกจังหวะ ซึ่งท่านไม่มีทางบอกได้เลยว่ากองทุนใหนเก่งกว่ากองทุนใหน การที่กองทุนเก่าที่เปิดมาก่อนมีกำไรนั้นไม่ใช่เพราะฝีมือ มันฟลุ๊กที่เปิดตอนตลาดมันลงไปต่ำเท่านั้น

ครับ, เรื่องนี้ให้ติดตามดูกันต่อไป กองทุนที่มีกำไรไว้แล้วนั้นมันก็จะมีการหดตัวได้ แล้วเจ้าโฆษณาที่เขียนกันไว้หรูๆว่า "กองทุนนี้ทำกำไรไว้แล้ว 40-50 เปอร์เซนต์"ก็จะถูกซักถามว่าทำไมกำไรจึงหด

แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก พวกเขาไส่ข้อความตัวเล็ก(จนแทบอ่านไม่ออก)ไว้แล้ว ว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลดำเนินงานในอนาคต"

อันที่จริงแล้ว เวลาเราเจอข้อความตัวเล็กๆอย่างข้างบนนี้ มันก็บ่งบอกไว้ชัดแล้วว่าพวกเขาไม่กล้ารับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ซึ่งตีความให้ลึกลงไปอีกนิดก็จะหมายความว่า พวกเขาไม่รู้วิธีเล่นหุ้น เขารับจ้างท่านเพื่อกินค่าดำเนินการไปวันๆเท่านั้น

....................

2 กย.46... ทำได้แค่ใหนจึงจะเป็นเซียนหุ้น

วันนี้ได้อ่านบทความเรื่อง "เก่งหรือเฮง" ของ ดร.นิเวศน์ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจแล้วทำให้ลดความนับถือนายวอเร็น บัฟเฟตต์ไปแยะเลย คือ ดร.นิเวศน์เล่าว่า นายวอเร็นได้ยกตัวอย่างขึ้นมาอันหนึ่ง เขาสมมติว่า คนในประเทศหนึ่งตกลงกันว่าให้ลงทุนคนละ 100 บาท แล้วมาเล่นปั่นแปะกันทุกวันในตอน 10 โมงเช้า เขาให้จับเป็นคู่ๆ เล่นแค่วันละครั้ง คนเสียจะถูกคัดออก คนได้ก็จะได้เงินรวมไปเล่นในวันถัดมา หรือคือ วันแรกทุกคนมีเงินคนละ 100 บาท พอเล่นเสร็จก็จะมีคนชนะอยู่กึ่งหนึ่ง และมีเงินเพิ่มเป็น 200 บาท วันที่สองเล่นกันอีก จำนวนคู่จะเหลือกึ่งหนึ่ง เล่นเสร็จก็จะเหลือคนมีเงินแค่หนึ่งในสี่ แต่มีเงินคนละ 400 บาท....ฯลฯ

ครับ, ดร.นิเวศน์ บอกว่า เมื่อเล่นไปประมาณ 14 วันก็จะเหลือคนไม่กี่พันคน แต่ว่าเงินในมือของคนพวกนั้นจะสูงมาก (มันจะเพิ่มขึ้นถึง 2 ยกกำลัง 14 ซึ่งมีค่าประมาณ 16,384 เท่า) ถึงตรงนั้นคนเหล่านั้นจำนวนหนึ่งก็จะคิดว่าตนเป็นเซียนปั่นแปะ แล้วก็จะมีนักข่าวไปถามว่าเล่นยังไงถึงเก่งขนาดนั้น

ครับ, ผมอยากให้ท่านไปอ่านบทความตัวจริง แล้วจะรู้สึกซาบซึ้งในเนื้อหา

แต่ผมมีคำถามว่า เรื่องนี้จะเอามาอธิบายนักลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างไร?

สำหรับผมนั้น ถ้าใครสามารถเล่นจนมีกำไร 16,384 เท่า ผมก็เชื่อว่านายคนนั้นเป็นเซียนจริง และจริงๆแล้วเรายังมีวิธีการวัดความเป็นเซียนได้อีกแยะ เช่น ถ้าเล่นหุ้นเกิน 14 ปี แล้วสามารถทำกำไรได้สูงกว่าการเพิ่มของดัชนีในช่วง 14 ปีนั้นก็นับว่าเก่ง หรือทำกำไรได้ทุกปี ปีละ 10-20 เปอร์เซนต์ก็นับว่าใช้ได้ หรือทุกปีสามารถทำกำไรได้สูงกว่าดัชนีก็ต้องนับว่าแน่จริง...ฯลฯ

โอเค, ทำไมผมจึงบอกว่าเกมปั่นแปะนั้นใช้กับการเล่นหุ้นไม่ได้?

เกมปั่นแปะมีการได้เสีย 100 เปอร์เซนต์ในวันเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในเกมหุ้น เกมหุ้นนั้นอาจมีคนทำกำไรได้ 100 เปอร์เซนต์ใน 6-7 เดือนได้ แต่มันมีหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่ราคาเพิ่มในระดับนั้น และถ้ามีใครเล่นหุ้นแล้วได้กำไรถึงรอบละ 100 เปอร์เซนต์ติดต่อกัน 14 รอบมันต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในการตัดสินใจของคนๆนั้นแน่นอน ทั้งนี้เพราะโอกาสที่เขาจะฟลุ๊กซื้อได้หุ้นดีทุกรอบนั้นมีน้อยมาก หุ้นในกระดานมันมีหลายร้อยตัว หุ้นที่ให้กำไรเท่าตัวมีแค่ 2-3 ตัว ความฟลุ๊กหนึ่งครั้งจะมีแค่ 0.01 และความฟลุ๊ก 14 ครั้งติดต่อกันก็จะเท่ากับ 0.0000000000000000000000000001 ซึ่งจะไม่มีในโลกนี้ เพราะเรามีคนไม่พอที่จะกระจายไปเล่นหุ้นให้ครบทุกหนทางที่จะเป็นไปได้

ครับ, ในเมื่อเกมปั่นแปะกับเกมหุ้นมันเป็นคนละเรื่อง แล้วนายวอเร็น บัฟเฟตต์ แกเอามาอุปมาอุปไมยกันเข้าไปได้ยังไง?

ครับ, จริงๆแล้วทุกประเทศมีเซียนหุ้น และมีเป็นร้อยเป็นพันคน และสามารถเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นคนได้ถ้าเราส่งเสริมให้ถูกทาง การค้นคว้าวิจัยในเรื่องนี้มีหนทางทำกันได้ ขอเพียงอย่างเดียว คืออย่ารวมหัวกันกดนักลงทุนแบบเก็งกำไรอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

และที่แย่ที่สุดคือ รวมหัวกันกดขี่นักเก็งกำไรไทย แต่กลับไปให้อภิสิทธิ์แก่กองทุนต่างชาติที่เล่นแบบเก็งกำไร(จนมันสามารถโกยกำไรออกไปปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับกำไรจากการส่งออกของคนไทยทั้งประเทศ)

...................

12 กย.46 ...หุ้นไทยถูกปั่นหรือเปล่า?

เมื่อวานซืน(10กย.46) ตอนก่อน 16.40 น.เล็กน้อย ดัชนียังเป็นบวกอยู่นิดเดียว แล้วมันก็กระโดดไปเป็น +3.02 ในทันทีที่เป็นเวลา 16.40 น.

เมื่อวานนี้ก็เช่นกัน คือจากบวกใกล้ๆ 0.00 มันก็กระโดดไปที่ 0.89 แล้วก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปจนถึงเวลา 16.45 น. โดยกระโดดไปที่ +1.09 จุด

เจอเหตุการณ์แบบนี้ก็เลยมีคนถามผมว่า หุ้นไทยถูกปั่นหรือเปล่า

ครับ, เรื่องนี้ผมไม่ทราบ ถ้าผมรู้ก็คงจะแจ้งให้ กลต.ทราบไปแล้ว

แต่ถ้าจะถามผมว่า หุ้นไทยมีโอกาสถูกปั่นหรือเปล่า ผมคงจะตอบว่า เป็นไปได้อย่างแน่นอน

เหตุผลของผมก็คือ เรามีกองทุนต่างประเทศอยู่ไม่กี่ราย แต่หุ้นในมือของเขามันเป็นประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของทั้งตลาด คนสิบกว่าคนสามารถไปพบปะกัน แล้วร่วมหัวกันปั่นตลาดไทยได้อย่างสบาย

วิธีการมันง่ายๆ ทั้งนี้เพราะ กลต.ไปอนุญาตให้ตลาดหลักทรัพย์มาทำการแมทชิ่งในช่วง 10 นาทีหลังการปิดตลาด 16.30 น. การแมทชิ่งในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ตลาดอ้างว่า เพื่อให้พวกกองทุนต่างชาติมาซื้อขายล๊อตใหญ่กัน การซื้อขายพวกนี้จริงๆแล้วเขาตกลงกันมาก่อนแล้ว แต่เอามาแมทชิ่งตอนหลังปิดรับออร์เดอร์ มันจะได้ไม่ปะปนกับออร์เดอร์รายย่อย และจะได้ไม่ทำให้นักลงทุนรายย่อยเกิดตกอกตกใจเมื่อเห็นดัชนีเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ

ครับ, ที่ผมว่าปั่นได้ก็เพราะกองทุนผู้ซื้อกับผู้ขายสามารถตกลงในราคาเท่าใดก็ได้ และมันเป็นล๊อตใหญ่ มันจึงมีผลกระทบต่อดัชนีได้สูง และเมื่อตลาดมาให้เขาซื้อขายกันหลังปิดรับออร์เดอร์ มันก็จะไม่มีใคร(คนไทย)มาเปลี่ยนแปลงได้อีก การกระโดดของดัชนีก็จะเห็นและคงค้างไปตลอดคืน

ครับ, จริงๆแล้วผมไม่เห็นด้วยกับการมาทำแมทชิ่งรายใหญ่ในช่วง 16.30-16.40 น. มันไม่ได้ช่วยลดการตื่นตระหนก มันกลับทำให้คนเอาไปคิดกันทั้งคืน แล้วก็มาแย่งกันซื้อแย่งกันขายในตอนก่อนเปิดตลาดในวันรุ่งขึ้น แล้วมันก็เลยกลายเป็นเครื่องมือให้กองทุนต่างชาติมาชี้นำตลาดได้

ครับ, ทำไมเราไม่ทำอย่างตลาดนิวยอร์ค คือพอถึงเวลา 16.30 น.ก็ให้คนที่มีชื่อเสียงมายืนที่ระเบียง แล้วเอาค้อนมาเคาะโป๊กลงไปที่แผ่นไม้ แล้วก็ให้ยุติการซื้อขายในวันนั้น เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าผู้บริหารตลาดของนิวยอร์คเขามีเหตุผล คือ มันต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของการดำเนินงานของเขา เขาไม่มามุบมิบทำอะไรกันอย่างของไทย และที่แย่ที่สุดคือ ในตอนที่เริ่มต้นให้มีการทำแมทชิ่งช่วง 16.30-16.40 ก็ไม่เคยชี้แจง แต่กลับไปออกข่าวว่า ทำเพื่อไม่ให้มีคนเอาตัวเลขท้ายของดัชนีไปเล่นหวย ซึ่งมันไร้เหตุผลสิ้นดี คนเล่นหวยหุ้นนั้นมันก็ยังเล่นกันได้อยู่ ทั้งนี้เพราะยังๆตลาดก็ต้องประกาศค่าดัชนีสุดท้ายออกมา

ครับ, ผมอยากจะเรียกร้องให้เลิกการทำแมทชิ่งช่วงเวลา 16.30-16.40 น.เสียเถอะ มันน่าเกลียด และเป็นเครื่องมือในการปั่นหุ้นได้

..........................

19 กย.46 .... ตลาดตอนนี้ถูกปั่นหรือเปล่า?

ในช่วง 60 วันที่ผ่านมา หุ้นไทยได้วิ่งขึ้นอย่างรุนแรง ตัวดัชนีวิ่งจาก 500 มาสู่ 570 อย่างสบายๆ ตัววอลุ่มก็เพิ่มขึ้นอย่างแรง คือจากวันละหมื่นล้านบาท มาเป็นหกหมื่นล้านบาท ข่าวเช้านี้จึงมีแต่เรื่องนี้ เช่นท่านนายกออกมาบอกว่ามันร้อนแรงเกินไป ท่านต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์ลดมันให้เหลือแค่สี่หมื่นล้านบาท ตัวประธานตลาดหลักทรัพย์ก็บอกว่ากำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ตัวผู้จัดการตลาดก็โทรทางไกลมาว่าอาจต้องประกาศห้ามเล่นแบบหักกลบลบหนี้ในหุ้นบางตัว(แต่คงได้ปรึกษากับท่านประธานแล้วจึงไม่ออกมาตรการใดๆ) แต่สำหรับประธานคณะกรรมการบริหารของบริษัทแอสเซทพลัสออกมาบอกเลยว่าตลาดหุ้นกำลังผิดปรกติ ท่านนี้ออกมาบอกว่า หุ้นในกลุ่มฟื้นฟูถูกปั่นราคาไปสูงเกินจริง

แล้วพวกเราคิดกันอย่างไร?

