เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี2549

................

01 มค.49 .... สรุปผลปี 2548


เมื่อต้นปี 2548 ผมทำนายไว้ว่า ภาพที่อาจเป็นไปได้(senario)มีอยู่ 2 ภาพ คือ 1. อาศัยแรงส่งจากปี 2547 ที่ดัชนีขึ้นมาได้ถึง 117 เปอร์เซนต์ ดัชนีจะวิ่งต่อขึ้นไปจนถึง 830-900 ในเดือน พค.-มิย. แล้วก็จะใหลกลับลงมาต่ำสุดที่ 600-700 ในเดือน พย.-ธค. และ 2. ถ้าฝรั่งที่กำไรถึง 117 เปอร์เซนต์ในปี 2547 เขาพอใจ เขาก็จะขายออกมา ดัชนีก็จะขึ้นไปแค่ 730-750 ในเดือน กพ.-มีค. แล้วก็จะใหลกลับลงมาที่ 500-600 ในเดือน กค.-สค. แล้ววิ่งกลับขึ้นไปในท้ายปีจนถึง 830-900


ครับ, ผลออกมาว่ามันเป็นไปตามซีนนาริโอที่2 แต่มาถูกซ้ำเติมโดยคุณสนธิในตอนปลายปี คุณสนธิทำให้ดัชนีขึ้นมาได้แค่ 712 จุดเท่านั้น


แต่...ไม่ว่าผมจะทำนายผิดหรือถูก เจ้าโปรแกรมเล่นยาว(SC68EX) และโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)ของผม มันก็ยังทำได้ดีเช่นเคย คือ ปี 2548 นี้ดัชนีขึ้นจาก 668.10 มาเป็น 713.73 ก็เท่ากับ 6.82 เปอร์เซนต์ แต่โปรแกรมเล่นยาว(SC68EX) ทำกำไรในกลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ พลังงาน และสื่อสารได้ 5.22%, 2.58%, 16.15%, 53.80% ตามลำดับ ซึ่งเฉลี่ยแล้วเป็น 19.43% ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีอย่างมีนัยยะ ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)ของผมทำกำไรได้ 0.50%, -6.39%, 3.65%, 25.61% ตามลำดับ ซึ่งเฉลี่ยแล้วเป็น 5.84% ซึ่งใกล้เคียงกับการเพิ่มขึ้นของดัชนี แต่ท่านต้องเข้าใจด้วยว่า ในหุ้น 40 ตัวที่มันเล่นอยู่นี้ มีหุ้นที่หยุดการซื้อขายไป 8 ตัว ถ้าเอาหุ้นเหล่านี้ออกไป ค่าเฉลี่ยกำไรก็จะเพิ่มขึ้น มันจึงไม่ได้เลวกว่าดัชนีตลาด


ครับ, ผมคงจะต้องปรับปรุงโปรแกรม SEAX อีกสักหน่อย คือต้องเพิ่มตัวดัชนีบ่งชี้(Indicators)จาก 5 ตัว ซึ่งน้อยเกินไป ไปเป็นสัก 10 ตัว แล้วมันคงจะทำได้ดีกว่านี้อีกแยะ เครื่องพีซีในยุคปัจจุบันมันเร็วพอที่จะเพิ่มตัวบ่งชี้ถึง 100 ตัว


นอกจากนี้ ผมมีข้อสังเกตุว่า โปรแกรมทั้งสองของผมมันทำกำไรได้สูงในหุ้น 3 ตัว คือ ASL, TPI, IEC ซึ่งเป็นหุ้นที่เขาปั่นกัน นี่ไม่ใช่ความประจวบเหมาะ แต่มันเป็นเพราะการขึ้นอย่างต่อเนื่อง และลงอย่างต่อเนื่องนั้นตรงกับตรรกของโปรแกรมพอดี หุ้นที่ถูกปั่นขึ้นยาวๆ และปล่อยให้ใหลลงยาวๆอย่างนี้จะถูกใจโปรแกรม ดังนั้น นักลงทุนที่ชอบความตื่นเต้นน่าจะลองหันมาทำตามโปรแกรมทั้งสองนี้ สำหรับผมนั้นคิดว่าปีนี้(2549)จะลองเจียดเงินสัก 600,000 บาทมาลงในหุ้นประเภท"ปั่น"ดู


ครับ, สำหรับปีนี้ ผมขอทำนายว่า หุ้นจะขึ้นไปจนถึงต้นเดือน กพ. แล้วก็จะหักลง มันจะลงไปจนถึงต้นเดือน สค. แล้วจึงตีกลับขึ้นมา มันจะวิ่งจนเลยสินปีขึ้นไป ในเดือน ธค.49 นี้เราน่าจะได้เห็น 940 ที่ผมกล้าทำนายไว้สูงก็เพราะผมเชื่อว่าคุณสนธิคงจะหมดน้ำยาในสองสามเดือนข้างหน้า คนดีจริงต้องจับผิดนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เรื่องโกงกินกันนั้นมันหมกเอาไว้เป็นสิบๆเรื่อง เมื่อคนไทยเห็นธาตุแท้ของคุณสนธิแล้วก็จบ


ครับ ปี 2549 จะเป็นปีสุนัขดี ไม่ใช่ปีปากหมา บ้านเมืองจะเจริญขึ้น


ขอให้ทุกท่านโชคดี


..............

03 มค.49 .... หุ้นปีหมานั้นเล่นยากจริงหรือ?


ข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐฉะบับวันนี้พาดหัวว่า "ระวังติดดอย เล่นหุ้นปีหมา...ไม่หมู" แล้วก็ให้เหตุผลไว้มากมายหลายข้อ เช่น (1)เซียนอย่าง ดร.ก้องเกียรติโอภาสวงการ ยังไม่กล้าฟันธงว่าหุ้นจะไปทางใหน (2) มีปัจจัยเสี่ยงแยะเช่นยังไม่รู้ว่าหุ้น กฟผ. หุ้นไทยเบฟเวอเรจ...จะได้เข้าตลาดหรือไม่ (3) กองทุนไทยและรายย่อยขายออกมาโดยตลอด ฝรั่งซื้อเข้าไปแสนกว่าล้านแล้ว จะเทขายออกมาเมื่อไรไม่รู้ (4) มีเฮดจ์ฟันด์หัวดำคอยทำป่วน (5) เหตุการทางการเมืองก็ยังป่วนต่อ


ครับ, คนเรานั้นจะมองเห็นสิ่งต่างๆไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่ที่ความรู้ ประสบการณ์ และความชอบ


สำหรับผมแล้ว ผมบอกได้เลยว่า "หุ้นปีหมาก็ง่ายเหมือนหุ้นปีไก่"


ดูกันง่ายๆ ในปีไก่ที่ผ่านมา ถ้าท่านรู้ว่าในปีนั้นเศรษฐกิจยังเป็นขาขึ้น(มันจะขึ้นไปจนถึงปี 2552) ท่านก็ซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่ต้นปี ซื้อไว้สัก 20 ตัว เลือกเอาชนิดที่มีความมั่นคง และมีปันผลสม่ำเสมอ ท่านก็จะพบว่า ถึงสิ้นปีก็จะมีกำไรจากราคามากกว่า 6.82 เปอร์เซนต์(เพราะเป็นหุ้นที่ดีกว่าในตลาดโดยรวม ดัชนีโดยรวมมันขึ้น 6.82 เปอร์เซนต์) แล้วก็ยังได้ปันผลอีกประมาณ 5.00 เปอร์เซนต์ รวมแล้วจะมากกว่า 11.82 เปอร์เซนต์ แค่นี้ก็ดีกว่าฝากแบงก์ถึง 10 เท่า


