เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2547

................

07 มค.47 .... สรุปผลปี 2546

ปี พศ.2546 นับเป็นปีทองของนักลงทุน ดัชนีขึ้นจาก 356.48 จุด มาจนถึง 772.15 จุด หรือคือ เพิ่มขึ้นประมาณ 116.60 เปอร์เซนต์ คนที่เล่นได้เก่งก็น่าจะกำไรเกินนี้ ส่วนคนที่เล่นไม่เก่งก็ยังมีโอกาสทำกำไรกันในระดับ 40-50 เปอร์เซนต์ได้โดยง่าย แต่อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของตลาดก็อาจทำให้คนบางคนขาดทุนได้ มันอยู่ที่การเลือกตัวหุ้นและการเลือกจังหวะการซื้อขาย

แล้วโปรแกรมของผมมันทำได้แค่ใหน?

โปรแกรมของผมทำได้ต่ำกว่าดัชนีครับ มันทำกำไรได้ดังนี้

SC68EX(โปรแกรมเล่นยาวตามลูกคลื่นรายปี)
กลุ่มแบงก์ได้กำไร =30.00 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์ได้กำไร =52.05 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงานได้กำไร =106.80 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสารได้กำไร =207.91 เปอร์เซนต์
เฉลี่ยแล้วได้กำไร =99.19 เปอร์เซนต์

SEAX(โปรแกรมเล่นสั้นตามลูกคลื่นรายเดือน)
กลุ่มแบงก์ได้กำไร =15.89 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์ได้กำไร =62.27 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงานได้กำไร =44.79 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสารได้กำไร =163.37 เปอร์เซนต์
เฉลี่ยแล้วได้กำไร =71.58 เปอร์เซนต์

จากตัวเลขเหล่านี้เราจะเห็นได้ว่า โปรแกรมของผมยังทำได้ต่ำกว่าดัชนี ที่มันทำได้ต่ำกว่าก็เพราะเหตุสองประการ คือ
1. ในหุ้น 40 ตัวที่ผมให้โปรแกรมมันเล่นอยู่นั้น มันมีหุ้นที่ไม่มีการซื้อขายอยู่ 3 ตัว คือ SCNB, COCO, UGP ซึ่งเป็นตัวถ่วง ทำให้เงินไปจมไว้โดยไม่มีโอกาสทำกำไร ถ้าผมดึงเอาหุ้นเหล่านี้ออกไปก็จะทำให้กำไรเฉลี่ยของโปรแกรม SC68EX เพิ่มขึ้นเป็น 107.06 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะใกล้เคียงกับการขึ้นของดัชนี(ดัชนีขึ้นได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่โปรแกรมของผมจะมีกำไรก็ต้องซื้อขาย ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม)
2. หุ้น 40 ตัวที่ผมให้โปรแกรมมันเล่นอยู่นั้นส่วนใหญ่ปั่นไม่ได้ แต่ดัชนีนั้นรวมพวกหุ้นปั่นอยู่ด้วย ดัชนีจึงขึ้นได้มากกว่า เรื่องนี้พอดีมีคนเขาสนใจให้ผมทดลองเอาโปรแกรม SEAX ไปใช้กับหุ้น 10 ตัวดังนี้ TPIPL, LOXLEY, BLAND, MK, NWR, ROJANA, SUPALI, MS, ITV, TWC ผมพบว่ามันทำกำไรได้เฉลี่ยถึง 172.83 เปอร์เซนต์ ซึ่งดีกว่าดัชนีเกือบ 50 เปอร์เซนต์

ครับ, ไม่ว่าตลาดจะถูกปั่นหรือไม่ปั่น เจ้าโปรแกรมของผมมันก็ยังทำกำไรได้ดี ผิดจากการเล่นหุ้นโดยไม่มีหลักการ

ไม่เชื่อก็ต้องดูกันต่อไป

(โปรแกรมทั้งสองขายแบบเหมาใช้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ในราคาชุดละ 60 ล้านบาท เหมาะแก่การใช้บริการลูกค้ากองทุนและโบรกเกอร์ สนใจโปรดติดต่อที่ 02-311-4767 ดร.ปัญญา เปรมปรีดิ์ มีชุดเดียวในโลกนี้ ค่าส่วนแบ่งการขาย 10.00 เปอร์เซนต์)

.......................

14 มค. 47 .... กองทุนขี้จุหรือเปล่า?

หลายคนถามผมว่าจะลงทุนในกองทุนดีใหม? และควรจะซื้อกองทุนชนิดใด? ซึ่งผมได้เขียนแนะนำมาว่าไม่ควรเล่น ผมให้เหตุผลไว้หลายอย่าง เช่น กองทุนหุ้นนั้นถูกกฎระเบียบของ กลต.กดเอาไว้หลายข้อ ทำให้ไม่สามรถเล่นหุ้นได้สะดวก เช่น ต้องมีหุ้นอยู่ในมือไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซนต์ของกองทุน ในยามที่หุ้นใหลลงทั้งกระดานก็ต้องถือไว้ ส่วนกองทุนตราสารหนี้ เช่นหุ้นกู้นั้น อัตราผลตอบแทนมันสูงกว่าธนาคารนิดเดียว แต่เราต้องเสียค่าบริการปีละ 0.75-1.50 เปอร์เซนต์ มันจึงให้ผลเท่าๆกัน แต่กองทุนมีความเสี่ยงมากกว่าการฝากเงิน สำหรับกองทุนดัชนีนั้นผมก็ไม่แนะนำ เพราะเราเล่นเองน่าจะดีกว่า เพราะเราน่าจะตั้งเป้าให้ได้กำไรสูงกว่าดัชนี

ครับ, ข้างบนนั้นเป็นการใช้แค่เหตุผล มาถึงวันนี้เราเริ่มเห็นผลงานของพวกกองทุนเหล่านี้กันแล้ว ผมจึงอยากให้ท่านดูตัวเลขจริงกันเสียที

ผลก็คือ
1. กองทุนที่เน้นตราสารหนี้นั้นเกือบพาเอาพวกเราฉิบหาย คือ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีคนไปขายคืนกันมาก กองทุนจึงต้องเอาหุ้นกู้ออกมาขาย ราคาตราสารก็เลยลดลงอย่างแรง ทำให้ราคาของหน่วยลงทุนต่ำกว่าราคาทุนไปหลายกองทุน และมีอยู่รายหนึ่งที่มีคนไปถอนกันมากจนเกือบล้มละลาย โชคดีที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นธนาคาร ผู้ถือหุ้นรายนั้นจึงรับซื้อตราสารหนี้ในราคาที่สูงหน่อย และประกาศพร้อมที่จะเข้าค้ำจุน แต่อย่างไรก็ตามผู้ซื้อกองทุนก็ขาดทุนกันไปคนละหลายเปอร์เซนต์ และเรียกร้องให้ผู้จัดการกองทุนลาออก(แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ลาออก แถมลอยหน้าบอกว่าจะออกก็เมื่อธนาคารผู้ถือหุ้นใหญ่จะให้ออก...เรื่องแบบนี้ธนาคารที่ใหนเขาจะให้ออก เพราะได้กำไรจากการรับซื้อตราสารในราคาต่ำไป)
2. กองทุนประเภทดัชนีนั้นก็ไม่สามารถทำกำไรได้ตามการขึ้นลงของดัชนี คือปี2546 นั้นดัชนีขึ้นไปถึง 116 เปอร์เซนต์ แต่กองทุนดัชนีมีค่า nav เพิ่มได้แค่ 30-40 เปอร์เซนต์(ตัวเลขอันนี้ได้มาจากข่าวทางทีวี ท่านผู้อ่านที่ลงทุนในกองทุนแบบนี้ช่วยกันเช็คให้หน่อย ผมไม่ได้ลงทุนในกองทุนแบบนี้เลย ผมจึงไม่มีรายงานจากกองทุน) และในความเป็นจริงก็คือ โปรแกรมที่เขาอวดอ้างว่าสามารถจะจัดพอร์ตให้มูลค่ารวมขึ้นลงตามดัชนีนั้นมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง กองทุนไปซื้อมาโดยไม่ทดสอบให้ดี แล้วซื้อมาในราคาแพงด้วย เมื่อเทียบกับโปรแกรมเล่นหุ้นของผมแล้ว มันให้ผลต่ำกว่าของผมหลายเท่า มันน่าเสียดายที่คนไทยเราเชื่อต่างชาติมากกว่าเชื่อคนไทยด้วยกัน

ครับ, ที่คุยกันนักหนาว่ากองทุนมีกำไรในปี 2545 เยอะแยะ(50-70เปอร์เซนต์) และจะทำกำไรได้อีกมากในอนาคตนั้น มันไม่จริงเลย มันขี้จุกันทั้งนั้น และที่บอกว่าจะทำให้ลดความเสี่ยงนั้นมันก็ไม่จริง เพราะเกือบพานักลงทุนไปสู่ความฉิบหาย

.............

22 มค.47 .... พีอีเรโชไม่ใช่ตัววัดที่ดี

เมื่อสองเดือนก่อน ผมได้พูดไปครั้งหนึ่งแล้วว่า พีอีเรโชของตลาดหุ้นไทยนั้นใช้เป็นเครื่องตัดสินใจในการลงทุนไม่ได้ แต่นักการเมืองและผู้บริหารก็ยังดันทุรังเอามาใช้เชียร์ให้คนเล่นหุ้น ทุกคนออกมาพูดว่าพีอีเรโชของตลาดไทยมีค่าต่ำมาก คนจึงควรลงทุนซื้อหุ้น

ครับ, มาตอนนี้มีคนพูดแบบเดียวกับผมหลายคน เช่น yoon@nationgroup.com ในคอลัมน์ "กาแฟดำ"ของกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มค. และ ดร.นิเวศน์ ในคอลัมน์ "โลกในมุมมองของvalue investor" ในฉบับเดียวกัน คุณหยุ่นบอกว่าเราเพิ่งจะมารู้ว่า พีอีเรโชของตลาดหลักทรัพย์ของไทยนั้นคำนวณจากหุ้นที่มีกำไรเท่านั้น มันเป็นการบอกความจริงเพียงครึ่งเดียว และจะทำให้บ้านเมืองหายนะได้ ส่วน ดร.นิเวศน์ นั้นบอกว่าเพิ่งมารู้เรื่องนี้ และวิเคราะห์ต่อออกไปว่า ถ้าเอามาร์เก็ตแคปทั้งหมดมาหารด้วยกำไรทั้งตลาดก็จะพบว่า พีอีตอนนี้มีค่าถึง 20.8 แล้ว และถ้าเอาวอแร้นท์เข้ามารวมด้วย(ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของมาร์เก็ตแคป)มันจะยิ่งสูงไปใหญ่ ท่านจึงบอกว่า การเอาค่าพีอีที่ไม่ถูกต้องมาชักชวนคนให้เล่นหุ้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ดี มันจะทำให้เกิดความเสียหายในภายหลัง

ครับ, วันนี้ผมอยากจะเติมความรู้เรื่องนี้เข้าไปอีกสักนิด คือ

1. พีอีเรโช=15 นั้นมันใช้ได้กับสภาวะที่บ้านเมืองเป็นปรกติเท่านั้น คือ ในยามปรกติ เงิน 100 บาทควรทำผลตอบแทนได้ประมาณ 7.5 บาทต่อปี อัตราส่วนระหว่างเงินทุนต่อผลตอบแทนจึงเท่ากับ 100 ต่อ 7.5 หรือคือ 15 ต่อ 1 และเมื่อเรานำมาใช้กับการลงทุนในหุ้น มันจึงเป็นอัตราส่วนระหว่าง price กับ earning หรือที่เราเรียกว่าพีอีเรโชนั่นเอง ดังนั้นในยามที่บ้านเมืองเป็นปรกติ ถ้าพีอีเรโชมีค่าต่ำกว่า 15 เราก็จะบอกว่าหุ้นมีราคาต่ำ คนน่าจะเอาเงินมาลงทุนในหุ้น แต่ถ้าพีอีเรโชมีค่าสูงกว่า 15 เราก็จะบอกว่า หุ้นในตลาดมีราคาสูงไป คนควรขาย แล้วเอาเงินไปลงทุนทางอื่น แต่.....ในขณะนี้สภาวะทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศมันไม่ปรกติ เราจึงเอาตัวเลข 15 มาใช้ตัดสินใจไม่ได้ สภาวะที่แท้จริงก็คือ เราเสียหายจากการปิดสถาบันการเงิน หนี้เน่ายังท่วมตลาด เงินเหลืออยู่ในตลาดจนดอกเบี้ยเหลือแค่ 1.5 เปอร์เซนต์ต่อปี เงินเหลือเพราะยังไม่มีคนลงทุนทำธุรกิจ... ในสายตาของผม พีอีเรโชเป็น 10 ก็ยังสูงเกินไปที่จะซื้อหุ้น

2. ตลาดหุ้นของไทยนั้นเพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่ปี เราเป็นตลาดที่มีทั้งหุ้นดีและหุ้นเลวรวมกัน มันไม่เหมือนกับตลาดนิวยอร์ค หรือลอนดอน หรือแฟรงเฟิร์ท หรือโตเกียว ตลาดพวกนั้นเขาไล่หุ้นเลวออกหมดแล้ว ดังนั้นพีอีเรโชของไทยนั้น ไม่ว่าจะคำนวณถูกวิธีหรือผิดวิธี ค่าของมันก็ไม่ช่วยในการตัดสินใจ อย่าเสียเวลาไปคิด

3. ยิ่งไปกว่านั้น พอนักการเมืองและผู้บริหารเอาเรื่องนี้มาเชียร์ให้คนเล่นหุ้น มันกลับทำให้ตลาดหุ้นไทยแปรปรวนหนักขึ้น คือไปดึงเอานักเก็งกำไรระยะสั้น(เล่นรายวัน)เข้ามา แล้วก็ไปเล่นหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน ไปเล่นตัวที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่นำมาคำนวณพีอีเรโช ตัวเลขบ่งชี้ต่างๆจึงยิ่งไม่มีความหมายยิ่งขึ้น แม้แต่ตัวดัชนีก็เลอะเทอะไปด้วย เช่น บางวันหุ้นส่วนใหญ่ราคาลดลง แต่ดัชนีกลับวิ่งขึ้น

4. มีข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 116 เปอร์เซนต์ ซึ่งน่าจะทำให้พีอีเรโชเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่มันกลับไม่เพิ่ม(เพราะตลาดหลักทรัพย์เลือกเอาแต่หุ้นที่มีกำไรมาใช้คำนวณค่าพีอีเรโช และไปดึงเอาคนมาเล่นแต่หุ้นที่ไม่มีกำไร) ผู้บริหารน่าจะรู้แล้วว่ามันมีความผิดปรกติ และไม่ควรเอาตัวเลขอันนี้มาพูดอีก แต่เขาก็ยังดันทุรังพูด อย่างนี้เราควรจะตีความว่าอย่างไร? ผู้บริหารนี้โง่งี่เง่า หรือ มีผลประโยชน์ในการออกมาพูดแบบนี้?

ครับ, ท่านนักลงทุนควรจะต้องคิดและระมัดระวังเงินของท่าน(หนึ่งปีที่ผ่านมา ท่านเสียค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว 30,000-40,000 ล้านบาท และเมื่อใหร่ราคาหุ้นตก ท่านจะเสียอีกเป็นแสนล้าน)นะครับ

...................

01 กพ.47.... ครม.กินไก่-การคิดนอกกรอบอีกรูปแบบหนึ่ง

เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือแก่รัฐบาล และเพื่อประโยชน์ของมวลชน ผมขอลบข้อความและข้อคิดทั้งหมดออกจากบทความนี้ และใคร่ขอให้ท่านที่เคยดาว์นโหลดไปดู ช่วยลบบทความนี้จากเครื่องของท่านด้วย
ขอบคุณ
..........

23 กพ.47 .... กำไรสักกี่เปอร์เซนต์ต่อปีจึงจะพอใจ?

ภรรยาผมได้ฟังคำพูดของท่านดอกเตอร์นิเวศน์(ในรายการมันนี่ทอร์ค)แล้วชอบใจ คือท่านบอกว่า"เล่นหุ้นให้มีกำไรปีละ 10 เปอร์เซนต์ก็พอใจแล้ว" แล้วเขาก็มาถามผมว่าทำไมคนที่โทรมาถามเรื่องหุ้นกับผมนั้นจึงไม่ทำอย่างนั้น?

ครับ, มันเป็นคำถามที่น่าสนใจ

คำตอบก็คือ 1. ดอกเตอร์นิเวศน์นั้นเป็นคนมีเงินมากกว่า 100 ล้านบาท ถ้าทำกำไรแค่ 10 เปอร์เซนต์ต่อปีท่านก็พอกินพอใช้แล้ว 2. ดอกเตอร์นิเวศน์ท่านรู้จักตลาดหุ้นเป็นอย่างดี ท่านรู้ว่าตั้งเป้าแค่ใหนจะทำได้โดยง่าย ตั้งเป้าแค่ใหนจะทำได้โดยยาก และตั้งเป้าแค่ใหนจะทำไม่ได้เลย ที่ท่านตั้งเป้าแค่ 10 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นเป็นเพราะมันทำได้โดยง่าย ท่านไม่ต้องการเสี่ยง ท่านไม่ต้องการเสียสุขภาพจิต 3. ส่วนคนอื่นๆนั้นอยู่ในสถานะที่ต่างกัน เช่นคนส่วนใหญ่มีเงินลงทุนแค่ระดับหมื่นระดับแสน และยังไม่รู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นเกิน 10 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นมันยาก พวกเขาพยายามจะทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พวกเขาพยายามด้วยตนเองแล้ว แล้วทำไม่ได้ พวกเขาจึงพยายามจะมองหาที่พึ่ง แล้วก็โทรมาถามแบบด่วนๆ

ครับ, มาถึงตรงนี้ก็เลยโดนภรรยาถามว่า"แล้วคุณช่วยพวกเขาได้หรือ? ถ้ารู้ว่าตั้งเป้าสูงๆนั้นทำไม่ได้ แล้วมานั่งเสียเวลารับโทรศัพท์อยู่ทำไม?"

ครับ, ตรงนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม

ผมเปิดเว็บไซท์มาเกือบสี่ปีแล้ว มีคนถามอยู่เสมอว่าผมทำไปทำไม และมันประสบผลสำเหร็จแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ผล แล้วจะดันทุรังทำอีกหรือ?

