เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2548
.................

05 มค. 48 .... สรุปผลปี 2547


ปี 2547 นับเป็นปีโชคร้ายของนักลงทุนหุ้น ทั้งนี้เพราะหุ้นเริ่มลงตั้งแต่ต้นปี ผมได้ทำนายว่ามันจะลงจนถึงประมาณเดือนเมษ-พค. แล้วจะตีกลับขึ้นไปจนถึง 900 จุด แต่เอาเข้าจริงมันขึ้นช้ามาก มันลงมาต่ำสุดประมาณ 530 แล้วก็ขึ้นไปสู่ 630-680 อยู่ถึง 3 รอบ และไปปิดสิ้นปีที่ 668 ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนเปิดต้นปีก็เป็นการลงมาประมาณ 13 เปอร์เซนต


สำหรับโปรแกรมของผมนั้น โปรแกรมเล่นยาว(SC68EX) มีผลดำเนินการดังนี้
กลุ่มแบงก์ ขาดทุนเฉลี่ย 18.85%
กลุ่มไฟแนนซ์ ขาดทุนเฉลี่ย 14.01%
กลุ่มพลังงาน ขาดทุน 9.53%
กลุ่มสื่อสาร กำไร 3.54%
รวมแล้ว ขาดทุน 9.7125%
ซึ่งก็ดีกว่าตลาดโดยเฉลี่ยอยู่เล็กน้อย


ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX) มีผลดำเนินการดังนี้
กลุ่มแบงก์ ขาดทุนเฉลี่ย 23.44%
กลุ่มไฟแนนซ์ ขาดทุนเฉลี่ย 24.52%
กลุ่มพลังงาน ขาดทุน 11.26%
กลุ่มสื่อสาร ขาดทุน 10.58%
รวมแล้ว ขาดทุน 17.45%
ซึ่งแย่กว่าตลาดโดยเฉลี่ย


สาเหตุที่โปรแกรม SEAX ให้ผลงานไม่ดีก็เพราะตลาดแกว่งตัวสูงมาก มีการซื้อขายบ่อยมาก ค่าธรรมเนียมจึงสูง แต่ก็แย่กว่าตลาดไปไม่กี่เปอร์เซนต์ ถ้าเทียบกับนักลงทุนโดนทั่วไป ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียม โปรแกรม SEAX ก็คงจะทำได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเอาผลงานในปีก่อนๆมารวมกัน เราก็จะเห็นได้ว่าโปรแกรมทั้งสองยังทำกำไรอยู่พอสมควร นี่เป็นการย้ำว่า การลงทุนในหุ้นนั้นอย่าคาดหวังว่าจะมีกำไรทุกปี เราต้องดูค่าเฉลี่ยระยะยาวหลายๆปี


สำหรับตัวผมเองนั้น ผมไม่ได้ซื้อขายตามโปรแกรมทั้งสอง ผมใช้เพียงข้อสนเทศจากโปรแกรม ข้อสนเทศที่สำคัญที่สุดคือการมองดูกราฟเพื่อให้รู้ว่าเรากำลังอยู่ส่วนใหนของลูกคลื่น จำนวนหุ้นที่โปรแกรม SEAX ถืออยู่ ก็เป็นข้อสนเทศที่ดี เวลาที่โปรแกรมนี้ซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจะบอกเราว่าเรากำลังขึ้นคลื่นเล็ก และเวลามันขายก็จะบอกให้รู้ว่าเรากำลังลงจากคลื่นเล็ก ผมจึงนับลูกคลื่นได้ดีพอสมควร(ถูกต้องประมาณ 60-80%) และทำให้ผมซื้อได้เกือบตรงกับจุดต่ำสุด ในปีนี้ผมซื้อถึงสามครั้ง และมีการขายหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ออกไปเพื่อหนีข่าวร้ายจาก ธปท. ในขณะนี้ผมยังไม่ได้ขาย และมีกำไรอยู่ประมาณ 8 เปอร์เซนต์


โดยสรุปแล้ว โปรแกรมก็ทำงานได้ดี และการเล่นหุ้นโดยอาศัยดูข้อสนเทศจากโปรแกรมก็ได้ผลดี ผมจึงเชื่อว่าผู้เข้ามาดูเว็บไซท์นี้คงจะได้ประโยชน์พอสมควร


ผมหวังว่าปี 2548 นี้คงจะให้กำไรแก่ท่านผู้เข้าชมได้มากขึ้น


.......................

06 มค.48 ..... ดัชนีหุ้นไทยปี 2548


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เชคชั่นเศรษฐกิจการเงิน ฉบับวันที่ 4 มค.2548 ลงบทความว่า "ฟันธงปี48ดัชนีหุ้นไทยฝ่าด่าน800ยาก" นี่เป็นผลของการร่วมกันคิดของโบรกเกอร์ถึง 22 โบรกเกอร์ พวกเขาบอกว่า มันมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ถึง 7 ข้อ เช่นใข้หวัดนก การก่อการร้ายภาคไต้ การแทรกแซงของ กลต.ที่ห้ามหักกลบหุ้นที่มีพีอีเกิน 100 การชลอตัวของเศรษฐกิจ เอนพีแอล... แล้วเขาก็ให้เป้ากันไว้ดังนี้


เกียรตินาคิณ=750, ฟาร์อิสท์=700, ไซรัส=760, เอเซียพลัส=750-800, นครหลวงไทย=760, กรุงศรีอยุธยา=762-838, ทิสโก้=750, ภัทร=770, บัวหลวง=800, ซีมิโก้=700, ทรีนิตี้=720, เอเพกซ์=750, โกลเบล็ก=850, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย=750-770, กิมเอ็ง=830, เคจีไอ=xx, พัฒนสิน=720-866, เอบีเอ็น แอมโร=750-775, บีเอ็นพี=xx, ดีบีเอส=747, ฟิลิป=760, ยูโอบี=680-750, เจพีมอร์แกน=750


ครับ, ทุกคนก็มีวิธีการและข้อมูลเป็นของตนเอง ตัวเลขมันจึงแตกต่างกันไป แต่ก็พอจะสรุปได้ว่า "ผ่าน800ได้ยาก" ซึ่งผมจะไม่ขอวิจารณ์ ทั้งนี้เพราะวิจารณ์แล้วก็ทำให้คนบางคนไม่พอใจ แต่จะขอให้พวกเราจำกันเอาไว้ให้ดีๆ ถึงปลายปีแล้วมาทบทวนกัน


สำหรับผมเองนั้นใช้การดูคลื่น ผมบอกว่าเรามีคลื่นอยู่ 3 ประเภท ซึ่งเกิดขึ้นและซ้อนกันอยู่ แต่เราก็สามารถแยกมันออกจากกันได้ คลื่นประเภทแรกคือ "คลื่นเศรษฐกิจ" ซึ่งมีความยาวคลื่นประมาณ 11-13ปี คลื่นนี้ขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ในช่วง 30 ปีที่เราเปิดตลาดมานั้นได้เกิดคลื่นชนิดนี้มา 3 ลูกแล้ว จุดสูงสุดของมันคือ 2700, 850, 1700 ตามลำดับ และในรอบปัจจุบันมันจะไปสูงสุดในปี 2551 และเนื่องจากเศรษฐกิจของเรามันน่าจะไปได้เกือบเท่ากับรอบที่แล้ว(มันแย่กว่าเพราะถูกฝรั่งและต่างชาติเทขายเอากำไรไปประมาณ 300,000 ล้านบาท) ผมจึงคาดว่าปี 2551 น่าจะไปได้แค่ 1500 เท่านั้น และจากตัวเลขอันนี้ผมก็คาดว่า จุดสูงสุดของปีต่างจะเป็นดังนี้
ปี2548=885, ปี2549=1090, ปี2550=1295, ปี2551=1500


ครับ, ตัวเลขข้างบนนี้แตกต่างจากที่ผมเคยตอบไว้ในเว็บบอร์ดเล็กน้อย แต่ก็ไม่มาก และที่น่าสังเกตุก็คือ มันสูงกว่าทุกโบรกเกอร์ที่กล่าวมาข้างบน ดังนั้นมันจึงดูจะแปลกประหลาดดี


แล้วมันจะเป็นไปได้หรือ?


ครับ, วิธีการของผมมันดูจะไม่ค่อยมีอะไรเป็นรากฐาน มันเป็นการใช้สถิติแบบง่ายๆ มันดูไม่น่าเชื่อถือเท่าใดนัก แต่ผมก็ขอให้ดูกันต่อไป


ภาพที่อาจเกิดขึ้นได้(scenario)มี 2 แบบ ดังนี้
1. จากเดือนมค.นี้หุ้นจะวิ่งขึ้นไปถึง 700-750ในตอนสิ้นเดือน แล้วจะใหลลงมาเล็กน้อย แล้วก็จะวิ่งขึ้นอีกครั้งในเดือน กพ.-มีค. มันจะไปจนถึง 885 ได้เลย หลังจากนั้นก็จะลงเป็นคลื่นเล็ก 4-5 ลูก ไปต่ำสุดที่เดือน กย. แล้วขึ้นใหม่อีกทีในเดือน ตค.-ธค. แต่ก็ไม่ถึง 885 มันจะเป็นแค่ฐานเพื่อนำไปสู่จุดสูงสุดของปี49
2. จากเดือนมค.นี้หุ้นจะวิ่งขึ้นไปถึง 700-720 ในตอนสิ้นเดือน แล้วก็หมดแรง มันจะลงเป็นคลื่นเล็ก 4-5 ลูก ไปต่ำสุดที่เดือน มิย.-กค. แล้วขึ้นใหม่อีกทีในเดือน สค.-ธค. โดยขึ้นเป็นคลื่นเล็ก 4-5 ลูก ซึ่งจะขึ้นไปถึง 885 ได้


ภาพแบบที่ 1 นั้นเป็นกรณีที่พรรคไทยรักไทยได้ชื่อเสียงเพิ่มขึ้นแรงก่อนเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งออกมาดี หรือคือได้คะแนนเสียงมากกว่า 270 เสียง ส่วนภาพที่2 นั้นเป็นกรณีที่ช่วงเลือกตั้งนี้ยังคลุมเครือ แต่เลือกตั้งแล้วไทยรักไทยก็ยังได้คะแนนเสียงระหว่าง 220-250 เสียง


ครับ, การขึ้นลงของหุ้นในปี48 นั้นจริงๆแล้วก็ยังเป็นไปตามทฤษฎีลูกคลื่น แต่จุดสูงสุดของปีอาจอยู่ที่ต้นปีหรือปลายปีก็ได้ มันจะขึ้นอยู่กับผลของการเลือกตั้ง


ใครจะถูกหรือใครจะผิดก็รอดูกันต่อไป


....................

07 มค.48 ..... ได้อะไรจากคลื่นซือนามิบ้าง?


นอกจากได้เห็นความสูญเสียและความมีน้ำใจของคนไทยแล้ว ผมคิดว่าเราได้เห็นอะไรๆอีกแยะทีเดียว เท่าที่ผมพอจะนึกออกมีดังนี้


1. ได้เห็นความเลวของบริษัททางการเงินของต่างชาติิิที่ออกมาฟันธงว่าซูนามิจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแค่ 0.0 เปอร์เซนต์ในไตรมาสแรกของปี48 พูดจนหุ้นตกแล้วก็เข้าซื้อไปจำนวนหนึ่ง
2. ได้เห็นความคิดแปลกๆจากนักวิชาการของกระทรวงคลัง ที่ออกมาบอกว่า เงินที่ใหลเข้าไปช่วยเหลือนั้นมันมากกว่าความเสียหาย ดังนั้นเศรษฐกิจกลับจะเติบโตมากกว่าที่คาดไว้ถึง 0.14 เปอร์เซนต์(คิดแบบนี้เห็นจะต้องเชียร์ให้มาถล่มทุกวัน)
3. ได้เห็นความไม่เอาใหนของนักวิเคราะห์ไทย(ที่ชอบออกมาพูดในจอแก้ว) ที่สรุปไปเลยว่าซูนามิจะทำให้หุ้นธนาคารตกแรง ให้นักลงทุนขายทิ้งเสียโดยเร็ว แต่ลงท้ายมันกลับเกิดผลในทางตรงกันข้าม คือหุ้นกลุ่มธนาคารกลับวิ่งขึ้น
4. ได้พิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า ข่าวร้ายต่างๆนั้นมันจะทำให้หุ้นตกเพียงชั่วคราว ไม่กี่วันหุ้นมันก็กลับเข้าสู่แนวเดิม
5. เปิดโอกาสให้ผมได้ทดลองเล่นหุ้นแบบ"ช้อนซื้อเมื่อเกิด panic sell"


สำหรับข้อ 5 นี้ผมมีรายละเอียดมาเล่าให้ท่านฟัง


พอเห็นข่าวคลื่นซือนามิเข้าถล่มเมืองภูเก็ตในวันอาทิตย์ที่ 26 ธค. ผมก็แน่ใจได้เลยว่าจะเกิด panic sell ในวันจันทร์ ผมจึงตรวจดูว่ามีเงินเหลืออยู่ในบัญชีออมทรัพย์อยู่เท่าใด และเมื่อตลาดเปิดผมก็นั่งจ้องอยู่หน้าจอทีวีเลย แล้วก็สั่งซื้อทันทีที่ดัชนีลงมาประมาณ 14 จุด(เข้าใจว่าเป็นตอน 10.15 น.) แต่ความที่ใจผมมันยังไม่กล้านัก ผมจึงซื้อแค่สองตัว คือ SCB, KBANK โดยลงไปตัวละประมาณ 400,000 บาท แล้วก็ตั้งใจไว้ว่า "ถ้ามันลงไปอีกจะต้องถอนเงินจากสหกรณ์มาลงอีก" แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ซื้อเพิ่ม ทั้งนี้เพราะดัชนีมันตีกลับขึ้นมาครึ่งทาง


ครับ, วันรุ่งขึ้นก็นั่งหน้าจออีก แต่หุ้นก็ไม่ลงฮวบฮาบ มันแค่แกว่งไปมา
ในที่สุดมันก็ปิดสิ้นปีไป โดยที่ผมมีกำไรแค่ประมาณ 3.5 เปอร์เซนต์ หรือเป็นเงินแค่ 24,000 บาทเท่านั้น


จากตรงนี้ผมก็ถามตัวเองว่า เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
ครับ, การเล่นหุ้นแบบรอซื้อเมื่อตลาดตกใจนี้มันยากกว่าที่คิด ถ้าจะให้ได้กำไรแยะๆก็ต้องลงทุนมากๆ แต่การที่จะเอาเงินมากองทิ้งไว้ในบัญชีออมทรัพย์นั้นมันไม่เข้าท่า ประการที่สองคือ ถึงเวลาจะซื้อนั้นเราก็ไม่รู้จะเลือกตัวใหน ผมไม่อยากเสี่ยง ก็เลยซื้อหุ้นแบงก์ ซึ่งอัตราการตกลงมามันน้อย แต่จะให้ซื้อหุ้นที่หวือหวา มันก็ไม่แน่ มันอาจตกลงไปมากและนาน เดี๋ยวจะต้องมาขาดทุนตอนขายเสียเปล่าๆ ประการสุดท้ายคือ ไม่รู้ว่าจะเข้าซื้อตอนใหนดี คราวนี้นับว่าโชคดี คือซื้อแล้วหุ้นตีกลับขึ้นมาเลย แต่คราวหน้าอาจจะไม่โชคดีอย่างนี้


โดยสรุปแล้ว การเล่นหุ้นตอนตลาดตกใจนี่คงไม่ได้ผล เพราะปีหนึ่งอาจได้เล่นหนเดียว เงิน 24,000 บาทมันไม่พอใช้ มันอยู่ได้แค่ครึ่งเดือน


ครับ, คลื่นซือนามิสอนอะไรๆผมได้เยอะทีเดียว แต่สำหรับคนไทยเรา ซึ่งเทขายให้ต่างชาติไปสองสามหมื่นล้านบาท ก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย คิดอยู่อย่างเดียว คือ หนีเอาตัวรอดดีกว่า เสียเท่าใหร่ไม่สำคัญ เล่นหุ้นแบบนี้ไม่ช้าก็หมดตัว


..................

12 มค.48 ..... การสร้างเด็กอย่างผิดๆ


เมื่อสองสามวันก่อนมีรายการทางทีวีอยู่อันหนึ่ง ผมดูแล้วรู้สึกเป็นห่วง รายการนี้เกิดจากบริษัทกองทุนอันหนึ่ง เขาได้จัดให้นิสิตนักศึกษาเข้ามาแข่งขันกันลงทุน เขาสมมุติให้ทุกคนมีเงินคนละ 10 ล้านบาท แล้วก็เล่นหุ้น เล่นตราสารหนี้ และอื่นๆ เป็นระยะเวลาประมาณ 60 วัน ทั้งนี้โดยใช้ราคาตามที่เป็นจริงในตลาดเลยที่เดียว เด็กจะสั่งซื้อสั่งขายได้เหมือนจริง แต่เป็นแค่การบันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อครบ 60 วันแล้วก็มาดูกันว่าใครทำกำไรได้เท่าใด แล้วบริษัทนั้นก็ให้รางวัลแก่คนที่ได้กำไรอันดับที่ 1 ถึง 10 แล้วก็เอามาออกทีวี 3-4 คน


ครับ, จากการสัมภาษณ์โดยพิธีกร ผมได้ข้อมูลต่างๆดังนี้
1. คนได้ที่หนึ่งบอกว่า 60 วันเธอซื้อขายหุ้นไป 2000 ล้านบาท เธอจึงได้กำไรมาก
2. คนที่ได้รางวัลแล้วนั้นบริษัทจะไม่ให้เข้าแข่งขันอีก
3. ผู้ได้รางวัลทุกคนยอมรับว่า การลงทุนโดยซื้อกองทุนนั้นดี เพราะมีโอกาสเลือกที่จะลงทุนในตราสารหนี้ผสมผสานกับการลงทุนในหุ้น
4. จากคนที่เข้าแข่งขันเกือบ 200 คน มีคนทำกำไรได้ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ขาดทุน
5. ผู้มาออกทีวีทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าตนได้เรียนรู้ในเรื่องการลงทุนจนมีความรู้พอที่จะออกไปทำงานด้านการให้คำปรึกษาทางการลงทุน และอยากจะยึดเป็นอาชีพในอนาคต


ครับ, จริงๆแล้วก็มีข้อมูลอื่นๆอีกมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผิดในเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อีกมากมาย เวลาของรายการนี้มันยาวประมาณ 1 ชั่วโมง มันจึงพูดกันได้แยะทีเดียว


โอเค, เรามาดูถึงความผิดพลาดของโครงการอันนี้กัน
ประการแรกคือ การเล่นหุ้นแค่ 60 วัน แล้วมาดูผลนั้นมันไม่สามารถบอกได้ว่าที่ 1 ถึง 10 ของครั้งนี้จะเป็นคนเก่งจริง ลองให้สิบคนนี่ได้เข้าเล่นใหม่ในรอบต่อๆมาซิครับ พวกเขาอาจกลายเป็นที่โหล่ได้ คนที่เก่งจริงนั้นจะอยู่ในตำแหน่งปานกลาง พวกเขาจะต้องทำกำไรโดยเฉลี่ยได้สูง แต่กำไรโดยเฉลี่ยนี้จะไม่สูงมากนัก มันจะสูงกว่าฝากเงินที่ธนาคารเพียงเล็กน้อย ใครที่ทำกำไรรอบละ 100-200 เปอร์เซนต์นั้นมันเป็นความฟลุ๊กเท่านั้น
ประการที่สองคือ คนที่ได้ที่หนึ่งนั้นบอกว่าซื้อขายถึง 2000 ล้านบาท นั่นมันหมายถึงว่า เธอจะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียม 2000*0.005=10 ล้านบาท คนที่รวยในการเล่นแบบนี้ก็คือโบรกเกอร์ คนที่ขาดทุนก็คือนักลงทุนอื่นๆ ถ้าให้คนอย่างเธอสัก 200 คน ไปคุมกองทุนที่เรามีอยู่ประมาณ 200 กองทุน ซึ่งเป็นเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท เงินทั้งหมดก็จะตกเป็นของโบรกเกอร์หมดภายในเวลา 60 วัน การซื้อขายทั้งหมดจะเป็นเงิน 200*200,000=40 ล้านล้านบาท ตลาดก็คงจะบูมกันอย่างสุดขีด(หรือไม่ก็ฉิบหายกันจนหมดประเทศ เพราะวอลุ่มจะขึ้นถึง 0.5-1.0 ล้านล้านบาทต่อวัน)


เราจะส่งเสริมให้มีผู้บริหารกองทุนแบบนี้จริงหรือ?
ถ้าสอนให้มาเป็นนักลงทุนเองละก็...ผมเห็นด้วย เพราะผมจะได้รวยขึ้น
ความเชื่อของผมก็คือ ใครเล่นหุ้นแบบนั้นต้องเจ้งแน่นอน


ความผิดพลาดประการที่สามคือ ผู้ทำโครงการนั้นพยายามที่จะไม่ให้คนรู้ว่ามีคนขาดทุนอยู่เท่าใด แต่เด็กที่มาออกรายการนั้นต้องการโชว์ว่าตัวเองเก่ง จึงเปิดเผยออกมาว่าคนเข้าแข่งขันส่วนใหญ่ขาดทุน เวลาที่เด็กพูดเรื่องนี้ออกมาผู้ทำโครงการทำหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน นี่แสดงให้เห็นว่า ทำโครงการเพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่อความรู้ ประเทศไทยคงจะเป็นสังคมแห่งความรู้ได้ยาก


ครับ, ขอสรุปเลยดีกว่า คือ โครงการนี้ไม่ได้มีการประเมินผล ไม่มีการวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล มุ่งแต่จะปั่นหัวเด็กให้หลงผิด มุ่งสร้างกำไรให้แก่บริษัทของตัวแต่เพียงอย่างเดียว


บริษัทนี้ชื่อว่าอะไรให้ไปสืบกันเอาเองนะครับ และใครที่ซื้อกองทุนนี้อยู่ก็ติดตามให้ดีๆ ถ้าเขาจ้างเอามือที่หนึ่งของโครงการนี้เข้าไปทำงาน เงินของท่านก็อาจเหลือ 0 บาทในไม่กี่เดือน


.................

21 มค.48 .... ทำไมคนไทยจึงต้องกลัวเฮดจ์ฟันด์?


ดร. อนุสรณ์เขียนไว้ในกรุงเทพธุรกิจทัศนะวิจารณ์ฉบับวันนี้ว่า เฮดจ์ฟันด์เป็นนักไล่ล่าที่ไร้คุณธรรม และจากการเข้าไปปั่นตลาดของประเทศต่างๆจนได้กำไรไปเยอะแยะแล้ว เจ้าความปั่นป่วนของตลาดก็ย้อนกลับมาทำให้ตัวเองมาขาดทุนในระดับ 30-40 เปอร์เซนต์ต่อปี ในช่วงปี 2540-2543 และต้องล้มลงไปหลายกองทุน


ครับ, ดูจากบทความอันนี้แล้ว คนไทยก็ไม่น่าจะไปกลัวมัน แต่ผมก็ยังเห็นว่าคนไทยนั้นมองเฮดจ์ฟันด์อย่างกับเป็นพระเจ้า เราเฝ้าภาวนาให้กองทุนพวกนี้เอาเงินมาลงทุนในตลาดไทย และเมื่อเข้ามาแล้วก็ภาวนาให้อยู่ต่อกันนานๆ พอเขาเริ่มซื้อน้อยลงเราก็รีบเทขายหุ้น... นี่เป็นสภาวะในช่วงตอนนี้แหละ ใครยังนึกไม่ออก หรือมองยังไม่เห็นภาพก็คงจะต้องทิ้งให้โง่ต่อไป


ครับ, เห็นความกลัวเฮดจ์ฟันด์แล้วทำให้ต้องมาคิดดูว่า เราจะปลดปล่อยตัวเองออกจากบ่วงกรรมนี้ได้อย่างไร


ดร.อนุสรณ์บอกว่า เฮดจ์ฟันด์นั้นเล่นเก็งกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เล่นแบบเสี่ยงๆ แต่อาศัยเงินกองทุนสูงๆมาปั่นตลาด เมื่อผลักดันตลาดได้ตามที่ตนเองต้องการก็มีกำไร เมื่อใหร่ที่ผลักดันไม่ได้มันก็ขาดทุนและเจ้งไป


ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราก็แก้ปัญหาได้ง่ายมาก คือ อย่าไปฟังมัน หรือดูมัน เราทำตามที่เราต้องการมันก็เดาไม่ออกว่าตลาดจะไปทางใหน มันผลักมันดันอย่างไรก็อย่าไปเชื่อ....


แต่.... ผมไม่เห็นได้ผลสักที พูดไปเท่าใหร่ๆก็ไม่มีคนไทยทำตาม ทุกคนติดตามการซื้อขายของเฮดจ์ฟันด์จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสื่อไปแล้วว่าต้องเสนอตัวเลขการซื้อขายทันทีที่ปิดตลาด


ครับ, เมื่อดูกันให้ลึกซึ้งแล้วก็จะเห็นได้ว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้กลัว หรือนับถือเฮดจ์ฟันด์ เรากลัวการตกรถไฟ และกลัวการติดยอดดอยเสียมากกว่า เราไปซื้อตามเฮดจ์ฟันด์เพราะกลัวตกรถไฟ และเรารีบขายเมื่อมีข่าวว่าเฮดจ์ฟันด์จะทิ้งหุ้นไทย เราไปติดตามอัตราแลกเปลี่ยนเพราะคิดว่าจะเป็นตัวบอกว่าเฮดจ์ฟันด์จะเข้าหรือออก...ฯลฯ


ครับ, หนทางแก้ในเรื่องนี้ก็คือ ต้องมีเครื่องมือให้แก่คนไทยในการมองให้เห็นเทรนด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องนี้มีให้ท่านดูฟรีกันอยู่แล้ว มันอยู่ในเว็ปนี้และครับ


ครับ, ใครจะเชื่อผมหรือไม่เชื่อผมก็ได้ทั้งนั้น แต่ขอให้ดูกันไปนานๆก็แล้วกัน ผมเบื่อคำพูดที่ว่า "โปรแกรมที่สมบูรณ์แบบไม่มีอยู่ในโลกนี้" เพราะเป็นคำพูดที่งี่เง่าที่สุด


มีใครอยากได้โปรแกรมที่ทำนายได้ถูกต้อง 100 เปอร์เซนต์บ้าง?( ฝันไปเถอะ เพราะถึงมีคนทำได้ เขาก็ไม่มาขายให้) เอาแค่ทำกำไรได้ยังไม่พอใจอีกหรือ?


.......................

26 มค.48 .... ขอจับโกหกไอ้คนเห็นแก่ได้


วันนี้อ่านข่าวเรื่อง"สมาคมบลจ.เล็งขอคลังลดภาษีแอลทีเอฟเพิ่ม"แล้วรู้สึกหงุดหงิด ที่หงุดหงิดก็เพราะคนพวกนี้เห็นแก่ได้ และชอบยกตัวเลขขึ้นมาหลอกลวงชาวบ้าน วันนี้ผมจึงขอมาจับผิดเจ้าคนประเภทนี้ให้ดู


ตามข่าวเขาบอกว่า คนลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟในขณะนี้สามารถนำเอาเงินลงทุนไปหักออกจากรายได้ 300,000 บาท ซึ่งพวกเขาไม่พอใจ เขาอ้างว่าผู้ซื้อหน่วยลงทุนแอลทีเอฟกว่าครึ่งซื้อเต็มตามที่กรมสรรพากรอนุญาต เขาอยากให้เพิ่มวงเงินขึ้นไปเป็น 500,000 บาท เขายังบอกอีกว่า ตอนนี้เงินลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 120,000-130,000 บาท ถ้าให้เพิ่มเป็น 500,000 บาทได้กองทุนของเขาจะเพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนอีกมาก


ครับ, ถ้ากว่าครึ่งของผู้ซื้อกองทุนแอลทีเอฟซื้อเต็มตามที่กรมสรรพากรอนุญาต แล้วค่าเฉลี่ยการลงทุนจะเป็น 120,000-130,000 บาทได้อย่างไร? ตัวเลขอย่างนี้มันโกหกกันชัดๆ เราลองมาสมมุติกันว่าพวกที่ซื้อไม่เต็มวงเงินนั้นซื้อโดยเฉลี่ย x บาท เราก็จะตั้งสมการได้ว่า 0.5*x+0.5*300,000=125,000 หรือคือ 0.5*x=125,000-0.5*300,000 หรือคือ 0.5*x=125,000-150,000 หรือคือ 0.5*x= -25,000 หรือคือ x= -50,000 บาท


ครับ, มันทำให้ค่า x ติดลบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้


ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า ทำไมต้องโกหก?
คำตอบก็คือ มันเห็นแก่ได้ครับ


จริงๆแล้วการออกกฎให้เอาเงินลงทุนในกองทุนประเภทนี้ไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้นมันก็เลวทรามพอแล้ว เพราะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียภาษีอื่นๆ เฉพาะแค่กองทุนของนายคนนี้ก็เป็นเงินถึง 42,000 ล้านบาท(ดูรายละเอียดได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 มกราคม 2548 หน้า 23 ท่านจะได้ทราบด้วยว่าไอ้นายคนนี้มันชื่อว่าอะไร) ซึ่งทำให้รัฐขาดรายได้ไปประมาณ 0.15*42,000=6,300 ล้านบาท แล้วก็ต้องมาเก็บเพิ่มเอาจากคนอื่น ถ้าตอนนี้เราเสียภาษีกันอยู่ 5 ล้านคน เราก็ต้องเสียเพิ่มอีกคนละ 1,260 บาท


ที่มันเลวทรามยิ่งกว่านั้นก็คือ มันเอาข้อดีอันนี้ไปกล่าวอ้างกับนักลงทุนว่า "เล่นกองทุนแอลทีเอฟแล้วลดความเสี่ยง เพราะเท่ากับได้กำไรมาไว้ในมือแล้วประมาณ 15-20 เปอร์เซนต์" หรือพูดง่ายๆก็คือ เอาเงินไปซื้อกองทุนของพวกมันแล้วพวกมันจะสามารถเล่นให้ฉิบหายได้ 15-20 เปอร์เซนต์


ครับ, ดูกันต่อไปก็แล้วกัน ไอ้ความคิดแบบนี้จะเห็นผลใน 3-5 ปีข้างหน้า คือ พวกมันจะเอาเงินของท่านไปถลุงเล่นจนขาดทุน 15-20 เปอร์เซนต์แน่นอน


...................

1 กพ.48 .... เล่นหุ้นนั้นดีกว่าฝากเงินแน่นอน


ผมเหลือบดูรายงานของโปรแกรม SC68EX แล้วก็แปลกใจ นี่ผ่านมาแค่ 1 เดือน โปรแกรมนี้ทำกำไรในหุ้นกลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ พลังงาน และสื่อสาร ในอัตรา 4.36, 10.86, 4.57, 6.29 เปอร์เซนต์ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของทุกแบงก์ แต่ทำไมคนไทยยังเอาเงินไปฝากไว้ที่แบงก์?


ครับ, คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเล่นหุ้น พวกเขากลัวว่าเล่นหุ้นแล้วจะขาดทุน เขาเลือกหนทางที่ไม่เสี่ยง เขาเห็นว่าฝากเงินไว้ที่แบงก์คือหนทางเดียวที่จะลดความเสี่ยง


ครับ, นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง จริงๆแล้วการเล่นหุ้นแบบไม่เสี่ยงนั้นก็มีอยู่ เราสามารถลดความเสี่ยงได้ในระดับเดียวกัน หรือต่ำกว่าฝากเงินที่แบงก์ได้ แต่มันต้องมีวิธีการ คนที่อยู่ดีๆก็ถอนเงินฝากไปเล่นหุ้นนั้นมันมีโอกาสขาดทุนถึง 95 เปอร์เซนต์(คนเล่นหุ้นแบบเน้อๆ 20 คนจะมีคนกำไรแค่ 1 คน)


เราจะลดความเสี่ยงได้อย่างไร?


เราลดความเสี่ยงได้โดย
1. เล่นหุ้นระยะยาวเป็นรายปี
2. ดูกราฟให้ออกว่าตอนใหนเป็นขาขึ้นและตอนใหนเป็นขาลงของรอบรายปี
3. ซื้อเมื่อกราฟมันตีขึ้นมาแล้วประมาณ 2 เดือน
4. ขายเมื่อกราฟมันตีขึ้นมาแล้วประมาณ 4 เดือน
5. เลือกซื้อแต่หุ้นที่มีความมั่นคง
6. อย่าเล่นหุ้นในตอนที่เศรษฐกิจเป็นขาลง


ครับ, จริงๆแล้วเมื่อเรามองดูกราฟของราคาปิด เป็นระยะเวลาประมาณ 12 เดือน ท่านจะพบว่า ราคาหุ้นนั้นมันจะใหลลงอย่างช้าๆประมาณ 6 เดือน และตีขึ้นอย่างช้าๆประมาณ 6 เดือน จุดที่เป็น Peak และจุดที่เป็น Bottom นั้นจะห่างกันประมาณ 6 เดือน แต่ก็มีการคลาดเคลื่อนได้บ้าง มันจึงไม่ลงตรงเดือนเดิมเสมอไป ถ้าเราอยากได้กำไรสูงสุดเราต้องซื้อที่จุด Bottom และต้องไปขายที่จุด Peak แต่เรามักจะกะไม่ถูกว่าจุด Bottom และ Peak นั้นอยู่ตรงใหนกันแน่ คนที่จะเอากำไรสูงสุดจึงอาจซื้อเร็วไป หรือช้าไป และขายก็อาจเร็วไปหรือช้าไปเช่นกัน ซึ่งมันจะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีความเสี่ยงเหลืออยู่ ดังนั้นผมจึงได้ปรับคำแนะนำให้เป็นแบบข้อ 3 และ 4 หรือคือ จะซื้อก็เมื่อเราเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าหุ้นมันขึ้นไปบ้างแล้ว และจะขายก่อนที่มันจะถึงจุด Peak


ครับ, ปี2548 ได้ผ่านเข้ามาแล้ว 1 เดือน โปรแกรมเล่นหุ้นของผมสามารถทำกำไรไปแล้ว 4 ถึง 10 เปอร์เซนต์(โดยเฉลี่ย) ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วๆไป เราจะไม่เล่นหุ้นทุกตัว เราสามารถเลือกเล่นแต่ตัวที่ดีๆสัก 4-5 ตัวเท่านั้น อัตรากำไรก็จะสูงขึ้นไปอีกได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงลงไปอีกด้วย


ครับ, อย่าคิดว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เท่าเดิมตลอดเวลา ความเสี่ยงมันลดกันได้ มันอยู่ที่การเลือกวิธีปฎิบัติ


..........................

2 กพ.48 ..... ไม่ใช่ระบบผิด?


เปิดวิ่งกันใหม่ไปแล้ว รถไฟไต้ดินของเมืองไทย พร้อมทั้งมีการออกมาย้ำว่า "เป็นความบกพร่องของพนักงานขับรถ"


ครับ, ใครจะเชื่อว่าเป็นความผิดของพนักงานขับรถ หรือเชื่อว่าระบบได้รับการออกแบบมาถูกต้อง ผมก็ไม่ขอลงไปนั่งรถไฟไต้ดินสายนี้ และไม่มีวันเข้าไปซื้อหุ้นตัวนี้ ทั้งนี้เพราะผมยังมีข้อกังขาอยู่หลายเรื่อง


เรื่องแรกก็คือ เมื่อรถใหลลงไปในอุโมงค์แล้วทำไมจึงไม่มีไฟจ่ายให้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อวิ่งกลับขึ้นมาตามที่ทุกคนเข้าใจ เรื่องนี้มันต้องมีการสืบสวนกันให้กระจ่าง มันเป็นไปได้ว่า มันมีไฟฟ้าจ่ายเข้าตามที่คิด แต่เจ้ามอเตอร์ที่กำลังหมุนกลับทิศ(เพราะกำลังวิ่งถอยหลัง)มันไม่ยอมทำงาน เรื่องนี้ท่านผู้อ่านควรมาทำความเข้าใจ คือมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมี 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นแบบใช้ไฟเฟสเดียว มันจะมีสายไฟเข้าแค่ 2 สายเหมือนกับที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป มอเตอร์แบบนี้ถ้าเราหมุนมันให้กลับทิศแล้วจึงสับไฟฟ้าไส่เข้าไปมันจะหมุนในทิศนั้นต่อไป เจ้ารถไฟก็จะยิ่งวิ่งลงอุโมงค์เร็วขึ้น แล้วก็ไปชนกับรถที่จอดอยู่อย่างแรง มอเตอร์อีกชนิดหนึ่งนั้นเป็นแบบใช้ไฟสามเฟส มอเตอร์แบบนี้สร้างคลื่นแม่เหล็กที่หมุนได้เพียงทิศเดียว มันจะมีสายไฟเข้า 3 หรือ 4 เส้นไม่ว่าเราจะให้มันหมุนทางทิศใหนมาก่อน เมื่อสับไฟฟ้าเข้าไปมันจะหมุนตามทางเดิมของมัน นั่นคือจะพยายามวิ่งกลับขึ้นอุโมงค์มา และก็จะไม่เกิดเหตุรถไฟชนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในตอนที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามเฟสนี้พยายามหมุนย้อยกลับ กระแสไฟที่ใหลเข้าจะสูงมากกว่าปรกติ มันจึงอาจเกิดการตัดไฟออก แล้วรถไฟก็จะใหลลงอุโมงค์ไปชนกับคันอื่นได้


ครับ, โดยทั่วๆไปนั้นมอเตอร์ในงานอุตสาหกรรมหนักเขาใช้ไฟสามเฟส แต่มันต้องมีสายไฟ 3 หรือ 4 เส้น ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองอุปกรณ์ที่เป็นสพานจ่ายไฟเข้าสู่ตัวรถไฟ ผู้ออกแบบระบบจึงอาจเลือกไปใช้ชนิดไฟเฟสเดียวก็เป็นได้ และถึงแม้ว่าจะเลือกใช้ไฟสามเฟสก็ตาม มอเตอร์จะต้องมีระบบป้องกันการตัดกระแสไฟเร็วกว่ากำหนด(โดยการปรับกระแสในโรเตอร์) ซึ่งจะมีราคาแพงขึ้น ผู้ออกแบบจึงอาจสั่งให้ใช้มอเตอร์สามเฟสธรรมดา แล้วก็เกิดการตัดกระแสไฟเมื่อมันวิ่งถอยหลัง แล้วก็เกิดการชนกันจนได้


ครับ, เรื่องนี้เราควรจะให้มีการสอบสวนให้กระจ่าง เพราะถ้าผู้ออกแบบไปเลือกใช้มอเตอร์ไฟเฟสเดียว หรือเป็นไฟสามเฟสแบบธรรมดา มันก็เป็นการออกแบบที่ผิด และคนก็ไม่ควรจะลงไปนั่ง เพราะมันเป็นความผิดที่ฝังอยู่ในระบบ


คำถามที่สองของผมก็คือ ทำไมจึงออกแบบให้มีช่องว่างของการจ่ายไฟฟ้าอยู่ตรงเนินที่ปากอุโมงค์พอดี? ท่านผู้อ่านลองคิดดู เวลาเราขับรถขึ้นจากอุโมงค์นั้นเราต้องเร่งเครื่อง และต้องภาวนาไม่ให้เครื่องดับ เรารู้กันโดยจิตสำนึกว่า ถ้าเครื่องดับตอนนั้นคงต้องเดือดร้อนแน่ๆ แล้วทำไมคนออกแบบระบบรถไฟฟ้าบ้านี่จึงมาตัดตอนการจ่ายไฟฟ้ที่ตรงนั้น? ผมเห็นว่า นี่เป็นการออกแบบที่ผิด ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ เหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน


คำถามที่สามของผมก็คือ เมื่อรถวิ่งถอยหลังเข้าอุโมงค์แล้วทำไมไม่มีเบรก? เรื่องนี้เป็นไปได้หลายอย่าง เช่น ขณะที่ถอยหลังลงมานั้นไม่มีไฟฟ้าเข้าสู่ตัวรถ เบรกนั้นต้องใช้ไฟฟ้า มันจึงไม่ทำงาน ในกรณีเช่นนี้เราต้องมีไฟฟ้าสำรองอยู่ในรถ ซึ่งผู้ออกแบบอาจไม่จัดไว้ให้ เพราะต้องการลดต้นทุน ซึ่งเป็นความผิดพลาดประเภท"จากระบบ"อีกแบบหนึ่ง


ครับ, ยังมีคำถามอยู่อีกมากมาย ซึ่งผู้บริหารต้องรีบถาม รีบแก้ใข และรีบเอามาชี้แจงกัน แล้วคนจะได้ประเมินได้ว่าความเสี่ยงนั้นมีมากน้อยแค่ใหน บริการต่างๆนั้นไม่มีใครออกแบบจนหมดความเสี่ยงไปได้ คนเราต้องการแค่รู้ว่าเสี่ยงแค่ใหน และมันจะคุ้มกับเงินที่จ่ายเป็นค่าบริการหรือไม่


ครับ, การเอานายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นตัวอย่าง 1 เที่ยว แล้วบอกว่าดีแล้ว นับเป็นความคิดที่บ้าบอคอแตกที่สุด


....................

08 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด


การเลือกตั้ง สส. ได้ผ่านไปแล้ว ถึงแม้ว่าคะแนนยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการ แต่เราก็พอจะใช้ตัวเลขปัจจุบันเป็นผลการเลือกตั้งได้ ผลก็คือ พรรคไทยรักไทยได้คะแนนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนลดลง พรรคชาติไทยได้ใกล้เคียงกับที่ตัวเองคาดหมายไว้ ส่วนพรรคมหาชนผิดหวังอย่างแรง


ครับ, ในช่วงนี้ทุกๆพรรคจะกลับไปทบทวน และอยู่ในสภาพที่จะยอมรับคำวิจารณ์ได้ดี ผมจึงขอมาติเพื่อก่อให้ฟัง คนที่ถือหางพรรคต่างๆก็คงจะไม่ด่าผมมากนักเมื่อผมติ


พรรคที่เสียหายหนักที่สุดน่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ จุดผิดพลาดมีสามประการ คือ

1. การมาขอ 201 เสียงนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะเป็นการมองจากมุมแคบ ตัวเลข 201 นั้นได้มาจากการบอกว่า ถ้าประชาธิปัตย์ได้เสียง 201 เสียงก็จะสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกได้ มองแบบนี้เท่ากับไม่ได้ดูความเป็นจริง จริงๆแล้วมันยังมีอีกหลายพรรค การจะอภิปรายนายกรัฐมนตรีนั้นต้องการแค่ 201 เสียงจากพรรคฝ่ายค้านรวมกัน หรือคืออย่าให้ไทยรักไทยได้เกิน 299 เสียง ถ้าประชาธิปัตย์พูดแบบผมว่านี้ผลก็น่าจะออกมาดีกว่า การไปขอ 201 เสียงเป็นของตนเองแต่ผู้เดียวนั้นเท่ากับปฏิเสธความช่วยเหลือจากพรรคอื่น และถูกตีความหมายเป็นการซ่อนเล้นวัตถุประสงค์ คือ ถ้าประชาธิปัตย์ได้ 201 เสียง แล้วใครจะได้เป็นนายก? ในเมื่อชาติไทยก็กะว่าจะได้ 30-40 เสียง และมหาชนก็กะว่าจะได้ 20-25 เสียง รวมกันแล้วก็จะเกินกว่าครึ่ง ประชาธิปัตย์ก็จะได้เป็นนายกมากกว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านนะซิ แถมนายอภิสิทธิ์ออกมาพูดว่าพร้อมที่จะเป็นนายก มันจึงสร้างความตระหนกตกใจกันไปทั่ว

2. การที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกไปหาเสียงโค้งสุดท้าย โดยกล่าวหาว่านายกทักษิณทำให้หุ้นในกลุ่มชินวัตร์มีราคาเพิ่มขึ้นสูงนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่รู้เรื่องหุ้น ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ และเปิดโอกาสให้นายกทักษิณโต้ตอบได้ว่าหุ้นมันขึ้นทุกกลุ่ม

3. การที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีการซื้อสิทธิ์และขายเสียงกันอย่างมากมาย นั้นทำให้เกิดความรู้สึกว่าประชาชนถูกดูถูกดูแคลน และเกิดกระแสที่จะไปลงให้แก่พรรคที่บอกว่าเขาไม่ซื้อสิทธิ์


ครับ, ถ้าประชาธิปัตย์ศึกษาให้มากกว่านี้ และเลิกด่าคนไทยด้วยกัน และทำอะไรๆให้มันตรงไปตรงมา เสียงสนับสนุนก็น่าจะคืนกลับมาได


ติเพื่อก่อนะครับ พรุ่งนี้จะพูดถึงพรรคอื่นบ้าง


.......................

09 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนที่2)


พรรคที่สูญเสียเป็นอันดับสองก็คือพรรคไทยรักไทย ท่านผู้อ่านอาจรู้สึกแปลกใจ ทั้งนี้เพราะไทยรักไทยเป็นผู้ชนะ เรื่องนี้ท่านต้องคิดให้ลึก คือ ด้วยความผิดพลาดของพรรคอื่นๆ และด้วยผลงานที่ผ่านมา ไทยรักไทยน่าจะได้คะแนนเสียงประมาณ 400 เสียง แต่หัวหน้าพรรคไปดำเนินการผิดสองเรื่อง จึงมีผลทำให้ได้คะแนนลดเหลือแค่ 372-373 เสียง มันเท่ากับขาดทุนกำไรไป ประมาณ 27 เสียง


ความผิดพลาดของไทยรักไทยมีดังนี้

1. ไปซื้อตัว สส.ปักษ์ใต้ของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามา 4-5 คน ตรงนี้ทำให้ประชาธิปัตย์โจมตีเอาได้ แล้วทำให้คนใต้เกิดการรวมตัวกันไปลงคะแนนให้แก่ตัวแทนคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องปรกติ คนไทยเรานั้นไม่ชอบคนแปรพักตร์ เมื่อรู้ว่ามีคนแปรพักตร์ก็พูดกันอย่างลับๆ แล้วก็เลยลามไปถึงกลุ่มวาดะห์เข้าไปด้วย กลุ่มนี้เข้าลักษณะเป็นคนใต้ที่แปรพักตร์ไปเข้ากับคนเหนือ แล้วคนในกลุ่มก็ไม่พอใจต่อการกระทำของนายกทักษิณที่มีต่อกลุ่ม ลงท้ายแรงสนับสนุนเลยหายไป กลุ่มนี้จึงหลุดจากตำแหน่งหมดทุกคน นี่ทำให้ไทยรักไทยเสียเสียงในภาคใต้ไป

2. ไม่ยอมแสดงจุดยืนในเรื่องการร่วมมือกับพรรคชาติไทยให้ชัดเจน จริงๆแล้วนายกทักษิณรู้อยู่แล้วว่าจะได้เสียงถึง 400 และควรใช้ข้อมูลนี้ซัดเปรี้ยงลงไปเลยว่า "ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกัน" และควรจะถือโอกาสนี้ประกาศนโยบายรื้อฟื้นเรื่องคอรัปชั่นในโครงการเก่าๆที่ผ่านมาด้วย โครงการหลายโครงการถูกเก็บดองไว้เพราะมีการลูบหน้าปะจมูก การไม่ตัดเยื่อใยกับพรรคชาติไทยนี้ทำให้คนยังสงสัยว่าคนในพรรคไทยรักไทยมีเอี่ยวอยู่ในโครงการอัปยศเหล่านั้น ตรงนี้ทำให้ประชาชนไม่น้อยหันกลับไปลงคะแนนให้ประชาธิปัตย์ อย่างเช่นเขตบางกอกน้อย


ครับ, การซื้อตัว สส.นั้นเป็นแนวทางที่ผิด และถึงจะได้มาในตอนนี้ ในอนาคตจะเสียหายมากกว่า มันควรจะเลิกได้แล้ว โบรกเกอร์นั้นก็ควรจะเรียนไว้ การไปซื้อตัวมาร์เก็ตติ้งจากบริษัทอื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ลูกค้าที่โอนตามมานั้นไม่ช้าก็หนีหมด ส่วนการวางตัวให้ชัดเจนในเรื่องปัญหาคอรัปชั่นก็เป็นเรื่องสำคัญ ทำงานการเมืองต้องไม่แปดเปื้อนกับคอรัปชั่น (แต่ถ้าคนของไทยรักไทยมันสกปรกเองก็ควรรู้ตัวได้แล้วว่า...หลอกชาวบ้านไปได้ไม่นาน)


พรุ่งนี้คุยกันต่อ


....................

10 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนที่3)


พรรคที่สูญเสียเป็นอันดับสามก็คือพรรคมหาชน พรรคนี้ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 20-30 เสียง และมีความหวังว่าจะได้ตั้งรัฐบาล แต่ลงท้ายได้แค่ 2 เสียง ข้อผิดพลาดของพรรคนี้มีหลายเรื่อง ดังนี้


1. ออกประกาศว่าจะเป็นพรรคทางเลือกที่สาม แต่นโยบายลอกเอาของคนอื่นมาทั้งหมด เพียงแค่ปรับลดตัวเลข เช่น ด้านสาธารณสุขนั้นแทนที่จะเก็บเงินทีละ 30 บาท ก็เปลี่ยนเป็นให้รักษาฟรีไปเลย ด้านการศึกษานั้น แทนที่จะให้เรียนฟรีจนถึงมัธยมศึกษา ก็เปลี่ยนมาเป็นการเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี ...ฯลฯ
ครับ, นโยบายแบบนี้พูดง่ายแต่ทำยาก มันแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ใช้ความคิดเลย เช่น จะให้เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรีนั้นมันต้องใช้เงินมหาศาล พรรคนี้ยังไม่เคยบอกว่าจะเอาเงินมาจากใหน ค่าใช้จ่ายมันหัวละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ถ้าต้องจ่ายให้นิสิตจำนวน 8 ล้านคน มันก็เป็นเงินงบประมาณถึง 1.6 ล้านล้านบาท อย่างนี้ภาษีก็ต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 160 เปอร์เซนต์ และที่ไม่ได้คิดคำนึงไว้เลยก็คือ ปริญญาตรีนั้นมันมีหลายสาขา ถ้าให้ทุกคนเลือกได้ พวกเขาก็คงจะเลือกเรียนแพทย์และวิศวะ เรียนไม่จบก็ขอเข้าเรียนใหม่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้จะไปเอาเงินที่ใหนมาสนับสนุน ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐเปิดให้เรียนฟรีก็จะกระทบถึงมหาวิทยาลัยของเอกชนเขา ผลกระทบอันนี้รัฐจะช่วยเหลือเขาอย่างไร? โดยสรุปก็คือ เป็นการฝันเฟื่อง คนเขาจึงไม่เลือกเข้ามา

2. มีการโจมตีว่าพรรคอื่นจะโกงเลือกตั้ง มีการสร้างกระแสว่าจะเกิดความวุ่นวายในการเลือกตั้ง และที่ชอบเอามาพูดหาเสียงคือ บอกว่าพรรคไทยรักไทยจะได้ต่ำกว่า 250 เสียง แล้วพรรคมหาชนจะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝันทั้งสิ้น คนไทนนั้นเข้าสู่ยุคของการไม่ซื้อสิทธิ์ไม่ขายเสียงกันแล้ว เมืองไทยไม่ยอมให้ใครมาเดินขบวนล้มการเลือกตั้งกันแล้ว การพูดถึงยุคปี พศ.2501 นั้นยิ่งเข้าเนื้อตัวเอง เพราะมีคนรู้กันดีว่าใครเป็นลูกมือของจอมพล ป.


ครับ, ยังมีข้อผิดพลาดอีกแยะ ผมจะไม่ขอพูดให้มากความ เพราะ ถ้าพรรคนี้ยังอยากจะรับใช้ประเทศชาติ จะต้องคิดให้มากกว่านี้


....................

11 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนสุดท้าย)


ครับ, พรรคที่สูญเสียเป็นอันดับสุดท้ายกลายเป็นพรรคชาติไทย พรรคนี้พูดน้อยกว่า และไปเน้นที่การผลักดันสมาชิกบางคนเท่านั้น ก็เลยได้คะแนนเสียงเกือบเท่ากับที่ตนประเมินไว้ คือได้ สส.เขต 22-23 คน และได้ปาร์ตี้ลิสต์ 7 คน แต่อย่างไรก็ตาม มันก็มีข้อที่ควรคิดอยู่ 2 เรื่อง ดังนี้


1. การออกมาผลักดันให้ มสธ.ถอดถอนปริญญาของอดีตลูกพรรคนั้น ในวันนี้อาจไม่มีผล ทั้งนี้เพราะคนไทยยังคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นการดีที่จะเอาคนที่ทำอะไรผิดๆออกไปจากวงการ แต่มองระยะยาวแล้วเป็นการขาดความเป็นลูกผู้ชายเป็นอย่างยิ่ง ระบบการเมืองของไทยนั้นเป็นระบบพรรค นั่นคือ คนมีน้ำใจเท่านั้นที่จะอยู่ได้นาน เรื่องนี้คงจะมีผลย้อนกลับในไม่ช้า


2. การออกมาบ่นว่าพรรคไทยรักไทยหักหลัง แล้วยังแสดงความไม่พอใจโดยการประกาศจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลถ้าไทยรักไทยได้เกิน 350 เสียง นั้นเป็นความคิดที่ผิด มันเป็นการท้าทายคนที่ตัวโตกว่า ซึ่งจะทำให้ต้องเจ็บตัวในภายหลัง ทั้งนี้เพราะการเป็นฝ่ายค้านนั้นจะเสียโอกาสที่จะทำงานเพื่อชาติ พรรคชาติไทยไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะยาก ฝีปากและความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ก็ไม่มี มันจะกลายเป็นพรรคที่หมดกิจกรรม แล้วคราวหน้าก็จะลดจำนวนลงไป และสาปสูญไปในที่สุด


ครับ,พรรคต่างๆจะเป็นอย่างไรต่อไปผมไม่ค่อยสนใจเท่าใหร่นัก ที่ผมเป็นห่วงก็คือ มันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอย่างแรง แรงในที่นี้ไม่ไช่การขึ้นลงอย่างพรวดพราด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ซึมลึก และจะเปลี่ยนทิศทางได้ยาก


ภาพที่ผมมองเห็นก็คือ พรรคไทยรักไทยจะดันรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดจนหมด พรรคไทยรักไทยจะเปลี่ยนระเบียบการจัดซื้อจัดหาไปจนเอื้อต่อการโกงอย่างสุดๆ พรรคไทยรักไทยจะเอางบประมาณมาถลุงกับเรื่องไอซีทีจนหมดตัว โครงการต่างๆจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ทั้งนี้เพราะพรรคนี้ไม่มีคนรู้เรื่องไอซีทีอย่างแท้จริง ตลาดหลักทรัพย์จะฟูเฟื่องจนกระเบื้องลอยน้ำได้....ฯลฯ


ครับ, ปี 2551 จะเป็นปีที่ดัชนีขึ้นสูงสุด หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันนะครับ ทั้งนี้เพราะนายกทักษิณจะขอเป็นรอบสามก็คงยาก และนิสัยท่านนายกทักษิณก็ไม่ชอบสร้างมือรองที่จะมารับช่วงงานต่อ เพราะท่านกลัวว่ามันจะมาเด่นกว่าตัว


....................