สำหรับปีหมา 2549 นี้, อย่างที่ผมได้ทำนายไว้, หุ้นจะขึ้นในตอนต้นปีนิดหน่อย ไปสูงสุดในเดือน กพ. แล้วมันก็จะใหลลงไปต่ำสุดในเดือน กค.-สค. แล้วจึงจะตีกลับขึ้นมา มันจะทะลุไปจนถึงต้นปีหน้า โดยมีเป้าดัชนีที่ 940 ที่ผมมองว่าปลายปีหมาจะขึ้นสูงกว่าต้นปีหมาก็เพราะ คลื่นเศรษฐกิจมันยังไม่จบ มันยังจะขึ้นไปอีก 1-3 ปี นี่คือความแตกต่าง และมันทำให้ผมเชื่อได้ว่า ทำแบบเดียวกันกับปีไก่ที่ผ่านมา มันก็จะรวยเหมือนเดิม


ครับ, หุ้นนั้นมันแกว่งขึ้นลงตามแรงความรู้สึกของคนในตลาด มันขึ้นเพราะความโลภ มันลงเพราะความกลัว แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วมันก็เป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจมันคุมเราอยู่ ความรู้อันนี้คือหนทางรวยของท่าน ถ้าท่านยังจะเล่นหุ้นตามกระแสที่เขาปั่นกัน ท่านก็ต้องขาดทุนอย่างที่ทีมเศรษฐกิจของไทยรัฐเขาทำนายไว้


เลือก "ชอบ" ให้ถูกวิธีนะครับ


..............

05 มค.49 .... ความเสือกของนักวิเคราะห์


ตลาดหุ้นปี 2549 เปิดมาได้สองวัน ดัชนีวิ่งขึ้นไป 29.47 จุด และดันวอลุ่มถึง 51,478.98 ล้านบาท

แล้วเช้านี้นักวิเคราะห์ก็ออกมาเตือนว่าเฮดจ์ฟันด์จะเทขาย


ครับ, พูดอย่างนี้เพื่อสวรรค์วิมานอะไร?


หน้าที่ของนักวิเคราะห์ หรือที่ปรึกษาทางการเงิน(AI) นั้นคือการตอบเมื่อมีคนถาม และต้องคิดเงินกันตามนาทีที่ให้บริการ ไม่ใช่การออกมาพูดปาวๆให้คนตกใจเล่น


ผมขอถามจริงๆสักหน่อยว่า ถ้าคนไทยไม่ตื่นตกใจมันจะเกิดอะไรขึ้น?


ครับ, ฝรั่งเทขาย แล้วคนไทยยังมั่นใจในตลาดหุ้นไทย ราคามันก็จะยังวิ่งขึ้น เจ้าหุ้นที่ฝรั่งขายออกมาก็จะกลายเป็นลูกหมูให้คนไทยได้กว้านซื้อ แล้วนำไปขายได้ราคาสูงขึ้น ผู้ที่จะต้องซื้อกลับก็คือฝรั่ง อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ?


ทำไมจึงต้องออกมาเตือน?


ตอบได้ง่ายมากครับ คนมันต้องการแส่เพื่อเอาชื่อเสียง มันเห็นว่านักลงทุนไทยกลัวเรื่องอะไร มันก็ยัดไฟเข้าไปที่ตรงนั้น ซึ่งก็ได้ผลทุกที คือเตือนปั๊บ คนไทยก็ขายปุ๊บ ราคาก็ลงไปจริงๆ แต่แล้วลงท้ายคนไทยก็กลับเข้าไปซื้อในราคาแพงขึ้นทุกที ทั้งนี้เพราะฝรั่งมันฉลาด มันขายนิดเดียว แต่คนไทยตกใจขายเยอะกว่า แล้วฝรั่งก็กลับเข้ามาช้อนซื้อใหม่


ครับ, ย้อนไปดูการขึ้นลงสัก 10 ปี แล้วก็จะเห็นแพทเทินนี้ เวลาหุ้นขึ้นทีไรมันจะสะดุดเป็นรอบสั้นๆ 3-5 รอบ คนไทยที่ขายออกมาตามคำเตือนของนักวิเคราะห์จะต้องขาดทุนกำไรเป็นรอบๆ แทนที่จะกำไรยาวครั้งเดียว 30-200 เปอร์เซนต์ แต่กลับขายแล้วซื้อใหม่ ลงท้ายได้แค่ 1/4 ของฝรั่ง และคนไทยอีกเหมือนกัน ที่ไปซื้อในรอบสุดท้าย แล้วก็ติดอยู่บนดอย ซึ่งจะเป็นผู้ขาดทุนที่แท้จริง


เลิกเสียทีเถอะครับ, อย่าแสวงหาชื่อเสียงโดยออกมาเตือนนักลงทุน ปล่อยให้นักลงทุนเขาเล่นกันเองเถอะ เขาก็มีสมองที่จะคิดเองได้ อย่าใช้ลมปากเพื่อให้เกิดการซื้อขายบ่อยๆเพื่อเอาคอมมิชชั่นเลยครับ มันน่าอดสูจริงๆ


ดูกันไปอีกสักนิดก็จะเห็นความจริง วันนี้อาจมีคนตกใจขายออกมา แต่วันนี้จะไม่ใช่จุดสูงสุดแห่งปี 2549


..............

06 มค.49 .... เห็นความเลวของนักวิเคราะห์แล้วใช่ใหม?


ครับ, วานนี้ดัชนีก็ลงไป 1.92 จุด ลงไปตามความต้องการของนักวิเคราะห์ แต่ไม่ใช่เพราะกองทุนฝรั่งเทขาย มันกลับเป็นตรงกันข้าม คือ กองทุนต่างชาติซื้อถึง 13,000 ล้านบาท


อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า ปากปีจอ


.........

11 มค.49 .... กองทุนเพื่อความฉิบหาย


หุ้นขึ้นมาเจ็ดแปดวัน นักลงทุนขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อทำกำไร กองทุนก็เลยต้องขายหุ้นในมือออกมา ขายไปแล้วเกือบแสนล้าน ฝรั่งช้อนซื้อไปหมด แล้วผู้จัดการกองทุนก็ออกมาบ่นว่าทำไมผู้ถือหน่วยลงทุนจึงต้องมาขายคืน


นี่มันหมายความว่าอะไร?


ครับ, ในยามที่หุ้นขึ้น นักลงทุนควรเข้าไปซื้อ แต่กองทุนกลับขาย นี่แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารกองทุนมันไม่มีความคิดกันเลย มันคิดได้แค่ชั้นเดียว คือ เมื่อนักลงทุนเอาหน่วยลงทุนมาขายคืน มันก็ต้องขายหุ้นในมือออกไป เพื่อเอาเงินมาจ่ายนักลงทุน


ครับ, หุ้นในมือนั้นมีไว้เพื่ออะไร? ทำไมไม่เอาไปค้ำประกันเงินกู้ที่ธนาคาร แล้วเอาเงินจากธนาคารมาจ่ายให้แก่คนที่มาขายคืนหน่วยลงทุน? ใครอยากจะถอนคืนก็ถอนไป หุ้นในมือนั้นไม่ใช่เป็นของใครโดยเฉพาะ เราไม่จำเป็นต้องขาย หลังจากที่หุ้นมันขึ้นจนหมดแรงแล้วเราค่อยขาย แล้วเอาไปคืนเงินกู้จากธนาคาร