ครับ, ผมขอพูดอย่างเปิดอกว่า โอกาสที่ผมจะประสบผลสำเหร็จนั้นลดลงเรื่อยๆ และคงจะต้องถอดใจในเร็วๆนี้

เป้าหมายของการเปิดเว็บไซท์ของผมมี 3 ประการ คือ 1. ต้องการบอกนักลงทุนรายย่อยว่า การเล่นหุ้นให้มีกำไรประมาณ 20 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นมีอยู่ แต่ต้องเล่นแบบระยะยาวตามลูกคลื่นรายปีและลูกคลื่นราย 13 ปี และต้องดูรายงานจากโปรแกรมเล่นหุ้นของผมเป็นตัวประกอบ 2. ต้องการเก็บค่าเปิดดูรายงาน ทั้งนี้เพื่อให้มีรายได้พอที่จะมีคนมาดูแลเว็บไซท์และค้นคว้าวิจัยต่อ 3. ถ้าข้อสองนั้นทำไม่ได้ก็จะขายโปรแกรม แล้วเอาเงินมาจ้างคนทำวิจัยต่อ

ครับ, ความหวังของผมมันลดลงเรื่อยๆ เช่น 1. กลต.บอกว่า การเปิดเว็บไซท์แล้วเก็บเงินค่าดูนี้ผิดกฎหมาย ถ้าเปิดให้ดูฟรีก็ยังทำต่อไปได้ 2. ไม่มีใครสนใจที่จะช่วยผมขายโปรแกรม เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากให้ขาย อยากเก็บไว้ดูฟรี และบางคนคิดว่ามันขายไม่ได้อยู่แล้ว 3.ไม่มีใครสนใจที่จะเล่นหุ้นระยะยาวตามที่ผมแนะนำ 4. ในยามที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น หลายคนด่าผมว่าทำให้สูญโอกาสการทำกำไร 5. มาตอนนี้ตลาดเป็นขาลง มีแต่คำถามว่าติดหุ้นอยู่แยะจะแก้กันอย่างไร 6. ผมบอกให้ขายแล้วไปรอซื้อในเดือนเมษา หลายคนบอกว่าเขาทำไม่ได้ อีกหลายคนถามว่าจะเชื่อได้อย่างไรว่าทำตามแล้วจะมีกำไร.....ฯลฯ

ครับ, ปัญหาหลักในตอนนี้ก็คือ นักลงทุนรายย่อยยังไม่เข้าใจเรื่องการขึ้นลงของราคาหุ้น พวกเรามักจะไปดูการขึ้นลงเป็นรายวันและรายตัว ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ดัชนีขึ้นถึงวันละ 3-4 เปอร์เซนต์ ซึ่งทำให้หุ้นบางตัวขึ้นวันละ 10-30 เปอร์เซนต์ พวกเราก็เลยคิดกันว่า "ถ้าเก็งได้ถูกตัว และเข้าได้ถูกจังหวะก็จะมีกำไรครั้งละ 10-30 เปอร์เซนต์ และถ้าทำได้อย่างนี้สัก 50 ครั้งในหนึ่งปีก็จะเป็นเศรษฐีได้" การคิดแบบนั้นคือตัวที่ทำให้พวกเราหลายคนไม่ยอมรอ พวกเราเข้าไปซื้อ แล้วก็ติดหุ้นกัน ติดแล้วก็มาขอให้ผมแก้ใข ซึ่งผมก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ ผมทำได้แค่แนะนำตามที่ผมรู้ คือให้เล่นหุ้นระยะยาว

ครับ, ถ้าท่านเป็นผม ท่านจะรู้สึกอย่างไร?

ผมท้อแท้และหดหู่ใจ รายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือเว็บไซท์ก็หมดโอกาส แถมยังมีแต่คนที่จะบังคับให้ผมเป็นพระเจ้า แต่ไม่เคยพยายามทำตามคำแนะนำ มีแต่ความเชื่อว่าลงทุนหมื่นเดียวจะเป็นเศรษฐี 10 ล้านในปีเดียว...

เข้าใจเรื่องตลาดหุ้นเสียเถอะครับ การตั้งเป้าที่จะรวยเป็นมหาเศรษฐีในปีสองปีนั้นมันเป็นไปไม่ได้

....................

12 มีค.47 .... รมต.คลังจะพยุงราคาหุ้นได้จริงหรือ?

วานซืนนี้ท่านนายกปรับคณะรัฐมนตรี แล้วก็ส่ง ดร.สมคิด ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังคนใหม่ มาประชุมที่กลต. เป้าหมายหลักคือจะหาทางพยุงราคาหุ้น ซึ่งก็ดูจะได้ผลอย่างเห็นทันตา เช่นดัชนีเปลี่ยนจากลบหัาในตอนกลางวัน มาปิดตลาดเป็นบวกสองกว่าๆได้

แต่ผมไม่คิดว่าท่านจะทำอย่างนี้ได้ตลอดไป

หุ้นนั้นเมื่อถึงเวลาที่มันจะขึ้นมันก็ต้องขึ้น และเมื่อถึงเวลามันจะลงมันก็ต้องลง มันอาจคลาดเคลื่อนไปบ้างด้วยข้อมูลข่าวสารในช่วงเวลานั้น แรงผลักดันที่แท้จริงคือความรู้สึกนึกคิดของคนในตลาด ซึ่งแปรเปลี่ยนอย่างช้าๆ รอบของการขึ้นลงนั้นมีสามขนาด คือรอบยาวประมาณ 13 ปี รอบยาวประมาณ 12 เดือน และรอบยาวประมาณ 40.5 วัน การขึ้นลงสามประเภทนี้มันซ้อนกันอยู่ เราสามารถแยกมันออกจากกันได้ แต่ไม่สามารถจะทำได้ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซนต์

ครับ, ที่ผมบอกว่ารัฐมนตรีไม่สามารถพยุงราคาหุ้นได้ตลอดก็เพราะคนในตลาดหุ้นนั้นมีหลายแสนคน และข้อมูลข่าวสารที่รัฐมนตรีบอกออกไปนั้นต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างตีความ หลายๆคนอาจไม่ได้รับฟังข่าวสารจากรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป ผลกระทบจากการกระทำของรัฐมนตรีจึงมีจำกัด

ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังนั้นก็ต้องมีกรอบของกฎหมายบังคับอยู่ จะมาให้ผลประโยชน์แก่ผู้ซื้อหุ้นจนเกินกว่าเหตุไม่ได้

แต่ก็ยังมีพวกเราบางคนบอกว่า ในฐานะเป็นรัฐมนตรีคลัง ท่าน ดร.สมคิดอาจสั่งให้เอาเงินจากกองทุนต่างๆเข้ามาพยุงหุ้นก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ทราบว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวเท็จ แต่ก็สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

เมื่อประมาณกลางปีที่แล้วผมได้บอกว่า การที่หุ้นมันไต่ขึ้นก็เพราะมีคนเข้ามาเพิ่มในตลาดประมาณ 300,000 คน พร้อมกับเงินอีกประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้พวกเขาได้ซื้อหุ้นไว้จนเต็มพอร์ตแล้ว หุ้นพวกนี้มีราคาเพิ่มเป็นประมาณ 600,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่แล้วพวกเขายังมีกำไรอยู่ แต่มันเป็นการติดอยู่บนยอดดอย คนใหม่เหล่านี้ไม่มีประสบการณ์ พวกเขาจึงยังไม่ยอมขายออกไป ความหวังของพวกเขาก็คือ ขอให้ผู้บริหารประเทศเอาเงินกองทุนต่างๆเข้ามาซื้อหุ้น แล้วหุ้นจะได้มีราคาเพิ่มขึ้น

นอกจากหุ้นที่อยู่ในมือของนักลงทุนหน้าใหม่แล้ว เรายังมีหุ้นในมือนักลงทุนหน้าเก่าอีกเกือบ 200,000 คน และมีค่าเป็นเงินกว่า 2,000,000 ล้านบาท พวกนี้คอยจ้องที่จะขายอยู่แล้ว เพราะเขารู้แล้วว่าราคามันสูงเกินจริงไปแล้ว

ครับ, หุ้นที่มีค่าถึง 2,600,000 ล้านบาทนั้นมันมากมาย กองทุนต่างๆที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงคลังนั้นมีแค่ 200,000-300,000 ล้านบาท และได้ถือเป็นหุ้นเอาไว้แล้วเกือบครึ่งของเงินกองทุนนั้น ที่เหลือก็ถือพวกพันธบัตรและหุ้นกู้ การที่จะผันออกมาเป็นเงินสดนั้นทำได้ยาก เช่น ขายพันธบัตรออกมาก็หาคนซื้อไม่ได้ ขายหุ้นกู้ออกมาก็อาจทำให้กองทุนตราสารหนี้เจ้งได้ เงินที่จะเอามาใช้ได้ก็มีแค่เงินใหม่ที่เข้ามาเพิ่มในกองทุน ซึ่งผมประมาณว่าได้แค่เดือนละ 1-2 หมื่นล้านบาท เงินพวกนี้เข้าตลาดมาก็ถูกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายเอาไปก่อนทุกท

ครับ, โดยสรุปแล้วรัฐมนตรีนั้นไม่สามารถพยุงราคาหุ้นได้(ถ้าทำได้ก็คงจะทำจนคนไทยรวยไปหมดทุกคนแล้ว) เราอย่าหวังอะไรลมๆแล้งๆเลยครับ

..............

18 มีค.47 .... ผมไม่ได้เลือกให้ท่านเข้ามาเพื่อปั่นหุ้นนะครับ

เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีคลังได้ 3-4 วันท่านก็มาประชุมกับตลาดหลักทรัพย์และกลต.ถึงสองครั้ง แล้วก็ได้ยกเลิกมาตรการต่างๆไปจนเกือบหมดสิ้น แถมยังดึงเอากองทุนต่างๆเข้ามาพยุงราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว ท่านทำอย่างกับว่าได้รับบัญชาให้มาดันดัชนีหุ้นให้วิ่งขึ้น

ครับ, มันทำให้เกิดความสงสัยว่าหน้าที่ของท่านคือปั่นให้ราคาหุ้นมันขึ้นไปโดยเร็ว หรือยังไง? ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง

ผมมีเหตุผลดังนี้

1. ดัชนีที่ 700 จุดนี้มันอยู่ประมาณตรงกลางๆของค่าที่มันเคยเป็นมาในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา หรือจะพูดง่ายๆก็คือ มันไม่สูงไปและไม่ต่ำไป ท่านน่าจะพอใจกับระดับดัชนีอันนี้ และพยายามรักษามันไว้ หรือไม่ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ท่านน่าจะเข้ามาแซกแซงเมื่อมันสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป

2. ถ้าจับเอาหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการเป็นบวกมาหาค่าเฉลี่ย เราจะพบว่า พวกเขาทำกำไรได้ประมาณ 7-10 เปอร์เซนต์ และปันผลออกไปประมาณครึ่งหนึ่ง หรือคือปันผลประมาณ 4-5 เปอร์เซนต์ ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่เป็นปานกลาง และดูเหมาะสมแล้ว

3. หุ้นที่มีปันผลดังที่กล่าวมาในข้อข้างบนนั้น จะมีพีอีเรโชอยู่ที่ 10-40 ซึ่งก็น่าจะเรียกว่าอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

ครับ, ผมจึงไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะไปผลักดันให้ราคาหุ้นมันเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ผมเห็นว่าผิดปรกติอยู่นั้นเป็นเรื่องของความบิดเบือนในราคาของหุ้นบางตัวและบางกลุ่ม เช่น หุ้นกลุ่มรีแฮปโก้นั้นถูกดันขึ้นมาจนเกินพื้นฐานไป 5-10 เท่า ตรงนี้ต่างหากล่ะที่ท่านรัฐมนตรีจะต้องแก้ใข

นอกจากราคาของหุ้นบางตัวมันบิดเบือนแล้ว นักลงทุนแบบเก็งกำไรซื้อเช้าขายบ่ายก็มีมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา มันทำให้วอลุ่มสูงกว่าทีควร แล้วก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโบรกเกอร์

ครับ, มันมีเรื่องที่ควรแก้ใขอยู่หลายอย่าง แต่ท่านไม่ทำ ท่านดันมาทำหน้าที่ผลักดันราคาให้มันสูงเกินปรกติ ผมจึงอยากจะเตือนว่า ผมไม่ได้เลือกตั้งท่านเข้ามาเพื่อมาทำแบบนี้นะครับ ถ้ายังดันทุรังทำ เราคงไม่ลงคะแนนเสียงให้อีกต่อไป

..............

19 มีค.47 .... นอกจากจะเพิ่งลืมตาแล้ว ท่านยังสายตาสั้นเสียอีก

เมื่อเช้านี้(18มีค.)ผมเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าท่านรมต.คลังยอมรับว่าตอนนี้ต่างชาติขายหุ้นออกมา ท่านบอกว่าตั้งแต่ต้นปีนี้มาจนถึงวันนี้ต่างชาติขายไปแล้วสามหมื่นกว่าล้านบาท แล้วท่านก็ให้เหตุผลว่า ต่างชาติขายเพราะกลัวเรื่องมอบกฟผ.

ครับ, ฟังในตอนต้นก็รู้สึกดีใจ คือท่านเพิ่งจะลืมตาออกมาเห็นความจริง แต่พอท่านให้เหตุผลว่าต่างชาติขายเพราะกลัวมอบกฟผ. ผมก็ใจแป้ว เพราะท่านสายตาสั้นไปหน่อย ต่างชาติเขาขายมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วแล้ว แต่เรื่องของกฟผ.นั้นมันเพิ่งเกิดเมื่อเดือน กพ.ปีนี้มานี่เอง ผมไม่รู้ว่าท่านไปหาข้อมูลมาจากใหน ใครเป็นผู้รวบรวมให้ และที่น่าแปลกใจคือทำไมท่านไม่ย้อนถามคนที่มารายงานว่าก่อนนั้นภาพมันเป็นอย่างไรกันแน่

เรื่องของการถอยออกของทุนต่างชาตินี้ผมพูดมาตั้งนานแล้ว ผมจะขอพูดซ้ำอีกสักครั้งหนึ่ง

เมื่อต้นปี 46 นั้น ดัชนีอยู่ที่ 351.52, มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1.957 ล้านล้านบาท, ต่างชาติถืออยู่ประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่พอถึงต้นเดือน สค.46 ดัชนีไต่ขึ้นไปเป็น 494.84, มาร์เก็ตแคปขึ้นไปที่ 2.794 ล้านล้านบาท, ต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่ยังถือหุ้นเป็นจำนวนหุ้นเท่าเดิม ก็เลยมีมูลค่าหุ้นเพิ่มเป็นประมาณ (2.794/1.957)=1.427 เท่า หรือคือกำไรไปประมาณ 42.7 เปอร์เซนต์ นี่ยังไม่นับรวมกับการที่ต่างชาติมีกำไรจากการซื้อขายรายวันอีกส่วนหนึ่ง

จากการที่เขามีกำไรถึง 42.7 เปอร์เซนต์ ทำให้พวกเขาต้องปรับพอร์ต เขาบอกว่าเขาต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดไทย แต่ในความเป็นจริงก็คือ คำนวณจากสัดส่วนการลงทุนอันใหม่แล้วมันยังต่ำกว่าที่เขาถือหุ้นไทยเอาไว้ เขาจึงต้องทะยอยขายเพื่อเอากำไรไปลงทุนที่อื่น เขาขายตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และผมก็ขายหุ้นของผมออกไปในตอนนั้นเช่นกัน

แต่ผู้บริหารของไทยกลับออกมาช่วยกันเชียร์ให้คนซื้อหุ้น ผลจึงทำให้หุ้นไม่ตก มันกลับไต่ขึ้นมาจนถึง 800 จุดในตอนสิ้นปี 46

ทีนี้มันก็ยิ่งทำให้ต่างชาติมีกำไรเพิ่มขึ้น ขณะนี้ผมประมาณว่าหุ้นในมือของต่างชาตินั้นเพิ่มค่าขึ้นเป์นประมาณ 6-7 แสนล้านบาท และพวกเขาจะต้องถอนออกไปอีกไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

ด้วยอัตราการขายออกเดือนละ 20,000 ล้านบาท มันต้องใช้เวลาอีก 10 เดือน และผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะหาเงินมาดูดซับได้หมด

ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสซึมจนถึงปลายปีนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ต่างชาติก็ไม่อยากให้ราคาหุ้นลดลง เพราะจะขายทำกำไรได้น้อยลง และหุ้นที่เหลืออยู่จะมีราคาลดลงด้วย นอกจากนี้แล้วเขาก็รู้ว่าการขึ้นลงของราคาหุ้นนี้มันมีไซเกิล เมื่อถึงเวลา(ไม่ใช่ราคา)เขาก็ต้องกลับเข้ามาซื้อ

ดังนั้นปลายเดือนเมษานี้เขาก็ต้องหยุดขาย แล้วหุ้นมันก็จะพุ่งกระชูดอีกครั้งหนึ่ง

ครับ, ก่อนจะเข้ามาดูแลตลาดหุ้น ท่านควรไปเช็คสายตาเสียก่อน และบริหารให้ถูกวิธี จะมาพยุงราคาหุ้นเพื่อให้ต่างชาติขายเอากำไรมากๆอยู่อย่างนี้บ้านเมืองฉิบหายแน่

อนึ่งผมขอถามว่า เงินทุนที่เราได้มานั้นเราเอาไปทำกำไรได้มากแค่ใหน? ผมเชื่อว่าเราทำกำไรได้แค่ 10-20 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่เรากลับต้องจ่ายให้ต่างชาติในอัตราประมาณ 30 เปอร์เซนต์ต่อปีทุกๆปี ยิ่งในปีที่แล้ว ต่างชาติทำกำไรได้กว่า 110 เปอร์เซนต์ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่ากำไรจากการส่งออกของประเทศไทยถึง 3 เท่า คนไทยทำการค้าเท่าใหร่ๆก็ไม่พอกับการที่เขาดูดออกไปจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่รีบอุดรูรั่วอันนี้เสียที ให้คนไทยกู้ต่างประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์ซิครับ ดอกเบี้ยมันแค่ 8-12 เปอร์เซนต์ต่อปีเท่านั้น

.................