สำหรับผม, ผมเห็นว่าตลาดมันถูกถล่มด้วยนักลงทุนรายย่อยรุ่นใหม่โดยมิได้มีเจตนาปั่น และมันเป็นผลจากความพยายามของ กลต.และตลาดหลักทรัพย์ที่จะเพิ่มนักลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาผลกระทบให้ดีเสียก่อน

โอเค, เรามาดูเหตุผลกัน

ท่านผู้อ่านเคยสังเกตุใหมว่า จำนวนรายการซื้อขายได้เพิ่มขึ้นไปจนถึง 250,000 รายการต่อวันแล้ว ในแต่ละรายการมันต้องมีคนซื้อ 1 คน กับคนขาย 1 คน ดังนั้นมันก็ต้องมีคนซื้อกับคนขายรวมกัน 500,000 ชื่อ แต่ในจำนวนนี้มีชื่อซ้ำกันอยู่ เช่นพวกซื้อขายแบบหักกลบลบหนี้ ซึ่งตามที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์บอกมา มันมีอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซนต์ นั่นจะทำให้มีผู้ซื้อขายจริงแค่ 0.7*500,000=350,000 คน แต่คนเล่นหุ้นนั้นไม่ได้ซื้อขายในวันนั้นก็มี ผมประมาณว่าจะมีคนที่ไม่ได้ซื้อขายในวันนั้นอยู่ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน(นี่มาจากนักลงทุนรุ่นก่อนตลาดจะบูม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200,000 คน ครึ่งหนึ่งไม่ได้เล่นรายวัน) สรุปรวมแล้วขณะนี้เรามีนักเล่นหุ้นไม่น้อยกว่า 450,000 ราย และเป็นคนรุ่นใหม่ 250,000 ราย

ครับ, การเพิ่มขึ้นของนักลงทุนรายย่อยถึง 250,000 รายมีผลต่อตลาดอย่างแน่นอน ในจำนวนนี้จะเป็นแมงเม่าเก่าที่กลับมาเล่นใหม่อยู่ส่วนหนึ่ง แล้วก็เป็นนิสิตนักศึกษาที่ผ่านการชักจูงใจของตลาดหลักทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง คนสองกลุ่มนี้เขาคิดกันดังนี้

แมงเม่าเก่านั้นชอบเล่นหุ้นตามกระแส หุ้นตัวใหนขึ้นเขาจะรีบเข้าซื้อ เมื่อหมดแรงพุ่งแล้วเขาก็ขายทันที หุ้นกลุ่มฟื้นฟูจะเป็นหุ้นที่เขารู้จัก และเทียบราคากับเมื่อก่อนที่เขาจะทิ้งตลาดไปก็เห็นได้ชัดว่าถูกมาก ดังนั้นหุ้นทั้งประเภทตัวนำ และประเภทฟื้นฟูจึงขายดิบขายดี

สำหรับนิสิตนักศึกษานั้น ส่วนใหญ่จะผ่านหลักสูตร์การเล่นหุ้นจากโปรแกรมจำลองตลาดหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาสามารถทำกำไรได้สูงๆในเกมดังกล่าว ความฮึกเหิมจึงมีมาก เขาไม่แคร์กับเรื่องข้อมูลพื้นฐาน หุ้นขนาดเล็กที่ขึ้นหวือหวาจึงเป็นที่นิยมกันมาก หุ้นกลุ่มฟื้นฟูกลายมาเป็นกลุ่มเด่นไปได้

ครับ, จับรวมสองกลุ่มก็เลยได้เห็นตลาดอย่างที่เป็นอยู่ คือราคาแกว่งขึ้น แต่พุ่งแรงวันละ 2-3 ตัว ฮือกันแล้วก็หด คนฉลาดก็ขายทิ้งก่อนหด คนเล่นไม่เป็นก็ซื้อแล้วเก็บไว้ แล้วก็ไปตามซื้อตัวอื่นอีก

ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า มันจะแกว่งขึ้นแบบนี้ไปอีกนานสักเท่าใด?

ครับ, นักเล่นหุ้นรายใหม่เหล่านี้ซื้อขายครั้งละประมาณ 100,000 บาท นี่ได้มาจากการเอาวอลุ่มหารด้วยจำนวนรายการซื้อขาย(25,000 ล้านบาท/250,000 รายการ) แต่เงินที่เขาเอาเข้ามานั้นจะตกประมาณรายละ 1.25 ล้านบาท(คำนวณมาได้ดังนี้คือ นักลงทุนรายย่อยเดิมมีอยู่ประมาณ 200,000 ราย แต่ถือหุ้นอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของตลาดเมื่อปีที่แล้ว ปีที่แล้วมีหุ้นทั้งหมดประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท จึงอยู่ในมือนักเก็งกำไรประมาณ 0.2*2.5=0.5 ล้านล้านบาท นักลงทุนรายย่อยเดิมจึงถือกันคนละ 500,000/200,000=2.5 ล้านบาท แต่คนรุ่นใหม่น่าจะมีเงินมาเล่นในระยะแรกนี้เพียงครึ่งเดียวของนักลงทุนเก่า มันจึงลดเหลือเพียงรายละ 1.25 ล้านบาท) ดังนั้นมันจะต้องติดหุ้นประมาณ 1,250,000/100,000=12.5 ตัวแล้วเงินสดจึงจะหมด แต่หุ้นนั้นจะถูกตีขึ้นประมาณ 10 รอบ คือมีการซื้อขายผ่านมือกันไป 10 มือแล้วจึงจะถึงยอดดอย ดังนั้นแมงเม่าใหม่พวกนี้เล่นไปประมาณ 10 วันก็จะติดยอดดอยไป 1 ตัว แต่พวกเขามีเงินพอจะติดหุ้นถึง 12.5 ตัว เงินก็จะหมดใน 10*12.5=125 วัน

ครับ, หุ้นจะหยุดร้อนแรงใน 125 วัน ขณะนี้มันผ่านมาประมาณ 60 วันแล้ว มันจึงเหลืออีก 65 วัน แต่ก่อนที่มันจะหยุดมันจะชลอตัวเสียก่อน แล้วจึงไปดิ่งลงในเวลาที่คำนวณได้(65 วัน)

สรุปก็คือ ผมไม่เชื่อว่านักเก็งกำไรของไทยเป็นตัวปั่นหุ้น แต่ผมไม่กล้ารับประกันว่ากองทุนต่างชาติปั่นหรือเปล่า(ดูบทความครั้งก่อน) แต่ความร้อนแรงครั้งนี้จะอยู่ได้อีกไม่เกิน 65 วัน

มองอย่างนี้แล้วเราควรจะตามแห่ไปกับเขาใหม?

คนอยากเล่นสั้นก็ตามแห่ไปได้ จากประสบการณ์ที่เหนือกว่าก็คงมีกำไรบ้าง แต่เป็นผมละก็ ขอเก็บเงินเอาไว้ดีกว่า มันมีความเสี่ยงอยู่ในการคำนวณข้างบนนี้ กล่าวคือ ถ้าแมงเม่าใหม่เหล่านี้เล่นหุ้นวันละหลายตัว การติดยอดดอยก็จะเร็วขึ้น แค่ติดเร็วขึ้นเท่าตัวก็จะหมายความว่า อีกสามสี่วันหุ้นก็จะลงแล้ว สัญญาณมันเตือนมาสองครั้งแล้ว สัปดาห์นี้ลงแรงๆ 3 วันแล้ว

ครับ, มันน่าสงสารแมงเม่ารายใหม่เหล่านี้ เอาเงินเข้ามาถมตลาดอีก 250,000*1.25=312,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากความพยายามของตลาดหลักทรัพย์ที่จะเพิ่มคนเล่นหุ้น ผู้บริหารตลาดและ กลต.นี่หน้าไหว้หลังหลอก คืออยากให้คนเข้ามาซื้อหุ้นแล้วถือไว้นานๆ แต่กลับเอาโปรแกรมจำลองหุ้น(แบบผิดๆ)มาให้คนเล่น เล่นแล้วกลายเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นไปหมด ความพินาศฉิบหายในครั้งนี้จะโทษใครไม่ได้เลย ผู้บริหารตลาดและ กลต.รับเอาไปเต็มๆเลย

เศร้าครับ

....................

23 กย.46 .... พีอีเรโชมีความหมายจริงหรือ?

ช่วงนี้มีนักวิชาการและผู้บริหารของตลาดออกมาพูดถึง "พีอีเรโช" กันบ่อยมาก ทั้งหมดนั้นมักจะสรุปว่า "พีอีเรโชของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ต่ำมาก หุ้นจึงจะไปต่ออีก..."

แต่ผมสงสัยว่าท่านเหล่านั้นเข้าใจตัวเลขเหล่านี้จริงหรือเปล่า? ผมคิดว่าเป็นการออกมาพูดเพื่อเชียร์ให้คนหาเงินมาซื้อหุ้นเสียมากกว่า และจะกลายเป็นการลากเอาคนไทยมาให้ต่างชาติเชือดอย่างเหี้ยมโหดที่สุด เหตุผลของผมมีดังนี้

1. พีอีเรโช คืออัตราส่วนระหว่าง Price กับ Earning เจ้าอัตราส่วนตัวนี้ฝรั่งเขาใช้วัดความถูกแพงของหุ้น ทางทฤษฎีเขาบอกกันว่า หุ้นที่มีพีอีเรโชประมาณ 15 เท่า นั้นจะเป็นหุ้นที่ไม่ถูกและก็ไม่แพง แต่ถ้ามันต่ำกว่า 15 เท่าก็จะบอกว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูก และถ้ามันมีค่าสูงกว่า 15 เท่า มันก็จะเป็นหุ้นที่แพง หรือพูดง่ายๆก็คือ ยิ่งต่ำยิ่งถูก ยิ่งสูงยิ่งแพง สาเหตุที่เขาใช้ตัวเลข 15 เป็นตัววัดก็เพราะ ผลตอบแทนของเงินลงทุนโดยทั่วๆไปจะอยู่ที่ 7.00 เปอร์เซนต์ต่อปี หรือคือ ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทน 1 บาท เราต้องลงทุนประมาณ 100/7.00=14.28 บาท (ปัดเศษแล้วเอาทางสูง คือเท่ากับ 15 เพราะราคาหุ้นนั้นมักจะมีคนยินดีซื้อในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่เล็กน้อย) แต่นั่นเป็นผลตอบแทนของเงินในตลาดฝรั่ง และเป็นหุ้นในตลาดฝรั่ง ซึ่งจะเอามาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากถูกธนาคารกดลงมาจนจมดินอย่างนี้มันยิ่งไม่ถูกต้อง

ครับ, นั่นแสดงให้เห็นว่า นักวิชาการและผู้บริหารตลาดเหล่านี้พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง แค่ไปเรียนเมืองนอก หรืออ่านตำราฝรั่งมาก็เอามาพูดกันแล้ว

2. ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ นักวิชาการและผู้บริหารเหล่านี้ไม่เคยดูตัวเลขจริงในประเทศไทย คือ หุ้นไทยเรานั้นไม่มีตัวใหนที่เติบโตและทำกำไรอย่างสม่ำเสมอเลย การทำบัญชีของบริษัทจดทะเบียนของไทยไม่เคยโปร่งใส เรื่องนี้นักลงทุนทุกคนทราบดี ดังนั้นเจ้าพีอีเรโชของหุ้นไทยจึงไม่มีความหมายใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่มันแสดงออกมาก็ชัดเจน คือลองไปเอาค่าพีอีเรโชมาเปรียบเทียบกับอัตราที่เพิ่มขึ้นของราคาก็ได้ มันไม่มีความสัมพันธ์กันเลย คือตามหลักการแล้ว ถ้าพีอีเรโชมันมีค่าต่ำ ราคาหุ้นควรจะเพิ่มขึ้น เพราะคนจะเห็นว่าราคามันยังต่ำอยู่ และถ้าพีอีเรโชมีค่าสูงมากแล้ว ราคาหุ้นก็น่าจะลดลงหรือหยุด แต่ตัวเลขในเมืองไทยมันไม่เป็นเช่นนั้นเลย ผมขอยกตัวอย่างจากตารางหุ้นในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันจันทร์ที่ 22 กย.46 ซึ่งจะเป็นข้อมูลหลังปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 19 กย.46 ดังนี้
BAY พีอีเรโช=9.9 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=-6.4 เปอร์เซนต์
BBL พีอีเรโช=14.5 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=8.8 เปอร์เซนต์
BOA พีอีเรโช=19.1 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=1.8 เปอร์เซนต์
BT พีอีเรโช=8.7 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=-1.9 เปอร์เซนต์
DTDB พีอีเรโช=28.3 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=-7.6 เปอร์เซนต์
....
ADVANC พีอีเรโช=10.1 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=-6.7 เปอร์เซนต์
AIT พีอีเรโช=14.9 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=28.2 เปอร์เซนต์
IEC พีอีเรโช=n.a. ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=26.9 เปอร์เซนต์
INET พีอีเรโช=24.6 ราคาเปลี่ยนแปลงในหนึ่งเดือน=59.2 เปอร์เซนต์
....
ขอให้ท่านสังเกตุนะครับว่าผมไม่ได้เจาะเลือกมาให้ดู มันเป็นกลุ่มที่คนสนใจ และเรียกมาดูไปตามลำดับ