นั่นเป็นหนทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาการขายคืนหน่วยลงทุนในจังหวะหุ้นขึ้น แถมยังจะได้กำไรจากการชลอการขายหุ้นอีกด้วย หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เวลาหุ้นขึ้นแล้วมีคนเอาหน่วยลงทุนมาขายคืนนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันกลับเป็นโอกาสที่จะทำกำไรเพิ่มขึ้น


นอกจากนี้แล้ว มันยังมีหนทางเพิ่มรายได้อีกหลายหนทาง เช่น ทำไมจึงมานั่งกอดหุ้นเอาไว้? หุ้นเป็นทรัพย์สิน มันสามารถนำไปให้คนยืมได้ คนที่เขามาซื้อหน่วยลงทุนนั้นจะไม่มาถอนในเวลาเดียวกัน อย่างมากก็แค่หนึ่งในสาม เราจึงสามารถให้ยืมหุ้นได้กว่าครึ่ง


ครับ, ท่านผู้จัดการกองทุนทั้งหลาย ท่านไม่มีฝีมือในการบริหารจริงๆ ท่านควรจะไปเรียนหนังสือกันใหม่ หรือไม่ก็ไปฝึกงานที่กองทุนต่างชาติเสียก่อน ให้ฝรั่งมันด่าจนจำได้ แล้วค่อยกลับมาทำงาน


อย่าตอบผมว่า เพราะกลต.เขาห้ามไว้นะครับ เพราะนั่นจะแสดงว่า กลต.ก็โง่เช่นกัน


ครับ, ท่านจะทำงานให้แก่นักลงทุน ท่านต้องเข้าใจเรื่องการเงินให้มากกว่านี้ การออกมาด่าว่านักลงทุนโง่ที่เอาหน่วยลงทุนมาขายคืนนั้นแสดงว่า ท่านไม่เข้าใจจิตวิทยาของนักลงทุน นักลงทุนนั้นมีความพอใจในกำไรในอัตราที่ต่างๆกัน ท่านต้องจัดการกองทุนให้เป็น ตรงนี้สำคัญกว่า

ถ้าท่านยังจะบริหารกองทุนแบบนี้ต่อไป ฝรั่งจะได้ช้อนซื้อทุกที แล้วเมืองไทยก็จะพากันฉิบหาย ท่านกำลังเป็นกลไกที่ทำให้ฝรั่งมาโกยเงินได้อย่างสบายๆ


..............

12 มค.49 .... เบียร์ช้างสำคัญอะไรนักหนา


ตอนที่เจ้าของเบียร์ช้างเขาจะเอามาเข้าตลาด ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์วางท่าเป็นผู้พิพากษาผู้ยิ่งใหญ่ ออกมาพูดขะโมงโฉงเฉงว่าต้องดูก่อน ดูว่ามันจะเหมาะหรือไม่เหมาะ แต่พอโดนศาลปกครองดึงเรื่องไปก็เงียบจ๋อย และเมื่อเจ้าของเขาตัดสินใจเอาไปเข้าตลาดหุ้นสิงค์โปร์ก็ออกมาโวยวาย ตีโพยตีพายอย่างกับว่าถูกเสือลากเอาญาตผู้ใหญ่ไปกิน ออกมาบอกว่าถ้ากลับมาเข้าตลาดหุ้นไทยไม่ได้จะขอลาออก


ครับ, ผมไม่เห็นว่ากิจการเบียร์ช้างนี่มันสำคัญที่ตรงใหน มันก็เป็นแค่บริษัทบริษัทหนึ่งเท่านั้น และถ้าจะเทียบกับเบียร์ยี่ห้ออื่นๆ มันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน อย่างมากก็ทำกำไรก่อนหักภาษีในอัตรา 20 เปอร์เซนต์ต่อปี หักภาษี(30%)แล้วก็เหลือ 14 เปอร์เซนต์ต่อปี ปันผลก็แค่ 5-8 เปอร์เซนต์ต่อปี กิจการอื่นๆที่มีผลตอบแทนระดับเดียวกันยังมีอีกมาก และไม่ต้องมาพิจารณาว่าผิดศิลธรรมหรือไม่อีกด้วย


ในขณะเดียวกัน ผมกลับมองว่า เบียร์ช้างไปเข้าตลาดสิงค์โปร์นั้นเป็นผลดีมากกว่า เพราะมันกลายเป็นการให้คนสิงค์โปร์และฝรั่งเข้ามาลงทุนโดยตรงในประเทศไทย เพราะเป็นการมาก่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย ซึ่งเราจะได้ภาษีสองขั้นตอน คือได้ภาษีสรรพสามิต แล้วยังได้ภาษีเงินได้ ลงท้ายสิงค์โปร์และต่างชาติจะได้กำไรออกไปแค่ปีละ 14 เปอร์เซนต์ ซึ่งแตกต่างจากการให้สิงค์โปร์และต่างชาติมาซื้อหุ้นไทย การซื้อหุ้นไทยนั้นจะถอนทุนคืนเมื่อใหร่ก็ได้ แล้วก็ทำกำไรได้ปีละ 30-40 เปอร์เซนต์ต่อปี แถมไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรหุ้นอีกด้วย พวกเขาจะโกยออกไปปีละ 30-40 เปอร์เซนต์อย่างเต็มๆ


ครับ, มันแสดงให้เห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้มีวิสัยทัศน์เลย และไม่มีความสามารถที่จะไปหาบริษัทดีๆมาเข้าตลาด


ผมจึงเห็นว่าน่าจะลาออกไปเสียเลยจะดีกว่า ไม่ต้องมาเอาเรื่องเบียร์ช้างมาอ้างให้ดูขึงขัง ยังไงๆเขาก็ไปแล้ว เสียเวลาพูด เสียกระดาษหนังสือพิมพ์ เสียเวลาอ่าน เสียเวลาทำงานของคนไทย


.............

18 มค.49 .... ศอกกลับคราวนี้เจ็บไปหลายคน


นายกทักษิณออกทีวีในระหว่างการทำเรียลลิตี้โชว์ โดยพูดกับกระทรวงมหาดไทยว่า คนที่ก่อม๊อบและบุกเข้าไปบริเวณทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นพวกโกงธนาคาร โกงผู้ถือหุ้น ทำหลักฐานปลอม หรือหนีคดีไปจนหมดอายุความแล้วก็กลับมาเย้อวๆ จึงสมควรจะกล่าวโทษและเอาผิดให้เต็มที่


ครับ, ท่านนายกก็คงจะหมายถึง คุณสนธิ คุณเอกยุทธ์ คุณ...


แต่ผมคิดว่า ศอกกลับครั้งนี้ไปกระทุ้งโดนสีข้างคนไทยอีกไม่น้อยกว่า 1000 คน และเป็นพวกผู้ดีมีเงินเสียด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่ และน่าสนใจ


ครับ, นายกทักษิณจะอยู่ได้หรือจะไปก็อยู่ที่คำพูดนี้ คือถ้าท่านเห็นว่าเมืองไทยเรานี้มีคนที่โกงธนาคาร โกงนักลงทุน โกงในตลาดหุ้นอยู่มากมาย แล้วก็ยังพยายามไปกดดันนายกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จริง และลงมือปราบปรามอย่างจริงจัง ท่านก็จะได้รับความนิยม แต่ถ้าท่านมองไม่เห็น หรือมองสั้นๆ แค่จะทำลายฝ่ายตรงกันข้ามของท่าน ท่านก็จบเห่


ผมนั้นพูดมานาน ว่าตลาดหุ้นของไทยมันเป็นแหล่งทำมาหากินของคนไทยเลวๆนับพันคน และมันทำกันได้ก็เพราะ กฎ ระเบียบต่างๆ ที่ ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต. ออกมานั้นมันหละหลวม และสองหน่วยงานนี้ตามไม่ทันเล่ห์เพทุบายของคนโกงเหล่านี้ ดังนั้น ผมจึงสนใจคำพูดครั้งนี้ของท่านนายกเป็นอย่างมาก และหวังว่า เวลาท่านคลำไปจนเจอหลักฐานการโกง แต่กลายเป็นคนรอบข้างท่านเอง ท่านจะต้องเอาเข้าคุก และยึดทรัพย์มันจริงๆ


ขออธิษฐานให้ท่านทำจริงสักครั้งเถอะ


..............