24 มีค.47 .... เริ่มรู้ปัญหา แต่แก้ไม่ถูกทาง

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ท่านรมต.คลังออกมาบอกว่า ปัญหาใหญ่อันหนึ่งของตลาดหุ้นไทยคือ โบรกเกอร์หลายรายไม่จ่ายเงินเดือนให้แก่มาร์เกตติ้ง เขาให้มาร์เกตติ้งกินค่าคอมมิชชั่นเป็นหลัก

ครับ, ผมฟังดูแล้วก็เตรียมจะเขียนชมท่าน

แต่พอมาประชุมกันในวันอาทิตย์ แล้วออกข่าวว่า ถกกันเรื่องนี้แล้วสรุปว่า ให้จัดอันดับของโบรกเกอร์ แล้วให้นักลงทุนเลือกกันเอาเองว่าจะเชื่อคำพูดของนักวิเคราะห์และมาร์เก็ตติ้งบริษัทใหน

ครับ, สรุปแล้วผมก็ต้องมาบ่นให้ฟังกันอีก

การไม่จ่ายเป็นเงินเดือนนั้นทำให้มาร์เก็ตติ้งพยายามจะชักจูงใจให้ลูกค้าซื้อขายบ่อยๆ ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงเร็ว และทำให้ลูกค้าเสียค่าคอมมิชชั่นบ่อยขึ้น ซึ่งจะทำให้กำไรหด หรือพาลขาดทุนไปเลย นี่คือข้อเสีย

แต่เรื่องนี้มันมีกฎระเบียบของกลต.ควบคุมอยู่แล้ว คือมาร์เก็ตติ้งที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นที่ปรึกษาทางการเงินนั้นห้ามทำการแนะนำลูกค้าให้ซื้อให้ขาย เขามีหน้าที่แค่รับคำสั่งซื้อคำสั่งขายและดำเนินการตามสั่งเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว การที่บริษัทจะให้ผลตอบแทนแก่มาร์เก็ตติ้งแบบใหนนั้นมันไม่มีข้อกำหนด และจะไปบังคับเขาก็ไม่ได้

ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงก็คือ ตลาดหลักทรัพย์และกลต.หละหลวม ไม่สามารถควบคุมดูแลการกระทำของมาร์เก็ตติ้งได้ มันต้องแก้ที่ตรงนี้มากกว่า

และถ้าจะมองให้ลึกลงไปอีกก็จะเห็นได้ว่า นโยบายของกลต.เองนั่นแหละที่มันผิดอยู่ คือ กลต.บอกว่า งานแนะนำการลงทุนนี้เป็นงานที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ท่านผลิตคนประเภทนี้ขึ้นมาได้แค่ประมาณ 200 คน แล้วนักลงทุนที่ใหนจะเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นได้? นักลงทุนมีหลายแสนคน ถ้าจะให้โทรไปปรึกษาพร้อมๆกันมันก็ต้องรอเป็นวันๆ กว่าจะได้คำปรึกษาตลาดก็ปิดไปแล้ว นักลงทุนก็เลยต้องโทรไปหามาร์เก็ตติ้ง แล้วก็ปรึกษามาร์เก็ตติ้ง

ครับ, มันต้องแก้ที่ตรงจุดเหล่านั้น การจัดอันดับโบรกเกอร์นั้นมันช่วยอะไรไม่ได้เลยนะครับ

.....................

01 เมษ.47 .... วายุภักษ์จะพยุงหุ้นใหวหรือ?

วานนี้(31 มีค.) ดัชนีหุ้นไทยถูกลากขึ้นจาก -11 จุด มาอยู่ที่ -1.91 จุดในช่วงนาทีสุดท้าย ซึ่งทำให้นักลงทุนเข้าใจว่าทางการได้เอาเงินของกองทุนวายุภักษ์เข้ามาพยุงหุ้นแล้ว แต่ความจริงก็คือ กองทุนอื่นๆได้เข้ามาเก็งกำไรกันเท่านั้น เรื่องนี้จะเป็นเพราะข่าวรั่วจากกระทรวงการคลัง หรือจะเป็นเพราะความสามารถของกองทุนเองก็ไม่รู้ แต่อย่างไรก็ตาม หลังปิดตลาดไปแล้วกระทรวงคลังก็ได้ออกมาแถลงว่า กองทุนวายุภักษ์ได้รับสัญญาณโอเคจาก กลต. แล้ว และจะเริ่มเข้าซื้อในสัปดาห์หน้า

ครับ, ในช่วงนาทีสุดท้ายของตลาดวานนี้ กองทุนต่างๆทุ่มเงินเข้ามาประมาณ 2000 ล้านบาท พวกเขาซื้อหุ้นตัวใหญ่ๆ เช่น PTT, PTTEP, BANPU ซึ่งมีผลทำให้ดัชนีของกลุ่มพลังงานเปลี่ยนจากแดงมาเป็นเขียวได้เลย หุ้นพวกนี้อยู่ในกลุ่มที่กองทุนวายุภักษ์สามารถลงทุนได้

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่เชื่อว่ากองทุนวายุภักษ์จะสามารถพยุงหุ้นได้

เหตุผลของผมมีดังนี้

1. กองทุนวายุภักษ์มีเงินแค่ 30,000 ล้านบาท แต่กองทุนต่างชาติเขาจะต้องถอนกำไรออกไปกว่า 300,000 ล้านบาท ในตอนนี้เขาคงถอนออกไปแล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท มันจึงเป็นการเอาน้ำแค่สามขันไปดับไฟที่ลุกท่วมบ้านอยู่ มันจึงไม่เกิดผลดี แถมจะเกิดผลร้ายตามมาเสียอีก เหตุการณ์จะเป็นดังนี้ คือ ด้วยเงิน 30,000 ล้านบาท กองทุนวายุภักษ์จะพยุงหุ้นได้แค่ 15 วันทำการ กองทุนต่างชาติสามารถเดาได้ว่ากองทุนวายุภักษ์จะเข้าซื้อหุ้นในตอนก่อนปิดตลาด และจะตั้งราคาซื้อให้สูงขึ้นมาเพื่อดึงดัชนี ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถนั่งรอได้ เมื่อถึงเวลาเขาก็เสนอขายได้ในราคาสูงๆ หลังจาก 15 วันทำการผ่านไป เงินของวายุภักษ์หมดแล้ว กองทุนต่างชาติก็สามารถทุ่มขายต่อ ถึงตอนนั้นราคาก็จะดิ่งเหว

ครับ, การเอาเงินเข้าไปพยุงหุ้นนี้เป็นการประกาศท้าชกกับกองทุนต่างชาติ โดยแบบเปิดหน้าให้เขาชก แถมขนาดและรูปร่างก็เล็กกว่าเขา มันจึงมีแต่ฉิบหายกับฉิบหาย

2. ในการเข้ามาพยุงหุ้นนี้ กองทุนวายุภักษ์จะต้องซื้อหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ ซึ่งมีอยู่ในมือไม่กี่ตัว นี่จะเป็นฝนที่ตกไม่ทั่วฟ้า หุ้นในมือของนักลงทุนอีกกว่า 99 เปอร์เซนต์จะยังคงตกต่ำลงไป นักลงทุนอาจดีใจเมื่อเห็นดัชนีหยุดใหลลง แต่ไม่นานก็พบว่าหุ้นในมือขาดทุนเพิ่มขึ้น ตรงนี้เขามีทางเลือกสองทาง คือยอมคัทลอสแล้วเก็บเงินไว้ หรือขายแล้วเปลี่ยนมาซื้อตัวที่กองทุนวายุภักษ์พยุงไว้ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเลือกหนทางที่สอง ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นตัวที่ถูกพยุงไว้วิ่งขึ้น แล้วกองทุนวายุภักษ์ก็จะทำงานได้ยาก เพราะจะทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นโด่งฟ้าไปเลย ในขณะเดียวกัน หุ้นตัวอื่นๆก็จะดิ่งเหวลงไป

3. อย่างไรก็ตาม มันก็มีโอกาสที่การพยุงหุ้นนี้จะประสบความสำเร็จเป็นการชั่วคราว มันสำเร็จได้เพราะข่าว คือเมื่อมีข่าวออกมา นักลงทุนก็อาจหันมามีกำลังใจสูงขึ้น แล้วก็ไปจำนองจำนำทรัพย์สินมาเล่นเพิ่ม แต่นั่นมันไม่จีรังยั่งยืนอะไร กองทุนต่างชาติจะขายได้กำไรมากขึ้น แล้วหุ้นก็จะซบเซาตามเดิม

4. ถ้าการพยุงหุ้นนี้เกิดประสบความสำเร็จอย่างยาวนาน มันก็จะเกิดแรงผลักดันให้ทางการออกมาพยุงหุ้นต่อไปอีก แล้วราคาก็จะขึ้นไปได้เรื่อยๆ ในไม่ช้าหุ้นที่เคยมีราคาแค่ 10 บาทก็จะขึ้นไปเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนบาทต่อหุ้น ถึงตอนนั้นผมก็จะถามว่า เงิน 100,000 บาทจะมีค่าเท่าใด? จะซื้อบุหรีฝรั่งสักมวนหนึ่งได้ใหม? นั่นหละ คือความพินาจฉิบหายที่จะตามมา

ครับ, หุ้นนั้นมันพยุงกันไม่ได้ ถ้าทำได้ก็จะพาเราไปสู่การเสื่อมค่าจนล่มจมทั้งประเทศ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเสียเถอะ

อนึ่ง, ทำกันแบบนี้เข้าข่ายการปั่นหุ้นนะครับ ท่านรมต.คลังเลี่ยงไปใช้คำว่า "เป็นการจัดพอร์ตของการลงทุนเพื่อทำกำไร" แต่ผมดูยังไงๆมันก็คือการปั่นหุ้น ซึ่งฝรั่งและต่างชาติเขาก็มองเห็น แล้วจะมีใครกล้ามาลงทุนในไทย?

................

11 เมษ.47 .... วายุภักษ์ล่มปากอ่าว

สัปดาห์ก่อนโน้น ท่านรมต.คลังออกมาบอกว่าจะเอากองทุนวายุภักษ์เข้าพยุงหุ้น ข่าวนี้ทำให้มีนักลงทุนเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรกันในวันพฤหัสและศุกร์ แต่ทางกองทุนวายุภักษ์เองนั้นบอกว่าจะเข้าซื้อในสัปดาห์ต่อมา ผลปรากฎว่าหุ้นขึ้นแรงในวันจันทร์อีกหนึ่งวัน หลังจากนั้นมันก็รูดลง ซึ่งทำให้คำทำนายของผมผิดไปหมด

ครับ, เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็เลยต้องมาวิเคราะห์กันดู

ประการแรกคือ มีคำถามว่า กองทุนวายุภักษ์เข้ามาพยุงหุ้นจริงหรือไม่?

เรื่องนี้ผมคิดว่ากองทุนวายุภักษ์ไม่ได้เข้ามาพยุงหุ้น ทั้งนี้เพราะไม่มีการกระชากหรือลากขึ้นในตอนก่อนปิดตลาด แต่อาจมีการเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรในระหว่างวันอยู่เล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของท่านรมต.คลัง

จากตรงนี้ก็เกิดเป็นคำถามที่สอง คือ ทำไมกองทุนวายุภักษ์จึงไม่กล้าเข้าพยุงหุ้น?

เหตุผลในเรื่องนี้คือ กองทุนวายุภักษ์นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อหมุนเอาหุ้นในมือกระทรวงการคลังมาเป็นเงินสดเพื่อใช้ในราชการ และมีเงื่อนใขว่ากระทรวงการคลังมีสิทธิ์ซื้อคืนเมื่อครบอายุของกองทุน หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันเป็นการกู้เงินจากประชาชนโดยมีหุ้นของกระทรวงการคลังเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อครบอายุ 10 ปีแล้วกระทรวงการคลังก็จะเอาเงินมาไถ่ถอนคืน

แต่กองทุนวายุภักษ์นั้นสัญญาว่าจะจ่ายเงินปันผลในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 3 ต่อปี และถ้ามีกำไร(เพราะราคาหุ้นมันขึ้น)จะปันผลเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่เป็นรูปกราฟโค้งๆ โดยมีปันผลสูงสุดประมาณร้อยละ 6.5 ต่อปี ดังนั้น ในห้วงเวลา 10 ปีนี้กองทุนวายุภักษ์จะต้องมีเงินสดเอาไว้เพื่อจ่ายปันผล นี่คือเจ้าเงิน 30,000 ล้านบาทที่เขาจะเอามาพยุงหุ้น

ครับ, ผู้บริหารกองทุนวายุภักษ์คงจะกลับไปทบทานแล้วเห็นว่า เขาไม่สามารถเอาเงิน 30,000 ล้านบาทที่เตรียมไว้จ่ายปันผลไปลงทุนเป็นหุ้นได้หมด เขาก็ต้องลดขนาดลง และไม่กล้าเข้ามาทุ่มซื้อในตอนก่อนปิดตลาด เพราะจะต้องซื้อแพงกว่าที่ควรไปหลายเปอร์เซนต์

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีคำถามที่สาม คือ แล้วการพยุงหุ้นจะได้ผลหรือ?

ก็เห็นกันอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ผล นักลงทุนเขาจ้องมองการลากขึ้นในตอนก่อนปิดตลาด แต่เมื่อไม่เห็นภาพดังกล่าว เขาก็เทขายต่อ

ครับ, โดยสรุปก็คือ กองทุนวายุภักษ์ไม่สามารถพยุงหุ้นได้

และผมอยากจะชี้ให้เห็นปัญหาในอนาคตให้ท่านฟังอีกสักหน่อย ปัญหาก็คือ กระทรวงการคลังนั้นมองการตั้งกองทุนนี้ว่าเป็นการกู้เงินจากประชาชนโดยมีหุ้นโอนมาให้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ประชาชนนั้นอาจคิดว่าเป็นกองทุนธรรมดาๆ ซึ่งมีปันผลขั้นต่ำ 3 เปอร์เซนต์ มีรัฐบาลประกันเงินต้น แล้วยังจะมีส่วนได้จากกำไรของหุ้นในมือของกองทุนด้วย ปัญหาจะเกิดขึ้นในวันครบกำหนดอายุของกองทุนดังนี้

1. ถ้าหุ้นในมือมันมีราคาต่ำกว่าวันที่ได้รับโอนมา หรือคือ กองทุนขาดทุนในหุ้น กระทรวงการคลังจะรับซื้อคืนในราคาสูงขึ้นเพื่อชดเชยให้แก่ผู้ลงทุนหรือไม่? เรื่องนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะคนในกระทรวงการคลังคนใหนจะกล้าเสนอ ถึงตอนนั้นท่านดร.สมคิดก็อาจไม่อยู่ในครม.แล้ว ถ้าเขาซื้อในราคาตลาด ท่านนักลงทุนก็จะขาดทุน

2. ถ้าหุ้นในมือมันมีราคาสูงกว่าวันที่ได้รับโอนมา หรือคือ กองทุนมีกำไรในหุ้น กระทรวงการคลังจะรับซื้อคืนในราคาปัจจุบัน เพื่อให้เอาส่วนเกินมาแบ่งปันกันในหมู่ผู้ลงทุนหรือ? เรื่องนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะคนในกระทรวงการคลังคนใหนจะกล้าเสนออย่างนั้น มันเท่ากับเอาผลประโยชน์ของรัฐมายื่นให้คนอื่น ในสายตาของรัฐ การจ่ายปันผลทุกปี แล้วจ่ายคืนเงินต้นเต็มร้อยเปอร์เซนต์มันก็เพียงพอแล้ว เขาจะบังคับซื้อในราคาทุน แล้วเอาผลประโยชน์เข้ารัฐ ท่านนักลงทุนก็จะแห้วไป

ครับ, ท่านผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนวายุภักษ์ควรไปสอบถามหารายละเอียดกันให้ดีๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเอาไปพยุงหุ้นแล้วขาดทุนย่อยยับ จะทำอย่างไร แล้วก็จงทำใจได้เลย เพราะกองทุนนี้เป็นกองทุนปิด

................

28 เมษ.47 .... เมื่อใหร่จะถึงวันซื้อของปี 47 เสียที?

หลายคนมีอาการหงุดหงิด คือผมบอกว่าหุ้นจะลงต่ำสุดประมาณปลายเดือนเมษ. แต่นี่เป็นวันที่ 28 เมษ.แล้วผมก็ยังไม่บอกให้ซื้อสักที บางคนถึงกับไปดูข้อความที่ผมบอกว่า "ใครที่บอกว่าหุ้นจะไม่มีวันลงมาถึง 500 อีกแล้วนั้น ให้จำเอาไว้ให้ดี..." แล้วก็ไปตีความเอาเองว่าปลายเดือนเมษ.นี้มันยังไม่ใช่จุดต่ำสุด เพราะมันยังลงไม่ถึง 500 จุด

ครับ, เพื่อความเข้าใจอันถูกต้อง ผมขออธิบายเสียหน่อย

1. จุดต่ำสุดของดัชนีนั้นไม่ใช่วันซื้อหุ้น ดัชนีเป็นแค่ค่าเฉลี่ยของหุ้นทั้งตลาด จุดต่ำสุดของมันจึงไม่ไช่จุดต่ำสุดของหุ้นแต่ละตัว มันบอกได้แค่ว่า "ในบริเวณนี้หุ้นหลายๆตัวจะมาต่ำสุด" บริเวณดังกล่าวนี้จะกว้างประมาณ 20 วัน หรือคือ จะมีหุ้นจำนวนหนึ่งเริ่มถึงจุดต่ำสุดก่อนวันที่ดัชนีต่ำสุดได้ถึง 10 วัน และจะมีหุ้นอีกจำนวนหนึ่งมาถึงจุดต่ำสุดหลังจากดัชนีลงมาต่ำสุดได้ถึง 10 วัน มันจะทยอยกันมา และจะมีมากที่สุดในวันที่ดัชนีมีค่าต่ำสุด

2. จุดซื้อของหุ้นแต่ละตัวนั้นต้องดูจากกราฟของหุ้นแต่ละตัว เราดูได้ด้วยการหาว่ามันกำลังยืนอยู่ตรงใหนของคลื่นเล็กลูกปัจจุบันของตัวมัน มันจะต้องผ่านจุดยอดของคลื่นมาแล้ว แล้วอยู่บนขาหลังของลูกคลื่น และเมื่อขาหลังมันยาวประมาณ 24 วันแล้ว นั่นหละคือจุดซื้อของหุ้นตัวนั้น