จากตัวเลขข้างบนเราจะเห็นได้ว่าพีอีเรโชนั้นไม่มีความหมายเลย ดูตัว INET เป็นตัวอย่าง พีอีเรโชขึ้นไปถึง 24.6 แต่ราคากลับเพิ่มขึ้นถึง 59.2 เปอร์เซนต์ อย่างนี้เราจะเอาทฤษฎีใหนมาชี้แจงได้

ครับ, โดยสรุปก็คือ นักวิชาการและผู้บริหารเหล่านี้ไม่เคยศึกษาและดูความเป็นจริงในประเทศไทย ทั้งหมดหวังแค่จะให้คนไทยเอาเงินมาซื้อหุ้น

เชียร์กันเข้าไปแบบนี้บ้านเมืองมันถึงฉิบหายกันอย่างที่เราเห็น ฝรั่งและต่างชาติเอาเงินมาซื้อหุ้นแค่ 3-4 แสนล้านบาท แต่โกยกำไรไปปีละเกือบ 1 แสนล้าน มันเท่าๆกับที่คนไทยทั้งประเทศทำกำไรจากการส่งออกทั้งปี จะคิดอีกแบบหนึ่งก็ได้ คือ บริษัทจดทะเบียนได้เงินต่างชาติมาทำกิจการ 3-4 แสนล้านบาท มีกำไรอย่างมากก็แค่ 15 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่ต่างชาติเอากำไรไปปีละ 25-30 เปอร์เซนต์ เจ้าส่วนต่างอันนี้มาจากใคร? มันก็มาจากนักลงทุนไทยนั่นแหละ

เราจ่ายค่าโง่มาทุกปี ที่จ่ายไปก็เพราะความโง่ของนักวิชาการและผู้บริหารตลาดการเงินไทย

....................

24 กย.46 .... เลห์แมนบราเธอร์สขายทิ้งหุ้นในไทย?

ข่าวนี้อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันนี้(หน้า 18) ผมอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งนี้เพราะการพาดหัวไว้อย่างนี้มันจะหมายถึงการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้นักลงทุนไทยตกใจได้ ในความเป็นจริงแล้วมันกลายเป็นเรื่องของการจะเลิกกิจการในเมืองไทย แล้วขายบริษัทนี้ให้แก่คนไทยที่เป็นลูกจ้างอยู่

ครับ, เรื่องนี้น่าสนใจสองด้าน

ด้านแรกคือ นักข่าวไทยนี่ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องหุ้น หรือทำเป็นแกล้งโง่ การขายหุ้นของบริษัทตัวเอง กับการขายหุ้นของคนอื่นที่ตนเองถืออยู่ นั้นมันคนละเรื่องกัน หุ้นของตนเองนั้นมีนิดเดียว และไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะซื้อจะขายหรือเลิกกิจการก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ในฐานะเป็นโบรกเกอร์ ถ้าเทขายหุ้นในมือออกมาจนหมด มันก็จะกระทบกับตลาดหลักทรัพย์อย่างแรง เรื่องอย่างนี้นักข่าวควรจะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ควรจะถามผู้รู้เสียก่อน ข่าวนี้ควรใช้หัวเรื่องว่า "เลห์แมนบราเธอร์สคิดเลิกกิจการในไทย"มากกว่า

ด้านที่สองคือ บริษัทเลห์แมนบราเธอร์สนี้เป็นบริษัทใหญ่ เข้ามาตั้งสาขาในเมืองไทยเพื่อการให้คำปรึกษาด้านการขายสินทรัพย์ที่ยึดได้จากไฟแนนซ์และธนาคารที่ล้มลงในตอนวิกฤตไอเอ็มเอฟ การที่ออกมาบ่นว่าทำธุรกิจในไทยแล้วไม่มีกำไร จะขอเลิกกิจการ....มันดูยังไงพิกลๆอยู่ ผมอยากให้พวกเราคิดกันให้ดี โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความรับผิดชอบในการให้คำปรึกษาและดำเนินการขายสินทรัพย์ที่ยึดมา เรื่องนี้มันยังไม่จบในด้านกฎหมาย การขายกิจการให้คนไทยจึงอาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะตัดตอนความรับผิดชอบของเขา

อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของการทำธุรกิจแบบอเมริกัน เขาเข้ามาเพื่อกอบโกยเงินทอง เมื่อจบงานแล้วก็เลิกไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ จุดหละหลวมในเรื่องนี้ก็คือ ตามกฎหมายไทยนั้นเราบังคับว่าใครจะทำธุรกิจใดๆในเมืองไทยจะต้องมาตั้งบริษัทในเมืองไทย ชื่อเสียงเงินทุนและประสบการณ์ขนเอาเข้ามาใช้ได้ แต่ความรับผิดชอบมันอยู่ที่บริษัทที่จดทะเบียนในไทยเท่านั้น บริษัทแม่ที่อยู่ในต่างประเทศไม่ต้องรับรู้ใดๆทั้งสิ้น

เศร้าครับ, เศร้าใจในความรู้ของนักข่าวไทย และเศร้าใจในกฎหมายไทยที่มีอยู่

..................

28 กย.46 .... หุ้นลงให้ซื้อหุ้นขึ้นให้ขาย?

ท่านผู้อ่านคงจะได้ยินคำแนะนำดังกล่าวมาแล้วเกือบทั้งนั้น ช่วงนี้จะได้ยินถี่มาก เพราะนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์หุ้นกันอย่างออกหน้าออกตา แต่ผมขอถามดูว่าท่านปฏิบัติได้ถูกต้องใหม? และปฏิบัติแล้วมีกำไรจริงหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะตอบว่า ฟังแล้วไม่เข้าใจ และอีกหลายๆท่านคงจะตอบว่าปฏิบัติแล้วมีกำไรบ้างไม่มีกำไรบ้าง ไอ้ที่ได้ผลจนร่ำรวยขึ้นมาอย่างเห็นทันตานั้นมีน้อยมาก ทั้งๆที่หุ้นตอนนี้โดยเฉลี่ยยังไต่ขึ้นเรื่อยๆ

ครับ, คำถามจริงๆของผมก็คือ เจ้าคำแนะนำแบบนี้ทำไมจึงเกิดขึ้น และมันจะทำให้นักลงทุนมีกำไรจริงหรือ?

คำแนะนำดังกล่าวนี้ ถ้าพูดกันแบบศรีธนนชัย ก็หมายความว่า เมื่อใดที่ราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงก็ต้องดำเนินการในทันที เช่น เมื่อ 11.32 น. ราคาหุ้น BBL ตกลงไปจาก 77.50 เป็น 77.25 ก็ต้องซื้อทันที ซึ่งเราอาจต้องซื้อที่ 77.75 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้เพราะราคาที่จะซื้อได้ทันทีนั้นมันต้องเป็นราคาที่คนอื่นเสนอขาย ซึ่งปรกติมันจะสูงกว่าราคาที่เขาซื้อขายกันครั้งสุดท้าย หลังจากที่เราซื้อได้ เจ้าราคาก็จะเปลี่ยนเป็น 77.75 ทันที(เพราะเราเป็นผู้ซื้อขายรายสุดท้าย) เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านก็ต้องขายเสียแล้ว เพราะราคามันเพิ่มขึ้น แล้วท่านจะขายได้ในราคาใหน? มันก็ต้องเป็นราคาที่คนอื่นเขาเสนอซื้อ ซึ่งอาจจะเป็น 77.25 ทั้งนี้เพราะราคาเสนอซื้อนั้นมันมักจะต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายครั้งสุดท้าย หลังจากที่ท่านขายไปแล้วจะเกิดอะไรอีก? ราคามันตกลง ศรีธนนชัยก็ต้องซื้ออีกแล้ว.....

ครับ, ถ้าใครทำตามคำแนะนำดังกล่าวแบบศรีธนนชัย ใครคนนั้นก็ต้องฉิบหายอย่างแน่นอน เพราะจะวนเวียนซื้อแล้วขาย-ขายแล้วซื้อ...ฯลฯอยู่ตลอดเวลา และทุกรอบจะมีแต่ขาดทุน

เอ้า, ถ้ามันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แล้วมันจะหมายความว่ายังไงกันแน่?

บางคนจะบอกว่า ให้ดูที่ราคาปิด คือถ้าวันนี้ปิดลดลงกว่าวานนี้ พรุ่งนี้ให้รีบไปตั้งซื้อแต่เช้ามืด ก่อนตลาดเปิด และราคาที่ตั้งซื้อจะเท่ากับราคาปิดของวันนี้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าวันนี้ราคาปิดเพิ่มขึ้นจากราคาวานนี้ พรุ่งนี้ให้รีบไปตั้งขายแต่เช้ามืด และตั้งขายในราคาปิดของวันนี้

โอเค, แบบนี้พอจะปฏิบัติได้ แต่ถามว่าคุณจะซื้อได้ หรือขายได้จริงหรือ? และขายแล้วจะมีกำไรจริงหรือ?

ครับ, ถ้าวันนี้หุ้นลง พรุ่งนี้หุ้นก็ลงอีก ท่านจึงจะมีโอกาสซื้อได้ และเวลาจะขายก็เช่นกัน หุ้นจะต้องขึ้นติดต่อกันสองวันท่านจึงจะขายได้ แต่สมมุติว่าหุ้นลงสองวัน และท่านซื้อไว้ได้แล้ว โอกาสที่มันจะลงต่อก็มีได้ และถ้ามันลงไปเรื่อยๆแล้วจึงตีกลับ ท่านก็ต้องขายขาดทุน แต่ถ้ามันลงสองวันแล้วก็ขึ้นสองวัน ท่านก็ต้องขายในราคาที่เกือบเท่าเดิม ทั้งนี้เพราะราคามันลงแล้วเพิ่งตีกลับขึ้นมา ซึ่งท่านก็คงจะต้องขาดทุนเพราะต้องเสียค่าธรรมเนียม

ครับ, ตีความแบบนี้ก็ขาดทุนอีก แล้วจะเอายังไงกันแน่?

ไล่ไปไล่มาแล้วมันก็จะเข้าอีหลอบเดิม คือ ให้หมายความว่า เมื่อหุ้นลงจนถึงจุดต่ำสุดแล้วให้ซื้อ และเมื่อหุ้นมันขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วค่อยขาย แต่ณ.เวลาใดเวลาหนึ่งเราไม่รู้ว่าหุ้นลงต่ำสุดหรือสูงสุดแล้วหรือยัง การซื้อขายจึงต้องเดาสุ่มเอาว่ามัน"ไช่แล้ว" แล้วจึงดำเนินการ ซึ่งมันก็ให้ผลเหมือนกับที่เคยปฏิบัติมา คือส่วนใหญ่ก็จะขาดทุน ส่วนคนที่ได้กำไรจริงๆก็คือโบรกเกอร์และนายบ่อน

ครับ, จริงๆแล้วเจ้าคำแนะนำข้างบนนั้นมันเป็นคำแนะนำของซาตาน มันไม่แคร์ว่าใครจะกำไรหรือขาดทุน มันจะเอาค่าคอมมิชชั่นเข้ากระเป๋าของตนแต่เพียงทางเดียว ในช่วงที่ตลาดเป็นกระทิงนี้ คนเล่นหุ้นมีโอกาสกำไรเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ทุกคนได้ประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่ในไม่ช้ามันก็เป็นตลาดของหมี คนจำนวนหนึ่งจะติดยอดดอย คนจำนวนหนึ่งจะยอมขายขาดทุน แล้วเราก็จะสรุปว่า เซียนเท่านั้นที่จะอยู่ได้

ครับ, วัฎจักร์มันซ้ำรอยเดิมมาหลายร้อยหลายพันรอบแล้ว ฝรั่งเขารู้กันดี แต่คนไทยไม่มีประสบการณ์ มันก็ต้องเสียค่าโง่ไปอีกนาน

......................

01 ตค.46 .... หุ้นยอดนิยม/หุ้นยอดดอย?