26 มค.49 .... นี่หรือที่เรียกว่านักสถิติ?


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้พาดหัวว่า ทักษิณโต้กลุ่มโจมตีขายชินคอร์ปขี้อิจฉา แล้วก็อ้างถึงผลสำรวจของศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ว่า คนกรุงเทพและปริมณทล 51.4 เปอร์เซนต์เห็นว่าการขายหุ้นครั้งนี้ไม่โปร่งใส


ครับ, นี่เป็นการประยุกต์วิชาสถิติในชีวิตอันหนึ่ง และเป็นตัวอย่างของนักหนังสือพิมพ์ที่ไร้ความรู้ กับนักสถิติผู้ไร้ความรับผิดชอบ


ทำไมหรือ?


ก็เพราะ การจะไปสำรวจความคิดเห็นนั้น มันต้องเลือกตัวอย่างที่จะไปสุ่มให้ถูกต้อง จะไปสุ่มสี่สุ่มห้าถามไม่ได้ คนไทนเรานั้นเล่นหุ้นกันอยู่แค่ 500,000-600,000 คน และที่รู้เรื่องการเสียภาษีการขายหุ้นไม่ถึง 100,000 คน ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าทำไมจึงมีการยกเว้นภาษีจากการขายหุ้น แล้วดันไปถามคนโดยทั่วไป คำตอบมันจึงไม่ถูกต้อง มันเหมือนกับการไปถามเด็กอนุบาลว่า หลักสูตร์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอันหนึ่ง มันเหมาะสมแล้วหรือยัง


ครับ, ผมไม่อยากเชื่อว่าม.กรุงเทพจะมีนักสถิติแบบนี้


แต่ผมเชื่อว่านักหนังสือพิมพ์นั้นมีโอกาสโง่ โง่ถึงขนาดไม่เอาผลการสำรวจไปตรวจสอบเสียก่อน ที่ไม่ตรวจสอบก็เพราะต้องการจะทำร้ายคนอื่น ความมีจิตใจอันสกปรก ทำให้เชื่อผลสำรวจแบบนี้เข้าไปได้ แล้วก็เอามาเป็นหลักฐานอ้างอิง


ครับ, วิชาสถิตินั้นเป็นวิชาที่สำคัญ และเราต้องรู้จักใช้ให้ถูกวิธี


.............

06 กพ.49 .... ทำไมคนไทยไม่สนใจลงทุนในหุ้น?


วันนี้ คุณ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เขียนไว้ในหน้า 22 ของกรุงเทพธุรกิจว่า คนไทยไม่สนใจลงทุนในหุ้นด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น 1. คำศัพท์มันไม่ดี แทนที่จะใช้คำว่าลงทุนในหุ้น กลับไปใช้คำว่า เล่นหุ้น มันทำให้ไปคิดว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องของการพนัน 2. คนไทยลงทุนโดยคำนึงถึงผลตอบแทนด้านมูลค่าเพิ่มมากกว่าเงินปันผล 3. คนไทยที่ลงทุนในหุ้นมีจำนวนน้อย คนจึงคิดว่าการลงทุนในหุ้นเป็นกิจกรรมของคนรวย 4. ไม่ทราบจะไปลงทุนได้ที่ใหน และการชำระเงินต้องใช้เช็ค...


ครับ, เป็นบทความที่ดี แต่คุณวิวรรณมองข้ามปัญหาใหญ่ที่สุดไป คือ เจ้าของเดิมและผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย


นี่อาจเป็นเพราะคุณวิวรรณนั้นมีน้ำท่วมปากอยู่ หรือไม่ก็เพราะยังกลัวมาเฟียในวงการตลาดทุนอยู่


ความจริงก็คือ เจ้าของเก่าและนายทุนใหม่ที่เข้ามาเอาบริษัทเข้าตลาดนั้นมักจะได้เป็นผู้บริหาร พวกเขาเอาเปรียบนักลงทุนอื่นๆที่มาจากในตลาด มันมีทั้งชนิดถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ที่ถูกกฎหมายมีเช่น จ่ายเงินปันผลต่ำๆ ตั้งค่าตอบแทนสูงๆให้แก่ผู้บริหาร ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เสนอเพิ่มทุนโดยตัวเองได้สิทธิ์จองในราคาต่ำกว่าตลาด...ที่ผิดกฎหมายก็มีเช่น ไซฟ่อนเงิน ใช้อินไซด์อินฟอร์เมชั่น ตั้งบริษัทต่อเนื่องแล้วยักย้ายถ่ายเทกำไรออกไป ปั่นราคาหุ้นของบริษัทตนเอง กดราคาลงเพื่อซื้อ และปั่นขึ้นเพื่อขาย...


ครับ, การกระทำต่างๆของเจ้าของเดิมและผู้เอาเข้าตลาดนี้ทำให้ปันผลไม่น่าสนใจ แต่ราคาแกว่งมากจนคนหันไปเล่นเก็งกำไรจากราคามากกว่าการลงทุน แต่ที่ร้ายที่สุดคือ นักลงทุนจำนวนมากต้องขาดทุน พวกเราควรสังเกตุว่า คนเคยเล่นหุ้นนั้นมีกว่า 1 ล้านคน แต่ที่ยังเหลืออยู่ในตลาดมีแค่ 300,000 คน ที่หายไป 700,000 คนนั้นเขาเข็ดขยาดตลาดหุ้น หลายๆคนรู้ดีว่าเจ้าของเดิมและนายทุนใหญ่คือคนโกง และเขามองดูแล้วไม่เห็นหนทางที่จะต่อสู้ กฎระเบียบของ ตลท. และ กลต.นั้นเอื้อให้คนเหล่านี้โกงได้ พวกเขาจึงเลิกลงทุนในหุ้น แล้วก็บอกต่อๆกันไปในหมู่พี่น้องญาติมิตรว่าอย่าเข้าไปเล่นหุ้น แค่ 1 ปากต่อ 30 คน มันก็รู้ไปทั่วเมืองไทยว่า ตลาดหุ้นไทยนั้นมันเลวแบบสุดๆ คนที่จะเข้ามาใหม่นั้นจะเป็นเด็กหนุ่มสาวที่ไม่สนใจคำทัดทานของพ่อแม่ กับพวกหวังรวยลัดเท่านั้น ซึ่งก็มีเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เพราะ ตลท.และ กลต.ท่านส่งเสริมแบบนั้น