3. สำหรับปี 47 นี้ ดัชนีได้ไต่ขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 46 มันผ่านลูกคลื่นเล็กประเภทขาขึ้นมา 8 ลูก(จริงๆแล้วมันเป็นคลื่นเล็กขาขึ้น 7 ลูก กับคลื่นเล็กที่เป็น top ของปี 1 ลูก) แล้วมันก็เปลี่ยนเป็นคลื่นเล็กขาลง ตอนนี้มันเป็นคลื่นเล็กขาลงลูกที่ 3 และผมคาดว่ามันน่าจะเป็นขาลงลูกสุดท้ายแล้ว และจุดต่ำสุดมันจะเป็นประมาณปลายเดือนนี้ นั่นก็หมายความว่า หุ้นบางตัวได้ถึงจุดต่ำสุดของมันไปแล้ว แต่อีกหลายๆตัวจะทยอยมาต่ำสุดในสัปดาห์นี้และต้นเดือนหน้า หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ "มันถึงเวลาซื้อหุ้นแล้ว แต่ท่านต้องไปดูกราฟรายตัวเพื่อหาจุดซื้อที่แท้จริงอีกที"

4. การที่ผมคาดว่าคลื่นเล็กขาลงลูกที่ 3 นี้เป็นลูกสุดท้ายก็เพราะ เมื่อดูจากสถิติย้อนหลังผมพบว่ารอบปีใหนที่มีลูกคลื่นเล็กขาขึ้นมากกว่า 4 ลูก มันก็มักจะมีลูกคลื่นเล็กขาลงน้อยกว่า 4 ลูก ปีที่เป็นปรกตินั้นจะมีลูกคลื่นเล็ก 9 ลูก มันจะเป็นคลื่นเล็กขาขึ้น 4 ลูก คลื่นบน top 1 ลูก และคลื่นเล็กขาลง 4 ลูก

5. แต่อย่างไรก็ตาม รอบนี้โอกาสที่จะลงต่อเป็นคลื่นเล็กขาลงที่4 ก็ยังมีอยู่ ดังนั้นในปีนี้เราควรปรับกลยุทธ์เสียหน่อย คือซื้อในตอนนี้(28 เมษ.-7 พค.)ประมาณ 50%ของพอร์ต แล้วไปลงทุนซื้ออีกทีในช่วง 40.5 วันข้างหน้า(ซึ่งจะไปตรงกับจุดต่ำสุดถัดไป) ข้อดีของกลยุทธ์อันนี้ก็คือ
5.1 ถ้าคลื่นเล็กลูกถัดไปเป็นคลื่นเล็กขาขึ้นที่1 เงินลงทุนในช่วงนี้จะมีกำไรสูง(30-50%) ส่วนเงินลงทุนใน 40.5 วันข้างหน้าจะกำไรแน่นอน แต่ต่ำลง 4-5เปอร์เซนต์(คงจะได้สัก 25-45%)
5.2 ถ้าคลื่นเล็กลูกถัดไปเป็นคลื่นเล็กขาลงลูกที่4 เงินลงทุนในช่วงนี้จะกำไรหดไป 4-5 เปอร์เซนต์(คงจะได้สัก 25-45%) แต่เงินลงทุนใน 40.5 วันข้างหน้าจะมีกำไรสูง(30-50%) ซึ่งดูแล้วจะได้ผลเท่ากัน ไม่ว่าคลื่นเล็กลูกถัดไปจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง

6. อย่างไรก็ตาม ขออย่าลืมว่า เราต้องเลือกเล่นหุ้นที่มีน้ำหนักมากๆ มันจะต้องไม่แกว่งไปตามแรงปั่นของตลาด มันต้องเป็นธุรกิจที่ดีและมั่นคง ตัวอย่างที่ผมมีให้เลือกได้แก่ BBL, KBANK, SCB, AST, KK, NFS, SICCO, ZMICO, ADVANC, SHIN, UCOM ส่วนตัวที่ไม่ควรเล่นได้แก่ TPI, TPIPL, ITD, STACON, NWR, CPF, TMB, AOT, PTT, JAS ทั้งนี้เพราะพวกนี้ถูกปั่นขึ้นไปสูงมากแล้ว

7. อีกประการหนึ่งก็คือ อย่าลืมว่าท่านจะเล่นหุ้นระยะยาว กำไรเล็กกำไรน้อยอย่าเอา และถึงหุ้นจะตกก็ไม่ควรขาย ต้องรอไปอย่างน้อย 5 เดือน

ครับ, อีก 5-6 เดือนค่อยมาดูวันขายกัน และไปพิสูจน์กันว่าจะมีกำไรจริงหรือไม่

.............

21 พค.47 .... รมต.คลังตกเลขคณิต

วานนี้ท่านรัฐมนตรีคลังได้ขึ้นมาตอบกระทู้เรื่องการแปรรูปบริษัทปตท. ท่านว่าท่านได้ทำประโยชน์ให้แก่กระทรวงคลังถึง 70,000 ล้านบาท ทั้งนี้โดยบอกว่า หุ้นที่กระทรวงคลังถือไว้อยู่ประมาณ 70 เปอร์เซนต์นั้นได้มีราคาเพิ่มขึ้นจาก 43 บาทต่อหุ้น ไปเป็น 145 บาทต่อหุ้น เรื่องนี้ผมฟังแล้วแทบล้มทั้งยืน ทั้งนี้เพราะมันแสดงว่าท่าน รมต.คลังคิดเลขไม่เป็น และถ้ายังจะให้ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปบ้านเมืองต้องฉิบหายแน่ เหตุผลของผมมีดังนี้

1. ถ้าท่านคิดว่าผลต่างของราคานี้ทำให้กระทรวงคลังมีกำไร ผมก็จะมีคำถามว่า ทำไมตอนเอาหุ้นเข้าตลาดนั้นไม่ตั้งราคาไว้ที่ 23 บาท? เพราะถ้าตั้งราคาไว้ที่ 23 บาทท่านก็จะทำให้กระทรวงคลังมีกำไรเพิ่มอีกหุ้นละ 20 บาท ดังนั้นการเอาหุ้นเข้าตลาดในราคาหุ้นละ 43 บาทจึงเป็นการตัดสินใจผิดใช่ใหม? อย่างนี้ท่านต้องลาออก จริงใหม? และถ้าจะคิดต่อในแนวของท่าน จุดที่ดีที่สุด หรือจุดที่จะทำให้กระทรวงคลังกำไรสูงสุดก็คือ ท่านต้องเอาเข้าตลาดที่ราคาหุ้นละ 0 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเท่ากับเอากิจการในมือของตนเองไปแจกจ่ายฟรีๆ นี่แสดงว่าตรรกะแบบนั้นมันไม่ถูกต้อง

2. จริงๆแล้ว การเอากิจการของตนไปเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นไม่มีกำไรหรือขาดทุนเลยถ้า กระทรวงคลังยังถือหุ้นทั้งหมดเอาไว้(อาจทำได้โดยขายหุ้นให้พนักงานของตน 250 คน คนละ 1 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท แล้วมีสัญญาห้ามขายหรือโอน และกระทรวงมีสิทธิ์ขอซื้อกลับในราคาเดิมเมื่อใดก็ได้ แล้วกระทรวงถือหุ้นส่วนใหญ่เอาไว้ ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพื่อให้ถูกฎเกณท์ของ กลต.) ที่มันไม่มีกำไรหรือขาดทุนก็เพราะกระทรวงสามารถซื้อหุ้นกลับคืนมาให้หมด แล้วถอนตัวจากตลาดเมื่อใดก็ได้ แล้วก็จะได้กิจการนั้นกลับมาเหมือนเดิม

3. ในข้อ 2 นั้นเราจะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นนั้นจะขึ้นหรือลงก็ไม่เกิดกำไรหรือขาดทุน ที่มันไม่กระทบก็เพราะเรายังเป็นเจ้าของกิจการนั้นอยู่เต็มร้อยเปอร์เซนต์ เราแค่เปลี่ยนจากเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยตรงมาเป็นเจ้าของหุ้นเท่านั้น นี่คือเลขคณิตแบบแท้จริง และเข้าใจได้ง่ายๆ

4. ทีนี้มาดูผลของการกระทำของ รมต.คนนี้กันบ้าง ในตอนที่เอากิจการ ปตท.เข้าตลาดนั้น ท่านไปเพิ่มทุนเข้าไปด้วย ท่านเพิ่มเข้าไปจนทำให้หุ้นเก่ามีสัดส่วนเป็น 70 เปอร์เซนต์ และหุ้นใหม่มีสัดส่วนเป็น 30 เปอร์เซนต์ และกำหนดราคาหุ้นเป็นหุ้นละ 43 บาท การเพิ่มทุนนี้ทำให้มีเงินเข้ามาสู่บริษัท 43*(หุ้นที่เพิ่มขึ้น) หรือคือทรัพย์สินกลายเป็น =ทรัพย์สินเดิม+43*(หุ้นที่เพิ่มขึ้น) ถ้าเราสมมุติว่าบริษัท ปตท.ดำเนินการมาปีกว่าๆโดยไม่มีกำไรหรือขาดทุน ทรัพย์สินก็จะยังเท่าเดิม และสมมุติอีกว่า ประชาชนเรียกร้องให้กระทรวงคลังไปซื้อกิจการนี้กลับมา ผมก็จะถามว่า กระทรวงการคลังจะกำไรหรือขาดทุนกันแน่? แน่นอนครับ กระทรวงคลังต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นตอนนี้มีราคาเป็นหุ้นละ 145 บาท เงินที่เพิ่มขึ้น=(145-43)*(หุ้นที่เพิ่มขึ้น) เงินจำนวนนี้ก็คือกำไรของคนที่มาจองและซื้อหุ้นเพิ่มทุนนั่นเอง ซึ่งท่าน รมต. อ้างว่าท่านทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน แต่ที่จริงมันคือความสูญเสียของกระทรวงคลัง มันเป็นการสูญเสียเพราะท่านไปตั้งราคาไอพีโอเอาไว้ต่ำกว่าที่ควร

5. จะมองอีกแง่หนึ่งก็ได้ คือถ้าท่านรู้ว่าราคาที่แท้จริงจะเป็นหุ้นละ 145 บาท ท่านต้องชลอการแปรรูป ถ้าท่านรอมาถึงวันนี้ แล้วเอาเข้าตลาดในวันนี้ ท่านจะได้เงินเข้าบริษัทเป็น 145*(หุ้นที่เพิ่มขึ้น) ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากกว่าเก่า การไม่ยอมรอจึงเป็นความผิดของท่าน

ครับ, ผมไม่ขอพูดถึงเรื่องว่าใครที่ได้ประโยชน์จากการแปรรูป ปตท. ท่าน รมต. บอกว่าเป็น"ประชาชนทั่วไป" แต่มองให้ลึกลงไปแล้วเป็นใครบ้างเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ผมไม่เล่นการเมือง แต่ผมเห็นว่า รมต.ตั้งราคาไอพีโอไว้ต่ำเกินไป และคิดเลขไม่เป็น

.............

9 มิย. 47 .... รมต.คลังกำลังเห็นชอบเป็นผิด

พอตัวเลขดุลเดินสะพัดของเดือนเมษ.ออกมาเป็นลบ รมต.คลังก็โทษว่า เป็นเพราะต่างชาติย้ายโรงงานหนีไปที่อื่น ท่านออกมากล่าวหาว่าโครงสร้างการลงทุนมันผิด มันผิดที่ไปขายไอเดียกับต่างชาติว่าเรามีแรงงานราคาถูก ท่านบอกว่าจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย คือจะขายไอเดียว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต ท่านจะให้ลงทุนสร้างแรงงานระดับสูง ต้องการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูง

ผมเห็นว่าท่านกำลังเข้าใจอะไรๆผิดๆอย่างหนัก

จริงๆแล้ว การที่ดุลเดินสะพัดของไทยมาติดลบในเดือนเมษาก็เพราะต่างชาติขายหุ้นแล้วส่งกำไรกลับประเทศเขา เขาทะยอยขายมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว แล้วมาสูงสุดในเดือนเมษา เขาขายเดือนละ 2000 ล้านดอลล่าห์ ตอนนี้ขายไปไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านดอลล่าห์ หรือคิดเป็นเงินไทยถึง 400,000 ล้านบาท หุ้นไทยมันถึงได้รูดลงมาเหลือแค่ 600 จุด เรื่องนี้ท่านรมต.ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทั้งนี้เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วนักลงทุนจะตกใจ

ครับ, ท่านจะทำตัวเป็นคนตาบอดตาใสผมก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่ามากล่าวหาว่านโยบายขายแรงงานราคาถูกๆนั้นมันผิด ผมเห็นว่าการเปลี่ยนอาชีพจากปลูกข้าว มาเป็นหนุ่มโรงงานและสาวฉันทนานั้นมันดีอยู่แล้ว ทำนาสิบไร่ ได้ข้าว 30,000 บาท หักค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าอะไรมิต่ออะไรไปแล้วเหลือ 20,000 บาท เฉลี่ยแล้วได้แค่เดือนละ 1,800 บาท แต่เข้าโรงงานมันได้เดือนละ 5-6,000 บาท มันจึงดีอยู่แล้ว การที่จะเปลี่ยนชาวนามาเป็นนักคอมพิวเตอร์หรือนักวิจัยนั้นผมคิดว่าท่านกำลังฝันกลางแดด และการมีเทคโนโลยีก็ไม่ได้ช่วยให้ต่างชาติเขาจะมาตั้งโรงงานในประเทศไทย ไทยไม่ได้เป็นศุนย์กลางอะไรเลย รถปิกอัพที่ขายดีนั้นมันส่งไปอาฟริกาครับ ไม่ใช่ขาย เขมร ลาว พะม่า

อันที่จริงแล้ว อุตสาหกรรมในเมืองไทยนั้นมีน้อยมาก แต่มันก็ทำลายสิ่งแวดล้อมไปมหาศาล ถ้าไปลากเอาเข้ามาอีกก็ไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไร

ทางที่ดีคือ ท่านหยุดต่างชาติมาลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์จะดีกว่า ต่างชาติมันโกยกำไรไปปีละ 30-35 เปอร์เซนต์อยู่ตลอดเวลา มาปีนี้เกิดปัญหาก็เพราะปีที่แล้วพวกท่านมาปั่นหุ้นให้ขึ้นไปถึง 117 เปอร์เซนต์ กำไรมันมากจนต้องใช้เวลาหลายเดือนที่จะถอยกำไรออก แล้วมันก็ทำให้ดุลเดินสะพัดติดลบได้

อย่าเห็นสิ่งที่ชอบกลายเป็นสิ่งผิดเลยครับ เดี๋ยวรายได้เข้าประเทศจะหดหายไปเปล่าๆ

............

14 มิย.47 .... คำแนะนำหอยๆปูๆ

ช่วงนี้คนติดหุ้นกันแยะ เราก็เลยมีผู้รู้มาออกทีวีให้คำแนะนำกันมาก แต่ฟังดูแล้วผมขอเรียกว่า เป็นคำแนะนำแบบหอยๆปูๆทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะ มันดูเหมือนว่าจะออกมาจากพวกปากหอยปากปู ที่เขาชอบพูดกันมากก็คือ เล่นหุ้นจะให้มีกำไรจะต้อง 1. ซื้อถูกตัว 2. ซื้อถูกเวลา และ 3. ขายถูกเวลา

ครับ, คำแนะนำแบบนี้ไม่ต่างไปจากการเอามือทุบดิน ทำยังไงๆมันก็ถูกทุกที มันไม่แตกต่างไปจากการที่จะพูดว่า จะเล่นหุ้นให้มีกำไรคือต้องซื้อแล้วขายไปให้มีกำไร คำแนะนำเหล่านี้มีแต่เป้าหมาย แต่ไม่มีรายละเอียดที่จะนำไปปฎิบัติ และเอามาพูดในตอนนี้มันไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ คนกำลังติดหุ้น นั่นหมายความว่าซื้อหุ้นเข้าไปแล้ว แล้วจะมาเตือนว่าอย่าซื้อผิดตัวไปหาสวรรค์วิมานอะไร? ในขณะเดียวกัน คนติดหุ้นนั้นมันหมายความว่าได้ซื้อไปนานแล้ว แล้วจะมาบอกว่าให้ดูจังหวะซื้อใหดีๆไปหาหอกหาพระแสงอะไร?

ครับ, มันเหลือคำแนะนำอันสุดท้ายอยู่ คือ ตอนนี้มีหุ้นอยู่ในมือ และจะต้องขาย คุณปากหอยปากปูจะให้ขายเมื่อใหร่? จะให้คัทลอส หรือจะให้ถือไว้อีกนานสักเท่าใด?

ผมเชื่อว่า ถ้าท่านไปถามพวกปากหอยปากปูพวกนี้ ท่านก็จะได้ตำตอบว่า แล้วแต่ท่านนักลงทุน เพราะการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายนั้นเป็นของนักลงทุนเอง

ห่วยแตก, บ้านเมืองนี้มีแต่อย่างนี้แหละ

สรุปแล้ว เมืองไทยมีแต่นักพูด เขาพูดให้ฟังดูดี แต่นำไปปฎิบัติไม่ได้ ที่ต้องเป็นอย่างนี้ก็เพราะเขาไม่ต้องการผูกมัดตัวเอง เมื่อเป็นอย่างนี้ผมอยากจะแนะนำว่า อย่าไปฟังมันดีกว่า ใหนๆก็ต้องเสี่ยงด้วยตนเองแล้ว ก็ทำตามที่ท่านคิดไว้ในใจก็แล้วกัน

อ้าว, แล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไร?

ครับ, จริงๆแล้วคิดไม่ยาก ตอนนี้เราถือหุ้นมานานแล้ว มันน่าจะนานพอที่จะใกล้จุดพลิกฟื้นแล้ว และเศรษฐกิจมันก็ยังเป็นขาขึ้น ดังนั้นก็ควรถือไว้ ในห้วงเวลา 12 เดือนจากนี้ไป หุ้นมันจะต้องขึ้นไปจนเกินราคาทุนแน่ๆ มันจะมีข้อยกเว้นอยู่อย่างเดียว คือหุ้นตัวที่ซื้อมานี่มันเกิดขาดทุนจนเกือบฉิบหายเท่านั้น ท่านก็ลองไปสืบดู ดูว่ามันจะเจ้งใน 12 เดือนนี้หรือเปล่า ไม่เจ้งก็ถือไว้เถอะ

ครับ, คำแนะนำของผมมันนำไปปฎิบัติได้ ส่วนจะได้ผลหรือไม่ก็ไปดูกันในอนาคต

............