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยได้มีพฤติกรรมที่ผิดไปจากปรกติ คือขึ้นมาถึงจุดที่ควรจะหักเหลง แต่กลับวิ่งขึ้นต่อ ทั้งนี้โดยขึ้นแรงวันละ 2-3 ตัว แต่ละตัวจะขึ้นวันละ 6-7 เปอร์เซนต์ และขึ้นติดต่อกัน 2-5 วัน แล้วก็สลับไปเป็นตัวอื่นสักระยะหนึ่ง แล้วก็วนกลับมาอีก มันวนไปหลายรอบ วนจนหลายตัวมีราคาเพิ่มขึ้นกว่า 100 เปอร์เซนต์ หุ้นเหล่านี้ได้รับการขนานนามว่า "หุ้นยอดนิยม" ที่มันยอดนิยมก็เพราะ คนเล่นสั้นก็กำไร คนเล่นยาวก็กำไร คนเล่นสั้นนั้นกำไรหลายรอบ คือซื้อมาในราคา 100 บาทก็ไปขายที่ 110 บาท พอมันขึ้นต่อก็ไปซื้อที่ 120 บาทแล้วไปขายที่ 130 บาท พอมันกลับมาวิ่งขึ้นอีกก็ไปซื้อที่ 140 บาทแล้วไปขายที่ 150 บาท...ส่วนคนที่เล่นยาวนั้นก็กำไร แถมกำไรแยะด้วย เช่นซื้อที่ 100 บาท ตอนนี้ยังถืออยู่ ราคามันไปที่ 210 บาทเข้าไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีข่าวว่าฝรั่งและต่างชาติขายออกมาแยะแล้วเขาก็ไม่กลัว ทั้งนี้เพราะนักวิเคราะห์ทุกค่ายยังยืนยันว่าจะไปต่อ....

ครับ, มันเป็นเรื่องของความเชื่อ เมื่อทุกคนเชื่อว่าหุ้นยังมีแรงที่จะขึ้นต่อ ราคามันก็ไม่ยอมลด และจะมีตัวใหม่ถูกจุดพลุให้เล่นกันไปเรื่อยๆ

แต่...ในโลกนี้ไม่มีตลาดหุ้นที่ใหนมันจะวิ่งขึ้นได้ตลอดชาติ ในไม่ช้ามันก็จะต้องลง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ถ้าขึ้นไปมาก มันก็จะลงมากตามไปด้วย ที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะ ความจริงก็จะต้องกลับมาเป็นจริง หรือคือ ถ้ากิจการมันยังเหมือนเดิม ราคามันก็จะมาเท่ากับที่มันควรจะเป็น แต่เวลาหุ้นเป็นขาลง คนจะมีความกลัวมากกว่าที่ควร ราคามันจึงลงไปจนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วจึงค่อยสวิงกลับขึ้นมาเมื่อความกลัวหมดไป

ครับ, ประเด็นของวันนี้ก็คือ เมื่อหุ้นเริ่มเป็นขาลง ใครจะยอมรับความจริงแล้วขายหุ้นไปเสีย?

นักลงทุนระยะสั้น ที่เคยมีกำไรโดยซื้อมาแล้วขายไปนั้นจะมีแนวโน้มที่จะเก็บหุ้นเอาไว้ ที่เก็บไว้ก็เพราะเคยรอให้หุ้นขึ้นเป็นรอบที่ 3-4-5-6 แล้วได้ผลทุกที ในระหว่างที่รอคอยอยู่นั้นจะมีหุ้นตัวอื่นถูกจุดพลุ แล้วก็ไปหาเงินเข้ามาเล่นเพิ่ม เขามักจะลืมไปเลยว่ามีหุ้นติดอยู่ในพอร์ต ต่อมาหุ้นที่ถูกจุดพลุนั้นก็จะเข้าสู่การรอคอยอีก นั่นก็คือ จะมีหุ้นมาติดอยู่ในพอร์ตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ครับ, สามเดือน หรือ 90 วัน จะเป็นเวลาที่เพียงพอสำหรับการมีหุ้น"ดี"มาติดอยู่ในพอร์ตจนหมดเงินทุน แล้วในไม่ช้าราคาหุ้นเหล่านี้ก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบ สภาวะแบบนี้เขาเรียกกันว่า "การติดยอดดอย" และหุ้นที่เคยเป็น"หุ้นยอดนิยม"นั้นจะกลายเป็น"หุ้นยอดดอย" ราคาหุ้นเหล่านี้จะลดลงอย่างรวดเร็ว และดิ่งเลยลงไปจากราคาที่ควรจะเป็น แล้วในที่สุดก็จะไปขายขาดทุนใน 4-5 เดือนให้หลัง

สำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่มีประสบการณ์นั้น ถึงแม้จะรู้จักคำว่า"การติดยอดดอย" แต่ก็มักจะขายแล้วกลับมาซื้อใหม่อีก มันจะมีสภาวะตรงข้ามกับตอนขาขึ้น คือซื้อมาแล้วก็ขายคัทลอสไป แล้วก็กลับเข้ามาซื้อใหม่ ที่ยังวนเวียนอยู่ก็เพราะยังไม่เชื่อว่าหุ้นจะลง

ส่วนนักลงทุนระยะยาวนั้นมักมีประสบการณ์ พวกนี้จะขายทิ้งเมื่อผ่านไปสัก 2-3 เดือน ซึ่งทำให้เขายังพอมีกำไรเหลืออยู่บ้าง

ครับ, ด้วยการดูกราฟของราคาของหุ้น 40 ตัวที่ผมติดตามอยู่ มาถึงวันนี้ผมขอประกาศชื่อของหุ้นที่เปลี่ยนจาก"หุ้นยอดนิยม" มาเป็น"หุ้นยอดดอย"ดังนี้

AITCO, AST, BC, KGI,
ZMICO, TPI, BCP, IEC,
JASMIN, SAMART, SAMTEL,
SATTEL

หากว่าท่านไม่อยากถูกเรียกว่า"เป็นชาวดอย" ท่านต้องรีบขายออกไปเสียวันนี้ แล้วอย่าได้เข้าไปแตะต้องมันอีก 4-5 เดือน

ไม่เชื่อก็รอดูผลกันในต้นปีหน้า

....................

15 ตค.46.... นโยบายดันเงินฝากมาเล่นหุ้น

การผลักดันให้ผู้มีเงินฝากหันมาลงทุนในหุ้นนี้มีมากว่าสองปีแล้ว และในขณะนี้ก็ทำให้ผู้ฝากเงินกว่าสามแสนคนได้หันมาเล่นหุ้นกัน เงินจากคนเหล่านี้ทำให้ดัชนีหุ้นวิ่งจาก 400 จุด ไปจนถึง 580 จุดแล้ว ดังนั้นมันจึงน่าจะถึงเวลาที่เราจะมาทบทวนกัน

หลายคนคงจะบอกว่านโยบายนี้ได้ผล เพราะมันทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น มันทำให้คนเล่นหุ้นทั้งเก่าและใหม่มีกำไร

แต่ผมเห็นว่าเราควรจะมาคิดให้ดีๆ คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน

ผมจะขอเริ่มจากคำถามที่ว่า คนย้ายเอาเงินฝากมาซื้อหุ้นแล้วทำให้เงินฝากในธนาคารลดลงหรือไม่?

เรื่องนี้ผมได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่ามันจะไม่เกิดผล ทั้งนี้เพราะ เมื่อมีคนถอนเงินมาซื้อหุ้น เงินนั้นก็จะเข้าไปสู่มือของผู้ขายหุ้น แล้วผู้ขายก็จะเอาไปฝากธนาคารอีก แล้วไม่ช้าเขาก็จะเอามาซื้อหุ้น แล้วผู้ขายรายใหม่ก็จะเอาไปฝากธนาคารอีก....เงินมันจึงหมุนวนกลับไปที่เดิม ซึ่งในขณะนี้เราก็เห็นแล้วว่า เงินในธนาคารก็ยังล้นอยู่เช่นเดิม เจ้านโยบายนี้จึงไม่ได้ผล

ครับ, เงินนี้จะหายไปจากระบบธนาคารก็ด้วยเหตุสองประการเท่านั้น คือ
1. ผู้ขายหุ้นไปนั้นเอาไปจับจ่ายใช้สอย
2. มีการเพิ่มทุนหรือเพิ่มบริษัทจดทะเบียนเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์

ทีนี้เรามาดูกันว่าเกิดเหตุการณ์ทั้งสองหรือไม่

มีคนจำนวณไม่น้อยที่เห็นว่าหุ้นมันขึ้นมามากแล้ว พวกเขาจึงขายแล้วเอาเงินไปซื้อบ้านราคาแพงๆ ไปซื้อรถยนต์คันหรู ราคาเป็นสิบๆล้านบาท เอาไปซื้อนาฬิกาข้อมือฝังเพชร เอาไปซื้อมือถือฝังเพชร แล้วก็บินไปกินซุปหูปลาฉลามที่ฮ่องกง เงินพวกนี้จึงออกไปเพื่อจ่ายเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง เป็นเหล็กตัวถังรถ เป็นเพชรและค่าแรงและค่านิยม และเป็นค่าหูปลาฉลาม ซึ่งล้วนแล้วไม่เกิดประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจของชาติ แต่ก็มีคนทำอย่างนี้ไม่มากนัก

ในด้านการเพิ่มหุ้นเข้ามาในตลาด ซึ่งจะช่วยให้เงินเหล่านั้นออกไปทำงานสร้างผลผลิต นั้นก็มีน้อยมาก คือตลาดหลักทรัพย์ได้บริษัทเข้ามาน้อยกว่าที่มันออกไป ปริมาณหุ้นมีเท่าๆเดิมที่มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นก็เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

ครับ, โดยรวมแล้วมันไม่เกิดผลในแง่การสร้างงานสร้างผลผลิต มันกลับไปกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยที่ฟุ่มเฟือย

ทีนี้ก็จะมาถึงคำถามว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น และหลายๆคนรวยขึ้นนั้นไม่ดีหรือ?

ครับ, นี่คือความเห็นที่ขัดแย้งกัน ผมเห็นว่า การดึงคนเข้ามาในตลาด 300,000 คน กับเงินอีกประมาณ 500,000 ล้านบาทนี้ไม่เกิดผลดีใดๆ ทั้งนี้เพราะมันลงเอยที่เกิดการโยกย้ายหุ้นจากมือคนเก่าจำนวนหนึ่งมาสู่มือใหม่ และให้คนมือเก่าได้ถือเงินฝากแทนคนใหม่เท่านั้น ธุรกิจยังมีเท่าเดิม งานไม่ได้เพิ่มขึ้น ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น

ในทางตรงกันข้าม การที่หุ้นกระจายไปมากขึ้น และทุกคนคิดว่ารวยขึ้นนี้ก็คือการพองตัวของฟองสะบู่ ถ้าเราปล่อยให้เงินที่หมุนวนในตลาดอันนี้ยังคงอยู่ มันก็จะพาเราไปสู่สภาวะฟองสะบู่เหมือนกับที่เราได้ผ่านมา

ครับ, ผมเห็นว่า นโยบายผลักดันให้เอาเงินฝากมาเล่นหุ้นนี้กำลังจะทำลายประเทศ และความเสียหายมันเกิดจากการที่ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ไม่สามารถดึงบริษัทเข้ามาจดทะเบียนได้ทันกับเงินที่ใหลเข้ามา เงินก้อนนี้มันเหมือนกับสารฟลูโรคาร์บ่อนที่เราปล่อยขึ้นไปในชั้นบรรยกาศเบื้องบน มันไปทำปฏิกริยากับโอโซน แล้วก็ถูกแดดกระตุ้นให้แตกออกเป็นออกซีเจ่นสองตัวกับตัวมัน มันจึงหมุนวนทำลายโอโซนจนเกือบหมดโลก ถ้าเราไม่เอามันออกจากระบบ (แถมยังออกมาป่าวประกาศทุกวันว่าหุ้นยังมีแรงวิ่งขึ้น) มันคงจะดันดัชนีไปจนถึง 2000 ได้ แล้วเราก็จะได้เห็นฟองสะบู่แตกเป็นครั้งที่สอง

ครับ, หน้าที่ไม่รู้จักทำ ดีแต่ออกมาเชียร์หุ้น จะให้พูดกันดีๆ หรือจะให้เดินขบวนไปไล่ออก

....................