15 กพ.48 ..... จะเล่นหุ้นตัวใหนต้องรู้นิสัยของมัน


คนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเล่นหุ้นตามคนอื่น เขาเฮไปซื้อตัวใหนก็ตามไปซื้อกับเขาบ้าง เล่นไปหลายปีก็เริ่มรู้สึกว่ามันขาดทุนไปมากกว่ากำไร ก็เลยต้องเปลี่ยนวิธี เรามักจะหันมาเล่นโดยเปลี่ยนตัวไปเรื่อยๆ เห็นตัวใหนขึ้นก็ซื้อเอาไว้ ขาดทุนก็ขายไป ตัวใหนเคยมีกำไรก็กลับมาซื้ออยู่บ่อยๆ ลงท้ายก็วนเวียนอยู่กับหุ้นไม่กี่ตัว และในที่สุดก็เริ่มรู้สึกว่า ที่เคยขาดทุนมาเยอะแยะนั้นมันทำท่าว่าจะมีกำไรเข้ามาบ้าง แต่ดูแล้วเจ้ากำไรที่ได้มาในตอนหลังๆนั้น ทำยังไงๆมันก็ไม่มีทางคุ้มกับที่เคยเสียไป


ครับ, จากประสพการณ์ดังกล่าวนี้ บางคนก็เลยสรุปว่า จะเล่นหุ้นตัวใหนก็ต้องรู้นิสัยของหุ้นตัวนั้น


ตรงนี้มีความจริงอยู่บ้าง ซึ่งท่านน่าจะมาศึกษาดู


ครับ, ข้อดีของการติดตามหุ้นตัวใดตัวหนึ่งอย่างใกล้ชิด จนรู้นิสัยของมัน ก็คือ
1. คุณจะรู้ว่าราคามันลงไปสักแค่ใหนจึงควรซื้อ
2. คุณรู้ว่าราคามันขึ้นไปแค่ใหนแล้วต้องขาย
3. คุณรู้ว่าราคามันจะแกว่งไปมามากน้อยแค่ใหน และสามารถทนรอได้เมื่อราคามันแกว่ง
4. คุณรู้ว่าราคาหุ้นนั้นมันขึ้นลงได้มาก มันไม่สอดคล้องกับสภาพของตัวบริษัทเท่าใดนักและก็เห็นอยู่บ่อยๆว่ามีหุ้นบางตัวมันใหลลงไม่รู้จบ
ฯลฯ


แต่ความรู้เหล่านี้ช่วยพวกเราได้น้อย ทั้งนี้เพราะ กว่าจะรู้หลักการนี้ เราก็มักจะเสียเงินมาเยอะต่อเยอะแล้ว เราย้อนเวลาไม่ได้ และจะคิดหาทางเอาทุนคืนโดยไปหาทุนมาเพิ่มเยอะๆมันก็ทำได้ยาก แถมมันก็ไม่แน่ว่าจะจับได้ถูกตัว ตัวที่เล่นมา 2-3 ปีแล้วก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมเอาได้


ครับ, ในความเป็นจริงแล้ว หุ้นส่วนใหญ่มันขึ้นลงอย่างมีรูปแบบ คือมีการขึ้นลงเป็นไซเคิลทางเศรษฐกิจ มีการขึ้นลงเป็นไซเคิลรายปี และมีการแกว่งตัวเป็นรายเดือน แต่เนื่องจากความยาวของคลื่นรายเดือนนั้นมันยืดหดได้มาก แถมยังมีการเบี่ยงเบนเพราะข่าวสารบ้านเมืองอยู่ทุกวัน ทุกสัปดาห์ เราจึงจับทิศทางมันได้ไม่ชัดเจนนัก


ครับ, นักลงทุนหน้าใหม่คือผู้ที่จะได้ประโยชน์ของความรู้อันนี้ คือ ท่านควรจะเริ่มต้นด้วยวงเงินน้อยๆ เล่นหุ้นแค่ 2-3 ตัว และติดตามดูราคาของมันอย่างใกล้ชิด ดูมันทุกวัน ทุกวันต้องดูเปรียบเทียบย้อนหลังไปยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล่นอยู่อย่างนี้ไม่น้อยกว่า 3 ปี แล้วจึงจะลงทุนให้เต็มที่


ครับ, มันคล้ายๆกับการหาคู่สมรส เราต้องดูใจกันทุกวัน และติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี


......................

16 กพ.48 ..... ธปท. vs อดีตผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย


หลายๆท่านคงจะได้ติดตามเรื่อง การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยขัดขวางการแต่งตั้ง คุณวิโรจน์ นวลแข ไม่ให้กลับเข้ามาเป็นผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทย และเรื่องการกล่าวโทษว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายไปแล้ว และอาจได้ฟังการแถลงข่าวตอบโต้โดยคุณวิโรจน์ไปแล้ว เรื่องนี้ผมเชื่อว่าท่านคงจะได้สรุปไปแล้วว่า เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างหม่อมปรีดิยาธร กับคุณวิโรจน์ และคงต้องรอดูว่าท่านนายกทักษิณจะเอายังไง ถ้าท่านออกมาคุ้มครองคุณวิโรจน์ หม่อมปรีดิยาธรก็เป็นฝ่ายผิด แต่ถ้าท่านนายกพยักหน้าให้หม่อมปรีดิยาธรฟันให้จบ ก็จะหมายความว่า คุณวิโรจน์เป็นคนผิด


ครับ, จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และท่านนักลงทุนต่างหาก ที่จะต้องเป็นผู้ตัดสิน


และเมื่อท่านจะต้องเป็นผู้ตัดสิน ท่านจึงต้องมาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้


ครับ, เรื่องมันเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งผู้ตรวจสอบไปตรวจการทำงานของธนาคารกรุงไทย นี่เป็นหน้าที่ตามปรกติของธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปพบว่ามีการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทบางบริษัทอย่างไม่เหมาะสม ผมจะขอยกตัวอย่างให้ดูเพียงเรื่องเดียว คือ มีบริษัทชื่อ แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ได้ไปจองซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ ของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด(มหาชน) เป็นเงินถึง 1,185 ล้านบาท โดยผ่านทางธนาคารกรุงไทย หรือคือธนาคารกรุงไทยออกเงินไปก่อน แล้วอนุญาตให้มาชำระเงินในภายหลัง


นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก็ยังพบอีกว่า บริษัทแกรนด์ คอมพิวเตอร์ฯนี้มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ชำแล้ว 2.5 ล้านบาท และมีผลดำเนินงานโดยมีรายได้ในสามปีที่ผ่านมา แค่ 0.24 บาท, 0.72 บาท, 5000.46 บาท ตามลำดับ


จากตัวเลขอย่างนี้ คนทั่วๆไปก็คงรีบแจ้นไปแจ้งความว่ามีการคอรัปชั่นกันที่ธนาคารกรุงไทย แต่เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเขามีประสพการณ์ เพราะหลักฐานแค่นี้ศาลเขาไม่รับฟัง ศาลต้องการใบเสร็จหรือหลักฐานชัดๆว่าผู้จัดการได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน หรือทรัพย์สินแยะๆ และจริงๆ ดังนั้นเขาจึงใช้ข้อกล่าวหาว่า "ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายต่อธนาคารกรุงไทย" ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ฟังแล้วไม่เข้าใจ


ครับ, เมื่อถูกกล่าวหาแล้วทางอดีตผู้จัดการใหญ่ก็รีบออกมาแถลงเลยว่า เขาปล่อยสินเชื่อมากกว่า 500,000 ล้านบาท เขาไม่เคยได้รับสินบนหรือผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการตอบโต้ที่ไม่ตรงประเด็น และทำให้คนที่ไม่รู้รายละเอียดเกิดความงงงวย และเมื่อคนงงงวยก็เกิดการโยนปัญหาไปให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสิน


ครับ, การที่ธนาคารกรุงไทยจ่ายเงินค่าหุ้นกู้แปลงสภาพไปก่อน แล้วยึดหุ้นกู้แปลงสภาพนั้นไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน นั่นเป็นการปล่อยสินเชื่ออย่างหนึ่ง ท่านผู้อ่านควรทราบไว้ แล้วธนาคารกรุงไทยก็จะเกิดความเสี่ยง คือถ้าบริษัทแกรนด์คอมพิวเตอร์ฯเกิดไม่มีเงินจ่าย หรือบริษัทกฤษดามหานครเกิดมีอันเป็นไป หลักทรัพย์ค้ำประกันอันนี้ก็จะกลายเป็นเศษกระดาษ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น และถ้าจะดูกันในระยะสั้นๆ คือทุกเดือนบริษัทแกรนด์คอมพิวเตอร์จะต้องจ่ายดอกเบี้ยหลายล้านบาทให้แก่ธนาคารกรุงไทย บริษัทจะเอาเงินที่ใหนมาจ่าย สินเชื่ออันนี้เขาต้องถือว่าเป็นสินเชื่อโอดี ซึ่งต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราสูง


ครับ, เรื่องอย่างนี้ผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทยปล่อยผ่านสายตาไปได้ยังไง? การออกมาพูดถึงสินเชื่อทั้งหมด 500,000 ล้านบาท และการไม่โกงไม่กิน จึงเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น


โอเค, ใครจะผิดใครจะถูกก็ให้กรมตำรวจเขาพิจารณา เขาจะส่งเรื่องให้อัยการฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ให้เขาว่ากันไป


แต่......เรื่องมันยังไม่จบ เพราะวานนี้หุ้นของกฤษดามหานครก็รูดลงมาหลายเปอร์เซนต์ ตอนนี้ท่านนักลงทุนกำลังจะต้องเป็นผู้พิพากษา คือถ้าท่านคิดว่ามีการโกงกินกันครั้งใหญ่ ท่านก็คงจะไม่อยากถือหุ้นตัวนี้ไว้ แล้วเจ้าหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกไปนั้นมันก็หมดค่า แล้วธนาคารกรุงไทยก็ต้องขาดทุนเป็นพันล้านบาท แล้วรัฐก็ต้องเข้าอุ้ม แล้วพวกเราก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก แต่ถ้าท่านเห็นว่ามันไม่กระทบกับกฤษดามหานคร ท่านก็ถือหุ้นไว้ และเมื่อเขามาขอเพิ่มทุน ท่านก็ซื้อเขาอีก ทุกคนก็จะรวย โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง บริษัทแกรนด์คอมพิวเตอร์ฯก็จะรวยมหาศาล


ท่านอยากให้เป็นอย่างไรก็อยู่ในมือท่านแล้วนะครับ


................

17 กพ.48.... คนไทยชอบปิดกอเอียะ


วันนี้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออกมาบอกว่า คนไทยไม่ควรเอาเรื่องการกล่าวโทษผู้บริหารธนาคารกรุงไทยออกมาพูด เพราะยิ่งพูดยิ่งทำให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย นอกจากจะออกมาตักเตือนแล้ว บรรณาธิการคนนี้ยังไปตำหนิผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอีกว่า ผู้ว่าการนั้นสวมหมวกสองใบ อีกใบหนึ่งคือประธานกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงไทย การเอาเรื่องความผิดของผู้บริหารกรุงไทยออกมาเปิดเผยจึงเป็นการทำให้กองทุนฯเสียหาย ซึ่งไม่ควรกระทำ


ครับ, เป็นข้อคิดเห็นที่บ้าบอคอแตกที่สุด ผมไม่รู้ว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์มีส่วนได้เสียหรือเปล่า จึงปล่อยให้บรรณาธิการออกมาพูดแบบนี้


การทำงานในยุคปัจจุบันเขาเน้นที่ความโปร่งใส มีอะไรเกิดขึ้นในธนาคารกรุงไทยมันก็ต้องเอามาดำเนินการ และต้องอธิบายให้คนฟังเขาเข้าใจ การปกปิดหรือนั่งทับเรื่องเอาไว้นั้นเขาเรียกว่าการปิดกอเอียะ มันทำให้โรคร้ายกัดกินได้ต่อ คนไทยโบราณทำลายร่างกายจนเสียหายมาเยอะแล้ว ฟันและกรามหมดไปทั้งแถบเพราะไปเอากอเอียะมาปิด เรื่องอย่างนี้คนเป็นบรรณาธิการควรรู้


ในเรื่องของการสวมหมวกสองใบนั้นก็แสดงถึงความไม่เข้าใจในหลักบริหาร คนที่ต้องรับหน้าที่สองอย่างนั้นเขาให้สวมหมวกทีละใบ คือเวลานั่งในฐานะเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการอย่างเดียว หมวกอีกใบหนึ่งต้องถอดออก ถ้านั่งเป็นผู้ว่าการ แล้วยังไปปกป้องผลประโยชน์ของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยปกปิดเรื่องการประพฤติมิชอบในธนาคารกรุงไทย คุณก็จะได้ติดตรางนะซิ


อนึ่ง, หน้าที่ของนักหนังสือพิมพ์คือการเอาความจริงมาเปิดเผย เจ้าบรรณาธิการคนนี้กลับจะให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยปกปิดความจริง ผมจึงรู้สึกสงสัยในความรู้ ความสามารถของท่านผู้นี้เสียจริงๆ หมดสัญญารับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้แล้วผมคงต้องเปลี่ยนไปรับยี่ห้ออื่น


ครับ, คนไทยเรานี่ชอบปิดกอเอียะกันเสียจริง


..............

18 กพ.48 .... โฆษณาที่น่ารำคาญ


ถ้าท่านเป็นคนชอบเปิดดูช่องเก้า ตอนก่อนเปิดตลาด ท่านจะได้เห็นโฆษณาอันหนึ่ง ซึ่งมีตัวละครเป็นกบ 3 ตัว ตัวแรกกระโดดจากใบบัวแล้วไปตกบนน้ำ ตัวที่สองกระโดดจากใบบัวแล้วไปตกบนใบบัว ส่วนตัวสุดท้ายกระโดดจากก้อนหินใหญ่แล้วไปตกบนก้อนหินใหญ่ แล้วเขาก็สรุปว่า คนที่จะก้าวกระโดดไปได้ไกลในทางธุรกิจนั้นต้องกระโดดจากที่ที่มั่นคง


ครับ, คนไทยมันคิดได้เพียงแค่นั้นเอง มันไม่รู้ว่า การจะทำอะไรนั้นมันต้องคิดถึงแฟคเตอร์ที่สำคัญต่างๆให้มากพอ เราจะดูแต่เรื่องความไกลไม่ได้ แฟคเตอร์สำคัญที่ขาดหายไปก็คือ กระโดดไปแล้วต้องไม่เจ็บตัว


ครับ, การกระโดดจากโขดหินนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่กระโดดไปลงบนอีกโขดหินอีกอันหนึ่งนั้นมันเจ็บหน้าอก เท่าที่ผมเคยสังเกตุมา ไม่มีกบตัวใหนทำอย่างที่โฆษณานี้แนะนำเลย กบส่วนใหญ่กระโดดจากริมตลิ่ง และลงไปในน้ำ มันไปได้ไกลด้วยการว่ายน้ำ


ครับ, คนที่ออกแบบการโฆษณาอันนี้ก็คงจะหัวเราะ แล้วบอกว่า ความคิดของเขาได้ผล เพราะทำให้คนอย่างผมสนใจในโฆษณาชิ้นนี้


นั่นเป็นความคิดที่ผิดถนัด เพราะผมสนใจจริง แต่ไม่เชื่อ แล้วยังอยากจะด่าให้เจ็บแสบว่า "คนทำลายชาติ" เสียอีก


มันเป็นการทำลายชาติเพราะเป็นการสอนให้คนไทยคิดอะไรตื้นๆ ถ้าเด็กไทยเชื่อว่าจะไปได้ไกลๆต้องยอมเจ็บหน้าอก มันก็จะเอาไปใช้ในงานชิวิตประจำวัน เช่น อยากไต่เต้าในการงานก็ถีบหัวเพื่อนขึ้นไป ไม่ว่าใครจะเกลียดหรือชังสักแค่ใหนก็กล้าทำ หรืออยากเป็นนายกรัฐมนตรีก็จ้างคนให้มาทำร้ายในขณะหาเสียง เจ็บตัวนิดหน่อยไม่เป็นไร ได้เป็นนายกแล้วก็ฆ่าเจ้านักแสดงนั้นเสีย ...ฯลฯ


ครับ, สังคมไทยมันเสื่อมลงทุกวันเพราะมีคนออกแนวโฆษณาอย่างที่ว่ามานี้
โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง ในวงการตลาดหุ้นนั้น เรามีโฆษณาเลวๆแบบนี้อยู่แยะมาก ผมอยากให้ กลต.ได้ออกมาดูแลกันบ้าง หรืออย่างน้อยพวกเรานักลงทุนก็ควรจะรวมตัวกันด่าเจ้าผู้ว่าจ้าง และไม่ลงทุน หรือทำธุรกรรมกับองค์กรแบบนี้


.............

19 กพ.48 ..... ผลงานชี้นโบว์แดงหรือโบว์ดำ?


ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ได้ออกมาคุยว่า รมต.คลังได้มาทาบทามให้เป็นผู้จัดการอีกรอบหนึ่ง แต่ท่านไม่ขอรับตำแหน่งนี้แล้ว ทั้งนีเพราะท่านได้ทำงานจนสำเร็จอย่างดีแล้ว คือได้เอาหลักทรัพย์เข้าตลาดมากกว่า 110 หลักทรัพย์ ได้ช่วยโบรกเกอร์โดยกลับมากำหนดให้มีอัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ และตลาดกำลังจะมีอะไรใหม่ๆมากมาย ควรให้คนใหมที่เก่งๆมาทำแทน


ครับ, ผมไม่รู้ว่านักลงทุนท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไร แต่สำหรับผมแล้วเห็นว่าผลงานเหล่านั้นมันเป็นชิ้นโบว์ดำเสียมากกว่า

เหตุผลของผมมีดังนี้


1. การเอาหลักทรัพย์เข้าตลาดมากๆนั้นผมไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์ มันต้องมาประเมินกันว่าเข้ามาแล้วทำให้นักลงทุนมีรายได้ดีหรือไม่ มีการเอาทุนไปพัฒนาอุตสาหกรรมได้มากน้อยแค่ใหนฯลฯ แต่ที่ผมเห็นก็คือ มีหลักทรัพย์หลายตัวเข้ามาแล้วต้องถูกไล่ออกจากตลาดเพราะโกงผู้ถือหุ้น มีหลักทรัพย์อีกหลายตัวเข้ามาแล้วราคาต่ำกว่าราคาจองเพราะธุรกิจจริงๆมันไม่เป็นอย่างที่พูด และมีหลายตัวที่ กลต.กำลังขอคำชี้แจงว่าทำไมมีโครงการเพิ่มเติมโดยไม่บอกไว้เสียแต่แรก แถมยังซื้อที่ดินของคนกันเองโดยไม่มีการสืบราคากันอย่างโปร่งใส


ครับ, ถ้าจะพูดกันจริงๆละก็ มันต้องถามว่า 110 หลักทรัพย์นั้นเข้ามาอย่างโปร่งใส และไม่มีเป้าหมายที่จะมาหลอกลวงนักลงทุน จริงหรือ? ข้อบกพร่องอันนี้อาจทำให้นักลงทุนฉิบหายได้เป็นหมื่นล้านบาท ท่านมีอะไรเป็นหลักฐานมาแสดงบ้าง?


2. ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET50 ได้เกิดขึ้น และราคาหุ้นโดยรวมได้เพิ่มขึ้น แต่ทำไม SET50 มันกลับต่ำกว่า 100 จุด? นี่เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำนะครับ มันแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารไม่เคยหันไปดูเลย ซึ่งมีผลทำให้ตลาด Foreign มันซบเซาอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนี้หุ้นที่อยู่บนกระดาน Foreign มันแทบจะไม่มีใคร bid หรือ offer แม้แต่หุ้นที่เคยแย่งกันซื้อ อย่าง BBL, KTB, SCB, KBANK ก็เงียบเหงา มันเหลือแต่เฮดช์ฟันด์เข้ามาปั่นหุ้นบนกระดานปรกติเท่านั้น


ใหนว่า ออกไปโรดโชว์จนประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม?


3. เรื่องของการยกเลิกค่าคอมมิชชั่นรอยตัวนั้นมันดีตรงใหนครับ? ผมขอพูดย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ค่าคอมมิชชั่นของเมืองไทยนี่มันมหาโหด และผู้ที่จ่ายเงินอยู่ทุกวันนี้ก็คือนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนรายย่อยมีมากกว่า 400,000 ราย และเข้ามาซื้อขายโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง ปีหนึ่งๆต้องจ่ายถึง 52*0.005=0.26 เท่าของวงเงินลงทุน


ครับ, ผู้จัดการตลาด พนักงานของตลาด คนใน กลต. และโบรกเกอร์ต่างๆ ได้สูบเงินไปจากนักลงทุนทุกปี ปีละ 26 เปอร์เซนต์ของเงินลงทุนของพวกเขา นั่นคือต้นเหตุใหญ่ของการขาดทุน ผู้จัดการตลาดมีหน้าที่มาช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ ไม่ใช่ไปตั้งอัตราขั้นต่ำเอาไว้จนนักลงทุนหมดตัว


ครับ, จะไปใหนก็รีบๆไปเถอะครับ


................

20 กพ.48 ..... แบ่งโซนตามเขา เราจะตกหลุมเขา?


หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข้อเป็นห่วงว่า พรรคฝ่ายค้านจะไม่สามารถรวมตัวกันได้ แต่ผมกลับเป็นห่วงในความสามารถด้านความคิดของว่าที่หัวหน้าผู้นำฝ่ายค้าน เพราะท่านออกมาท้วงนายกทักษิณว่า การไปแบ่งพื้นที่ชายแดนภาคไต้ออกเป็น 3 โซน หรือ 3 สีนั้นจะตกลงไปในหลุมพรางของผู้ก่อการร้าย


ครับ, ผมไม่รู้ว่าท่านคิดออกมาได้ยังไง


ถ้าท่านคิดและเชื่อแบบนี้ ท่านก็ต้องบอกว่า ที่เรายอมรับว่า สองบวกสองเป็นสี่ นั้นเราได้ตกหลุมพรางของฝรั่ง และที่เรามีการจดทะเบียนการค้า และเอาหุ้นมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นการตกหลุมพรางของต่างชาติ และที่เราเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าก็เป็นการตกหลุมพรางของแขก....นะซิ


ครับ, การที่เราจะแบ่งแยกหมู่บ้านใน 3 จังหวัดภาคไต้ออกเป็น 3 สีตามผู้ก่อการร้าย และจัดสรรงบประมาณไปตามความเข้มข้นของการก่อการร้ายนั้นเป็นสิ่งที่เราเคยทำมาแล้ว และได้ผล คือทำตอนปราบปรามพรรคคอมมิวนีสต์แห่งประเทศไทย การที่เราใช้สีตรงกันกับผู้ร้ายนั้นไม่ใช่ความผิด มันกลับดีกว่าที่จะไปใช้สีที่แตกต่างกัน ลองนึกภาพดูว่า ถ้าสมัยที่เราต้องรบกับพรรคคอมมิวนีสต์ แล้วไปเรียกภูหินร่องกล้าว่าเป็นสีเขียว และกรุงเทพมหานครว่าเป็นสีแดง..ฯลฯ แล้วเราจะวุ่นวายขนาดใหน เราต้องมาแปลกลับทุกครั้งที่อ่านบันทึกกัน และคนในยุคหลังก็อาจงงงวยยิ่งกว่า เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์


ครับ, ผมไม่รู้ว่าท่านอภิสิทธิ์คิดด้วยตรรกแบบใหน ถ้าท่านชอบคิดแบบนี้ ในตอนที่จอมพลสฤษดิ์สั่งห้ามคนไทยใช้เครื่องหมายดาวแดงห้าแฉกเป็นเครื่องหมายการค้า ท่านอภิสิทธิ์น่าจะออกไปตะโกนคัดค้านที่ท้องสนามหลวงนะ


เอ้อ, ผมนี่ก็เลอะเทอะพอสมควร คือลืมไปว่าในตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์ยังนอนแบเบาะอยู่เลย


....................

22 กพ.48 .... ทำไมไทยน็อกซ์จึงต้องเพิ่มทุน?


ผมอ่านเกมนี้ออกตั้งแต่เริ่มออกไอพีโอแล้ว ผมถามเพื่อนๆว่า ธุรกิจทำหม้อ ให กระทะ และแผ่นเหล็กสะเตนเลสนี่มันจะต้องใช้ทุนถึง 8000 ล้านหุ้น หุ้นละ 1.80 บาทเลยเทียวหรือ? คนไทยเรามีกันแค่ 10 ล้านครัวเรือน แต่ละครอบครัวก็ลงทุนกับเครื่องใช้สะเตนเลสได้ไม่ถึง 1000 บาท รวมแล้วก็แค่ 10,000 ล้านบาท แต่เจ้าของใช้ประเภทนี้ซื้อมาใช้แล้ว 20 ปีถึงจะซื้อใหม่ ตลาดมันจึงมีอยู่แค่ 500 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น และมันก็มีคนผลิตและขายอยู่แล้วมากกว่า 3 รายใหญ่


นอกจากนี้ ถ้าท่านไปสำรวจตลาดของเครื่องใช้พวกนี้ก็จะพบว่า เมื่อก่อนมันทำกำไรได้ดี หม้อขนาดปากกว้าง 25 เซนติเมตร์ราคาถึง 800 บาท แต่มาปัจจุบัน มันแข่งขันกันรุนแรง หม้อขนาดดังกล่าว แถมตระแกรงเหล็กสะเตนเลสเพื่อใช้นึ่ง และกระทะแบนพร้อมตะหลิว เขาขายกันแค่ชุดละ 360 บาท บ้านผมนั้นนิยมสะเตนเลส และมีไว้เยอะแยะแล้ว ก็ยังซื้อมาอีก 2 ชุด นี่มันบอกได้ชัดว่าตลาดอิ่มตัวแล้ว


ครับ, ออกไอพีโอมาครั้งแรกผมก็รู้แล้วว่าเป็นการเอาธุรกิจที่จะหยุดการเติบโตเข้ามาขาย และมันก็เป็นจริงตามนั้น เพราะข่าววงในออกมาปลิวว่อนว่าเจ้าของเอาหุ้นออกมาขายจนเกือบหมด


แต่คนเรานั้นจะเอาธุรกิจของครอบครัวออกมาขาย แล้วนอนกินทุนไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ?


ตรงนี้มันเป็นไปได้ 2 ทาง ทางแรกคือ คุณเห็นว่าธุรกิจข้างเคียง คือทำเหล็กรีดร้อนนั้นมันกำลังจะไปรุ่ง ก็เลยอยากจะทำ เงินที่ได้มาจากการขายกิจการสะเตนเลสจะทุ่มลงที่งานใหม่นี้


แต่มันก็เป็นไปได้อีกทางหนึ่ง คือ เมื่อเห็นว่าการเอาบริษัทเข้าตลาดนี่มันง่ายดีจริงๆ และกำไรเห็นๆ ก็เลยออกโครงการใหม่ในทันที


ครับ, เจ้าของเก่าของไทยนอกซ์ต้องการจะเอาเงินที่ได้มา มาลงทุนทำกิจการใหม่(เหล็กรีดร้อน) หรือจะทำธุรกิจปั้นโครงการ แล้วเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อหากำไรกันง่ายๆ ผมคงจะไม่สามารถพูดได้ ท่านนักลงทุนต้องคิดเอาเองแล้วละ


................

25 กพ.48 ..... ทำไมต้องกลัวสินค้าจะขึ้นราคา?


ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ต่างพยายามกดราคาสินค้าเอาไว้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความคิดที่บ้าบอคอแตกที่สุด พวกเขาอ้างว่าถ้าของแพงขึ้น ประชาชนจะเดือดร้อน แต่เขาหารู้ไม่ว่า การกดราคาสินค้าเอาไว้นั้นมันทำให้ประชาชนนั่นแหละที่มีรายได้ลดลง แล้วก็ยากจนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ทุกรัฐบาลกลัวข้าวสารจะแพง ก็เลยกดราคาข้าวเปลือกเอาไว้ พ่อค้าส่งออกก็สบายไปเลย คือซื้อจากชาวนาได้ในราคาถูกๆ ก็เลยส่งออกในราคาถูกๆ ผลที่ตามมาคือ ชาวนาจำนวนมากต้องขายข้าวเปลือกในราคาต่ำกว่าทุน แล้วก็ยากจนลงทุกวันๆ แต่พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ใข โดยให้มีการซื้อขายข้ามเขตกันได้ และรัฐออกไปหาตลาดเอง ชาวนาก็ขายข้าวเปลือกได้ราคาแพงขึ้นกว่าเท่าตัว พวกเขาลืมตาอ้าปากได้ แล้วราคาข้าวสารในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ข้าวสารถุงละ 5 กก.นั้นลดจาก 120-200 บาท มาเป็นแค่ 45-120 บาทเท่านั้น


นอกจากรายได้จะลดลงแล้ว รัฐมักจะกดราคาด้วยการใส่มาตรการณ์ช่วยเหลือเอาไว้ เช่นรัฐออกเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน รัฐช่วยลดภาษีบางอย่างให้ ซึ่งไปสร้างภาระทางอื่น และทำให้เกิดธุรกิจแฝงอื่นๆขึ้นมา เช่น เมื่อกดราคาน้ำมันดีเซลเอาไว้ ก็เกิดการผลิตรถปิกอัพชนิดสเปสแคปขึ้นมา แล้วก็มีคนมาซื้อไปใช้เป็นรถนั่ง ซึ่งกินเนื้อที่บนถนนมาก มากจนรถติดอย่างไม่รู้จะแก้กันอย่างไร เรื่องการลดภาษีเงินได้จากการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เช่นกัน มันก่อให้เกิดการตั้งกองทุนขึ้นมามากมาย ทั้งหมดเป็นงานแฝง ผู้บริหารไม่ได้คิดที่จะบริหารให้ดี ตั้งขึ้นเพื่อมาร่วมรับผลประโยชน์จากภาษีเท่านั้น


ครับ, เลิกกลัวการขึ้นราคาสินค้าเสียเถอะ เงินชดเชยค่าน้ำมันดีเซลต้องตัดให้เกลี้ยงไปเลย หรือจะขึ้นทั้งเบนซิลและดีเซลไปเป็น 25 และ 30 บาทไปเลยก็ได้ ถ้ามันจะทำให้ต้นทุนอาหารและบริการเพิ่มขึ้น 2-3 เปอร์เซนต์ แล้วผู้ผลิตขึ้นราคาไปสัก 15-20 เปอร์เซนต์ก็ชั่งมัน พวกเขาจะได้มีรายได้เพิ่มอีก 12-18 เปอร์เซนต์ แล้วรัฐก็จะมีรายได้ทางภาษีเพิ่มขึ้นด้วย


ถึงแม้ว่าผมจะแก่แล้ว และไม่มีรายได้อะไรแล้ว ผมก็ยังยินดีปล่อยให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น เงินที่ผมสะสมไว้นั้นอาจกินได้สั้นลง แต่ผมจะดีใจกว่า เมื่อเห็นว่ารัฐจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น


กลัวไปทำไม รัฐบาลนี้ได้เสียงข้างมากแล้ว ของแพงขึ้นก็ไม่น่าจะทำให้เสียคะแนนเสียงไปสักเท่าใด
ทำให้มันเห็นกันแบบจะจะไปเลย ขึ้นราคาน้ำมันให้เต็มที่ และเลิกความช่วยเหลือด้านภาษีเสียเถอะ


...................

27 กพ.48 .... หมอเลียบกับความคิดแบบเด็กๆ


วานนี้ นพ.สุพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.กระทรวงไอซีทีออกมาบอกว่า การที่กลุ่มบริษัทซีเมนส์ ผู้ชนะการประกวดราคาโครงการขยายโทรศัพท์ 565,500 เลขหมาย จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง หากบริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยกเลิกการประมูลนั้น ท่านไม่เข้าใจว่าเป็นค่าเสียหายจากอะไร เพราะ ทศท.ยังไม่ได้มีการลงนามในสัญญา....


แล้วท่านก็อธิบายต่อว่า มองในแง่สามัญสำนึก เวลาจะซื้อของจากใครก็ตาม ถ้าหากของที่เขาเสนอขายให้กับเรา แล้วไม่แน่ใจว่าราคาดีหรือเปล่า และถ้าเราไม่ซื้อทำไมต้องบังคับซื้อด้วย โดยการฟ้องเพื่อบังคับให้ซื้อของ หากบริษัทซีเมนส์หยิบเอากรณีล้มประมูลขึ้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ต่อไปคงไม่มีใครกล้าค้าขายกับบริษัทซีเมนส์....


ครับ, มันเป็นความคิดแบบเด็กๆ ท่านไปคิดว่าการเสนอโครงการเป็นเงินถึง 6000-7000 ล้านบาทนั้นมันทำกันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เรื่องแบบนี้ท่าน รมต.ควรจะไปปรึกษาท่านนายกเสียก่อน เพราะท่านนายกเคยเป็นพ่อค้าเสนอขายอุปกร์ทางการสื่อสารเช่นกัน พูดอะไรเชยๆแบบนี้ออกมามันไม่น่าฟังเลย


ประการที่สองคือ ท่านควรไปถามนักกฎหมายเขาเสียก่อน นิติกรรมสัญญานั้นมีหลายรูปแบบ มันไม่ใช่การมาลงนามในหนังสือร่วมกันเท่านั้น การออกสเปค แล้วเชิญให้พ่อค้ามาเสนอราคา แล้วเขาก็มาเสนอกัน จนเปิดซอง และต่อรองราคาแล้วนั้น มันเป็นสัญญาที่สมบูรณ์แล้วชนิดหนึ่ง เพราะท่านเป็นฝ่ายเสนอ เขาเป็นฝ่ายสนอง ถ้าเขาสนองได้ครบถ้วนตามที่ท่านเสนอออกไป มันก็จบกระบวนการ เรื่องพวกนี้มันเขียนไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นะครับ คำศัพท์ เช่น การประมูล หรือ การประกวดราคา กรรมการเปิดซอง การต่อรองราคา...มันเป็นคำศัพท์ฉะเพาะ ท่านจะมาคิดตามสามัญสำนึกไม่ได้


ประการที่สามคือ ท่านควรจะรู้ไว้ด้วยว่า ทศท.คอร์ปอเรชั่นนี้ ตอนนี้มันเป็นแค่บริษัทหนึ่งเท่านั้น ศักศรีและอำนาจมันไม่เท่าหน่วยราชการ เมื่อไปทำธุรกิจแบบเอาเปรียบผู้อื่น เขาฟ้องเอาแน่ และที่ไปพูดว่า เดี๋ยวคนอื่นจะไม่ค้าขายกับบริษัทซีเมนส์นั้น ผมกลับเห็นว่า มันจะเกิดผลตรงข้าม คือ ถ้า ทศท.ไปเบี้ยวประมูลในครั้งนี้ ในไม่ช้าพ่อค้าก็จะไม่มาคบค้าสมาคมด้วย ซึ่งจะเดือดร้อนหนัก เพราะ ทศท.ไม่มีความสามารถผลิตเครื่องมือสื่อสารได้เอง ถ้าขยายงานไม่ได้ ซ่อมก็ไม่ได้ มันก็ต้องฉิบหายทั้งบริษัท


ครับ, ผมเป็นห่วงในประเด็นที่สามนี่มากหน่อย เพราะ ทศท.ใด้เปลี่ยนเงินมัดจำไปเป็นหุ้นมากว่า 5 ปีแล้ว จนป่านนี้ผมยังไม่ได้รับใบหุ้น และมีคนอย่างผมอีกกว่า 6 ล้านคนก็โดนด้วย


อย่ามาแส่จนทำให้ ทศท.คอร์ปอเรชั่นเจ้งเสียก่อนที่ผมจะได้ใบหุ้นเลยนะครับ


.....................

09 มีค.48 .... รู้รสลมปากฝรั่งแล้วหรือยัง


อยู่ดีๆ เมอร์ริลลินช์ก็ออกมาพูดว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีแรงกระตุ้นทางบวก และจะลดน้ำหนักการลงทุน วานนี้คนไทยก็เลยทำ panic sell กันจนดัชนีหายไป 14-15 จุด แต่กองทุนต่างชาติก็ยังซื้อมากกว่าขาย และอาจรวมถึงเจ้า เมอร์ริลลินช์ด้วย


ครับ, ไม่มีใครรู้ว่า เมอร์ริลลินช์ซื้อหรือขาย แต่ปากบอกว่าขาย เรื่องอย่างนี้ กลต.ควรจะตรวจสอบ และถ้าจับได้ว่า เมอร์ริลลินช์วานนี้ซื้อหุ้นมากกว่าขาย หรือแค่ซื้อตัวใหนเข้ามาตัวเดียวก็ต้องถามกันแล้วว่าทำไมจึงซื้อ ในเมื่อพูดว่าไม่มีอะไรดีในตลาดหุ้นไทย


ครับ, ทำไมกลต.ไม่ออกมาดูการกระทำของกองทุนต่างชาติ?
และ ทำไมกลต.จึงปล่อยให้มีการออกข่าวแบบนี้?
และทำไมเวลานักวิเคราะห์ไทยพูดบ้างจึงต้องโดนห้ามปราม?
และทำไมจึงบังคับว่าต้องเป็นนักวิเคราะห์อาวุโสเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์มาพูดในทีวี?
และทำไมจึงอนุญาติให้พูดได้แค่คนเดียวต่อหนึ่งบริษัทหลักทรัพย์?


ครับ, กลต. ผู้บริหารตลาด และประธานสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ก็คงจะออกมาแย้งว่า เขาเตือนเอาไว้แล้วว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีความเสี่ยง นักลงทุนได้ข้อมูลอะไรไปแล้วต้องนำไปวิเคราะห์และไตร่ตรองด้วยตนเอง การตัดสินใจเป็นของนักลงทุนเอง


ครับ, ฟังดูแล้วราบเรียบดี นักลงทุนเจ้งหรือรวยก็เพราะตนเองเท่านั้น


แต่ฟังดูอีกทีมันก็เกิดความรู้สึกว่ามันเป็น double standard
double standard เพราะ ทีคนไทยทั่วไปพูดเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ แต่ฝรั่งทั่วไปพูดได้
double standard เพราะ ปากบอกว่าใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ห้ามคนนอกวงการเข้ามายุ่ง


ครับ, ทำไมไม่ปล่อยให้ทุกคนทำทุกอย่างได้ แล้วให้นักลงทุนไปตัดสินใจเอาเองว่าจะเชื่อใคร?ใครมีเจตนาร้าย หรือทำให้คนอื่นเสียหายก็ฟ้องร้องกันไปตามกระบวนการยุติธรรม?


ผมสนับสนุนวิธีดังกล่าว เพราะคนไทยจะได้แข็งแกร่ง จะได้รู้จักพึ่งตนเองอย่างแท้จริง ถ้าเราปล่อยแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น เหตุการณ์แบบเมื่อวานนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น


ครับ, ทางที่ดีคือ คนไทยต้องพึ่งตนเอง อย่าเชื่อคำพูดของนักลงทุนต่างชาติ จะเป็นรายบุคคล หรือ สถาบันการเงิน มันก็หลอกลวงเราได้ทั้งนั้น


....................

10 มีค.48 .... นี่หรือคือหน้าที่ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน?


เปิดประชุมสภามาได้สองครั้ง และผ่านมาแค่ขั้นตอนของการเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ก็ออกมาตำหนิประธานสภาและรองประธานสภาว่า กระทำการที่ไม่สง่างาม เพราะไปออกเสียงสนับสนุน ดร.ทักษิณอยู่บนบัลลังค์


ครับ, นี่หรือคือหน้าที่ของคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน?


ใหนว่าจะไม่มีการติเพื่อทำลาย?


ในขณะเดียวกัน เวลานายกรัฐมนตรีจัดงานเลี้ยงขอบคุณ สส. และแถลงแนวความคิดว่าจะทำอะไรบ้าง ท่านอภิสิทธิ์ไม่ได้พูดถึงเลยแม้แต่น้อย?


ครับ, ผมขอทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านให้ท่านดูเป็นตัวอย่าง


ในแถลงการของนายกทักษิณนั้นมีอะไรๆที่ไม่ชอบมาพากลอยู่แยะ ผมจะขอหยิบเอามาพูดสักสองเรื่อง คือ
1. ท่านจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง โดยเน้นที่การศึกษา
2. ท่านจะนำเอาเทคโนโลยีไอซีทีเข้ามาใช้งาน


ครับ, สองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการวางเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงไปทั่วประเทศ การจัดหาเครื่องพีซีให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ การจัดหาเครื่องมือการเรียนการสอนแบบทางไกล การสร้างสื่อการเรียนการสอน ...ซึ่งตระกูลของท่านทำการค้าอยู่อย่างครบวงจร


คำถามของผมก็คือ คนไทยเราพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จริงหรือ?


ลองมองย้อนกลับไปซิครับ การประยุกต์ไอซีทีมันล้มเหลวเกือบทุกเรื่อง การตั้งกระทรวงไอซีทีก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตั้งมา 3 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดศูนย์ข้อมูลใดๆ ระบบที่วาดถาพเอาไว้ก็ยังไม่เสร็จ เช่น GFMIS(Government Fiancial Management Information System), PMOC(Prime Ministor Operation Center), MOC(Ministry Operation Center), POC(Provincial Operation Center), e-Citizen Card, e-Commerce System, e-Procurement System, e-Learning System, Uninet, Ednet, กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอีเล็คโทรนิกส์, กฏหมายว่าด้วยเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล, กฏหมายว่าด้วยเรื่องลายมือชื่ออีเล็คโทรนิกส์, กฏหมายว่าด้วยเรื่องอาชญากรรมทางอีเล็กโทรนิกส์....มันหยุดชะงักไปหมด


และที่แย่กว่านั้นก็คือ รัฐบาลมีช่องสัญญาณดาวเทียมเพื่อใช้ในการเรียนการสอนแบบทางไกลอยู่แล้วกว่า 10 ช่อง ซึ่งมีราคาหรือคุณค่าทางการสื่อสารกว่าช่องละ 3,000 ล้านบาทต่อปี(ลองให้สัมปทานแก่ใครไปดูซิ) แต่เราทำกันเละ เนื้อหาสาระไม่ค่อยมี ดูแล้วไม่ติดใจ คนเคยดูแล้วเลิกดู คนไม่เคยดูก็ไม่รู้ว่ามี


ในการประยุกต์ไอซีทีนั้นมันต้องให้การศึกษาแก่คนไทยทุกรุ่น ถ้าเราไปเน้นที่เด็ก เราก็จะต้องรอผลประมาณ 16 ปี เครื่องมือเครื่องใช้ที่จะจัดหามานั้นก็จะหมดอายุ หรือล้าสมัยไปก่อนที่จะได้ใช้งานจริง


ในการที่จะให้ความรู้ด้านไอซีทีแก่คนไทยทุกคน ทุกระดับ นั้น มันต้องใช้คนทางไอซีทีทั้งหมดที่มีอยู่มาเป็นครู เป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนาระบบ และเป็นผู้บริหารงาน แต่นายกคนนี้ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้(ทีพูดมานี่ไม่ใช่เพราะอยากจะเสนอตัวนะครับ ผมไม่ขอรับงานใดๆ) แถมท่านยังไปเอาหมอมาเป็นเจ้ากระทรวง แล้วก็ปล่อยให้ไปนั่งเถียงกับเจ้าของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อยู่ทั้งวัน ทุกวัน เป็นเวลา 3 ปีมาแล้ว


ครับ, ผมเกรงว่าจะมีการตั้งงบประมาณ แล้วจัดซื้อจัดหาฮาร์ทแวร์ทางคอมพิวเตอร์และสื่อสารเข้ามากองทิ้งเอาไว้ แล้วท่านนายกก็รวยยิ่งขึ้น โดยที่คนไทยก็จนยิ่งขึ้น เท่านั้นเอง


คุณอภิสิทธิ์เคยสนใจเรื่องเหล่านี้บ้างใหม?


................

11 มีค.48 .... ขายไปก่อนแล้วค่อยช้อนซื้อในภายหลัง?


เมื่อสัปดาห์ก่อน หุ้นไทยเริ่มใหลลง ภรรยาผมเขาก็เลยขาย BBL ออกไปที่ราคา 110 บาท แล้วเขาก็บอกว่า เมื่อมันลงไปที่ 106 บาทจะช้อนซื้อกลับ แต่วานนี้ BBL ลงไปถึง 103 บาท เขาก็ยังไม่ซื้อ


ครับ, นี่คือตัวอย่างของคนเล่นหุ้นระยะสั้น ซึ่งมักจะคิดว่า "เมื่อหุ้นเป็นขาลง ให้ขายออกไปก่อน แล้วค่อยมาช้อนซื้อในภายหลัง" ซึ่งฟังดูแล้วเป็นหลักการที่ดี หลายคนรีบคัทลอสเมื่อหุ้นมันลงมานิดหน่อย(2-3%) แล้วก็บอกว่าจะมีกำไรในภายหลัง เพราะเมื่อหุ้นลงไปอีกนิด(3-4%)ก็จะซื้อกลับ แต่เอาเข้าจริงๆพวกเขาไม่ได้ซื้อกลับ


ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?


คำตอบก็คือ ขณะที่หุ้นมันลงต่อ คนไทยจะไม่กล้าซื้อหุ้น เขาจะรอจนกว่ามันจะพลิกกลับขึ้นมา และเพื่อให้แน่ใจว่ามันขึ้นแล้วจริงๆ พวกเขาจะซื้อก็เมื่อมันตีกลับมากๆหน่อย(4-5%)


ครับ, ทำแบบนั้นแล้วจะมีกำไรหรือ? คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บสถิติมาดู ในใจเขาก็ยังคิดว่าเขาทำถูก และเชื่อว่าเขามีกำไร เขาไม่ได้คำนวนออกมาดูจริงๆจังๆ


บางคนอาจอยากถามผมว่า ผมรู้ได้อย่างไรว่าคนไทยจะรอให้หุ้นมันขึ้นจริงๆแล้วจึงจะเข้าซื้อ?


ง่ายครับ, ดูที่วอลุ่มซิครับ เวลาหุ้นลงนั้นวอลุ่มจะหดหายไป เมื่อราคาหุ้นเริ่มขึ้นนั้นวอลุ่มก็ยังต่ำ มันจะมาเพิ่มก็เมื่อหุ้นขึ้นไปแล้ว 4-5 วัน หรือดัชนีขึ้นไปแล้ว 4-5 เปอร์เซนต์ และคนไทยมักจะไปแย่งกันซื้อเมื่อหุ้นขึ้นไปแล้ว 10-15 วัน แล้วอีกไม่กี่วัน(บางทีก็แค่ไม่กี่ชั่วโมง) หุ้นก็ดิ่งลงมา แล้วทุกคนก็เข้าสู่สภาวะอันแรก คือ คัทลอสออกไปก่อน แล้วจะซื้อกลับเมื่อหุ้นลงมาพอสมควร


ครับ, การเล่นหุ้นนั้นอย่าพอใจแค่คิดและตัดสินใจ ให้ติดตามดูผลด้วย และดูกันหลายๆรอบ


...................

12 มีค.48 .... ครม.ชุดใหม่เป็นอย่างไร?


ผมทายไว้ตั้งแต่วันที่ออกไปเลือกตั้งแล้ว ว่า นายกคนใหม่คือ ดร.ทักษิณ และเมื่อแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่แล้วหนังสือพิมพ์จะร้องยี้


มันก็เป็นดังคาด


วันนี้หนังสือพิมพ์ลงบทความวิจารณ์ว่า ครม.ใหม่ก็เหมือนชุดเก่า เพราะคนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็เป็นคนที่ใกล้ชิดนายกทักษิณนั่นแหละ


ครับ, ผมบอกภรรยาผมไว้ตั้งแต่วันไปออกเสียงเลือกตั้งว่า ครม.ใหม่จะถูกหนังสือพิมพ์บ่นว่าเป็นหน้าเก่า กับคนใกล้ชิด และผมก็บอกด้วยว่า มันไม่มีทางเป็นอื่น


ครับ, ใครมันจะไปตั้งคนนอกที่ไม่เคยรู้จัก ใครมันจะไปเชิญพรรคฝ่ายค้านมาเป็นรัฐมนตรี ใครจะไปเอาอาจารย์ธีรยุทธ์เข้ามาเป็นรองนายก แล้วพรรคไทยรักไทยมันมีคนที่เก่ง แต่ไม่เคยเป็นรัฐมนตรีอยู่หรือ? มันโนช้อยส์ครับ


แต่... ผมก็ยังดีใจ เพราะท่านทักษิณเอาหมอสองคนออกไปจากคณะรัฐมนตรีชุดนี้
และ...ผมก็เสียใจ เพราะท่านยังดันทุรังเอา ดร.สมคิด มาเป็น รมต.คลัง ต่อไปอีก


สิ่งที่จะมากระทบกับตลาดหุ้นก็คือ มันจะเกิดความไม่แน่นอนในเชิงนโยายเกี่ยวกับราคาน้ำมัน การประยุกต์ไอซีที และใครจะมาเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ถ้าคนใหม่เข้ามาแล้วขึ้นราคาน้ำมันทีละ 40-60 สตางค์ และถ้าคนใหม่ก็ไม่รู้ไอซีที(แต่นิยมซื้อฮาร์ทแวร์มากองทิ้ง) และถ้าผู้จัดการตลาดยังเป็นคนเดิม ซึ่งจะรีบดันรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดโดยเร็ว ดัชนีคงดิ่งเหว


ครับ, หมอดูเขาบอกว่าพระราหูจะย้ายบ้าน บ้านเมืองจะได้เห็นความเสียหายร้ายแรงกว่าซึนามิ มันคงจะเป็นจริงเสียแล้ว


...............

13 มีค.48 .... รู้แบบไทยๆ


ผมเห็นโษณาของทีวีอยู่ช่องหนึ่ง เขาเอาเด็กผู้หญิง อายุประมาณ 5-6 ขวบ ออกมาพูดว่า เธอรู้แล้วว่า เวลาตกหลุมทรายดูดนั้นจะต้องอยู่นิ่งๆ เพราะเวลาดิ้นรนนั้นจะเหมือนกันเราพยายามขุดลงไปในทราย เพราะมันจะทำให้เราจมลงไปมากขึ้น


ครับ, ครีเอตีฟของโฆษณาชี้นนั้นคงภูมิใจมาก และทีวีช่องนั้นก็คงชอบมากๆ จึงเอามาออกวันละหลายๆครั้ง มันดูเหมือนว่าคนของทีวีช่องนั้นรู้จักส่งเสริมให้คนเรียนรู้ และคนไทยควรจะเป็นสมาชิกของทีวีช่องนั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้ฉลาดและมีความรู้


แต่ในสายตาของผม ผมเห็นว่า มันเป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีความรู้แบบนกแก้วนกขุนทอง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้คนไทยโง่กว่าต่างชาติ และถูกเขาหลอกขายสินค้าจนชาติบ้านเมืองกำลังจะฉิบหายแล้วยังไม่รู้ตัว


ครับ, ผมไม่เคยเห็นหรือเคยตกลงไปในบ่อทรายดูด(เพราะมันหายากมากๆ) และผมก็ไม่เชื่อว่าเด็กหญิงคนนั้นเคยตกลงไปในบ่อทรายดูด ดังนั้นเจ้าความรู้ที่ว่า ยิ่งดิ้นยิ่งเหมือนกับขุดทราย นั้นมันเป็นแค่คำพูดที่บอกต่อๆกันมา ความรู้แบบนี้มันเป็นความรู้แบบผิวเผิน และไม่น่าจะส่งเสริม ถ้าอยากจะรู้จริงในเรื่องนี้มันต้องไปทดลองกับของจริง การเล่าต่อๆกันนั้นมันไม่สามารถจะทำให้เข้าใจได้


ครับ, ถ้าอยากจะมีความรู้จริง เราต้องทดลอง หรือคิดทบทวนด้วยเหตุผลให้ลึกกว่านี้


อย่างเรื่องของการเล่นหุ้น ไปคุยกับคนเป็นร้อยๆคน หรืออ่านตำราเป็นร้อยๆเล่ม มันก็ไม่สามารถสร้างให้คุณเป็นนักเลงหุ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน การลงไปเล่นหุ้นโดยไม่มีการทบทวนผลของการเล่น มันก็ไร้ค่า หลายคนต้องเสียเงินไปเป็นล้าน เพราะเข้ามาเล่นหุ้นแล้วไม่รู้จักคิดและทบทวน


ครับ, โปรแกรมชุด STKMGR เป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้ท่านเก็บข้อมูลเอาไว้ทบทวน มันอาจดูยุ่งยากในการใช้งานนิดหน่อย เพราะท่านต้องเอาข้อมูลเข้าทุกวัน และต้องป้อนข้อมูลให้ถูกต้อง ตามฟอร์แมทที่กำหนด แต่ประโยชน์นั้นจะมีค่ามหาศาล เพราะท่านจะกลายเป็นคนที่รู้จริง


.............

20 มีค.48 .... นี่หรือที่เรียกว่าทำนายแม่นดั่งตาเห็น?