ครับ, คุณวิวรรณอาจไม่เห็นด้วยกับผม แต่ดูกันไปอีกสัก 30 ปีก็จะเข้าใจ


ครับ, ผมเห็นว่า การที่จะชักจูงใจคนให้เข้ามาลงทุนนั้นต้องพูดความจริง ความจริงก็คือ เจ้าของเดิมและนักลงทุนรายใหญ่นั้นมันเลวก็จริง แต่คนโง่ในตลาดมีมากกว่า คนที่เข้ามาเล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้นนั้นนอกจากจะถูกเจ้าของเดิมและนักลงทุนรายใหญ่โกงแล้ว พวกเขาไม่มีความรู้อีกด้วย คนที่มีความรู้จึงสามารถทำกำไรจากตลาดเลวๆแบบนี้ได้อีกมาก การที่จะคิดแก้ใขตลาดให้มันสอาดขึ้น และเป็นธรรมแก่ทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้ มันต้องรอให้มีคนเก่งที่จะเข้ามารู้ทันพวกเจ้าของเดิมและนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลา ต่างประเทศเขาแก้กันมา 160 ปีแล้ว ของไทยเรานี่ ถ้าใช้วิธีของผม น่าจะแก้ได้ใน 30 ปีข้างหน้า


ผมขอสนับสนุนให้คนเก่งเข้ามาเล่นหุ้น จะเรียกว่าเป็นการพนัน หรือเป็นกิจกรรมของคนรวย หรือเป็นการดูดเลือดจากคนจน หรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น เมื่อคนเก่งรวยขึ้น พวกเจ้าของและนักลงทุนรายใหญ่ก็จะหมดหนทางโกง


..........

08 กพ.49 .... ระบบสังคมเพื่อให้เป็นคนง่อย


สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีน้ำใจ ข้าราชการทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนมีความสุข แต่ทำไปแล้วสร้างปัญหามากขึ้นทุกวัน คนจนมีมากขึ้น แล้วทุกคนก็พยายามเสนอตัวเข้ามาแก้ใข เราไม่เคยหันมาดูตัวระบบ หรือดูแนวคิดที่เรามีอยู่กันเลย ผมจะขอวิเคราะห์ให้ดูสักครั้ง


ตัวอย่างแรกคือ ท่านมองไปให้รอบเมือง แล้วท่านก็จะเห็นได้ว่า ทุกบ้านมีรั้วรอบขอบชิด มันดูเหมือนจะมีความปลอดภัยดี แต่ทุกคนอยู่ในบ้านด้วยความกลัว เรากลัวเพราะจริงๆแล้วเราไม่มีอาวุธเพื่อต่อสู้ป้องกันตัวเลย รัฐมีแนวคิดว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการป้องกันตน พวกเขาตั้งกรมตำรวจขึ้นมา แล้วก็บอกว่า ตำรวจจะช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่เขาเจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา เขาอนุญาติให้ขอมีอาวุธปืนได้โดยง่าย เขาเปิดโอกาสให้ประชาชนเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันภัย พวกเขาจึงอยู่กันอย่างมีความมั่นใจ และไม่ต้องมีรั้วบ้าน


ตัวอย่างที่ 2 คือ การเล่นเกมออนไลน์และการใช้อินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ทำให้เสียเงิน เกมรบราฆ่าฟันกันทำให้เด็กกร้าวร้าว อินเทอร์เน็ตทำให้เล่นพนันบอล อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการหลอกลวงเด็กไปทำอนาจาร..ฯลฯ แทนที่เราจะสอนเด็กให้รู้จักคิด สอนพ่อแม่ให้รู้จักควบคุมดูแล เรากลับบอกว่ากระทรวงไอซีทีจะดูแลให้ เราพยายามจะให้เด็กเป็นผู้มีใจอันบริสุทธิ์ เราพยายามทะนุถนอมอย่างกับใข่ในหิน แล้วเราก็แก้ใขไม่ได้


ตัวอย่างที่ 3 คือ ประชาชนนั้นเป็นเจ้าของประเทศ เราใช้สิทธิ์ด้วยการออกเสียงเลือกตั้ง สส. สว. นายก...ฯลฯ แต่เราไม่เคยสอนให้ประชาชนเข้าใจในระบบ เราไม่เคยสร้างให้ประชาชนแข็งแรงพอที่จะควบคุมนักการเมือง แถมครูบาอาจารย์กลับออกมาช่วยในการขับไล่รัฐบาลเสียอีก พวกเขาบอกว่าประชาชนนั้นรู้ไม่ทันนักการเมือง พวกเขาจึงอาสาออกมาขับไล่เสียเอง


ตัวอย่างที่ 4 ก็คือตลาดหลักทรัพย์ของเรา ผู้บริหารพยายามออกกฎและระเบียบมากมาย เราไม่เคยสอนให้คนเล่นหุ้นให้ถูกวิธี ตลาดหลักทรัพย์ กลต. และผู้บริหารกระทรวงการคลัง พยายามชักจูงให้คนไทยย้ายเงินฝากมาลงในหุ้น ชักจูงด้วยเหตุผลไม่สำเร็จก็กดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงจนติดดิน แค่นั้นยังไม่พอ หันไปลดภาษีเงินได้ให้ หันไปสนับสนุนให้ซื้อกองทุน แถมยังออกมาอ้าขาพะวาปีกว่าจะจับนักปั่นหุ้นให้...ฯลฯ แล้วผลเป็นอย่างไรท่านก็รู้ๆกันอยู่


ครับ, ข้าราชการไทย อาจารย์ไทย และนักวิชาการไทย ต่างพยายามสร้างระบบเพื่อให้ประชาชนเป็นคนง่อย ซึ่งก็ได้ผล คือคนไทยขาดความรู้ความสามารถในการดูแลทรัพย์สินและสิทธิ์ของตน 70 ปีของการพัฒนาประเทศ นำเราไปสู่ประเทศที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีความคิด เราดีแต่ขายทรัพยากรธรรมชาติ ป่าหมดไปทั้งประเทศ คลื่นความถี่ตกเป็นของต่างชาติ


เลิกเสียทีเถอะครับ เลิกคิดที่จะสร้างเกราะป้องกันให้แก่ประชาชน ให้ความรู้แก่เขา ให้เขาสร้างเกราะป้องกันตนเองตามสมควรต่ออัตภาพของเขา จำนวนข้าราชการจะได้ลดลง ภาษีจะได้ลดลง และการคอร์รัปชั่น กับการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมจะได้ลดลง


............

11 กพ.49 .... นายกก็ยังไม่รู้เรื่องภาษีซื้อขายหุ้น


วันนี้ฟังนายกทักษิณพูดในรายการ นายกพบประชาชน แล้วรู้สึกดีใจ คือท่านพยายามอธิบายเรื่องการซื้อขายหุ้น ท่านบอกว่า ซื้อขายหุ้นนอกตลาดนั้น ถ้าซื้อขายกันในราคาพาร์ก็ไม่ต้องเสียภาษี


ครับ, มันแสดงให้เห็นว่า แม้แต่นายกทักษิณก็ยังไม่เข้าใจเรื่องภาษีซื้อขายหุ้น


ที่ถูกนั้นมันต้องพูดว่า ซื้อขายหุ้นนอกตลาดนั้นต้องเสียภาษีถ้าราคาที่ขายไปนั้นสูงกว่าต้นทุน การขายนอกตลาดในราคาทุนนั้นจะต้องเสียภาษี 0 บาท และควรลงรายการนี้ในแบบฟอร์มการเสียภาษีเงินได้ที่ท่านต้องทำทุกปีอยู่แล้ว ท่านต้องแสดงหลักฐานว่าซื้อมาในราคาเท่าใด และขายไปในราคาเท่าใด...ฯลฯ และถ้ากรมสรรพากรเขาสงสัย เขาอาจเชิญไปชี้แจงก็ได้