01 พย.46 .... ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับกองทุนดัชนี

ช่วงนี้มีคนพูดถึงกองทุนดัชนีกันมาก เช่น ดัชนีตอนนี้ขึ้นโดยตลอด ดังนั้นคนเล่นกองทุนดัชนีก็รวยกันทุกวัน เจ้าของกองทุนก็พยายามออกมาโฆษณาโดยบอกว่ากองทุนมีกำไรเท่านั้นเท่านี้ไปแล้ว นักลงทุนจึงควรเปลี่ยนมาเล่นผ่านกองทุน....ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมาก รวมทั้ง"ที่บ้าน"ของผมเอง ต่างโทรศัพท์คุยกันเป็นการใหญ่ ต่างกำลังจะขายหุ้นกู้และพันธบัตร์มาเล่นกองทุน

ครับ, ผมอยากจะให้พวกเราเข้าใจเสียให้ถ่องแท้แล้วจึงค่อยตัดสินใจ ความเข้าใจผิดต่างๆมีดังนี้

1. ไปเชื่อว่าเล่นกองทุนดัชนีเป็นการเอาเงินไปฝาก แล้วกองทุนจะให้ผลตอบแทนตามการขึ้นลงของดัชนี(พูดเหมือนกับเป็นการแทงหวยชนิดหนึ่ง) เรื่องนี้ไม่จริงนะครับ ทั้งนี้เพราะจริงๆแล้วกองทุนเอาเงินของท่านไปซื้อหุ้นเอาไว้จำนวนหนึ่ง อาจซื้อไว้ 50-60 ตัว และแต่ละตัวจะซื้อไว้ตามน้ำหนักที่โปรแกรมคำนวณให้ ค่าของหน่วยลงทุนจึงขึ้นลงตามราคาหุ้นและน้ำหนักที่มีอยู่ ไม่ใช่ขึ้นตามค่าดัชนี แต่เขาหวังว่าโปรแกรมจะสามารถจัดพอร์ตได้ดี จนราคาต่อหน่วยของเขาขึ้นลงใกล้เคียงกับดัชนี แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของกองทุนนั้นก็มีค่าใช้จ่าย และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้น ดังนั้นราคาต่อหน่วยของกองทุนจึงไม่มีทางที่จะเท่ากับดัชนี

2. ไปเชื่อว่าดัชนีขึ้นแล้วผู้ถือกองทุนจะมีกำไรตามไปด้วยทุกที เรื่องนี้ไม่จริงนะครับ ทั้งนี้เพราะกองทุนดัชนีนี้เขาซื้อหุ้นเพียง 50-60 ตัวเท่านั้น วันใหนที่ดัชนีขึ้นเพราะหุ้นตัวอื่น เช่นพวกรีแฮปโก้ หรือหุ้นตัวเล็กๆที่กองทุนไม่สนใจ เจ้าค่าต่อหน่วยการลงทุนอาจตกลงมาก็เป็นได้ โปรแกรมที่คอยจัดลำดับว่าควรจะซื้อหรือขายหุ้นตัวใหนนั้นมันไม่สามารถทำให้ค่าของกองทุนขึ้นลงตรงกับดัชนีได้ร้อยเปอร์เซนต์ มันทำได้แค่"ใกล้เคียงกัน"เท่านั้น

3. ไปเชื่อว่าคนเข้าไปซื้อหน่วยลงทุนในตอนนี้จะได้ประโยชน์จากกำไรที่สะสมมา เรื่องนี้ก็ไม่จริงอีก ทั้งนี้เพราะคนที่เข้าไปซื้อใหม่นั้นต้องซื้อในราคาตามที่เขาคำนวนออกมาได้ในวันนั้น ยกตัวอย่างเช่น นับจากวันแรกที่เปิดกองทุนมาเขาทำกำไรไว้ 100 เปอร์เซนต์ ค่าของหน่วยลงทุนจะกลายเป็นหน่วยละ 20 บาท(สมมุติว่าตอนเปิดนั้นมีราคาหน่วยละ 10 บาท) ดังนั้นท่านที่เข้ามาใหม่จะต้องซื้อในราคาหน่วยละ 20 บาท ถ้าอีกหนึ่งเดือนถัดมาดัชนีขึ้นไป 10 เปอร์เซนต์ เจ้าหุ้นที่มีอยู่ในมือทั้งหมดก็จะมีราคาเพิ่มประมาณ 10 เปอร์เซนต์เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ค่าต่อหน่วยการลงทุนจะเพิ่มเป็น 22 บาท เมื่อท่านจะขายออกไปท่านก็จะได้ราคาแค่ 22 บาท ซึ่งก็คือกำไรประมาณ 10 เปอร์เซนต์เช่นกัน(นี่ยังไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมในการขาย) คนที่จะได้ประโยชน์จากกำไรที่สะสมมาคือคนที่ซื้อมาก่อน และจะมีอัตรากำไรต่างๆกัน เช่นคนที่ซื้อเป็นคนแรกนั้นเขาซื้อในราคา 10 บาท ถ้าเขาขายในวันนี้เขาจะได้ราคา 22 บาท หรือคือกำไร 120 เปอร์เซนต์(ก่อนหักค่าธรรมเนียม)
ครับ, ในทางตรงกันข้าม ถ้าในหนึ่งเดือนดัชนีลดลง 10 เปอร์เซนต์ ค่าของหน่วยลงทุนก็จะเหลือประมาณ 18 บาท ท่านขายออกไปก็จะขาดทุน 10 เปอร์เซนต์ แต่คนที่ซื้อเป็นคนแรกนั้นจะยังมีกำไร เพราะทุนของเขามันแค่หน่วยละ 10 บาท

4. ไปเชื่อว่ากองทุนนี้จะยั่งยืนกว่ากองทุนชนิดอื่นเพราะมีกำไรสะสมไว้แยะแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่จริงอีก ผมจะขอสมมุติว่ามีผู้ถือหน่วยลงทุนแค่ 2 คน คือท่านกับผู้ลงทุนรายแรกที่เข้ามาซื้อไว้เมื่อ 18 เดือนก่อน หุ้นในพอร์ตของกองทุนในตอนแรกมีค่า 10 บาทตามราคาที่คนแรกซื้อกองทุน พอมาถึงวันที่ท่านเข้าไปซื้อ ราคาหุ้นในพอร์ตได้เพิ่มขึ้นเป็น 20 บาท ท่านจึงต้องซื้อในราคาหน่วยละ 20 บาท เงินของท่านจะถูกนำไปซื้อหุ้นเพิ่มเข้ามาในพอร์ต พอร์ตจึงมีหุ้นอยู่ 40 บาท ถ้าคนที่เข้ามาซื้อเป็นรายแรกนั้นเขาเกิดอยากจะถอนทุน ตัวกองทุนจะต้องขายหุ้นออกไป 20 บาทเพื่อเอาเงินมาจ่ายเขา ผลที่ตามมาคือ ท่านถือหน่วยลงทุนเพียงผู้เดียว แล้วก็เสี่ยงอยู่คนเดียว โดยความเสี่ยงอันนั้นมันก็เท่าๆกับที่ท่านจะซื้อหุ้นเองและดูแลพอร์ตเอง แล้วท่านจะยอมถือต่อไปอีกหรือ ที่ผมถามตรงนี้ก็เพราะเล่นเองไม่ต้องเสียค่าบริหาร แต่ถือกองทุนนั้นมีค่าบริหาร และการบริหารไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเลย ไม่สามารถบอกได้ว่าจะดีกว่าท่าน เขาทำแค่จัดพอร์ตตามค่าดัชนีเท่านั้น ถ้าท่านมีเงินแยะพอก็สามารถกระจายความเสี่ยงได้เหมือนๆกัน
ตรงนี้ท่านอาจถามว่า ทำไมคนเข้ามาในกองทุนตอนต้นๆจะถอนออกไป? คำตอบก็คือ เมื่อใหร่ที่ดัชนีเริ่มลดลง คนที่เข้ามาใหม่จะขาดทุน คนที่เข้ามาก่อนจะกำไรหด คนที่กำไรหดจะรีบขายเพื่อทำกำไร แล้วมันก็จะเหลือแต่คนขาดทุน แล้วทุกคนก็จะหนีเอาตัวรอด กองทุนจึงมีโอกาสถูกยุบในเวลาไม่กี่เดือน

5. ท่านรู้ใหมว่าเวลามีคนมาขายคืนหน่วยลงทุน กองทุนจะทำอย่างไร? กองทุนต้องขายหุ้นออกจากพอร์ต และขายโดยด่วน ดังนั้นเขาจึงต้องขายหุ้นตัวที่มีสภาพคล่องดีๆออกไป ดังนั้นคนที่ขายคืนหน่วยลงทุนเป็นคนหลังๆก็คงจะเหนื่อยหน่อย เพราะมันจะขายยาก เพื่อป้องกันปัญหานี้ กองทุนจะต้องกันเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ เงินพวกนี้จะมาจากปันผลและกำไรบางส่วน ซึ่งมันก็จะหมายความว่ากำไรจากกองทุนนั้นมันไม่ได้ตรงกับการเพิ่มขึ้นของดัชนี มันสู้การเล่นเองไม่ได้

ครับ, เมื่อเห็นความจริงเหล่านี้แล้วท่านยังคิดจะซื้อหน่วยลงทุนแบบนี้อีกหรือ?

ที่ผมเศร้าใจที่สุดคือ ผู้บริหารกองทุนออกมากล่าวอ้างว่ากำไรนั้นเกิดขึ้นจากความสามารถในการบริหาร ทั้งๆที่โปรแกรมที่ใช้นั้นไม่ได้มีความสามารถอันนี้เลย มันเป็นแค่ความฟลุ๊กที่มาเปิดกองทุนในช่วงที่หุ้นเป็นขาขึ้นเท่านั้น

...............

05 พย.46 ..... สงสารแมงเม่า

ผมทราบดีว่าเขียนบทความนี้ออกมาแล้วก็จะมีคนอีเมล์ไปด่าผมว่าตัวเขาไม่ใช่แมงเม่า ดังนั้นผมจึงขอบอกไว้ล่วงหน้าว่า ใครที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่แมงเม่าก็ไม่ต้องเดือดร้อนกับบทความนี้ เพราะผมต้องการแค่แชร์ความรู้กันในหมู่นักลงทุนที่ไม่ใช่แมงเม่า

โอเค, เรามาดูประเด็นกัน ประเด็นของวันนี้ก็คือ ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา เรามีนักลงทุนหน้าใหม่และหน้าเก่าที่เลิกไปเมื่อสามสี่ปีก่อนเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก ผมประมาณว่าเข้ามาถึง 300,000 คน พวกเขากำเงินเข้ามาโดยเฉลี่ยถึงคนละ 1,000,000 บาท หรือเป็นเงินถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งมีผลทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 60 เปอร์เซนต์ แล้วก็ยังมีแนวโน้มที่จะดันให้ขึ้นต่อไปได้อีกมาก แมงเม่าพวกนี้ในตอนนี้มีกำไรกันเกือบถ้วนหน้า แต่เขาหารู้ไม่ว่า คนที่มีกำไรอย่างแท้จริงไม่ใช่พวกเขา และเมื่อใหร่ที่แรงซื้อหดหายไปราคาหุ้นก็จะดิ่งลง แล้วไปอยู่ในจุดที่พวกเขาต้องขาดทุน ส่วนคนอื่นๆนั้นลอยตัวกันหมด

มันเป็นไปได้อย่างไร?

นั่นคือคำถามที่พวกเราหลายคนอาจไม่รู้ และเพื่อไม่ให้พวกเราตกไปเป็นแมงเม่าเสียเองก็ต้องมาทำความเข้าใจ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

1. ด้วยเงิน 300,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมเป็นเงินฝากอยู่ในธนาคารเกือบทั้งนั้น พวกเขาก็เอามาซื้อหุ้น พวกเขาทะยอยเข้ามา ราคาหุ้นก็ไต่ขึ้นไป หุ้นถูกเปลี่ยนจากมือของผู้ถือหุ้นเก่ามาอยู่ในมือแมงเม่า เงินถูกเปลี่ยนไปอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นเก่า แต่เงินนั้นก็ถูกนำไปฝากที่ธนาคารเช่นเดิม ผมจึงได้เขียนเป็นบทความไปแล้วว่า การกดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงเพื่อลดเงินที่ล้นแบงก์นั้นมันไม่ได้ผล

2. เงินทะยอยเข้ามา หุ้นถูกเปลี่ยนมือไปมา และเปลี่ยนมือเร็วมาก ทั้งนี้เพราะพวกเขาเล่นแบบระยะสั้นมาก พวกเขาถือไว้ไม่เกิน 7 วัน และกว่า 30 เปอร์เซนต์เล่นกันวันละ 3 รอบเลยทีเดียว ราคาก็เลยพุ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะเงินเข้ามาหมุนวนมากขึ้น ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ทุกคนมีกำไร กำไรจะเป็นดังนี้
2.1 แมงเม่านั้นจะกำไรประมาณ 5 ถึง 30 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้เพราะ ราคาหุ้นที่ไต่ขึ้นจาก 100 บาทมาเป็น 105, 110, 115, 120, 125, ...160 บาทนั้น พวกเขาซื้อแล้วถือไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ขายให้คนอื่นไป(เพื่อแชร์กันรวย) แล้วก็กลับเข้าไปซื้อมาถือใหม่ แล้วก็วนไปเรื่อยๆ กำไรจึงได้ไม่เต็ม 60 เปอร์เซนต์ คนที่เข้ามาแรกสุดจะได้แค่ครึ่งเดียว ส่วนคนที่มาหลังสุดได้กำไรแค่รอบแรก คือ 5 เปอร์เซนต์
2.2 แต่มาร์เก็ตแคปได้ไต่ขึ้นมาจาก 2.2 ล้านล้านบาท มาเป็น 3.5 ล้านล้านบาท(+60%) คนที่กำไรจริงๆคือคนที่ถือหุ้นส่วนใหญ่เอาไว้ พวกนี้จะได้แก่เจ้าของเดิม ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กับนักลงทุนระยะยาวที่มีทุนหนา คนพวกนี้มีรวมกันไม่ถึง 10,000 คน พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งอยู่เฉยๆราคาก็ขึ้นไปๆ และได้กำไรเต็มๆ
2.3 คนที่มีกำไรอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ กลต. และโบรกเกอร์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาวอลุ่มได้ขึ้นไปยืนเหนือ 20,000 ล้านบาทมาโดยตลอด ทุกวันจึงได้ค่าธรรมเนียม 20,000*0.005=100 ล้านบาท รวมเวลาประมาณ 20 วันต่อเดือน จึงกำไรไป 100*20*6=12,000 ล้านบาท