จากต้นปี ดัชนีได้ไต่ขึ้นจาก 684 ไปจนถึง 740 ในปลายเดือนกุมภา แล้วก็มีนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งออกมาทำนายว่า หุ้นจะหล่นลงมาที่ 710 ทั้งนี้โดยให้เหตุผลไว้ 3 ข้อ คือ A, B, C (ดูหมายเหตุข้างล่าง) ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง คือดัชนีได้ถอยลงมาที่ 710 ในวันที่ 11 มีค.(แต่เป็นเพราะสาเหตุ X)


จาก 710 พวกเขาก็ทำนายอีกว่า เมื่อไม่มีข่าวดีอะไรเลย แต่มีปัญหา A, B, C อยู่อย่างเดิม ดังนั้นดัชนีจะลงไปจนถึงระดับ 680-690 ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง คือดัชนีดิ่งลงมาที่ 696 เมื่อวันที่ 15 มีค.(แต่เป็นเพราะสาเหตุ Y)


ครับ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากมายต่างโทรศัพท์ถึงกันให้แซดว่า "แม่นดังตาเห็น" และเตรียมเทขายกันในวันต่อมา แต่ดัชนีไม่ยักตก มันกลับตีขึ้นมา 3 วันแล้ว


อย่างนี้มันหมายความว่ายังไง? มันจะลงอย่างที่เขาทำนาย? หรือมันจะตีกลับขึ้นไปเลย? หลายคนกำลังว้าวุ่นใจ


ครับ, ในการทำนายทิศทางของตลาดหุ้นนั้นมันต้องแสดงเหตุผล และถ้าผลมันตรงกับคำทำนาย แต่เป็นเพราะสาเหตุอื่น อย่างนี้ไม่น่าจะบอกว่าทำนายถูก และถ้าเราย้อนกลับไปดู เราก็จะเห็นได้ว่า ปัญหาข้อ A, B, C นั้นมันเป็นปัญหาเก่า และเป็นปัญหาที่รัฐบาลนี้ไม่สามารถจะแก้ใขได้ในเร็ววัน(อีก 3 ปีก็ไม่หาย) ถ้าเราไปเชื่อในเหตุผลที่เขายกขึ้นมา ดัชนีคงจะลงไปเรื่อยๆ มันอาจถึง 100 ก็เป็นได้


ครับ, ฟังอะไรแล้วต้องคิดให้ดีๆ จริงๆแล้ว เรื่องร้ายๆทั้งหลายนั้นมันกระทบต่อตลาดหุ้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อทุกคนรับรู้แล้ว ความกลัวก็จะจางลงไป ดัชนีก็จะกลับเข้าแนวของมันใน 1-60 วัน และในความเป็นจริงก็คือ ปัญหา A, B, C นั้นมันจบสิ้นไปนานแล้ว แต่นักวิเคราะห์ก็ยังพยายามปลุกผีเหล่านี้ขึ้นมาหลอกคนอยู่เรื่อยๆ


ครับ, หุ้นมันตกเพราะข้อ X กับ Y เท่านั้นแหละ อย่าไปตื่นเต้นกันนักเลย


.............
หมายเหตุ
A=น้ำมันดิบราคาขึ้นถึง 55 ดอลล่าร์ต่อบาเรล และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก
B=ใข้หวัดนกยังไม่หมดไปจากประเทศไทย
C=ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคไต้ยังไม่หมดไป
X=เมอร์ริลลินช์ทุบตลาดด้วยการบอกว่าจะลดน้ำหนักการลงทุน
Y=ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 60 สตางค์ต่อลิตร์ และมีแนวโน้มจะลอยตัว
ขอให้สังเกตุว่า ข้อ Y นั้นเป็นคนละเรื่องกับข้อ A
..................

23 มีค.48 .... ผลกระทบจากข่าวร้ายๆ


วานนี้รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีกลิตร์ละ 3.00 บาท โดยจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป ข่าวนี้ทำให้ดัชนีหุ้นไทยใหลลงจาก +0.5 ลงไปอย่างช้าๆ จนถึง -9.0 ในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงของการซื้อขาย แล้วมันก็ตีตื้นขึ้นมาที่ -3.5 ก่อนปิดตลาด แต่พอจะปิดตลาดขึ้นมาจริงๆ ต่างชาติก็ทุบลงไปทีเดียว 2000 ล้านบาท ทำให้ดัชนีลงไปปิดที่ -5.5


ครับ, นั่นแสดงว่า ข่าวร้ายข่าวนี้มีผลกระทบไม่มากนัก


ทำไมมันจึงมีผลกระทบไม่มาก?


ตำตอบก็คือ
1. ข่าวนี้พูดกันมานานแล้ว
2. ข่าวนี้ตรงกับที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการ คือจะขึ้นก็ขึ้นไปเลย ไม่ควรมาทำทีละเล็กละน้อย


ครับ, มันเป็นธรรมชาติของตลาดหลักทรัพย์ คือเรื่องร้ายๆนั้น ถ้ามีการพูดกันล่วงหน้า นักลงทุนจะสามารถประเมินได้ว่าจะมีผลกระทบต่อบริษัท และต่อราคาหุ้นของบริษัทสักเท่าใด ซึ่งมันมักจะน้อยนิดเดียว พวกเขาจึงไม่ตื่นตกใจมากนัก สิ่งที่พวกเขากลัวคือ การประกาศข่าวอย่างกระทันหัน ทั้งนี้เพราะจะมีคนตกใจแล้วเทขายออกมา ซึ่งจะทำให้ราคาลดเร็ว แล้วพวกเขาก็ต้องแข่งกันขาย ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นตกหนัก ดูอย่างการปรับราคาดีเซล 60 สตางค์ต่อลิตร์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ดัชนีตกไปกว่า 10 จุด


ครับ, นั่นเป็นข้อสังเกตุที่ทุกคนรู้ แต่ท่านสังเกตุเห็นใหมว่าต่างชาติทุ่มขายออกมาถึง 2000 ล้านบาทในตอนปิดตลาด? เขาไปเพื่ออะไร?


มันเป็นไปได้ว่า พวกเขาผสมโรงขายในตอนเริ่มติดลบ แล้วมาช้อนซื้อตอนลบหนักๆ แล้วเทขายอีกครั้งเมื่อดัชนีตีตื้นขึ้น ซึ่งจะขึ้นสูงสุดก่อนปิดตลาด?


ครับ, เล่นหุ้นนั้นต้องละเอียด รอบคอบ และช่างสังเกตุ


...............

02 เมษ.48 ..... คุณช้อนซื้อหุ้นแล้วหรือยัง?


เมื่อวันที่ 11 มีค.48 หรือคือเมื่อประมาณ 3สัปดาห์ก่อน ผมได้เขียนบทความเรื่อง "ขายไปก่อน แล้วค่อยช้อนซื้อในภายหลัง" ซึ่งหลายๆท่านอ่านแล้วพอใจ แต่หลายๆท่านก็บอกว่าไม่จริง


ครับ, มาถึงวันนี้มันเป็นจริงใช่ใหม?


ดัชนีได้ใหลลงจาก 740 ไปที่ 710
จาก 710 ก็ลงไปที่ 690
จาก 690 ก็ลงไปที่ 680
แล้วนักวิเคราะห์ก็บอกว่าจะลงไปที่ 660
ผมก็เลยแดกดันว่าจะลงไปที่ 660 จริง และควรเชื่อพวกเขาเสียเถอะ เพราะเขาพูดแล้วทุกคนเชื่อ เมื่อทุกคนเชื่อตามนั้น มันก็จะเกิดตามนั้น
แต่แล้ว มันก็วิ่งกลับขึ้นมาที่ 695


แล้วตอนนี้คนไทยกล้าช้อนซื้อใหม?


ไม่มีหรอกครับ วอลุ่มยังต่ำอยู่ และมีแต่ต่างชาติเท่านั้นที่กล้าเข้ามาซื้อ


สำหรับหุ้น BBL ที่ผมบอกว่าภรรยาผมเขาขายไปที่ 110 บาทต่อหุ้น และจะไปช้อนซื้อที่ 106 นั้น เขาบอกว่าเขาไม่ได้ขายออกไป ตอนนี้ก์ยังถืออยู่ และยังไม่คิดจะซื้อเพิ่ม


ครับ, นั่นจะบอกว่าฉลาด ผมก็ไม่แน่ใจนัก และท่านผู้อ่านก็ไม่ควรสรุปว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพราะ ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถบอกว่าอะไรผิด และอะไรถูก เนื่องจากอนาคตมันเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ถือไว้แล้ว BBL ขึ้นไปถึง 200 บาทต่อหุ้น มันก็เป็นการฉลาดคิด แต่ถ้าต่อมามันเกิดถอยลงไปที่ 60 บาทต่อหุ้น มันก็จะเป็นการไม่ฉลาดคิด และถ้าต่อมามันตีกลับขึ้นมาที่ 110 บาทต่อหุ้น มันก็กลายเป็นเสมอตัว


ครับ, อย่าไปว่าใครโง่หรือใครฉลาดเลย ขอให้ทราบความจริงอันหนึ่งว่า คนเล่นสั้นนั้นทำนายทิศทางให้ถูกต้องได้ยาก และมักจะต้องขาดทุนเพราะ เวลาตกใจก็รีบขาย และหวังจะไปช้อนซื้อกลับในภายหลัง แต่เมื่อราคาหุ้นมันลงไปจริง ก็มักจะไม่กล้าซื้อ แล้วมักจะมาซื้อเอาเมื่อราคาขึ้นสูงแล้ว แล้วก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม เพราะซื้อมาไม่ทันไร หุ้นก็ตกอีก


นี่คือวัตรสังสารอย่างหนึ่ง


..................

03 เมษ.48 ..... ลมปากฝรั่งอีกแล้ว


ครับ, อยู่ดีๆบริษัทประเภทที่ปรึกษาการเงินของฝรั่งก็ออกมาบอกว่า ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสขึ้นไปจนถึงบาเรลละ 105 ดอลล่าร์


ทำไมต้องทำอย่างนี้?
และมันจะเป็นไปได้หรือ?


ครับ, มันคงจะคิดว่าคนไทยนี่โง่ และเชื่อทุกอย่างที่ฝรั่งพูด


มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ราคาน้ำมันดิบจะขึ้นไปถึง 2 เท่ากว่าๆ ทั้งนี้เพราะแกสโซฮอลมันต้นทุนเท่าๆกับเบนซีนอยู่ ถ้าน้ำมันดิบขึ้นไปสองเท่า เบนซีนก็คงจะขึ้นเกือบสองเท่า ผลต่างของราคาก็จะสูงมากพอที่จะทำให้คนเปลี่ยนไปใช้แกสโซฮอล


นั่นเป็นการคิดแบบชั้นเดียว ซึ่งไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไมฝรั่งจึงมาออกข่าวแบบนี้


มันเป็นไปได้ใหมว่า ฝรั่งต้องการทุบตลาดไทย?


นั่นก็เป็นการคิดชั้นเดียวเช่นกัน


ในปัจจุบันนี้เราต้องคิดหลายๆชั้นครับ
เหตุผลที่พอจะเป็นไปได้ก็คือ ฝรั่งจะขึ้นราคาน้ำมันดิบไปจนถึง 105 ดอลล่าร์จริง ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศที่มีผู้นำหน้าโง่ตกใจ แล้วก็ถือโอกาสสร้างเมกะโปรเจ็คขึ้นมา คือเสนอให้ตั้งโรงงานผลิตแกสโซฮอลขนาดใหญ่ เอามันโรงเดียวให้พอใช้ทั้งประเทศ พอตั้งเสร็จ ราคาน้ำมันดิบก็ลดลง และกลับเข้าสู่ภาวะปรกติ หรือคือ 40-45 ดอลล่าร์ต่อบาเรล


ด้วยวิธีนี้ ฝรั่งจะได้ประโยชน์ 4 ต่อ ดังนี้
1. ฝรั่งได้ขายโรงงานแกสโซฮอลในราคาแพงๆ เพราะเป็นการเร่งด่วน
2. ฝรั่งได้กำจัดประเทศที่เคยมาแย่งซื้อน้ำมันดิบ เพราะสร้างโรงงานแกสโซฮอลแล้วถอยกลับไม่ได้
3. ฝรั่งได้ใช้น้ำมันดิบในราคาที่ถูกลง
4. ฝรั่งได้ขายเครื่องยนต์ และอุปกรณ์เพื่อปรับไปใช้แกสโซฮอล


ครับ, ผมฟังฝรั่งพูดทีไร มันอดนึกในทางอคติไม่ได้สักที และมันก็มักจะเดาถูกทุกที วันจันทร์พรุ่งนี้หุ้นไทยก็คงจะตกอีก เพราะคนไทยเราตกใจง่าย แถมมีข่าววางระเบิดอีก 3 แห่งในจังหวัดสงขลา มันคงจะตกแหลกราน แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือเมกะโปรเจ็คนะครับ


..................

13 เมษ.48 .... เจรจาเอฟทีเอต้องมองสวนทาง


ในการเจรจาเอฟทีเอกับญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นขู่ว่าจะถอนเงินลงทุน 40,000 ล้านบาทจากไทย ถ้าไทยไม่ลดภาษีเหล็กให้เหลือศูนย์เปอร์เซนต์ คนไทยได้ยินแล้วตัวสั่นงันงก รีบหาหนทางลดภาษีให้เขา เล่นเอาเจ้าของบริษัท NSM ต้องมาออกทีวี และนักเลงหุ้นบางคนเทขาย NSM ออกมา


ครับ, จริงๆแล้ว ในการเจรจาเอฟทีเอนั้นเราไม่ควรเชื่อตามเขาทันที ทุกอย่างที่ต่างชาติยกขึ้นมาอ้างนั้นจะมีมุมมองที่สวนทางอยู่ทุกเรื่อง ถ้าเราไปเชื่อเขาทันทีเราก็เสียเปรียบ


ยกตัวอย่างในเรื่องเงินลงทุนของญี่ปุ่น การที่เขาเอาเงินมาลงทุนนั้นมันแสดงว่า เขาได้ประโยชน์มากที่สุดอยู่แล้ว มันไม่มีที่อื่นที่จะลงทุนได้ดีกว่านี้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรกลัวคำขู่อันนี้ ถ้าเป็นผม ผมจะตอบว่า เชิญเลย เชิญถอนเงินลงทุนไป เมื่อใหร่คุณถอนออกไปเราจะขึ้นภาษีเหล็กจากญี่ปุ่นอีก(เพื่อชดเชยกัน) พูดแล้วค่อยมาดูท่าทีของเขา นี่คือการเจรจาต่อรองกัน ถ้าเรายอมเขาตั้งแต่แรก เราก็เสียเปรียบ


อันที่จริงแล้ว เงินลงทุนของญี่ปุ่นนั้นมันไม่มีทางถอนออกไป ทั้งนี้เพราะมันเป็นเงินกู้ที่ให้แก่บริษัทญี่ปุ่นด้วยกันเอง มันเป็นเงินช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้แก่บริษัทญี่ปุ่น พวกนี้ฉลาด เอาเงินกู้ไปผ่านทางภาครัฐเพื่อให้มีอำนาจต่อรอง แต่จริงๆแล้วมันให้บริษัทที่ได้บีโอไอทั้งนั้น มันไม่ต้องเสียภาษีการค้า มันมีผลประโยชน์อยู่แล้ว


ครับ, ตัวแทนรัฐบาลไทยควรจะเฉียบแหลมสักหน่อยนะ ตลาดหุ้นจะได้ไม่กระเพื่อมโดยใช่เหตุ


.................

17 เมษ.48 .... มามองโลกในแง่ดีกันดีกว่า


กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 16 เมษษ 2548 บอกว่า 11 ตระกูลดังของเมืองไทยปีนี้รับปันผลไป 2290 ล้านบาท และถือหุ้นอยู่ 63,589.26 ล้านบาท


เห็นตัวเลขแล้วน่าตื่นเต้น หลายๆคนคงอิจฉา หลายๆคนคงเอาไปคิดดูว่าจะซื้อเฟอรารี่ได้กี่คัน และจะแจกลูกหลานได้กี่คน....


แต่ผมอยากให้มองในอีกทางหนึ่ง ดังนี้


กว่าจะได้เงินปันผล 2290 ล้านบาท พวกเขาต้องทำงานหาเงินมาซื้อหุ้นถึง 63,589.26 ล้านบาท และคงต้องมีทรัพย์สินถึง 63,589.26*3=190,767.78 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินพวกนี้กว่าจะได้มาก็ต้องทำรายได้ไม่ต่ำกว่า190,767.78/0.70=272,525.40 ล้านบาท และเสียภาษีมาแล้ว 272,525.40*0.30=81,757.62 ล้านบาท ซึ่งเท่าๆกับที่ใช้สร้างถนนหลวงอย่างดีเป็นระยะทางประมาณ 8,100 กิโลเมตร์ ดังนั้นคนพวกนี้มีพระคุณต่อคนไทยมิใช่น้อยเลย


แต่การที่จะทำรายได้ 272,525.40 ล้านบาทนั้น พวกเขาจะต้องผลิตสินค้าหรือบริการไม่ต่ำกว่า 272,525.40/0.15=1,816,836.00 ล้านบาท(อัตราการทำกำไร=15%) และต้องจ้างคนไม่น้อยกว่า 1,816,836 man-year หรือประมาณ 181,683 คน ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หรือคือมีคนไทยเกือบสองแสนคนที่ได้ทำงานเป็นลูกจ้างพวกเขาอยู่ ถ้าขาดคน 11 ตระกูลนี้เราก็จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นสองแสนคนทันที


คน 181,683 คนนี้จะมีรายได้ประมาณ 181,683*0.30=54,504.90 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอารายได้นี้ไปจับจ่ายใช้สอยจนหมด ซึ่งจะช่วยชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ได้หลายแสนคน แล้วก็อาจซื้อรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกเป็นหมื่นชิ้น ซึ่งทำให้มีงานซ่อมบำรุงให้แก่คนอีกหลายพันชีวิต


ครับ, ถ้าท่านมีเวลา ก็อาจคำนวนออกมาได้ว่า คนไทยเกือบล้านคนต้องพึ่งพาคนใน 11 ตระกูลนี้อยู่อย่างแน่นแฟ้น และคนหลายล้านคนได้อาศัยถนนที่สร้างด้วยเงินภาษีจากพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมีคุณประโยชน์ต่อประเทศนี้เป็นอย่างยิ่ง


จากตรงนี้ มันก็มีคำถามที่น่าถาม คือ ถ้าเราเพิ่มจำนวนตระกูลขึ้นไปให้ถึง 1000 หรือ 2000 ตระกูล ตัวเลขต่างๆจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าใด?


ผมคิดว่า กว่า 95 เปอร์เซนต์ของหุ้นในตลาดนั้นอยู่ในมือพวกเขา ทรัพย์สินกว่า 95 เปอร์เซนต์ก็อยู่ในมือพวกเขา ธุรกิจกว่า 95 เปอร์เซนต์ก็อยู่ในมือพวกเขา แต่ภาษีนั้นมาจากคนส่วนใหญ่(ซึ่งก็ได้รายได้มาจากธุรกิจของ 2000ตระกูลดังกล่าว จึงเท่ากับมาจากพวกเขาทางอ้อม) ...ฯลฯ


สรุปแล้ว เมืองไทยขึ้นอยู่กับคนแค่ไม่เกิน 2000 ตระกูล


อย่างนี้มันเป็นโครงสร้างที่ดีหรือเปล่าเนี่ย


ถ้าเราคิดว่าไม่ดี แล้วทำไมเราไม่บังคับว่า สัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อยต้องไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซนต์? ทำไมเราจึงปล่อยให้ตระกูลใหญ่ยังถือหุ้นส่วนใหญ่อยู่อย่างนี้?


..............

18 เมษ.48 ..... ข่าวร้ายจะมีผลแรงกว่าข่าวดี


หลังจากหยุดสงกรานต์ไป 5 วัน เราก็เปิดตลาดด้วยดัชนีที่ลดลงถึง 16 จุด สาเหตุเป็นเพราะเมื่อวันศุกร์ตอนค่ำตลาดหุ้นนิวยอร์คตกลงไป 3 เปอร์เซนต์กว่าๆ และวันนี้ตอนเช้า ก่อนที่ตลาดของเราจะเปิด เราก็ได้เห็นการตกอย่างระเนระนาดในตลาดเอเซียตะวันออก เช่นญี่ปุ่นก็ตกไป 3 เปอร์เซนต์กว่าๆเช่นกัน


ครับ, นี่คือตัวอย่างของผลของข่าวร้าย มันมักจะมีผลรุนแรงกว่าจริงค่อนข้างมาก ข่าวร้ายในเรื่องนี้ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทไอบีเอ็มในสหรัฐมันไม่ดี บริษัทนี้เกี่ยวข้องกับคนไทยน้อยมาก เพราะเราไม่เคยมีหุ้นของเขา บริษัทไอบีเอ็มแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นสาขาของไอบีเอ็มสหรัฐ และไอบีเอ็มประเทศไทยก็ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย เรานั้นแตกต่างจาก จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน เพราะประเทศเหล่านี้เกี่ยวข้องกับไอบีเอ็นสหรัฐค่อนข้างมาก


ครับ, ในความเป็นจริงก็คือ เราไม่สามารถใช้เหตุผลระดับพื้นๆกับการเล่นหุ้นได้ คนเราจะตกใจและขายหุ้นออกมาอย่างแรงในทันทีที่ได้รับข่าวร้าย และถ้าให้ต้องรอถึง 5 วันตลาดจึงจะเปิด ความกลัวจะยิ่งสะสมจนสูงเกินกว่าจริงได้หลายสิบเท่า คนเรานั้นเมื่อมีเวลาก็จะคิดวนซ้ำๆ แต่ละรอบจะยิ่งเพิ่มความกลัวเข้าไป มันจึงกลัวเกินกว่าเหตุ


แล้วทำไมข่าวดีจึงมีผลน้อยกว่า?
หรือคือ เวลาได้ข่าวดี คนไทยจะไม่แย่งกันซื้อมากมายนัก และถ้าข่าวดีนั้นต้องรอการเปิดตลาดไปหลายๆวันมันอาจหมดผลไปเลย?


เรื่องนี้อธิบายได้ คือ ข่าวดีนั้นไม่ใช่ความกลัว มันแค่กระตุ้นความอยาก ความอยากในที่นี้คือความอยากรวย ซึ่งจะต้องลงทุน นักลงทุนต้องไปหาเงิน มันเป็นเรื่องที่ยากกว่าการขายหุ้น หุ้นนั้นมีอยู่ในมือของนักลงทุนกว่า 500,000 คน แต่คน 500,000 คนนี้มีไม่กี่คนที่มีเงินสดในมือ ความอยากรวยนี้ถ้าให้เวลาคิด เขาจะค่อยๆลดความอยาก ความทุกข์ยาก และความไม่แน่ใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ครับ, นั่นคือความจริงอันหนึ่ง แต่จะมีคำถามว่า รู้แล้วจะมีประโยชน์อะไร?


ท่านต้องขุดลึกลงไปอีก คือ เมื่อท่านสังเกตุให้บ่อยๆก็จะพบว่า คนที่ขายเพราะตกใจ(panic sell)นั้นมักจะเสียหาย เรามักจะมีคนเข้ามาช้อนซื้อ แล้วทำกำไรได้ในเวลาต่อมา


เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางแก้ก็คือ อย่าตกใจ อย่าขายตามคนอื่น และถ้าคุณใจกล้าพอ ก็ไปหาเงินมาช้อนซื้อเมื่อคนอื่นเขาตกใจขาย


ในขณะเดียวกัน ถ้ามีข่าวดี ท่านต้องกล้าลงทุน ท่านต้องออกแรงหาเงินมาซื้อหุ้นเพิ่ม


ครับ, ทุกครั้งที่มีข่าวแรงๆ มันจะเกิดโอกาสที่จะทำกำไร


.........

21 เมย.48 .... เล่นหุ้นระยะยาวเป็นอย่างไร?


วันนี้ ก่อนเปิดตลาด นักวิเคราะห์ขาเก่าเตือนว่า GLOW จะเข้าเทรดในวันนี้ และจะเข้าลักษณะแบบเดียวกับ ปตท. คือฝรั่งมีหุ้นอยู่เยอะ พอเข้าตลาดวันแรกก็ถูกต่างชาติลากขึ้นไป แล้วต่อมาก็ถล่มจนเละ เขาจึงเตือนให้นักลงทุนระวังไว้


ครับ, มันแปลกดี คือเล่าแต่ตอนต้น แล้วก็เตือนว่าอย่าเข้าไปซื้อ แต่ไม่ได้บอกว่าในตอนนี้หุ้น ปตท.นั้นมันสูงกว่าจอง 5-6 เท่าตัว


นี่คือความแตกต่างระหว่างคนมองสั้นกับคนมองยาว คนมองสั้นนั้นสามารถจดจำเหตุการณ์เก่าๆได้หมด และละเอียดถี่ถ้วนดี เขาสามารถตัดตอนใดตอนหนึ่งมาพูดได้อย่างชัดเจน แต่จะจับประเด็นแค่ในช่วงเวลาที่เขายกขึ้นมาพูดเท่านั้น เช่นช่วงแรกของการเข้าตลาดของ ปตท.


ทำไมคนมองสั้นจึงมองไม่เห็นกำไร 4-5 เท่าตัวด้วยการถือหุ้น ปตท.เอาไว้ 3 ปี?
ทำไมเขาจึงไม่แนะนำให้ซื้อหุ้น GLOW ในเมื่อมันเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานเช่นเดียวกัน?


คำตอบก็คือ พวกเขาเห็นว่าระยะเวลาคือความเสี่ยง ยิ่งยาวยิ่งเสี่ยงมาก ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้อง หุ้น โดยเฉพาะหุ้นไทย นั้นมีความผันผวนสูงมาก แม้แต่ธนาคาร ซึ่งทั่วโลกเขายอมรับกันว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคง เป็นบลูชิพ แต่ธนาคารของไทยกลับล้มได้ และถึงจะไม่ล้มก็ซวนเซจนต้องให้รัฐเช้าช่วยค้ำจุน ราษฎรตาดำๆอย่างพวกเราต้องเสียภาษีทางอ้อมเข้าไปค้ำจุนกว่า 700,000 ล้านบาท


ครับ, จริงๆแล้ว การเล่นหุ้นระยะยาวไม่ได้หมายถึงการเสี่ยงเข้าไปซื้อหุ้นอะไรก็ได้แล้วถือไว้ยาวๆ ใครทำแบบนั้นก็หมดตัว เพราะเข้าไปซื้อไว้สัก 100 ตัวก็จะพบว่า มันจะขาดทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีกำไรอยู่ไม่กี่ตัว เมื่อถัวเฉลี่ยออกมาแล้วก็ขาดทุน เล่นไปนานๆก็ต้องหมดตัว


และ จริงๆแล้ว การศึกษาพื้นฐานของธุรกิจนั้นๆก็ไม่สามารถจะช่วยได้ เช่น ถ้าดูกันตามพื้นฐานแล้ว กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ดี แต่ลองซื้อดูซิ ซื้อให้หมดทุกตัว ถือไว้นานๆ ผลก็อาจออกมาขาดทุนอีกได้


ดังนั้น การเล่นหุ้นระยะยาวนั้นไม่ใช่การซื้อแบบเดาสุ่ม หรือเก็งเป็นกลุ่มธุรกิจ


การเล่นหุ้นระยะยาวนั้นเป็นอย่างไรท่านต้องศึกษา ผมไม่สามารถพูดให้จบได้ในบทความสั้นๆ และผมก็เลิกที่จะให้กันฟรีๆแล้ว ใครสนใจก็ให้ติดต่อที่ 02-311-4767


...............

29 เมย.48 .... กองทุนไม่ได้ปั่นหุ้น?


หลังจากที่นักลงทุนรายย่อยได้ออกมากล่าวหาว่ากองทุนไทยเทขายหุ้นเพื่อทุบราคา ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ก็ออกมาชี้แจงว่า มีบางกองทุนเทขายจริง แต่ไม่ได้ทุบหุ้น ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า


1. บลจ.ในประเทศไทยไม่น่าจะมีพฤติกรรมดังกล่าว
2. บลจ.ที่ขายออกมาก็เพราะธปท.และเวิล์ดแบงก์ปรับจีดีพีลงมา


ครับ, ผมฟังแล้วรู้สึกแปลกดี คือ เมื่อมีคนเขาฟ้องมา แล้วท่านก็ได้เห็นตัวเลขแล้วว่ามีบางกองทุนเทขายอย่างต่อเนื่อง แต่ท่านกลับบอกว่าเชื่อใจผู้จัดการกองทุนเหล่านั้นว่าเป็นคนดี และไปเห็นด้วยกับเหตุผลว่าเป้าจีดีพีมันลดลง


ครับ, ถ้ากองทุนเหล่านี้ขายเพราะเป้าจีดีพีลดลง พวกเขาจะต้องขายไปตลอดปี 2548 นี้เลยนะครับ ทั้งนี้เพราะเป้าจีดีพีคงจะไม่มีการปรับไปอีกนาน และถ้าเชื่อตามนั้น กองทุนพวกนี้ต้องปิดตัวแน่นอน จะมาขายหุ้นทิ้งให้หมด แล้วกอดเงินของประชาชนเอาไว้ได้ยังไง?


ครับ, มันไม่มีเหตุผล มันฟังไม่ขึ้น และผมก็ไม่เชื่อว่ากองทุนจะขายตลอด ถ้าท่านผู้จัดการตลาดเชื่อพวกเขา ท่านจะตอบพวกผมว่าอย่างไรเมื่อกองทุนกลับเข้ามาซื้อทั้งๆที่เป้าจีดีพียังอยู่ที่เก่า?


อีกอย่างหนึ่งก็คือ การปรับเป้าจีดีพีนี่มันเป็นเรื่องเมื่อวานซืนนี้เอง แต่กองทุนไทยนั้นเทขายมาสามเดือนแล้ว ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ไปยอมรับเหตุผลอันนี้เข้าไปได้อย่างไร?


ครับ, อยู่ในฐานะเป็นนักลงทุนรายย่อยนี่มันแย่ พวกเราน่าจะรู้กันอยู่แล้ว การไปกล่าวหาว่าผู้จัดการกองทุนทุบหุ้นนั้นมันไม่ได้ผลหรอก เรากับเขามันเป็นคนคนละระดับ เขาไส่สูท ขี่รถหรู เข้าพบผู้จัดการตลาดได้ทุกเมื่อ เขามันระดับเดียวกัน


ฟังแล้วก็กลืนน้ำลายไปสักอึกหนึ่ง แล้วก็หาวิธีเล่นหุ้นโดยไม่เป็นเหยื่อเขาต่อไป


.................

07 พค.48 ..... กองทุนไทยไม่ได้ทุบหุ้น?


จากแรงกดดันจากนักลงทุน กลต.และตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ไปเก็บตัวเลขมาให้ดู ผลปรากฎว่า ในช่วงสองสามเดือนมานี้ กองทุนไทยได้ขายหุ้นออกมากว่า 20,000 ล้านบาท แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่การทุบหุ้น พวกเขาต้องขายเพราะมีผู้ถือหน่วยลงทุนขอขายคืนเป็นจำนวนมาก


ครับ, หลายๆท่านคงไม่อยากจะเชื่อ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เราพบเห็นในการซื้อขายในตลาดมันเป็นคนละอย่าง คือ มันเห็นได้ชัดว่า เวลาที่ดัชนีพุ่งขึ้น 1-2 จุดทีไร มันจะมีการขายทุบลงมา 1-2 จุดในทันที แต่เวลาดัชนีมันหล่นลงมา 1-2 จุด มันไม่มีใครเข้าช้อนซื้อ ดัชนีมันจึงใหลลงๆๆ มันเป็นอย่างนี้ติดต่อกันยาวนานจนเป็นคำถามขึ้นมา


ครับ, เมื่อเขาชี้แจงออกมาแล้ว และสมาคมนักวิเคราะห์ก็อุตส่าห์ออกมายืนยันให้ เราก็คงต้องลองเชื่อเขาดู แล้วลองมาวิเคราะห์ต่อ


มันเป็นอย่างที่ผมเคยพูดไว้ คือ เมื่อใดที่ดัชนีลดลง ราคาของหน่วยลงทุนก็จะลดลงตามไปด้วย แล้วมันก็ต้องมีกองทุนบางกองทุนที่ราคาลดต่ำกว่าราคาเริ่มต้น ดูอย่างวายุภักษ์เป็นต้น ตอนนี้เหลือแค่หน่วยละ 9.02-9.05 บาท มันคือกองทุนที่ขาดทุน แล้วใครอยากจะถือไว้ นักลงทุนก็ต้องขาย ซึ่งจะมีผลทำให้กองทุนต้องขายหุ้นออกมาอีก ตลาดมันก็ถดถอยเร์วขึ้น


ครับ, ผมบอกแล้วว่า การที่กลต.อนุญาตให้เปิดกองทุนกันมากมายนั้นคือทางสู่ความฉิบหาย

ในหลักการแล้วกองทุนจะเกิดประโยชน์ก็เมื่อกองทุนถือหุ้นไว้นานๆ แต่เราอนุญาตให้เปิดกองทุนแบบเปิดมากเกินไป และไม่ฝึกอบรมผู้จัดการกองทุนให้ดี มันจึงเกิดเหตุการณ์ "เทขาย" และ "ทุบหุ้น" ขึ้นมา และมันอาจลามไปจนถึงขั้นต้องปิดบางกองทุนในเร็วๆนี้


ครับ, การเป็นผู้จัดการกองทุน กับการเป็นนักลงทุนนั้นมันต้องใช้คนละแนวคิด นักลงทุนนั้นเมื่อขายหุ้นออกไปแล้วก็จะภาวนาให้หุ้นตก ทั้งนี้เพื่อจะได้กลับมาช้อนซื้อในราคาถูกๆ นักลงทุนหลายคนใฝ่ฝันอยากได้เป็นผู้จัดการกองทุน เพราะคิดว่า เมื่อมีหุ้นในมือเป็นจำนวนมากๆก็จะขายแล้วขายต่ออีก ขายได้ยาวนาน ทั้งนี้เพื่อให้ราคาหุ้นมันลงไปต่ำๆได้ดังใจ เมื่อขายจนหมดแล้วก็จะทะยอยซื้อเข้าพอร์ต เมื่อจวนจะหมดเงินก็ตีราคาหุ้นให้โด่งฟ้าไปเลย หลังจากนั้นก็จะทะยอยขายทำกำไร


ครับ, ถ้าผู้จัดการกองทุนทำแบบนั้นตลาดก็ปั่นป่วนไปหมด


ดังนั้น กลต.และตลาดหลักทรัพย์ต้องฝึกอบรมผู้จัดการกองทุนให้ดีเสียก่อน อบรมแล้วยังต้องติดตามดูความประพฤติกันอีกนาน ผู้จัดการกองทุนนั้น ยามที่ถูกขายหน่วยลงทุนคืนเขาควรจะขายทรัพย์สินอย่างอื่น เช่นพันธบัตร์ หรือหุ้นกู้ มันจะได้ไม่มากระทบกับราคาหุ้น ค่า NAV ก็จะยืนอยู่ได้ ในยามที่ดัชนีหุ้นมันลดลงก็ต้องสะสมหุ้นดีๆเอาไว้ ในยามที่ดัชนีมันขึ้นก็ขายทำกำไรแล้วไปซื้อตราสารเอาไว้ ...ฯลฯ หรือจะพูดอย่างกว้างๆก็คือ ต้องรักษาเสถียรภาพเอาไว้ ต้องไม่คิดจะเก็งกำไรระยะสั้น ค่าของหน่วยลงทุนจะได้มีแต่ขึ้นกับขึ้น การขึ้นอย่างสม่ำเสมอของ NAV คือหนทางอยู่รอดในระยะยาว


แต่...ผมเห็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ กองทุนชอบออกมาโฆษณาแข่งกันว่าฉันทำกำไรได้เร์วและแรงที่สุด


ครับ, ผมเชื่อว่ามันเป็นความจริงทั้งสองด้าน คือ มีกองทุนจำนวนหนึ่งทุบหุ้น และมีกองทุนอีกจำนวนหนึ่งต้องขายหุ้นในราคาถูกๆออกมาเพราะถูกผู้ถือหน่วยลงทุนขายคืน และในไม่ช้าก็ฉิบหายกันทั้งตลาด


ดูกันต่อไปนะครับ


...........

10 พค.48 ..... ปัญหาของหมา ปัญหาของคน เป็นเรื่องเดียวกัน


บ้านผมมีหมาอยู่ 8 ตัว มันเป็นตัวเมียเสีย 4 ตัว และเป็นตัวผู้เสีย 4 ตัว ตัวเมียนั้นตัวเล็กทุกตัว มันจึงไม่ค่อยมีปัญหา แต่ตัวผู้นั้นเป็นหมาขนาดกลาง และเป็นหมาหนุ่ม มันจึงเป็นปัญหา ปัญหาคือ เวลามีหมานอกบ้านเดินผ่านมาที่หน้าบ้าน มันจะกรูกันออกไปเห่า มันทำเหมือนกับว่ามีความกลมเกลียวกันดี แต่เมื่อไม่สามารถออกไปกัดเขาได้ มันก็หันมากัดกันเอง ผมต้องเหนื่อยกับการต้องออกไปแยกมันออกจากกัน


เรื่องนี้ผมสงสัยตลอดมา ทั้งนี้เพราะผมเลี้ยงพวกมันเป็นอย่างดี ผมซื้อไก่ย่างจากศูนย์การค้ามาให้มันกินกันวันละสองตัว แล้วก็มีอาหารเม็ด ข้าว และกระดูกต้มให้กินวันละ 3 เวลา


ครับ, อยู่ๆเราก็มีเรื่องการให้สินบนในการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดที่สนามบินหนองงูเห่าขึ้นมา ผมเห็นนักการเมืองและนักวิชาการของไทยกรูกันออกไปเพื่อจะกัดฝรั่ง บ้างก็ทำหนังสือไปถามสถานทูต บ้างก็ออกหนังสือไปยังกลต.ของสหรัฐ บ้างก็ยกพวก นั่งเรือบินไปเพื่อขอข้อมูล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ลงท้ายก็กัดกันเอง นายกรัฐมนตรีดูจะเป็นเป้าหมายที่น่ากัดที่สุด


ครับ, ผมก็เลยต้องมานั่งคิดดู ที่ต้องมานั่งคิดก็เพราะ ข่าวแบบนี้ทำให้หุ้นตก และผมยังถือหุ้นอยู่เต็มพอร์ต ผมเดือดร้อน


คิดแล้วก็ได้ข้อสรุปดังนี้
หมาของผมนั้นมันอยู่ดีกินดีก็จริง แต่มันไม่มีที่สำหรับการแบ่งอาณาเขต ผมมีสนามแค่ 150 ตารางวาเพื่อให้มันขี้ มันขี้ไปจนทั่ว และทับซ้อนกันหลายสิบชั้น มันทนไม่ใหวจนต้องขยายไปขี้ถึงในไต้ถุนเรือน ส่วนนักการเมืองและนักวิชาการนั้นก็เช่นกัน พวกเขาอยู่ดีกินดีกว่าชาวบ้านหลายล้านเท่า แต่มันก็ยังไม่พอ พวกเขาต้องการการยอมรับ(ว่าแน่)จากทุกคน และต้องการครอบครองอาณาจักร์"ความเก่งและความรวย"ให้มากกว่าคนอื่น แต่เมืองไทยนั้นมันเมืองขนาดกลาง มันไม่ใหญ่พอที่จะให้ทุกคนใหญ่ มันจึงต้องกัดกัน


ครับ, มันเป็นเรื่องเดียวกัน


แต่เรื่องของหมานั้นผมพอจะจัดการได้ คือทนไม่ใหวก็เอาไปปล่อยวัด แต่เรื่องของนักการเมืองและนักวิชาการนี่ มันคงจะแก้ใขได้ยาก มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ หุ้นขึ้นมาถึง peak ของคลื่นลูกนี้เมื่อใหร่ ผมก็ต้องขายเพื่อเอาตัวรอดไว้ก่อน ผมไม่อยากให้เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดกลายเป็นวัตถุระเบิดเสียเอง


มันเป็นไปได้นะครับ


....................

13 พค.48 ..... สูตร์เล่นหุ้นมักจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน


เมื่อคุณเป็นนักลงทุนในหุ้น คุณจะได้รับฟังสูตร์ในการเล่นหุ้นมาเป็นหมื่นๆสูตร์ แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ครอบคลุมครบถ้วนทุกสถานะการณ์ เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วก็จะติดขัด ยกตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ชื่อดังท่านหนึ่งบอกว่า "หุ้นขึ้นให้ขาย หุ้นลงให้ซื้อ" นี่ดูแล้วคิดว่าดี เพราะถ้าเราซื้อหุ้นมาแล้วราคามันขึ้น แล้วก็ทำตามสูตร์นี้ ก็คือขายออกไป เราก็ย่อมจะมีกำไร แต่มันมีคำถามว่า เมื่อซื้อเข้าไปแล้วราคาหุ้นเกิดลดลง เราจะทำอย่างไร? คำแนะนำนี้ไม่ได้บอกไว้ ถ้าเราถือเอาไว้ แล้วรอจนเข้าลักษณะตามสูตร์ คือราคาพลิกกลับขึ้นมาวันเดียวก็ขายออกไปเลย อย่างนี้ก็อาจขาดทุนได้


อีกสูตร์หนึ่งที่เราได้รับฟังกันบ่อยๆ คือ "ให้รู้จักคัทลอส" หรือคือ เมื่อซื้อหุ้นเข้ามาแล้ว แล้วราคาหุ้นมันลดลง อย่างนี้ก็ให้ถือเอาไว้ก่อน แต่เมื่อใหร่ที่ขาดทุนเกินอัตราที่ตั้งไว้ เช่น 10 เปอร์เซนต์ ก็ให้ขายออกไป สูตร์แบบนี้ก็จะมีคำถามว่า มีแต่เรื่องขาดทุน เล่นไปแล้วเมื่อใหร่จะได้กำไรกับเขาบ้าง? ตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจบอกว่าเขามีสูตร์ที่เป็นของคู่กันอยู่ คือ "เล็ดเดอะโพรฟิทรัน" ซึ่งหมายความว่า เมื่อซื้อหุ้นเข้ามาแล้ว และราคามันขึ้น เราจะปล่อยไปเรื่อยๆ เมื่อใหร่ราคาเริ่มตกก็ขายทำกำไร ซึ่งดูเข้าท่าดี แต่บางคนก็จะแย้งว่า หุ้นตกแค่วันเดียวก็ยังไม่น่าขายออกไป เพราะมันอาจกลับมาขึ้นต่อได้ เขาก็จะให้สูตร์อันใหม่ว่า "เมื่อกำไรถึงจุดที่เราพอใจก็ขายออกไป"


ครับ, สูตร์เล่นหุ้นส่วนมากนั้นไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะสถานะการณ์มันมีได้มากมายจนแทบจะไม่รู้จบ และที่ร้ายที่สุดคือ สูตร์พวกนี้พูดเหมือนกับว่าหุ้นทุกตัวเล่นได้เท่าเทียมกันหมด นักลงทุนหน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์จึงมักจะหลงเข้าไปซื้อหุ้นที่เป็นกับดักของนักปั่นหุ้น แล้วก็ต้องขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำอีก


ครับ, ถ้าต้องการสูตร์ที่ดี และครอบคลุมทุกสถานะการณ์ เราต้องคิดตั้งแต่เรื่องการเลือกหุ้น เลือกเวลาที่จะเข้าซื้อ ตั้งกฏเกณท์ในการตัดสินใจเมื่อราคาขึ้น ตั้งกฏเกณท์ในการตัดสินใจเมื่อราคาลง ตั้งกฏเกณท์เมื่อเราทำผิดพลาด....ไปจนถึงขั้นที่จะขายเอากำไร หรือแก้ตัวเมื่อขาดทุน ผมจะขอยกตัวอย่างสูตร์ที่ผมใช้ให้ดู ซึ่งมีดังนี้


1. ควรเล่นหุ้นครั้งละ 5-6 ตัว ต้องเป็นกิจการที่มั่นคง จะสามารถอยู่ได้เกิน 5 ปี มีประวัติย้อนหลังเกิน 10 ปี และมีการปันผลในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเสมอมา
2. หุ้นที่เล่นต้องขึ้นลงในเวลาไล่เรี่ยกัน สามารถมองเห็นลูกคลื่นของการขึ้นลงเป็นรายปี รายเดือน และราย 13ปีได้ชัดเจน และเกาะตามดัชนีของตลาด อย่าเล่นหุ้นที่สวนทางกับดัชนี หรือขึ้นลงไม่เป็นส่ำ
3. เข้าซื้อเมื่อมันอยู่ในบริเวณจุดต่ำสุดของปี และอยู่ในเฟสที่ 1,2,4 ของคลื่นราย 13 ปี
4. ขายเมื่อมันอยู่บริเวณจุดสูงสุดของปี
5. ถ้าซื้อแล้วหุ้นยังลงต่อ ให้ดูว่าเกิดเหตุร้ายในกิจการหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ให้ถือไว้ ถ้าใช่ให้ขาย
6. ถ้าหุ้นขึ้นถึงบริเวณจุดสูงสุดของปีแล้วขายไม่ทัน หรือลืมดู ให้ถือไว้เพื่อขายในปีถัดไป
7. ถ้าหุ้นขึ้นถึงบริเวณจุดสูงสุดของปีแล้วขายไม่ทัน หรือลืมดู และในปีถัดไปคาดว่าจะเข้าสู่เฟสที่3 ให้รอคลื่นรายเดือนถัดไป และขายทันทีที่คิดว่าเป็นจุดสูงสุดของคลื่นรายเดือนนั้น


ครับ, กฏข้อที่1 นั้นสำคัญมาก เพราะไม่ว่าตลาดจะเกิดความผันผวนไปอย่างไร เราก็ยังมีรายได้จากเงินปันผล และได้มากกว่าฝากธนาคาร นี่คือตัวที่ทำให้เราสบายใจได้เมื่อถือหุ้นพวกนี้ไว้


กฏข้อที่2,3,4 คือตัวที่จะทำให้เรามีโอกาสทำกำไร(ถ้าทฤษฎีลูกคลื่นเป็นจริง)


กฏข้อที่5,6,7 คือตัวที่เอาไว้ใช้แก้ใขสถานะการณ์เมื่อหุ้นมันขึ้นลงไม่ปรกติ หรือเมื่อเราเข้าซื้อผิดจังหวะ หรือเมื่อเราลืมขาย


สูตร์ข้างบนนี้ผมใช้มาแล้ว 4 ปี ซึ่งใด้ผลดีเสมอมา(กำไร 18,21,13%ตามลำดับ) สำหรับปีนี้ผมอ่านทิศทางหุ้นผิดพลาด คือมันขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของปี(เมื่อเดือน กพ. ถ้าขายตอนนั้นจะกำไร 14.5%) แล้วผมยังไม่ยอมขาย ทั้งนี้เพราะไปเชื่อว่ากองทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อ ตอนนี้กำไรจึงหดลงมาเหลือแค่ 3 เปอร์เซนต์ ทางเลือกของผมในตอนนี้ก็คือ จะทำตามข้อ6 หรือข้อ7?


อีกสองสามวันผมจะบอก


...................

21 พค.48 .... ปีนี้ทำเงินตกน้ำไปเกือบห้าแสน


รอบของการลงทุนปีนี้มันเริ่มตั้งแต่เดือน พค.47 คือหุ้นไทยใหลลงจากต้นปี 47 แล้วก็ทำท่าจะไปต่ำสุดในเดือน พค.47 ผมจึงเริ่มซื้อหุ้นที่ตรงนั้น ซื้อได้แล้วหุ้นก็ขึ้นไปจริงๆ แต่พอถึงเดือน มิย.47 มันก็ถอยลงมาใกล้ๆกับจุดต่ำสุดอีก ผมก็เลยลงทุนเพิ่ม ซื้อแล้วหุ้นก็ขึ้นไปจริงๆ แต่พอถึงเดือน สค.47 มันก็ถอยลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิม ผมก็เลยลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก ซื้อเสร็จหุ้นก็ขึ้นจริงๆ มันขะโยกขึ้นไปอย่างช้าๆ แล้วก็ไป peak ที่เดือน กพ.48 ณจุดนั้นพอร์ตของผมมีกำไร 14.46 เปอร์เซนต์ หรือคิดเป็นตัวเงินประมาณ 463,000 บาท


ครับ, จากเดือน สค.47 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด มาจนถึงเดือน กพ.48 มันก็เป็นเวลา 6 เดือนพอดีแล้ว ดังนั้น ตามทฤษฎีลูกคลื่น เดือน กพ.48 นั้นน่าจะเป็นจุดขายแล้ว แต่ผมโลภมากไปหน่อย ผมไปเห็นว่ากองทุนต่างชาติเขาขายมาโดยตลอด มันจึงน่าจะกลับเข้ามาซื้อ และจะทำให้เกิดคลื่นเล็กลูกที่ 5,6 เหมือนอย่างที่เคยเกิดในปี 46 ผมจึงไม่ขาย


ครับ, จากปลายเดือน กพ.48 หุ้นก็ใหลลง มันลงไม่แรงนัก แต่เผลอแป็บเดียวพอร์ตของผมก็ติดลบ นั่นคือเดือน เมย.48 ถึงตรงนั้นผมต้องยอมรับว่า กองทุนต่างชาติมันโกหกทั้งเพ เดี๋ยวมันก็บอกว่าจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เดี๋ยวมันก็กลับมาปรับลดเรทติ้ง แต่กองทุนไทยถล่มตลาดทุกวัน


พอถึงต้นเดือน พค.48 ผมก็ต้องตัดสินใจ ทางเลือกของผมมีสองทาง ทางแรกคือถือต่อไปจนกว่าจะขึ้นคลื่นปีใหม่ ซึ่งน่าจะมาในตอนปลายปี 48 นี้ อีกทางหนึ่งก็คือ เมื่อหุ้นตีกลับขึ้นมาก็ขายเสีย แล้วไปลงทุนใหม่ประมาณเดือน ตค.48


ครับ, สัปดาห์ที่สองของเดือน พค.48 หุ้นมันตีกลับขึ้นมาได้เล็กน้อย พอร์ตผมกลับมาเป็นบวก 3.10 เปอร์เซนต์ ผมตัดสินใจขาย ทั้งนี้เพราะเหตุผลสองประการ คือ
1. ถึงจะมีกำไรน้อย แต่ปีนี้ผมได้เงินปันผลทุกตัว และได้สูงกว่าปีก่อนๆ คือได้ปันผลมาประมาณ 101,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้ 3.15 เปอร์เซนต์
2. ปีนี้จะมีการเอารัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เข้าหลายราย และจะมีการตั้งกองทุนอีกแยะ กองทุนพวกนี้จะดูดเงินจากตลาดไปลงซื้อพันธบัตร์และหุ้นกู้แยะทีเดียว(เพราะเดี๋ยวนี้ผู้จัดการกองทุนรู้ฤทธิ์ของความเสี่ยงในการถือเป็นหุ้นแล้ว เจ็บแล้วจึงมารู้สึก) มันจึงมีโอกาสที่จะทำให้ดัชนีลงลึกกว่า 600 ได้


ครับ, ตัดสินใจแล้ว แต่ไปดำเนินการเอาวันที่ 16 พค.48 หรือคือเมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าหุ้นลงอีกเล็กน้อย ทำให้ขายแล้วไม่ได้ราคา กำไรจากส่วนต่างของราคาหดลงมาเหลือแค่ 88,025.99 บาท หรือประมาณ 2.75 เปอร์เซนต์ ปีนี้จึงทำกำไรได้แค่ 5.90 เปอร์เซนต์


ครับ, จากเหตุการณ์ครั้งนี้ มันสอนผมว่า เราควรเชื่อในทฤษฎีลูกคลื่นให้มากกว่าทฤษฎีอุปสงค์อุปทาน และอย่าไปนั่งคาดเดาใจกองทุนต่างชาติ แม้แต่การประกาศว่าจะเพิ่มหรือลดน้ำหนัก เพราะมันหลอกเราได้ มันเป็นคู่ต่อสู้ของเราในตลาด มันไม่ใช่ลูกผู้ชายหรอกครับ


.............

31 พค.48 .... เล่นระยะยาวไม่ใช่ซื้อแล้วถือไว้ 5ปี 10ปี


วันนี้มีข่าวเล็กๆอยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ชื่อว่า" ผลสำรวจดัชนีมั่งคั่ง150บจ.ล้มเหลว" นี่เป็นผลสำรวจที่ทำโดยความร่วมมือของ ตลาดหลักทรัพย์ ม.มหิดล และ บ.สเติร์นสจ๊วต เขาพบว่า ในช่วงปี 2543-2547 บริษัทจดทะเบียน 150 บริษัท ทำให้ผู้ถือหุ้นขาดทุนไปประมาณ 408,000 ล้านบาท กำไร-ขาดทุนในที่นี้เขาหมายถึง ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผล มันคำนวณได้จากตัวมาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้น ลบด้วยทุนที่เพิ่มขึ้น แล้วบวกด้วยเงินปันผล


ครับ, มันเป็นข่าวเล็กๆ ซึ่งเข้าใจยาก และคงมีคนสนใจอยู่ไม่กี่คน แต่จริงๆแล้วมันสำคัญต่อนักลงทุนอย่างมาก ท่านควรมาทำความเข้าใจเอาไว้


ความหมายของข่าวนี้ก็คือ ในช่วง 5 ปี คือในปี 2543-2547 นั้น ถ้าใครซื้อหุ้นของ 150 บจ.นี้เอาไว้ ก็จะได้เงินปันผลมาจำนวนหนึ่ง แต่ราคาหุ้นมันตกมากกว่าเงินปันผลที่ได้รับ นักลงทุนจึงขาดทุนไป ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วเป็นเงินกว่า 408,000 ล้านบาท แต่เขาไม่ได้บอกว่าเงินลงทุนรวมมันเป็นเท่าใด เราจึงบอกไม่ได้ว่าขาดทุนไปกี่เปอร์เซนต์ แต่ถ้าเราเอามาร์เก็ตแคปปัจจุบัน(4.58ล้านล้านบาท)ไปหารดู มันก็จะออกมาว่าขาดทุนโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8.90 เปอร์เซนต์


หลายคนคงจะบอกว่าข่าวนี้ไม่มีความหมาย เพราะเขาไม่เคยถือหุ้นระยะยาว แถมอาจใช้ข่าวนี้เป็นตัวชี้ว่าคนเล่นหุ้นระยะยาวนั่นแหละที่โง่


สำหรับแวลูอินเวสเตอร์ก็จะบอกว่า ข่าวนี้ไม่มีความหมาย เพราะหุ้นที่พวกเขาถือนั้นจะไม่ใช่เจ้า 150บจ.ที่พูดถึง


ครับ, ไปอ่านข่าวนี้ให้ดีๆ และคิดทบทวนให้ดีๆ ข่าวนี้เขาบอกว่ากลุ่มที่ทำให้นักลงทุนขาดทุนหนักที่สุดคือ แบงก์ สื่อสาร และบันเทือง และกำไร-ขาดทุนที่เขาคำนวณมานี้ยังไม่รวมค่าคอมมิชชั่น ถ้ารวมเข้าไปแล้วมันจะหมายถึงว่า กระเป๋าของนักลงทุนมันฉีกขาดไปมากกว่า 408,000 ล้านบาทอีกมาก ตัวเลขคร่าวๆคือ ใน 5 ปีนั้น ถ้ามีการซื้อขายทุกวัน วันละ 10,000 ล้านบาท กระเป๋าจะฉีกหายไปอีก 50 ล้านบาทต่อวัน หรือรวมทั้งหมด 5ปี=5*200*50=50,000 ล้านบาท


สำหรับผม ข่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า การเล่นหุ้นนั้นต้องเข้าให้ถูกจังหวะ และออกให้ถูกจังหวะ


การจะเข้าให้ถูกจังหวะและออกให้ถูกจังหวะนั้นมันต้องรู้จักจังหวะของการขึ้นลงของราคาหุ้น จังหวะการขึ้นลงนั้นมี 3 ชนิด คือ คลื่นเศรษฐกิจ คลื่นรายปี และคลื่นรายเดือน การเล่นหุ้นระยะยาวจะต้องดูคลื่นเศรษฐกิจและคลื่นรายปี คลื่นเศรษฐกิจนั้นมันขึ้นสูงสุดในปี 2539 และมันมีรอบยาวประมาณ 10-13ปี ดังนั้นปี 2543 จึงเป็นช่วงขาลง มันลงไปต่ำสุดในปี 2545 แล้วมันก็เงยหัวขึ้น ปี2547 นั้นอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็เพิ่งจะขึ้น ดังนั้น ใครลงทุนในปี 2543 แล้วมาขายในปี 2547 ก็จะผ่านทั้งขาลงและขาขึ้น แต่อยู่ในขาลงนานกว่านิดหน่อย มันจึงรวมแล้วขาดทุน


ครับ, ลองกลับไปสำรวจใหม่ดู ถ้าท่านเริ่มลงทุนในปี 2533 แล้วไปขายในปี 2539 ท่านก็จะพบว่าตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งเพิ่มทรัพย์สินที่ดีมาก มันจะให้กำไร 6-10 เท่า แต่ถ้าท่านเริ่มลงทุนในปี 2539 แล้วไปขายในปี 2545 ท่านจะฉิบหายได้มากกว่า 408,000 ล้านบาท


ครับ, การเล่นหุ้นระยะยาวนั้นต้องเข้าให้ถูกจังหวะ และออกให้ถูกจังหวะ มันไม่ใช่การซื้อแล้วถือโด่เอาไว้ ไม่ว่าหุ้นจะมีพื้นฐานดีแค่ใหนคุณก็ต้องคำนึงถึงไซเกิลการขึ้นลงของตลาด


ครับ, การเล่นหุ้นระยะยาวของผมนั้นมี 2 ชนิด คือ 1.ดูตามคลื่นเศรษฐกิจ และ 2.ดูตามคลื่นรายปี เราต้องซื้อที่จุดต่ำสุดของลูกคลื่น และขายเมื่อถึงจุดสูงสุดของลูกคลื่น


เล่นให้ได้ตามที่ผมบอกนี้แล้วจะมีกำไร แม้แต่ในช่วงปี 2543-2547 นี้ ถ้าเล่นตามคลื่นรายปี(ซึ่งพอดีตรงกับที่ผมลงมาเล่นหุ้นอย่างจริงจัง) มันก็มีกำไร


ตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นแหล่งเพิ่มพูนทรัพย์สินที่ดีที่สุด แต่ต้องเล่นเป็นนะครับ
..................