ครับ, ราคาที่ซื้อขายกันนั้นมันไม่เกี่ยวกับราคาพาร์เลยแม้แต่น้อย

ผมอาจซื้อหุ้นชินคอร์ปจากในตลาดในราคา 48.50 บาท ถ้าผมขายนอกตลาดให้พี่ชายผมในราคา 48.50 บาท ผมก็ต้องเสียภาษี 0 บาท ซึ่งกรมสรรพากรไม่น่าจะท้วงติงอะไรผม
แต่ถ้าขายนอกตลาดให้พี่ชายผมในราคา 1.00 บาท ผมก็จะเสียภาษี 0 บาทเช่นเดิม ทั้งนี้เพราะขายไปในราคาต่ำกว่าทุน แต่กรมสรรพากรเขาอาจไม่เห็นด้วย เพราะเทมาเสกเขาตั้งโต๊ะรับซื้อในราคา 49.25 บาท
และถ้าผมไปแจ้งกรมสรรพากรว่าขายนอกตลาดให้พี่ชายผมในราคา 90.00 บาท และขอมาเสียภาษี กรมสรรพากรเขาก็คงคิดว่าผมบ้า


แล้วทำไมผมจึงต้องดีใจที่นายกก็ไม่รู้เรื่องภาษี?


ผมดีใจเพราะ ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องภาษีการซื้อขายหุ้น มันก็อาจ extrapolate ออกไปได้ว่า คนเล่นหุ้นอยู่ในตลาดไทยนั้นมันไม่รู้เรื่องหุ้น โอกาสที่ผมจะทำกำไรจึงดูจะแจ่มชัดยิ่งขึ้น


ครับ, อย่าศึกษาหาความรู้เรื่องหุ้น แล้วจะได้ตกเป็นเหยื่อของผมและกองทุนต่างชาติต่อไป


........

17 กพ.49 .... วิกฤตพลังงานใน 3 ปีข้างหน้า


วานนี้(16 กพ.49) ผมในฐานะเป็นอนุกรรมาธิการด้านไอที ของกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน วุฒิสภา ได้มีโอกาสไปฟังสัมนาเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติด้านพลังงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แล้วก็เห็นว่า ข้อมูลที่เขาพูดกันนั้นน่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนในหุ้น ผมจึงอยากจะเอามาเล่าให้ท่านฟังสักเล็กน้อย


ตัวเลขที่น่าสนใจมีเช่น
1. ทุกๆ 1 เปอร์เซนต์ที่จีดีพีโตขึ้นนั้น เราต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 1.4 เปอร์เซนต์
2. ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาของพลังงานเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า
3. พลังงานเป็นต้นทุนการผลิตเกือบ 20 เปอร์เซนต์แล้ว
4. เราใช้พลังงานไปกับการขนส่งสูงมาก เพราะเราใช้รถบรรทุกในการขนส่ง
5. รถบรรทุก 1 คันใช้น้ำมันปีละ 30,000 กว่าลิตร์ ขนส่งได้แค่ 26 ตัน ถ้าเอาเครื่องยนต์รถบรรทุกนั้นมาใช้ลากตู้รถไฟจะได้ 200 กว่าตัน เป็นระยะทางเดียวกัน และถ้าเอาไปใส่เรือ มันจะลากได้ 6000 ตัน ในระยะทางเดียวกัน เราจึงใช้พลังงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ
6. เราใช้แกสธรรมชาติถึง 70 เปอร์เซนต์ในการผลิตไฟฟ้า ทั้งๆที่แกสธรรมชาตินั้นสามารถนำไปผลิตสินค้าเปรโตรเคมีคัลที่ให้แวลูแอดเดดที่สูงกว่าหลายเท่า เมื่อใดที่เราเริ่มพัฒนาด้านเปรโตรเคมิคัลจะเกิดการแย่งกันซื้อแกสธรรมชาติ
7. แหล่งพลังงานทดแทนนั้นจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมใน 10 ปีข้างหน้า
...ฯลฯ


ครับ, จากข้อมูลเหล่านี้จะเห็นได้ว่า เราจะเกิดวิกฤตทางด้านพลังงานภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้แหละ น้ำมันดิบที่เราต้องซื้อเข้ามา น้ำมันดีเซลที่เราต้องซื้อเข้ามา จะทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มไม่ทันต่อรายจ่าย ดุลบัญชีเดินสะพัดก็คงกลับมาติดลบอีก นี่เป็นสิ่งที่ผมคาดเดาต่อ เรื่องนี้ไม่มีใครกล้าพูดในที่ประชุม แต่มันอยู่ในใจของทุกคน นอกจากนี้แล้วก็จะมีการแย่งชิงทรัพยากรด้านพลังงานอย่างรุนแรง มันจะเหมือนกับเรื่องราคาแกลบ ราคาโมลาส ราคามันสำปะหลัง ที่พวกเขาพูดกันในวันนี้


ครับ, วิกฤตพลังงานจะมาตรงกับขาลงของไซเกิลเศรษฐกิจพอดี หรือคือ ราคาหุ้นจะเริ่มตกในปี 2551 ตามที่ผมทำนายไว้


จากตรงนี้ก็จะมีคำถามว่า หุ้นกลุ่มพลังงานจะพุ่งต่อ หรือถอยลงมาตามหุ้นกลุ่มอื่นๆ?


ครับ, ท่านไปคิดกันต่อเองก็แล้วกัน สำหรับผมนั้น ปี 2551 ถึง 2557 (ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน) ผมจะเปลี่ยนเป็นการยืมหุ้นมาขาย แล้วไปช้อนซื้อคืนที่ bottom ของแต่ละปี


ขอให้โชคดีนะครับ


.............

18 กพ.49 .... กลต.ผู้ไม่รู้ร้อนรู้หนาว


หนึ่งเดือนมาแล้ว ที่นายสนธิกล่าวหาว่านายกทักษิณแก้กฎหมายตลาดหลักทรัพย์เพื่อช่วยให้เทมาเส็กเข้ามาซื้อหุ้นได้ และตอนนี้ใครๆก็คิดเช่นนั้น แต่กลต.ไม่เคยออกมาแก้ใขข่าว


จริงๆแล้ว การเพิ่มสัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างชาติจาก 25 เปอร์เซนต์เป็น 49 เปอร์เซนต์นี้เป็นงานของ กลต. และกลต.มีเหตุผลที่แน่นอนและถูกต้อง กลต.ไม่ได้แก้เพราะนายกทักษิณสั่งมา และการเพิ่มสัดส่วนนี้ก็ไม่ได้ช่วยเทมาเส็ก เพราะไม่ว่าจะเป็น 25 เปอร์เซนต์หรือ 49 เปอร์เซนต์เทมาเส็กก็เข้าซื้อหุ้นชินวัตรได้ และก็ต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์อยู่ดี


ครับ, จริงๆแล้วเจ้าตัวเลข 49 เปอร์เซนต์นั้นเป็นแค่ข้อกำหนดคุณสมบัติของบริษัทจดทะเบียน ต่างชาติคนใหนจะเข้ามาซื้อเกินนี้ก็ได้ทั้งนั้น เจ้าส่วนเกินนี้เขาไม่ให้ใช้สิทธิ์ในการโหวตเท่านั้น และโดยทั่วๆไปแล้วผู้เข้ามาเทกโอเวอร์เขาก็จะเอาออกไปจากตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อจะได้บีบซื้อหุ้นที่เหลือในราคาถูกๆ ถ้าคุณจะดันทุรังถือไว้ เขาก็จะแกล้งคุณได้ทุกอย่าง เพราะเขาถือหุ้นมากกว่า บริษัท coco ก็เคยทำอย่างนี้มาแล้ว ผมขาดทุนกำไรไปหลายตังค์


ครับ, การไม่ออกมาชี้แจงให้คนไทยเข้าใจนั้นนอกจากจะเป็นการละเลยหน้าที่แล้ว มันยังแสดงให้เห็นว่า กลต.นั้นไม่มีศักดิ์ศรี ไม่กล้าพอที่จะออกมาตอบโต้คุณสนธิ ไม่กล้าพอที่จะบอกว่าไม่ใช่ม้ารับใช้ของนายก และไม่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย


ครับ, ผมรู้สึกผิดหวังกับการกระทำของกลต.มากมายหลายครั้งจริงๆ(ผมขายหุ้น shin ไปนานแล้ว เพราะรู้ว่ามันจะลงเอยกันอย่างไร)


............