3. ทีนี้มาลองสมมติว่า ราคาหุ้นเกิดใหลลงมา ซึ่งปรกติจะลงมาเป็น 4 ลูกคลื่นเล็ก ในเวลาประมาณ 6 เดือน แต่เนื่องจากเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวมานิดหน่อย ราคาหุ้นโดยรวมอาจลดลงมาเหลือแค่ 110 บาท(จากเดิมที่ขึ้นจาก 100 ไปถึง 160) ผลที่จะมีต่อนักลงทุนจะเป็นดังนี้
3.1 แมงเม่าจะพบว่าหุ้นจะลงเป็นลูกคลื่นแบบขึ้น 10 บาท แต่ลง 25 บาท เป็นจำนวน 4 ครั้ง เวลาขึ้นเขาก็จะซื้อแล้วขายได้กำไร แล้วก็ซื้อใหม่ แต่พอมันลงมาเขาจะถือไว้เพราะคิดว่ามันจะกลับขึ้นมาใหม่ แต่รอแล้วรออีกมันก็ไม่ขึ้น ลงท้ายจะยอมขายขาดทุน ซึ่งจะขาดทุนทีละ 10-20 เปอร์เซนต์ แต่พอขายออกไปแล้วหุ้นก็จะกลับขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เขาเครียด จะซื้อทันทีก็ไม่กล้าซื้อ รอไปรอมาแล้วเข้าไปซื้อเอาตอนที่มันเกือบถึงจุดสูงสุดของคลื่น ซื้อแล้วยังไม่ทันขายก็ลงเสียแล้ว ลงท้ายเขาก็ขาดทุนอีก เขาจะขาดทุนประมาณลูกคลื่นละ 15-20 บาท รวมแล้วขาดทุนไปกว่า 60 บาท มันจึงกินทุนไปประมาณ 30 เปอร์เซนต์
3.2 มาร์เก็ตแคปจะลดจาก 3.5 ล้านล้านบาทลงมาเหลือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หดลงมาเหลือแค่ประมาณ 10 เปอร์เซนต์ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ใด้รู้สึกเสียใจ ทั้งนี้เพราะเขาเจอมามากแล้ว การเหลือกำไร 10 เปอร์เซนต์ในหนึ่งปีนั้นเขาพอใจแล้ว แล้วพวกเขายังได้เงินปันผลอีกด้วย
3.3 สำหรับ โบรกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต.นั้นก็ยังได้เงินเพิ่มไปอีก ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง โบรกเกอร์ ตลาด และ กลต.เก็บค่าธรรมเนียมโดยไม่ลดละ รวมๆแล้วในครั้งนี้พวกเขาจะได้เงินไปประมาณ 24,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของแมงเม่านั่นแหละ

ครับ, ผมจึงรู้สึกสงสารพวกแมงเม่าเหล่านี้

แต่ที่น่าสนใจกว่านี้ก็คือ โดยหลักของวิชาสถิติ เราจะพบว่า แมงเม่า 300,000 คนนี้ไม่ได้เล่นเสียโดยถ้วนหน้า มันจะมีอยู่ประมาณ 1 ใน 20 ที่ยังมีกำไรอยู่ มันกำไรด้วยความฟลุ๊ก แต่พวกนี้จะไม่รู้ตัวเลย เวลาเราเตือนอะไรไปเขาจะบอกว่าไม่จริง และหัวเราะเยาะเราเสมอๆ พวกนี้ต้องเล่นไปอีกสัก 3-5 ปี แล้วจึงจะพบว่าที่เคยกำไรมานั้นมันจะไปขาดทุนในปีหลังๆ เงินของแมงเม่าพวกนี้คือเงินที่ใช้ค้ำจุนตลาดนั่นเอง(เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่และนักลงทุนระยะยาวเขาซื้อขายน้อยครั้งมากๆ)

................

08 พย. 46 .... ถ้าแมงเม่าฉลาดขึ้นสักนิด

จากบทความของวันที่ 5 พย. 46 ผมบอกว่าแมงเม่า 300,000 คนนั้นในที่สุดจะขาดทุนคนละประมาณ 30 เปอร์เซนต์ และที่เห็นได้ชัดๆคือ เสียเงินให้แก่โบรกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต. ถึง 24,000 ล้านบาท เรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าแมงเม่าจะฉลาดขึ้นสักนิดหนึ่ง

ความผิดพลาดของแมงเม่านั้นมีสองเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้

1. แย่งกันซื้อ แย่งกันขาย

2. ลงทุนระยะสั้นเกินไป

ถ้าแมงเม่าเลิกพฤติกรรมสองอย่างนี้ได้ พวกเขากลับจะมีกำไร ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

ก. การแย่งกันซื้อนั้นทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรง ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นเก่าขายได้กำไร ถึงแม้ว่าราคาจะลดกลับมาอยู่ที่ 110 บาท พวกนี้ก็ยังได้กำไร แล้วยังทำให้แมงเม่าขาดทุนอย่างซ่อนเล้นอีกประมาณ 10 เปอร์เซนต์ กล่าวคือ หุ้นที่เขาถืออยู่ในมือในวันสุดท้ายนั้นจะมีราคา 0.70*300,000=210,000 ล้านบาทก็จริง แต่เป็นราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมอยู่ 10 เปอร์เซนต์ ถ้าแมงเม่าไม่แย่งกันซื้อ พวกเขาอาจซื้อได้ในราคาเดิม ซึ่งจะได้จำนวนหุ้นมากกว่านี้ เรื่องนี้เดี๋ยวผมจะคำนวณเป็นรายละเอียดให้ดู

ข. การแย่งกันขายนั้นจะทำให้ราคาหดเร็ว ทำให้ผู้ถือหุ้นเก่าสามารถเข้าเก็บหุ้นคืนในราคาถูก ดังนั้น ทุกๆรอบของการขึ้นลง (มีทั้งรอบเจ็ดวัน รอบรายวัน รอบเช้า รอบสาย รอบบ่าย รอบเย็น) ผู้ถือหุ้นเก่าสามารถทำกำไรได้ตลอด

ค. การลงทุนระยะสั้นนั้นทำให้ได้กำไรไม่เต็มที่ ถ้าคนแรกที่กำเงินเข้ามาซื้อนั้นไม่ยอมขายออกไปเลย เขาจะมีกำไร 10 เปอร์เซนต์ และถ้าไปขายตรงจุดสูงสุด ก็จะกำไรถึง 60 เปอร์เซนต์

ง. การลงทุนระยะสั้นนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมสูง เช่น ถ้าซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ เขาจะเสียค่าธรรมเนียม 0.5 เปอร์เซนต์ต่อสองวัน เล่นตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีก็จะเสียค่าธรรมเนียม 100 รอบ หรือคือเป็นเงินถึง 100*0.5=50 เปอร์เซนต์ ส่วนคนที่เล่นวันละสามรอบก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 200*3*0.5=300 เปอร์เซนต์

จ. สมมติว่า แมงเม่าไม่แย่งกันซื้อ ราคาหุ้นจะเพิ่มน้อยมาก ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมขายทำกำไรในระหว่างทางเลยแม้แต่ครั้งเดียว ราคาหุ้นน่าจะขึ้นไปที่ 110 เปอร์เซนต์เช่นกัน อย่างนี้พวกเขาจะเสียค่าธรรมเนียมแค่การซื้อครั้งเดียว จึงเป็นเงินแค่ 300,000*0.0025=750 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งประหยัดไปได้ถึง 24,000-750=23,250 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน จำนวนหุ้นที่พวกเขาจะได้รับนั้นจะมากขึ้นเป็น (300,000*0.9975/1.05)/(300,000*0.70/1.10)=285,000/190,909=1.4928 เท่า และที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนจะมีกำไร คือ ผู้ถือหุ้นเก่าจะมีกำไรประมาณ 10 เปอร์เซนต์เพราะราคาเพิ่มขึ้น โบรกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต. ได้เงิน 750 ล้านบาท และตัวแมงเม่าเองจะกำไรประมาณ 5 เปอร์เซนต์เพราะราคาหุ้นในมือที่ทยอยซื้อไว้นั้นมันมีราคาสูงขึ้น 10 เปอร์เซนต์

ครับ, การไม่แย่งกันซื้อ ไม่แย่งกันขาย ไม่รีบทำกำไรระยะสั้น และไม่รีบคัทลอส คือหัวใจของการเล่นหุ้น ทุกครั้งที่มีคนเอาเงินมาลงทุนในหุ้น เงินจะดันให้ราคาขึ้น และจะมีกำไรกันถ้วนหน้า นี่คือความจริงที่คนไม่ยอมเข้าใจ กลต. น่าจะศึกษาและเผยแพร่ให้คนไทยเข้าใจ

............

22 พย.46 .... ใครปั่นหุ้นกันแน่?

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากที่ท่านนายกเรียกไปพบ กลต.ก็ให้ข่าวว่า คนปั่นหุ้นคือเจ้าของกิจการกับโบรกเกอร์ โดยมีหุ้นที่นำมาปั่นอยู่ 5 ตัว และยังแสดงด้วยแผงภาพว่า เจ้าของกิจการปั่นโดยออกหุ้นแล้วแถมวอแร้นท์ แล้วไปให้โบรกเกอร์ช่วยประโคมข่าว เมื่อมีกำไรก็แบ่งปันให้แก่กันและกัน แล้วเจ้าของกิจการจะส่งวอลุ่มผ่านโบรกเกอร์เพื่อกระตุ้นตลาด แมงเม่าจะรุมกันซื้อ โบรกเกอร์จะได้ค่าคอมมิชชั่น เจ้าของได้ขายในราคาสูง.......ฯลฯ

ครับ, มาถึงตอนนี้ไม่มีเรื่องของการจับกุม แต่กลับเป็นเรื่องขัดแย้งกันระหว่าง กลต.กับตลาดหลักทรัพย์ และท่านนายกกำลังโกรธที่ กลต.ไปออกแนวทางแก้ใขโดยจะให้คนเล่นเซตเติลเมนท์วางเงินสดแบบครอบจักรวาล ทางตลาดหลักทรัพย์นั้นดีใจที่ท่านนายกมาถือหาง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อเสนอนั้นมาจากตลาดหลักทรัพย์เอง มันต่างกันที่เรื่องกำหนดเวลาที่จะบังคับใช้เท่านั้น

ครับ, ลงท้ายเราจะได้ตัวผู้ร้ายหรือเปล่าเนี่ยะ?

ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีทางได้ตัวผู้ร้าย เหตุผลของผมมีดังนี้
1. ตามแผนผังแสดงการกระทำผิดที่ กลต.ชี้แจงมา มันไม่มีหลักฐานที่จะชี้ว่าเจ้าของกิจการมาร่วมมือกับโบรกเกอร์ การออกหุ้นเพิ่มทุนแล้วแถมวอแร้นท์มันมีมานานแล้ว การได้วอแร้นท์ฟรีๆย่อมเป็นสิ่งจูงใจที่จะทำให้โบรกเกอร์แนะนำให้ลูกค้าซื้อหุ้นนั้น มันจึงเป็นเรื่องปรกติ 2. เมื่อแมงเม่าเข้ามาซื้อหุ้น ราคามันก็ต้องขึ้น เมื่อราคาขึ้น เจ้าของและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็ต้องขายเอากำไร แล้วก็ต้องรอที่จะซื้อกลับ(มันจึงจะได้กำไรจริง) แต่นี่หุ้นมันยังไม่ลง(ในตอนที่ไปชี้แจงท่านนายก) มันจึงบอกไม่ได้ว่าใครมีกำไร มันอาจกลายเป็นการขายหมูไปก็ได้
3. ผู้ขายหุ้นนั้นไม่ใช่แค่เจ้าของบริษัท มันมีนักลงทุนรายใหญ่อยู่ด้วย การสร้างวอลุ่มจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของที่ใหนจะกล้าทำวอลุ่มเพื่อให้นักลงทุนรายใหญ่มาร่วมกินโต๊ะโดยไม่ต้องจ่ายเงิน เผลอๆเจ้านักลงทุนรายใหญ่เทขายทำกำไรเสียตั้งแต่เริ่มทำวอลุ่ม มันก็จะกลายเป็นการซื้อหุ้นในราคาแพงแล้วราคาไม่ขึ้นเสียมากกว่า
4. การที่จะไปหาความร่วมมือจากนักลงทุนรายใหญ่นั้นมันเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เพราะนักลงทุนรายใหญ่นั้นมีมากมาย