07 มิย.48 .... นักวิเคราะห์จะฆ่าตัวตายจริงหรือ?


มีข่าวลงหนังสือพิมพ์มาสองสามวันแล้ว ว่า นักวิเคราะห์บางคนใช้วิธีให้เพื่อนและญาติไปซื้อหุ้นบางตัวเอาไว้ แล้วตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นก็ไปเชียร์หุ้นตัวนั้น เมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นก็ให้เพื่อนและญาติขายทำกำไร เสร็จแล้วก็แบ่งปันผลประโยชน์กันไป


ครับ, ฟังดูจะง่าย แต่ผมไม่เชื่อว่าเป็นจริง เหตุผลคือ
1. การทำอย่างนั้นเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ เพราะคนที่ตามแห่เข้าไปนั้นจะขาดทุน เมื่อขาดทุนบ่อยๆนักลงทุนก็จะไม่เชื่อคำพูดของนักวิเคราะห์นั้น แล้วเขาก็จะหมดอาชีพไป จะไม่มีเจ้าของรายการใดไปเชิญมาออกรายการอีก เจ้านายก็มองไม่เห็นค่าที่จะจ้างเอาไว้
2. ผมไม่เชื่อว่าเพื่อนและญาติที่ทำกำไรได้นั้นจะเอากำไรมาแบ่งปันให้ นี่เป็นนิสัยของนักลงทุนไทย เขาเอาเงินมาเสี่ยง เขารู้ว่าถ้าขาดทุนก็ไม่สามารถจะเรียกร้องเอาจากคนแนะนำได้
3. อาจมีญาติมิตร์บางคนยอมเชื่อนักวิเคราะห์ที่ปั่นหุ้นคนนั้นอยู่บ้าง แต่มันก็จะมีบางคนทำตามแล้วขาดทุน เพราะนักวิเคราะห์นั้นก็ใช่ว่าจะปั่นหุ้นได้ทุกครั้งไป เมื่อเกิดการขาดทุนก็จะทะเลาะกัน และมันง่ายมากที่จะทำลายนักวิเคราะห์คนนั้น แค่โทรไปที่ กลต. และ/หรือ เจ้านายของนักวิเคราะห์นั้น มันก็ต้องโดนสอบสวนและไล่ออกแน่
4. ยังไม่มีนักวิเคราะห์คนใหนที่ปั่นหุ้นได้จริง ถ้าปากเขาเหมือนพระร่วง เขาเอาเงินของเขาให้พ่อซื้อแทนได้ กำไรก็ตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว


แล้วทำไมมันจึงเกิดเป็นข่าวขึ้นมา?


เกิดจากคนของ กลต. และ/หรือ ตลท. ที่ร้อนวิชามั้งครับ
สองหน่วยงานนี้จ้างเด็กหนุ่มเด็กสาวที่จบจากต่างประเทศเข้ามาแยะ พวกนี้ไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน เจ้านายเขามอบหมายให้นั่งคิด และลองติดตามดูข้อมูลจากเว็บไซท์ต่างๆ เป้าหมายของเจ้านายคือ หาทางจับผิดเจ้าของเว็บไซท์ แล้วปิดมันซะ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกอย่างที่เกี่ยวกันตลาดทุนอยู่ในกำมือของตนแต่เพียงผู้เดียว แล้วในเว็บบอร์ดก็มักจะมีคนที่ซื้อหุ้นแล้วเข้ามาเชียร์อยู่เสมอๆ ความคิดแบบที่เป็นข่าวจึงเกิดขึ้น


บ้าครับ โลกนี้มันบ้าคิด บ้าทำ บ้าสั่งการ บ้าอำนาจ


แต่ผมไม่เชื่อว่าจะจับมือใครดมได้
...............

10 มิย.48 .... Stochastic Process คืออะไร?


คำว่า process แปลว่า กระบวนการ คำว่า stochastic process จึงแปลว่า กระบวนการที่มีลักษณะคล้ายการขึ้นลงของหุ้น


แล้วหุ้นมันขึ้นลงอย่างไร?


หลายคนจะตอบว่า มันขึ้นลงแบบคาดเดาไม่ได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง


stochastic process นั้นเป็นกระบวนการที่มีความแปรปรวน แต่มีกรอบและกฎเกณท์บางอย่างครอบคลุมอยู่ เราจะเข้าใจ stochastic process ได้ด้วยการดูตัวอย่าง


ตัวอย่างแรกคือเจ้าสล็อตแมชีน เครื่องเดียวกัน โยกโดยคนเดียวกัน แต่ผลมันออกมาได้หลายอย่าง มันออกผลเป็นรูปภาพสามรูป ซึ่งอยู่บนวงล้อสามวง ถ้าเรามี 10 รูปบนแต่ละวงล้อ ผลก็จะมีได้ 10*10*10=1000 รูปแบบ คนเล่นสล็อตแมชีนมักจะคิดว่า แต่ละรูปแบบนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นเท่าๆกัน ดังนั้นแจ๊กพอต(การออกรูปเหมือนกันทั้งสามวง)จะมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 1000 ครั้ง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเขาทำให้วงล้อมีโอกาสออกรูปภาพต่างๆไม่เท่ากัน เขารู้กันในระหว่างเจ้าของบ่อนกับหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมใบอนุญาต


ครับ, สล็อตแมชีนมีกฎเกณท์ที่ตายตัวอยู่ภายใน


ตัวอย่างที่สองคือ การเล่นปั่นแปะที่ใช้เหรียญสองเหรียญ แต่ละเหรียญมีสองหน้า คือ หัว กับ ก้อย เจ้ามือจะโยนเหรียญทั้งสองขึ้นไปบนอากาศ เมื่อเหรียญตกถึงพื้นมันจะพลิกหมุนอย่างรวดเร็ว แล้วเจ้ามือก็เอามือกดลงไปทับเหรียญทั้งสอง แล้วให้เราทายว่าจะออกมาในรูปแบบใหน ผลของกระบวนการอย่างนี้มีสามรูปแบบ คือ 1) ออกหัวทั้งสองเหรียญ ซึ่งเราเรียกว่า ออกหัว 2) ออกหัวหนึ่งอัน กับ ออกก้อยอีกหนึ่งอัน ซึ่งเราเรียกว่า ออกกลาง 3) ออกก้อยทั้งสองเหรียญ ซึ่งเราเรียกว่า ออกก้อย


ปั่นแปะนี้เป็น stochastic process เพราะผลของมันแต่ละครั้งจะเปลี่ยนไป ถึงแม้จะมีผลแค่สามรูปแบบ แต่เราก็คาดเดาไม่ได้ว่าครั้งต่อไปจะออกรูปแบบใหน มันวนเวียนไป บางครั้งอาจออกหัวถึงสามครั้งติดต่อกัน แต่จะไปเดาว่าครั้งต่อไปจะเป็นหัวอีกก็ไม่ได้ หลายๆคนเลยบอกว่ามันไม่มีกฎเกณท์ แต่แท้ที่จริงแล้วมันมีกฎเกณท์ เช่นโอกาสที่จะออกหัวติดต่อกันถึง 10 ครั้งนั้นน้อยมาก ถ้าเจ้ามือปล่อยไปตามยะถากรรมมันจะมีโอกาสออกหัว กลาง ก้อยในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ต่อ 1 เป็นต้น


ครับ, ปั่นแปะก็มีกฎเกณท์อยู่ในตัว และเจ้ามือสามารถที่จะทำให้ความถี่ของการเกิดแต่ละรูปแบบเบี่ยงเบนไปจากตามยะถากรรมได้ด้วย


stochastic process นั้นในตอนแรกๆมีคนคิดว่ามีอยู่ไม่มาก process ที่มีลักษณะตรงกันข้ามคือ deterministic process ซึ่งแปลว่ากระบวนการที่สามารถเดาผลได้ล่วงหน้าทุกครั้ง หรือคือ ถ้าให้สภาวะแวดล้อมเหมือนเดิม เมื่อปฏิบัติตามกระบวนการแล้วจะให้ผลเหมือนเดิม เช่นกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ถ้าเอา 2 ไปบวกกับ 2 มันต้องได้ผลเป็น 4 ทุกครั้งไป แต่มาในตอนหลังๆนี้นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มเชื่อกันว่า กระบวนการทุกอย่างในโลกนี้มันเป็น stochastic process ทั้งนั้น เช่น ถ้าเรามีเวลาพอ ก็ลองนั่งถามคนใดคนหนึ่งทุกวันว่า 2 บวก 2 เป็นเท่าใด มันจะต้องมีเข้าวันหนึ่งที่ได้คำตอบที่ไม่ใช่ 4


ตัวอย่างอันหนึ่งที่พวกเราอาจคิดว่ามันเป็น deterministic process แต่จริงๆแล้วเป็น stochastic process ก็คือ เราลองไปตัดกิ่งไม้มาอันหนึ่ง ตัดเป็นท่อนกลมๆ ยาวสัก 100-150 เซนติเมตร์ แล้วก็ให้เด็กนักเรียนในชั้นเรียนเอาไม้บรรทัดอันเดียวกันไปวัดดูความยาว การวัดความยาวคือกระบวนการ ผลของมันคือตัวเลขบอกความยาว เราจะพบว่า ผลตัวเลขของนักเรียนเหล่านั้นจะออกมาไม่เท่ากัน และตัวเลขเหล่านั้นมันจะกระจายอยู่รอบๆค่าเฉลี่ย โดยมีความถี่เป็นรูป bell shape ซึ่งแสดงว่ามันมีกฏเกณท์บางอย่างควบคุมอยู่


ครับ, มองโลกนี้ให้เป็น stochastic process แล้วคุณจะเข้าใจการขึ้นลงของหุ้นได้ดีขึ้น และจะสามารถพยากรณ์การขึ้นลงของมันได้ โดยมีโอกาสทำนายถูกมากกว่าผิด และทำให้เล่นแล้วมีกำไรได้


...............

12 มิย.48 .... การศึกษาและใช้ประโยชน์ของ stochastic process


stochastic process เป็นกระบวนการที่มองจากผลที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งแล้วดูไม่แน่ไม่นอน แต่มันมีกฏเกณท์บางอย่างควบคุมมันอยู่ เราจึงสามารถศึกษาหาเหตุผล และใช้ประโยชน์มันได้ แนวทางในการศึกษานั้นมีสองแบบใหญ่ๆ คือ 1) ใช้สถิติย้อนหลัง และ 2)หาแรงผลักดันที่เกี่ยวข้อง ผมจะขอพูดถึงแนวที่1 เสียก่อน


เรามาดูเรื่องเกมปั่นแปะด้วยเหรียญสองเหรียญเสียก่อน ถ้าเราทดลองทำตัวเป็นเจ้ามือ คือโยนเหรียญแล้วเอามือทับลงไป แล้วก็เปิดดูผล และจดจำนวนครั้งที่มันออกผลเอาไว้ ทำอย่างนี้ไปสัก 2000-3000 รอบ เราจะพบว่า จำนวนครั้งที่มันออกหัวจะเป็นประมาณ 25 เปอร์เซนต์ จำนวนครั้งที่มันออกกลางจะเป็นประมาณ 50 เปอร์เซนต์ และจำนวนครั้งที่มันออกก้อยจะเป็นประมาณ 25 เปอร์เซนต์ การทดลองแบบนี้ทำซ้ำอีกกี่หนมันก็ให้ผลคล้ายๆกัน นั่นแสดงว่า ในอนาคตมันก็จะเกิดผลแบบเดียวกัน เจ้าอัตราส่วนดังกล่าวจึงเป็นตัวบอก "โอกาสที่มันจะเกิดขึ้น"(probability) หรือคือ probabilityที่จะออกหัว กลาง ก้อย จะเป็น 0.25,0.50,0.25 ตามลำดับ


เมื่อเรารู้อย่างนี้เราก็สามารถคำนวนค่าของ "อัตราผลตอบแทน" ของผู้แทงได้ เขาให้เอาโอกาสที่จะเกิดขึ้น ไปคูณกับผลการจ่ายหรือการกินจากเจ้ามือ แล้วเอามารวมกัน การจ่ายนั้นเป็นตัวเลขบวก ส่วนการกินนั้นจะเป็นตัวเลขลบ เช่น ถ้าแทงหัวและออกหัว จะได้รับเงินจากเจ้ามือ 2 หน่วย ตัวเลขก็จะเป็น +2 แต่ถ้าออกกลาง หรือออกก้อย ก็จะถูกกิน 1 หน่วย หรือคือใช้ตัวเลขเป็น -1 ดังนั้น อัตราผลตอบแทนของผู้แทงหัวก็คือ 0.25*(+2)+0.50*(-1)+0.25*(-1)=0.5-0.5-0.25= -0.25 ซึ่งหมายความว่าแทงหัวแต่ละทีนั้นเขาจะมีโอกาสขาดทุน 25 เปอร์เซนต์ของเงินที่แทงลงไป ส่วนอัตราผลตอบแทนของผู้แทงกลางจะเท่ากับ 0.25*(-1)+0.50*(+1)+0.25*(-1)=-0.25+0.5-0.25=0.00 ซึ่งหมายความว่า คนแทงกลางนั้นจะมีโอกาสเท่าทุน


จากการวิเคราะห์แบบนี้เราก็พอจะสรุปได้ว่า คนแทงนั้นควรจะแทงกลาง เพราะมันดีกว่าแทงหัวหรือแทงก้อย ซึ่งจะมีโอกาสขาดทุนถึง 25 เปอร์เซนต์ของเงินที่แทงลงไป หรือจะสรุปอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า เกมนี้เจ้ามือได้เปรียบ


ครับ, ผมไม่เล่นปั่นแปะ เพราะถ้าเล่นเป็นผู้แทงแล้วจะขาดทุน แต่ถ้าเล่นเป็นเจ้ามือผมก็ไม่เอา เพราะมันผิดกฏหมาย มันได้ไม่คุ้มเสีย


ในเกมปั่นแปะนี้ ถ้าท่านวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก ท่านจะพบว่า เจ้ามือที่มีความสามารถนั้นจะต้องพยายามควบคุมให้อัตราการเกิด หัว กลาง ก้อย เป็น 2:3:2 แล้วจะทำให้คนแทงนั้นไม่ว่าจะแทงด้านใหนก็มีอัตราการจ่ายติดลบหมดทุกประตู เรื่องนี้มีในตำรา ท่านไปหามาอ่านเพิ่มเติมได้


ครับ, จะเล่นหุ้นต้องเข้าใจเรื่อง stochastic process, เรื่อง probability และเรื่อง statistic ทั้งนี้เพราะหุ้นเป็น stochastic process


..................

13 มิย.48 .... การศึกษาแบบอินพุต-เอ้าท์พุต


process ต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้มันจะให้ผลที่เปลี่ยนไปก็เพราะมันมีแรงมาผลักดัน อย่างเรื่องของราคาหุ้นและดัชนีหุ้นนี้ ความอยากซื้ออยากขายและข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นแรงผลักดัน ดังนั้น ถ้าเราสามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างแรงผลักดันกับราคาได้ เราก็สามารถคาดผลในอนาคตได้ วิธีการนี้เป็นที่ยอมรับของคน และมีการศึกษาอย่างกว้างขวาง เทคนิคนี้เข้าใจได้ง่ายกว่า และสามารถคิดกันเองได้ในหมู่นักลงทุน เช่น ถ้าเราดูข้อมูลพื้นฐานของบริษัทแล้วเห็นว่าเป็นกิจการที่ดี จะมีกำไร และจะให้ปันผลได้สูง เราก็คาดว่าราคาในอนาคตจะเพิ่มขึ้น แล้วเราก็ซื้อหุ้นนั้นไว้ และเมื่อราคามันขึ้นไปจนเป็นที่พอใจแล้วก็ขาย โดยมากจะต้องถือไว้นานเป็นปี การวิเคราะห์และเล่นหุ้นแบบนี้เราเรียกว่า "fundamental analysis"


แต่นักลงทุนส่วนใหญ่นั้นไม่ชอบเล่นหุ้นระยะยาว พวกเขาจึงหันมามองแรงผลักดันระยะสั้น เช่นข่าวผลดำเนินงาน ข่าวการตัดสินใจของผู้บริหารของบริษัท ข่าวจากทางการ ข่าวสารบ้านเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวซุบซิบภายในบริษัท ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมีผลแค่วันสองวัน เมื่อผ่านไปแล้วก็จะไม่มีใครพูดถึง การทำนายแบบนี้ดูจะเข้าใจได้ง่าย เราเพียงแค่บอกว่ามันจะกระทบทางบวกหรือลบ และมีน้ำหนักมากหรือน้อยเท่านั้น แล้วก็ใช้ใจชั่งเอา ถ้าโดยรวมแล้วเป็นข่าวร้ายมากกว่าดี เราก็ทายว่าวันนี้ราคาจะตก ถ้าโดยรวมแล้วเป็นข่าวดีมากกว่า เราก็ทายว่าราคาจะขึ้น


การทำนายทิศทางของราคาหุ้น และการทำนายผลของ process ต่างๆโดยสร้างโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างแรงผลักดัน(เรียกว่า อินพุต) กับผลที่จะเกิดขึ้น(เรียกว่า เอ้าท์พุต) นี้สามารถจะทำอย่างละเอียดได้ และต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังเป็นตัวคำนวนหาค่า "ความสัมพันธ์" เหล่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็คือวิธีการทางสถิติเช่นกัน บริษัทค้าหลักทรัพย์และโบรกเกอร์รายใหญ่ๆในวอลลสตรีทเขามีทีมทำวิจัยเรื่องนี้กันทุกบริษัท แต่เทคโนโลยีเรื่องนี้มันมาไม่ถึงคนไทย เราทำได้แค่ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปของเขามาใช้ ซึ่งจะมีคุณภาพมากน้อยไปตามราคา


ครับ, โปรแกรมสำเร็จรูปราคา 3-4 หมื่นบาทนั้นมันก็คงจะทำนายทิศทางได้ไม่เป็นที่ถูกใจนัก ส่วนที่ดีๆก็มีราคาแพงเกินไป คนไทยเราจึงนิยมใช้แค่สมองเป็นตัวคำนวนและจดจำเอาไว้ ทุกวันเรามีนักวิเคราะห์เป็นสิบคน มาออกคำทำนายในทีวีและวิทยุ เกือบทั้งหมดหยิบเอาข่าวแค่ 3-4 ข่าวมาเป็นตัวบ่งชี้ ทำนายแล้วก็มาดูผลกันตอนหลังปิดตลาดแล้ว แล้วเราก็มักจะพบว่า มันมีข่าวอื่นที่ลืมดู หรือมาเกิดขึ้นระหว่างวัน ซึ่งทำให้คำทำนายมันผิด แต่การวิเคราะห์แบบตามหลังอย่างนี้ มันก็พูดได้ถูกต้องทุกที จนทำให้คนบางคนเชื่อว่าเทคนิคนี้ดีที่สุด


ครับ, เรื่องนี้ผมขอพูดไว้เพียงเท่านี้ เพราะพูดมากก็จะเป็นที่ไม่พอใจของคนบางคน


...............

15 มิย.48 .... ธรรมชาติของ stochastic process


ธรรมชาติ หรือลักษณะเด่นของ stochastic process มีอยู่ 2 ประการ คือ


1. เมื่อมองดูผลที่เกิดขึ้น(outcome)ที่ต่อเนื่องกัน เราแทบจะบอกไม่ได้เลยว่ามันมีความสัมพันธ์กัน เช่น ค่าเปลี่ยนแปลงของดัชนีในวันแรกกับวันที่สองมันดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวพันกัน วันที่สองกับวันที่สามก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกัน.... หรือในเกมปั่นแปะก็เช่นกัน ผลการปั่นครั้งที่สองดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการปั่นครั้งแรก และผลการปั่นครั้งที่สามก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการปั่นครั้งที่สอง....ดังนั้นเราจึงพอจะสรุปได้ว่า ผลที่ได้(outcome)ในครั้งต่อไปมันแทบจะไม่มีทางทำนายได้


2. แต่เมื่อมองดูผลที่เกิดขึ้น(outcome)ที่ต่อเนื่องกันไปนานๆ เราก็จะพบว่ามันวนเวียนอยู่ในภาพที่มันจะเป็นไปได้เท่านั้น และเมื่อเราลองสมมุติให้ผลที่เกิดขึ้นมีค่าต่างๆกัน เช่นออกหัวเท่ากับ +1, ออกกลางเท่ากับ 0, ออกก้อยเท่ากับ -1, แล้วหาค่าเฉลี่ยของผลที่เกิดขึ้นทั้งหมด เราจะพบว่าค่าเฉลี่ยนี้จะเข้าใกล้ค่าคงที่อันหนึ่ง เช่น ในเกมปั่นแปะนี้ค่าเฉลี่ยจะเข้าใกล้(converge to) 0.0 ส่วนในเกมหุ้นนั้นถ้าเราเอาค่าเปลี่ยนแปลงรายวันมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนวัน มันก็จะเข้าใกล้ 0.0 เช่นกัน ซึ่งมันแสดงว่า มันมีกฏเกณท์บางอย่างควบคุมมันอยู่ ถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า ถ้าเล่นปั่นแปะมานานๆ แล้วมันออกหัวน้อยกว่าปรกติ ในไม่ช้ามันก็จะออกหัวมากขึ้น สำหรับหุ้นนั้นเราก็สังเกตได้ว่า ถ้าหุ้นมันขึ้นติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ไม่ช้ามันก็จะพลิกเป็นขาลง


จากลักษณะที่เป็นธรรมชาติของ stochastic process นี้ เราสรุปได้ว่า การทำนายผลในระดับรายครั้งจะทำให้แม่นยำไม่ได้ มันจะผิดและถูกใกล้เคียงกัน แต่ถ้าจะดูผลในระยะยาวแล้วมันทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น


.....................

16 มิย.48 ..... การตัดต่อ stochastic process


stochastic process นั้นจริงๆแล้วก็เป็น ระบบงาน(system) อย่างหนึ่ง ดังนั้นเราสามารถแยกมันออกเป็นระบบย่อย(subsystem) และอาจเอามาเชื่อมโยงกันให้เป็นระบบใหญ่(integrated system)ได้ ยกตัวอย่างเช่น ทุกๆวันเรามีราคาปิด และดัชนีปิด เป็นผลที่เกิดขึ้น(outcome) ถ้าเราเอาข้อมูลย้อนหลังไป 360 วันมาพล๊อตเป็นกราฟ โดยมีราคาหรือดัชนีเป็นแกน Y และมีวันที่เป็นแกน X เราก็จะได้รูปกราฟเป็นผลที่เกิดขึ้น(outcome) เจ้าการพล๊อตกราฟนี้ก็เป็น stochastic process อย่างหนึ่ง

ผลที่เกิดขึ้นนี้จะมีได้หลายรูปแบบมากทีเดียว ถ้าเราพล๊อตดูทุกวัน เป็นเวลาสัก 15 ปี เราก็จะได้รูปกราฟประมาณ 220*15=3,300 รูป ซึ่งดูแล้วอาจไม่เหมือนกันเลยแม้แต่คู่เดียว


แต่ตามนุษย์นั้นมีความสามารถอยู่อย่างหนึ่ง คือสามารถนำเอาภาพกราฟเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับภาพอย่างอื่นในโลกนี้ แล้วบอกว่ามันเหมือนกันได้ เช่น เป็นรูปคล้าย sine wave, คล้ายกระทะคว่ำ, คล้ายกระทะหงาย, คล้ายภูเขา, คล้ายงูใหญ่, ....


ครับ, เราอาจจัดหมวดหมู่ของรูปภาพเป็นสัก 100-200 ชนิด แล้วเราก็นับความถี่ออกมาได้ว่าเกิดภาพชนิดใหนกี่ครั้ง และหลังจากเกิดภาพนั้นแล้วหุ้นมันขึ้นหรือมันลง จากตารางความถี่อันนี้ เราสามารถใช้ประกอบในการตัดสินใจได้ คือเมื่อสิ้นวันทำการ เราก็พล๊อตกราฟออกมา แล้วดูว่ามันตกอยู่ในกราฟประเภทใด เมื่อรู้แล้วก็ไปดูในตารางความถี่ ถ้าตารางความถี่บอกว่าภาพนี้เกิดแล้วหุ้นจะขึ้น เราก็ซื้อหุ้นนั้นไว้ แต่ถ้าตารางความถี่บอกว่าภาพนั้นเกิดแล้วหุ้นจะตก เราก็ขายหุ้นนั้นออกไป


ครับ, นั่นคือการสร้าง stochastic process ใหม่จาก stochastic process ที่มีอยู่เก่า แล้วเอาผลที่เกิดขึ้น(outcome)ของ stochastic process ใหม่มาใช้ประโยชน์ในการทำนาย หรือประกอบการตัดสินใจ


เรื่องนี้ท่านยังไม่ต้องเชื่อผมว่ามันจะทำให้ท่านเล่นหุ้นแล้วมีกำไร ท่านควรนำไปคิดทบทวน หรือนำไปทดลองดู ได้ผลแล้วค่อยนำไปใช้ประโยชน์


แต่เพื่อให้ท่านพอจะเห็นแนวทาง ผมจะขอลองสร้าง stochastic process จากเกมปั่นแปะให้ดู ให้ท่านปั่นแปะ แล้วแทงหัวทุกที เป็นจำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 1 บาท แล้วจดไว้ว่าท่านมีกำไรหรือขาดทุนเท่าใด นี่เป็น process ใหม่ที่ได้จากทำ process เก่า เจ้าผลที่เกิดขึ้น(outcome)ของ process ใหม่ก็คือตัวเลข "กำไรหรือขาดทุน" ซึ่งมันน่าจะมีค่าได้ตั้งแต่ +20บาท ไปจนถึง -10บาท หลังจากนั้นก็ให้ท่านทำตาม process ใหม่อีกสัก 100 ครั้ง ซึ่งก็จะให้ผลเป็นตัวเลขอีก 100 ตัว

จากตัวเลขเหล่านั้นท่านลองดูซิว่าท่านยังอยากจะเล่นปั่นแปะในฐานะผู้แทงอีกหรือไม่


ผมเชื่อว่า ผลตัวเลข 100 ตัวนั้นมันจะเป็นลบมากกว่าบวก ซึ่งแสดงว่าเล่นเป็นคนแทงหัวนั้นมีโอกาสขาดทุนแทบจะเต็มร้อยเปอร์เซนต์


ไม่เชื่อก็ทดลองดู
............

22 มิย.48 .... ผิดใหมที่จะเข้าไปผสมโรงปั่นหุ้น?


วันนี้บิค กลต.พูดแปลก คือท่านบอกว่า "จากกรณีความผิดที่กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ จะพบว่า ความผิดฐานไซฟ่อนเงิน การตกแต่งบัญชี จะสามารถเข้าไปตรวจสอบและดำเนินคดีได้ง่ายกว่ากรณีการสร้างราคาหุ้น เพราะมีหลักฐานที่ชัดเจน และมีบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ ขณะที่การสร้างราคาหุ้นบางครั้งนักลงทุนบางกลุ่มก็ไม่มีเจตนาที่จะปั่นหุ้นแต่ผสมโรงเข้ามาในเวลาเดียวกัน"


ครับ, นี่หมายความว่า การเข้าไปผสมโรงปั่นราคาหุ้นนั้นมันไม่มีความผิดหรือ?


ผมคิดว่ามันจะไปกันใหญ่แล้ว


จริงอยู่ เราอาจแยกระหว่างคนเข้าไปซื้อขายเพราะหุ้นมันคึกคัก กับคนที่เข้าไปสร้างราคาหุ้นได้ยาก แต่มันมีคนได้และคนเสีย ถ้าเข้าไปแล้วได้ผลประโยชน์ทั้งๆที่รู้ว่านี่เป็นการปั่นหุ้น ผมเห็นว่ามันเป็นความผิด และร้ายแรงพอๆกับคนที่ริเริ่มเข้าไปสร้างราคา ทั้งนี้เพราะถ้าไม่มีคนประเภทนี้ การปั่นราคาหุ้นในครั้งนั้นมันก็จะไม่สำเร็จ


ครับ, มันต้องแยกกันที่การกำไรหรือขาดทุน และการมีเจตนาเข้าไปผสมโรง ใครที่ทำกำไรจากการปั่นราคาหุ้นนั้นควรถูกจับ หรืออย่างน้อยก็ควรถูกยึดกำไรที่ได้มาจากการปั่นราคาในครั้งนั้น ส่วนคนที่เข้าไปผสมโรง แล้วเกิดขาดทุนเราก็ควรดูที่เจตนา ถ้ารู้ว่าเขาปั่นราคากันอยู่แล้วยังเข้าไป มันก็มีความผิด แต่ตรงนี้คงจะหาหลักฐานได้ยาก มันเหมือนกับเรื่องการเดินเข้าไปดูเขารุมข่มขืนเด็ก ถ้าเข้าไปร่วมข่มขืนด้วยมันก็ผิดชัดๆ แต่ถ้าเข้าไปแล้วกลับโดนเขาข่มขืน มันก็ต้องดูว่าตั้งใจเข้าไปร่วมผสมโรง หรือเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าตั้งใจเข้าไปร่วมผสมโรง มันก็มีความผิดด้วย


ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าที่เขาเฮ เฮ กันนั้นเป็นการปั่นราคาหุ้น(ทั้งนี้จะได้ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย)?


สามัญสำนึกครับ คนเราต้องมีสามัญสำนึก และนี่คือหนทางที่จะทำให้ตลาดหุ้นมันสงบสุขและโปร่งใส มันไม่ต่างไปจากเรื่องการเข้าไปเห็นคนเขาจะรุมข่มขืนเด็ก หรือเขากำลังจะตีกัน หรือเขากำลังวางแผนจะสร้างความปั่นป่วนในภาคไต้....ฯลฯ คนดีต้องพยายามออกห่างจากสิ่งไม่ดีเหล่านั้น และตามกฎหมายแล้วเขาจะต้องไปแจ้งความต่อผู้ดูแลกฎหมายนั้นๆด้วย ถ้ามันเกิดไม่ใช่เป็นการปั่นหุ้น หรือข่มขืนเด็ก หรือการก่อหวอดเพื่อตีกัน หรือวางแผนสร้างความปั่นป่วน ผู้รักษากฎหมายเขาก็จะไม่เอาผิด ยกเว้นว่าคุณมีเจตนาไปแจ้งความเท็จเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง


นี่คือหลักของกฎหมายครับ โปรดอย่าส่งเสริมให้คนเข้าไปร่วมผสมโรงในการกระทำผิดใดๆนะครับ


.............

05 กค.48 .... กลต., ระวังจะตกเป็นเหยื่อนักการเมือง


ตอนนี้คนของ กลต.กำลังเริงร่า ทั้งนี้เพราะการกล่าวโทษผู้บริหารของบจ.ปิคนิกได้รับเสียงเชียร์จากทุกฝ่าย นักลงทุนเชียร์เพราะกำลังหาคนมารองรับความโกรธที่ขาดทุนหุ้น พรรคฝ่ายค้านเชียร์เพราะต้องการลากเอาตระกูลลาภลงมาจากวงการเมือง และจะเป็นโอกาสลากเอาพรรคฝ่ายรัฐบาลลงมาด้วย ประชาชนทั่วไปก็เชียร์เพราะอยากเห็นตลาดหุ้นพัง ส่วนตัวเองก็จะได้กู้หน้าว่า 15 ปีที่มี กลต.นี้ก็จับมือนักปั่นหุ้นได้สำเร็จจนได้


ครับ, ผมไม่เชื่อว่าการกล่าวโทษครั้งนี้จะสำเร็จลงได้ด้วยดี ถ้าทำจนบริษัทนี้พัง กลต.จะกลายเป็นเหยื่อของนักการเมือง แล้วตัวเองก็ถูกเด้งไปในทันที


เหตุผลก็คือ ข้อกล่าวหานี้ไม่มีน้ำหนัก


กลต.กล่าวหาว่าผู้บริหารปิคนิกตกแต่งกำไร แต่ท่านผู้อ่านควรลงลึกไปดูว่าเขาทำกันอย่างไร วิธีการคือ เดิมนั้นปิคนิกเป็นผู้ลงทุนซื้อถังกาซมา แล้วเก็บค่าใช้จากบริษัทลูกๆที่ทำหน้าที่บรรจุกาซและส่งขายเป็นรายเดือน ต่อมาในปีที่แล้วเขาเปลี่ยนแนว คือให้บริษัทลูกๆมาเช่าซื้อถังกาซเหล่านั้น โดยให้ชำระให้หมดในปีเดียว


ครับ, มันก็เท่ากับการผลักภาระการลงทุนในตัวถังกาซออกไป หรือคือได้เปลี่ยนถังกาซไปเป็นเงินสดในปีเดียว มันจึงปรากฎเป็นกำไรก้อนโตในปีที่แล้ว เรื่องอย่างนี้มีคนทำกันมาแยะแล้ว มันเป็นเรื่องปรกติของธุรกิจประเภทแตกเป็นเครือ และเรื่องอย่างนี้ทำได้แค่ครั้งเดียวในชีวิตของบริษัท ใครอ่านงบการเงินไม่ออกก็ช่วยไม่ได้ กำไรมันจะโด่งขึ้นมาในปีเดียว หลังจากนี้กำไรก็จะหด(เพราะการเก็บค่าเช่าถังกาซเป็นรายเดือนนั้นมันให้กำไรในอัตราที่สูงกว่า แต่มันได้แบบน้ำซึมบ่อทราย เมื่อขายไปแล้วก็เท่ากับปิดธุรกิจให้เช่าถังกาซ)


ครับ, ข้อกล่าวหาอันนี้หลุดแน่ แต่ก็มีอีกข้อหนึ่งคือ เช็คค่าถังกาซงวดสุดท้ายดันไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้บริหาร


โอ, ตรงนี้ไม่น่าเชื่อ คนเคยคุมแบงก์พานิชย์มากล่าวหาคนว่ายักยอกเอาเช็คของบริษัทไปเข้าบัญชีส่วนตัว


มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เช็คนั้นถ้าจ่ายจากบริษัทหนึ่งไปเข้าอีกบริษัทหนึ่ง เขาสั่งจ่ายตัวบริษัทครับ และจะขีดคล่อมด้วย ผู้บริหารไม่สามารถเอาไปเข้าบัญชีส่วนตัวได้ เช็คที่สั่งจ่ายผู้บริหารจึงจะเข้าบัญชีส่วนตัวได้ และเขาต้องมีเหตุผลในการจ่ายเงินแน่นอน


ครับ, ตรงนี้ก็หลุดอีก


ทีนี้ก็มาถามว่า กลต.จะยอมกลืนน้ำลายและถอยกลับ หรือจะหาทางฟันต่อ


ถ้าหาทางฟันต่อ ก็ตกหลุมของพรรคฝ่ายค้านในทันที เพราะรัฐบาลคงไม่ปล่อยให้นั่งทิ่มแทงตระกูลนี้ต่อไป และเมื่อถูกเอาออก ฝ่ายค้านก็จะใช้เป็นเครื่องมือด่ารัฐบาลทันที เขาจะมาปลอบโยน แล้วก็บอกว่า กลต.นั้นเป็นองค์กรอิสระ ท่านต้องสู้เพื่อศักดิ์ศรี และรักษาตำแหน่งเอาไว้...ฯลฯ


ครับ, คิดไห้ดีๆ อย่าตกเป็นเหยื่อใคร ส่วนท่านที่เสียเงินไปแล้วก็ควรยอมรับว่า เล่นหุ้นปั่นมันก็เป็นอย่างนี้แหละ


...................

08 กค.48 ..... ข้อเสียของการทำนายด้วยข่าวสารบ้านเมือง


วานนี้(07 กค.)หุ้นไทยลูดลงไป 21 จุด วันนี้หนังสือพิมพ์จึงเต็มไปด้วยคำอธิบาย แต่ท่านนักวิเคราะห์เหล่านั้นพูดกันไปคนละทิศละทาง เช่น สมคิดและก้องเกียรติบอกว่า เป็นเพราะกรณีปิคนิก แต่โสภาวดีบอกว่า เกิดจากการตรวจสอบปั่นหุ้น ทำให้ต่างชาติปรับพอร์ตระยะสั้น ส่วนนักวิเคราะห์รายหนึ่ง (ตามหนังสือพิมพ์เขาตั้ง) บอกว่าต่างชาติเทขายหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่เนื่องจากไม่มั่นใจในเศรษฐกิจไทย (เวลาพูดอะไรที่เกี่ยวกับความล่มจมของประเทศไทยทำไมต้องปกปิดชื่อผมก็ไม่รู้) ทางคุณอดิพงษ์บอกว่า ดัชนีปรับตัวลดลงเพราะความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ แต่ที่ตลกที่สุดคือ มีนักวิเคราะห์บางคนไปโทษเรื่องการก่อวินาศกรรมที่กรุงลอนดอนโน่น


ครับ, การทำนายทิศทางของตลาดนั้น เราหันมาใช้การดูข่าวบ้านเมืองกันมาก เราดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วเอาประสบการณ์อันนั้นไปใช้ในคราวต่อไป ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง ที่มันไม่สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำก็เพราะ


1. ข่าวนั้นมีมากมาย คนเข้าถึงข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน การตัดสินใจของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน
2. ข่าวแต่ละข่าวมีผลกระทบต่อคนแต่ละคนไม่เท่ากัน ท่านสมคิดกับท่านก้องเกียรติเห็นว่าข่าวบริษัทปิคนิกสำคัญ แต่คุณโสภาวดีเห็นว่าเรื่องการตรวจสอบปั่นหุ้นสำคัญกว่า...ฯลฯ
3. ผลของข่าวนั้นขึ้นอยู่กับข่าวข้างเคียง บางทีก็ช่วยลดแรงกระแทก บางทีก็ช่วยกันเสริม มันไม่มีสูตร์ตายตัว จะหาความสัมพันธ์กันได้ยาก
4. ข่าวแบบเดียวกันนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทำให้ไม่มีสถิติเพียงพอที่จะประมวลออกมาเป็นตารางความถี่ และนักวิเคราะห์ก็ไม่เคยลงมือเก็บสถิติกันจริงๆสักที เขาใช้วิธีจำเอาไว้ในสมอง และใช้ตรรกเข้าช่วย มันจึงเป็นการเดามากกว่าการใช้สถิติจริงๆ
5. ข่าวที่มาก่อนหน้าจะมีผลกระทบต่อข่าวปัจจุบัน หรือที่เราชอบพูดกันว่า ข่าวนี้ถูกดูดซับไปแล้ว ฯลฯ ตารางความถี่จึงต้องเป็นเมตริกหลายๆไดเมนชั่น


ครับ, ความหลากหลายของข่าวทำให้นักวิเคราะห์พูดได้ไม่รู้จบ ทุกวันมีเรื่องใหม่ๆเกิดขึ้น นักวิเคระห์จึงมีบทวิเคราะห์แบบตามหลังข่าวอยู่เรื่อยๆ นักลงทุนก็ต้องฟังกันไปเรื่อยๆ กว่าจะมองออกว่าใครวิเคระห์ได้ดีก็ต้องเสียเวลาเป็นหลายๆปี แล้วยังต้องมาดูกันอีกว่าวิเคราะห์ดีๆนั้นจะทำนายได้ดีหรือไม่ ตรงนี้ยิ่งต้องใช้เวลาอีกหลายเท่า คนตีความอะไรเก่งๆนั้นใช่ว่าจะทำนายเก่ง หลายๆคนกลัวความผิดพลาด เขามักจะทำนายแบบปลอดภัยไว้ก่อน เช่นแทนที่จะพูดว่าวันนี้หุ้นจะลงหรือขึ้น เขาก็บอกว่า ถ้ามันทะลุแค่นั้นขึ้นไป มันจะไปต่อ ถ้ามันทะลุแค่นี้ลงมา มันก็จะฉิบหายได้ คำทำนายแบบนี้มีโอกาสผิดน้อย เพราะไปตัดเอากรณีที่หุ้นขึ้นลงแคบๆออกไปหมด ผมชอบถามแยงอยู่เสมอๆว่า ทำไมไม่บอกว่า ถ้ามันทะลุ 700 ขึ้นไปได้ มันต้องผ่าน 699 มาแน่ แบบนี้พูดกี่ทีก็ถูกทุกที


ครับ, จะเล่นหุ้นนั้นต้องคิดให้ทันนักวิเคราะห์ ถ้าจะใช้วิธีติดตามเขาไปเรื่อยๆก็หมดตัวเสียก่อนที่จะรู้ทันตลาด


................

18 กค.48 .... ผลงานของ กลต.


คนไทยมีกันอยู่ประมาณ 62 ล้านคน มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 50 ล้านล้านบาท แต่มีคนที่ยึดอาชีพเป็นผู้ร้าย ทำการลักทรัพย์ ฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์ ถึงประมาณ 1 เปอร์เซนต์ หรือคือ เรามีผู้ร้ายอยู่ประมาณ 620,000 คน ซึ่งทำให้ผู้อื่นสูญเสียทรัพย์สินปีละไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้เราจึงออกกฎหมาย แพ่งพาณิชย์และกฎหมายอาญาออกมา และให้มีกรมตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายเหล่านี้


ครับ, กรมตำรวจนั้นต้องมีคนถึง 300,000 นาย เพื่อการรักษากฎหมาย หรือมีในอัตราส่วน 1 ตำรวจ ต่อ 2 ผู้ร้าย แต่ก็ติดตามคดีต่างๆไม่ค่อยจะทัน หลายคนบ่น หลายคนไม่พอใจในผลงานของตำรวจ


แต่, ถ้าท่านดูจำนวนคดีและเหตุร้ายที่เกิดขึ้น มันก็น่าเห็นใจ แต่ละวันมีเหตุร้ายมากกว่าแสนเรื่อง รวมแล้วปีละ 36.5 ล้านเรื่อง ตำรวจจึงต้องดูแลกันคนละเป็นร้อยเรื่อง


อย่างไรก็ตาม การที่เราต้องเสียเงินจ้างตำรวจปีละประมาณ 300,000*200,000=600,000 ล้านบาทนั้นมันก็ยังคุ้มทุน เพราะถ้าไม่มีตำรวจ ผู้ร้ายก็จะเพิ่มขึ้น และความสูญเสียก็อาจเพิ่มไปถึง 3 เท่า หรือคือเพิ่มเป็นปีละ 3*300,000=900,000 ล้านบาท และประชาชนอาจต้องลงทุนซื้อปืนและเสริมรั้วบ้านอีก 1-2 ล้านล้านบาท


ทีนี้เรามาดูเรื่องของตลาดทุนกันบ้าง เราเปิดตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา แล้วเราก็ออกกฎหมาย แล้วเราก็แย่งเอางานของตำรวจมาบางส่วน คือตั้ง กลต.ขึ้นมาเพื่อเป็นผู้กำกับดูแลกฎหมายประเภทนี้ สังคมตลาดทุนนั้นอยู่ในวงแคบ คือมีนักลงทุนประมาณ 500,000 คน มีทรัพย์สินประมาณ 5 ล้านล้านบาท มีบริษัทจดทะเบียน 400 กว่าๆแห่ง มีผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้ประมาณ 4000 คน มีโบรกเกอร์ประมาณ 30 ราย มีพนักงานประมาณ 3000 คน รวมแล้วเป็นสังคมของคนแค่ 510,000 คนเท่านั้น ในจำนวนนี้ก็มีผู้ร้ายเช่นกัน เช่น คนเล่นหุ้นบางคนอยากรวยลัด จึงพยายามปั่นหุ้น มีผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนบางคนอยากรวยลัด ก็ปั่นหุ้นของบริษัทของตัว มีการใช้ข้อมูลภายในเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น มีการยักยอกเงินของบริษัท มีการลดทุนและเพิ่มทุนจนรายย่อยฉิบหายไปเป็นแถบๆ มีการขายสินทรัพย์ดีๆในราคาถูกๆให้บริษัทของผู้บริหาร มีการตกแต่งบัญชีเพื่อเพิ่มทุนและลดทุน...ฯลฯ


ครับ, ความสูญเสียของนักลงทุนรายย่อยนั้นมันมากกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเกือบเท่ากับการสูญเสียของคนทั้งประเทศ


แล้วเราได้อะไรจาก กลต. บ้าง?


มี กลต.มา 16 ปี กลต.ได้กล่าวโทษนักปั่นหุ้นประมาณ 60 ราย และชนะคดีแค่รายเดียว นอกนั้นก็เป็นการจับผิดพนักงานของโบรกเกอร์อีกปีละ 40-50 คน และปรับบริษัทอีกปีละ 10-20 ราย หรือคือมีคดีให้ทำแค่ปีละไม่ถึง 100 เรื่อง เฉลี่ยแค่คนละ 1/3 เรื่อง


แต่เราต้องจ้างคนไว้เกือบ 300 คน ต้องสร้างตึกที่ใหญ่กว่าวังปารุส ต้องจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมปีละกว่า 5000 ล้านบาท


ครับ, ปัญหาก็คือ ในงานของธุรกิจเงินทุน ผู้เสียหายไม่รู้จะไปแจ้งความได้ที่ใหน ทุกคนหวังว่า กลต.จะเป็นผู้คอยสอดส่องและกล่าวโทษแทนพวกเขา พวกเรารอเรื่องนี้มา 16 ปีแล้ว จริงๆแล้วข้อมูลนั้นมีอยู่ มีในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตลาด มีในหน้าหนังสือพิมพ์ มีในเสียงซุบซิบของนักเล่นหุ้น มีในห้องค้า... มันก้องจนเต็มหูคน แต่กลต.ไม่ค่อยได้ขยับเข้าไปดู มันแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ ความไม่มีความรู้ด้านเดต้าโพรเซสซิ่ง และความไม่เข้าใจในงานที่ตนรับผิดชอบ


ครับ, ผมเชื่อว่ากว่า 20 เปอร์เซนต์ของผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนนั้นคดโกงผู้ถือหุ้นรายย่อย และกว่า 20 เปอร์เซนต์ของโบรกเกอร์นั้นมีส่วนในการปั่นหุ้น นั่นหมายความว่า มีผู้ร้ายอยู่ในระบบมากกว่า 1400 คน และพวกนี้ก่อคดีทุกวันวันละเป็นพันคดี ลองปลอมตัวเป็นนักลงทุน แล้วเข้าไปนั่งฟังในห้องค้าซิครับ แล้วท่านจะได้เห็นเรื่องเหล่านี้


และที่ผมอยากจะแนะนำเป็นอย่างสูงก็คือ เลิกสั่งคนให้ไปเปิดดูเว็ปไซท์ต่างๆ แล้วหาทางปิดเว็ปไซท์เขา เพราะเว็ปไซท์ต่างๆนั้นมันไม่สามารถจะปั่นหุ้นได้ มันมีคนเข้าไปเปิดดูแค่วันละ 200-300 คน การเป่าหูนักลงทุนเพียงแค่นี้มันไม่สามารถจะชี้นำตลาดได้ คนซื้อขายหุ้นในแต่ละวันมันมีกว่า 200,000 คู่ และเจ้าของเว็ปก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากเรื่องแบบนี้ เขาทำธุรกิจอย่างอื่นอยู่ต่างหาก เช่นของผมนี้เปิดเพื่อหวังจะขายโปรแกรมและเทคนิคการเล่นหุ้น


สิ่งที่นักคอมพิวเตอร์ของ กลต. ควรทำก็คือ เอาข้อมูลการซื้อขายจากตลาดหลักทรัพย์ไปวิเคราะห์ แล้วดึงเอาการซื้อขายของกลุ่มคนบางกลุ่มมาดู แล้วไปเช็คข่าวสารในห้องค้าต่างๆ แล้วจะเห็นการปั่นหุ้น หรืออย่างน้อยก็จะออกมาตราการป้องปรามได้ทัน


ครับ, กลต.มีคนแค่ 200-300 คน ซึ่งต้องไปต่อสู้กับผู้ร้าย 2000-3000 คน มันก็น่าเห็นใจ แต่ถ้าคลำให้ถูกวิธีมันก็จะจับผู้ร้ายได้มากกว่านี้ ที่ควรคิดก็คือ หากเรายุบ กลต.แล้วจะเกิดความเสียหายมากขึ้นหรือไม่? เรื่องนี้ผมคิดว่าแตกต่างจากเรื่องของกรมตำรวจ คือ มีกลต. หรือไม่มีกลต. ความเสียหายมันก็เป็นเท่าเก่านี่แหละ เพราะกลต.ไล่ไม่ทันผู้ร้าย และผู้ร้ายก็ไม่สามารถคดโกงได้มากกว่านี้แล้ว


ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคงจะยุบสำนักงานนี้ไปนานแล้ว


..................

21 กค.48 .... ปัญหาการแย่งตัวมาร์เก็ตติ้ง


อันที่จริงแล้วมาร์เก็ตติ้งนั้นมีหน้าที่แค่ รับคำสั่งซื้อ รับคำสั่งขาย คีย์เข้าเครื่อง แจ้งผลเมื่อปิดตลาด และติดตามการส่งมอบหลักทรัพย์ และการชำระเงินค่าหุ้น เท่านั้น ซึ่งใครๆก็ทำได้ ดังนั้นตำแหน่งงานแบบนี้จึงไม่น่าจะขาดแคลน


แต่มาร์เก็ตติ้งของไทยเราบางคนทำงานมากกว่านั้น คือเขาช่วยแนะนำลูกค้าในการลงทุน และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการแพร่ข่าววงในและข่าวปั่นหุ้นไปด้วย ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ ว่า มาร์เก็ตติ้งเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ทำอย่างนี้


นั่นคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดการแย่งซื้อตัวมาร์เก็ตติ้ง ทั้งนี้เพราะลูกค้าของคนเหล่านี้ได้ผลประโยชน์ พวกเขาเคยเล่นหุ้นแล้วเจ้งมาเยอะ พอมาเจอมาร์เก็ตติ้งประเภทนี้ก็กลับมามีกำไร พวกเขาจึงมีรอแยลตี้ต่อมาร์เก็ตติ้งพวกนี้ เวลามาร์เก็ตติ้งพวกนี้ย้ายงาน เขาก็ย้ายพอร์ตตามไปด้วย


และที่ควรสังเกตุก็คือ เจ้าแหล่งข่าว หรือนักปั่นหุ้น นั้นก็ผูกติดกับมาร์เก็ตติ้งพวกนี้ เพราะเชื่อถือได้ว่าจะไม่ไปปูดที่ใหนว่าข่าวมาจากใคร


ครับ, ตลาดหลักทรัพย์และกลต.นั้นจริงๆแล้วก็รู้เรื่องนี้ เขาจึงได้พยายามแก้ แต่แก้ผิดทาง คือออกระเบียบห้ามมาร์เก็ตติ้งให้คำแนะนำการลงทุน แต่ก็เปิดหลักสูตร์สอนและสอบเป็นผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน(Investment Advisor)ขึ้นมา ความตั้งใจเดิมก็คือ ให้แยกงานสองชนิดนี้ออกจากกัน แต่ก็ไม่สามารถห้ามมาร์เก็ตติ้งเข้ามาเรียนและสอบเป็น IA


ครับ, ตลาดหลักทรัพย์และกลต.แก้ปัญหาไม่ถูกจุด แถมยังทำให้เป็นปมที่แน่นขึ้น เพราะ มาร์เก็ตติ้งที่มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับนักปั่นหุ้น และมีใบอนุญาตให้คำแนะนำการลงทุนได้ด้วยนั้นยิ่งหายากขึ้น โบรกเกอร์ที่ต้องการขยายส่วนแบ่งจึงต้องใช้วิธีซื้อตัวกันแพงๆ ผลที่ตามมาก็คือการบีบบังคับไม่ให้ย้ายงาน มีการออกข้อบังคับในสมาคม แต่ก็ยังมีการซื้อตัวกันอีก แล้วก็เกิดการฟ้องร้องกันขึ้นมา


แต่...ข้อบังคับในสมาคมต่างๆนั้นมันไม่ใช่กฎหมาย มันใช้บังคับกันไม่ได้ ผู้แหกกฎรายสุดท้ายเลยถูกบังคับให้บริจาคเงินถึง 30 ล้านบาท


ครับ, เขาเล่นกันเหมือนว่าตลาดหุ้นนี่เป็นของเล่นของคนเพียงไม่กี่คน เมื่อก่อนโน้น มีอะไรก็ออกกฎหมายมาบังคับ(จนเว็ปไซท์ของผมไม่สามารถรับสมาชิกได้) ตอนหลังๆนี่ออกกฎหมายได้ยาก เพราะ สส. สว. ท่านไม่เอาด้วย ก็หันไปตั้งสมาคม และจะดูแลกันเอง แต่ก็บังคับกันจริงๆไม่ได้ นี่กำลังจะแก้ด้วยการห้ามไม่ให้จ่ายคอมมิชชั่นให้แก่มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งจะไม่ได้ผล เพราะจ่ายบนโต๊ะไม่ได้ มันก็จ่ายทางไต้โต๊ะได้


ครับ, จะแก้เรื่องนี้ต้องทำลายเครือข่ายการปั่นหุ้น นั่นมันถึงจะตรงจุด เรามีเทปบันทึกการพูดคุยระหว่างลูกค้ากับมาร์เก็ตติ้งอยู่เป็นพันๆม้วน ขุดลงไปซิครับ แล้วเอามาร์เก็ตติ้งเลวๆพวกนั้นออกไป จะมาบอกว่าเทปมันเยอะคงไม่ได้ เพราะวางระบบไว้อย่างนั้น แล้วจะมาละเลยหน้าที่กันได้อย่างไร


ครับ, พูดไปก็เข้าเรื่องเดิม คือ ตลท.และ กลต.ละเลยในหน้าที่


................