03 กค.47 .... คิดจะเล่นยาว ต้องยาวให้ตลอด

เมื่อสองเดือนก่อน ผมได้แนะนำนักลงทุนที่คิดจะเล่นรอบรายปี ให้ซื้อไว้สักครึ่งพอร์ต แล้วให้มาซื้อเพิ่มในตอนนี้อีกครึ่งพอร์ต ซึ่งก็ได้ผล หุ้นผ่านจุดต่ำสุดที่ดัชนี 575 มาแล้ว หลายคนซื้อได้เกือบตรงจุดต่ำสุด แล้วหุ้นก็ขึ้นมาจริงๆ แต่มันก็ต้องตกลงไปอีก ทั้งนี้เพราะมันมีลูกคลื่นเล็กอยู่ด้วย ผมบอกว่าอีก 10 วันมันจะลงไปต่ำสุดอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้ซื้อเพิ่มจนเต็มพอร์ต

ในขณะที่รอคอยอยู่นี้ก็มีคนถามมาอยู่เสมอๆว่า ในเมื่อเรารู้ว่าหุ้นจะลงไปหาจุดต่ำสุดอีกครั้ง ทำไมเราไม่ขายหุ้นที่อยู่ในมือออกไป แล้วเอาเงินทั้งหมดไปซื้อใหม่ใน 10 วันข้างหน้า?

ครับ, ตรงนี้อธิบายได้ยาก แต่ผมอยากจะถามว่า ถ้าเราทำอย่างที่ถามมา แล้วถึงลูกคลื่นเล็กลูกถัดไป ท่านจะทำอย่างไร? ท่านก็จะขายเมื่อถึงจุดยอดของคลื่นเล็กแล้วไปซื้อใหม่เมื่อถึงจุดต่ำสุดถัดไปใช่ใหม? แล้วก็จะทำอย่างนี้กับทุกๆคลื่นเล็กใช่ใหม? ซึ่งในที่สุดท่านก็เปลี่ยนไปเป็นการเล่นหุ้นระยะสั้น เล่นตามคลื่นเล็กไปเลย

ครับ, นั่นคือการเปลี่ยนวิธีการเล่นหุ้นไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีข้อเสีย ดังนี้
1. การทำนายเหตุการณ์ระยะสั้น ตามคลื่นรายเดือนนั้นมันผิดพลาดได้ กำไรจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด มันมีโอกาสที่จะขายผิดที่ และซื้อผิดที่ กำไรจะหด
2. การซื้อขายผิดที่จะทำให้สูญเสียโอกาส เช่น เราคิดว่าตอนนี้สูงสุดแล้วก็ขายออกไป แต่ถ้าหุ้นมันลงไปแค่ 4-5 วันแล้ววิ่งขึ้นเราจะทำอย่างไร? จะซื้อก็ไม่กล้าซื้อ รอไปรอมาก็เลยไม่ได้ซื้อ เพราะหุ้นอาจวิ่งต่อไปเลยก็เป็นได้
3. นอกจากนี้ เรายังต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่โบรกเกอร์ไปเปล่าๆ
4. จริงๆแล้ว ข้อแตกต่างระหว่างการเล่นหุ้นระยะยาวกับระยะสั้นก็คือ การทำนายทิศทาง หรือการดูจุดสูงสุดกับต่ำสุดนั้น มันมีความผิดพลาดได้ต่างกัน การทำนายคลื่นรายปีนั้นดูง่ายกว่า ถึงมันจะคลาดเคลื่อนไป 10-15 วันก็ให้ผลไม่ต่างกันนัก คือมีกำไรทุกรอบ แต่การทำนายคลื่นรายเดือนนั้นถ้าคลาดเลื่อน 10-15 วันจะให้ผลต่างกันมาก บางรอบของการเล่นสั้นจะมีโอกาสขาดทุน
5. จากความแตกต่างในข้อ 4 นั้น มันทำให้การเล่นหุ้นระยะสั้นมีความเครียดสูง เราต้องดูกราฟแล้วทำนายทิศทางให้ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ทำพลาดนิดเดียวก็เกิดการขาดทุนได้สูงๆ

ครับ, โดยสรุปแล้ว ผมชอบเล่นยาว ตามรอบรายปี มากกว่า ใครอยากจะเครียดก็เล่นสั้นกันต่อไป

.............

22 กค.47 .... เรื่องดีๆ ทำจนเป็นเรื่องเสียหาย

วันดีคืนดีท่าน ธปท.ก็มาออกนโยบาย One Presence คือจะให้อัพเกรดบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ไปเป็นธนาคารพาณิชย์ให้หมด ท่านให้ทางเลือกไว้สองทางคือ 1. รวมกันให้กองทุนไม่ต่ำกว่า 5000 ล้านบาท แล้วขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มตัว ซึ่งให้เรียกว่า "ธพ." หรือ 2. เปลี่ยนไปเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจได้เพียงบางส่วน ซึ่งให้เรียกว่า "ธย." โดยมีกองทุนไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท นโยบายนี้จะทำให้ธุรกิจธนาคารไม่มีการซ้ำซ้อนกัน และจะใช้กฎหมายเดียวเพื่อควบคุม

ครับ, มันเป็นเรื่องดี และบริษัทเงินทุนก็เรียกร้องกันมานานแล้ว

แต่เมื่อถึงขั้นปฎิบัติ คนของราชการก็ทำมันจนเกิดความฉิบหาย เขาทำกันอย่างนี้ครับ

1. ธปท.เชิญแต่นายแบงก์และผู้บริหารบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ไปพบ และอธิบายให้ฟัง แต่ใช้คำพูดว่า "เรามีนโยบายให้ปิดบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ภายในเดือน....."
2. นายแบงก์และผู้บริหารบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ได้ฟังแล้วก็เอากลับไปคิด และไม่บอกผู้ถือหุ้นใดๆทั้งสิ้น(ทั้งๆที่เข้าไปนั่งในฐานะเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นทั้งหมด) พวกเขาคิดกันว่าเขาจะได้หรือจะเสีย และจะมีโอกาสทำเงินเข้ากระเป๋าอย่างไรได้บ้าง ผลก็คือ บางคนขายหุ้นออกไป บางคนเตรียมเงินไปตั้งโต๊ะซื้อหุ้น บางคนปล่อยข่าว เราจึงได้ข่าวลือเรื่อง "ธปท.จะให้ปิดไฟแนนซ์"กันอยู่พักหนึ่ง
3. ตลาดหลักทรัพย์และกลต.นั้นผมไม่รู้ว่าได้รับเชิญไปฟังคำชี้แจงหรือเปล่า แต่เมื่อมีข่าวออกมา แทนที่จะขึ้นป้าย SP และไปขอข้อมูลมาชี้แจงต่อนักลงทุน กลับทำตัวเป็นสากกะเบือ คือเงียบเฉยเสีย
4. ธปท.นั่งรอมาเกือบสองเดือน จนเหลือเวลาแค่สิบกว่าวันก็จะถึงวันสิ้นกำหนด ก็โวยวายผ่านหนังสือพิมพ์ และออกมาชี้ว่า แบงก์ที่เป็นหุ้นใหญ่ของบริษัทเงินทุนนั้นเมื่ออัพเกรดเป็นธนาคารแล้วต้องขายหุ้นออกไปให้หมด ทั้งนี้เพราะ แบงก์จะถือหุ้นในแบงก์ไม่ได้ แถมย้ำว่า "ต้องปิดบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ในปลายเดือน กค.นี้อย่างแน่นอน..."

ครับ, ราคาหุ้นของกลุ่มไฟแนนซ์(ซึ่งรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ด้วย)ก็ใหลรูดลงไปเลย สำหรับตัวผมนั้นถือหุ้นกลุ่มนี้ไว้แยะ ตัวเลขกำไรนั้นลดพรวดจาก 9.65 เปอร์เซนต์ลงมาเกือบเป็น 0 ภายในสัปดาห์เดียว

แล้วเราจะทำยังไงกันดี?

มันเป็นเรื่องบ้าจริงๆ ผมมองไม่เห็นทางออก ทั้งนี้เพราะ แทนที่นายแบงก์และผู้บริหารบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์จะรีบปรับไปเป็นแบงก์(ถ้าเป็น ธพ.ไม่ได้ ก็เป็น ธย.ไปก่อน) พวกเขาจะต้องยื้อเรื่องไปอีกนาน และคงจะต้องมาประเมินค่าของหุ้น(ทำดิวดิลิเจ้นท์) เพราะต้องมีการขายหรือแลกหุ้นกันหรือตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น...ฯลฯ

ครับ, ถ้าไม่อยากให้เงินไปจมอยู่ในหุ้นไฟแนนซ์ ผมเห็นว่าควรจะขายออกไป แล้วรีบไปซื้อหุ้นกลุ่มอื่นเสียเถอะ

ครับ, มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ จากเรื่องดีๆมันกลายเป็นเรื่องเสียหายไปได้ มันเกิดขึ้นเพราะ บางคนใช้คำพูดไม่ถูก บางคนโลภและกักเก็บข่าว และบางคนทำงานแบบทองไม่รู้ร้อน

ลงท้ายผู้ที่เสียหายก็คือนักลงทุนรายย่อยอีกเช่นเคย

บ้าจริงๆ

..........

16 สค.47 .... เมื่อแบงก์ชาติโดนอัดกลับ

ครับ, แบงก์ชาตินั้นคิดว่าตัวมีอำนาจปิดบริษัทเงินทุนได้ ก็เลยเรียกบริษัทเหล่านั้นไปรับทราบคำสั่งว่า แบงก์ชาติต้องการปิดกิจการของพวกเขา แล้วบอกว่า ใครอยากเป็นแบงก์เต็มรูปแบบ(ธ.พ.)ให้รวมกันมาขอ ส่วนใครอยากเป็นแบงก์ย่อย(ธ.ย.)ให้เพิ่มทุนให้ถึง 250 ล้านบาท ทั้งนี้โดยบอกว่า ต้องคืนใบอนุญาตเป็นบริษัทเงินทุนภายในวันที่ 31 กค.47

นี่ก็ได้เลยกำหนดไป 16 วันแล้ว แบงก์ชาติก็ยังไม่สามารถจะทำอะไรได้

ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ก็เพราะโดนเจ้าของบริษัทเงินทุนอัดคืนไปจนจุกอก

ครับ, คนแบงก์ชาติยุคใหม่นี้ นอกจากผู้ว่าการแล้ว ต่างไม่มีประสพการณ์ในการจัดการกับบริษัทเหล่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว แบงก์ชาติมีอำนาจปิดบริษัทเงินทุนได้ แต่ต้องมีเหตุผล และแบงก์ชาตินั้นไม่มีอำนาจไปชี้นำให้บริษัทเหล่านั้นเปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่างอื่น ข้อจำกัดอันหลังนี้เจ้าของบริษัทเงินทุนเขารู้กันดี เขาทำธุรกิจมาหลายสิบปีแล้ว เขามันเป็นมือระดับเซียนกันทั้งนั้น เขาจึงแกล้งส่งเป็นทางเลือก 2-3 ทางกลับไปให้คนแบงก์ชาติช่วยตัดสิน

ครับ, เผือกร้อนถูกโยนกลับไปไส่มือคนแบงก์ชาติ ถ้าไปเลือกให้เขา แล้วกิจการเขาเจ้ง ใครจะรับผิดชอบ? แบงก์ชาติไม่มีหน้าที่ชี้นำใครได้เลย ตอนนี้ก็เลยนั่งนิ่งเป็นสากกะเบือ เลยกำหนดให้คืนใบอนุญาตไปแล้วก็ไม่กล้าสั่งปิด

ครับ, หุ้นกลุ่มแบงก์และไฟแน้นซ์ก็คงจะตกไปอีกนาน ที่น่าสงสารก็คือ บริษัทหลักทรัพย์ หรือที่เรียกว่า โบรกเกอร์ นั้นก็พลอยฉิบหายไปด้วย

จะเอายังไงก็รีบๆพูดออกมา พวกผมที่ถือหุ้นแบงก์และไฟแนนซ์อยู่ต่างเสียหายไปคนละหลายแสนแล้ว

หรือจะให้พวกผมไปยืนประท้วงหน้าแบงก์ชาติก็บอกได้

....................

23 กย.47 .... รมต.คลังคนนี้ไม่รู้เรื่องการขึ้นลงของหุ้น

ข่าวเช้านี้บอกว่า รมต.คลังออกมาโวยวายว่า กองทุนของไทยทำให้งานไทยแลนด์โฟกัสปั่นป่วน คือ ในขณะที่มีงานไทยแลนด์โฟกัสนี้กองทุนต่างชาติและรายย่อยเข้าซื้อ แต่กองทุนของไทยกลับเทขาย มันทำให้ตลอดงานสี่วันหุ้นกลับตกอย่างแรง

ครับ, ท่าน รมต.คลังคนนี้ได้ทุ่มทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิดไปกับการจัดงานนี้ และท่านก็หวังว่า ในระหว่างที่มีงานนี้หุ้นไทยจะต้องพุ่งกระฉูด แต่ผลมันกลับตรงกันข้าม คือดัชนีรูดลงมาเกือบ 10 จุด และวันนี้ก็ทำท่าว่าจะลงอีกกว่า 20 จุด ท่านจึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

สำหรับผมนั้น ได้พูดไปก่อนวันเปิดงานว่า งานไทยแลนด์โฟกัส2004นี้จะไม่มีผลต่อตลาดหุ้นในปัจจุบัน แต่จะมีผลในอีกหลายเดือนข้างหน้า แถมผมยังทำนายอีกด้วยว่าตลาดในระยะสั้นนั้นเป็น"ขาลง" มันจะต้องลงไป 16-24 วัน และอาจได้เห็นดัชนีที่ 600

ครับ, ผมไม่ได้คิดจะเอาเรื่องนี้มาพูดเพื่อบอกว่าผมเก่งกว่าท่าน รมต.คลัง แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการกองทุนของไทยนั้นเขารู้เรื่องการขึ้นลงของหุ้น และที่เขาขายออกมาในช่วงนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายงานไทยแลนด์โฟกัส เขาขายตามความจำเป็น ในเมื่อราคาจะตก เขาก็ต้องขายไปก่อน แล้วรอซื้อกลับในวันหลัง

ความผิดนั้นมันอยู่ที่ท่าน รมต.คลัง ท่านไม่เข้าใจเรื่องหุ้น และท่านเข้าใจผิดอย่างยิ่งที่ไปคิดว่างานไทยแลนด์โฟกัสจะทำให้ราคาหุ้นขึ้น

ครับ, มันน่าสงสารคนไทยเสียจริงๆ อยู่ๆก็ไปเอาคนไม่รู้เรื่องหุ้นมาเป็น รมต.คลัง จุดที่ท่านเข้าใจผิดอย่างยิ่งก็คือ ท่านคิดว่าการจัดงานอย่างนี้แล้วสามารถจะทำให้ตลาดหุ้นคึกคักและราคาพุ่งขึ้นได้ (ถ้ามันทำกันได้ ก็จัดงานมันทุกวัน แล้วหุ้นไทยก็จะมีแต่ขึ้นกับขึ้นไปตลอด)

...............

03 พย.47 .... ขอพูดเรื่องตากใบกับเขาสักหน่อย

การก่อม๊อบที่สถานีตำรวจตากใบ จนเป็นเหตุให้เกิดการตายถึง 70-80 คน นั้น เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เอาแค่เรื่องหุ้นอย่างเดียวก็ประมาณได้ดังนี้

ดัชนีหุ้นหล่นลงไปประมาณ 20 กว่าจุด หรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้ประมาณ 4 เปอร์เซนต์ ซึ่งคำนวณเป็นตัวเงินได้ประมาณ 0.04*4.3=0.172 ล้านล้านบาท

ดังนั้นเราจึงควรที่จะทำสองเรื่อง คือ

1. หาคนรับผิดชอบ แล้วลงโทษอย่างสมเหตุสมผล
2. หาหนทางแก้ใข เพื่อไม่ให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอีก

ครับ, ผมได้อ่านบทความของท่าน สว.เจิมศักดิ์ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับเมื่อวานนี้ ซึ่งก็มีรายละเอียดที่ดีมาก แต่บทสรุปของท่าน สว.ก็คือ นายกทักษิณ ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำของประเทศ คือคนผิดในเรื่องนี้ ซึ่งผมฟังแล้วไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลของผมมีดังนี้

1. ถ้าเราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดจะต้องรับผิดชอบ ผมก็เห็นว่า เราต้องปลด สส. และ สว. ทั้งหมดเสียมากกว่า ทั้งนี้เพราะจริงๆแล้วผู้มีอำนาจสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจก็คือรัฐสภา รัฐสภาคือผู้ควบคุมดูแลรัฐบาล ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องแถลงนโยบาย ก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องใดๆก็ต้องเสนองบประมาณ และเมื่อดำเนินการไปแล้วไม่ถูกใจ สส. หรือ สว. ก็เรียกประชุมและซักฟอกได้ และเมื่อรัฐบาลทำไม่ดีก็ปลดรัฐบาลได้....
2. ถึงแม้ว่าความเสียหายจะเป็นเงินหลายแสนล้าน แต่เมื่อเทียบกับทรัพย์สินของประเทศแล้วมันขี้ปะติ๋ว คนตายแค่ 80 กว่าคนนั้นก็ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับคนทั้งหมดของประเทศได้ เรายังมีทรัพย์สินและกำลังคนอยู่อีกมากมาย สูญเสียไปแค่นั้นมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทุกๆปีเราไปเล่นสงกรานต์แล้วตายบนถนนมากกว่านี้หลายสิบเท่า เรายังไม่เคยคิดจะปลดอธิบดีกรมทางหลวงเลย

ครับ, เรื่องใครจะต้องรับผิดชอบต่อการตายของคนแปดสิบกว่าคนนี่ผมจะไม่ขอพูดต่อ เพราะคงจะมีคนคิดและจัดการได้ ที่ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นต่อก็คือเรื่องของการแก้ปัญหา ผมมีความคิดเห็นดังนี้

ผมอยากจะเริ่มด้วยการถามว่า ทำไมทหารและตำรวจจึงต้องจับผู้มาชุมนุม? หลายๆคนก็คงจะตอบได้ว่า เพราะต้องการจะเอาไปสอบสวน แล้วแยกเอาพวกที่ยุยงส่งเสริมให้เป็นม๊อบออกมาทำโทษ

ถ้าตอบแบบนั้นผมก็จะถามว่า ทำโทษผู้ก่อความไม่สงบแล้วมันจะจบสิ้นกันจริงหรือ? ตรงนี้หลายๆท่านคงไม่กล้าตอบ แต่ผมบอกได้ว่า เราเคยทำไปแล้ว และหลายๆประเทศก็เคยทำไปแล้ว แล้วก็พบว่ามันยิ่งบานปลาย และเขาได้สรุปกันแล้วว่า "ต้องใช้สันติวิธี"

ทีนี้ผมก็จะถามต่ออีกว่า สันติวิธีคืออะไร? ตรงนี้ท่านก็คงจะไม่อยากตอบ แต่ท่านรู้ดีว่า มันไม่ใช่การเผชิญหน้ากัน

ทีนี้ก็จะขอถามต่อว่า การเอาทหารและตำรวจเข้าสลายม๊อบนั้นเป็นการเผชิญหน้ากันใช่ใหม? แล้วทำไมจึงทำ? มันไม่ขัดต่อแนวคิด และพระประสงค์ของในหลวงหรือ?......