ครับ, มันเป็นเรื่องยากที่จะไปหาหลักฐานมาผูกมัดเจ้าของกิจการกับโบรกเกอร์ แค่ชี้ว่าคนใดคนหนึ่งทำกำไรจากการปั่นครั้งนี้ก็หาไม่ได้แล้ว หุ้นมันขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันไม่มีจังหวะที่จะช้อนซื้อหุ้น จะกล่าวหาว่าช้อนซื้อมานานแล้วก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นยังไม่มีแมงเม่า

เมื่อแนวคิดของ กลต.มันใช้ไม่ได้ ผมก็อยากจะบอกว่าแนวคิดที่ถูกต้องมันเป็นอย่างไร

ครับ, การที่หุ้นมันขึ้นรุนแรงจากต้นปีนี้ก็เพราะ
1. ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ไปเปิดสัมนาตามที่ต่างๆทั่วประเทศ ตรงนี้ทำให้มีเด็กนิสิต นักศึกษา และบัณฑิตจบใหม่เข้ามาเปิดพอร์ตและเล่นหุ้นหลายแสนคน
2. นักลงทุนหน้าใหม่เหล่านี้เล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้น และไม่สนใจด้าน fundamental พวกเขาซื้อหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำ ราคาหุ้นจึงพุ่งขึ้นเร็ว
3. ผู้ถือหุ้นอยู่เก่าที่ขายออกไปนั้นนำเงินกลับเข้ามาซื้อใหม่อีก หุ้นจึงขึ้นต่อไม่หยุด ทั้งนี้เพราะ หุ้นในตลาดคือ supply เงินที่นักลงทุนหน้าใหม่นำเข้ามาคือ demand แต่ กลต.และตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้หาบริษัทเข้ามาเพิ่ม เงินที่ล้นอยู่จึงหมุนวนไปเรื่อยๆ ราคามันจึงขึ้นไปเรื่อยๆ
4. คนที่เห็นว่าหุ้นมันร้อนแรงเกินไปก็ออกมาปราม แต่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์และ กลต.กลับออกมาบอกว่า ค่าพีอีเรโชยังต่ำอยู่ ตลาดจะไปได้อีกมาก คนก็เลยซื้อกันมากขึ้น(ไม่น่าจะพูดแบบนี้เลย เพราะหุ้นที่ถูกปั่นนั้นส่วนใหญ่คำนวณหาพีอีเรโชไม่ได้ มันเป็นพวกที่ยังไม่มีกำไร)
5. นายกออกมาเตือน แต่ในขณะเดียวกันก็ไปให้ความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้นไปอีก เช่น GDP จะโต 8% และ 10% ในปี 2547 และ 2548 นักลงทุนก็เลยยิ่งฮึกเหิม

ครับ, จริงๆแล้วคนที่ปั่นหุ้นก็คือผู้บริหารของ ตลาดหลักทรัพย์ กลต. และท่านนายก ซึ่งเราไม่สามรถจะเอาผิดได้ ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้มีผลประโยชน์เข้ากระเป๋า ท่านทำเพราะอยากเห็นตลาดมันขยายตัว

มาถึงตอนนี้มาร์เก็ตแคปมันก็ขยับจาก 2.1 ล้านล้าน มาเป็น 3.5 ล้านล้านแล้ว มันสมใจท่านผู้บริหารแล้ว แล้วจะให้ไฟมันพุ่งต่อไป หรือจะทำยังไงกันแน่?

ถ้าท่านยังไม่ยอมดับไฟ ผมก็อาจต้องตั้งข้อสงสัยว่า ท่านมีผลประโยชน์ในการปั่นหุ้นในครั้งนี้ และน่าจะเป็นจำเลยในครั้งนี้

................

25 พย.46 ..... เมื่อกองทุนศอกกลับไส่หน้าตัวเอง

สัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดว่า ตลาดหุ้นปั่นป่วนเพราะมีกองทุนอันหนึ่งศอกกลับไส่หน้าตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ขยายความเอาไว้ ผมปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ท่านเอาไปคิดกันดูว่ามันหมายถึงอะไร วันนี้ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะอธิบายกัน

การศอกกลับไส่หน้าตัวเองนั้นมันดูจะเป็นไปไม่ได้ นั่นเป็นเพราะท่าน"คิดในกรอบ" คือไปตั้งสมมติฐานว่าจะต้องไม่ทำร้ายตนเอง ถ้าท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านนายกทักษิณ ท่านต้อง"คิดนอกกรอบ" แล้วมันจะทำได้ กล่าวคือ ท่านอาจต้องเอามีดมาฟันแขนข้างหนึ่งของท่านออกมา แล้วเอาแขนที่เหลือมาจับข้อศอกของแขนที่ขาดแล้วนั้นมาเคาะหน้าผากท่าน

ครับ, กองทุนดังกล่าวนี้ได้ทำในสิ่งที่คล้ายกัน คือโดยปรกติแล้วกองทุนจะเอาเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนซื้อตราสารหนี้ ตราสารหนี้นั้นมีความเสี่ยงมากกว่าเงินฝากและพันธบัตร แต่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เขาจะซื้อไว้ให้ได้ดอกผลเท่าๆกับที่กองทุนจะต้องจ่ายให้ลูกค้า ส่วนเงินที่เหลือก็สามรถเอาไปเสี่ยงในหุ้นได้

นั่นเป็นหลักการที่สำคัญ ทั้งนี้เพราะผู้ซื้อหน่วยลงทุนจะเป็นพวกคนแก่ที่มีเงิน แต่ไม่ต้องการเสี่ยง พวกนี้สามารถถือหน่วยลงทุนเป็นระยะยาว(ถือจนตาย แล้วเป็นมรดกแก่ลูกหลาน) และการถือยาวนี้คือหัวใจที่จะให้ดอกผลได้สูง เพราะกองทุนสามารถเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวได้ ตราสารหนี้ระยะยาวนี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น

ครับ, วันดีคืนดีผู้จัดการกองทุนเกิดเห็นว่าลงทุนในหุ้นนั้นมีกำไรสูงกว่า เขาก็ปรับพอร์ต และโฆษณาว่ากองทุนของเขากำไรถึง 60-70 เปอร์เซนต์ นี่แหละคือการตัดแขนตนเองขาดไปข้างหนึ่ง เจ้าโฆษณาอันนี้ทำให้กองทุนโตขึ้นอย่างทันตา แต่มันไปดึงเอา"นักเก็งกำไร"เข้ามา นักเก็งกำไรนั้นตาโตเสมอเมื่อเห็นอะไรที่ให้ผลตอบแทนเยอะๆ แต่ก็พร้อมเสมอที่จะขายคืน

แล้วในที่สุดเหตุการณ์แบบนั้นก็เกิดขึ้น สามสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นราคาตกต่ำลงมาอย่างรวดเร็ว นักเก็งกำไรก็ขายคืนหน่วยลงทุน ผู้จัดการกองทุนมีทางเลือกสองทาง คือขายตราสารหนี้ หรือขายหุ้นออกไป การขายหุ้นในช่วงที่หุ้นเป็นขาลงนั้นมันขายยาก มันต้องขายราคาต่ำกว่าราคาครั้งสุดท้าย(last) ถ้าต้องขายด่วนก็ต้องขายที่ราคาเสนอซื้อ(bid) และถ้าต้องขายเป็นจำนวนมากก็อาจต้องขายในราคาต่ำลงไปอีก การขายราคาต่ำอย่างนี้จะกระทบต่อค่าของทรัพย์สินที่ถืออยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่ขายหุ้น เขาไปเลือกการขายตราสารหนี้ แต่ตราสารหนี้นั้นมันขายได้ช้า เงินจึงมาไม่ทันใจผู้ขายคืนหน่วยลงทุน แล้วข่าวลือว่ากองทุนนี้เจ้งแล้วก็โพล่เข้ามา ซึ่งทำให้เกิดการวิ่งมาถอนเพิ่มขึ้น

ครับ, ผู้จัดการกองทุนจึงโดนศอกของตนเองจนเต็มหน้า กว่าจะหายงงงวยก็เกือบทำให้กองทุนนี้ล้มลง โชคดีที่มีคนเข้ามาช่วยพยุงไว้ แต่จะเป็นการเข้ามาทำบุญทำกุศล หรือเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ผมก็ไม่ทราบ

ครับ, นี่แหละคือการศอกกลับไส่หน้าตนเอง ความผิดในเรื่องนี้คือการปรับพอร์ต และการออกโฆษณาที่ผิดหลักการ การอวดเก่งแบบนี้มีให้เห็นอยู่เสมอ

แต่ก็น่าแปลกใจนะครับ เพราะผู้จัดการกองทุนนั้นก็ยังไม่ถูกไล่ออก

..............

07 ธค.46 .... จะป้องกันการปั่นหุ้นได้อย่างไร?

ครับ, ข่าวเรื่องการปั่นหุ้นในช่วง กค.-พย.2546 ได้ผ่านไปแล้ว และผมเชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.จะไม่สามารถเอาผิดกับใครได้เช่นเคย เรื่องนี้ในไม่ช้าก็จะเงียบหายไป แล้วปีต่อๆไปก็จะหวลกลับมาอีก คนที่เสียหายก็คือนักลงทุนรายย่อย ซึ่งไม่มีสิทธิ์มีเสียงพอที่จะโวยวาย

ท่านจะปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นหรือ?

ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น วันนี้ผมจึงอยากจะมาวิเคราะห์ให้ท่านดู

เหตุที่ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ไม่สามารถเอาผิดใครได้นั้นมีสองสาเหตุดังนี้
1. ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต. นั้นไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง ถึงแม้จะออกมาพูดว่าการปั่นหุ้นนั้นทำให้เสียภาพพจน์ แต่ก็ไม่มีใครจริงจัง ในทางตรงกันข้าม หากไปจับแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็อาจถูกฟ้องร้อง หรือถูกมือใหญ่ผู้ปั่นหุ้นทำร้ายเอาได้ หรือทำอย่างสุขุมก็อาจถูกอำนาจมืดกดดันจนต้องเด้งจากตำแหน่งได้ และแม้ว่าจะจับและเอาผิดได้ ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ มันไม่เหมือนกับการจับฝิ่นจับยาเสพติด ซึ่งมีผลตอบแทนถึง 25 เปอร์เซนต์ของสินค้าที่ยึดได้
2. ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และ กลต.นั้นไม่มีประสบการณ์ และไม่เคยคิดหาทางป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า การออกกฎระเบียบต่างๆนั้นทำตามหลังเหตุการณ์ทั้งนั้น เช่น ในตอนออกกฎหมายตอนแรกก็ไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดว่าการกระทำใดเข้าข่ายการปั่นหุ้นบ้าง กลต.ไปคิดเอาเองว่าการปั่นหุ้นนั้นต้องมีการซื้อหุ้นกักตุนเอาไว้ก่อน แล้วไปประโคมข่าว หรือไปหลอกลวงให้คนเชื่อว่าหุ้นตัวนั้นดี แล้วก็ขายไปในราคาที่แพงขึ้น แต่พอไปจับคนแล้วก็หาหลักฐานไม่ได้ว่ามีการออกข่าวเท็จเพื่อหลอกลวง ผู้ร้ายก็เลยรอดไป แต่การไล่จับกันในครั้งนั้นก็มาพบว่า เขาปั่นหุ้นกันได้โดยเปิดพอร์ตหลายแห่ง แล้วซื้อขายข้ามไปมาระหว่างพอร์ตที่มีอยู่ โดยตั้งราคาซื้อขายให้สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วรอให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาซื้อ เมื่อมีแรงซื้อแล้วจึงทะยอยขายทำกำไร ดังนั้นจึงกลับมาปรับแก้กฎหมายเพื่อป้องกันการปั่นหุ้นแบบโยนหุ้นไปมา ซึ่งเอามาใช้จับนักปั่นหุ้นในครั้งนี้ไม่ได้ การปั่นหุ้นในครั้งนี้ไม่มีการโยนหุ้นไปมา แต่อาศัยโบรกเกอร์เป็นตัวช่วยประโคมข่าว การกระทำจึงมาจากคนหลายกลุ่ม และเอาผิดกับโบรกเกอร์ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องปรกติที่โบรกเกอร์จะแนะนำให้ลูกค้าซื้อขายหุ้น