01 สค.48 .... ข้อได้เปรียบของการลงทุนผ่านกองทุนรวม?


วันนี้มีบทความในหัวข้อตามที่ตั้งไว้ข้างบน อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ บทความแบบนี้มีให้อ่านอยู่เป็นประจำ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ออกมาเป่าหูชาวบ้านทุกวัน ผมก็เลยคิดว่าเราน่าจะเอามาวิจารณ์กันสักหน่อย
บทความเขาบอกว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมนี้มีข้อดี 3 ประการ คือ ก) กองทุนสามารถลดความเสี่ยงได้ดีกว่า เพราะสามารถกระจายการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ได้หลายประเภท ข) กองทุนมีสภาพคล่องดีกว่า เพราะเข้าออกได้สดวก และ ค) กองทุนมีมืออาชีพที่มีความรู้ความชำนาญมาบริหารเงินให้ท่าน


โอเค, เรามาวิเคราะห์กันดู


การลดความเสี่ยงโดยการกระจายการลงทุนนั้นจะทำให้ผลตอบแทนเข้าใกล้การขึ้นลงของดัชนีมากขึ้น ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วเขาเชื่อว่าดัชนีของตลาดจะเพิ่มขึ้นช้าๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะทบทวนได้แล้ว ดัชนีหุ้นของไทยนั้นมันแกว่งมากกว่าของต่างชาติเอามากๆเลยทีเดียว ในช่วง 30 ปีที่เราก่อตั้งมา มันพุ่งจาก 100 จุด ไปสู่ 2700 จุด แล้วก็ลดลงมาที่ 200 กว่าๆ แล้วก็พุ่งขึ้นไปที่ 850 จุด แล้วก็ดิ่งลงมาที่ 300 กว่าๆ แล้วก็พุ่งขึ้นไปที่ 1700 จุด แล้วก็ดิ่งลงมาที่ 280 กว่าๆ แล้วก็แกว่งขึ้นมาที่ 675 ในวันศุกร์ที่แล้ว


ครับ, ถ้าท่านเข้าไปลงทุนผ่านกองทุนรวมในจังหวะที่ดัชนีขึ้นสูงสุด คุณจะฉิบหายได้ถึง 70-90 เปอร์เซนต์(ในเวลาประมาณ 5 ปี) แต่ถ้าท่านเข้าไปในจังหวะที่ดัชนีมันลงมาต่ำสุด คุณจะกำไรได้ถึง 300-1000 เปอร์เซนต์(ในเวลา 5 ปีเช่นกัน) อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าเสี่ยงหรือ?


อนึ่งคุณควรสังเกตุว่า ถ้าคุณลงทุน 100 บาทเมื่อเปิดตลาด แล้วได้เงินคืนมา 675 บาทในวันศุกร์ที่แล้ว มันคือการลงทุนที่ขาดทุนนะครับ เพราะ ในเวลา 30 ปีที่ผ่านมาค่าของเงินมันเสื่อมลงมากกว่า 20 เท่า


โอเค, มาดูเรื่องของการเข้าออกได้เร็ว
เขาบอกว่า ถ้าคุณซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเอาไว้ แล้วเกิดจะต้องใช้เงิน คุณจะขายยากมาก ผมก็อยากจะถามว่าถ้าคุณซื้อตราสารหนี้เอาไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วซื้อหุ้น หรือฝากเงินไว้กับแบงก์ครึ่งหนึ่ง มันจะไม่คล่องตัวกว่าหรือ?
ครับ, นี่คือวิธีหลอกลวงให้คนเข้าใจผิด คือยกแต่ตัวอย่างทางด้านเลวร้าย แล้วมองข้ามตัวอย่างทางด้านดีไปเสียดื้อๆ คนแบบนี้น่าคบค้าสมาคมด้วยใหม?


จริงๆแล้ว การที่กองทุนรวมเอาเงินของเราไปลงทุนในตราสารหลายๆประเภทนั้นมันเพิ่มความคล่องตัว แต่ก็ลดอัตราผลตอบแทน แล้วหวังว่าผู้ลงทุนเพียงบางส่วนจะมาไถ่ถอนก่อนกำหนด แต่ถ้าทุกคนมาถอนพร้อมกัน มันก็ฉิบหายได้ เพราะตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนสูงนั้นมันขายยาก เงินหมุนเวียนจะไม่พอจ่าย จะเกิดการตกอกตกใจและมารุมกันถอนได้ เรื่องนี้เกือบเกิดขึ้นเมื่อสองสามปีก่อน คนพวกนี้ปกปิดเรื่องเอาไว้ แล้วพูดแต่ด้านดี


โอเค, มาดูข้อดีข้อสุดท้าย คือเขาจะมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยบริหารกองทุนให้
ตรงนี้ผมยังไม่เห็นผลงานที่เด่นชัดนัก แต่ผมพบว่ากองทุนรวมหลายกองทุนมีราคาของหน่วยลงทุนต่ำกว่าพาร์ อย่างเช่น กองทุนวายุภักษ์ ทั้งๆที่ก่อตั้งในตอนที่ดัชนีมันลงมาต่ำสุด ส่วนพวกที่ก่อตั้งมาก่อนถึง peak 1700 ในครั้งที่แล้วนั้นไม่ต้องพูดถึง มันราคาเหลือแค่ 20-50 เปอร์เซนต์กันทั้งนั้น


นีหรือข้อดีของกองทุนรวม? เลิกโฆษณาชวนเชื่อกันเสียทีเถอะครับ


.............

03 สค.48 .... ปัญหาการรวมชาติ


วันนี้ผมอยากจะพูดเรื่องที่ออกไปนอกวงการหุ้นเสียหน่อย ที่ต้องหยิบเอามาพูดก็เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าการเงินและการหุ้น


เรื่องนี้คนส่วนใหญ่เขาเรียกกันว่าปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคไต้ ซึ่งพวกเราได้ยินและได้ฟังกันมามากแล้ว มันเกิดขึ้น และลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ทหารก็ปราบไม่อยู่ ตำรวจก็ปราบไม่ได้ รวมพลังประชาชนเข้าไปก็ยังไม่สำเร็จ และล่าสุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติไปแล้ว และมีการเอาอดีตนายกมาออกอากาศพร้อมกับปัจจุบันนายกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นทางสว่าง


ครับ, เรื่องนี้มีอดีตนักหนังสือพิมพ์ใหญ่ได้ออกมาพูดว่า นายกคนปัจจุบันยังมองข้ามความสำคัญของความแตกต่างในเรื่องเชื้อสายและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น และการออก พรก.ที่ให้อำนาจนายกในการปราบปรามนั้นจะยิ่งทำให้แตกแยก ซึ่งผมฟังดูแล้วรู้สึกแปลกใจ ปรกติแล้วท่านนักหนังสือพิมพ์ท่านนี้ให้ข้อติดเห็นที่เฉียบคม แต่ทำไมคราวนี้จึงมองผิดทางไปได้


ครับ, ถ้ามองดูปัญหานี้แค่ในขอบเขตของสามจังหวัดภาคไต้ เราก็อาจคิดว่าต้นเหตุมาจากข้าราชการไปทำอะไรๆที่ไม่เคารพในเรื่องเชื้อสายและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น และเชื่อว่า ถ้าเรายอมรับความแตกต่างเหล่านี้แล้วจะแก้ปัญหาได้ (ซึ่งเป็นแนวทางปฎิบัติของประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ)


แต่เรื่องนี้จริงๆแล้วเป็นเรื่องของการรวมชาติ เป้าหมายของการรวมชาตินั้นมันตรงกันข้าม คือเราต้องพยายามหาจุดร่วม และลดละความแปลกแยก เราอาจต้องทนรับต่อความแปลกแยกในระยะนี้ และหวังว่าเราจะลดมันลงได้ในอนาคต


ครับ, ชาตินั้นจะรวมอยู่ไม่ได้ถ้าทุกคนพยายามจะรักษาความแปลกแยกเอาไว้ ชาติก็คือสังคม สังคมต้องการกฎเกณท์ที่จะใช้ปฎิบัติร่วมกัน ถ้าชาติต้องมีกฎหมายแยกกันใช้ตามเชื้อสายและขนบธรรมเนียมประเพณีในแต่ละพื้นที่ มันก็คือการแยกประเทศนั่นเอง


จริงๆแล้ว การรวมชาติก็เหมือนกับการรวมเป็นครอบครัว การรวมเป็นหมู่บ้าน การรวมกันเป็นเมือง คนในครอบครัวนั้นใช่ว่าจะมีความเชื่อและมีความคิดที่ตรงกัน เราจะอยู่เป็นครอบครัวได้ก็ด้วยการมีกฎเกณท์ มีหัวหน้าครอบครัวที่จะตัดสินว่าใครผิดใครถูก ทุกคนต้องพยายามลดละความเป็นเอกเทศไปให้มากที่สุด ทุกคนสามารถรักษาความเป็นเอกเทศบางอย่างไว้ได้ถ้าไม่ไปรบกวนคนอื่น


ครับ, หลักการที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องลดละความแปลกแยก ถ้ามันล้างไม่ได้(เช่นความเชื่อในศาสนา) เราก็ต้องพยายามมองข้ามมันไป หรือคืออย่าเอาเรื่องนั้นมาเป็นอารมณ์


เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่าง ผมอยากจะให้ท่านดูเรื่องที่ธนาคารแห่งหนึ่งกำลังโปรโหมทอยู่ คือมีการเอาชีวิตและความขมขื่นของชาวจีนที่หนีจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาพึ่งโพธิ์สมภารของประเทศไทยมาแสดง ผู้บริหารคนนั้นคงคิดว่าจะทำให้คนไทยได้รู้ว่า คนจีนนั้นมีความอดทน มีความสามารถ และควรยกย่องนับถือ


แต่ผมบอกได้ว่า เรื่องแบบนี้จะสร้างตวามแตกแยกขึ้นในประเทศไทย คนที่มีเชื้อสายเป็นไทยแท้จะเกิดความรู้สึกว่า ตนนั้นโง่ ไปรับเอาคนจีนเข้ามาอยู่ แล้วเขาก็ทำการค้าจนร่ำรวย แล้วก็มายึดประเทศไทยไป แล้วก็พยายามจะส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมแบบจีนให้มากขึ้น


ครับ, ทำไมเราไม่ลดละความแปลกแยก ทำไมเราไม่แต่งเรื่องว่าลูกจีนกับลูกไทยได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ แล้วกลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศ? ทำไมต้องไปเอาเรื่องเก่าๆที่แปลกแยกมาโปรโหมท?


เรื่องที่2 ที่ผมอยากจะชี้ก็คือ ทุกๆเช้าผมจะต้องฟังว่านักวิเคราะห์หุ้นเขาคิดกันอย่างไร และทุกวันผมก็จะรู้สึกรำคราญและกลัดกลุ้ม คือนักวิเคราห์หุ้นของไทยส่วนมากพูดไทยไม่ชัด และเขาไม่พยายามที่จะปรับปรุงเสียด้วย


ครับ, ภาษาไทยภาคกลางคือจุดร่วม เราตกลงกันแล้วว่าจะใช้ภาษาไทยภาคกลางเป็นสื่อในการติดต่อกัน แล้วทำไมคนบางคนจึงพยายามจะพูดตามความพอใจของตน บางคนลามปามไปถึงขนาดเขียนคำว่า หนึ่ง เป็น นึ่ง หรือเราจะเลิกใช้ ร เรือ กันไปเลย?


บางคนอาจเถียงว่า การพูดไทยไม่ชัดนั้นเป็นเพราะลิ้นมันดัดยาก แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมนั้นโตที่เชียงใหม่ ผมย้ายลงมาอยู่กรุงเทพเมื่ออายุ 9 ขวบ ตอนมาใหม่ๆผมพูดไทยภาคกลางไม่ได้เลย แต่ผมก็หัดจนเป็น


ครับ, ในระหว่างที่เรากำลังรวมชาติและสร้างประเทศ เราอาจต้องยอมรับความแปลกแยก แต่มันไม่ใช่นโยบายที่จะรักษา หรือแน้นความแปลกแยกเหล่านั้น


ท่านนักวิชาการ ท่านอดีตนักหนังสือพิมพ์ และท่านกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ โปรดทราบไว้ด้วย


...............

05 สค.48 .... ปัญหาการรวมชาติ2


ขอพูดถึงปัญหาการรวมชาติอีกครั้ง คือมาดูตัวอย่างของความสำเร็จและความล้มเหลวในโลกนี้


ปัญหาคนผิวดำของสหรัฐนั้นเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ เดิมนั้นคนผิวขาวดูถูกคนผิวดำ พวกเขาคิดว่าคนผิวดำนั้นด้อยความสามารถ พวกเขาตั้งกลุ่มคลูคลักคลานขึ้นมา แล้วพยายามผลักดันให้คนผิวดำออกไปจากเมือง ส่วนคนผิวดำนั้นก็ไม่พอใจ เพราะถูกข่มเหงมาโดยตลอด พวกนี้พยายามรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเอาไว้ เช่นบางคนยังทำพิธีกรรมวูดู ส่วนที่ไปนับถือครีสต์ก็มีการร้องรำทำเพลงกันในโบสถ์อย่างสนุกสนาน และที่เห็นได้ชัดมากคือ ยังพูดภาษาอังกฤษแบบคนผิวดำ ทั้งๆที่สามารถจะพูดแบบธรรมดาได้


ครับ, คนผิวดำนั้นไม่สามารถลงเรือกลับไปอยู่อาฟริกาได้ และถึงแม้จะได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ด้อยกว่าในด้านเศรษฐกิจ แล้วก็พยายามจะรักษาความแปลกแยกเอาไว้ มันจึงทะเลาะกันมากขึ้น ผมไปเรียนหนังสือที่นั่นในจังหวะที่กำลังเผาเมืองกันพอดี


แต่คนอเมริกันที่ดีนั้นมีอยู่ คนขาวที่ดีพยายามชี้ว่าคนดำนั้นมีความสามารถไม่ด้อยกว่าคนขาว เช่นเขาเอาเรื่องสงครามโลกครั้งที่สองมาพูด เขาบอกว่าคนดำสู้เพื่อประเทศชาติได้เท่าเทียมคนขาว และมีเรื่องเล่าที่ดีมากอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ในสงครามครั้งนั้นอเมริกันขาดนักบิน เขาจึงตั้งฝูงบินขึ้นมาหนึ่งฝูง โดยมีนักบินเป็นคนดำล้วน ฝูงบินนี้ทำหน้าที่คุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งมีคนขาวเป็นคนขับ คนดำที่เป็นนักบินนั้นเขาคิดกันว่า สงครามต้องช่วยกัน และสาบานว่าจะทำงานคุ้มกันให้ดีที่สุด ซึ่งผลออกมาก็เป็นดังคาด คือฝูงบินนี้เป็นที่ยอมรับของกองทัพอากาศสหรัฐ นักบินทิ้งระเบิดต่างเรียกร้องขอบริการจากฝูงบินนี้


ครับ, มันเป็นการลดละความแปลกแยก และเป็นการหาจุดร่วมที่เป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ผมอยู่สหรัฐ 4ปีครึ่ง ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผมเห็นคนผิวดำได้ออกที่วี และพวกเขาพูดอังกฤษในสำเนียงที่รู้เรื่อง พวกเขาละทิ้งสำเนียงผิวดำได้ พวกเขาได้รับเลือกให้ลงแข่งโอลิมปิก และนำมาซึ่งชัยชนะแก่ประเทศ พวกเขารวมกันเป็นชาติพันธ์ใหม่ คนผิวดำก็สามารถเข้าโบสถ์คนผิวขาวได้ คนผิวขาวที่ชอบความครึกคลื้นก็เข้าโบสถ์คนดำได้ วาติกันยอมรับคนทุกสีผิว และคนดำในสหรัฐก็มีโอกาสไต่เต้าขึ้นมาจนเป็น รมต.กระทรวงกลาโหมได้


เขาไปได้ดีครับ ไปได้ด้วยการยอมรับว่าคนขาวไม่สามารถผลักดันให้คนดำไปที่อื่นได้ เขาต้องอยู่ร่วมกัน และปรับเข้าหากัน ส่วนคนดำก็ยอมรับว่าไม่สามารถตั้งสังคมคนดำในสหรัฐอเมริกาได้ และไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาสำเนียงผิวดำเอาไว้


สำหรับตัวอย่างของความล้มเหลวนั้นให้ท่านนึกถึงเชคโกสโลวาเกีย พวกเขาเคยอยู่ร่วมกันและพัฒนาอุตสาหกรรมจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แต่ความพยายามที่จะไปเน้นความแตกต่างในแต่ละกลุ่ม และไม่ลดลาวาศอกในเรื่องศาสนา มันจึงแตกเป็นเสี่ยงๆ ต้องฆ่ากันตายเป็นเบือ


เลิกเถอะครับ เลิกยกเอาความแปลกแยกแตกต่างมาเป็นเงื่อนใขในการเจรจาปรองดองกัน เราเป็นคนไทย ต้องใช้กฎหมายไทย ใครฆ่าคนไทยด้วยกันต้องถูกปราบปราม และทุกคนต้องช่วยกันปราบปราม ซึ่งผมรู้สึกว่าคนไต้เขาก็คิดแบบนี้อยู่แล้ว มันมีแค่คนในกรุงนี่เท่านั้นที่พยายามพูดให้มันแตกแยก(เพื่อหวังจะได้เป็นใหญ่ขึ้นมาในบ้านในเมืองนี้?)


...............

09 สค.48 .... หลงป่า


วันนี้มีบทความเรื่อง หลงป่า ของ ดร.นิเวศน์ ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งอ่านแล้วได้ข้อคิดที่ดี คือท่านบอกว่า เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา เรามีข่าวเรื่องรัฐบาลจะทำเมกะโปรเจ็ก ผู้วิเคราะห์ก็เลยแนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งมาถึงตอนนี้ต่างขาดทุนกันไปมากมาย เพราะหุ้นกลุ่มนี้ลงเอาๆ ท่านบอกว่าข้อผิดพลาดของผู้วิเคราะห์คือ ลืมดูไปว่า งานรับเหมาก่อสร้างนี้มีคนพร้อมที่จะกระโจนลงมาแข่งขันมากมาย ท่านบอกอีกว่า มันไม่เหมือนกับกลุ่มขายมือถือ เพราะเวลาคนหันมาสนใจซื้อมือถือนั้น มันไม่มีใครเข้ามาแย่งขายได้


ครับ, ก็ดูมีเหตุผลดี


แต่ผมคิดว่า พวกนี้หลงป่ากันหมดทุกคน เหตุผลคือ การวิเคราะห์โดยใช้แค่เหตุและผล(Logical reasoning)อย่างนี้มันเป็นโมเดลที่หยาบ มันไม่สามารถทำนายได้ถูกต้อง สิ่งที่มันขาดไปก็คือ 1) แฟคเตอร์ของเวลา และ 2)ไม่มีข้อมูลย้อนหลังที่จะใช้ยืนยันความถูกต้องของเหตุและผลที่นำมาอ้าง


จริงๆแล้ว การวิเคราะห์นั้นต้องเริ่มจากการสร้างโมเดลที่ใกล้เคียงความจริงเสียก่อน โมเดลต้องมีข้อมูลย้อนหลังอย่างเพียงพอที่จะบอกว่าตัวแปรใด ขึ้นกับตัวแปรใดบ้าง และแรงผลักดันเหล่านี้ต้องบอกทั้งทิศทางและขนาดได้ เราจะคิดแค่ว่า มีโปรเจ็กแล้วบริษัทรับเหมาจะรวย นั้นไม่ได้ เราต้องแยกประเภทของบริษัท เราต้องประเมินทุกโครงการ เราต้องดูว่าใครมีโอกาสได้โปรเจ็กใหน แต่ละโปรเจ็กจะเปิดประมูลเมื่อใหร่ บริษัทต้องใช้เวลาเตรียมการเท่าใหร่ เคื่องมือกลที่ต้องเช่ามาใช้นั้นใครจะได้ก่อน ใครจะอดใช้....ฯลฯ ทุกขั้นตอนมันมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง


ครับ, จริงๆแล้ว การวิเคราะห์โดยสร้างโมเดลนี้มันยุ่งยากและซับซ้อนเกินความสามารถของนักวิเคราะห์ที่เรามีอยู่ นี่ไม่ได้ดูถูกกันนะครับ จบปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มันก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะการสร้างโมเดลในปัจจุบันมันต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และที่มันยากมากๆก็คือ ผลของแต่ละขั้นตอน เช่นการเปิดประมูลนั้นมันขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้เข้าประมูล ถ้าไปแข่งราคากันมันก็ตายทั้งกลุ่มได้ แต่ถ้าฮั้วกันได้ มันก็รวยกันอื้อซ่า


ครับ, การทำนายเหตุการณ์โดยใช้ Logical reasoning นี้มันใช้ไม่ได้ครับ


และที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าวิธีการอันนี้มันหลงทิศได้ง่ายก็คือ ท่านดร.นิเวศน์ บอกว่านักวิเคราะห์ลืมคิดถึงบริษัทที่จะเข้ามาแข่งขัน คำทำนายจึงผิด แต่ผมอยากถามว่า มาจนถึงวันนี้มีการเปิดประมูลเมกะโปรเจ็กอันใหนบ้าง? มันยังไม่มีการดำเนินการใดๆเลย แต่หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมันตกไปแล้ว นักลงทุนมันเจ้งกันไปแล้ว มันเจ้งเพราะเรื่องอื่นครับ มันไม่ใช่เพราะมีบริษัทอื่นเข้ามาแย่งงาน


หลงป่ากันหมดครับ


.........................

18 สค.48 ..... ธุรกิจการผลักภาระความเสี่ยง


เรื่องนี้ผมอยากจะพูดมาหลายวันแล้ว แต่ไม่อยากจะถูกกล่าวหาว่าไปทำลายธุรกิจของผู้อื่น ผมจึงรอให้ผ่านพ้นช่วงของการจองซื้อหน่วยลงทุนเสียก่อน เมื่อผ่านไปแล้วก็จะไม่มีผลอันใด


ครับ, ที่ผมจะพูดถึงก็คือกองทุนอสังหา และอาจรวมถึงบริษัทที่จะเข้ามาในตลาดอีกมากมายในอนาคต แต่กองทุนอสังหาดูจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด


บริษัทประเภททำห้างสรรพสินค้านั้นส่วนมากเช่าที่เขามาทำ สัญญามักจะยาวเป็น 100 ปี ตัวเองนั้นลงทุนแค่ก่อสร้างอาคาร แล้วก็มาจัดแบ่งเนื้อที่ให้คนเขาเช่า ซึ่งอาจต้องต่อสัญญากันทุกปี ผู้มาเช่าพื้นที่ก็จะเอาสินค้ามาวางขาย แต่ไม่ได้เก็บเงินเอง เพราะวิธีนั้นมันไม่มีประสิทธิภาพ ตัวห้างจะเป็นผู้เก็บเงิน แล้วก็เครียร์กันทุกๆวัน หรือทุกๆสัปดาห์ แล้วก็หักค่าเช่าไว้


ครับ, ธุรกิจแบบนี้มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสทำกำไรได้สูง เพราะมันต้องใช้เวลา ความเสี่ยงในด้านเวลาก็คือ เหตุการณ์บ้านเมืองมันอาจเปลี่ยนไปได้มาก แหล่งที่ทำการค้าดีอาจเปลี่ยนที่ การจราจรอาจติดขัดจนคนไม่มา วิธีการซื้อสินค้าของประชาชนอาจเปลี่ยนเป็นอีคอมเมิร์ส...ฯลฯ แต่กิจการแบบนี้ ถ้าเกิดทำเลดีจริง 10 ปีก็คืนทุน ที่เหลือ 90 ปีนั้นเป็นกำไร มันจึงเป็นธุรกิจที่เป็น high risk high return จริงๆ


แล้วเจ้าของเขาคิดกันอย่างไร?


วิธีที่หนึ่งก็คือการเอากิจการเข้าตลาดหุ้น นั่นเป็นการผลักภาระส่วนใหญ่ไปสู่นักลงทุน ตัวเองรับภาระแค่ 20-30 เปอร์เซนต์ของทุนที่ตนถืออยู่


แต่ทำไปๆแล้วก็พบว่า เวลาจะไปเปิดห้างในที่แห่งใหม่มันเพิ่มทุนได้ยาก เงินปันผลมันไม่ชักจูงใจนักลงทุน มันเปรียบเทียบกับการเปิดกองทุนไม่ได้ เขาจึงหันมาสู่แบบที่สอง คือขายห้างให้กองทุนไป แต่ก็ยังรับหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่และการเก็บเงินอยู่ ส่วนทางกองทุนนั้นไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร เพราะเป็นกองทุนปิด ผู้ลงทุนจะไปบังคับให้ซื้อคืนไม่ได้ แต่ก็เปิดประตูเอาไว้ว่า มีธนาคารที่จะรับซื้อหน่วยลงทุนให้ แต่ประตูอันนี้มันไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างเปิดให้ มันดำมืดเพราะไม่รู้ว่าเขาจะรับซื้อในราคาเท่าใด มันจะเป็นไปตามราคาตลาด ความเสี่ยงจึงมาตกที่นักลงทุนเอง


ครับ, เรื่องนี้จริงๆแล้วเป็นหน้าที่ของ ตลาดหลักทรัพย์และ กลต. แต่ท่านนิ่งเฉยเสีย กว่าเรื่องจะแดงก็อาจ 10-20 ปีข้างหน้าโน่น ซึ่งท่านก็คงจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ท่านก็ได้แต่พูดว่า นักลงทุนต้องวิเคราะห์เอาเอง


ครับ, จริงๆแล้วการเปิดกองทุนอสังหาอย่างที่กล่าวมาข้างบน มันก็ไม่แตกต่างจากการเอาบริษัทห้างสรรพสินค้าเข้าตลาด และไม่แตกต่างจากการเอาบริษัทมาปัดฝุ่นแล้วเข้าตลาด เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ทุกเรื่องเป็นการผลักภาระความเสี่ยงมาสู่นักลงทุน ซึ่งจริงๆแล้วต้องดูแลโดยตลาดหลักทรัพย์และ กลต. แต่พวกเขาไม่เคยดูแล การล่มสลายของตลาดในครั้งที่สองนั้นก็มาจากสาเหตุดังกล่าว คือปล่อยให้มีคนตั้งตนเป็นพ่อมดทางการเงิน แล้วซื้อกิจการที่จะล้มอยู่แล้ว มาปัดฝุ่น เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียง แล้วก็บอกว่ามีแบคอัพจากท่านพ่อมด แล้วก็เอาเข้าตลาดหรือเพิ่มทุน นักลงทุนเข้าจองซื้อกันแน่นขนัด เข้าเทรดแล้วก็ทำกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ แต่พอเจ้ง(เพราะกิจการที่แท้จริงมันไม่มีกำไร) ก็ไปกล่าวโทษหลังจากพ่อมดหนีออกนอกประเทศไปแล้ว


ครับ, ขบวนการเพิ่มความยากจนเหล่านี้เมื่อใหร่จะหมดไปเสียที?


ไม่มีวันหมดไปแน่ถ้าท่านรอให้ตลาดหลักทรัพย์และ กลต.ช่วยกลั่นกรอง เพราะพวกเขาได้ผลประโยชน์กันอยู่ ท่านดูต่อไปก็แล้วกัน จะมีกองทุนประเภทนี้เกิดขึ้นอีกแยะ หนทางออกในเรื่องนี้ก็คือ ท่านต้องรู้จักวิเคราะห์กันเอง มันพอจะมีหลักสูตร์สอนกันอยู่บ้าง หรือจะไปหาตำราประเภท risk management มาอ่านดูก็พอได้ แต่ที่ดีที่สุดคือ ให้รู้จักคิดให้ทันคน


ครับ, ในโลกยุคปัจจุบันนี้ การคิดให้ทันคนนั้นสำคัญที่สุด


.....................

19 สค.48 .... ปีนี้หุ้นขึ้น แต่ทำไมจึงขาดทุน


เมื่อวันอังคาร(ที่16 สค.) ดร.นิเวศน์เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันที่ 11 สค. ดัชนีมันขึ้นจาก 668 มาเป็น 682 แต่นักลงทุนกลับบ่นว่าปีนี้เล่นหุ้นยาก และเป็นปีที่เล่นแล้วขาดทุน ท่านจึงคิดว่านักลงทุนของไทยนี่เอาแต่ความรู้สึกมาพูด


ครับ, ท่าน ดร.นิเวศน์นั้นเป็น value investor ท่านก็เลยคิดแบบ value investor หรือคือซื้อแล้วถือไว้นาน ท่านเสียค่าคอมมิชชั่นต่ำมาก 2-3 ปีอาจเสียแค่รอบเดียว หรือประมาณ 0.50 เปอร์เซนต์ ท่านจึงไม่เอาค่าคอมมิชชั่นมาคิด แต่คนไทยส่วนใหญ่นั้นเขาเล่นหุ้นระยะสั้น กว่า 30 เปอร์เซนต์เล่นแบบหักกลบลบหนี้รายวัน ในช่วงเวลา 7 เดือนพวกนี้ซื้อขายกันไปกว่า 154 รอบ จึงโดนค่าคอมมิชชั่นกินไปประมาณ 154*0.50=77 เปอร์เซนต์


ครับ, ผมเชื่อว่านักลงทุนไทยพูดความจริง คือปีนี้เล่นหุ้นแล้วขาดทุน และนี่คือปัญหาใหญ่ของคนไทย มันเป็นปัญหามานมนานแล้ว และเราก็ยังวนเวียนอยู่ในวังวนอันนี้มาโดยตลอด


ครับ, วันนี้ผมขอพูดไว้สั้นๆอย่างนี้แหละ เพราะพูดสั้นมันน่าจะเข้าใจได้ง่าย


อย่าเล่นแบบรายวันเลยครับ มันมีแต่เจ้งกับเจ้ง ดัชนีขึ้นก็ยังเจ้ง มันต้องขึ้นพรวดๆเหมือนปี 2546 จึงจะมีกำไร ซึ่งในรอบ 10-13 ปีจะมีได้แค่ครั้งเดียว


...............

20 สค.48 .... ตลาดสั่งให้ปลดประชัย


พวกเราคงได้อ่านข่าวเรื่องที่รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ได้มีหนังสือถึงผู้บริหารของบจ.ทีพีไอ โดยสั่งให้ดำเนินการปลดคุณประชัยออกจากการเป็นผู้บริหารภายใน 60วันไปแล้ว เรื่องนี้ผมอ่านดูแล้วรู้สึกแปลก มันแปลกหลายอย่าง ซึ่งน่าจะเอามาคุยกัน


แปลกในข้อที่หนึ่งคือ ทำไมตลาดหลักทรัพย์ไม่เป็นผู้ปลดเสียเอง การมีหนังสือไปแจ้งให้เขาปลดกันเองนั้นมันไม่น่าจะได้ผล เพราะผู้ที่ถูกปลดนั้นเป็นผู้บริหารสูงสุด เขาจะเชิญประชุมเพื่อปลดตนเองไปทำไม มันผลประโยชน์ของเขา เรื่องนี้มันเป็นไปได้ว่า ตามกฎหมายแล้วตลาดหลักทรัพย์ไม่มีอำนาจจะไปปลดใครได้ ซึ่งเป็นช่องโหว่ของกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ควรจะขอแก้ใขกฎหมายเสียนานแล้ว แต่มันก็เป็นไปได้ว่า ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่อยากได้อำนาจอันนั้น เพราะถ้าไปปลดสุ่มสี่สุ่มห้าก็อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะคำกล่าวโทษของ กลต.นั้นอาจไม่มีมูล หรืออาจเอาผิดเขาไม่ได้ ถ้าศาลยกฟ้อง หรือกลต.แพ้คดี มันต้องโดนฟ้องกลับแน่ๆ


แปลกในข้อที่สองคือ ทำไมต้องให้เวลาถึง 60 วัน ถ้าผู้บริหารนั้นถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินของบริษัท มันต้องถูกพักงานในทันที ถ้าปล่อยให้นั่งบริหารอยู่อีก 60 วัน เขาก็ทำลายหลักฐานจนหมดสิ้น เจ้า 60วันนี้มันไปอยู่ในกฎหมายได้ยังไง มันเป็นไปได้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้วางช่องโหว่เอาไว้เอง คือไม่อยากสั่งปลดด้วยตนเอง จึงใช้วิธีมีหนังสือไปให้บริษัทปลดกันเอง ซึ่งการปลดผู้บริหารระดับสูงสุดนั้นมันมักจะมีอยู่ในบริคณห์สนธิว่าต้องประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 30 วัน และถ้าผู้มาประชุมไม่ครบองค์ประชุมก็ต้องนัดใหม่ภายในเวลา 15-30 วัน


แปลกในข้อที่สามคือ ตลาดหลักทรัพย์ไปออกระเบียบนี้ได้ยังไง คือถ้าผู้บริหารทำผิด แล้วไม่ถูกปลดก็ให้ปลดบริษัทนั้นออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน การถูกปลดออกจากตลาดนั้นมันเป็นการทำโทษผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะผู้บริหารนั้นมักจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถึงแม้จะถือไว้ต่ำกว่าครึ่ง แต่ก็เป็นเสียงใหญ่ในที่ประชุม ผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้นไม่ค่อยไปประชุม และถึงจะไปประชุมก็ไม่สามารถรวมตัวกันได้ เมื่อออกจากตลาดไปแล้วผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จะกดราคาได้ ระเบียบนี้จึงเปิดช่องให้ผู้บริหารยึดบริษัทคืนไปในราคาถูกๆได้ แค่ออกไปพูดว่าราคาหุ้นควรจะเป็นเท่าโน้นเท่านี้ ก็ถูกกล่าวโทษโดย กลต.แล้ว แล้วก็ดื้อแพ่งไม่ยอมลาออกจากการเป็นผู้บริหาร แล้วค่อยไปตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นในราคาต่ำๆ


ครับ, นับเป็นระเบียบที่แปลกประหลาดและพิศดารมาก คนทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่กลับไปทำร้ายผู้ถือหุ้นรายย่อย คนกล่าวโทษเป็นกลต. แต่คนทำโทษเป็นตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ไม่กล้าตัดสิน แค่ส่งหนังสือไปให้บริษัทจัดการกันเอง


ครับ, บ้านเมืองนี้มีแต่คนขี้ขลาด ออกกฎหมายชนิดที่ทำให้ตนลอยตัวพ้นความรับผิดชอบ(ถ้าเขาปลดกันเองก็ไปฟ้องเรียกค่าเสียหายกันเอง) แบบนี้อย่ามีกฎหมายดีกว่า ใครอยากตั้งตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ก็ตั้งได้เลยจะดีกว่า ค่าคอมมิชชั่นจะได้ลดลง


....................

24 สค.48 .... ผลเสียของการดูทีวี


คนไทยนั้นคิดว่าการดูทีวีจะช่วยให้ลูกหลานฉลาดขึ้น แต่ก็ไม่แนะนำให้ดูทีวีไทย เขาหาว่ามีแต่เรื่องน้ำเน่า เขาแนะนำให้ติดจานดาวเทียมเพื่อดูทีวีฝรั่ง เขาบอกว่ามันมีสารคดีมากมาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ให้แก่เด็ก


แต่ท่านทราบใหมว่า ทีวีในต่างประเทศนั้นเขามีคำเตือนว่า อย่าดูทีวีเกินวันละ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนั้นเขาให้ดูน้อยกว่านั้น และห้ามไม่ให้ดูเรื่องของผู้ใหญ่ เขาบอกว่ามันทำให้สุขภาพจิตเสียหายได้


ท่านรู้ใหมว่าทำไมมันจึงเสียหายต่อสุขภาพจิต


เหตุก็คือ เรื่องต่างๆในทีวีนั้นเป็นเรื่องประเภท..เกือบจริง


หนังและละครนั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ซึ่งจะมีการโกหกมดเท็จอยู่มากมาย มันเป็นแค่ความเพ้อฝันของคนแต่งเรื่อง ถ้าท่านดูและคิดตามอย่างจริงจังจะพบว่าหลายๆฉาก หลายๆเหตุการณ์มันไม่น่าจะเกิดขึ้น พวกเขาแต่งให้มันประจวบเหมาะไปหมด ตัวเอกมักจะทำอะไรๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนผู้ร้ายก็เลวสิ้นดี และทำอะไรๆก็ดูจะผิดไปหมด


ข่าวสารที่เป็นรูปภาพนั้นก็มีการคัดเลือกเอาแต่ที่มันสยดสยอง หรือแปลกตาที่สุด อย่างคลื่นซือนามินั้นก็เอาตอนที่คนถูกน้ำพัดจนจมหายไป แต่ไม่มีตอนน้ำพัดขึ้นฝั่งแล้ววิ่งหนีได้มาให้ดู บ้านเรือนที่ยืนอยู่ได้ไม่ใช่ข่าว เวลาถ่ายรูปเขาจะพยายามไม่ให้เห็น มันเป็นการบิดเบือนอย่างจงใจทั้งนั้น


ด้านสารคดีนั้นก็เป็นการตัดต่อเพื่อให้เป็นเรื่องเป็นราวตามที่พวกเขาต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น พวกนี้ชอบไส่ความคิดเห็นของตนเข้าไป ดูอย่างเรื่องของอียิปต์โบราณ มันไส่ความเชื่อของผู้เขียนบทจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นจริง อะไรเป็นเท็จ เรื่องวิวัฒนาการของสัตว์โลกและชีวิตก็เพ้อฝันอย่างสุดๆ


ครับ, มันเสียหายเพราะมนุษย์เรานั้นใช้สมองเพื่อเก็บประสบการณ์ สมองสามารถกรองเป็นสถิติ และบอกให้เรารู้ว่าอะไรมีโอกาสเกิดขึ้นเท่าใด ตัวเลขเหล่านี้เราใช้เพื่อการตัดสินใจ มันต้องแม่นยำและถูกต้อง ซึ่งจะได้มาก็ด้วยการแสวงหาเอง หรือไม่ก็ถ่ายทอดจากผู้รู้ที่แท้จริง เช่นพ่อแม่ ครูอาจารย์ ตำราที่เขียนด้วยความระมัดระวัง ห้องสมุดที่เชื่อถือได้ แต่เมื่อเราหันมาพึ่งทีวีเป็นแหล่งข้อมูล เราก็จะได้ความเท็จมากกว่าความจริง


สำหรับผู้ใหญ่นั้น เขามีพิจารณญาณพอสมควร ซึ่งสามารถแยกออกระหว่างความจริงกับความเว่อของคนเขียนบท แต่ถ้าดูวันละ 4 ชั่วโมงขึ้นไป มันจะทำให้ปวดหัว มันเกิดความบีบคั้นในจิตใจ และเกิดเป็นโรคประสาทได้ คนที่เดินทางไปพักในโรงแรมต่างๆนั้น เมื่อหมดธุรกิจแล้วมักจะนอนดูทีวี โรงแรมในต่างประเทศเขาจึงมีคำเตือนไว้ที่หัวนอนว่าอย่าดูทีวีมาก เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของผู้บริหารโรงแรม มันเกิดเพราะมีกรณีศึกษา เขาพบว่าคนดูทีวีวันละ 4 ชั่วโมงขึ้นไปนั้นเป็นโรคประสาทได้


สำหรับเด็กนั้น มันเป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายได้ง่ายมาก เด็กขาดประสบการณ์ที่จะแยกความจริงกับความโกหกของผู้เขียนบท เด็กไทยนั้นเคยเชื่อว่าเป็นตัวการ์ตูนที่บินได้ แล้วก็กระโดดจากตึกลงมาตาย เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราปล่อยให้เด็กดูทีวีโดยไม่มีการควบคุมหรือให้คำแนะนำจากผู้ใหญ่


สำหรับนักลงทุนในหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วติดตามข่าวสารจากทีวี ผมก็อยากจะให้ท่านคิดดูว่า ข่าวด้านเศรษฐกิจและการเงินของเรามันซื่อตรงและแม่นยำแค่ใหน มันเข้าลักษณะเป็นเรื่องเกือบจริงหรือเปล่า อย่างเมื่อสองสามวันก่อนก็มีคนมาบอกว่า ได้พูดคุยกับฝรั่งที่ดูแลกองทุนต่างประเทศแล้ว พวกเขาบอกว่าตอนนี้ฝรั่งเข้าซื้อจริง ส่วนผู้ประกาศข่าวของทีวีช่องหนึ่งก็ออกมาบอกว่า จีนจะซื้อหุ้นไทย....แต่ความจริงก็คือ คนเหล่านี้ออกจากที่ทำงานก็ติดอยู่บนถนนเป็นชั่วโมงๆ ถึงบ้านก็เข้านอนจนไม่มีเวลาดูแลลูก เช้าตื่นนอนก็ต้องรีบล้างหน้าไปทำงาน ถึงที่ทำงาน 8.30 มีเวลาดูข่าวต่างประเทศแค่ 30 นาที แล้วก็ต้องออกไปประกาศข่าว อย่างนี้หรือที่จะมีเวลาไปคุยกับผู้จัดการกองทุนของฝรั่ง?


จะหาความจริงในเรื่องหุ้น ท่านต้องศึกษาด้วยตนเองนะครับ


...................

27 สค.48 .... อนาคตของตลาดหลักทรัพย์ไทย


ในที่สุดคุณกิตติรัตน์ก็ได้นั่งเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และได้ต่อถึง 2 ปี ทั้งนี้โดยมีเหตุผลว่า เป็นผู้ที่สามารถทำให้มาร์เก็ตแคปเพิ่มจาก 1.7 ล้านล้านบาท ไปเป็น 4.7 ล้านล้านบาท


ผมฟังดูแล้วแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารตลาดเขายังไม่รู้เลยว่า หุ้นนั้นมันมีการขึ้นลงเป็นไซเกิล คุณกิตติรัตน์เข้ามาถูกจังหวะ มันพอดีเป็นขาขึ้นของไซเกิล ราคาหุ้นก็เลยขึ้นไป 3 เท่าตัว เจ้ามาร์เก็ตแคปมันก็เลยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย มันไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริง


อันที่จริงผมอยากจะให้ต่ออายุไปสัก 5 ปีเลย แล้วเราจะได้เห็นผลงานที่แท้จริง เพราะหุ้นมันจะขึ้นไปอีก 2 ปี แล้วหลังจากนั้นมันก็จะรูดลงมา เมื่อถึงตอนนั้นจะได้รู้ว่ามาร์เก็ตแคปเพิ่มเพราะอะไรกันแน่


ครับ, เมืองไทยนั้นจริงๆแล้วเป็นประเทศเล็กในแง่ของระบบการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ไทยที่บอกว่าขยายไปถึง 4.7 ล้านล้านบาทนั้นเทียบกับฝรั่งเขาไม่ได้เลย แต่เราก็พยายามเปิดให้เขามาลงทุน แล้วก็พอใจมากเมื่อฝรั่งเอาเศษเงินเข้ามาโยนให้ และหลงคิดว่ามาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสิ่งดี เรื่องนี้ผมอยากให้พวกเราคิดให้ดีๆ ผมจะอธิบายให้ฟัง


เมืองไทยนั้นมีผลผลิตโดยรวมแค่ปีละ 5 ล้านล้านบาท จากตรงนี้เราคิดย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าทรัพย์สินและแรงงานทั้งหมดก็น่าจะมีค่าแค่ 50 ล้านล้านบาท ซึ่งมันน้อยกว่าค่าจริงนับร้อยเท่า เช่นที่ดินที่เรามีอยู่นั้นมันน่าจะมีค่าที่แท้จริงกว่า 5,000 ล้านล้านบาท แต่เราใช้อย่างไม่คุ้มค่า แรงงานไทยก็เช่นกัน เราควรมีรายได้เดือนละ 200,000 บาท แต่เราจ่ายกันจริงๆแค่ 8,000 บาท ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราบริหารกันไม่เป็น


ครับ, สิ่งที่ฝรั่งและต่างชาติเขามองจ้องอยู่ก็คือทรัพยากรราคาถูก 2 ชนิดดังกล่าว เขาอยากได้ที่ดินของเรา และอยากใช้แรงงานราคาถูกของเรา แต่กฎหมายมันปิดกั้นเอาไว้ ทางออกของพวกเขาก็คือ เข้ามาเป็นเจ้าของผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ไทย จุดนี้เป็นจุดโหว่อันหนึ่ง คือถึงแม้ว่าเราจะบังคับว่าต่างชาติจะถือหุ้นเกิน 25 เปอร์เซนต์ไม่ได้ แต่เราก็มีข้อผ่อนผัน คือถ้าถือเกิน ส่วนเกินจะไม่มีสิทธิ์ในการโหวต ซึ่งในปัจจุบันเราก็เห็นแล้วว่า ไม่สามารถปิดกั้นการโหวตของเขาได้ เจ้า 25 เปอร์เซนต์ ที่เขามีอยู่นั้นมันมากพอที่จะบังคับทิศทางของบริษัทได้


ครับ, ตอนนี้ท่านลองหันไปมองดูสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติดู เขาได้เพิ่มสัดส่วนขึ้นมาจนเกือบถึง 35 เปอร์เซนต์แล้ว แต่เขาถือหุ้นของบางบริษัทเท่านั้น นั่นหมายความว่าในบริษัทที่เขาถือหุ้นนั้นมันอาจเกินครึ่งไปแล้วก็ได้ แต่เขาไม่ได้ถือไว้ในชื่อของคนๆเดียว มันจึงไม่ผิดกฎหมาย(ดูกรณีของบริษัทเดลล์ที่พยายามเข้าเทคโอเวอร์บริษัท SAICO เป็นตัวอย่าง หรือจะดูกองทุนอสังหา CPN ก็ได้ ผู้จองหน่วยลงทุนส่วนใหญ่เป็นกองทุนต่างชาติ)


เอ้อ, ผมลืมบอกไปว่า การที่ต่างชาติเขาถือหุ้นในตลาดหุ้นไทยได้มากขึ้นก็เพราะเขารู้ว่าหุ้นนั้นมันขึ้นลงเป็นไซเกิล ยามที่หุ้นมันลง เขาก็เอาเศษเงินของเขาเข้ามาซื้อ เงินนิดเดียวซื้อหุ้นได้เป็นกอบเป็นกำ ยามที่หุ้นราคาขึ้น เขาขายออกมานิดเดียว ทั้งนี้เพื่อเอาไปจ่ายปันผลให้ผู้ถือกองทุนของเขา สัดส่วนการถือหุ้นของเขาจึงเพิ่มขึ้นทุกปี


ครับ, ความพยายามที่จะเอาทุกอย่างมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็คือความพยายามที่จะขายประเทศไทยให้แก่ต่างชาติ ต่างชาติได้รุกคืบเข้ามาอย่างเงียบๆ แค่ 28 ปีเขาได้เป็นเจ้าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ถึง 35 เปอร์เซนต์แล้ว ไม่ช้าเราก็เป็นทาสของเขา


เมื่อใหร่ผู้บริหารของไทยจึงจะเห็นความจริงเหล่านี้เสียที? การต่ออายุคุณกิตติรัตน์ในครั้งนี้ นับเป็นการส่งเสริมที่ผิดทาง เพราะกลับไปเน้นการขายประเทศให้ต่างชาติเขา


..............

30 สค.48 ..... ปัญหาของทีวี(อีกครั้งหนึ่ง)


วันนี้คุณ พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์ เขียนไว้ในเรื่อง สงครามพรีเซ็นเตอร์ (ในกรุงเทพธุรกิจ เซคชั่น จุดประกาย) ว่า ...หนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกาศข่าวคือ ความน่าเชื่อถือ แต่เมื่อหันมามองในรายการข่าวทุกวันนี้ดูเหมือนสิ่งนี้ได้ลดน้อยลงไป จนสร้างความสับสนให้กับสังคมว่า คนที่อยู่บนจอทีวี ทำท่ารายงาน วิเคราะห์ และบอกเล่าข่าวนั้นเป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์...


ครับ, คุณ พิษณุรักษ์บอกว่า นักข่าวนั้นมีหน้าที่ไปเก็บข่าวมาแล้วเลือกว่าเรื่องใดสมควรจะนำมาเสนอ เขาต้องใช้ความรู้ในเรื่องอื่นๆมาประกอบ เขาต้องวิเคราะห์ และเห็นประโยชน์แล้วจึงนำมาเสนอ ในการเสนอข่าวก็ต้องจัดถ้อยคำให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้วจึงเอามาพูด ทุกเรื่องต้องเป็นความจริง คนเขาจึงจะเชื่อถือ ความเชื่อถือเป็นหัวใจของระบบ ผู้ชมจะไม่ต้องมาเสียเวลาสงสัยและสอบถามกันใหม่ นี่คือระบบผู้เชี่ยวชาญ คือใครมีความสามารถทางใดเราก็ให้เขาทำเรื่องนั้นๆ และเราจะเชื่อตามได้เลย


ครับ, เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำว่า ทีวีในปัจจุบันนี้มันทำให้สังคมเสียหายได้ ผมได้เฝ้าดูทีวีอยู่ช่องหนึ่ง ที่อยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าจะปรับปรุงตัวให้ทันสมัย พร้อมกันนั้นก็เอาหุ้นเข้าตลาด ซึ่งมีคนตอบรับสูงมาก มีคนจองกว่า 10 เท่า แต่หลังจากที่ดำเนินมา 1 ปี ผมก็พบว่า ข่าวด้านเศรษฐกิจการเงินการลงทุนนั้นไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าช่องอื่นๆ ในเรื่องของการแนะนำในการลงทุนก็ย่ำแนวเดิม คือเชิญนักวิเคราะห์หุ้นหน้าเก่าๆมาออกรายการ แล้วก็พูดผิดพูดถูกอย่างเดิม และที่แย่ยิ่งกว่าเก่าก็คือ ตัววิ่งที่บอกราคาหุ้นนั้นย่ำอยู่กับที่เป็นเวลานานๆอยู่บ่อยๆ หรือคือ ระบบมันขาดการติดต่อกับตลาดหลักทรัพย์แล้วไม่มีใครดูแล


ครับ, คุณภาพของนักข่าว และคุณภาพของผู้ให้ข่าว นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุคข้อมูลข่าวสาร การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีความสำคัญต่อประเทศ ทรัพยากรของชาติกว่า 10 เปอร์เซนต์มาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนต้องการข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง แต่ถ้ามันยังย่ำอยู่กับที่อย่างนี้ เราก็ถูกต่างชาติเข้ามาโกยเอาไปเรื่อยๆ ไม่ช้าเลือดของเราก็หมด


จริงๆแล้ว การลงทุนในหุ้นและตลาดการเงินนั้นมันมีมากมายหลายวิธี และมีการค้นคว้าวิจัยใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เสมอ สถานีโทรทัศน์ต้องติดตาม แล้วไปเชิญเขามาออกรายการ ผมนั้นเคยไปออกรายการให้บางสถานี แต่ไปแล้วไม่ประทับใจ ประการแรกคือ เขาไปคิดว่านักวิชาการนั้นต้องการได้ออกทีวี เขาจึงไม่จ่ายค่าตอบแทนใดๆ เขาไม่ได้คิดเลยว่า การแต่งตัวแล้วขับรถมาออกทีวีนั้นมันมีค่าใช้จ่าย ค่าเสื่อมราคารถ ค่าน้ำมัน ค่าคนขับรถ...มันรวมแล้วครั้งละไม่ต่ำกว่า 3000 บาท ออกไปแล้วจะถูกด่าหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ชื่อเสียงที่สะสมมาอาจพังไปเลยก็เป็นได้


ที่ไม่ประทับใจในอันดับสองก็คือ ห้องถ่ายทำ ห้องตัดต่อ ห้องควบคุมฯลฯมันดูรกและเลอะเทอะอย่างไม่น่าเชื่อ ตู้เย็นมีน้ำใหลลงมานองพื้นห้อง พนักงานที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์และกล้องโทรทัศน์อาจถูกไฟช็อตตายได้ง่ายๆ สายไฟในห้องถ่ายนั้นมีนับพันๆเส้น มันวางก่ายกันเกะกะอย่างไม่น่าเชื่อ


ที่ไม่ประทับใจในอันดับสามก็คือ แทนที่จะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาพูดถึงเทคนิคอันใดอันหนึ่งโดยฉะเพาะ(จะได้ฟังอย่างกระจ่างแจ้ง) เขากลับไปเชิญมาหลายๆคน แล้วก็พูดกันคนละนิดคนละน้อย พูดแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น พูดจบแล้วไม่รู้ว่าได้อะไรไป ผลอย่างมากก็แค่ว่า ผู้จัดรายการได้ค่าโฆษณาไปเข้ากระเป๋า


ครับ, ผมเห็นด้วยกับคุณพิษณุรักษ์ว่า ทีวีตอนนี้มีแต่สงครามของพรีเซ็นเตอร์ มันฉาบฉวย และมีแค่ความสนุกและสะใจเท่านั้น มันหาความเชี่ยวชาญหรือชำนาญการไม่ได้

.................

31 สค.48 .... High Risk/High Return จริงหรือ?


ในช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา ผมเปิดทีวีแล้วเจอกับรายการด้านการเงินการลงทุนถึง 3 ครั้ง แต่เป็นรายการเดียวกัน เขาเอามาออกซ้ำให้ดูในช่องต่างๆ และต่างเวลากัน ในรายการนี้เขาเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้น ด้านกองทุนรวม และด้านกองทุนตราสารหนี้มาคุยกัน ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมเนียมไทย คือต่างคนต่างก็พยายามพูดเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งๆที่ธุรกิจ 3 ด้านนี้มันฟัดกันอยู่นัวเนีย จุดร่วมที่พวกเขาวนพูดซ้ำๆก็คือ หุ้นนั้นมัน high risk high return ส่วนกองทุนรวมนั้นความเสี่ยงน้อยลงแต่ผลตอบแทนก็น้อยลงเช่นกัน และตราสารหนี้นั้นบางอย่างเสี่ยงสูง บางอย่างเสี่ยงต่ำมาก แต่ผลตอบแทนก็จะผันแปรตามไป


ครับ, ที่เขาเอามาพูดกันนั้นมันเป็นไปตามทฤษฎี ซึ่งมีสอนกันในต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามนั้นเป็นนักเรียนนอก จึงมีความรู้เหล่านี้อยู่ในสมอง แต่ผมอยากถามว่า ทฤษฎีพวกนั้นมันเป็นจริงต่อประเทศไทยหรือเปล่า พวกเขาเคยเช็คความถูกต้องบ้างหรือเปล่า?