21 กพ.49 ..... จะเล่นหุ้นต้องรู้จริงและเก่งจริง


วันนี้ ดร.นิเวศน์เอานิทานเรื่อง "The King's New Clothes" มาเล่าให้คนฟัง(ในกรุงเทพธุรกิจ หน้า 20) ท่านใช้เนื้อที่กระดาษไป 9 ส่วน แล้วก็ใช้ 1 ส่วนที่เหลืออยู่สรุปว่า "นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องคลาสสิก ที่ผมนำมาเขียนในเนื้อที่จำกัด แต่น่าจะบรรจุใจความใหญ่ได้ครบถ้วน สิ่งที่ต้องการบอกก็คือ นักลงทุนต้องมองว่าอะไรคือความจริง ไม่ใช่มองอย่างที่เราหวังจะได้เห็น หรือตามที่คนบอกกันมา เขาว่ากันว่า เรื่องนี้ประยุกต์ใช้กับมืออาชีพในการลงทุนเช่นผู้บริหารกองทุนได้ดีมาก นั่นคือ คนอาจคิดว่าจะต้องมีฝีมือในการลงทุนมาก แต่ความจริงอาจไม่มีอะไรเลย เช่นเดียวกับคนเขียนหนังสือบอกเทคนิคในการลงทุนให้รวย คนเขียนเองอาจเจ้งหุ้น ว่าที่จริงมันยังน่าจะสามารถอธิบายเรื่องอื่นๆได้อีกมาก ตามที่คุณอยากจะคิด"


ครับ, ผมอ่านแล้วก็ยังงงๆอยู่ ผมมองไม่ออกว่า The King's New Clothes มันจะมาเกี่ยวกับผู้จัดการกองทุน และนักแต่งตำราเล่นหุ้นไปได้ยังไง พระราชาถูกหลอกให้ไส่เสื้อผ้าที่ไม่มีตัวตน กับผู้จัดการกองทุนที่ไม่มีความรู้ กับนักแต่งตำราผู้เล่นหุ้นแล้วขาดทุน มันมาเหมือนกันที่ตรงใหน...แต่ผมพอจะมองออกว่า ดร.นิเวศน์ ด่าผู้จัดการกองทุนและนักแต่งตำราเล่นหุ้นว่าเป็นพวกกลวงโบ๋ ไร้ความรู้ความสามารถที่แท้จริง


ครับ, ในฐานะที่ผมได้แต่งตำราเรื่อง "มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ" ซึ่งเข้าข่ายถูกพาดพิงอย่างจัง ผมก็อยากจะออกมาชี้แจงเสียหน่อย และอาจต้องขยายความไปถึงนักวิเคราะห์หุ้นที่ออกมาเจื้อยแจ้วอยู่ตามหน้าทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์เสียหน่อย


ครับ, เทคนิคที่ผมแนะนำไว้ในตำราของผมนั้นเป็นการใช้สถิติเข้าศึกษาราคาปิดย้อนหลังไปยาวๆ แล้วเอาข้อสรุปมาใช้ ซึ่งผมเองก็ใช้เล่นหุ้นอยู่ด้วย ผมใช้ตั้งแต่ปี 2543 มาจนถึง 2548 และมีกำไรทุกปี และวิธีการที่ผมแนะนำไว้นี้มันทำซ้ำได้(repeatable) มันไม่ใช่การกำไรเพราะฟลุ๊ก และไม่ใช่กำไรเพราะเหตุการณ์ฉะเพาะครั้ง ตำราของผมจึงไม่กลวงโบ๋ และมันเป็นการต่อยอดออกมาจากทฤษฎีลูกคลื่นของอีเลียต ซึ่งเป็นทฤษฎีที่คนทั่วโลกเขายอมรับ


ครับ, จริงๆแล้ววิธีการทำนายทิศทางของราคาหุ้นนั้นมีแค่ 3-4 อย่าง เช่น ดูจากข่าวสาร ดูจากพื้นฐานของบริษัท ดูจากสถิติราคาปิด ทฤษฎีเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก แต่นักลงทุน ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์หุ้น ก็อาจขาดทุนได้ มันขาดทุนเพราะเรียนมาแล้วรู้ไม่จริง แถมไม่ได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญพอ


ครับ, ความรู้และความชำนาญคือหัวใจของการเล่นหุ้น ใครที่อยากจะรู้ว่าเล่นหุ้นมันยากขนาดใหนควรไปอ่านเรื่อง Against the Gods, The Remarkable Story of Risk ของคุณ Peter L. Bernstein ซึ่งมีชื่อเสียงไม่แพ้คุณ Worren Buffet


สิ่งที่ผมพอจะมองเห็นความเหมือนในเรื่อง The King's New Clothes ก็คือ ผู้วิเคราะห์ทั้งหลายที่ผ่านคอร์ส Investment Advisor ของ กลต. นั้นดูเหมือนเป็นพระราชาผู้ถูกหลอก เพราะคิดว่าเข้าคอร์สนี้แล้วจะทำนายได้แม่นอย่างตาเห็น ออกมาแล้วไม่ศึกษาหาความรู้ให้ชัดเจน แถมไม่หาประสบการณ์ให้ดีเสียก่อน ออกมาแล้วคิดว่าเป็นเทวดา เรียกร้องเอาเงินเดือนสูงๆ แต่จริงๆแล้วกลวงโบ๋ ทำงานไม่กี่วันต้องย้ายงาน บางคนทำจนกองทุนเขาเกือบฉิบหาย ต้องออกไปเล่นการเมืองก็เยอะ


ครับ, ผมเห็นด้วยกับ ดร.นิเวศน์ในเรื่องนี้


แต่อย่ามาด่ากราดว่าคนแต่งตำราทั้งหมดมันห่วย ผมมีหลักฐาน มีใบสั่งซื้อสั่งขาย มีมาร์เก็ตติ้งที่จะยืนยันได้ว่าผมกำไรทุกปีเมื่อเล่นตามตำราของผม


.............