ครับ, การเอาทหารและตำรวจลงไปสลายม๊อบคือการเผชิญหน้า มันเป็นการทำสงครามระหว่างทหารตำรวจกับม๊อบ ซึ่งในนั้นประกอบไปด้วยผู้ก่อการร้ายเพียงไม่กี่คน แต่เป็นประชาชนตาดำๆกว่า 99 เปอร์เซนต์ ผลที่ตามมาคือ ความเกลียดชังจากประชาชน แล้วก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนจาก "ประชาชนตาดำๆ" ไปสู่ "ผู้ก่อการร้าย" เป็นจำนวนมากขึ้น การปราบปรามแบบนั้นจึงไม่ได้ผล

เพื่อให้สั้นเข้า ผมขอเสนอวิธีการที่เข้าลักษณะ "สันติวิธี" สักหนึ่งวิธี ดังนี้

1. เมื่อมีการก่อม๊อบ ให้เอาทหารและตำรวจไปรักษาสถานที่ราชการเอาไว้ก่อน
2. รีบให้ข้าราชการในที่ทำงานนั้นเก็บข้าวของส่วนตัวแล้วกลับบ้านไป(ผู้ต้องหาที่พวกเขามาเรียกร้องให้ปล่อยตัวก็ต้องย้ายไปที่อื่น)
3. ปิดประตูหน้าต่างและปิดที่ทำงานนั้น แล้วถอนทหารและตำรวจออกจากบริเวณนั้น และป่าวประกาศให้มอบสลายตัวไปโดยสงบ
4. ตั้งกองทหารและตำรวจให้ห่างออกไปประมาณ 1 กม.
5. ถ้าผู้ก่อการร้ายยุยงจนเกิดการทำลายทรัพย์สินหรือเผาสถานที่ทำงานให้ทหารและตำรวจอยู่ในความสงบ แต่เมื่อใดที่มอบขยายไปทำลายทรัพย์สินของประชาชน ก็ให้เข้าสลายมอบได้
6. หลีกเลี่ยงการจับกุมผู้คน ยกเว้นเมื่อเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ด้วยวิธีนี้ เราจะเห็นได้ว่า เราไม่เผชิญหน้ากับม๊อบ เราจะเข้าปราบปรามก็เมื่อมีการทำลายทรัพย์สินของประชาชน เราจะได้รับความเห็นใจจากประชาชน สำหรับสถานที่ราชการที่เสียหายไปนั้นมันเป็นเรื่องเล็ก สถานีตำรวจแห่งละไม่ถึง 10 ล้านบาท เรายอมลงทุน เพราะในวันรุ่งขึ้นเราจะต้องไปขอใช้ศาลาวัดหรือโรงเรียนทำงาน ประชาชนที่มาติดต่อจะได้เห็นถึงความเลวร้ายของม๊อบ พวกเขาต้องเดือดร้อน แล้วก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อการร้ายกับประชาชน

ครับ, ข้างบนนี้คือการถอนตัวออกมาจากสงคราม แล้วให้กลายเป็นสงครามระหว่าง "ผู้ก่อการร้าย" กับ "ประชาชน" ซึ่งในไม่ช้ามันก็จะดับไป ทั้งนี้เพราะ "ผู้ก่อการร้าย"ไม่สามารถจะแทรกซึมอยู่ในหมู่ประชาชนได้ พวกมันจะถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้าน แล้วชาวบ้านเขาก็จะอยู่เย็นเป็นสุข แถมยังจะมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะช่วยข้าราชการทำงานสาธารณประโยชน์อีกด้วย

ครับ, เลิกจับคนแบบสะเปะสะปะเสียทีเถอะ

............

12 พย.47 .... โครงการวัวล้านตัว


มหกรรม"รากหญ้าสู่รากแก้ว"ได้จบไปแล้ว หลายๆอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หลายๆอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี และมันคงจะขึ้นอยู่กับผู้ชมด้วย พรรคฝ่ายค้านก็คงจะมีเรื่องที่ไม่เห็นด้วยอยู่แยะ แต่ผมนั้นขอติดใจสักเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของการเสนอความคิดในโครงการวัวล้านตัว
เรื่องนี้ท่านนายกพยายามบอกว่า มันไม่มีเสี่ยงใดๆ ทั้งนี้เพราะเมื่อเกษตรกรยืมวัวไปแล้ววัวก็ต้องโตขึ้น ซึ่งจะมีน้ำหนักมากกว่าตอนที่ยืมไป ราคารวมตอนเอามาส่งคืนนั้นก็ต้องมากกว่าตอนยืมไป


ครับ, ถ้าเราใช้โลจิกเดียวกัน การยืมข้าวเปลือกสักสองกระบุง แล้วเอาไปหว่านไปดำนั้นก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงอะไร ทั้งนี้เพราะมันจะเติบโตจนเป็นข้าวเต็มนา ซึ่งเก็บเกี่ยวแล้วได้เป็นข้าวเปลือกหลายเกวียน


บ้าครับ บ้าแน่ๆ เพราะการทำธุรกิจนั้นมันต้องคิดค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน และในช่วงที่ดำเนินการไปนั้นมันก็อาจเกิดเหตุการณ์ผันผวนไปได้ ความเสิ่ยงในการเลี้ยงวัวนั้นมีแน่นอน ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็มีแน่นอน อย่างน้อยคนที่จะเอาวัวออกไปหาหญ้ากินนั้นมันก็ต้องกินข้าว ที่ดินก็ต้องมีเจ้าของ ใครเขาจะให้เอาวัวไปลงกินหญ้าของเขาฟรีๆ เอาวัวกลับมาบ้านก็ต้องมีคอกให้มันอยู่ ตอนกลางคืนก็ต้องจุดไฟไล่ยุง น้ำก็ต้องมีให้มันกิน แถมยังต้องเอามันไปอาบน้ำอย่างเป็นประจำ จะให้มันอยู่อย่างสกปรกได้ยังไง มันวัวฝรั่งนะครับ


ในเรื่องของความเสี่ยงนั้นผมรู้จักดี คนไม่เคยอยู่ต่างจังหวัดอาจไม่รู้ วัวนอนอยู่ไต้ถุนบ้านก็อาจมีคนมาจูงมันไปโดยที่เจ้าของต้องทำตาปริบๆ ทั้งนี้เพราะเขาเอาปืนมาเคาะฝาบ้าน แล้วบอกว่าจะขอยืมเอาไปเชือดกินกันในหมู่เพื่อนฝูง


ใจจริงแล้วผมก็อยากเห็นครอบครัวไทยมีวัวมาเลี้ยงกันครอบครัวละ 2-3 ตัว แต่มันต้องมีที่ดินไม่น้อยกว่า 10 ไร่ ต้องขุดสระน้ำ ต้องเลี้ยงปลาสัก 200-300 ตัว ต้องปลูกผักสัก 1 งาน ต้องปลูกมะพร้าว ปลูกไม้ผลอื่นๆอีกอย่างละ 4-5 ต้น ต้องเลี้ยงเป็ดและไก่อีกอย่างละ 10-15 ตัว ต้องปลูกกระถินและพืชไร่เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ และคงต้องไม่ลืมที่จะหาหญ้าพันธ์ดีมาปลูกเพื่อเลี้ยงวัวด้วย ซึ่งก็คือ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงท่านนั่นเอง


และที่สำคัญที่สุดก็คือ ใช้วัวไทยนะครับ อย่าเอาวัวฝรั่งมาเสี่ยง


ครับ, จะคิดโครงการอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบและครบถ้วน อย่าดูแค่ว่าผลผลิตมันงอกเงยกว่าเดิม


...............

29 พย.2547 .... วิบากกรรมของบริษัทเงินทุน


อยู่ดีๆ ธปท.ก็ออกมาบอกว่าจะปิดบริษัทเงินทุน เสร็จแล้วก็ค่อยมาเปิดเผยว่าจะให้เปลี่ยนไปเป็นธนาคารพาณิชย์ แต่ลงท้ายตอนนี้บริษัทเงินทุนทั้งหลายออกมาบ่นว่าเงื่อนใขของ ธปท.นั้นมันปฏิบัติยาก และแนวโน้มก็คือ บริษัทเงินทุนคงจะต้องปิดตัวเองไป


ครับ, มันเป็นเรื่องของความบ้า บ้าที่คิดว่าตนเองมีอำนาจจะไปปิดกิจการที่อยู่ในความดูแล ในความเป็นจริงแล้ว ธปท.มีหน้าที่แค่ดูแลและส่งเสริม แต่ด้วยความกลัวว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะกลับมาซ้ำรอยอีก ก็เลยอยากจะให้บริษัทเงินทุนหมดไป


มันหมดไปไม่ได้หรอกครับ ทั้งนี้เพราะมันมีตลาดทางการเงินอยู่ที่ตรงนี้ งานที่บริษัทเงินทุนเขาทำกัน เช่น ให้กู้ระยะสั้นแก่ลูกค้าธนาคารเพื่อเอาสินค้าออกจากท่าเรือ ให้กู้ระยะสั้นเพื่อกว้านซื้อสินค้าเข้าโกดังเพื่อส่งออก ให้กู้ผ่อนส่งรถจักรยานยนต์ ให้กู้ผ่อนส่งรถยนต์ ไฟแนนซ์การซื้อบ้าน... นั้นมันเป็นตลาดเฉพาะ(Nich Market) ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่ถนัด มันต้องอนุมัติเร็ว และอายุของสินเชื่อมันสั้น มันไม่คุ้มที่จะมาทำเอกสารวิเคราะห์ตามมาตรฐานของธนาคาร และลูกค้าก็ยินดีจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูง โดยขอให้ผู้ให้กู้ไว้เนื้อเชื่อใจกัน(ความเสี่ยงก็ต้องเพิ่มขึ้น)


นอกจากนี้แล้ว เราก็ควรสังเกตุว่า คำว่า ไฟแนนซ์คัมปะนี นั้นเป็นคำมาตรฐาน ฝรั่งมังค่าและญี่ปุ่นเขาก็มีเปิดบริการกันอยู่ แล้วทำไม ธปท.จึงคิดจะมายุบมันทิ้ง โลกในยุคปัจจุบันนั้นเขามีแต่จะเพิ่มชนิดของบริการ ทั้งนี้เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่หลากหลายขึ้นทุกวัน ผมจึงบอกว่า มันเป็นความบ้า เพราะถ้าคิดแบบ ธปท. คือจับหลายๆบริการมารวมเป็นชนิดเดียวกัน ในอนาคตเราก็คงจะมีแค่ 2 ปริญญา คือ จบทางอาร์ต หรือจบทางวิทยาศาสตร์

ครับ, ตอนนี้ราคาหุ้นของบริษัทเงินทุนมันใหลลงมาจนเกือบจะต่ำกว่าครึ่งของพาร์ไปแล้ว เมื่อมาเจอข่าวว่าบริษัทเหล่านี้จะปรับเป็นธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ มันก็คงจะลงต่อ ท่านที่มีหุ้นของบริษัทเงินทุนอยู่ในมือก็คงต้องคิดหนัก ผมนั้นโชคดีหน่อย คือขายทิ้งไปกว่าครึ่งเมื่อตอนที่ ธปท.ออกข่าวครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของพวกเราเลยสักนิด ผมอยากให้ ธปท.ช่วยหาทางออกให้นักลงทุนด้วย อย่างน้อยก็น่าจะหยุดกลัวความรับผิดชอบเสียบ้าง กินเงินเดือนแล้วก็ควรจะทำหน้าที่ ควบคุม ดูแล และส่งเสริม ให้ดีๆ ไม่ใช่ "ปิดมันซะเลย"


............

 

04 ธค.47 ... หุ้นปี2547 สอนอะไรเราบ้าง?


พวกเราที่เข้ามาเล่นหุ้นกันนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาเรื่องหุ้นมาก่อน พวกเราคิดว่าจะเข้ามาเรียนรู้เอง แต่เอาเข้าจริงๆจะพบว่า ปีหนึ่งๆผ่านไป แต่เราไม่ได้เรียนรู้อะไรที่เป็นประโยชน์กันเลย เรามักจะเล่นหุ้นระยะสั้น แล้วก็มั่วอยู่กับข้อมูลรายวัน ซึ่งมีความผันผวนและไม่แน่ไม่นอน จับต้นชนปลายไม่ติด ประสบการณ์แต่ละปีมันดูซ้ำๆกัน เล่นมากี่ปีกี่ปีก็ให้ผลเท่าเดิม หรือคือ ส่วนใหญ่แล้วขาดทุนเกือบทุกปี และถึงจะไปเจอกับปีที่ดีๆ เช่นปี2546 ก็ทำกำไรได้นิดเดียว


ครับ, จะเรียนรู้เรื่องหุ้นนั้นมันจำเป็นต้องนั่งอยู่ในมุมที่เหมาะสม ถ้าคุณเล่นหุ้นระยะสั้นคุณจะไม่เห็นมุมมองในระยะยาว มันเหมือนกับการเข้าฟังเลคเชอร์ ถ้าคุณไปนั่งหลังสุด แล้วจะเรียนเรื่องชีวะวิทยา คุณก็มองไม่เห็นรายละเอียดของพืชและสัตว์ที่อาจารย์เอามาเป็นตัวอย่าง แต่ถ้าจะเรียนปรัชญากลับไปนั่งหน้าชั้นจนชิดกระดาน มันก็คงจะคิดอะไรไม่ออก เพราะเห็นแต่ตัวอาจารย์ที่เดินไปเดินมาอยู่ด้านหน้า


ครับ, มาเข้าเรื่องกันเลยจะดีกว่า


เมื่อต้นปี 2547 ผมไปออกรายการเรื่องหุ้นที่ อสมท. ตอนนั้นหุ้นไทยกำลังวิ่งขึ้นแรง ดัชนีมันขึ้นไปจนถึง 800 จุด นักวิเคราะห์ทุกคนต่างทำนายว่าจะขึ้นต่อจนถึง 1000-1200 จุด แต่ผมดูสถานะการณ์แล้วเห็นว่า กองทุนต่างชาติมีกำไรกว่า 117 เปอร์เซนต์ เขาจะต้องปรับพอร์ตในตอนต้นปี การมีกำไรอยู่สูงก็ย่อมจะหมายถึงการขาย แล้วเอากำไรออกไปจากประเทศไทยเป็นจำนวนมาก นั่นหมายความว่าเงินจะหายไปจากตลาด เงินคืออุปสงค์ ดังนั้นหุ้นจะต้องตก ผมจึงทำนายว่าหุ้นจะลง ไม่ใช่ขึ้น


ครับ, ผมทำนายถูก ดัชนีเริ่มใหลลงตั้งแต่เดือนมกราคม แล้วก็ลงมาเป็นคลื่นเล็กถึง 5 ลูก แต่ผมก็ประมาณไม่ได้ว่ามันจะลงไปนานสักแค่ใหน โดยปรกติแล้วมันจะลงแค่ 4 ลูก และใช้เวลาแค่ 6 เดือน ผมจึงแนะนำให้เริ่มซื้อตั้งแต่เดือนมิถุนายน ตัวผมเองนั้นเริ่มซื้อตั้งแต่เดือนพฤษภาคม


ครับ, เรื่องของเวลานี่ผมทำนายผิดไปแยะ ดัชนีลงมาที่ 580 ในเดือนพฤษภา, 610 ในเดือนสิงหา, 630 ในเดือนตุลา แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะพุ่งขึ้นแรงสักที มันทำให้หลายๆคนที่เห็นว่าผมทายถูกในตอนต้นปีนั้นอาจเป็นเพราะฟลุ๊ก แต่ผมก็รอด้วยความอดทน


นี่เข้าถึงเดือนธันวาคมแล้ว ที่ผมคาดว่าดัชนีจะตีกลับขึ้นมาที่ 900 หรือ 1000 จุดในปีนี้ไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะไม่ขึ้น ที่ผมทยอยเข้าซื้อไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนั้นตอนนี้มีกำไรอยู่ 7.82 เปอร์เซนต์(ไม่นับรวมเงินปันผลที่รับมาแล้วอีกประมาณ 1 เปอร์เซนต์) แต่ผมยังไม่ขายแน่นอน


ครับ, ข้างบนนี้สอนให้รู้ว่า การที่กองทุนต่างชาติจะขายเอากำไรออกไปนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเขารีบขาย ราคาหุ้นจะตกแรง แล้วกำไรของเขาก็จะหด ดังนั้นลูกคลื่นรายปีจึงยืดออกมา มันยืดออกมากกว่า 3 เดือนแล้ว และตอนนี้เรากำลังอยู่บนทอปของคลื่นเล็กขาขึ้นที่3


นอกจากปัญหาจากการถอนเอากำไรออกไปของกองทุนต่างชาติแล้ว เรายังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ตลาดหลักทรัพย์ได้พยายามดึงบริษัทให้เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น หุ้นใหม่ หรือหุ้นไอพีโอนี้คืออุปทาน เมื่อมันประดังกันเข้ามาก็จะทำให้ราคาหุ้นตก นี่เป็นไปตามหลักอุปสงค์-อุปทาน หลายๆคนมองกลับกัน คือไปคิดว่ามีสินค้าให้เลือกซื้อเยอะๆน่าจะดี และเวลาเปิดจองก็เห็นคนเข้าจองกันเกินจำนวนหุ้นถึง 10-13 เท่า จึงไปคิดว่าราคาหุ้นในตลาดจะขึ้น


ครับ, เจ้าหุ้นไอพีโอนี้ในตอนแรกก็ดูดี เพราะเข้าเทรดแล้วมีกำไรกัน 10-20 เปอร์เซนต์ แต่หุ้นไอพีโอตัวหลังๆนั้นขาดทุนกันเกือบทุกตัว หุ้นไอพีโอนั้นจริงๆแล้วไม่ดีทั้งสองด้าน ด้านแรกคือมันดึงเอาเงินออกจากตลาดไปสู่บริษัท เงินที่ออกไปนั้นจะถูกใช้เพื่อซื้อเครื่องมือเครื่องจักร์และวัตถุดิบ มันจะไม่วนกลับเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ดีในด้านที่สองคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องขายหุ้นในมือออกไปเพื่อเอาเงินไปจอง และถ้ามีการจองถึง 10-13 เท่า หุ้นจำนวนมหาศาลก็จะถูกขายออกมา ราคาหุ้นมันก็ต้องตก


ครับ, เจ้าหุ้นไอพีโอก็มีส่วนดึงให้ราคาหุ้นตก การที่หุ้นจะขึ้นไปตามไซเกิลก็เลยถูกลากไปเรื่อยๆ


ครับ, ความรู้ที่กล่าวมาข้างบนนี้จะมองไม่เห็นเมื่อท่านเล่นหุ้นระยะสั้น ดังนั้นผมจึงอยากจะให้ท่านหยุดคิด แล้วหันมาลองเล่นหุ้นระยะยาวกันดูบ้าง


...........