มันน่าเศร้านะครับ ที่เรามีผู้เชี่ยวชาญที่รู้ตามทฤษฎีฝรั่งเท่านั้น แล้วเวลามาแสดงความคิดเห็นก็ไม่ได้ใช้ความคิดของตัวเอง เขาเอาแต่การรอมชอม มองดูแล้วมันเหมือนกับการมาร่วมกันหลอกนักลงทุน ใครโชคดีก็ได้ลูกค้าไปเยอะหน่อย ใครโชคร้ายก็ไม่ได้ลูกค้า


ครับ, จริงๆแล้วเมืองไทยเรามันไม่เป็นไปตามทฤษฎีสักเท่าใหร่ ผมจะยกตัวอย่างให้ดู


เอาเรื่องเงินฝากเทียบกับพันธบัตร์รัฐบาลเป็นต้น เงินฝากให้ดอกเบี้ยร้อยละ 1-3 ต่อปี แต่พันธบัตร์รัฐบาลไทยให้ดอกเบี้ยถึงร้อยละ 5.5-6.5 ต่อปี ทั้งๆที่พันธบัตร์นั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าเงินฝาก นักวิชาการอาจแย้งว่าพันธบัตร์นั้นมีระยะเวลาถึง 5-10 ปี แต่พันธบัตร์นั้นถูกบังคับให้ถือไว้เพียง 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็ขายได้ ความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะล้ำหน้าพันธบัตร์ใน 1 ปีนั้นเกือบเป็น 0.0 การที่แบงก์ชาติให้ดอกเบี้ยสูงก็เพราะเขาต้องการดูดซับเงินโดยเร็ว และต้องการช่วยเหลือคนแก่คนเฒ่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยมันจึงไม่เป็นไปตามกฎเกณท์ในตำราฝรั่ง


มาดูระหว่างหุ้นกู้กับพันธบัตร์ก็ได้ ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยเท่าๆกัน ระยะเวลาก็เท่าๆกัน แต่หุ้นกู้นั้นมันเสี่ยงกว่าพันธบัตร์มากมาย แต่หุ้นกู้ก็ยังขายได้ ทั้งนี้เพราะคนไทยนั้นชอบหุ้นมากกว่าเงินฝาก เขามองเห็นว่า หุ้นกู้นั้นเป็นหุ้น แต่พันธบัตร์นั้นเป็นเงินฝาก และหุ้นกู้นั้นซื้อเป็นล๊อตเล็กๆได้


ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ที่คนไทยคิดว่าหุ้นสามัญนั้นมีความเสี่ยงสูงสุด และให้ผลตอบแทนสูงสุด(high risk high return) ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ผมอยากจะอธิบายตรงนี้ให้เข้าใจกันเสียที


high risk high return ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวมีความเสี่ยงสูง มันกลับตรงกันข้าม คือหุ้นแต่ละตัวมีความเสี่ยงต่างกัน ในตลาดที่มีอายุยืนนาน เช่น NYSE นั้น มันมีความเสี่ยงตั้งแต่ใกล้ 0.0 ไปจนถึงใกล้ 1.0 หรือคือ หุ้นบางตัวนั้นซื้อไว้แล้วค่อนข้างเชื่อได้ว่าจะไม่ขาดทุน แต่บางตัวนั้นซื้อไว้แล้วค่อนข้างแน่ใจได้เลยว่าฉิบหาย หุ้นในตลาดที่มีอายุยาวนานและมั่นคงนั้นเขาสามารถจัดอันดับความเสี่ยงได้ หุ้นที่เขาเรียกว่า blue chip นั้นความเสี่ยงเกือบเป็น 0.0 แต่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพียงเล็กน้อย แต่ขณะเดียวกัน เขามีหุ้นบางตัวที่สถานะการณ์ไม่ค่อยดี มันมีปัญหาติดต่อกันมาหลายปี ราคาหุ้นตกต่ำไปเป็นร้อยเท่า โอกาสที่จะล้มละลายมีมาก ใครซื้อไว้ก็ต้องเสี่ยงสูง แต่ถ้าฟื้นตัวได้ก็จะมีกำไรเป็น 10 เท่า หรือ 100 เท่าได้


ครับ, นั่นคือความหมายของคำว่า high risk high return ที่แท้จริง แต่ตลาดหุ้นไทยนั้นมันยังไม่มั่นคงถึงขนาดนั้น เราเพิ่งเปิดมาได้ไม่ถึง 30 ปี หุ้นทุกตัวยังแกว่ง ราคาขึ้นลงสูง ปันผลไม่แน่นอน ถ้าจะให้คำจำกัดความก็ต้องเรียกว่า เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงไม่แน่นอน และให้ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน เรายังไม่มีหน่วยงานที่จะมาประเมินความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัว และก็ไม่สามารถประมาณผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นแต่ละตัวได้


ครับ, ผมจึงสงสัยในความเชี่ยวชาญของคนที่มาออกรายการเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นใจพิธีกร เพราะเขาจัดก็เพื่อให้คนไทยได้มีความรู้ในเรื่องการลงทุน แต่หาคนที่รู้จริงไม่ได้ เราจึงไม่ได้รับความรู้ที่แท้จริงสักที


แต่ตลาดหุ้นไทยนั้นมันก็มีเสน่ห์เป็นของตนเอง คือ ถ้าท่านวิเคราะห์หุ้นแต่ละกลุ่มแต่ละตัวให้ชัดๆ ท่านจะสามารถหาหุ้นประเภทความเสี่ยงเกือบเป็น 0.0 และมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนับสิบเท่าได้ หุ้นไทยจึงเป็นการลงทุนที่ดีกว่าเงินฝาก ดีกว่าพันธบัตร์ ดีกว่าหุ้นกู้ และดีกว่าวิธีอื่นๆเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก


ขอให้สังเกตุว่า ถ้าตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงสูง ต่างชาติก็คงไม่เอาเงินมาลงทุกหรอกนะครับ ตอนนี้เขาโกยกำไรกลับไปบ้านเขาทุกๆวัน เพราะเขารู้จักเลือกหุ้นและเลือกเวลาเข้าออก


..............

03 กย.48 ..... เล่นหุ้นอย่างไรจึงจะลดความเสี่ยงให้เกือบเป็นศูนย์

 

ตำราฝรั่งบอกว่า หุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูง เรื่องนี้เขาคิดจากการเปรียบเทียบระหว่างหุ้นกู้ กับหุ้นสามัญของบริษัทเดียวกัน หุ้นกู้นั้นมีสิทธิ์สูงกว่าหุ้นสามัญ กล่าวคือ ถ้ากิจการเกิดล้มละลายลง เขาจะเคลียร์หนี้อื่นๆให้หมดเสียก่อน เช่นเป็นหนี้แบงก์อยู่ หรือไปกู้เงินบริษัทอื่นมาใช้ก็จะต้องขายทรัพย์สินไปใช้เขาก่อน เมื่อหมดหนี้แล้วเหลือทรัพย์สินอยู่เท่าใดจึงจะมาคืนหนี้หุ้นกู้ และถ้ายังมีเหลืออยู่จึงจะมาแบ่งกันในหมู่ผู้ถือหุ้นสามัญ คนถือหุ้นสามัญจึงมีความเสี่ยง(ที่จะไม่ได้เงินคืน)สูงกว่าผู้ถือหุ้นกู้


ครับ, แต่นั่นเป็นการเปรียบเทียบระหว่างหุ้นกู้กับหุ้นสามัญของบริษัทเดียวกัน มันไม่สามารถใช้เป็นกฎเกณท์ในการเปรียบเทียบระหว่างหุ้นกู้ของบริษัทหนึ่ง กับหุ้นสามัญของอีกบริษัทหนึ่งได้ บริษัทที่ดีนั้นอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าบริษัทอื่นๆ หุ้นสามัญของบริษัทที่ดีจึงอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ของบริษัทอื่นได้ และมันก็มักจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วย ทั้งนี้เพราะบริษัทที่ไม่ค่อยมั่นคงนั้นมักจะมีปัญหาในการเพิ่มทุน เขาจึงออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้มาดึงเงินไปใช้หมุนเวียน เขาดึงได้ด้วยการสัญญาที่จะจ่ายปันผลในอัตราสูงๆ ใครอยากได้ผลตอบแทนสูงก็ต้องเสี่ยงเอา ดูตัวอย่างเช่นตอนที่เกิดวิกฤตในปี 2540 นั้น หลายธนาคารต้องออกตราสารหนี้หลายอย่าง(สลิป และแคป) ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาเงินหมุนเวียนไม่พอจ่าย ซึ่งพวกเราก็รู้ดีว่ามีความเสี่ยงสูง มันเสี่ยงกว่าถือหุ้นปูนซีเมนต์เป็นต้น


ทีนี้ก็มาดูกันว่า บจ.แบบใหนที่มีความเสี่ยงต่ำจนเกือบเป็น 0.0?


ความเสี่ยงที่เราพูดกันในขณะนี้ก็คือ การล้มละลาย เรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า บจ.จำนวนไม่น้อยต้องออกจากตลาดไปเพราะเจ้ง และมันดูน่ากลัวพอสมควร ในช่วงเวลา 28 ปีที่ผ่านมามีบจ.เจ้งไปกว่าครึ่ง ดังนั้นเราจึงต้องเลือกให้ดี ในสายตาของผม บจ.ที่มีความเสี่ยงต่ำนั้นมีไม่ถึง 20 บริษัท มันจะได้แก่ ธนาคารขนาดใหญ่ โบรกเกอร์ขนาดใหญ่ ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ ผู้ทำธุรกิจสื่อสารและมือถือขนาดใหญ่ และรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปมาเป็นบจ.แล้ว ความเสี่ยงประเภทนี้จะลดลงเมื่อเราถือหุ้นเอาไว้ในระยะที่สั้นลง มันจะมีค่าเกือบเป็น 0.0 เมื่อเราถือไว้ไม่เกิน 10 ปี บจ.อื่นๆนั้นมีโอกาสเจ้งได้ใน 10 ปี นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากในตำราฝรั่ง ดังนั้น การเล่นหุ้นไทยจะต้องถือไม่เกิน 10 ปี และควรทบทวนความเสี่ยงด้านนี้ทุกๆปี


อนึ่ง, ควรสังเกตุว่า กลุ่มธุรกิจที่มั่นคงสำหรับเมืองไทยนั้นมีน้อยมาก บ้านเรามีธุรกิจที่ดีเพียงไม่กี่อย่าง ธุรกิจมันไม่กว้างขวางเท่าประเทศที่เจริญแล้ว และเราขาดประสบการณ์ ตำราฝรั่งจึงใช้กับเมืองไทยไม่ได้


แต่ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นนั้นมีอีกอย่างหนึ่ง คือ ซื้อมาแล้วราคามันใหลลงไป ซึ่งทำให้เราขาดทุนใด้ เรื่องนี้คนไทยไม่รู้วิธีป้องกัน เราไปคิดว่ามันเป็นเรื่องของความเสี่ยงที่เราต้องแบกรับ เราทำได้แค่คัดลอส แล้วก็กลับเข้าไปเสี่ยงดวงกันใหม่ คนที่เล่นหุ้นแบบเสี่ยงดวงนั้นมีอัตราเสี่ยงที่จะขาดทุนถึง 0.50 หรือคือ เล่น 100 ครั้ง จะขาดทุนโดยเฉลี่ยถึง 50 ครั้ง


ครับ, ความเสี่ยงที่ซื้อมาแล้วราคาลดลงนั้นมันบีบให้ใกล้ 0.0 ได้ ฝรั่งเขามีวิธีการเยอะแยะ แต่มักจะไม่เหมาะกับหุ้นไทย ทั้งนี้เพราะตลาดของเรายังใหม่ และมีความผันผวนสูง เรื่องนี้จะเอาไว้อธิบายในวันหลัง


วันนี้ขอย้ำไว้ว่า อย่าเล่นหุ้นของบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นขนาดเล็ก และที่มีคนปั่นราคาอยู่ และอย่าฟังพวกผู้จัดการกองทุน เพราะเขาพูดถึงแค่ความเสี่ยงจากการล้มละลาย มันให้ภาพที่ไม่ครบถ้วน


...............

05 กย.48 .... ลดความเสี่ยงให้ใกล้0.0(ตอนที่2)


ก่อนที่จะพูดถึงความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงของราคา ผมอยากจะให้ข้อสังเกตุอย่างหนึ่ง คือ ผู้จัดการกองทุนทั้งหลายนั้นโจมตีว่าหุ้นสามัญมีความเสี่ยงสูงที่สุด และพยายามชักจูงใจนักลงทุนให้ขายหุ้นแล้วไปซื้อหน่วยลงทุน แต่พวกเขาไม่เคยบอกว่าซื้อกองทุนนั้นมันเสี่ยงขนาดใหน ในความเป็นจริงแล้ว หน่วยลงทุนก็เหมือนกับหุ้นสามัญ ดังนั้นความเสี่ยงในเรื่องการล้มละลายนั้นก็ต้องมีอยู่ ซึ่งต้องดูที่คน และฝีมือในการบริหาร ผมนั้นเชื่อว่าบจ.ใหญ่ๆนั้นมั่นคงกว่าเยอะเลย เพราะเขามีผู้บริหารเป็นสิบๆคน และมีพนักงานเป็นร้อยเป็นพันคน เขามีประสบการณ์ มันไม่เหมือนกับกองทุน ซึ่งแต่ละกองจะมีนักเรียนนอกแค่ 1-2 คนดูแล และไม่มีประสบการณ์เสียด้วย ตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นั้นกองทุนเจ้งไปเยอะกว่าบจ.


โอเค, เรามาดูความเสี่ยงในเรื่องซื้อมาแล้วราคาลดลงกันเสียที


ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร์ หรือหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ หรือตราสารหนี้ หรือเงินฝากธนาคาร ทุกอย่างมีโอกาสที่จะมีราคาลดลงทั้งนั้น พันธบัตร์ หุ้นกู้ ตราสารหนี้ จะมีราคาลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เงินฝากจะมีค่าลดลงเมื่อเกิดเงินเฟ้อ ส่วนหุ้นสามัญนั้นราคาขึ้นลงตามตลาด ทุกอย่างเมื่อเราซื้อมาโดยไม่ดูจังหวะหรือดูข้อมูลใดๆจะมีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงเป็น 0.50 หรือคือ โอกาสที่จะขาดทุนหรือจะกำไรมันเป็น 50 ต่อ 50 ดังนั้นมันจึงไม่มีความหมายที่จะมาเปรียบเทียบกัน มันจะต่างกันที่ขอบเขตของการเปลี่ยนแปลง คือ พันธบัตร์นั้นจะมีราคาเปลี่ยนแปลงน้อย (1-2%ใน1ปี) หุ้นกู้และตราสารหนี้จะเปลี่ยนแปลงได้กว้างกว่า(1-10%ใน1ปี) ส่วนหุ้นสามัญนั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก(1-100%ใน1ปี) ถ้าเราลงทุนซื้อแล้วถือไว้ยาวๆ เช่นถือไว้ 10 ปี การถือหุ้นจะมีโอกาสขาดทุนสูงๆได้


แต่...การลงทุนต่างๆเหล่านี้เรามีโอกาสศึกษาข้อมูล และเลือกจังหวะของการเข้าซื้อและขายออกได้ มันจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ลงทุน ข้อเสียของหุ้นสามัญก็คือ มันทำนายได้ยากว่าราคาจะขึ้นหรือลง เจ้าพันธบัตร์ หุ้นกู้ ตราสารหนี้นั้นราคาจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งเดาได้ง่าย


ครับ, หลายๆคนรู้ดีว่า ถ้าเราถือหุ้นเอาไว้เป็นระยะสั้นๆ เช่น 1-10 วัน โอกาสที่บริษัทนั้นจะเจ้งในช่วงเวลานั้นจะใกล้ 0.0 และการแกว่งตัวของราคาก็จะแคบลง เช่น โอกาสที่จะขาดทุนถึง 20% นั้นจะน้อยมาก หรือคือเข้าใกล้ 0.0 เช่นกัน ราคามันอาจแกว่งตัวแค่ บวกหรือลบ 5% เท่านั้น ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่พวกเขาทนได้ ดังนั้นนักลงทุนจำนวนมากจึงชอบเล่นหุ้นระยะสั้น พวกเขาเดาเอาว่าหุ้นตัวใหนจะขึ้น แล้วก็ซื้อไว้ แล้วถือไว้แค่ไม่เกิน 10 วัน ถ้าขาดทุนก็ขายไป ถ้ามีกำไรก็อาจถือต่อ ถือจนเมื่อคิดว่าราคาจะไม่ขึ้นอีกแล้วก็ขายออกไป พวกเขาเชื่อว่า โอกาสที่จะขาดทุนมันเท่ากับโอกาสกำไร แต่เวลาขาดทุนนั้นเขาหนีออกเสียก่อนได้ ดังนั้น เล่นไปหลายๆรอบก็จะมีกำไร


ครับ, เล่นแบบนี้ในตอนแรกๆอาจมีกำไร เพราะมันฟลุ๊กได้ แต่เมื่อเล่นไปสัก 10-15 ปีก็จะขาดทุนเกือบทุกคน ทั้งนี้เพราะทุกรอบจะต้องเสียค่าคอมมิชชั่น


เมื่อทดลองด้วยตนเองแล้วขาดทุน คนไทยก็ไปค้นตำราฝรั่ง แล้วก็ได้วิธีการแบบต่างๆมาใช้ เช่น ถ้าเราศึกษาบจ.ต่างๆให้ดี เราสามารถจะบอกได้ว่าราคาที่เหมาะสม(fair value)ควรเป็นเท่าใด เช่น เอากำไรต่อหุ้นต่อปี คูณด้วย 15 แล้วบอกว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ถ้าราคาในปัจจุบันมันต่ำกว่านี้ เขาก็บอกว่าควรซื้อแล้วถือไว้ เมื่อใหร่ที่ราคามันขึ้นไปสูงกว่าราคาที่เหมาะสมเขาก็ให้ขายออกไป ซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะได้ผล ทั้งนี้เพราะเมืองไทยนั้นชอบทำบัญชีเพื่อหลบภาษี เขาทำให้กำไรมันต่ำกว่าจริง และปันผลน้อยๆ เจ้าตัวเลข 15 เท่าของกำไรต่อปีต่อหุ้นจึงผิดปรกติไปหมด นอกจากนี้แล้ว บริษัทไทยๆนั้นกำไรมันไม่แน่นอน บางปีกระโดดไปถึง 15-20 เปอร์เซนต์ บางปีกลับติดลบ เจ้าอัตราส่วนระหว่างราคา(price) ต่อ กำไรต่อปีต่อหุ้น(earning) หรือที่เรียกว่าพีอีเรโชจึงไม่มีความหมาย


นอกจากตัวเลข 15 เท่าของกำไรต่อปีต่อหุ้นแล้ว บางตำราก็ให้ใช้ตัวเลข 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น(book value)เป็นตัววัด เขาบอกว่ากิจการต่างๆนั้นมันก็เริ่มจากมูลค่าทางบัญชีเป็น 1.0 แต่เมื่อทำไปแล้วก็จะมีทรัพย์สินที่ตัดค่าเสื่อมจนหมดไปแล้วประมาณ 1 เท่า ทรัพย์สินพวกนี้ยังมีตัวตนอยู่ และใช้ผลิตสินค้าและบริการอยู่ แต่เรามองไม่เห็นในทางบัญชี แล้วก็มีค่าของชื่อเสียง(goodwill)อีกประมาณ 0.5 เท่า ดังนั้นราคาที่เหมาะสมจึงควรอยู่ที่ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ถ้าราคาหุ้นมันต่ำกว่า 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีก็ให้ซื้อหุ้นไว้ เมื่อใหร่ที่ราคามันสูงกว่าตัวเลขดังกล่าวก็ให้ขายออกไป


ครับ, ตรงนี้ก็เอามาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ เพราะบจ.ของไทยนั้นส่วนใหญ่เพิ่งก่อตั้ง ทรัพย์สินที่ตัดค่าเสื่อมจนหมดไปแล้วนั้นมีน้อย และถ้ามีก็มักจะขายให้แก่ผู้บริหารในราคาถูกๆไป เช่น รถยนต์ประจำตำแหน่ง ผมเห็นเบนซ์ S500 ของธนาคารแห่งหนึ่ง ถูกประมูลขายให้แก่ผู้บริหารในราคาไม่กี่แสนบาท


อีกวิธีหนึ่งที่คนไทยค้นหามาใช้คือ ซื้อโปรแกรมวิเคราะห์ทางเทคนิคมาใช้ เทคนิคที่ใช้ส่วนมากอยู่บนแนวการศึกษาของโปรเฟสเซอร์ Elliott เช่นพล๊อตกราฟของราคา(price) และค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10, 25, 180, 200 วัน(เรียกว่า MA10, MA25, MA180, MA200) แล้วก็ดูว่ามันมาตัดกันที่ใหนบ้าง จุดตัดเหล่านั้นจะเป็นจุดซื้อและจุดขาย รายละเอียดพวกนี้หาดูได้ในตำราไทยที่แปลมาจากฝรั่ง ผมจะไม่ขอลงในรายละเอียดเพราะมันมากมายจนอธิบายไม่หมด โปรแกรมพวกนี้สร้างโดยใช้ตัวดัชนีของตลาดนิวยอร์คเป็นข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะเอามาใช้กับหุ้นรายตัวของไทยได้


ครับ, วิธีการตามตำราฝรั่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้ผล แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ คนไทยเราไม่รู้เป้าหมายของวิธีการเหล่านั้น กล่าวคือ วิธีการของฝรั่งนั้นต้องการเพิ่มโอกาสที่ซื้อหุ้นมาแล้วราคาจะเพิ่มขึ้น(ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับการลดความเสี่ยงที่ซื้อมาแล้วราคาลดลงนั่นแหละ) เช่น ถ้าซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม เขาก็หวังว่าไม่ช้าไม่นานคนในตลาดก็จะเข้ามาซื้อบ้าง แล้วราคามันก็จะไต่ขึ้นไปหาราคาที่เหมาะสม คนที่มองเห็นก่อน และซื้อไว้ก่อน ก็จะมีกำไร


แต่คนไทยเรากลับไปเลือกเล่นหุ้นที่มีการแกว่งตัวสูง หรือที่เราเรียกว่าหุ้นปั่น การขึ้นลงของหุ้นประเภทนี้มันไม่อยู่ที่ราคาปัจจุบัน และไม่มีใครสนใจเอาไปเปรียบเทียบกับราคาที่เหมาะสม ถึงแพงก็มีคนซื้อ(ถ้ายังมีแนวโน้มว่าจะขึ้นต่อ) และถึงจะมีราคาถูกมากๆก็ไม่มีคนซื้อ(เมื่อไม่มีใครเล่นแล้ว) ดังนั้นโอกาสที่ซื้อแล้วราคาจะขึ้นจึงไม่ได้เพิ่มขึ้น


นอกจากนี้แล้ว ในวิธีการของฝรั่งนั้นเขาต้องถือหุ้นยาวๆ ทั้งนี้เพราะการที่ราคาจะไต่ขึ้นไปถึงราคาที่เหมาะสมนั้นมันต้องใช้เวลา แต่ราคาหุ้นนั้นไม่เคยไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันมีแต่การขึ้นบ้างลงบ้างสลับกัน แต่หุ้นดีนั้นเวลาขึ้นจะขึ้นเป็นเปอร์เซนต์ที่สูงกว่าตอนลง เรื่องนี้ไม่เข้ากับความคิดของคนไทย เวลาซื้อมาแล้วเกิดมีราคาลดลง คนไทยจะขายเสียก่อน คนไทยใจไม่ถึง แต่บางคนก็ถือเอาไว้จนฉิบหายไป 40-50 เปอร์เซนต์แล้วจึงมารู้ตัวก็มี ทั้งนี้เพราะหุ้นปั่นนั้นมันจะมีราคาที่ซึมลงไปเป็นเวลานานๆ


ครับ, โดยสรุปก็คือ คนไทยกระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ฝรั่งเขาวางแผนไว้ให้ ดังนั้น การที่จะเล่นหุ้นให้มีกำไรนั้นต้องทิ้งความคิดแบบเก่าๆเสียก่อน แล้วหันมาเน้นการลดความเสี่ยงที่จะขาดทุน


วิธีลดความเสี่ยงของการขาดทุนก็คือ
1. ต้องซื้อหุ้นที่มีความมั่นคง และสามารถถือได้ถึง 10 ปีโดยไม่ล้มละลาย
2. ต้องเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจ
3. ต้องดูราคาย้อยหลังไปประมาณ 1 ปี และรอจนราคามันเข้าถึงจุดต่ำสุดของปีจึงเข้าซื้อ
4. ซื้อแล้วรอประมาณ 6 เดือนราคาจะขึ้นสูงสุดของปี แล้วขาย
5. ถ้าราคาไม่ขึ้น หรือขายไม่ทันในตอนที่มันขึ้นสูงสุด ให้ทำดังนี้
5.1 ถือไว้ขายในปีถัดไป ถ้าปีถัดไปยังไม่เป็นขาลงของเศรษฐกิจ
5.2 ขายเสียก่อนที่ราคาจะลงไปมากกว่านี้ ถ้าปีถัดไปเศรษฐกิจจะเป็นขาลง
6. ถ้าเป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง ท่านต้องใช้วิธียืมหุ้นมาขาย และจัดจังหวะการเข้าซื้อและขายออกไปที่ตรงกันข้ามกับข้อ 3 ถึง 5


ครับ, ผมจะอธิบายให้ฟัง
ข้อแรกนั้นเป็นการลดโอกาสที่จะขาดทุนจากการที่บริษัทมันล้มละลาย ที่ผมต้องให้มั่นคงถึง 10 ปีก็เพราะคลื่นเศรษฐกิจนั้นมันยาวประมาณ 10-13 ปี และเราอาจต้องถือหุ้นไว้ถึง 2-3 ปี(ถ้าเราขายไม่ทันจุดสูงสุดของปี)

ข้อที่3 นั้นเป็นการเพิ่มโอกาสที่ราคาจะขึ้นสูงกว่าจุดที่เราซื้อ(ซึ่งก็คือการลดโอกาสขาดทุน) การมองหาจุดต่ำสุดของปีนั้นไม่ต้องเคร่งเครียดนัก ถึงเราจะซื้อเร็วไปหรือช้าไปสัก 1-2 เดือนก็ยังไม่ทำให้เราขาดทุน มันแค่ลดอัตรากำไรไปบ้างเท่านั้น

ข้อที่2 และ5 นั้นมีไว้เพื่อแก้ใขสถานการณ์ โอกาสที่ซื้อหุ้นมาตามข้อ3 แล้วราคามันไม่กลับมาทีเดิมเป็นเวลาถึง 6 เดือนนั้นมีน้อยมาก ผมประมาณว่าจะไม่ถึง 1% แต่เราอาจลืมขาย เพราะไปคาดว่าราคาจะขึ้นต่อ เมื่อเลยจุดขายไป 2-3 เดือนแล้วก็อาจต้องรอขายในปีถัดไป ซึ่งถ้าปีถัดไปยังเป็นเศรษฐกิจขาขึ้น โอกาสที่ราคาจะกลับมาสูงกว่าต้นทุนนั้นก็จะสูงเกิน 99%


ครับ, วิธีการที่กล่าวมาข้างบนนั้น วางอยู่บนรากฐานของความจริงที่ว่า ตลาดหุ้นไทยนั้นราคามันขึ้นลงเป็นลูกคลื่น 3 ชนิดซ้อนกัน ลูกคลื่นชนิดแรกคือคลื่นเศรษฐกิจ คลื่นนี้ยาว 10-13 ปี จุด peak ของมันจะสูงกว่าจุด bottom ประมาณ 6-15 เท่า ถ้าเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นของคลื่นเศรษฐกิจ โอกาสที่ราคาจะเพิ่มขึ้น และขายได้กำไรจะมากกว่า 99% โอกาสที่จะขาดทุนนั้นมีแค่ไม่ถึง 1% ส่วนคลื่นประเภทที่2 นั้นผมเรียกว่าคลื่นรายปี มันมีความยาวประมาณ 8-16 เดือน เราสามารถมองเห็นได้โดยเอาคลื่นเศรษฐกิจมาลบออก เมื่อลบออกแล้วจะเห็น peak และ bottom ได้ชัดเจนพอสมควร peak เมื่อเทียบกับ bottom จะเป็นประมาณ 1.3 ถึง 3.0 เท่า ถ้าเราซื้อที่จุดใกล้ๆกับจุดต่ำสุดของปี โอกาสที่ราคาจะขึ้นไปสูงกว่าจุดซื้อภายใน 6 เดือนจะมากกว่า 99% หรือคือ โอกาสที่จะขาดทุนนั้นมีไม่ถึง 1%
สำหรับคลื่นประเภทที่3 นั้นจะมีความยาวคลื่นประมาณ 41 วัน แต่มันสามารถยืดหดได้มาก ในแต่ละรอบของคลื่นรายปี เราจะมีคลื่นเล็กนี้ประมาณ 9 ลูก ในการเล่นหุ้นตามที่ผมแนะนำข้างบนนั้น ผมไม่ใด้ใช้คลื่นชนิดที่3 นี้มาช่วย แต่มันอาจช่วยในการหาจุดซื้อและจุดขายของปีได้


ครับ, การเล่นหุ้นให้ถูกวิธีก็คือ การมองหาวิธีการที่จะลดความเสี่ยงของการขาดทุน จากที่กล่าวมาเราจะเห็นได้ว่า การเลือกหุ้นนั้นสำคัญที่สุด การเลือกจังหวะเข้าซื้อและจังหวะขายสำคัญรองลงมา และการเตรียมการเพื่อแก้ใขสถานการณ์เป็นอันดับสุดท้าย แต่น้ำหนักก็แตกต่างกันไม่มากนัก ในขณะเดียวกัน การคัดลอสนั้นไม่ใช่สิ่งดี เราอาจต้องทนรอข้ามปี แต่ต้องรออย่างมีเหตุผล หุ้นนั้นจะถือยาวไปตลอดก็ไม่ได้


.............

07 กย.48 .... ตัวอย่างฝีมือผู้จัดการกองทุน


วันนี้มีข่าวเล็กๆในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เชคชั่นหุ้น-การเงิน ซึ่งอยู่ในหน้า 20 ว่า กลต.กำลังเกาะติดสถานการณ์ตั๋วบี/อี ทั้งนี้เพราะมีผู้ออกตั๋วรายหนึ่งเกิดผิดนัดชำระเงิน แล้วมีผลทำให้มีคนแห่กันไปถอนหน่วยลงทุนจากกองทุนตราสารหนี้รายหนึ่งถึง 50 กว่าล้านบาท


ครับ, นั่นคือตัวอย่างของความเสี่ยงของการถือหน่วยลงทุน


แต่ที่ผมสนใจมากกว่าก็คือ ในรายงานข่าวนี้บอกว่า กองทุนดังกล่าวซื้อตั๋วบี/อีของบริษัทนี้ไว้ถึง 10 เปอร์เซนต์ของเงินกองทุนที่มีอยู่ เมื่อผู้ออกตั๋วเกิดผิดนัด มันก็เลยทำให้ค่าของหน่วยลงทุน(nav)ลดลงไปอย่างฮวบฮาบ แล้วผู้ถือหน่วยลงทุนเขาก็ตกใจกัน มันจึงเกิดการวิ่งไปถอน ฝรั่งเขาเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า bank run ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ถ้ากองทุนนี้ล้ม มันอาจพาเอากองทุนอื่น และสถาบันการเงินอื่นๆล้มตามไปได้


ครับ, มันแสดงให้เห็นว่า ผู้จัดการกองทุนนี้บริหารไม่เป็น ตั๋วบี/อีจากบริษัทที่ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก และผมคาดว่าไม่มีการประเมินโดย TRIS หรือสถาบันการเงินใดๆ อย่างนี้จะถือไว้คนเดียวเป็นจำนวนมากๆไม่ได้ ตั๋วบี/อีที่มีเกรดเดียวกันอย่างนี้มีอยู่มากมาย เขาควรกระจายไปซื้อเอาไว้หลายๆสิบแห่ง แต่ละแห่งไม่น่าจะให้ถึง 1 เปอร์เซนต์ของกองทุนที่ตัวเองรับผิดชอบ และรวมแล้วก็ไม่น่าจะให้ถึง 10 เปอร์เซนต์ เขาควรจะถือพันธบัตร เงินฝาก หุ้นกู้ หุ้นสามัญ และตั๋วที่มีความมั่นคงเอาไว้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์ แล้วเอามาเสี่ยงกับตั๋วแบบไม่มีหัวนอนปลายตีนแค่ 10 เปอร์เซนต์


ครับ, ตามข่าวเขาบอกว่า ยังมีตั๋วบี/อีของอีกหลายบริษัทที่ทำท่าจะเกิดการผิดนัดชำระเงิน ทาง กลต.จึงจะติดตามดูให้อย่างใกล้ชิด แต่ผมก็ไม่รู้ว่าท่านจะเอากฎหมายบทใหนไปสั่ง หรือไปควบคุม จริงๆแล้วมันต้องป้องกันด้วยการอนุญาตแต่คนที่ดี และมีความรู้ความเข้าใจ มาเป็นผู้บริหารกองทุน


.............

09 กย.48 ..... นายกสั่งกลต.ฟันนักไซฟ่อน


ข่าวนี้จะบอกว่าเป็นข่าวดีก็ได้ หรือจะเป็นข่าวร้ายก็ได้ ตามเนื้อข่าวบอกว่า นายกสั่งกลต.จัดการกับผู้บริหารที่ไซฟ่อนเงิน ทั้งนี้โดยหวังยกระดับบรรษัทภิบาลบริษัทในตลาดหุ้น นี่เป็นเรื่องหลังจากเวิลด์แบงก์จัดเกรดบรรษัทภิบาลบริษัทไทยล่าสุดอยู่ที่ 69%(แปลว่าอะไรผมก็ไม่รู้ ให้พวกเราคิดเอาเองก็แล้วกัน) และได้มีการประชุมคณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2548

หลังจากถูกสั่งมาแล้วท่านกลต.ก็ให้สัมภาษณ์ว่า จะปรับปรุงนิยามคำว่าอินไซเดอร์ จะปรับกฎหมายให้คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส จะปรับกฎหมายให้อำนาจนักลงทุนรายย่อยสามารถเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อโหวตเอาผู้บริหารออกได้...ฯลฯ


ครับ, มันเป็นข่าวดี เพราะแสดงว่าผู้บริหารประเทศหันมาสนใจเรื่องของการไซฟ่อนเงิน และเริ่มจี้กลต.


มันเป็นข่าวร้ายเพราะเรื่องที่ผู้บริหารโกงนักลงทุนรายย่อยนั้นมันมีมานานแล้ว เมื่อครั้งที่ผมปลดเกษียณใหม่ๆนั้นผมขอเข้าพบกลต.ด้วยเรื่องนี้ คือผมไปซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งเอาไว้ แล้วอีกไม่กี่วันบริษัทนั้นก็เจ้งไป สาเหตุคือ ไปค้ำประกันบริษัทของเพื่อนเอาไว้เกือบพันล้านบาท แล้วปล่อยให้บริษัทของเพื่อนล้มละลาย ทางบริษัทจึงต้องเอาเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปจ่ายให้แบงก์เขาจนหมดตัว แต่ท่านกลต.ไม่ให้ผมเข้าพบ เขาคงคิดว่าผมจะไปของานเขาทำ แต่อย่างไรก็ตามท่านกลต.ไม่ได้ให้ความสนใจกับกรณีนั้นเลย ท่านบอกว่าเป็นเรื่องภายในของบริษัท ผู้ถือหุ้นต้องระวังกันเอาเอง


ครับ, มันเป็นข่าวร้ายเพราะในใจของกลต.นั้นเขาไม่ได้สนใจเรื่องอย่างนี้เลย และก็ไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจเนื้อเรื่อง หรือไล่ตามล่าผู้บริหารเหล่านี้ ดูกรณีของบริษัทปิคนิคเป็นต้น ผมพูดมา 3 เดือนแล้ว จนป่านนี้ยังจับไม่ได้ ยังไล่ไม่ทันเขา


และที่มันร้ายที่สุดคือ เมื่อท่านนายกเปิดทางให้ กลต.ก็จะใช้โอกาสนี้แก้ใขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจตัวเองยิ่งขึ้น


โอเค, เราลองมามองในแง่ดีกันดู มาดูว่ากลต.จะทำอะไรได้


จริงๆแล้วผู้บริหารนั้นโกงได้สารพัดเรื่อง มันไม่ใช่แค่ไซฟ่อนเงินออกไป การค้ำประกันบริษัทของเพื่อน อย่างที่ผมพูดไว้ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง การขายสินทรัพย์ดีๆให้บริษัทของเพื่อนในราคาถูกๆ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ทำธุรกิจหนึ่ง(ขายวิทยุและทีวี)จนมีชื่อเสียง แล้วเพิ่มทุน แล้วเอาเงินไปทำธุรกิจอื่น(ทำศูนย์การค้า)จนเจ้ง(เพราะไปซื้อที่ดินราคาแพงๆจากพี่น้อง)ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง(ท่านคงพอจะจำได้ว่าเป็นศูนย์การค้าอันใหน) การแตกบริษัทเป็นในเครือ แล้วโยกกำไรจากบริษัทแม่ไปลงบริษัทย่อย ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง การตั้งเงินเดือนตัวเองสูงๆ การตั้งงบค่าเอนเตอร์เทนเม้นท์สูงๆ การซื้อรถคันใหญ่ๆ การจ่ายค่าน้ำมันรถ การลงทุนซื้อรูปภาพราคาสูงๆมาสะสมปนเปกับของส่วนตัว ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง การทำธุรกิจซ้อนกับบจ.ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง การออกข่าวให้เสียหายแล้วกว้านซื้อหุ้นไว้ แล้วมาขายแพงๆ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง การออกข่าวดี(ที่ไม่มีมูลความจริง)ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง


ครับ, ผมเห็นว่า การออกกฎหมายนั้นไม่สามารถครอบคลุมได้ทั่วถึง และยิ่งออกยิ่งเป็นการยั่วยุให้นักบริหารหาทางโกง เพราะจะมีช่องโหว่ที่เห็นได้ชัดขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะปิดไปได้มาก แต่ช่องใหนที่ไม่ได้ปิดไว้จะกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายไปเลย


นอกจากจะไล่ไม่ทัน และปิดไม่หมดแล้ว ในการที่จะกำจัดผู้บริหารเลวนั้นก็ทำไม่ได้ เพราะอย่างมากก็เชิญประชุมผู้ถือหุ้น แล้วก็ต้องโหวตกันไปตามเสียง ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่แต่ละคนถืออยู่ เจ้ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันนี้มันล็อกคอเราอยู่ โหวตทีไรกลุ่มผู้บริหารชนะทุกที ถ้าจะเอาชนะผู้บริหารจะต้องใช้ระบบแบบสหกรณ์ คือ หนึ่งคนหนึ่งเสียง แต่ระบบนั้นก็ทำธุรกิจไม่เจริญ


ครับ, จริงๆแล้วต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือต้องได้ผู้บริหารที่ใจสอาดและมีธรรมาภิบาล กลต.ต้องประเมินตัวนักบริหาร แล้วเข้าแทรกแซงเมื่อมีคนเลวขอเข้ามาเป็นผู้บริหาร


ท่านทำกับนักวิเคราะห์และมาร์เก็ตติ้งได้ แล้วทำไมท่านไม่กล้าที่จะชี้ว่านักบริหารคนใหนเลวหรือดี?
หรือว่าท่านก็กินผลประโยชน์ร่วมกับนักบริหารเหล่านั้น?


.............

11 กย.48 .... ทำไมคำแนะนำของผมมักจะไม่ได้ผล?


มีคนติดตามดูเว็ปของผมเป็นประจำอยู่ประมาณ 300 คน(จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 800-900 คน) แต่ที่ได้กำไรน่าจะมีไม่ถึง 20 คน ทำไมมันจึงเป็นเช่นนี้? เรื่องนี้ผมสงสัยมาเป็นเวลานานแล้ว และได้พยายามรวบรวมสาเหตุเอาไว้ วันนี้ผมอยากจะเอามาพูดกันเสียที


ประการแรกคือ ผมมักจะพูดแต่หลักการ เช่น ต้องเลือกหุ้นที่ดี ที่มั่นคง แล้วเลือกจังหวะการเข้าซื้อให้ใกล้จุดต่ำสุดให้มากที่สุด โดยดูรูปกราฟเป็นรายตัว แล้วก็ไปขายให้ใกล้จุดสูงสุด แต่ไม่เคยบอกว่าให้ซื้อหุ้นตัวใหน ผลที่ตามมาก็คือ ทุกคนต่างมีหุ้นในความฝันเป็นของตนเอง แล้วก็ไปซื้อหุ้นตัวนั้น เล่นอยู่ที่ตัวนั้น และมักจะเป็นหุ้นประเภทขึ้นลงหวือหวา(เช่น ITD, LOXLEY, NWR, MK, TPI, PTT, TPIPL, KEST, ATC, SINGHA, AREEYA, TT&T, MIDA, TTA, SSI) การขึ้นลงจึงไม่ตรงกับดัชนี และจะดูจุดต่ำสุด หรือสูงสุดก็ไม่ได้ เพราะไม่มีโปรแกรมและข้อมูลที่จะนำมาพล๊อตดูเองได้ เล่นไปไม่นานมันก็กลับเข้าอีหลอบเดิม คือซื้อขายตามความรู้สึกเดิมๆ ซึ่งก็คือการเล่นหุ้นระยะสั้น เล่นตามกระแสของตลาด แล้วก็ขาดทุนเหมือนเดิม


ประการที่สองคือ ผมพูดถึงทฤษฎีการขึ้นลงเป็นลูกคลื่นเอาไว้หลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้เอาภาพของกราฟของหุ้นทั้งหมดมาให้ดู ที่ไม่ได้เอามาให้ดูก็เพราะมันจะกินเนื้อที่ในโฮสต์เกินโควต้า นอกจากนี้แล้ว ผู้เข้าชมส่วนใหญ่ก็ลืมวิชาสถิติและกราฟไปแล้ว ฟังเท่าใหร่ๆก็ไม่เข้าหัว ดังนั้นจึงไม่เข้าใจคำทำนายและคำแนะนำของผม การเข้าซื้อและขายออกไปจึงไม่ถูกจังหวะ แล้วก็เกิดการขาดทุน


ประการที่สามคือ ผู้เข้าชมยังไม่มีความเชื่อมั่นในทฤษฎีและหลักการที่ผมให้ไว้ เวลาซื้อหุ้นแล้วราคาหดลงก็รีบคัทลอส ไม่มีใครกล้าถือไว้นานๆตามที่ผมแนะนำ เวลาซื้อแล้วหุ้นขึ้นนิดหน่อยก็รีบขายทำกำไรเพราะกลัวหุ้นจะถอยกลับ ผลกำไรจึงได้ไม่เต็มที่ หักกลบลบหนี้กันแล้วได้เท่าๆเสีย แต่ทุกครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียม โดยรวมแล้วจึงขาดทุน


ครับ, จริงๆแล้วยังมีสาเหตุอีกเยอะแยะ เช่น เข้ามาเพื่อเอาคำทำนายไปเปรียบเทียบกับนักวิเคราะห์รายอื่น เข้ามาเพื่อเอาข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจตามแบบของตน เข้ามาเพื่อหาประสบการณ์ เข้ามาเพื่อศึกษา แต่ไม่ได้เอาไปใช้ตัดสินใจ เข้ามาเพื่อดูว่าใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับหุ้นตัวที่ตนเองถืออยู่...ซึ่งผมจะยังไม่ขอวิเคราะห์ให้ดู


โอเค, เรามาดูปัญหา 3 ประการที่กล่าวมาข้างบน


การที่ผมไม่ค่อยอยากจะออกชื่อหุ้นเป็นรายตัวก็เพราะ ผมไม่อยากมีปัญหากับ กลต. กลต.นั้นจ้องจะเอาผิดคนที่ไปฟันธงว่าหุ้นนั้นหุ้นนี้จะขึ้น หรือให้ซื้อหุ้นนั้นหุ้นนี้ไว้ นอกจากนี้แล้ว ผมก็ไม่อยากหักดิบความคิดของผู้ชม การไปบอกว่าหุ้นนั้นๆ(เช่นที่เขียนไว้ข้างบน)เป็นหุ้นปั่น ไม่ควรเล่น...ฯลฯ นั้นมันเท่ากับดูถูกความคิดของผู้ชม และอาจทำให้บริษัทเขาไม่ชอบหน้าผมไปด้วย แต่เรื่องนี้มาถึงตอนนี้ผมคงต้องพูด เพราะถ้าไม่ช็อคผู้ชม ท่านก็จะหลงเล่นหุ้นที่จะทำให้ขาดทุนอยู่เรื่อยๆ ท่านจะไม่มีวันบรรลุได้ ดูอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทำปฐมเทศนา ท่านรู้ว่าปัญจะวัคคีนั้นยังหลงอยู่ในความพยายามทำทุกรกิริยา ท่านจึงเริ่มต้นด้วยการพูดว่า การจมไปกับกาเม และการทรมารสังขารนั้นเป็นการกระทำที่สุดโต่งสองด้าน มันมีแต่จะเพิ่มความทุกข์ หนทางดับทุกข์ที่ถูกต้องคือให้เดินสายกลาง(ตรงกับทฤษฎีสมัยใหม่ว่า จุด optimum นั้นมักจะอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ขอบซ้ายหรือขอบขวา) ทางสายกลางของการเล่นหุ้นคือ เลือกเล่นแต่หุ้นที่ขึ้นลงปานกลาง เป็นหุ้นที่มั่นคง ขึ้นลงเนิบๆ ขึ้นลงตามดัชนี ซึ่งจะอ่านทิศทางได้ง่าย
ครับ, วันนี้ผมขอให้ท่านผู้ชมคิดให้ลึก แล้วเปลี่ยนตัวเล่นเสียเถอะ หุ้นที่ผมแนะนำคือ BBL, SCB, KBANK, KEST, ZMICO, ADVANC, SHIN, UCOM


ในเรื่องของความไม่เข้าใจในทฤษฎีลูกคลื่นนั้นนับเป็นปัญหาใหญ่ เพราะ เมื่อท่านยังไม่เข้าใจในทฤษฎีก็จะอ่านคำแนะนำแล้วไม่เข้าใจ แล้วก็ไปดำเนินการเองผิดๆ มันจึงเกิดการขาดทุน บางคนก็จะมาถามซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นเมื่อใหร่จะเข้าซื้อได้ เมื่อใหร่จะขายได้เสียที เรื่องนี้ผมไม่คิดว่าจะแก้ได้ด้วยการเอากราฟมาให้ท่านดูในเว็ป หรือมาตอบกระทู้ที่ละเล็กละน้อย เพราะมันมีหลายเรื่อง มันต้องการคำอธิบายอีกมาก มันต้องได้ฟังจากปาก แล้วได้ทดลองเล่นกับโปรแกรมจำลองการเล่นหุ้น(simulation) เรื่องนี้ผมคงต้องเปิดการสอนกันอีก และต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น
ครับ, วันนี้ผมขอให้ท่านทบทวนว่าท่านเข้าใจในทฤษฎีลูกคลื่นหรือไม่ ถ้ายังก็ต้องศึกษาโดยเร็ว อย่ามาเสียเวลาถามทีละเล็กละน้อยในเว็ปบอร์ด ท่านต้องยอมลงทุนบ้าง


ในเรื่องของความไม่เชื่อมั่นในทฤษฎีลูกคลื่นนั้น มันทำให้เกิดการเปลี่ยนใจได้ง่าย หุ้นนั้นเราไม่สามารถเดาได้ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซนต์ ทุกๆรอบของการลงทุนมักจะมีเรื่องที่เบี่ยงเบนไปจากแนวที่ทำนายไว้อยู่เสมอ การปรับแก้สถานการณ์นั้นต้องการความเข้าใจและความเชื่อมั่น เมื่อไม่มีความเชื่อมั่นก็มักจะหาทางออกโดยยอมสูญเสียเล็กน้อย(คือขายคัทลอสไป) แต่ถ้ามันต้องยอมสูญเสียไปหมดทุกรอบ มันก็ต้องขาดทุน เรื่องนี้จะแก้ได้ก็โดยการเรียนให้เข้าใจ
ครับ, ถ้ายังไม่เข้าใจในทฤษฎีลูกคลื่น ท่านจะต้องกลับมาเรียนใหม่ ท่านต้องยอมลงทุนลงแรงบ้าง


ครับ, ท่านจะไม่มีวันได้กำไร ถ้าท่านยังจะเล่นหุ้นตัวเก่าของท่าน และยังไม่ทำความเข้าใจกับทฤษฎีลูกคลื่น


..............

16 กย.48 .... ธุรกิจสื่อควรออกไปจากตลาดหุ้น


ในขณะที่เรากำลังพิจารณาว่าธุรกิจน้ำเมานั้นควรจะได้เข้ามาในตลาดหุ้นหรือไม่ เราก็มีปัญหาในการเทคโอเวอร์สื่อสิ่งพิมพ์


ครับ, ผมหมายถึงเรื่องที่เจ้าของบริษัทแกรมมี่ขอเข้าเทคโอเวอร์บริษัทมติชนและโพสต์ มันกลายเป็นปัญหาขึ้นมาเพราะทางพนักงานของมติชนเขาไม่ยอม และนักวิชาการด้านสื่อทั้งหลายได้ออกมาปลุกระดมให้ต่อต้าน มันมีผลทำให้ราคาหุ้นของมติชนและโพสต์เพิ่มขึ้นอย่างแรง และราคาหุ้นของแกรมมี่ก็ลดลงอย่างแรง แถมจะทำให้ทิศทางของตลาดมันปั่นป่วนไปด้วย ตลาดเองก็บ้าจี้ คือไปขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขายแบบเน็ตเซทเติลเมนท์ มันจึงทำให้นักลงทุนตกใจกันไปหมด


โอเค, เรามาดูต้นเหตุกัน


การเอาบริษัทมาเข้าจดทะเบียนในตลาดนั้นก็เพราะจะได้โอกาสในการเพิ่มทุน แต่นักลงทุนนั้นเมื่อซื้อหุ้นมาแล้วก็ต้องการให้บริษัทบริหารอย่างมีประสิทธิ์ภาพ เขาจึงเปิดโอกาสให้มีการเทคโอเวอร์ได้ การเทคโอเวอร์คือการเปิดโอกาสให้นายทุนที่มีฝีมือเข้ามาปรับปรุงการบริหาร ใครเก่งก็ควรเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่เก่งจริง หรือจะเข้ามาฮุบกิจการ ผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิ์ที่จะโหวตไม่เอาด้วย(ดูการเทคโอเวอร์บริษัท SAICO เป็นตัวอย่าง) ดังนั้น การที่เจ้าของแกรมมี่ขอเข้ามาเทคโอเวอร์จึงเป็นเรื่องปรกติ และควรให้ผู้ถือหุ้นของมติชนและโพสต์เป็นผู้พิจารณา


แต่ธุรกิจสื่อนั้นมันมีลักษณะพิเศษ คือ ผู้บริหารและคนทำงานสื่อนั้นต้องมีความรับผิดชอบสูง พวกเขาต้องเสนอข่าวอย่างโปร่งใสและเที่ยงตรง พวกเขาต้องไม่อยู่ไต้อำนาจของนายทุน ... เรื่องนี้เราพูดกันมาหลายร้อยปีมาแล้ว จนในที่สุดเราก็ยกให้คนทำสื่อเหล่านี้ว่าเป็นฐานันดรที่สี่ แต่มันก็ยังไม่เคยลงตัว เพราะเรามีคนทำสื่อที่เอนเอียงอยู่ไม่น้อย มีการช่วยค้ำจุนนายทุนและรัฐบาลหลายรุ่น ผู้คนจึงยังไม่เชื่อถืออย่างเต็มที่ และคนทำสื่อก็ต้องป้องกันตัวอยู่เสมอๆ ใครไปแตะเรื่องนี้ก็มักจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง ในครั้งนี้ก็เช่นกัน คนของมติชนได้ออกมาแสดงความไม่พอใจในทันที พวกเขาเชื่อว่าเจ้าของแกรมมี่จะเข้ามาครอบงำและขัดขวางการทำงานของเขา


ครับ, ไม่มีใครคิดถึงอกของผู้ถือหุ้นเลยแม้แต่คนเดียว ผู้บริหารและพนักงานของมติชนไม่สนใจในผู้ถือหุ้น เจ้าของแกรมมี่ก็ไม่สนใจผู้ถือหุ้น ผู้บริหารตลาดก็ยังไม่คิดในเรื่องนี้ แถมยังออกคำสั่งห้ามซื้อขายแบบเน็ตเซทเติลเมนท์เสียอีก และที่ซื่อบื้อที่สุดคือ กลต.


ทำไมผมจึงบอกว่า กลต.ซื่อบื้อ?


เพราะจริงๆแล้ว กลต.ควรจะพิจารณาให้ดีตั้งแต่ต้น กลต.ควรศึกษาและสรุปไปนานแล้วว่าไม่ควรรับธุรกิจสื่อทุกชนิดเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะมันจะมีปัญหาในการเปลี่ยนทีมผู้ถือหุ้น เรื่องนี้มันเกิดมาหลายครั้งแล้ว เช่นตอนที่ขายไอทีวี ตอนที่ขายโพสต์ และการออกกฎหมายควบคุมสื่อ

ครับ, เรื่องนี้เป็นเรื่องปลายเหตุ กลต.ควรจะรู้และทำหน้าที่ให้ดีตั้งแต่ต้น


.............

24 กย.48 .... ระวังกฟผ.จะเป็นอย่างเดียวกับมติชน


เรื่องแกรมมี่เข้าเทคโอเวอร์มติชนและโพสต์แล้วไม่สำเร็จนั้นควรจะเป็นเรื่องที่เราสนใจ มันทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องติดหุ้น และอาจต้องขาดทุนกันรายละ 30-40 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว แต่อีกด้านหนึ่งที่เราควรให้ความสนใจก็คือ เรื่องอย่างนี้อาจเกิดขึ้นกับหุ้นกฟผ.ด้วย


ครับ, กิจการไฟฟ้านั้นไม่ใช่กิจการสื่อ แต่มันมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ พนักงานของกิจการสองชนิดนี้มีความรับผิดชอบสูง พวกเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้าง พวกเขาต้องการดูแลกิจการให้เป็นที่ถูกใจของประชาชนด้วย ถ้าใครคิดจะเข้าไปเทคโอเวอร์ และเป็นคนที่พวกเขาไม่ชอบ เขาจะออกมาประท้วง และถ้าคนเทคโอเวอร์ไม่ยอมถอย ความพินาศฉิบหายจะเกิดขึ้นทั้งประเทศ และผู้ถือหุ้นจะเจ้งหนักกว่าเรื่องแกรมมี่เข้าเทคโอเวอร์มติชนและโพสต์นี้เสียอีก


ทำไมผมจึงบอกว่าจะฉิบหายหนักกว่า?