ครับ, จริงๆแล้วเราต้องตั้งคำจำกัดความที่แน่นอนเอาไว้ล่วงหน้า และมันต้องครอบคลุมไว้ให้หมด เราจะพูดแบบกว้างๆไม่ได้ ผมอยากจะลองสร้างให้ดู
1. เราต้องเริ่มด้วยการให้คำจำกัดความของ"หุ้นที่เข้าข่ายถูกปั่น"เสียก่อน เช่น หุ้นใดที่มีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกิน 5 เปอร์เซนต์ในวันเดียวโดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด ให้ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมายว่า "หุ้นที่อาจเข้าข่ายถูกปั่น"
2. โบรกเกอร์ใดจะแนะนำให้ลูกค้าซื้อหรือขายหุ้นที่ถูกขึ้นป้ายว่าหุ้นที่อาจเข้าข่ายถูกปั่นจะต้องมีเหตุผลชี้แจงลูกค้า และต้องมีการบันทึกคำสนทนาอันนั้นไว้ ใครละเลย เช่นไม่ชี้แจงด้วยเหตุผล หรือไม่ได้บันทึกการสนทนา หรือเหตุผลที่ชี้แจงไปนั้นตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต.เห็นว่าไม่ถูกต้อง ให้ถือว่ากระทำความผิดในมาตราที่เกี่ยวกับการปั่นหุ้น
3. ลูกค้าใดที่ให้ข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นที่ถูกแขวนป้ายว่าเป็นหุ้นที่อาจเข้าข่ายถูกปั่นแก่โบรกเกอร์จะต้องแสดงเหตุผลประกอบ ซึ่งถ้าตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ฟังแล้วเห็นว่าเหตุผลไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบ ให้ถือว่ากระทำความผิดในมาตราที่เกี่ยวกับการปั่นหุ้น
4. บุคคลใดที่ให้ข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นที่ถูกแขวนป้ายว่าเป็นหุ้นที่อาจเข้าข่ายถูกปั่นแก่บุคคลอื่นเกินกว่า 10 คน จะต้องแสดงเหตุผลประกอบ ซึ่งถ้าตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ฟังแล้วเห็นว่าเหตุผลไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบ ให้ถือว่ากระทำความผิดในมาตราที่เกี่ยวกับการปั่นหุ้น การชี้ความผิดในข้อนี้ต้องมีบุคคลที่ได้รับข่าวมาเป็นพยานอย่างน้อย 10 คน และหนึ่งในจำนวนนั้นจะต้องเป็นผู้กล่าวโทษ

ครับ, ผมนั้นไม่ใช่นักกฎหมาย ถ้อยคำต่างๆนั้นอาจผิดไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจได้ ผมเห็นว่าเราจะสยบการปั่นหุ้นได้ทันทีที่ขึ้นป้าย "หุ้นที่อาจเข้าข่ายถูกปั่น" และจะจับนักปั่นหุ้นได้ด้วยข้อ 4 คือมีการกล่าวโทษโดยผู้ที่เสียหายโดยตรง

อนึ่ง, การใช้เหตุผลว่า "ควรซื้อหุ้นตัวนี้เพราะมันกำลังขึ้น หรือควรขายหุ้นตัวนี้เพราะมันกำลังลง"นั้นให้ตราไว้เลยว่า"ไม่สมเหตุผล" ทั้งนี้เพื่อจะได้รู้กันไปเลยว่าคำพูดแบบนั้นใช้ไม่ได้

................

13 ธค. 46 .... การแปรมติ

ในกระบวนการทางรัฐสภานั้น เขามีขั้นตอนที่ดี คือต้องมีคนเสนอร่างกฎหมาย แล้วก็ลงมติว่าเห็นชอบในหลักการ แล้วจึงตั้งกรรมาธิการเพื่อ"แปรญัตติ" ซึ่งหมายถึงการไปเพิ่มเติมหัวข้อที่ได้อภิปรายกันไว้ หรือเกลาสำนวนเพื่อให้ได้กฎหมายที่ครบถ้วน แล้วจึงนำมาเข้าพิจารณาเป็นวาระที่สอง แล้วจึงนัดประชุมเพื่อลงมติเป็นครั้งสุดท้าย

แต่มีอยู่บ่อยครั้งที่การแปรญัตตินั้น คณะกรรมาธิการไปแก้ใขเปลี่ยนแปลงถ้อยคำจนออกมาเป็นคนละเรื่อง การนำมาดูรายละเอียดในวาระที่สองจึงเกิดการถกเถียงกันหนัก ถ้าสมาชิกไม่ดูให้ดีๆก็อาจผ่านออกไปจนเกิดความเสียหายได้ในภายหลัง เรื่องอย่างนี้เขาใช้คำว่า"หมกเม็ด" แต่ผมอยากจะให้เรียกว่า "การแปรมติ"เสียมากกว่า เพราะมันดูจะครอบคลุมดีกว่า(แปร ในที่นี้หมายถึงการ แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่ไม่ตรงกับที่ตกลงไว้)

ในหน่วยงานต่างๆก็เช่นเดียวกัน เรามีขั้นตอนในการออกระเบียบและกฎเกณท์ต่างๆ และเรามักจะพบอยู่เสมอๆว่า คนที่นำเอาไปแปรญัตตินั้นชอบไปเปลี่ยนเจตนารมณ์ของที่ประชุม เช่น เพื่อแก้ปัญหาการปั่นหุ้นในคราวนี้(กค.-พย.2546) ทุกคนเห็นชอบกับการบังคับให้คนเล่นหุ้นแบบซื้อวันนี้และขายหุ้นตัวเดียวกันในวันนี้โดยให้ชำระเงินแค่ส่วนต่าง(net settlement)นั้น ต้องวางเงินไว้ไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซนต์ของการซื้อขายนั้น และให้เรื่องนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม แต่ในที่สุดมันกลับกลายเป็นว่า ทุกคนจะต้องวางหลักทรัพย์ไว้ 10 เปอร์เซนต์ของวงเงินเล่นหุ้น และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนปีหน้า

ครับ, นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "การแปรมติ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ผมขอสาปแช่งให้คนที่ทำการแปรมตินี้จงฉิบหายทั้งตระกูล

ทำไมหรือครับ?

ก็เพราะพวกผมที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นต้องเดือดร้อนไปโดยถ้วนหน้า มันไปสร้างค่าใช้จ่ายอีกแยะ และจะนำมาซึ่งความเสียเปรียบต่อต่างชาติอีกหลายประการ แล้วมันยังจะทำให้การเปิดพอร์ตและปิดพอร์ตทำได้ยากอีกด้วย รายละเอียดเป็นดังนี้

1. ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ออกมาพูดว่า มาตรการนี้ไม่น่ากระทบต่อนักลงทุน เพราะทุกคนมีหุ้นอยู่ในมือพอที่จะเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันแล้ว ซึ่งเป็นคำพูดที่โง่เขลาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะมีพอร์ตอยู่กว่าครึ่งที่เขาขายจนหมดพอร์ตไปแล้ว และรอจะเข้าเล่นรอบใหม่

2. มาตรการนี้จะทำให้คนเปิดพอร์ตใหม่จะต้องใช้หลักทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่หุ้นมาค้ำประกัน เพราะเมื่อยังไม่มีหุ้นในพอร์ตก็จะสั่งซื้อหุ้นไม่ได้

3. มาตรการนี้จะทำให้คนที่ใช้หุ้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่สามารถขายหุ้นได้เกิน 90 เปอร์เซนต์ของหุ้นที่มีอยู่ เพราะถ้าขายเกินนั้นก็จะผิดระเบียบทันทีหลังจากหุ้นถูกโอนออกไป(โบรกเกอร์อาจช่วยได้ด้วยการหักเงินเก็บไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่มีใครที่จะยอมทิ้งเงินไว้อย่างนั้นเมื่อเขาจะเลิกลงทุนในหุ้น?)

4. กองทุนต่างชาตินั้นเขาลงทุนทั้งแบบระยะยาวและระยะสั้น เขาจึงมีหุ้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่คนไทยรายย่อยนั้นไม่สามารถกระจายการลงทุนแบบนั้นได้

5. คนไทยรายย่อยนั้น ถึงแม้จะมีบ้าน ที่ดิน ทรัพย์สินอื่นๆ แต่ก็มักจะผูกพันไปหมดแล้ว ลงท้ายก็ต้องเอาเงินสดมาวาง ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งด้านส่วนตัวและด้านประเทศชาติ

6. นึกถึงนักลงทุนรายย่อยกว่า 300,000 คนของไทย พวกเขาจะต้องไปทำสำเนาโฉนดที่ดินบ้าง ต้องไปถอนเงินบ้าง ต้องทำเรื่องราวขอเอกสารจากทางการ...แล้วก็ต้องเดินทางไปติดต่อโบรกเกอร์เพื่อปฎิบัติให้ถูกตามระเบียบนี้ ถ้าคิดค่าใช้จ่ายหัวละ 500 บาท มันก็ทำให้ประเทศเสียเงินไปไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท แล้วโบรกเกอร์ก็ต้องเสียเงินเพื่อตรวจสอบ แล้วตลาดก็ต้องติดตามดู...ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายพวกนี้ก็ต้องมาจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น หรือคือ จากนักลงทุนนั่นแหละ

ครับ, ผมบ่นได้อีกแยะ แต่ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะแม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีที่ถูกแปรมติก็ยังเฉย (มันดูเหมือนว่าความเห็นของท่านเป็นแค่ฝุ่นผงที่ไร้ความหมาย) ผมจึงขอแค่สาปแช่งไอ้คนที่มีความคิดสัปดน ไปแปรมติของที่ประชุมให้กลายเป็นปัญหาต่อพวกผม เท่านี้แหละ

.............

23 ธค.46 .... นี่ก็เป็นการแปรมติ

ผมอยากจะพูดถึงการกล่าวโทษคุณอรพินว่าเป็นคนปั่นหุ้นมาหลายวันแล้ว แต่เวลาไม่เคยมีพอ วันนี้ก็เลยขอพูดสักหน่อย

ด้านแรกก็คือ นี่เป็นตัวอย่างอีกอันหนึ่งของการแปรมติ มติของที่ประชุมบอกว่า หุ้นมันขึ้นแรงเกินกว่าเหตุ เราจึงควรจับพวกที่ปั่นให้ราคามันขึ้น เพราะมันจะทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยเสียหาย แต่ กลต.กลับไปกล่าวโทษคุณอรพินว่าไปกดราคาเอาไว้ให้คงที่ที่ 17 บาท และเหตุการณ์นั้นมันเกิดเมื่อสิบเดือนมาแล้ว มันเป็นคนละห้วงเวลา และเป็นคนละปัญหา

ด้านที่สองก็คือ ฟังดูแล้วมันเหมือนเป็นการจับแพะมาชนแกะ คือ กลต.นั้นมีปัญหากับคุณอรพินเรื่องการเพิ่มทุนของบริษัทพีทีไอโพลีนกันมานานแล้ว บริษัทเขาขอเพิ่มทุน แต่กลต.ไม่ยอมให้เพิ่ม แต่มีข้อต่อรองว่าให้คุณอรพินลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการเสียก่อน ซึ่งผมไม่รู้ว่ากฎหมายตลาดทุนนั้นมันเขียนไว้ตรงใหนว่าให้ใช้อำนาจแบบนั้นได้ แต่คุณอรพินก็ฉลาดพอที่จะลาออก แล้วก็เลยได้เพิ่มทุน แล้วก็คงจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มทุนครั้งนั้นไปด้วย

ครับ, จากสองด้านที่เห็น มันก็เลยทำให้เกิดความสงสัยในพฤติกรรมของ กลต.เป็นอย่างมาก และเมื่อผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ออกมาบอกว่า ไม่ได้ส่งข้อมูลของคุณอรพินมาให้ กลต. และ กลต.เองก็บอกว่ามีการติดตามข้อมูลของคุณอรพินเองมาเป็นเวลายาวนานแล้ว มันยิ่งเห็นชัดว่า กลต.เอาสองเรื่องมาปนกัน

ครับ, ทำไมคนเราจึงชอบเอาเรื่องหนึ่งมาปนกับอีกเรื่องหนึ่ง?

มันเป็นเพราะผู้บริหารของไทยเราไม่รักษาประเด็น เวลาเรามาประชุมกันเรามักจะพูดออกไปนอกประเด็น แล้วถ้าเรื่องนั้นมันเป็นที่สนใจของที่ประชุม มันก็จะเกิดการแปรมติ มันเกิดขึ้นได้ในทุกที่ประชุม ผมเคยไปประชุมที่กระทรวงไอซีที ประเด็นคือเราจะทำให้การพิจารณาคำขอโครงการทางคอมพิวเตอร์ให้เร็วขึ้นได้อย่างไร แต่ท่านรมต.ไอซีทีที่เป็นประธานเอาเรื่องการไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนแห่งหนึ่งมาพูด ท่านบอกว่าโรงเรียนเสียเงินเป็นล้านเพื่อทำห้องคอมพิวเตอร์ แต่กลับมาขอให้ท่านหาผู้บริจาคเครื่องพีซีให้ แล้วที่ประชุมก็พูดกันใหญ่ ดีที่ไม่สรุปว่า แก้ปัญหาการพิจารณาคำขอได้ด้วยการเดินทางไปบริจาคเครื่องพีซีที่โรงเรียนต่างๆ

แต่...การแปรมติเพราะมีเรื่องกันคุณอรพินมาก่อน กับการแปรมติจากการให้คนเล่นแบบเน็ตเซทเทิ่ลเมนท์ต้องวางเงินสด มาเป็นการให้ทุกคนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น ผมเห็นว่าเรื่องที่สองนี่เลวกว่าแยะเลย

เลวจริงๆ และขอสาปแช่งให้ฉิบหายทั้งตระกูล

................