05 ธค.47 .... ทำนายหุ้นปี 2548


เมื่อวันก่อน ผมได้อ่านบทความเรื่อง "ศิริวัฒน์ฟันธง ทักษิณเข้าวิน ดัชนี 500" ในคอลัมน์ถนนนักลงทุน ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 3-9 ธค. 2547 แล้วรู้สึกแปลกใจ เพราะนอกจากจะบอกว่า เมื่อนายกทักษิณประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งแล้วดัชนีจะลงไปที่ 500 จุด คุณศิริวัฒน์ยังบอกอีกว่า ถ้าการเมืองเปลี่ยนขั้ว ดัชนีจะลงไปที่ 400 จุด
มันอะไรจะถึงขนาดนั้น?


และมาวันนี้ ได้ฟังนักวิเคราะห์ตัวเป้งๆมาพูดในรายการ "มันนี่ทอร์ค" ของ ดร.ไพบูลย์เข้าไปอีก ผมก็เลยชักจะตื่นเต้น เพราะหลายคนมองภาพว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ และราคาหุ้นจะตกแรง ตลาดหุ้นไทยได้คะแนนแค่ 4,5,6,7 จากคะแนนเต็ม 10 เท่านั้น คนที่มองในแง่ดีที่สุดคือ ดร.ก้องเกียรติ ก็ยังให้แค่ 7 ผมจึงอาจต้องมาทบทวนกันหน่อย


ครับ, การทำนายทิศทางของตลาดหุ้นในระดับประจำปี เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกระทบถึงความคิดของนักลงทุนเกือบห้าแสนคน และเป็นผู้กำทรัพย์สินไว้เกือบ 10 เปอร์เซนต์ของประเทศ มันไม่น่าจะพูดกันง่ายๆ และไม่น่าจะแตกต่างจากที่ผมคิดมากมายนัก ตัวผมนั้นคิดว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังเป็นขาขึ้น มันจะทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้นทุกปี และจะไปสูงที่สุดในรอบ 13 ปีที่ 1800 จุดเป็นอย่างน้อย จุดสูงสุดของรอบ 13 ปีจะอยู่ในปี 2551


ครับ, หลังจากที่ได้พยายามทบทวนแล้ว ผมคิดว่าจุดสูงสุดของรอบ 13 ปีอาจไปไม่ถึง 1800 จุด แต่มันก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 1700 จุดของรอบที่แล้วมา(เกิดในปี 2539) ทั้งนี้เพราะผมมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมท่านนายกทักษิณจะหลุดจากตำแหน่งไปได้ และทำไมเศรษฐกิจมันจะถดถอยลงมา สิ่งที่นายกทักษิณทำไว้นั้น ถึงแม้ว่าจะสำเร็จไม่ทุกเรื่อง แต่ทำได้แค่ครึ่งเดียวก็มากเกินพอ ผมเห็นว่าประเทศชาติก็เหมือนกับครอบครัว ครอบครัวไม่จำเป็นต้องตัดสินใจได้ถูกต้องในทุกๆเรื่อง แค่รักษาการงานหรือธุรกิจไว้ก็พอแล้ว ลูกอาจสอบตก หรือไปทดลองยาเมามา แต่ก็มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวได้ ลงทุนซื้อหุ้นมาก็อาจขาดทุนไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับล่มจม...ฯลฯ


ครับ, ถ้าจุดสูงสุดของปี 2551 ไปได้ถึง 1700 จุด ปี 2548 ก็น่าจะไปได้ถึง 910 จุด นี่เป็นไปตามบัญญัติไตรยางค์ธรรมดาๆ(จุดสูงสุดจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 260 จุด)


โดยสรุปแล้วผมเห็นว่า การทำนายทิศทางของหุ้นในระดับรายปีนั้นมันขึ้นอยู่กับวิธีการ คนที่เขาคิดว่าตลาดขึ้นกับเหตุการณ์บ้านเมืองก็จะมองภาพได้หลายระดับ ยิ่งเป็นคนที่เกลียดนายกทักษิณก็จะยิ่งเห็นภาพที่เลวร้ายได้อย่างสุดๆ แต่สำหรับผมแล้ว ผมยังเชื่อว่าลูกคลื่นใหญ่(13ปี)นั้นมีจริง และจะพาเราไปสู่ 910 จุด, 1170 จุด, 1430 จุด, 1690 จุด ในปี 2548, 2549, 2550, 2551 ตามลำดับ สิ่งที่ผมกลัวมีอยู่อย่างเดียว คือ ถ้าตลาดหลักทรัพย์เอาบริษัทใหม่ๆเข้ามาจดทะเบียนเป็นจำนวนมาก จุดสูงสุดของแต่ละปีก็จะเลื่อนออกไป เราอาจได้เห็นดัชนี 1690 จุดในปี 2553 ก็เป็นได้


ผลจะเป็นอย่างไรเราคงต้องรอไปดูกัน
......

06 ธค.47 .... แก้พอร์ต-เรื่องง่ายหรือเรื่องยาก?


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันนี้ ในเซคชั่น Fundamentals ลงบทความเรื่อง "แก้พอร์ต-เรื่องง่ายที่ทำใจยาก" บทความนี้ชี้ว่า การเล่นหุ้นนั้นเป็นการลงทุนที่มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ คือซื้อมาแล้วราคาหุ้นมันตก มันก็จะเกิดการขาดทุน ซึ่งนักลงทุนควรตัดใจขายทิ้งเสียโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อหยุดการขาดทุน แล้วเอาเงินที่เหลือไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ แต่นักลงทุนมักจะทำใจไม่ได้ ไม่ยอมขาย พยายามถือไว้ ถือจนมันขาดทุน 40-50 เปอร์เซนต์แล้วจึงมาขาย ซึ่งขาดทุนมาก โอกาสที่จะฟื้นตัวมีน้อย เงินที่เหลือมันมีน้อยเกินไปที่จะฟื้นตัว


ครับ, ฟังดูมันก็เป็นหลักการที่ดี แต่ผมขอถามว่า เมื่อคุณคัทลอสไปแล้วนั้น คุณรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวใหม่จะดีกว่าตัวเก่า? สิ่งที่ผมพบอยู่เสมอๆก็คือ คุณก็ยังใช้วิธีการเดิมในการเลือกซื้อหุ้น แล้วคุณก็จะได้หุ้นที่ดีบ้างและเลวบ้าง ได้หุ้นดีก็มีกำไรนิดหน่อย ได้หุ้นเลวก็ต้องคัทลอสอีก ลงท้ายค่าธรรมเนียมกินหมด


ลองมามองในทางตรงกันข้าม หุ้นที่ซื้อเข้ามานั้น ถ้าราคามันลดลง โอกาสที่ราคาจะตีกลับขึ้นไปย่อมจะมีมากกว่าที่มันจะตกต่อ ดังนั้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะชี้ว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้นราคาจะตกลงไปอีก เราควรถือต่อจะดีกว่า


ครับ, มันขึ้นอยู่กับอนาตคของราคาหุ้นตัวนั้น คุณต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าราคาจะตีกลับหรือตกต่อ มันไม่ใช่อัตราขาดทุนที่เกิดขึ้น ตรงนี้แหละครับ ที่มันยาก และจริงๆแล้วหัวใจของการเล่นหุ้นมันอยู่ที่ตรงนี้ คือคุณต้องทำนายให้ได้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง


เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผมก็บอกได้เลยว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีทำนายทิศทางของราคาหุ้น ทุกคนเคยพยายามทำ แต่ส่วนใหญ่พบว่ามันผิดบ้างถูกบ้างจนแทบจะเรียกว่าคาดเดาไม่ได้ หลายๆคนยอมรับไปเลยว่า การทำนายทิศทางของราคาหุ้นนั้นเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แล้วก็เล่นหุ้นโดยเลือกหุ้นแบบเดาสุ่ม หรือไม่ก็ฟังจากคนอื่นเอา


ครับ, ใครที่เล่นหุ้นโดยเลือกแบบเดาสุ่ม หรือฟังจากคนอื่นจะเข้าสู่ปัญหาเรื่องแก้พอร์ตและการคัทลอส แล้วก็วนเวียนอยู่ที่ตรงนั้น


หนทางออกนั้นจริงแล้วมีหลายหนทาง ทางแรกคือ การวิเคราะห์แบบ Fundamental หรือคือ ดูซ้ำอีกทีหนึ่งว่าหุ้นตัวนั้นยังมีพื้นฐานดีอยู่หรือเปล่า ถ้ามันยังดีอยู่คุณก็ถือไว้ ไม่ต้องไปสนใจว่ามันขาดทุนไปแล้วกี่เปอร์เซนต์ สิ่งที่ขาดทุนไปแล้วนั้นมันแก้ใขไม่ได้ การขายออกไปนั้นมันไม่ทำให้ขาดทุนลดลง การอยู่กับหุ้นตัวเก่าที่ยังมีพื้นฐานดีนั้นจะเพิ่มโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มากกว่ากระโดดไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่เราไม่รู้จัก


อีกหนทางหนึ่งก็คือ การวิเคราะห์ทางเทคนิค เรื่องนี้เป็นการดูจากกราฟของราคาปิดในช่วงที่ผ่านมา แล้วใช้หลักสถิติเข้าจับ สถิติสามารถบอกเราได้ว่าหุ้นจะใหลลงต่อไปอีกสักกี่วัน และจะกลับขึ้นมาได้สูงสักเท่าใด มันจะใช้เวลาสักเท่าใดที่จะกลับมาเท่าทุน และจะมีโอกาสที่จะกำไรหรือไม่...ฯลฯ วิธีการนี้คนจะเข้าใจยาก คนต้องมีความรู้พื้นฐานอื่นๆอีกมาก จึงจะใช้มันได้


อีกหนทางหนึ่งก็คือ การไปสืบหาข้อมูลภายในของบริษัทนั้น หุ้นอาจมีราคาลดลงเพราะดำเนินการผิดพลาด หรืออาจมีการกดราคาเพื่อหาทางกว้านซื้อโดยผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่ง


ครับ, จริงๆแล้วเราต้องทำเกือบทุกวิถีทางที่จะให้รู้ว่าราคามันจะลงต่อหรือตีกลับขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องของการดูที่อัตราขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว


ครับ, อ่านบทความเรื่อง "แก้พอร์ต-เรื่องง่ายที่ทำใจยาก" แล้วรู้สึกสงสารคนที่ซื้อหน่วยลงทุน เพราะผู้บริหารกองทุนเขาคิดกันง่ายๆ คือหุ้นตัวใหนราคาลดลงสัก 4-5 เปอร์เซนต์เขาก็คัทลอสไปเลย เขาคิดว่านั่นคือหนทางแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด(มันง่ายสำหรับผู้บริหารกองทุน เพราะไม่ต้องไปเสียเวลาวิเคราะห์กันใหม่ แต่มันพาให้กองทุนฉิบหายได้แน่นอน เพราะหุ้นตัวใหม่เข้ามาก็เข้าอีหลอบเดิม)


จากหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ผมก็ได้เห็นตารางบอกราคาปัจจุบันของหน่วยลงทุนต่างๆ ซึ่งดูคร่าวๆแล้ว กว่าครึ่งของกองทุนต่างๆ มีราคาหน่วยลงทุนต่ำกว่าพาร์ นั่นเป็นหลักฐานอีกอันหนึ่งที่แสดงว่า การบริหารพอร์ตโดยคัทลอสกันง่ายๆนั้นพาให้นักลงทุนฉิบหาย

..........

07 ธค.47 .... อย่าเสี่ยงกับหุ้นไอพีโอ


ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา คนที่เข้าไปจองซื้อหุ้นไอพีโอแล้วต้องขาดทุนกันไปอย่างยับเยิน เพราะเมื่อหุ้นนั้นเข้าตลาดแล้วราคารูดลงต่ำกว่าราคาจอง เรื่องนี้ทุกคนบ่น แต่ผมฟังดูแล้วไม่มีใครเข้าใจถึงปัญหา บ้างก็บอกว่าเป็นเพราะตลาดมันแย่ บ้างก็บอกว่าเป็นเพราะผู้จองรายใหญ่ใช้เงินหมุนมาเล่น เมื่อไม่ได้กำไรก็เลยต้องขายทิ้ง บ้างก็บอกว่าโบรกเกอร์ผู้เอาเข้าตลาดไม่มีฝีมือ บ่นแล้วก็พยายามที่จะให้ทางการมาช่วยแก้ใข ผมไม่เห็นมีใครโทษตัวเองเลยแม้แต่คนเดียว


ครับ, หุ้นไอพีโอนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ถ้ามันจะขาดทุนก็ต้องโทษตัวเอง ผมนั้นไม่เคยแนะนำใครให้เล่นหุ้นไอพีโอ เมื่อเห็นคนมาบ่นให้ผมฟังก็เลยอยากจะด่าซ้ำเข้าไปเลย แต่เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้าใจในการลงทุนในตลาดหุ้น ผมจะชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาให้ฟัง


ในต่างประเทศนั้น ใครจะเอาหุ้นเข้าตลาดจะต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างสูง มันต้องเป็นหุ้นที่มีอนาคตจริงๆ เช่น เป็นบริษัททางไอที หรือการวิจัยทางดีเอ็นเอ หรือนาโนเทคโนโลยี และทุกบริษัทต้องประสบความสำเร็จในการค้นคว้าวิจัยมาแล้วหลายเรื่อง พวกนี้จะต้องมีสิทธิบัตร์อยู่ในมือเป็นสิบๆเรื่อง และต้องมีนักวิจัยเป็นร้อยคน ขนาดบริษัทกูเกิล(ทำซอฟ์ทแวร์ด้านการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต)ที่มีคนยอมรับแล้วทั่วโลกก็ยังถูกตั้งคำถาม เพราะเจ้าของเป็นทีมนักวิจัยที่มีอายุน้อยเกินไป


นอกจากนี้แล้ว การเอาบริษัทเข้าตลาดของต่างประเทศนั้นเขาไม่ได้เพิ่มทุนกันมากมาย เขาเพิ่มแค่ 1-2 เท่าเท่านั้น


แล้วทุนเดิมมันมาจากใหน?


การตั้งบริษัทของต่างประเทศนั้นเขาต้องเริ่มจากคนเป็นร้อย เขาลงทุนกันคนละเป็นหมื่นเหรียญ เขาใช้เวลาในการค้นคว้าวิจัยเป็นปี เมื่อได้ผลิตภัณท์แล้วก็เพิ่มทุนจนถึงระดับ 10-100 ล้านเหรียญ แล้วก็มีตึกทำการเป็นของตนเอง มันไม่ใช่การใช้โรงรถทำอย่างที่เขียนในประวัติของบิลล์เกตส์(บริษัทไมโครซอฟ์ทนั้นเอาเข้าตลาดหลังจากที่นายบิลล์เกตส์เป็นมหาเศรษฐีแล้ว) แล้วจึงจะไปติดต่อโบรกเกอร์เพื่อเอาเข้าตลาด


ครับ, การจะเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นนายทุนเดิมจะต้องเพิ่มทุนเอาไว้ก่อน เขาต้องการเพิ่มทุนจากตลาดหลักทรัพย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้คนใหม่เข้ามาเอาผลประโยชน์ไปกินฝ่ายเดียว เขาต้องการให้หุ้นเดิมของพวกเขามีราคาเพิ่มขึ้น


ในการตั้งราคาก็เช่นกัน เขาไม่ต้องการที่จะเอาส่วนต่าง(ของทุนจริงกับราคาจอง)มากนัก เพราะเงินส่วนต่างนั้นมันเข้าบัญชีของบริษัท มันไม่ใช่สิ่งตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเดิม เขาหวังในเรื่องราคาหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตมากกว่า


จากแนวคิดแบบนั้น เราจะเห็นได้ว่า ราคาจองของหุ้นไอพีโอของฝรั่งจะไม่สูงนัก และหุ้นที่จะไปถึงมือของคนนอกที่มาจองก็จะไม่มาก เมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้วราคามันก็จะไต่ขึ้น คนที่ถือหุ้นเดิมก็พอใจ คนเข้ามาใหม่ก็พอใจ


แล้วตลาดหลักทรัพย์ของไทยเขาทำกันยังไง?


มีหลายรูปแบบครับ บางทีเขาก็ให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้หุ้นฟรีไปเป็นร้อยล้านหุ้น(ไม่ต้องควักเงินเพิ่มทุนก่อนเข้าตลาด) แต่บังคับไม่ให้ขายใน 1-2 ปี บางทีเขาก็ให้คนอื่นที่เจ้าของบริษัทชอบพอได้จองเป็นสิบๆล้านหุ้นในราคาต่ำกว่าจอง(เรียกคนพวกนี้ว่าผู้มีอุปการะคุณ) บางทีเขาก็ให้บริษัทอื่นหรือโบรกเกอร์อื่นได้จองในราคาต่ำเป็นสิบๆล้านหุ้นโดยไม่ต้องจ่ายเงินจอง บางทีเขาก็เตรียมเงิน(ที่จะได้รับมาจากผู้จองหุ้น)เอาไว้เพื่อใช้ปันผลในหนึ่งเดือนหลังเข้าตลาด


ครับ, เขาทำกันสารพัดรูปแบบเพื่อให้มีคนมาจองหุ้นแยะๆ และให้เจ้าของบริษัทเดิมได้กำไรเป็นตัวเงินไปเลย เขาเพิ่มทุนทีเดียวสิบเท่าถึงร้อยเท่า เงินทั้งหมดจึงมาจากผู้จองหน้าโง่ทั้งหลาย เมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้วก็ให้ไปปั่นกันเอาเอง


ครับ, ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้นไอพีโอ ใครอยากเสี่ยงก็เชิญเลย เจ็บแล้วอย่าบ่น


.....................