ก็เพราะ เรื่องของหนังสือพิมพ์นั้น ถ้าพนักงานลาออกไปทำฉบับใหม่ คนอ่านจะไม่เดือดร้อน คนเสียหายก็จะมีแต่ผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจไปหาคนชุดใหม่เข้ามาทำแทนก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็แค่ขาดทุนกันไป แต่เรื่องของไฟฟ้านั้น ถ้ามีการหยุดงานก็จะมีผลทำให้โรงงานต่างๆต้องหยุด ออฟฟีสต่างๆก็ต้องหยุด ชาวบ้านก็ไม่มีไฟใช้ เมืองทั้งเมืองก็ต้องเดือดร้อน


ยิ่งไปกว่านั้น จะให้พนักงานการไฟฟ้าย้ายไปทำงานที่ใหม่ก็ไม่ได้ เพราะไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าและสายส่งได้ในทันทีทันใด มันต้องใช้เวลาเป็นหลายๆปีเลยทีเดียว และความสูญเสียก็จะมากมาย


ครับ, เรื่องนี้ กลต.และตลท.ได้คิดกันแล้วหรือยัง?


ผมไม่คิดว่าเขาจะยอมคิด เพราะการเอากฟผ.เข้าตลาดนั้นเป็นผลงานที่เขาจ้องกันอยู่ เอาเข้าได้ก็คงได้ต่ออายุงานไปอีกหลายๆคน คนละหลายๆปี


ครับ, ผมพูดเอาไว้ตรงนี้เสียก่อนเพื่อขัดคอหอยคนบางคน แล้วทิ้งไว้ให้ท่านติดตามดูกัน


............

30 กย.48 .... กองทุนพันธบัตรประกันเงินต้น


เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว คุณสุนันท์ ได้เชิญเจ้าของกองทุนอันหนึ่งมาออกรายการ กองทุนนี้มีหลักการว่า เมื่อท่านซื้อหน่วยลงทุนแล้วเขาก็จะเอาเงินไปซื้อพันธบัตรที่มีอายุเหลือประมาณ 2 ปี เอาไว้ให้ แล้วเขาก็จะจ่ายปันผลให้ท่านทุกๆ 3 เดือน โดยมีอัตราปันผลเริ่มต้นที่ 1.75%(ถ้าผมจำผิดก็ขออภัยด้วย) แล้วงวดถัดไปก็จะเพิ่มอัตราปันผลขึ้น 0.25% ไปจนครบปี ส่วนในปีที่สองนั้นจะจ่ายทุก 3 เดือนเช่นกัน แถมยังเพิ่มอัตราเงินปันผลงวดละ 0.50% เสียด้วย และเมื่อครบ 2 ปีก็จะคืนเงินต้นให้ อัตราปันผลโดยเฉลี่ยจะเป็น 3.75% ซึ่งจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากของธนาคารประมาณ 1.00%


ครับ, มันดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เพราะได้ปันผลสูงกว่าการฝากเงินที่ธนาคาร และมีความมั่นคงดี


แต่ผมไม่ชอบเลยที่มาพูดว่า มันมีความเสี่ยงน้อยกว่าการฝากเงินที่ธนาคาร ข้ออ้างของเขาก็คือ พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าเงินฝากที่ธนาคาร เรื่องนี้คุณสุนันท์น่าจะแย้ง หรือทักท้วง แต่ก็นิ่งเฉยเสีย


ความจริงก็คือ ในการพิจารณาความเสี่ยงนั้นเราต้องคิดให้ครบวงจร พันธบัตรนั้นไม่เสี่ยง แต่กองทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง พนักงานอาจโกงบริษัทก็ได้ พนักงานอาจทำงานหละหลวมจนเกิดความเสียหายก็ได้ การควบคุมภายในอาจไม่ดีพอ ทำให้ผู้จัดการกองทุนเอาเงินของลูกค้าไปเล่นหุ้นแล้วเจ้งก็ได้ ไฟอาจใหม้ที่ทำงานก็ได้ คอมพิวเตอร์โปรแกรมอาจทำงานผิดพลาดก็ได้ ....ท่านผู้อ่านควรสังเกตุว่า กองทุนแบบนี้มีพนักงานช่วยกันทำงานแค่ 3-5 คนเท่านั้น เพราะใช้คนมากกว่านี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูง อัตราดอกเบี้ยจากพันธบัตรที่ได้จากรัฐบาลนั้นมันสูงกว่าที่ไปสัญญาว่าจะจ่ายอยู่นิดเดียว ใช้คนมากก็จะขาดทุน


ครับ, ผมเห็นกิจการที่มีคนทำงานด้านการเงินเพียง 2-3 คน แล้วมีการโกงกันมาแยะแล้ว สมาคมต่างๆ สหกรณ์ต่างๆ กองทุนหมู่บ้าน เป็นตัวอย่างที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ แม้แต่คดีนายลีสันที่สิงคโปร์ก็เป็นเรื่องเดียวกัน


ครับ, ผมไม่ได้บอกว่าความล้มเหลวจะต้องเกิดขึ้นกับกองทุนดังกล่าว แต่มันมีโอกาส และต้องเอามาประกอบการตัดสินใจ และเรื่องอย่างนี้มันต้องคิดกันทุกคน ผมจึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมคุณสุนันท์จึงไม่ทักท้วงในเรื่องนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนนั้นมันต้องครบถ้วน และโปร่งใส เราไม่ควรไปเกรงใจผู้จัดการกองทุน อย่างน้อยก็จะได้เป็นการเตือนเอาไว้ล่วงหน้าว่าอย่าทำงานหละหลวม


โดยปรกติแล้วคุณสุนันท์เป็นคนที่คอยปกป้องนักลงทุนได้ดีมาก ท่านคอยเตือนนักลงทุนอยู่เสมอ หลายๆคนเคยลอดตัวจากสงครามเงินทุนเพราะคุณสุนันท์ วันนั้นท่านอาจเกรงใจคนมากไปหน่อย วันนี้ผมจึงขอออกมาทำหน้าที่เตือนนักลงทุนแทนท่าน


สำหรับท่านที่หลงเข้าไปซื้อไว้แล้วก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย และมานั่งภาวนาว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายในระยะ 2 ปีข้างหน้า


อนึ่ง, ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะ ระยะนี้มีการตั้งกองทุนกันมาก แล้วพยายามพูดให้คนเข้าใจผิดในเรื่องความเสี่ยงอยู่เสมอๆ


...............

04 ตค.48 .... บิ๊กล๊อตปิคนิคไม่มีปัญหา


ครับ, ในที่สุด ตลท.ก็ออกมาบอกว่า การซื้อขายบิ๊กล๊อตในราคาสูงกว่าตลาดของหุ้นปิคนิคไม่มีอะไรผิดปรกติ ท่านตลท.ให้คำอธิบายว่า เมื่อผู้ซื้อเขายินดีซื้อในราคาสูง เราก็ต้องยอมรับคำชี้แจงของเขา เราต้องเคารพในคำพูดของเขา


ทำไมมันง่ายอย่างนั้น?


ครับ, ในความเป็นจริงก็คือ กฎหมายของเรามันพูดไว้กว้าง มันขึ้นกับผู้ดูแลกฎหมายที่จะใช้ดุลพินิจ ถ้าท่านไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่ถ้าท่านไม่พอใจขึ้นมา ท่านก็อาจบอกว่าผิดก็ได้


แต่ที่ผมสนใจก็คือ ผมเคยพูดไว้นานมาแล้วว่า ตลท. และ กลต.นั้นไม่สามารถเอาผิดต่อผู้บริหารของปิคนิค การขายถังแกสให้บริษัทในเครือ การกลับมาสั่งซื้อถังแกสจากบริษัทอื่น การไม่แจ้งการซื้อขายล๊อตใหญ่ ฯลฯ นั้นสามารถจะพ้นผิดได้ด้วยจดหมายเพียงไม่กี่บรรทัด มันเป็นวิธียักย้ายถ่ายเทเงินภายในเครือ และเป็นการสร้างตัวเลขกำไร-ขาดทุน แล้วก็เอามาทำข่าวเพื่อเพิ่มหรือกดราคาหุ้นในตลาด หรือที่เราเรียกว่า การปั่นหุ้น แต่ตลท.และ กลต.ไม่สนใจ


ครับ, มันยังเป็นข้อติดใจสงสัยของชาวบ้านกันอยู่ และคงต้องรอดูกันต่อไป


...................

13 ตค.48 ..... มุมมองจากประธานบริษัทหลักทรัพย์


กรุงเทพธุรกิจได้ตั้งหัวข้อว่า 19มุมมองใหม่ประเทศไทย แล้วไปสัมภาษณ์ผู้รู้ในเรื่องตลาดทุนและตลาดเงินเป็นจำนวนหนึ่ง แล้วนำมาลงให้พวกเราอ่านกัน สำหรับฉบับวันที่ 11 ตค.48 ที่ผ่านมาสดๆนี้เป็นมุมมองจากประธานบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ซึ่งผมอ่านดูแล้วไม่เห็นด้วยหลายข้อ ก็เลยอยากจะเอามาขยายความให้ท่านอ่านกัน


ประการแรกคือ ท่านบอกว่า ....ตลาดทุนไทยนั้นถึงเวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสียที ตลาดทุนที่พัฒนาแล้วนั้น ผู้ลงทุนที่เข้ามาลงทุนควรเป็นนักลงทุนสถาบัน ส่วนนักลงทุนรายบุคคลนั้นไม่ควรมีสัดส่วนเกิน 15%ของจำนวนผู้ลงทุนทั้งหมด อย่างประเทศในแถบยุโรปนั้นตลาดหุ้นเขามีนักลงทุนรายบุคคลไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่หันไปลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือนักลงทุนสถาบันประเภทอื่น ขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันยังมีสัดส่วนผู้ลงทุนกลุ่มนี้สูงถึง 65%....เหตุผลที่ผู้ลงทุนรายบุคคลไม่ควรเข้ามาลงทุนในตลาดเองเพราะ ตลาดหุ้นทั่วโลกในปัจจุบันมีให้เลือกถึง 150,000 หุ้น ดังนั้นผู้ลงทุนธรรมดาจะเลือกลงทุนอย่างไร เอาเครื่องมือจากใหนมาวิเคราะห์ ขณะที่กองทุนรวมเขามีเครื่องมือทุกอย่างพร้อม และยังได้เปรียบในเรื่อง อีโคโนมีออฟสเกล ด้วย...


ครับ, มันเป็นมุมมองของคนที่เห็นแก่ตัว เพราะกองทุนเหล่านี้เล่นหุ้นโดยไม่ต้องรับผิดชอบ(ไม่มีกองทุนใหนที่ยอมรับผิดชอบต่อการขาดทุน ไม่มีกองทุนใหนที่ขอร่วมรับกำไรและขาดทุนกับผู้ซื้อหน่วยลงทุน พวกเขาหักค่าใช้จ่ายจากยอดลงทุน และไม่เคยลดหย่อนเมื่อบริหารแล้วขาดทุน)


นอกจากนี้ยังยกเมฆตัวเลขขึ้นมาเสียอีก เช่นอ้างว่าในยุโรปนั้นมีนักลงทุนเองแค่ 5% ทั้งๆที่มีสถิติว่าในสหรัฐและยุโรปนั้นนักลงทุนกว่า 45% เล่นหุ้นผ่านอินเทอร์เนต เขาสั่งซื้อสั่งขายโดยตรงกับเครื่องของโบรกเกอร์ แล้วเครื่องของโบรกเกอร์ก็จะเช็คเครดิต แล้วรวบรวมให้ครบล๊อต และส่งต่อไปยังเครื่องของตลาดหลักทรัพย์ ผมเองมีเพื่อนเป็นฝรั่งหลายคน ผมถามแล้วพบว่าทุกคนลงทุนเอง เขาลงทุนตามคำแนะนำของโบรกเกอร์ แต่โบรกเกอร์ของเขาลงทุนระยะยาวกันทั้งนั้น โอกาสขาดทุนจึงน้อยมาก ฝรั่งเกือบทุกคนเล่นหุ้นโดยหวังผลจากเงินปันผล


และที่บอกว่าหุ้นในตลาดโลกมีถึง 150,000 ตัว จึงต้องให้กองทุนเล่นแทนนั้น มันเป็นความคิดที่บ้าที่สุด ผมยังไม่เคยเห็นกองทุนใหนติดตามหุ้นถึง 150,000 ตัว และถ้าเอามาใช้กับกองทุนในประเทศไทย มันต้องฉิบหายแน่ เพราะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เงินกองทุนมันไม่พอจะเช่าเครื่องได้ ในความเป็นจริงก็คือ เขาใช้เครื่องเมนเฟรมหนึ่งเครื่องต่อหนึ่งตลาด และวิเคราะห์แค่หุ้นที่ดีจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะบอกว่าได้เปรียบนักลงทุนรายย่อยก็ไม่แน่นัก เพราะนักลงทุนรายย่อยนั้นสามารถเลือกเล่นแค่ 1-10 ตัวก็ได้ ซึ่งสามารถติดตามได้ทุกวัน ใช้แค่เครื่องพีซีหนึ่งเครื่อง และไม่ต้องเสียค่าบริหารกองทุน เวลาซื้อขายก็ทำผ่านอินเทอรเน็ต ต้นทุนจึงต่ำกว่า


ทีนี้ก็มาถึงคำว่า อีโคโนมีออฟสเกล


ท่านผู้รู้บอกว่า...สมมติว่ามีคนลงทุน 1000 คน มีเงินคนละ 10 ล้านบาท แต่ละคนต้องทำงาน มีเวลาดูหุ้นเฉลี่ยวันละ 3 ชั่วโมง เท่ากับว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลาดูหุ้นถึง 3,000 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถ้าผู้ลงทุนกลุ่มนี้เอาเงินไปลงทุนผ่านกองทุนรวม กองทุนนี้จะมีเงินถึง 10,000 ล้านบาท แถมใช้ผู้จักการกองทุนแค่ 1 คน มีการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมงต่อวันในการดูแลหุ้นเท่านั้น ซึ่งตรงนี้อีโคโนมีออฟสเกลมันต่างกันมาก...


ครับ, เป็นตัวอย่างที่เป็นไปไม่ได้ และไม่มีอยู่ในโลก
นักลงทุนระดับ 10 ล้านบาทนั้นมันไม่ใช่รายย่อยแล้วละครับ และจะไปหามาถึง 1000 คนนั้นมันยาก ในเมืองไทยเรานั้น นักลงทุนรายย่อยเขาลงทุนกันประมาณ 30,000 ถึง 3,000,000 บาทครับ จะตั้งกองทุนขนาด 10,000 ล้านบาทนั้นต้องมีลูกค้าประมาณ 50,000 คน กองทุนจะต้องมีพนักงานด้านลงบัญชีกว่า 20 คน มีนักวิเคราะห์กว่า 5 คน มีคนสั่งซื้อสั่งขาย 3 คน มีผู้บริหารกว่า 8 คน มีผู้ตรวจสอบและอื่นๆอีกกว่า 20 คน


ครับ, กองทุนขนาดใหญ่นั้นมันต้องมีคนทำงานเป็นร้อย และตอนนี้ก็ไม่สามารถตั้งกันขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่มันได้เงินแค่กองละ 600-1,200 ล้านบาทเท่านั้น และก็จะมีผู้จัดการได้คนเดียว การดูแลการลงทุนนั้นไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไอ้ที่บอกว่าฝึกมาอย่างดี และมีเครื่องมืออย่างดีนั้นมันทำไม่ได้ รายได้แค่ปีละ 6-12 ล้านบาทนั้นมันไม่สามารถจ้างคนมือดีและเครื่องมือดีๆได้ การติดตามหุ้นจะไม่ดีพอ โอกาสขาดทุนมันจึงสูงมาก สู้ให้นักลงทุนแต่ละคนติดตามเองไม่ได้ การติดตามเองเป็นการจ้างงานตัวเอง เงินไม่ต้องเสีย ที่นักลงทุนรายย่อยยังขาดทุนกันอยู่นั้น เป็นเพราะเล่นหุ้นผิดวิธี และผมก็ไม่เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนนั้นจะเล่นหุ้นได้ถูกวิธี เพราะยังเล่นหุ้นระยะสั้นกันทั้งนั้น


ครับ, คนทำงานเป็นประธานบริษัทหลักทรัพย์ก็ชอบที่จะให้คนเอาเงินไปไส่ในกองทุน เพราะบริษัทของตัวก็ได้ประโยชน์ด้วย การมองภาพในอนาคตจึงบิดเบี้ยว ผมนั้นคิดว่ายังไงๆตลาดก็จะพัฒนาไปในรูปแบบที่คล้ายกับต่างชาติเขา คือการซื้อขายจะผ่านอินเทอรเน็ตมากขึ้น นักลงทุนรายย่อยมีกว่า 80% แต่เป็นเงินลงทุนแค่ไม่ถึง 20% ของตลาด คนที่ลงทุนในระดับ 3,000,000 บาทขึ้นไปนั้นมีแค่ 20% แต่เป็นเงินถึง 80%ของตลาด ซึ่งจะใช้บริการของกองทุนหรือเล่นเองในสัดส่วนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้จัดการกองทุน กองทุนในระดับ 10,000 ล้านบาทนั้นจะค่อยๆมีให้เห็น แต่จะโตถึงระดับ 100,000 ล้านบาทอย่างของฝรั่งเขานั้นคงอีกนาน เพราะต้องมีคนที่เป็นอัจฉริยะอย่างวอเรนบัฟเฟท หรือจอร์จซอรอส เสียก่อน


...........

14 ตค.48 .... นักลงทุนไทยชอบหาเรื่องเสียเงิน


หุ้นไทยไต่ขึ้นจาก 640 ในเดือน กค.48 ไปสู่ 720 ในเดือน กย.48 แล้วก็ถอยลงมาที่ 709 ในต้นเดือน ตค.48 ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ เพราะหุ้นนั้นเวลาขึ้นมันจะไม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเวลามันลงมันก็ไม่ลงอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนนั้นเมื่อเห็นหุ้นถอยลงมาก็จะไปถามนักวิเคราะห์ พวกเขาถามว่ามันจะลงจนต่ำกว่า 700 หรือเปล่า


ครับ, นักวิเคราะห์นั้นจริงๆแล้วก็ไม่สามารถจะคาดเดาได้แม่นยำอะไรนัก(เพราะตอนนี้ไม่มีข่าวอะไรที่สำคัญๆเลย) แต่เขารู้ทฤษฎี wishes circle เป็นอย่างดี คือถ้าทำนายในทิศทางที่ชาวบ้านเขาคิดกลัวกันอยู่นั้นจะมีโอกาสถูกมากกว่า ทั้งนี้เพราะ เมื่อนักวิเคราะห์บอกว่าหุ้นจะลง ชาวบ้านก็จะเทขาย เมื่อราคาหุ้นมันลงไปเล็กน้อย นักวิเคราะห์ก็จะทำนายว่าจะลงมากกว่านั้นอีก แล้วชาวบ้านก็จะเทขายมากยิ่งขึ้น


นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือสัปดาห์ต้นเดือน ตค.48 นั้นนักวิเคราะห์แค่บอกว่าหุ้นจะลง แต่ไม่กล้าบอกว่าจะลงไปเท่าใด แต่สัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์หลายคนฟันธงว่าลงไปต่ำกว่า 700 แน่นอน แถมยังมีนักวิเคราะห์บางคนฟันว่าจะลงถึง 680 วันนี้ก็เลยดิ่งพรวดลงมาแตะ 700 พอดี


ครับ, จากการดูกราฟของ SET ผมบอกได้ว่า หุ้นมันถอยลงมามากแล้ว และน่าจะเริ่มดีดกลับตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ แต่เมื่อเจอกับคำชี้นำของนักวิเคราะห์อื่นๆ มันก็เลยลงต่อมาอีก ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องปรกติ และถ้านักลงทุนของเราไม่ไปกังวลกับเรื่องนี้มากนัก สัปดาห์หน้ามันก็จะดีดกลับ


สรุปก็คือ ในการเล่นหุ้นระยะยาวนั้น ท่านนักลงทุนจะต้องไม่ตื่นตกใจ ใครที่ขายหุ้นไปในเช้าวันนี้จะต้องเสียใจ เพราะจะไม่กล้าเข้ามาซื้อไปอีกหลายวัน พวกนี้จะกลับเข้ามาซื้อก็เมื่อดัชนีกลับไปสูงกว่า 710 และจะเสียเงินไปไม่น้อยทีเดียว บางคนอาจขาดทุนจริงๆ แต่บางคนจะขาดทุนกำไร หรือคือกำไรหดไปหลายเปอร์เซนต์ทีเดียว


ครับ, เล่นหุ้นระยะยาวนั้นอย่าตกใจง่าย และอย่าไปถามนักวิเคราะห์ ถ้าเรารู้ว่าตอนนี้ยังเป็นขาขึ้นไปอีก 2-3 เดือน เราต้องถือเอาไว้ ใครตกใจจะเสียเงินและเสียโอกาส


.............

18 ตค.48 .... อย่าดูแค่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณสุนันท์ เชิญ ดร.นิเวศน์ มาออกรายการโทรทัศน์ ประเด็นก็คือ จะมาดูกันว่าดัชนีจะหลุด 700 จุดหรือไม่


ครับ, ดูจากมูดด์ของตลาด ใครๆก็ต้องทำนายว่าหลุดแน่ แต่ทั้งสองท่านก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาทุบ ท่านก็เลยยกเอาเรื่องอัตราดอกเบี้ย และการออกพันธบัตร์กองทุนน้ำมันมาเป็นข้ออ้าง ทาง ดร.นิเวศน์บอกว่า อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้นมีผลต่อตลาดหุ้นสูงที่สุด การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงินมีผลทำให้ราคาหุ้นลดลง และยิ่งมาดูที่พันธบัตร์กองทุนน้ำมันยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะให้ดอกเบี้ยถึง 6.4 เปอร์เซนต์ ในเวลา 7 ปี มันเป็นการก้าวกระโดด และจะเป็นเบนช์มาร์คของอัตราดอกเบี้ยไปอีกนาน ส่วนคุณสุนันท์ก็หาเหตุผลอื่นๆมาช่วยเสริมอีกหลายประเด็น แล้วก็สรุปกันว่า คนจะขายหุ้นแล้วเอาเงินไปลงทุนทางอื่นกันหมด


ฟังแล้วดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยจะฉิบหายแน่


แต่เมื่อคุณสุนันท์ถาม ดร.นิเวศน์ว่าจะขายหุ้นแล้วย้ายไปลงทุนทางอื่นหรือไม่ ดร.นิเวศน์ตอบว่า หุ้นที่ถืออยู่นั้นก็ยังให้ผลตอบแทนดี จึงยังไม่ขาย


ครับ, มันน่าสนใจ ทำไมจึงไม่ขายตามคนอื่น?


คำตอบก็คือ ดร.นิเวศน์นั้นเล่นหุ้นไม่เหมือนชาวบ้าน และท่านก็เชื่อว่าได้ผลตอบแทนสูงกว่าเจ้าพันธบัตร์กองทุนน้ำมันอยู่หลายเปอร์เซนต์


ครับ, ถ้ามาถามผมว่าจะเลิกเล่นหุ้น แล้วเอาเงินไปซื้อพันธบัตร์กองทุนน้ำมันหรือไม่ ผมก็คงตอบเช่นเดียวกันกับ ดร.นิเวศน์ แต่ผมมีเหตุผลเพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่ง คือ เจ้าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และเจ้าพันธบัตร์กองทุนน้ำมันนี้จริงๆแล้วไม่มีความหมายกับตลาดหุ้นเลย ทั้งนี้เพราะ


1. ปริมาณของพันธบัตร์กองทุนน้ำมันมันนิดเดียว มันแค่ 30,000 ล้านบาท มันจะไปเทียบอะไรกับหุ้นที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งมีถึง 5 ล้านล้านบาท ถอนไป 30,000 ล้านก็จะกระทบเพียง 5-6 วันเท่านั้น


2. อัตราดอกเบี้ยที่คณะกรรมการการเงินจะออกมาเพิ่มขึ้นนั้น มันก็แค่จาก 1.5 ไปเป็น 1.75 ถึง 2.05 เปอร์เซนต์เท่านั้น มันยังห่างจากอัตราเงินเฟ้ออยู่อีกมาก ตอนนี้เงินจากธนาคารยังใหลเข้าตลาดหุ้นมากกว่าที่มันจะใหลออก เงินฝากในธนาคารมันมากกว่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มันใหลเข้าเดือนละ 1 เปอร์เซนต์ก็มากกว่า 50,000 ล้านบาท


แต่.... ความรู้และความกลัวของคนมันไม่เท่ากัน ต่อให้สิบดร.ปัญญา และ สิบดร.นิเวศน์ มาห้าม คนก็ไม่ฟัง พวกเขาขอขายออกไปเสียก่อน ดัชนีจึงทลุ 700 ลงมาแน่นอน


แล้วหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครสน ยกเว้นแต่เพียงบางคนที่สนใจฟังเท่านั้น


................

21 ตค.48 .... ลงได้ก็ขึ้นได้


ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา(ประมาณ 23 กย.48-20 ตค.48) ดัชนีหุ้นไทยใหลลงมาจาก 725 มาเป็น 680 ทั้งๆที่มันน่าจะวิ่งขึ้น คำทำนายของผมจึงผิดมาสองรอบแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้สึกตกใจหรือเสียใจ ผมถือหุ้นเอาไว้เกือบ 3 ล้านบาท และดูตัวเลขทางบัญชีแล้วขาดทุนไปกว่า 150,000 บาท


ทำไมผมจึงไม่ตกใจ?


ก็เพราะดูกราฟแล้วมันยังเป็นปรกติ


ครับ, การที่หุ้นมันขึ้นมาจาก 640 เมื่อ 3 เดือนก่อน มาจนถึง 725 ในปลายเดือนที่แล้ว แล้วมันจะตกลงไปที่ 680 นั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และที่ผมเห็นว่ามันเป็นปรกติอย่างยิ่งก็คือ มันมีการขึ้นลงเป็นลูกคลื่นขนาด 20-50 วันมาโดยตลอด และข่าวสารบ้านเมืองก็เป็นปรกติ การฆ่าพระและเผาวัดที่ปักษ์ไต้ การด่าทอกันระหว่างพรรคการเมือง การขึ้นลงของราคาน้ำมันดิบในระดับวันละ 0.50-1.50 ดอลล่าห์ต่อบาเรลล์ การจะให้ที่ดินรอบสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเขตเมืองใหม่...เป็นเรื่องไม่ถึงขั้นจะทำให้ตลาดหุ้นพังอย่างแน่นอน และผมทำนายได้อย่างเต็มร้อยว่าดัชนีต้องดีดกลับ มันจะดีดกลับวันนี้ หรือจันทร์นี้ หรืออีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าก็ไม่สำคัญ และผมจะยังไม่ขายหุ้น(นอกจากจะเกิดเหตุที่รุนแรงกว่านี้อีกสัก 10 เท่า)


ครับ, ผมไม่ตื่นตกใจเพราะผมเล่นหุ้นระยะรายปี ตอนนี้มันเป็นแค่ลูกคลื่นเล็กที่สอง มันยังจะมีอีกประมาณ 2-3ลูก และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือนถึงจะถึง peak ของปี


นี่คือข้อดีของการเล่นหุ้นระยะยาว


สำหรับคนที่เล่นหุ้นระยะสั้น สามสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างนอนไม่หลับ หลายคนคัทลอสไปแล้วถึงสามครั้ง มีเงินอยู่ในมือก็นอนไม่หลับ เพราะกลัวว่าหุ้นมันจะพลิกขึ้นเร็วจนไม่ทันซื้อ มีหุ้นอยู่ในมือก็นอนไม่หลับ เพราะกลัวมันจะหล่นต่อลงไปอีก อาการแบบนี้ไม่ต้องไปแอบสำรวจถึงในห้องนอน ผมดูจากการขึ้นลงของราคาหุ้นในช่วงเวลาทำการ วานนี้มันแกว่งแรงมาก ทุกกลุ่มแกว่งหมด เดี๋ยวเป็นลบ เดี๋ยวเป็นบวก ยิ่งมีวอลุ่มถึง 9,000 ล้านบาทจากยูค่อมเข้ามาเพิ่มโดยไม่รู้ตัว หุ้นก็แกว่งกันใหญ่


ครับ, ไปกลัวอะไรกับการที่ตระกูลเบญจรงค์กุลเขาขายกิจการให้ฝรั่ง ยูค่อมยังอยู่ในตลาดแน่นอน และผมเชื่อได้เลยว่าฝรั่งจะเสนอราคารับซื้อที่ต่ำๆ เพราะไม่ต้องการเอาออกจากตลาดหุ้นไทย เมื่อทุกคนไม่ขาย เขาก็อยู่ต่อไปในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่(แต่ไม่เกิน 49%) มันก็แค่นั้นเอง


ครับ, เรารู้กันดีว่า หุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง ลงแล้วก็ต้องขึ้น ถ้าไม่อยากมือสั่นและปวดหัว ท่านต้องเปลี่ยนไปเล่นหุ้นระยะยาว (แต่ก็ต้องศึกษาวิธีเล่นหุ้นระยะยาวนะครับ อย่าไปตีความว่าซื้อแล้วถือไว้ตลอด)


.............

22 ตค.48 .... จวนหมดรอบของหุ้นพลังงานแล้วนะครับ


หุ้นกลุ่มพลังงานขะโยกขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 แล้ว มันมีผลทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นลงผิดปรกติไปพอสมควร คือ ทำให้มองได้ไม่ชัดนักว่าตอนใหนเป็นขาขึ้นของปี และตอนใหนเป็นขาลงของปี ผมต้องอาศัยดูกราฟของกลุ่มแบงก์ กลุ่มไฟแนนซ์ และกลุ่มสื่อสารมาประกอบ เมื่อสามกลุ่มนี้เริ่มเป็นขาขึ้น ผมก็บอกว่า SET เป็นขาขึ้น และเมื่อสามกลุ่มนี้เปลี่ยนเป็นขาลง ผมก็บอกว่า SET เป็นขาลง ซึ่งทำให้การทำนายทิศทางระยะสั้นของผมผิดไปบ้าง


แต่แล้วกลุ่มพลังงานก็มาเริ่มพลิกเป็นขาลงเมื่อปลายเดือนกันยายน 2548 นี้เอง มันมาพลิกลงในจังหวะที่กลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ และสื่อสารเขาเป็นขาขึ้นของปี มันจึงดูสับสน สาเหตุที่กลุ่มพลังงานพลิกลงก็เพราะ ราคาน้ำมันดิบที่ดูไบและอังกฤษมันลดลง เขากำลังจะเลิกเก็งกำไรราคาน้ำมันดิบกันแล้ว


ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า อนาคตของหุ้นพลังงานจะเป็นอย่างไร?


เรื่องนี้จริงๆแล้วมันคาดเดาได้ยากมาก มันอยู่นอกการควบคุมของตลาดหุ้นไทย แต่มันก็มีแฟคเตอร์ที่เรารู้แล้วอยู่หลายประการ เช่น พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นของอุตสาหกรรม พลังงานถ่านหินและน้ำมันจะหมดใน 30 ปีนี้แน่ พลังงานทดแทนมีแค่เจ็ดด้าน คือพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานคลื่นทะเล พลังงานจีโอ พลังงานจากป่าไม้ และพลังงานจากพืชน้ำมัน ฝรั่งนั้นพยายามยึดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไว้เป็นของตน ใครคิดจะพัฒนานิวเคลียร์จะโดนกล่าวหาว่าผลิตอาวุธสงคราม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานคลื่นในทะเล และพลังงานจีโอก็ดูจะอยู่ในมือฝรั่ง เพราะต้องใช้เครื่องจักร์ขนาดใหญ่ และใช้เทคโนโลยีสูง พลังงานจากป่าไม้ก็ถูกฝรั่งกีดกันอยู่ เขาหาว่ามันเพิ่มคาบอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้โลกร้อน มันจะเหลือแค่พลังงานจากพืชน้ำมันเท่านั้นสำหรับเมืองไทย


ครับ, จากที่เรารู้ว่ากาซ ถ่านหิน และน้ำมันดิบจะหมดไปใน 30 ปี เราจะพบว่า ตอนนี้มันไม่คุ้มแล้วที่จะเพิ่มอัตราการขุดเจาะ หรือเพิ่มโรงกลั่น โรงงานนั้นต้องลงทุนสูง และต้องใช้ถึง 50-100ปีจึงจะคุ้มค่า ดังนั้นพลังงานจากฟอสซิลเหล่านี้มันเข้าสู่จุดจบแล้ว ฝรั่งจะไม่ลงทุนในด้านนี้แล้ว ใครที่ยังจะดันไปลงทุนทางนี้จะขาดทุนในอนาคต เพราะต้องขายโรงกลั่นไปเป็นเศษเหล็ก


แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น?


ฝรั่งนั้นมีทางออก เครื่องมือขุดเจาะ โรงกลั่น และโรงไฟฟ้าของเขาจะหมดอายุพอดี แล้วเขาก็หันไปใช้นิวเคลียร์ เขาอาจไปใช้พลังแสงแดด หรือพลังงานลม หรือพลังงานคลื่นทะเล หรือพลังงานจีโอก็ได้ ถ้ามันดีกว่า


แต่ไทยเราคงต้องหันไปพึ่งป่าไม้และพืชน้ำมัน โรงไฟฟ้าที่ยังไม่หมดอายุสามารถปรับไปใช้ฟืนได้ แต่เครื่องยนต์และรถยนต์คงต้องปรับไปใช้น้ำมันพืช แต่เราจะต้องโดนกดดันจากฝรั่งอย่างแรง ซึ่งมีทางออกทางเดียว คือ เลิกอุตสาหกรรม และเลิกฟุ่มเฟือย เราคงจะได้เห็นประโยชน์ของแนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงกันในตอนนั้น


ครับ, คนไทยคงยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่สภาวะแวดล้อมมันจะบีบเราให้ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคงจะลดลงเพียงเล็กน้อย(เพราะเลิกเก็งกำไรราคา) แต่เจ้าของบ่อน้ำมันจะขึ้นราคา ฝรั่งจะกักตุนน้ำมันมากขึ้น ประเทศไทยคงจะเริ่มหาซื้อน้ำมันดิบไม่ได้ใน 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจพลังงานจะหดหายไป การบินพาณิชย์จะล่ม สุวรรณภูมิจะร้าง


ครับ, อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ธุรกิจน้ำมันมันไม่มีอนาคตแล้ว มีแต่ฝรั่งกับแขกอาหรับเท่านั้นที่จะใช้น้ำมันได้ กาซซอฮอลล์ก็ไม่มีจะใช้ เพราะต้องมีน้ำมันเป็นส่วนผสมถึง 90% ธุรกิจพลังงานของไทยมันถึงตอนขาลงแล้ว


.............

23 ตค.48 .... วิกฤติภาษาไทย


วานนี้คุณสุทธิชัยบ่นไว้ในคอลัมน์..กาแฟดำ..ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า ผู้นำประเทศของไทยทำภาษาไทยวิบัติ คือพูดไทยปนอังกฤษ และออกเสียงภาษาไทยผิดๆ คุณสุทธิชัยยกตัวอย่างให้ดูประโยคหนึ่ง คือ ...เลากำลังปับปุงเปี่ยนแปงกฎละเบียบ เพาะที่ผ่านมาทางการยังไม่เค่งคัดเพียงพอ ทำให้น่ากัวว่าเยาวชนจะได้ตัวอย่างที่ผิดๆ....


ครับ, ผมไม่รู้ว่าหูคุณสุทธิชัยผิดปรกติหรือเปล่า เพราะคอยจ้องด่าแต่นายกและคนในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เท่าที่ผมฟังมา นายกคนนี้พูดไทยชัด และรัฐมนตรีที่มีเชื้อสายจีนก็พยายามไปหัดพูดไทยจนชัดขึ้น แต่ที่ผมเห็นว่ามันแย่ที่สุดมาอยู่ที่กลุ่มนักวิเคราะห์หุ้นเสียมากกว่า ผมก็มีตัวอย่างให้ท่านฟัง เช่น ...ตอนนี้ผมวิเคาะแร้วเห็นว่า อัตตาเพิ่มของเงินใหรเข้าสูงก่าอัตตาใหลออก หุ้นต้องขึ้นแน่ๆ นอกจากจะมีอะลายมาเปี่ยนแปงอย่างฉับพัน...


ครับ, ทัมมายมังจึงเป็งแบบนี้ปายล่าย?


คำตอบก็คือ
1.ปัจจุบันนี้ไม่มีคนไทยทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์หุ้น ตำแหน่งงานชนิดนี้ตกเป็นของคนไทยเชื้อสายจีนจนหมด
2. ผู้ประกาศข่าวของไทยพยายามพูดให้เร็ว ทั้งนี้เพื่อใช้เวลาอันสั้นในการออกข่าวยาวๆ เลยกลายเป็นพฤติกรรมมาตรฐาน คือ เวลาออกทีวีทุกคนต้องพูดให้เร็ว นักวิเคราะห์หุ้นก็เลยต้องพูดเร็วตามไปด้วย แล้วก็เลยออกเสียงตามความเคยชิน แต่บางครั้งก็สับสน จนไปเปลี่ยน ล.ลิง ไปเป็น ร.เรือ
3. คนไทยเชื้อสายจีนมีมากขึ้น แล้วก็พูดไทยผิดๆกันมากจนทำให้คิดว่าเป็นเรื่องปรกติ


ครับ, คุณสุทธิชัยบอกว่า ..นี่เป็นวิกฤติภาษาไทย.. แต่ผมคิดว่ามันเป็นเฟสสุดท้ายของการสิ้นชาติของคนไทยมากกว่า


...............

28 ตค.48 .... คุณภาพของสื่อ(อีกแล้ว)


วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เช็คชั่นเศรษฐกิจการเงินมีข่าวเล็กๆ อยู่ด้านล่างของหน้าแรกว่า เมอร์ริลลินช์ชี้ไทยน่าลงทุนอันดับ3เอเซีย โดยเริ่มต้นด้วยข้อความว่า...เมอร์ริลลินช์มองไทยน่าลงทุนอันดับ3 โดยผลตอบแทนจากเงินปันผล ดิวีเดนด์ ยิว สูงถึง 4.5% อีกทั้งยอดการบริโภคยังเติบโต...


ครับ, ผมไม่รู้ว่าคำว่า yield ในภาษาอังกฤษนั้นควรออกเสียงว่าอย่างไร แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นคำว่า ยิว ทั้งนี้เพราะ y=เสียง ย.ยักษ์ ie=สระอี l=เสียง ล.ลิง และ d=เสียง ด.เด็ก อย่างน้อยมันก็น่าจะมีเสียง ล.ลิง และ ด.เด็ก ติดท้ายมาด้วย


ครับ, นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่านักหนังสือพิมพ์นั้นไม่มีคุณภาพ


และถ้าเรามองย้อนไปให้ทั่ว คือดูทั้งในทีวี หนังไทย หนังเทศ การโฆษณา การเลือกเรื่องราวที่จะนำมาเสนอ ดูย้อนกลับไป 10-20 ปี และดูผลกระทบจากสื่อ เราก็จะพบว่า คุณภาพของสื่อมันแย่เอามากๆเลย แค่เอาคนมากินอยู่รวมกัน แล้วให้ทุกคนพยายามแสดงออก(show off)ก็ยัดเยียดให้คนมาดูกัน คำพูดและการออกเสียงไม่ได้รับการกลั่นกรองใดๆ จะพูดผิดพูดถูกอย่างไรไม่เคยสนใจ เพราะถือว่ามีหน้าที่แค่คาบเอามาเขีบน คาบเอามาออกรายการเท่านั้น ตัวเลขที่ไปลอกเขามาลงจะสมเหตุสมผลหรือไม่ ก็ไม่สนใจ ไม่เคยคิดจะทำความเข้าใจกับเรื่องนั้นๆ


ครับ, ผลกระทบต่อสังคมนั้นมันมีสูงมาก คนไทยนั้นเรียนจบมาแล้วจะไม่อ่านตำรา หรือค้นคว้าวิจัย เขาหาความรู้เพิ่มจากหนังสือพิมพ์และทีวี เขาซุบซิบแล้วบอกต่อๆกัน เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็สามารถทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ ความรู้ของคนไทยมันมีแต่ด้อยลง ด้อยลง ผลงานจึงต่ำ มีความผิดพลาดบกพร่องสูง บ้านเมืองจึงพัฒนาไม่ขึ้น ยิ่งทำยิ่งผิด ยิ่งทำยิ่งจน แล้วในที่สุดก็ถูกฝรั่งหลอกจนหมดตัว


ดูอย่างเรื่องที่หยิบขึ้นมาให้ดูข้างบนนั้น ฝรั่งบอกว่า ดีวิเดนด์ยิลด์(ไม่ใช่ ดิวีเดนด์ยิว)ของไทยเพิ่มเป็น 4.5%ก็ถือว่าน่าลงทุนแล้ว ซึ่งไม่จริงเลย ฝรั่งมันโกหก ฝรั่งมันเชียร์ให้คนไทยซื้อหุ้น ตอนนี้ฝรั่งกำลังขาย มันต้องการขายให้ได้ราคา


ครับ, ดีวิเดนด์ยีลด์ 4.5% นั้นไม่มีความหมายเลย เพราะอัตราเงินเฟ้อของไทยขณะนี้มันกว่า 5.0% การเสียเงิน 100 บาท มาถือหุ้นไทยเอาไว้ 1 ปี แล้วได้เงินปันผล 4.50 บาท นั้นมันไม่คุ้มค่า นอกจากนี้แล้ว มันยังต้องเสียภาษีในเงินปันผลนั้น แล้วยังต้องเสียจากความแตกต่างในอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย


ครับ, จะคาบเอาข่าวจากฝรั่งมาพูดนั้นควรจะเข้าใจเนื้อเรื่องให้ดีเสียก่อน คนทำสื่อนั้นชอบหาเรื่องกับรัฐบาลและกลุ่มทุน ชอบหาว่าไปแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อ แต่ไม่เคยส่องกระจกดูเงาตัวเอง คุณกำลังทำประเทศชาติให้ฉิบหาย คุณควรปรับปรุงคุณภาพเสียบ้าง


สำหรับนักลงทุนนั้น ผมขอแนะนำว่า ท่านต้องศึกษาให้มากๆ แล้วมากรองข้อมูลเอง ท่านคงจะต้องอยู่กับสื่อห่วยๆอย่างนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน เพราะรัฐบาลและนายทุนเขาไม่กล้าไปแตะคนทำสื่อ เขาก็เสวยสุขไปวันๆเท่านั้น


...............

29 ตค.48 .... รถไฟฟ้าไม่ใช่ถนน


เห็นเรื่องคุณอภิรักษ์จะเอาเงินสองพันกว่าล้านมาทำรางรถไฟฟ้าต่อจากสพานตากสินแล้วน่าเบื่อ คุณอภิรักษ์คงคิดว่ารถไฟฟ้านั้นมันเหมือนกับถนน คือใครอยากจะทำต่อจากของคนอื่นตรงใหนก็ทำได้


ครับ, ระบบรถไฟฟ้านั้นมันต่างจากระบบถนน ถนนนั้นเมื่อทำมาเชื่อมต่อกันได้แล้วประชาชนก็ขับรถยนต์ผ่านไปได้เลย รถยนต์เป็นของประชาชน จะขับผ่านตรงใหนก็ได้เลยเมื่อเจ้าของถนนเขาอนุญาต แต่ระบบรถไฟฟ้านั้นผู้ใช้เป็นแค่ผู้โดยสาร ระบบรถไฟฟ้าต้องมีราง ต้องมีตู้ ต้องมีไฟฟ้าจ่ายเป็นพลังงาน ต้องมีระบบเก็บเงิน และต้องมีระบบควบคุม เมื่อเกิดมีสองเจ้าของมาเชื่อมต่อกันก็จะมีคำถามได้มากมาย เช่น กทม.จะมีแต่ราง หรือจะมีให้ครบทุกชิ้นส่วน ถ้ามีครบทุกชิ้นส่วนจะยอมให้ตู้รถไฟวิ่งผ่านไปบนรางของกันและกันหรือไม่ ถ้าไม่ ผู้โดยสารก็ต้องลง แล้วไปขึ้นต่อบนอีกระบบหนึ่ง ถ้าต้องลงและไปต่ออีกระบบหนึ่งเราจะให้ใช้ตั๋วร่วมกันได้หรือไม่ หรือจะต้องมีตั๋วแยกกัน ในกรณีที่ให้ตู้รถไฟข้ามกันได้นั้นเราจะต้องปรับระบบควบคุมกันอย่างไร เราจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 ตัวคุมตู้รถไฟทั้งสองชุดได้หรือ แล้วเจ้าระบบเก็บเงินมันจะทำงานอย่างไร ต่างคนต่างเก็บเงิน แล้วจะเอามาแบ่งปันกันอย่างไร ถ้าต่างคนต่างเก็บโดยไม่ต้องแบ่ง ก็จะเกิดการเอาเปรียบกันได้ คือทำรางแค่ 2 กิโลเมตร์ แต่ทำตู้รถไฟออกมาวิ่งเป็นร้อยๆตู้ อย่างนี้ก็ได้ใช้รางของคนอื่นฟรี....ฯลฯ


ครับ, เรื่องพวกนี้มันมีทางเลือกมากมาย มันแยกเป็นวิธีการเป็นพันชนิด มันต้องใช้เวลาพิจารณาและตกลงกัน ในหลายๆวิธีการดังกล่าวนี้(หรืออาจเกือบทั้งหมด)มันไม่มีประสิทธิภาพ มันสู้แบบมีเจ้าของเดียวไม่ได้ คิดกันง่ายๆ รถเมล์ในกทม.เรายังเอามารวมกัน เพราะเราเห็นกันแล้วว่า รวมกันจะมีประสิทธิภาพมากกว่า


อันที่จริงแล้วคุณอภิรักษ์ไม่ควรจะก่อเรื่องนี้ขึ้นมาเลย เงินสองพันล้านนั้นควรเอาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ในสายตาของคนกทม.เกือบทั้งหมดเขาไม่เห็นประโยชน์ มันมีแค่คนฝั่งธน และเป็นด้านถนนตากสินเท่านั้นที่อยากได้ส่วนต่อของระบบรถไฟฟ้านี้ เงินนี้มาจากภาษีของคนทั้งประเทศ มันควรไปร่วมกับการพัฒนาส่วนอื่นๆของกทม.


ทำไมผมจึงบอกว่าคุณอภิรักษ์กำลังก่อปัญหา?


ก็เพราะมันกลายเป็นความขัดแย้งในระดับพรรคการเมือง มันทำให้บรรยากาศการลงทุนเสียหาย นับตั้งแต่เรื่องนี้เกิดขึ้นมา ต่างชาติถอนทุนออกจากประเทศไทยไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว


ทำไมต่างชาติจึงถอนทุนออก?


ก็เพราะใครๆในโลกนี้เขาต่างรู้กันดีว่า ระบบขนส่งมวลชนแบบนี้มันต้องให้คนทำรายเดียว หรือไม่ก็วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะมีกี่สาย แล้วให้คนเขามาประมูลไปเป็นสายๆ เขาไม่มาเชื่อมต่อกัน โปรแกรมสำหรับใช้ควบคุมการเดินรถ โปรแกรมสำหรับใช้ควบคุมการเก็บค่าโดยสาร เท่าที่มีอยู่ในโลกนี้มันคุมได้แค่ระบบเดียว โปรแกรมที่จะให้ควบคุมรถและเงินร่วมกันหลายๆเจ้าของนั้นมันยังไม่มี ที่ผมพูดมานี้ไม่ใช่ว่าผมได้ไปสำรวจมาแล้ว แต่จากประสบการณ์ในด้านไอทีของผมมันบอกได้ว่าโปรแกรมแบบมีหลายเจ้าของนั้นมันออกแบบไม่ได้ มันเขียนขึ้นมาไม่ได้


นอกจากนี้แล้ว ใครๆในโลกนี้เขารู้กันดีว่า การลงทุนทำรถไฟฟ้าเป็นรายแรก และมีระยะทางสั้นๆนั้นมันจะขาดทุน ผู้ลงทุนจึงมักจะทำสัญญาผูกมัดเอาไว้ว่า ส่วนที่ต่อยอดออกไปนั้นต้องให้เขาทำ ระบบรถไฟฟ้า(จะบนบก หรือไต้ดิน หรือลอยฟ้า)ต้องมีความยาวมากพอจึงจะมีกำไร การที่เขาออกแบบให้มีช่องที่จะต่อข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้นั้นมันต้องเสียเงิน เขาทำรอเอาไว้เพื่อตัวเขา แล้วมันเรื่องอะไรที่เขาจะยอมให้กทม.ไปเอาผู้รับเหมารายอื่นมาทำต่อยอดไปฟรีๆ การที่คุณอภิรักษ์ไม่ไปดูสัญญาเก่า แล้วก็คิดจะต่อยอดออกไปเองอย่างนี้ มันทำให้นักลงทุนต่างชาติเขาตกใจ ถ้ารัฐบาลนี้ปล่อยให้คุณอภิรักษ์ทำได้ การลงทุนอื่นๆก็ฉิบหายหมด เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้ว คือรัฐบาลนายชวนไปยกเลิกสัญญาจนเหลือตอคอนกรีตอยู่ทั่วเมือง ทำแบบนั้นต่างชาติก็ถอยหมด มันทำให้เศรษฐกิจพังมาแล้ว


ครับ, เลิกเสียเถอะ เลิกแย่งชิงประชาชน เลิกทำลายบรรยากาศการลงทุนเสียที


...............

31 ตค.48 .... ให้ขึ้นทะเบียนเป็นเอไอ แล้วช่วยอะไรได้?


ครับ, มันมีข่าวหึ่งอยู่ในวงการตลาดหลักทรัพย์ว่า ตอนนี้มีขาใหญ่ไปตั้งบริษัทแล้วให้บริการอินไซด์อินฟอร์เมชั่นกันอย่างโจ๋งครึ่ม สมาชิกสามารถรับอินไซด์อินฟอร์เมชั่นผ่านระบบชอร์ตเมสเสจอย่างทันอกทันใจ หรือจะล็อคออนผ่านอินเทอร์เนตความเร็วสูงก็ได้ เรื่องนี้ไปเข้าหูของคุณดุสิต ศิริวรรณ จึงถูกนำมาตั้งเป็นคำถามในทีวีว่า ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง แล้วจะทำอย่างไร และใครควรเป็นผู้กระตุ้นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ให้เทคแอคชั่น


ครับ, ผมเชื่อว่า เมื่อตลาดหลักทรัพย์เข้าไปสอบสวน ก็จะพบว่าเขามีผู้ที่สอบได้ใบอนุญาตเป็นผู้ให้คำแนะนำการลงทุน(เอไอ)อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็ไม่สามารถเอาผิดอะไรเขาได้ ทั้งนี้เพราะ นี่คือวิธีการควบคุมและป้องกันที่ตลาดหลักทรัพย์วางไว้ มันเป็นความคิดแบบโง่ๆ วางไว้ให้ดูขึงขัน แต่พอเอาเข้าจริงก็มีช่องโหว่ให้หลุดรอดไปได้อย่างง่ายดาย


ทำไมมันจึงหลุดไปได้?


มันไม่มีคำจำกัดความของคำว่าอินไซด์อินฟอร์เมชั่น และมันไม่มีข้อกำหนดว่าเอไอนั้นทำอะไรได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง ข้อมูลข่าวสารอาจจะจริงหรือเท็จก็ได้ ข้อมูลอาจเป็นอินไซด์อินฟอร์เมชั่น หรือเป็นการคาดเดา หรือเป็นข่าวลือก็ได้ เราไม่สามารถแยกมันออกจากกันได้ ส่วนเอไอนั้นเขาสามารถพ้นผิดได้โดยบอกว่า เขาได้รับฟังมาจากคนที่เชื่อถือได้ เขาไม่ได้ปล่อยข่าวเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เขาไม่ได้รับคำสั่งจากใคร เขาไม่ได้หวังร้ายต่อใคร ในบริษัทไม่มีขาใหญ่ขาเล็ก ทุกอย่างมีการวิเคราะห์อย่างมีหลักการ


ครับ, คุณดุสิต ศิริวรรณ ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเรื่องอย่างนี้ใครจะต้องจี้ไชผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ต้องจบรายการแบบคลื่นกระทบฝั่ง


แต่ผมเห็นว่า กลต.คือผู้ที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เราจะปล่อยให้เป็นคลื่นกระทบฝั่งไม่ได้ มันเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย มันทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างนักลงทุนรายใหญ่(ที่มีเงินจ่ายค่าข้อมูล) กับนักลงทุนรายย่อย(ผู้ไม่มีเงินซื้อข้อมูล) มันทำให้การระดมทุนเกิดความผิดพลาดและเสียหาย มันจะทำให้คนไม่กล้าลงทุนในตลาดหุ้น


หนทางแก้ในเรื่องนี้มีสองทาง ทางแรกคือต้องทำให้เอไอมีสำนึกในคุณธรรม ทางที่สองคือเลิกระบบเอไอเสีย เพราะถ้าเราเปิดให้ผู้อื่นทำหน้าที่ขายข้อมูลได้ มันจะได้มีแหล่งข้อมูลที่จะให้เลือกได้มากขึ้น การเป่าหูและปั่นตลาดโดยใครคนใดคนหนึ่งก็จะหมดไป ลูกค้าจะมีกำไรก็เมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง คนขายข้อมูลที่ดีก็จะอยู่ได้ คนปั่นตลาดก็จะเจ้งไป


แล้วท่านคิดว่าการสร้างจิตสำนึกให้มีคุณธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้ใหม?


ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่(ต่างดิ้นรนเพื่อหาเงินอย่างหน้าดำคร่ำเครียด) ท่านคงจะหาเอไอที่มีคุณธรรมได้ยาก


ครับ, ท่านกลต. ท่านต้องเลิกสร้างช่องทางเอาเปรียบกันในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว กฎหมายที่ท่านออกมานั้นมันไม่ได้ผล มันกำลังทำลายการลงทุนของประเทศ มันสร้างธุรกิจที่เลวทรามที่สุดออกมาแล้ว


...............

2 พย.48 .... หุ้นวัฎจักรหรือวัฐเจ้ง?