08 ธค.47 .... เทขายหุ้นเพราะวิตกธปท.แทรกแซงบาท?


วานนี้(7ธค.47)หุ้นไทยตกลงไป 8.01 จุด วันนี้ก็เลยพาดหัวกันว่า " เทขายหุ้นวิตกธปท.แทรกแซงบาท" แล้วก็บรรเลงกันเป็นที่สนุกปาก


ครับ, นักข่าวนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้เล่นหุ้น เขาทำข่าวโดยไปฟังเอาจากคนดังในวงการหุ้น คนดังก็ไม่เคยแยกแยะให้ชัดเจนว่าใครเป็นคนเทขายหุ้น นักข่าวก็เลยเข้าใจผิด คือคิดว่านักลงทุนทั่วไปเป็นคนเทขาย ในความเป็นจริงก็คือ วานนี้นักลงทุนทั่วไปซื้อมากกว่าขาย(ยอดซื้อสุทธิ 1147 ล้านบาท) คนที่เทขายคือ สถาบันในประเทศ(ยอดขายสุทธิ 922 ล้านบาท)


ครับ, จริงๆแล้วนักลงทุนทั่วไปนั้นเขาไม่ได้สนใจข่าวเรื่องการแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เพราะพวกเขาไม่ใช่พ่อค้าที่ส่งออกหรือนำเข้า และจริงๆแล้วสถาบันการเงินในประเทศก็ไม่น่าจะมาสนใจเรื่องการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน แต่คนที่บริหารสถาบันการเงินอยู่ในปัจจุบันมักมาจาก ธปท. คนพวกนี้ยังมีการติดต่อกับ ธปท. อยู่เสมอๆ แล้วก็ชอบคิดว่าข่าวใหญ่แบบนี้(การเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน)มีความสำคัญ พวกเขาก็เลยเทขายหุ้นออกมา


ครับ, ปัญหาที่แท้จริงก็คือ กลต. เปิดให้มีการตั้งกองทุนกันขึ้นมามากมาย และให้ผู้จัดการกองทุนซื้อขายหุ้นได้อย่างเสรี ทางรัฐบาลก็ตั้งหน่วยงานทางการเงินขึ้นมาหลายหน่วย และเปิดโอกาสให้เอาเงินในมือมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้มากๆ(อย่างเช่น กบข., กองทุนวายุภักษ์) และไม่ดูแลการซื้อขายของผู้จัดการเหล่านี้


มันเป็นปัญหาอย่างไร?


กองทุนก็คือการเอาเงินของนักลงทุนหลายๆคนมารวมกันแล้วให้คนเพียงไม่กี่คนจัดการซื้อขายหุ้นแทน เดิมนั้นนักลงทุนต่างคนต่างคิด การซื้อขายจึงคละกันไป คือหลายๆคนจะขาย แล้วหลายๆคนก็จะซื้อ มันจึงเป็นแรงผลักดันที่หักกลบกันไป ดัชนีของตลาดจึงไม่แกว่ง แต่พอเอามารวมกัน แล้วให้คนเพียงไม่กี่คนดูแล มันก็เกิดการสั่งซื้อหรือสั่งขายทีละมากๆได้ และเมื่อผู้จัดการกองทุนเหล่านี้มีพื้นฐานการงานมาจากที่เดียวกัน และรู้จักกันดีจนถึงขั้นแชร์ข้อมูลและความคิดกันได้ มันก็เกิดการเทขายและโหมซื้อขึ้นมาได้ นี่แหละคือปัญหา เหตุการณ์เมื่อวานนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน และถ้าท่านดูย้อนหลังไปสัก 1-2 ปีก็จะเห็นแพทเทินเดียวกัน


ครับ, ผมเห็นความแสบของผู้จัดการกองทุนมานานแล้ว คนพวกนี้อยากได้เงินกองทุนแยะๆ(จะได้เอามาถล่มตลาดได้) แต่พวกเขายังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะตั้งกองทุนแต่ละครั้งมักจะได้ผู้ลงทุนไม่กี่ร้อยคน ได้เงินมาครั้งละ 100-1000 ล้านบาทเท่านั้น แต่เรื่องนี้ กลต.ควรศึกษาให้ดี เพราะพวกเขาสามารถตั้งกันทุกเดือน ไม่ว่าจะมีข่าวอะไรจากทางการ เช่นให้ยกเว้นภาษีแก่เงินที่เอามาลงทุนซื้อหน่วยลงทุน เขาก็เอาไปเป็นหลักการเพื่อดูดเงินจากนักลงทุน แต่การบริหารพอร์ตนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักการนั้นๆเลย บริษัทเดียวตั้งกองทุนทุกเดือน แล้วก็ให้ผู้จัดการคนเดียวดูแลทุกกองทุน เรื่องอย่างนี้เราปล่อยกันมาตลอด อีกไม่นาน เงินและหุ้นที่อยู่ในความดูแลของผู้จัดการเหล่านี้ก็จะถึงจุดที่จะเอามาใช้ปั่นตลาดได้


ครับ, มันเป็นหน้าที่ของ กลต.และ ตลท. ที่จะดูแลไม่ให้มีคนมาปั่นตลาด และมีหน้าที่ควบคุมให้การจัดการกองทุนต่างๆให้เป็นไปตามหลักการที่จดทะเบียนไว้ ถ้าท่านไม่รีบเข้าไปศึกษา ท่านอาจตกจากเก้าอี้ได้ อย่าออกมาชูมือและร้องแบะๆว่า "ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้"


....................

13 ธค.47 .... กบข.รวยหุ้นไอพีโอ?


กองทุน กบข.คุยโอ่มาว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีกำไรจากหุ้นไอพีโอถึง 24 เปอร์เซนต์ แต่เมื่อดูในรายละเอียดแล้วก็พบว่า กำไรนั้นมาจากหุ้นไทยออยล์เป็นหลัก ทั้งนี้เพราะ จากเงินลงทุนทั้งหมด 325.28 ล้านบาท ท่านเอาไปลงในหุ้นไทยออยล์ถึง 262.4 ล้านบาท หรือคือประมาณ 80.66 เปอร์เซนต์ ซึ่งตัวไทยออยล์นี้ให้กำไรประมาณ 33.59 เปอร์เซนต์ ส่วนหุ้นตัวอื่นๆนั้นท่านลงทุนแค่ตัวละ 3-20 ล้านบาท และมีกำไรอีกแค่ตัวเดียว ที่เหลืออีก 7 ตัวมันขาดทุนทุกตัว


ครับ, ทำไมกองทุน กบข. จึงต้องออกมาคุย?


ก็เพราะอยากเอาใจผู้บริหารประเทศ ที่มันต้องเอาใจก็เพราะจริงๆแล้วคนเล่นหุ้นไอพีโอนั้นเจ้งเกือบทุกคน เมื่อเจ้งแล้วก็จะทำให้ไม่สามารถเอาบริษัทมาเข้าตลาดได้อีก ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเพิ่มมาร์เก็ตแคปของตลาดได้ตามนโยบายของท่าน รมต.คลัง(โดยมีท่านนายกสั่งอยู่ข้างหลัง) และจะไม่สามารถเอา กฟผ.,กปน.,กศท.,กสท.,....เข้าตลาดได้


ครับ, จริงๆแล้ว กบข.นั้นลงทุนในหุ้นไอพีโอเพียงแค่ 325.28 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับกองทุนที่มีอยู่หลายหมื่นล้านบาท มันนับว่ามีผลกระทบน้อยมาก กำไรจากตรงนี้มันไม่ได้ช่วยให้ภาพพจน์ดีขึ้นเลย แน่จริงต้องเอามาเปิดเผยซิครับ ว่า มีกำไรหรือขาดทุนในการเล่นหุ้นอยู่เท่าใด ปีนี้เป็นปีที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย ดัชนีมันลงมาเกือบ 20 เปอร์เซนต์ ผมเชื่อว่า กบข.ขาดทุนหลายร้อยล้านบาท ซึ่งน่าจะเอามาพูดกัน เพราะปีที่แล้วผู้จัดการกองทุนออกมาคุยโม้ไว้แยะ และพยายามขออนุมัติเพิ่มวงเงินในการเล่นหุ้นอยู่ตลอดเวลา


ครับ, ความจริงก็คือความจริง จงอย่าปฏิเสธว่าหุ้นไอพีโอในตอนนี้มันทำให้นักลงทุนขาดทุน หุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์นำเข้ามาในปีนี้เกือบทั้งหมดมีราคาต่ำกว่าจอง และโอกาสที่จะให้ราคากลับขึ้นมาเท่าทุนใน 2-3 ปีนี้คงจะยาก หุ้นที่พอจะมีกำไรคือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งนักการเมืองมีสิทธิ์จองได้เยอะๆเท่านั้นที่มีกำไร ที่มันมีกำไรก็เพราะเป็นการเอาทรัพย์สินดีๆมาขายในราคาถูกๆ


อย่างนี้ไม่เรียกว่าขายชาติแล้วจะเรียกว่าอะไร?


ครับ, คนที่จะบริหารกองทุนได้นั้นต้องเป็นตนที่รักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของทุน ถ้าจะเอาใจผู้บริหารประเทศเพื่อความเป็นใหญ่ในอนาคตก็ควรลาออกไปเสีย


........................

22 ธค.47 .... หุ้นดีๆมีเป็นร้อย แต่ซื้อทีไรขาดทุนทุกที

คนจำนวนมากเข้ามาดูเว็บไซท์นี้ แล้วก็เอาข้อมูลบางส่วนไปใช้ ทุกคนเอาไปคิดและผสมผสานกับแนวคิดของตน แล้วจึงตัดสินใจซื้อหุ้น ผลที่ออกมาก็มีทั้งดีและไม่ดี แต่ส่วนใหญ่ขาดทุน


ครับ, ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีใครบ่น ทั้งนี้เพราะเราได้พูดกันไปแล้วว่า "การตัดสินใจเป็นของผู้ดูเว็บ" แต่ผมจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆมันคงไม่ดีแน่ ผู้ชมจะค่อยๆลดลง แล้วความหวังที่จะให้นักลงทุนรายย่อยได้ลืมตาอ้าปาก และความหวังที่จะได้ขายโปรแกรมก็คงจะหมดไป ดังนั้น วันนี้ผมจึงใคร่จะขอบ่นสักสองสามเรื่อง


เรื่องแรกก็คือ ผมไม่สามารถบอกให้ซื้อหุ้นเป็นตัวๆได้ ทั้งนี้เพราะมันจะผิดกฏหมาย กลต.เขาห้ามไม่ให้บอกหุ้นแบบฟันธงให้ซื้อเป็นตัวๆ เขาว่ามันเป็นการปั่นหุ้น ผมจึงบอกให้ดูรายงานเอาเอง และบอกแค่ทิศทางระยะสั้นและระยะยาวของตลาดเท่านั้น ซึ่งเท่าที่ผ่านมาผมพบว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้ดูรายงายของโปรแกรม เรามาฟังกันแค่ทิศทางของตลาดหุ้น เสร์จแล้วก็ไปเลือกซื้อหุ้นตามที่ตนชอบ


ครับ, นั่นคือที่มาของการเลือกซื้อหุ้นที่ผิด แล้วก็ต้องขาดทุน


ทำไมถึงผิด?


ก็เพราะคุณไม่ซื้อหุ้นในสี่กลุ่มที่ผมเลือกไว้ให้แล้ว เกือบทุกคนมักจะเห็นว่าหุ้นสี่กลุ่มที่ผมเลือกไว้ให้แล้วนั้นมันเป็นหุ้นที่เชื่องช้า มีการขึ้นลงทีละน้อยๆ เล่นแล้วไม่คิดว่าจะมีกำไร ทุกคนหันไปเล่นหุ้นที่หวือหวา เช่น ITD, LOXLEY, TPI, CK, NWR, KEST, AREEYA, HEMRAJ, STEC, PTT, ITV, JAS, MIDA ทุกคนหวังรวยลัด


ครับ, จริงๆแล้ว หุ้นในตลาดมีมากกว่า 500 ตัว โดยหลักสถิติแล้วมันก็ต้องมีหุ้นดีประมาณ 15 เปอร์เซนต์ หุ้นที่เป็นปานกลางประมาณ 65 เปอร์เซนต์ แล้วก็หุ้นที่เลวอีกประมาณ 15 เปอร์เซนต์ มันจะกระจายตัวไปตามรูประฆังคว่ำ ดังนั้นหุ้นที่ดีนั้นมีมากกว่า 75 ตัว แต่ทำไมพวกเราจึงชอบซื้อหุ้นเลว?
หุ้นพวกนี้มันเลวก็เพราะเราทำนายทิศทางไม่ได้ มันมีทั้งข่าวจริงและข่าวหลอก


เรื่องที่สองที่ผมอยากบ่นก็คือ ไปซื้อหุ้นเลวๆเข้ามาแล้วมาถามผมว่าจะแก้ใขอย่างไร คำถามประเภทนี้ผมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบ เพราะ ตอบตามหลักการท่านก็ไม่ทำตาม ตอบไม่เป็นไปตามหลักการท่านก็จะขาดทุนหนักขึ้น แล้วก็จะมาโกรธผม


การจะขายหุ้นนั้นมันขึ้นอยู่กับการทำนายทิศทางของหุ้นในขณะนั้น ถ้าหุ้นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นขึ้น เราก็ต้องถือไว้ มันไม่เกี่ยวกับอัตราการขาดทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว การถือหุ้นที่กำลังจะพลิกขึ้นไม่เรียกว่าการติดหุ้น คำว่าติดหุ้นนั้นใช้กับคนที่ไม่รู้ทิศทาง และถ้าคุณเล่นหุ้นโดยไม่รู้ทิศทาง คุณก็ต้องเจ้งแน่ๆ พอร์ตของผมปีนี้เคยติดลบถึง 15 เปอร์เซนต์ แต่ตอนนี้มันกลับมาเป็นบวกอยู่ 9.8 เปอร์เซนต์ หุ้นที่ใครๆบอกว่าห่วย เช่น BBL, SCB นั้นกำไรอยู่ 17-18 เปอร์เซนต์ และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ


ครับ, ผมขอบ่นไว้สองเรื่องก่อน วันหลังจะบ่นอีก


สรุปคือ ถ้าจะเข้ามาดูเว็บนี้แล้วใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆก็ควรซื้อหุ้นสี่กลุ่มที่ผมแนะนำ และดูเรื่องทิศทางของแต่ละตัวให้ดี จะขายคัดลอส หรือขายทำกำไรก็เมื่อทิศทางมันจะเปลี่ยนเป็นขาลง แต่ต้องถือไว้เมื่อทิศทางมันกำลังขึ้น หรือกำลังจะขึ้น อย่าไปสนใจกับคำว่า "ติดหุ้น" เพราะคนที่รู้ทิศทางจะไม่มีวันติดหุ้น


...................

25 ธค.47 .... ทักษิณตวาดใส่หม่อมอุ๋ย


ทักษิณคือนายกรัฐมนตรี หม่อมอุ๋ยคือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกรัฐมนตรีตวาดไส่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเพราะ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพูดว่า ระบบการเงินของประเทศตอนนี้แข็งแกร่ง ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง เราอยู่ได้ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เหตุผลของท่านนายกรัฐมนตรีก็คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็น "ซีอีโอ" จึงสำคัญกว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแค่ "ซีเอฟโอ" ประเทศชาติจะดีหรือไม่ดีต้องขึ้นกับคนที่จะมาเป็นนายก


ครับ, ใครจะผิดใครจะถูกผมไม่อยากพูด ผมนั้นทำงานในตำแหน่งต่ำๆมาตลอด และก็โดนผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าตวาดใส่อยู่เสมอๆ ถูกตวาดใส่ทีไรผมก็นึกถามในใจว่า พระเจ้าแผ่นดินยุคก่อนๆนั้นเขาตวาดใส่คนที่มานั่งค้อมหลังให้เหยียบตอนขึ้นทรงม้าบ้างหรือไม่ เท่าที่ผมอ่านหนังสือมาก็ไม่เคยมี และมันไม่น่าจะมี เพราะตำแหน่งผู้ให้เหยียบหลังขึ้นม้านั้นก็สำคัญพอๆกับตำแหน่งพระราชา เราจัดลำดับว่าต่ำกว่าก็เพราะหาคนมาทำแทนได้ง่ายกว่าเท่านั้น มันเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ธรรมดาๆ แต่เมื่อร่วมกันทำงาน มันสำคัญเท่าๆกัน ใครจะทำงานผิดพลาดไม่ได้ ถ้าผู้ให้เหยียบหลังเกิดตกใจเพราะมีผึ้งมาตอมหน้า พระเจ้าแผ่นดินก็อาจก้าวพลาดและตกม้าจนขาหัก และหมดสภาพได้


ครับ, อยากตกม้าก็ตวาดไส่คนอื่นไปเรื่อยๆ


แต่ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ผมมองเห็นว่า ในตอนนี้รัฐบาลจะต้องเอาใจคนแบงก์ชาติ เพราะตลาดหุ้นถูกท่านทำจนปั่นป่วนมาสองปีแล้ว ท่านเข้ามาเชียร์ให้คนไทยเล่นหุ้นจนทำให้ปี 2546 เกิดการก้าวกระโดดจนเกินพื้นฐาน ดัชนีพุ่งขึ้นไปถึง 117 เปอร์เซนต์ กองทุนต่างชาติเลยกำไรมหาศาล แล้วในปี 2547 นี้กองทุนก็ขายเพื่อเอากำไรกลับบ้านไปหลายแสนล้านบาท มันทำให้หุ้นปีนี้ถดถอยยาวนาน การที่แบงก์ชาติเข้ามาทำให้เงินสำรองเพิ่มขึ้น และสภาวะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น จึงเป็นคุณต่อประเทศ ท่านน่าจะชมเชยมากกว่า


ที่ผมเป็นห่วงก็คือ ท่านนายกจะเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง แล้วก็หาทางถอดถอนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนนี้ออกไป แล้วตลาดหุ้นก็จะฉิบหายกันอีก


การที่ทำให้ฝรั่งกำไรไปหลายแสนล้านนั้นมันก็ฉิบหายไปแยะแล้วนะครับ


ขอให้รู้จักหน้าที่ของตนให้ดีๆ ซีอีโอ หรือ ซีเอฟโอ หรือ ซีไอโอ ... มันก็สำคัญด้วยกันทั้งนั้นแหละ


.................