วานนี้(อังคารที่ 1 พย.2548 กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่นหุ้น-การเงิน หน้า 20) ดร.นิเวศน์บอกว่า หมดยุคของหุ้นวัฐจักรแล้ว คำว่าหุ้นวัฐจักรนั้นท่านหมายถึงหุ้นที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบๆละหลายปี ท่านบอกว่าจะเล่นหุ้นชนิดนี้ต้องอาศัยความสามารถและพลังจิตแบบสุดยอด และคนที่ประสบผลสำเร็จก็จะรวยมหาศาล ท่านให้ดูหุ้นอะโรเมติกส์ หรือ ATC เป็นตัวอย่าง ท่านบอกว่า ATC ทำธุรกิจด้านปิโตรเคมี ในปี 2540 เกิดวิกฤตจึงขาดทุนเป็นหมื่นล้านบาท แล้วก็ขาดทุนติดต่อกันมาเรื่อย ขาดทุนจนราคาหุ้นเหลือแค่ 2.30 บาท แต่พอถึงปี 2544 ธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว ถ้าใครกล้าซื้อไว้ก็จะรวย เพราะปี 2545 ก็เริ่มมีกำไร ราคาหุ้นก็ขึ้นมาที่ 5.20 บาท แล้วในปีถัดมาก็ขึ้นไปจนถึง 63.50 บาท หรือคือ กำไรถึง 26 เท่าภายในเวลา 2 ปี


แต่แล้วท่านก็บอกว่า ปี 2547 นั้นถึงแม้กำไรจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ราคาหุ้นกลับถอยลงมาที่ 62.50 บาท ส่วนปี 2548 นี้ ใน 9 เดือนที่ผ่านมามีกำไรกว่า 4544 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับถอยลงมาที่ 33.50 บาท และมีแนวโน้มว่าจะลงต่อไปอีก ท่านก็เลยสรุปว่า มันเป็นขาลงของหุ้นประเภทนี้แล้ว


ครับ, จริงๆแล้วมีหุ้นประเภทนี้อยู่อีกหลายตัว เช่น JAS, IEC, LOXLEY, ITD คือตกต่ำในตอนวิกฤติเศรษฐกิจ แล้วมาตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา แล้วก็ทำท่าว่าจะแย่อยู่ในตอนนี้(แต่บางตัวก็เริ่มวิ่งขึ้นแล้ว)


ครับ, ในสายตาของผม ATC ไม่ใช่หุ้นที่ขึ้นลงเป็นวัฐจักร มันเป็นหุ้นปั่นต่างหาก และน่าจะเรียกว่า หุ้นวัฐเจ้ง ทั้งนี้เพราะหุ้นพวกนี้จะถูกปั่นจากราคาที่ต่ำมาก แล้วก็มีคนเข้ามาซื้อขายเป็นรอบสั้นๆ ทุกคนจะมีกำไร มีคนเข้ามาเล่นเป็นแสนคน แล้วในที่สุดก็จะมาตกอยู่ในมือคนโง่ หรือที่เราเรียกว่าชาวดอย พวกนี้เข้ามาซื้อเมื่อราคามันโด่งฟ้าไปแล้ว ตัวเลขกำไรของบริษัทนั้นมันทำกันได้ เขาจะทำให้ดูสูงอยู่ 2-3 ปี ทั้งนี้เพื่อทิ้งหุ้นให้หมดพอร์ต ราคาจะทรงหรือทรุดเล็กน้อยทั้งๆที่ดูผลประกอบการว่าดี เมื่อขาใหญ่เขาทิ้งหมดแล้วราคาจึงจะดิ่งเหว แต่ชาวดอยพวกนี้ยังหวังว่าจะดีดกลับ พวกนี้จะไปหมดแรงและยอมขายขาดทุนใน 2-3 ปีถัดมา ซึ่งขาใหญ่เขาจะไปรับซื้อไว้ เมื่อรับจนเต็มพอร์ตแล้วก็จะปั่นกันใหม่


ครับ, ผมไม่เชื่อว่าหุ้นประเภทนี้จะหมดไป มันเป็นธุรกิจที่มีพื้นฐาน แต่เขาทำตัวเลขกำไรขาดทุนกันได้ ขาใหญ่ที่ปั่นตลาดได้นั้นมันมีคอนเนคชั่นกับผู้บริหาร และได้กำไรแล้วมาแบ่งปันกัน พวกที่เล่นหุ้นระยะสั้นนั้นเหมือนปลาที่เข้ามาตอดกิน ซึ่งจะได้กำไรกันคนละนิดละหน่อย พวกนี้ออกตัวได้ทัน คนที่ขาดทุนคือคนที่เข้ามาซื้อแล้วถือโด่อยู่ 2-3 ปี(ตามแนวคิดของกลต.และตลท.) พวกปลานักตอดนั้นมีส่วนในการปั่น เพราะเขารู้ว่าเล่นในตอนใหนจึงจะมีกำไร พวกนี้จะติดตามข่าวว่าเขาจะปั่นตัวใหนกันต่อไป ได้ข่าวแล้วก็เข้าไปทำเสียงให้มันซู่ซ่า แล้วก็พาเอาชาวดอยเข้าไปติดกับ


ครับ, ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครที่โชคดีเข้าไปซื้อหุ้น ATC ที่ราคา 2.30 แล้วถือไว้ 2 ปี แล้วมาขายที่ 63.50 บาทได้ นอกจากขาใหญ่ที่เป็นตัวปั่นหุ้น วัฐจักรของหุ้นปั่นนั้นไม่แน่นอน และเขาจะปั่นตัวใหนก็คาดเดาได้ยาก ใครไปกว้านซื้อหุ้นราคาถูกๆเอาไว้ 20 ตัวก็อาจเดาใจขาใหญ่ได้ 1 ตัว กำไรที่ได้มาจากตัวที่เขาปั่นจะไม่พอกับที่ขาดทุนในอีก 19 ตัวที่มันเจ้ง ท่านอย่าคิดว่าราคาหุ้นที่ถอยลงมาถึง 10 เท่าแล้วจะไม่ลงต่อ มันลงไปอีก 2-10 เท่าได้ หุ้นพวกนี้ผมจึงเรียกว่า หุ้นวัฐเจ้ง คนเล่นหุ้นไม่เป็นแล้วเข้าไปเล่นจะเจ้งเป็นรอบๆ


ครับ, จริงๆแล้วหุ้นวัฐจักรที่แท้จริงก็มีอยู่ มันคือหุ้นเกือบทั้งหมดในตลาดนี่แหละ หุ้นเกือบทั้งหมดในตลาดมันมีการขึ้นลงเป็นรอบ มันมีรอบชนิดสั้น ชนิดยาวปานกลาง และชนิดยาวมาก รอบสั้นนั้นยาวประมาณ 41 วัน รอบปานกลางนั้นยาวประมาณ 12 เดือน และรอบยาวมากนั้นยาวประมาณ 12 ปี ถ้าคุณสังเกตให้ดีๆ คุณก็จะมองเห็นรอบทั้ง 3 ชนิด แล้วคุณก็จะรู้จังหวะเข้าซื้อและจังหวะขายออก แล้วก็จะทำกำไรได้ แต่มันจะได้แค่ประมาณ 10-30%ต่อปีเท่านั้น


ครับ, ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้นปั่น ถึงแม้ว่าจะให้กำไรสูง แต่เราคาดเดาไม่ได้ เล่นแล้วจะตกเป็นเหยื่อของขาใหญ่ผู้ปั่นหุ้น แต่ผมแนะนำให้เล่นหุ้นวัฐจักรที่แท้จริง ซึ่งขึ้นลงใกล้ชิดกับ SET ถึงกำไรจะไม่มากนัก แต่มีให้เล่นกว่า 30 ตัว และชัวร์ว่าจะมีกำไร


...............

07 พย.2548 ..... หุ้นกฟผ.จะชี้ว่าผู้บริหารไทยนั้นไร้สติ


อีก 10 วันเราก็จะได้จองหุ้นกฟผ.กันแล้ว หลายคนออกมาบ่นว่าอยู่หมู่บ้านจัดสรร ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าผ่านทางเจ้าของหมู่บ้าน จึงไม่มีใบเสร็จค่าไฟฟ้าเพื่อใช้เป็นหลักฐานจองหุ้น และจะขอประท้วงผู้บริหารที่มาออกความคิดแบบนี้


ครับ, ผมนั้นไม่คิดที่จะไปจองหุ้นกฟผ. และจะขออยู่แต่ในบ้าน ทั้งนี้เพื่อดูความงี่เง่าของผู้บริหารเหล่านี้ ผมไม่อยากจะส่งเสริมความงี่เง่า


ความงี่เง่าของคนที่ออกไอเดียให้กระจายหุ้นไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็คือ พวกเขาไม่ได้คิดถึงจำนวนนักลงทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้น และพวกเขาไม่รู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร


ในปัจจุบันเรามีนักลงทุนอยู่ประมาณ 500,000 ราย และซื้อขายหรือลงทุนถือหุ้นจริงๆประมาณ 300,000 ราย แต่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศนั้นมีถึง 16 ล้านราย สมมุติว่ามีคนติดปัญหาจนไม่สามารถมาจองหุ้นสักครึ่งหนึ่ง เราก็จะมีคนมาจองหุ้น 8 ล้านราย นี่จะทำให้เกิดปัญหาตามมาดังนี้


1. คน 8 ล้านคนจะเดินทางมาจองที่สาขาต่างๆของ 3 ธนาคาร ธนาคารเหล่านี้มีสาขาประมาณ 200 สาขาต่อหนึ่งธนาคาร จึงมีสาขาที่จะรับจอง 600 แห่ง คนก็จะเฉลี่ยไปสาขาละ 8,000,000/600=13,333 คน ผมก็อยากจะรู้ว่าจะให้พวกเขาไปยืนกันอยู่ตรงใหน และสาขามันจะทำงานนี้เสร็จได้อย่างไร แม้แต่ตัวสำนักงานใหญ่ก็รับลูกค้าขนาดนี้ไม่ได้ และถ้าคนมันโกรธขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น


2. สมมุติว่าแบงก์เขาทำได้ คือให้คน 8 ล้านคนมาจองหุ้นได้ ท่านรู้ใหมว่ามันจะเสียเงินค่าดำเนินการเป็นเท่าใด? ประชาชนต้องเสียเวลา เสียค่ารถ เสียค่าแต่งตัว คนละไม่ต่ำกว่า 50 บาท ทางธนาคารต้องเสียค่าแบบพอร์ม ค่าคีย์ข้อมูลเข้า ค่าตรวจสอบ ค่าเมล์ผลไปบอกอีกคนละไม่ต่ำกว่า 20 บาท รวมแล้วต้องเสียเงิน = 8,000,000*70=560,000,000 บาท นี่เป็นความสูญเสียของชาติ


3. จองเสร็จก็จัดสรรกันไป เรื่องนี้ทำด้วยคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของ 3 ธนาคาร มันเรื่องเล็ก จานแม่เหล็กที่ใช้เก็บข้อมูลมันลบที้งแล้วเอามาใช้งานใหม่ได้ แต่มันต้องส่งข้อมูลไปให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เขาลงทะเบียน ตรงนี้ก็จะมีคำถามว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์จะรับงานได้หรือไม่ คือจากเดิมที่มีนักลงทุนแค่ 500,000 คน ไปเป็น 8,500,000 คน ถ้าคุณไม่เตรียมขยายจานแม่เหล็กเพื่อเก็บข้อมูล และไม่เตรียมปรับโครงสร้างของเนื้อที่ในจานแม่เหล็กเพื่อเก็บดัชนีที่จะชี้ไปยังเรคคอร์ดเหล่านั้น การโหลดข้อมูลเพิ่มทีเดียว 17 เท่าตัวก็อาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ล่มได้ แต่อย่างน้อยก็คงจะเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ขึ้นปีละ 100 บาทต่อหัว หรือคือเพิ่มค่าใช้จ่ายในปีแรก=8,000,000*100=800,000,000 บาท ผมพูดถึงปีแรกเท่านั้น เพราะในไม่กี่เดือนมันก็จะเปลี่ยนมือไปเกือบหมด แต่ถ้าศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ไม่มีระบบกรองเอา inactive account ออกไป มันก็จะเสียเงินทุกปี


4. คน 8 ล้านคนได้เป็นเจ้าของหุ้นกันแล้วจะเกิดอะไรต่อไป? กว่าครึ่งก็คงจะต้องขายเพื่อทำกำไร นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องไปเปิดพอร์ต คน 4,000,000 คนไปเปิดพอร์ตนั้นก็ต้องมีค่าใช้จ่าย คิดคร่าวๆ เอาหัวละ 100 บาท มันก็ทำให้ประเทศสูญไปอีก 4,000,000*100=400,000,000 บาท แล้วก็มีคำถามว่าโบรกเกอร์สิบกว่ารายที่มีอยู่จะต้อนรับพวกเขาได้อย่างไร พวกเขาต้องต้อนรับลูกค้ารายละ 4,000,000/20=200,000 คน ในเวลาประมาณ 1สัปดาห์ โบรกเกอร์คงต้องไปเช่าสนามกีฬาเพื่อบริการเปิดพอร์ต แล้วก็ต้องอัพเกรดเครื่องคอมพิวเตอร์อีกรายละ 10,000,000-20,000,000 บาท คิดเป็นเงินรวมกันประมาณ 400,000,000 บาท


5. แล้วอีก 4,000,000 คนที่ไม่ไปเปิดพอร์ตล่ะ? พวกนี้ก็จะเป็นภาระของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ที่จะต้องพิมพ์ใบหุ้น และส่งไปให้ ใบหุ้นนั้นมันต้นทุนใบละ 20 กว่าบาท ค่าส่งแบบลงทะเบียนอีกใบละ 12 บาท มันเป็นค่าใช้จ่ายของชาติอีก 4,000,000*32=128,000,000 บาท


6. หลังจากคน 4,000,000 คนเปิดพอร์ตได้แล้ว พวกเขาก็ต้องขายให้หมดภายในเวลา 1 สัปดาห์ นั่นมันหมายถึงคำสั่งขายถึงวันละ 4,000,000/5=800,000 คำสั่งเป็นอย่างน้อย แล้วมันก็ต้องแมทช์ให้ได้ครบ 800,000 คู่ต่อวัน มิฉะนั้นใบสั่งเหล่านี้ก็จะถูกยกเลิก แล้วกลับเข้ามาใหม่ในราคาขายที่ต่ำลง ซึ่งก็จะหมายถึงดัชนีที่จะลดฮวบลง ถ้ารัฐบาลบังคับว่าราคาจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาจอง มันก็ต้องมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเข้ามารับซื้อ สรุปก็คือ สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือทุกคนขายได้ และขายโดยเฉลี่ยวันละ 800,000 ราย ผมก็จะมีคำถามว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของตลท.นั้นมันจะรับงานนี้ใหวใหม ปัจจุบันนี้มันรับอยู่วันละ 100,000 รายการ ถ้าต้องเพิ่มขึ้นเป็น 100,000+800,000=900,000 รายการ เครื่องอาจต้องล่มลง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันปัญหานี้ ตลาดหลักทรัพย์อาจต้องอัพเกรดเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างน้อยก็ต้อง 100,000,000 บาท


7. แต่อย่างไรก็ตาม คน 4,000,000 คนนี้ไม่ใช่นักลงทุนที่แท้จริง พวกเขาต้องผ่านเข้ามาในระบบของตลาดหลักทรัพย์เพียงชั่วคราว งานนี้เครื่องของตลาดหลักทรัพย์ และเครื่องของโบรกเกอร์ และคนของโบรกเกอร์ต้องมาทำเซทเติลเม้นท์โดยใช่เหตุ ทำแล้วยังต้องมาล้าง inactive account อีกในตอนสิ้นปี มันทำให้สูญเสียเงินและแรงงานโดยใช่เหตุอีก ประมาณขั้นต่ำคือหัวละ 100 บาท มันก็สูญเสียไปอีก 4,000,000*100=400,000,000 บาท


ครับ, เมืองไทยจะต้องเสียเงินไปโดยใช่เหตุประมาณ 560+800+400+400+128+100+400=2,788 ล้านบาท และมีโอกาสที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะล่มลง ซึ่งจะเกิดความเสียหายได้อีกไม่รู้จะประมาณได้อย่างไร


อย่างนี้ไม่เรียกว่างี่เง่าและไร้สติ แล้วจะเรียกว่าอะไร?


..................

13 พย.48 .... ได้อะไรจากคนสนิทวอร์เร็นบัฟเฟตต์บ้าง?


เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่มีคนที่ใกล้ชิดวอร์เร็นบัฟเฟตต์มากๆ มาบรรยาย และผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และกลต.ก็คงจะภูมิใจมากๆที่สามารถดึงคนระดับนี้เข้ามาบรรยายได้ ท่านที่เข้ามาบรรยายท่านนี้ก็คือ โรเบิร์ต พี.ไมเลส ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Genius of Warren Buffet:The Science of Investing and The Art of Managing


ครับ, ผมไม่ได้ไปฟังกับเขาหรอก เพราะผมเห็นว่า อ่านจากข่าวหนังสือพิมพ์ก็เพียงพอ และจะถูกกว่าแยะ ผมไม่ชอบไส่สูท ไม่ชอบการนั่งอย่างเป็นระเบียบ ไม่ชอบกินข้าวโดยต้องระวังไม่ให้มีเสียงช้อนส้อมกระทบกัน และไม่ชอบฟังคนมาพูดไปพร้อมๆกับการกินข้าว มันทำให้น้ำย่อยผมผิดปรกติ


และที่ผมทำนายไว้ก็เป็นดังคาด คือผู้ฟังไม่ได้อะไรจากการไปฟังเลกเชอร์แบบนี้ ท่านได้แค่คำโฆษณาชวนเชื่อให้ไปซื้อหนังสือมาอ่านเท่านั้น และผมก็เชื่ออีกด้วยว่า เอาหนังสือมาอ่านแล้วก็จะไม่ได้อะไร เพราะมีหนังสือแบบนี้ออกมาหลายเล่มแล้ว ทั้งหมดมีแต่บอกว่าวอร์เร็นบัฟเฟตต์ซื้อหุ้นอะไรไว้บ้าง ถือไว้นานแค่ใหน ขายแล้วกำไรเท่าใหร่ แต่ไม่เคยบอกว่า ทำไมวอร์เร็นบัฟเฟตต์จึงซื้อหุ้นนั้น และทำไมจึงถือไว้จนถึงวันนั้นๆ


วอร์เร็นบัฟเฟตต์นั้นเป็นอัจฉริยะแน่นอน คนที่เล่นหุ้นแล้วทำกำไรได้ทุกปี (ยกเว้นปี 2544) ย่อมต้องเก่ง และการที่สามารถขยายขนาดของกองทุนไปได้ถึงแสนกว่าล้านดอลล่าร์ มันก็ต้องดับเบิลเก่ง แล้วยังสามารถเล่นดนตรีได้ มันก็ต้องเก่งแบบวินาศสันตะโลแน่นอน แต่ผู้ฟังได้อะไรจากคำพูดเหล่านั้น?


ครับ, จริงๆแล้วพวกเราต้องการเรียนรู้วิธีเล่นหุ้น และต้องเป็นวิธีการที่ทำซ้ำบนโลกนี้ได้ หรือคือ ต้องเอามาใช้กับตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีฝรั่งคนใหนจะมาเปิดเผยฟรีๆให้แก่คนไทยอย่างแน่นอน


เอางบพัฒนาตลาดทุนไทยไปทำอย่างอื่นดีกว่าครับ


......................

16 พย.48 .... โพรงสำหรับกระรอก


วันนี้เปิดดูหนังสือพิมพ์แล้วเต็มไปด้วยข่าวเรื่องการเลื่อนจองหุ้น กฟผ. แต่เมื่อวนกลับมาดูในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่นเศรษฐกิจการเงิน ก็มีข่าวเล็กๆอันหนึ่งว่า ...ก.ล.ต.ฟัน6บิกสิงห์ฯใช้นอมินีซื้อขาย...


ครับ, อ่านแล้วหดหู่ใจ คือ ผู้บริหารเหล่านี้ได้ปกปิดการซื้อขายหุ้นในช่วงระหว่าง 26 ตุลาคม 2547 ถึง 22 มิถุนายน 2548 เอาไว้ 7-8 เดือน แล้วเพิ่งจะมารายงานให้กลต.ทราบ กลต.จึงสั่งปรับผู้บริหารทั้งในฐานะบุคคล และฐานะเป็นผู้บริหาร รายละประมาณ 80,000-300,000 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 2.7 ล้านบาท


ข่าวบอกอีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ราคาหุ้นสิงห์ฯเพิ่มจาก 8.20 บาทต่อหุ้น ไปเป็น 10.60 บาทต่อหุ้น หรือคือทำกำไรได้ประมาณ 29 เปอร์เซนต์ และผู้บริหารรายหนึ่งปกปิดการซื้อขายหุ้น 57 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 520 ล้านบาท


ครับ, แค่รายเดียวเขาก็ทำกำไรได้ประมาณ 0.29*520,000,000-300,000=150,500,000 บาท รวมทั้งหมดจะเป็นเท่าใด? เรื่องนี้กลต.ไม่ได้บอกไว้ ท่านได้แต่บอกว่า นี่เป็นการปรับขั้นรุนแรงที่สุดแล้ว


ครับ, นี่คือโพรงสำหรับให้กระรอกมานอนกินชาวบ้านอย่างสุขสบาย


ที่มันน่าสนใจก็คือ ขนาดมีผู้บริหารทำผิดพร้อมๆกันถึง 6 คน กลต.ก็ยังเห็นว่าไม่ใช่การฉ้อโกงประชาชน เขาเห็นว่าเป็นการบกพร่องในหน้าที่อย่างแรงเท่านั้น โทษจึงเป็นแค่ระดับปรับ และปรับได้ไม่ถึง (2.9/150.5)*100=1.79 เปอร์เซนต์


ครับ, ถ้าทำผิดแบบนี้แล้วเสียค่าปรับแค่ 1.79 เปอร์เซนต์ ใครๆก็อยากทำ ถ้าท่านเป็นนายแบงก์ขนาดใหญ่ ท่านอาจปั่นหุ้นสัก 100,000 ล้าน ทำกำไรสัก 29,000 ล้าน แล้วเสียค่าปรับแค่ 1,790 ล้านบาท หลังจากรวยแล้วก็ไปซื้อหุ้นเพื่อเข้าบริหารกิจการอื่น แล้วก็โกงมันแห่งละ 10,000-20,000 ล้านบาท ไม่ช้าไม่นานก็คงจะเอาชนะนายบิลล์เกตส์ได้


นี่คือจุดบอดของกฎหมายเรื่องกลต.และการควบคุมตลาดหลักทรัพย์ มันขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนเพียงไม่กี่คน มันทำกันได้ และทำกันอย่างลับๆล่อๆ ไม่มีการคำนวณความเสียหายของผู้ถือหุ้นทั้งหมด ไม่มีการกำหนดว่าต้องปรับเป็นกี่เท่าของความเสียหาย และไม่ต้องชี้แจงว่าทำไมไม่เอาผิดในฐานฉ้อโกงหรือปั่นหุ้น ไม่มีการไล่ออกจากการเป็นกรรมการ ไม่มีการบันทึกห้ามการเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน


ครับ, ถึงผมจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นสิงห์ฯ(เพราะผมเห็นการขึ้นลงของราคา ที่ไม่ไล่ตามดัชนีตลาดแล้วไม่กล้าเล่น) แต่ถ้าปล่อยให้ผู้ร้ายเหล่านี้ทำอย่างนี้ได้ ไม่ช้ามันก็คงถึงตัวผม เพราะผู้บริหารอื่นๆนั้นก็คงจะทนความเย้ายวนไม่ใหว


ปิดช่องว่างเหล่านี้เสียเถอะครับ ออกกฎระเบียบที่ชัดเจนและโปร่งใสกว่านี้


................

21 พย.48 .... กฟผ.-ไปใหนมา-สามวาสองศอก


ประชาชนจำนวนหนึ่ง ไม่พอใจกับการจะเอาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ จึงยื่นให้ศาลปกครองระงับการจองหุ้น แล้วก็ให้กระทรวงพลังงานเข้าชี้แจง แต่ก่อนที่จะเข้าไปชี้แจง กระทรวงพลังงานก็ออกมาให้ข่าวว่า เมื่อเพิ่มทุนไม่ได้ก็จะทำให้ไม่มีเงินมาสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไฟฟ้าก็จะไม่พอใช้ และถ้าต้องไปกู้เงินมาสร้าง หรือขอซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากเพื่อนบ้าน ค่าไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้น ประชาชนก็เลยโกรธ และหาว่ารัฐไปข่มขู่ประชาชน และไปจี้รัฐบาลให้ยกเลิกพ.ร.ฎ.การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ......


ครับ, มันเป็นเรื่องของการตอบไม่ตรงคำถาม และจะบานปลายกันใหญ่


จริงๆแล้วประชาชนเขาสงสัยว่าการเอากฟผ.ไปเข้าตลาดหลักทรัพย์นี้จะมีคนได้ประโยชน์เข้ากระเป๋า เขาต้องการความโปร่งใส เขาอยากรู้ว่าหุ้นเพิ่มในครั้งนี้มันจะไปเข้ามือใครบ้าง จะมีต่างชาติหรือกลุ่มทุนใดได้บ้าง และราคาที่ตั้งไว้นั้นมันต่ำเกินไปหรือเปล่า แต่เจ้ากระทรวงพลังงานกลับไปตอบว่า ต้องเข้าตลาดเพราะกฟผ.ต้องการเงินทุน ถ้าไม่ได้ตามที่วางแผนไว้ประชาชนจะเดือดร้อน


ครับ, พูดกันแบบนั้นก็ทะเลาะกันตาย


อนึ่ง ถ้าเราดูตัวผู้ไปยื่นให้ศาลปกครองระงับการจองหุ้นให้ชัดๆ เราก็จะเห็นได้ว่า เป็นกลุ่มตรงข้ามของนายกทักษิณ ดังนั้นเราจึงอาจพูดให้แคบลงไปได้ว่า ผู้คัดค้านนั้นเขาแค่สงสัยว่าผู้ได้ผลประโยชน์ในเรื่องนี้คือนายกทักษิณกับพรรคพวก ดังนั้นเรื่องนี้กระทรวงพลังงานไปพูดแทนไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ของนายกทักษิณที่จะออกมาตอบเอง และถ้าจะให้จบเรื่อง มันต้องบอกให้กระจายหุ้นทั้งหมดไปสู่มือประชาชนคนไทย และต้องเป็นกลุ่มที่สนใจในการลงทุนอย่างแท้จริง การกระจายไปสู่ผู้มีใบเสร็จค่าไฟฟ้านั้นมันไม่ถูกต้อง เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่นักลงทุน ซื้อแล้วก็ขายต่อ ซึ่งจะไปเข้ามือนายกและพรรคพวกได้ กระจายให้แก่กองทุนต่างชาติก็ไม่ได้ เพราะกฟผ.เป็นสมบัติของชาติ และสำคัญต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติ


ครับ, ถ้าท่านนายกทักษิณต้องการทำเพื่อประเทศชาติ ท่านต้องสั่งให้กระทรวงพลังงานไปกำหนดนโยบายว่าหุ้นกฟผ.ต้องขายให้นักลงทุนไทยเท่านั้น ห้ามคนต่างชาติถือ และท่านและพรรคพวกจะไม่ซื้อหุ้นตัวนี้


แค่นี้ท่านนายกจะทำได้ใหม?


..........

23 พย.48 .... เมื่อคนโง่พูดถึงตลาดหุ้น


ครับ, ตอนนี้มีกระแสที่จะทำลายตลาดหุ้นไทย มันมาจากคนที่เกลียดนายกทักษิณ เขาคิดกันว่า นายกทักษิณอยู่ได้เพราะตลาดหุ้น ถ้าตลาดหุ้นดี นายกทักษิณก็รวย ถ้าตลาดหุ้นพังเมื่อใหร่ ราคาหุ้นก็ตก นายกทักษิณก็จะยากจนลง


ครับ, นั่นคือความคิดตื้นๆ ที่มาจากคนที่ไม่รู้เรื่องตลาดหุ้น


เขามองว่าราคาของบริษัทมันขึ้นอยู่ที่ราคาหุ้น


แต่จริงๆแล้ว นายกทักษิณ(และครอบครัว)นั้น อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือคือคนที่เป็นเจ้าของกิจการ ราคาหุ้นที่ลดลงไม่ทำให้บริษัทขาดทุน และนายกก็ยังได้เงินปันผลเท่าเดิม เจ้าทรัพย์สินของนายกก็ยังมีอยู่เท่าเดิม เพราะบริษัทมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม ผลกระทบจะมีแค่ว่า จะเพิ่มทุนคราวหน้าได้ยากหน่อย


ทีนี้ก็ต้องมาถามว่า ถ้าเพิ่มทุนยากแล้วนายกทักษิณจะเดือดร้อนใหม?


สิ่งที่นักการเมืองไม่รู้ก็คือ บริษัทในเครือของนายกทักษิณนั้นมันมีกำไรทุกปี เจ้าของอยากได้สัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แต่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีเงินสดมาซื้อเพิ่ม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ มันสามารถแก้ได้ง่ายนิดเดียว คือเอาหุ้นในมือไปเป็นประกันเงินกู้ แล้วเอาเงินกู้นั้นมาซื้อหุ้นที่เพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ไม่ต้องไปเพิ่มทุน เอาหน้าตาของบริษัทไปกู้แบงก์ก็ได้


ครับ, ทางออกมันมีเยอะแยะ และถ้ากดราคาในตลาดลงไปมากๆ ท่านนายก(และครอบครัว)ก็อาจมาตั้งโต๊ะรับซื้อจนหมดก็ได้ เราเรียกว่าการเอาหุ้นออกจากตลาด ซึ่งจะทำให้นายกรวยยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก


ครับ, โง่แล้วยังจะมาเสนอไอเดีย


คนที่จะขาดทุนก็คือรายย่อย เพราะตลาดพังก็ต้องขายไปในราคาถูกๆ


ท่านนักลงทุนครับ ถ้าท่านยอมให้เขาปั่นหัวจนไปร่วมกันสร้างความปั่นป่วนในตลาดก็ช่วยไม่ได้ ท่านจะกลายเป็นคนโง่ที่ถูกคนโง่หลอกเอา


............

04 ธค.48 .... หุ้นตกอย่าโทษการเมือง


นั่นคือคำพูดของรมต.คลังคนปัจจุบัน พูดในงาน วันตลาดนัดผู้ลงทุนไทย เมื่อวานนี้ แล้วก็มาเป็นข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันนี้


ครับ, ตามข่าวบอกว่า ท่านรมต.ตำหนิคุณกิติรัตน์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ว่าไม่ควรไปชี้ว่าหุ้นใหนถูกปั่น เพราะมันทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน ขณะนี้พีอีเรโชมันอยู่แค่ 9 เท่า มันต่ำกว่าเพื่อนบ้าน มันแสดงว่ามีความผิดปรกติอยู่ที่ตรงนั้น
ส่วนคุณกิติรัตน์ก็ออกมายอมรับในทันทีว่ามีความผิดปรกติในพีอีเรโช และจะรีบนำไปแก้ใข


ครับ, ผมว่าบ้าด้วยกันทั้งคู่ การเมืองคือข่าวที่คนไทยใช้ในการเล่นหุ้น ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ราคาหุ้นตกแน่นอน มันเห็นได้ชัดเจน ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้หุ้นตกเพราะการเมือง


แต่...หุ้นมันตกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งนี้เพราะการบริหารที่ผิดๆของตลาดหลักทรัพย์ และพีอีเรโชมันต่ำกว่า 9 เท่ามาโดยตลอด ผมเคยบอกว่าควรเอาคุณกิติรัตน์ออกตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว แต่ท่านทนงไม่เอาออกเอง


ครับ, ความผิดพลาดของตลาดหลักทรัพย์คือ
1. เอาหุ้นห่วยๆมาเข้าตลาด
2. สร้างนักลงทุนแบบไม่มีความรู้
3. พูดมากโดยไม่จำเป็น
4. ไม่มีความรู้ในเรื่องตลาดทุน
5. โหนนักการเมือง


หุ้นในตลาดหุ้นไทยมันห่วย เพราะผู้บริหารบจ.ไม่เข้าใจในหลักการของตลาดหลักทรัพย์ คือปันผลต่ำ ทำให้คนลงทุนเพื่อกินปันผลไม่มี คุณทนงพูดไว้ถูกต้อง ตลาดหุ้นที่ดีนั้นต้องมีนักลงทุนที่หวังเงินปันผลมากกว่า 70 เปอร์เซนต์ และมีนักเก็งกำไรต่ำกว่า 30 เปอร์เซนต์ แต่เรากลับมีสัดส่วนที่ตรงกันข้าม นอกจากนี้แล้ว ผู้บริหารบจ.กลับหาทางเอาผลประโยชน์เข้าตัว มีการใช้ข้อมูลภายใน มีการปล่อยให้เพื่อนมาปั่น มีการคดโกง มีการไซฟ่อนเงินไปเข้ากระเป๋า และที่ร้ายที่สุดคือ รับเอาบริษัทเล็กๆเข้ามาจดทะเบียน แต่ตั้งทุนไว้เกินจำเป็นถึง 10-20 เท่า ธุรกิจแค่ 500 ล้านบาทต่อปี แต่จดทะเบียน 5000 ล้านบาท เมื่อเข้ามาแล้วจะทำกำไรได้อย่างไร มันตั้งเพื่อโกงกันชัดๆ


ด้านการสร้างนักลงทุนก็มีแต่ให้เล่นแบบเก็งกำไร คนชนะที่ 1 ซื้อขายเป็นหมื่นล้านบาทใน 30 วัน แล้วในที่สุดมีกำไรแค่ 10 ล้าน อย่างนี้หรือที่ควรส่งเสริม มันอีเดียดชัดๆ


ด้านการบริหารตลาดนั้นก็ดีแต่พูด พูดทุกวัน แต่จับใครไม่ได้เลย อย่างมากก็แค่ปรับโบรกเกอร์และมาร์เก็ตติ้ง ทั้งนี้เพราะคนสองประเภทนี้เท่านั้นที่อยู่ไต้อำนาจของตลท.และกลต.


ครับ, ผมคงไม่ต้องบรรยายเพิ่ม มันผิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือทั้งรมต.และผู้จักการตลาดหลักทรัพย์ ครั้งก่อนผมเรียกร้องให้ปลดผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ครั้งนี้ขอเรียกร้องให้ปลดทั้งคู่เลย


..............

07 ธค.48 .... ใจที่บอดทำให้หูบอดไปด้วย


คนเรานั้นเวลาฟังเรื่องอะไรก็ตาม เขามักจะเชื่อไว้ก่อนว่าจะได้ยินคำว่าอะไร ผมเรียกคนประเภทนี้ว่า คนหูบอด ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ไปเรียนหนังสือที่สหรัฐใหม่ๆนั้น ผมต้องฝึกฟังและพูดภาษาอังกฤษให้ทันเพื่อน ผมจึงดูทีวีทั้งวัน แล้วผมก็พบว่า เจ้าบุหรี่ที่ชื่อว่า Salem นั้นฝรั่งเขาออกเสียงว่า เซลลึ่ม แต่คนไทยส่วนใหญ่อ่านว่า ซาเล็ม ผมก็ชี้ให้คนไทยดู ซึ่งเพื่อนๆผมเขาต่างไม่เชื่อผม เราจึงตกลงนั่งตั้าตารอให้เห็นสปอตโฆษณาอันนั้น และเมื่อถึงสปอตโฆษณาดังกล่าว พวกเขาต่างก็ร้องบอกว่า เห็นใหม ฝรั่งมันอ่านว่า ซาเล็ม แถมยังอธิบายต่อว่า Salem มันมาจากคำว่า Halem เพราะในโฆษณาดังกล่าวนั้นมีการจูงอูฐออกมาด้วย


ครับ, คนไทยเราเป็นโรคหูบอดกันเยอะ เมื่อวานซืนก็มี คือ ในหลวงพูดถึงคำว่า The king can do no wrong แต่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 5 ธค.ถอดเทปออกมาเป็น The king can do wrong หมดเกือบทุกแห่ง ผมอ่านแล้วชักสงสัยว่าหูผมจะผิดปรกติ ผมก็เลยเอาไปเทียบกับในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผลปรากฎว่า ไทยรัฐถอดออกมาเป็น The king can do no wrong อย่างเดียวกับที่ผมได้ยินมา


ครับ, ผมไม่รู้ว่ากรุงเทพธุรกิจของคุณสุทธิชัยนี่หูบอด หรือจงใจที่จะบิดเบือนคำพูดของในหลวง?


แล้ววันนี้ก็มีอีก คือคุณสุทธิชัยเขียนไว้ในคอลั่มน์กาแฟดำว่า องค์การ PERC ได้จัดอันดับเมืองไทยว่าเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง และทำให้เกิดความเสี่ยงในการทำธุรกิจสูง ซึ่งผมไม่เชื่อว่าเขาจะพูดอย่างนั้น คุณสุทธิชัยน่าจะเข้าใจเอาเองมากกว่า หรือคือเป็นคนหูบอดเช่นเดิม การคอร์รัปชั่นนั้นมันไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงหรอกครับ เพราะถ้าคุณเป็นคนให้สินบน คุณก็ได้งาน ถ้าคุณไม่ได้ให้สินบน คุณก็รู้แล้วว่าไม่ได้งาน ซึ่งเขาสามารถทำเงินได้ด้วยการฮั้วกับคนที่วิ่งเต้นไว้แล้ว องค์การ PERC นั้นเขาว่ามันเสี่ยงเพราะเมืองไทยมีการกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นมากแต่จับไม่ได้ คนที่ได้โครงการแล้วจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกสัญญามากกว่า ดูอย่างตอที่ทิ้งค้างอยู่เกลื่อนเมือง ตอพวกนี้เกิดในยุคคุณชวน ซึ่งไม่มีคอร์รัปชั่นเลย(ตามที่คุณชวนพูด) แต่ถูกบอกเลิกสัญญาเพราะไปสงสัยว่ามีการคอร์รัปชั่นกันตอนประกวดราคา


ครับ, อีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อเช้านี้ เจ้าของรายการวิเคราะห์หุ้นรายหนึ่ง โดนผู้ชมทางบ้านถามว่า ตกลงตอนนี้ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์จะไม่สอบพวกปั่นหุ้นแล้วใช่ใหม เจ้าของรายการก็ตอบอย่างโกรธาว่า มันต้องมี เพราะเป็นหน้าที่ของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ด่ารมต.คลังว่าสั่งผิด


ครับ, รมต.คลังนั้นท่านบอกว่า อย่าออกมาให้สัมภาษณ์ ใครมีหน้าที่สอบสวนเอาผิดก็ต้องรีบสอบสวน แต่คนที่เกลียดรมต.คลังก็มักจะฟังเป็นว่ามาสั่งให้หยุดสอบสวน


ครับ, คนไทยจำนวนมากเป็นโรคหูบอด


............

18 ธค.48 .... นี่หรือนักทำนายหุ้นระดับเซียน?


ผมเป็นคนชอบเก็บบทความเก่าๆเอาไว้ ตอนนี้ใกล้สิ้นปี2548แล้ว ก็เลยไปค้นดูว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนนี้เขาทำนายทิศทางหุ้นกันว่าอย่างไร


ครับ, คุณศิริวัฒน์ฟันธงเอาไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับวันที่ 3-9 ธค.2547 ว่า...ถ้าทักษิณเข้าวิน ได้เห็นดัชนี 500 จุด เก่งแค่ใหนก็ฝืนธรรมชาติไม่ได้ แต่หากรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว มีสิทธิเห็นดัชนีดิ่งเหลือ 400 จุด เหตุกำไรบจ.ปีหน้าหรูสุดโตไม่เกิน 10% จับตาเดือนมีนาคมปีหน้าเริ่มปล่อยราคาดีเซล จะเห็นของแพง ดอกเบี้ยพุ่ง เตือนระวัง 3 กลุ่ม ปิโตรเคมี-เดินเรือ-อสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้นใกล้พีคแล้ว....


ครับ, ในตอนนั้นดัชนีอยู่ที่ 660 จุด นั่นแสดงว่าคุณศิริวัฒน์มองทิศทางหุ้นเป็นลบค่อนข้างสูง แต่ก็ให้เครดิตแก่พรรคไทยรักไทยสูง คือจะรั้งดัชนีเอาไว้ที่ 500 จุดได้


แล้วผลเป็นอย่างไร?


เป็นคำทำนายที่ห่วยแตก ทักษิณได้กลับเข้ามา แต่ดัชนีก็ไม่ได้ลงมาที่ 500 จุด แถมกลุ่ม ปิโตรเคมี-เดินเรือ-อสังหา ก็กลับพุ่งขึ้นต่อ ที่ลงนั้นกลายเป็นแบงก์และไฟแนนซ์ ไฟแนนซ์นั้นลงหนักสุด ลงไปกว่า 40% ทั้งนี้เพราะธปท.ออกมาบอกว่ามีนโยบายให้ปิด เรื่องราคาสินค้าและดอกเบี้ยก็ไม่ได้พุ่งเพราะปล่อยราคาดีเซล...ฯลฯ และดัชนีกลับขึ้นมาอยู่ที่ 690 จุด


ครับ, เราจะบอกว่า การทำนายทิศทางดัชนีนั้นมันเป็นเรื่องยากก็ได้ แต่นักวิเคราะห์นั้นควรทำนายถูกมากกว่าผิด หรือเราจะบอกว่า นักวิเคราะห์นั้นไม่ใช่เทวดาก็ได้ แต่นักวิเคราะห์นั้นก็ยังควรทำนายถูกมากกว่าผิด


แล้วปัญหามันอยู่ที่ใหน


นักหนังสือพิมพ์ครับ นักหนังสือพิมพ์ควรเลือกที่จะไปเอาข่าวมาจากใหน และก่อนจะเอามาลงก็ควรคิดเสียก่อนว่าคำทำนายนั้นมันน่าเป็นไปได้สักแค่ใหน เรื่องการทำนายผิดของคุณศิริวัฒน์นี่เป็นที่รู้กันมานานแล้ว แล้วยังดันไปเอามาลง มันจึงต้องแก้กันที่ตรงนี้ ผมนั้นหัวเราะตั้งแต่เมื่อเห็นบทความนี้แล้ว วันนี้ก็เลยขอหัวเราะซ้ำอีกครั้งหนึ่ง


ครับ, หนังสือพิมพ์ห่วยๆสามารถทำลายบรรยายกาศการลงทุนได้สะเด็ดนัก พวกเราอ่านแล้วควรคิดให้ดีๆ
................

20 ธค.48 .... อีกตัวอย่างหนึ่งของความห่วย


วันก่อนผมได้พูดถึงความห่วยของนักข่าวที่ไปเอาคำทำนายหุ้นของคุณศิริวัฒน์มาลง วันนี้ขอพูดอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ในหนังสือพิมพ์ฉะบับเดียวกันนั้นก็มีพาดหัวว่า "เกมปั้น ไทยน๊อคซ์ ต่ำจองไม่ได้" เรื่องนี้นักข่าววิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นไทยน๊อคซ์จะพุ่งขึ้นอย่างแรงเพราะ (1) หุ้น 2500 ล้านหุ้นนั้นจะอยู่ในมือของรายใหญ่เกือบหมด มีกระจายไปสู่มือรายย่อยแค่ 16% (2) ตอนแรกเจ้าของเก่าต้องการตั้งราคาจองที่ 2.80 บาท แต่อันเดอรไรท์เตอร์เขาเสนอที่ 2.10 บาท ซึ่งทำให้เจ้าของเก่าโกรธ จนเกือบถึงขนาดจะไม่ให้เป็นอันเดอร์ไรท์เตอร์ หรือจะพูดง่ายๆก็คือ เจ้าของนั้นเห็นว่ากิจการของเขามันยิ่งใหญ่ และมีค่ามหาศาล การไปตั้งราคาต่ำๆจะเป็นการเสียหาย (3) เดิมนั้นเจ้าของเก่าต้องการเอาเข้าตลาดเป็นจำนวน 3,400 ล้านหุ้น แต่เมื่อมาตั้งราคาไว้ต่ำก็เลยขอถอนหุ้นคืนไป 900 ล้านหุ้น มันจึงเหลือเข้าตลาดแค่ 2,500 ล้านหุ้น การที่จำนวนหุ้นลดลงนี้จะทำให้ซัพพลายลดลง ราคาต้องเพิ่มขึ้น.....ฯลฯ


แล้วผลเป็นอย่างไร?


ครับ, วานนี้(20 ธค.48) หุ้นไทยน๊อคซ์ราคาอยู่ที่ 1.18 บาท ทั้งๆที่ดัชนีวานนี้อยู่ที่ 691 จุด และเมื่อตอนนั้นอยู่ที่ 660 จุด หรือคือดัชนีเขาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แต่ราคาหุ้นไทยน๊อคซ์กลับถอยลงมาเกือบครึ่งทาง


ทำไมผมจึงบอกว่านักข่าวห่วย?


การเล่นหุ้นไอพีโอนั้นจะไปฟังเสียงของเจ้าของเดิมไม่ได้ เจ้าของเดิมก็ต้องบอกว่ากิจการของตัวเองดีมากๆๆๆๆๆๆ กันทั้งนั้น
การวิเคราะห์ที่ถูกต้องนั้นต้องดูที่กิจการ กิจการขายสะเตนเลสนั้นมันเล็กนิดเดียว แต่ไปตั้งทุนเพิ่มถึง 2,500*2.10=5,250 ล้านบาท มันจะทำกำไรคุ้มกับเงินลงทุนได้อย่างไร ผมเห็นข้อเสนอแล้วหัวเราะ และได้เคยทำนายไว้ว่านักลงทุนรายย่อยจะเจ็บตัว


ครับ, นักข่าวห่วยๆสามารถทำให้คนฉิบหายไปได้เกือบ 2,500 ล้านบาท


..................

21 ธค.48 .... ข่าวดี-ตลาดหลักทรัพย์โชว์ผลงานปี2548


วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจบอกว่า "ตลาดหลักทรัพย์โชว์ผลงานปี 2548 เผยตรวจพบความผิดปกติในตัวหุ้นกว่า 44 กรณี แต่ส่งต่อให้ กลต.รวม 16 กรณี มีทั้งกรณีสร้างราคาหุ้น-อินไซเดอร์-ให้ข้อมูลเท็จ เตือนปีหน้า บริษัทจดทะเบียนอาศัยกระแสควบรวมกิจการฟีเวอร์หาผลประโยชน์ แนะผู้ลงทุนดูแลตนเองให้ดี แม้จะหนุนการควบกิจการ เผยยังคงจับตาดู 3 หุ้น สิงห์ฯ-บล.ยูไนเต็ด-โออิชิ อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งจับหาอินไซเดอร์..."


ครับ, ฟังดูจะเป็นข่าวดี คือหลังจากคนเขาด่ากันทั้งเมือง และเจ้งกันไปหลายแสนล้านบาท ทางตลาดหลักทรัพย์ก็เพิ่งจะออกมาบอกว่าได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้


แต่ตัวเลขมันไม่น่าจะเป็นอย่างที่พูดมาเลย ทำงานกันมาทั้งปี มีคนเป็นร้อย เห็นแค่ 44 ครั้ง และส่งถึง กลต.แค่ 16 ครั้ง ในจำนวน 44 ครั้งนั้นผมเชื่อว่ามันวนเวียนอยู่ในบริษัทไม่ถึง 5 บริษัท ทั้งๆที่เรามีบริษัทเลวๆเป็นร้อย และมีข่าวความเลวเกิดขึ้นไม่เว้นวัน


เรื่องนี้จริงๆแล้วมันเกิดจากการขาดจรรยาบรรณของผู้บริหารของบจ.ทั้งหลาย เรามีผู้บริหารกว่า 10 คนต่อ 1 บจ. ถ้ามันเน่าแค่ 1 บจ. มันก็เน่าถึง 10 คนเข้าไปแล้ว และที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นั้นมันเน่ามากกว่า 100 บริษัท ดังนั้นตัวเลขของความเน่าเฟะนั้นมันน่าจะมากกว่า 1,000 คน แต่ละคนนั้นมันทำความผิดกันหลายครั้งต่อปี ดังนั้นการเห็นแค่ 44 ครั้งจึงเป็นการเห็นแค่ผิวหนังเท่านั้น ลึกลงไปในตลาดหลักทรัพย์มันเป็นหนองจนบวมฉึ่งแล้ว


ครับ, ถ้าจะให้ขุดลึกลงไปอีก ผมก็บอกได้เลยว่า ต้นตอของปัญหามาจากตัวตลาดหลักทรัพย์เอง คือรับบริษัทเข้ามาจดทะเบียนโดยไม่ดูคุณภาพ เดิมนั้นกฎในการรับเข้าเขาทำไว้เข้ม แต่มันถูกยกเลิกและมองข้ามไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมันกลายเป็นว่า ใครเสนอตัวเข้ามาก็รับไว้หมด


ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นก็คือ โบรกเกอร์ที่ทำหน้าที่ที่ปรึกษา พวกนี้อยากได้แค่ค่าตอบแทนในการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียน มันเป็นธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยได้รวดเร็วมาก เป็นนักเรียนนอก จบมาไม่กี่ปี พูดจาคล่องแคล่ว ทำงานสิบกว่าปี ก็ได้เป็นเศรษฐีพันล้าน ตอนนี้มันไม่มีอะไรจะใช้ในการกลั่นกรองเลย ความโลภของที่ปรึกษาเพียงไม่กี่คน ได้พาเอาบริษัทเน่าเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์เป็นร้อย


ครับ, ถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จ ตลท. และ กลต. ต้องขับบริษัทเลวๆออกไปให้หมดเสียก่อน การจะเป็นอีกา คอยจิกผู้บริหารที่ทำผิดทีละคนนั้น มันไม่มีทางครับ
...............

27 ธค.48 .... ชีวิตต้องลงทุน


วันนี้ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร บอกว่า "ชีวิตคือการลงทุน" ท่านบอกว่า "เรียนให้หนักในตอนเด็ก ทำงานทุ่มเทในช่วงหนุ่ม รู้จักใช้คนทำงานในช่วงกลางคน ลงทุนอย่างชาญฉลาดในยามชรา แต่ในทุกขั้นตอนของชีวิต อย่าลืมลงทุนในสิ่งที่สำคัญดังกล่าวในช่วงชีวิตต่อไป ความสำเร็จในชีวิตคนนั้น ก็คือการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทองหรือเรื่องอื่นๆ"


ครับ, อ่านคำสรุปแล้วอาจเข้าใจยากหน่อย ท่านอาจต้องไปหาหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2548 หน้า 20 มาอ่านดู แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกถูกใจมาก เพราะมันเหมือนกับที่ผมคิดและเขียนส่งโรงพิมพ์ไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน


เรื่องนี้ผมให้ชื่อว่า "Rich Mom and Poor Dad"


แต่ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย เช่น
1. ผมใช้คำว่า ชีวิตต้องลงทุน ไม่ใช่ ชีวิตคือการลงทุน เพราะถ้าเราไม่ย้ำเอาไว้ คนก็จะไม่เห็นความสำคัญของการลงทุน
2. ผมเน้นการลงทุนหาความรู้เพิ่มเติมแบบต่อเนื่อง เพราะความรู้ของคนเรานั้นมันเสื่อมค่าอยู่ตลอดเวลา วิทยาการใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา มันมาทดแทนหรือฆ่าความรู้เก่าของเราบางส่วนทุกๆวัน ถ้าไม่ลงทุนหาความรู้เพิ่ม เราก็จะหมดค่าในเวลาไม่กี่ปี
3. ผมเน้นการลงทุนในหุ้น เพราะนั่นจะเป็นหนทางที่จะหนีเงินเฟ้อได้ ถ้าเก็บออมไว้ในแบงก์ ก็เท่ากับเอาเงินไปให้คนอื่นใช้ฟรีๆ ผมคำนวณดูแล้วพบว่า ฝากเงิน 100 บาทเอาไว้วันนี้ ก็เหมือนกับการเอาก๋วยเตี๋ยว 4 ชามไปฝากเขาไว้ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ท่านจะได้เงินต้นกับดอกเบี้ยทบต้นรวม 243 บาท ซึ่งจะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้แค่ 0.96 ชาม แบงก์และผู้กู้เงินจากแบงก์เอาไปกินเสีย 3 ชามกว่าๆ


รายละเอียดเรื่องนี้ต้องรอสัก 3 เดือน ทางโรงพิมพ์เขากะว่าจะวางตลาดในงานมหกรรมหนังสือต้นปีหน้า


..............

30 ธค.48 .... พรใดที่ผมต้องการ?


วันนี้เป็นวันส่งท้ายของตลาดหุ้นไทย เราคนไทยต่างก็อวยพรซึ่งกันและกัน หลายๆท่านขอให้ผมมีสุขภาพดี ซึ่งผมก็ขอรับไว้ด้วยความยินดี ส่วนท่านผู้เข้ามาชมเว็ปนี้ ผมก็ขอให้ท่านจงประสบความสำเร็จในการลงทุน ซื้ออะไรๆก็ให้ราคาขึ้น แล้วไปขายตอนที่ราคาขึ้นไปสูงสุด


แต่...ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าท่านจะพอใจกับคำอวยพรของผม เงินนั้นบางทีก็ไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนาสูงสุด สำหรับผมก็เช่นกัน เงินและสุขภาพไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาสูงสุด สิ่งที่ผมอยากได้กลับเป็นเรื่องของความเป็นไทย เมืองไทยเรานี้ดูจะเปลี่ยนไปมาก เมื่อครั้งผมเป็นเด็ก เรามีคนไทยอยู่ 18 ล้านคน เราพูดกันหลายสำเนียง แต่ทุกคนพยายามปรับให้เป็นไทยภาคกลาง เรายอมรับที่จะมีสำเนียงท้องถิ่น แต่เมื่อจะเขียนหรือพูดอย่างเป็นทางการ เราต้องใช้ภาษาไทยภาคกลาง และทุกคนพยายามออกเสียงให้ชัด ใช้ประโยคที่ถูกต้อง ใช้ในความหมายที่ถูกต้อง แต่ในปัจจุบันนี้ คนไทยเราพูดไทยไม่ชัด และใช้คำหรือประโยคในความหมายที่ผิดเพี้ยนไปมาก โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์หุ้นที่มาออกทีวีกัน


ครับ, ผมอยากให้นักวิเคราะห์หุ้นพูดภาษาไทยให้ชัด และใช้ในความหมายที่ถูกต้อง ผมเห็นว่ามันไม่ได้ยากเย็นอะไร เมื่อก่อน(5-6ปี)ทำไมทำได้ แล้วทำไมมากลายเป็นไม่ชัดกันในตอนนี้?


ความไม่ระมัดระวัง ความไม่รู้ว่านั่นคือการทำลายชาติไทย ไทยที่เคยอยู่รวมกันอย่างสงบสุข


ครับ, ผมไม่บ่นเลยสักนิดถ้าท่านจะพูดกับอาม้าอาเตียว่า "ผงเป็งคงทายโร้ยเปอเซ็ง เพาะผงเกิดเมืองทาย พ่อผงมาจากเมืองจีนก่องผงเกิด" เพราะนั่นเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องในครอบครัว ถ้าพูดชัดเกินไปอาจทำให้อาม้าอาเตียไม่เข้าใจ หรืออาจรู้สึกไม่สบายใจที่ลูกหลานพูดได้ชัดกว่า
แต่เมื่อออกทีวี ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฝรั่งและต่างชาติจะสับสนได้


ครับ, ผมอยากเห็นคนไทยที่เกิดในเมืองไทย(ไม่ว่าจะมาจากเชื้อสายใด)พูดภาษาไทยให้ชัด และใช้คำหรือประโยคในความหมายที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อจะดำรงค์ไว้ซึ่งประเทศไทย


................