24 กพ.49 ..... เลอะเทอะกันดีจังเลย


จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันนี้ รองประธานสภาอุตฯบอกว่า "ทางออกน่าจะเป็นการยุบสภา เมื่อเลือกตั้งใหม่ผลออกมาอย่างไรกลุ่มต่างๆต้องยอมรับ" ส่วนประธานชมรมโบรกฯต่างประเทศบอกว่า "เฮดจ์ฟันด์ได้ถอนเงินลงทุนแล้ว 80% จากที่เข้ามาช่วงต้นปี เพื่อไปตลาดหุ้นอื่น" และนายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยก็บอกว่า "นายกรัฐมนตรีควรแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น" และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ก็ออกมาบอกว่า "ถ้านายกฯยอมลาออก จะทำให้ดัชนีเพิ่มขึ้น 30-40 จุด ภายใน 2-3 วัน"


ครับ, มันเลอะเทอะกันไปใหญ่แล้ว ชมรมและสมาคมเหล่านี้มีหน้าที่ทำอะไรกัน? ชมรมและสมาคมเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่สมาคมเพื่อดำเนินการทางการเมือง และในขณะนี้ กลต.ก็ได้ออกมาสรุปแล้วว่านายกและลูกสาวไม่มีความผิด มีแต่นายพานทองแท้เท่านั้น และเป็นความผิดที่จะต้องเสียค่าปรับเท่านั้น


ครับ, การที่นายกจะยุบสภา หรือลาออก หรือกระทำการใดๆ มันก็ไม่สำคัญแล้ว ตลาดหุ้นได้ตอบสนองอย่างชัดเจนแล้วว่าหมดกังวลไปส่วนหนึ่ง และสมาคมเหล่านี้ก็ควรจะหยุดกวนน้ำให้ขุ่นได้แล้ว


ทำไมต้องไปตอบนักข่าวว่านายกควรจะทำอะไรต่อ? มันไม่ใช่หน้าที่ของสมาคมเลยนะครับ


แต่ใหนๆก็ไปให้สัมภาษณ์เขาแล้ว ผมก็อยากจะให้พวกเราลองประเมินความคิดของคนเหล่านี้ดู
คนแรกนั้นความคิดสั้นเท่าก้านไม้ขีด ยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่ คนส่วนใหญ่ก็บอกว่าคุณทักษิณก็จะกลับมาอีก แล้วมันจะเป็นที่ยอมรับของฝ่ายที่มาเรียกร้องให้ลาออกเหลอ?
คนที่สองนั้นพูดออกมาได้ว่าเฮดจ์ฟันด์ถอนทุนไปแล้ว 80% ในเมื่อต่างชาติซื้อมากกว่าขายทุกวัน?
คนที่สามนั้นบอกให้นายกแสดงสปิริต แต่ถ้ามีลูกน้องสักสองคนจากหนึ่งร้อยคน มาขอให้ตัวลาออก ตัวจะแสดงสปิริตหรือเปล่า?
คนสุดท้ายนั้นตลกที่สุด ถ้านายกลาออกแล้วดัชนีขึ้น 30-40 จุดใน 2-3 วัน เราก็ควรลาออกแล้วเลือกตั้ง แล้วลาออกอีก แล้วก็เลือกตั้งอีก...เอามันสัก 30 รอบ ดัชนีก็จะถึง 1700 ไปเลย ดีใหมล่า?


ครับ, วงการหุ้นนี้มันอยู่บนความกลัวและความกล้าบ้าบิ่น มันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ พวกประธานชมรมและนายกสมาคมต่างๆนั้นสามารถให้ข่าวเพื่อตีให้หุ้นขึ้นและลงได้ พวกเขาทำจนเคยชิน แล้วก็เลยเกิดเรื่องอย่างนี้ให้เห็นอยู่เป็นประจำ ท่านนักลงทุนควรระวังคำพูดของคนเหล่านี้ให้มากๆ


..........

25 กพ.49 ..... จับโกหกประธานชมรมต่างๆ


วานนี้ผมพูดถึงการให้ข่าวของประธานชมรมและสมาคมต่างๆว่าบิดเบือน วันนี้ก็เริ่มเห็นกันแล้ว คือ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจหน้า 13 บอกว่า "ปรีดิยาธร ยันเฮดจ์ฟันด์ยังไม่ถอนลงทุน ชี้เงินใหลเข้าอื้อ" และตามเนื้อข่าวก็บอกว่าเดือนมกราคมใหลเข้าถึง 3,000 ล้านดอลล่าร์ (หรือคือประมาณ 120,000 ล้านบาท) และยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณชี้ความไม่มั่นใจของนักลงทุน(ซึ่งหมายถึงต่างชาติ)


ครับ, เงินใหลเข้ามา 120,000 ล้านในเดือนมกรา แล้วมันจะใหลออกถึง 80% ภายในเวลา 24 วันของเดือนกุมภาพันธ์ได้อย่างไร? ใน 24 วันนี้มีวันทำการแค่ 17 วัน ต่างชาติต้องขายถึงวันละ 0.8*120,000/17=5,674 ล้านบาทมันจึงจะเป็นไปตามที่พูดมา


อนึ่ง, วันนี้ท่านก็เห็นแล้วว่านายกทักษิณประกาศยุบสภา ข่าวนี้ทำให้ดัชนีขึ้นแค่ 9.12 จุด แล้วมันจะขึ้นถึง 30-40 จุดในอีก 2 วันทำการหน้าได้อย่างไร? มันต้องขึ้นอีกวันละ (40-9.12)/2=15.44 จุดนะครับ และตอนนี้ม็อบก็ยังยืนยันว่าจะดำเนินการต่อ


ครับ, เราอยู่บนข่าวสารที่โกหกทั้งเพ


...............

04 มีค.49 ..... กฎหมายแท้-กฎหมายเทียม


เช้านี้ผมนั่งกินข้าวเช้าแล้วก็มองไปที่ขวดน้ำตาล ผมรู้สึกเศร้าใจ เมืองไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายรายใหญ่ แต่ผมและคนไทยเป็นล้านคนต้องมานั่งกินน้ำตาลทรายดำกันอยู่ นี่มันเกิดอะไรกัน


ครับ, ราคาน้ำตาลทรายโลกมันขึ้น พ่อค้าเลยเอาไปส่งออกจนหมด เหลือแต่น้ำตาลทรายดำให้คนไทยเรากินกัน


นั่นฟังดูมีเหตุผล แต่....เรามีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้อยู่ เราให้ผลประโยชน์แก่ผู้ผลิตและผู้ส่งออก แล้วแลกกับการกำหนดราคาน้ำตาลทรายในประเทศ และกำหนดว่าต้องมีน้ำตาลทรายชั้นกลางและชั้นดีขายอยู่ตลอดเวลา


แล้วทำไมมันไม่เป็นไปตามกฎหมาย?


คำตอบก็คือ กฎหมายที่ตราขึ้นมา และประกาศใช้อยู่นั้นมันเป็นกฎหมายเทียม ลองหันไปมองดูซิครับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมาย ปปง. กฎหมาย...มันเป็นหมันทั้งนั้น แม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไร้ค่า คนไทยจำนวนมากไม่ปฏิบัติตาม ผู้รักษากฎหมายก็ไม่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่างสาดโคลนไส่กัน แล้วก็ฉีกกฎหมายทิ้งไป


แล้วนักวิชาการก็ออกมาบอกว่า กฎหมายต่างๆเหล่านี้มีข้อบกพร่อง ผู้ตรามันขึ้นมานั้นมันบิดเบี้ยว มันเขียนไว้เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ข้างหนึ่งออกมาด่าเหยงๆว่าใช้กฎหมายเอาประโยชน์เข้ากระเป๋า อีกข้างหนึ่งก็ออกมาด่าเหยงๆว่าเป็นกฎหมายที่ฝ่ายแรกเป็นผู้ออกมาเองเป็นต้น


แล้วทุกคนก็บอกว่าจะแก้ใขให้


ครับ, ชาติหน้าตอนสายๆก็ไม่สำเร็จ ทั้งนี้เพราะกฎหมายแท้มันอยู่ในใจของคนไทยเรา และมันเขียนออกมาไม่ได้


กฎหมายแท้ของคนไทยมีดังต่อไปนี้
1. คนโกงในระดับ 1-5 พันล้านบาทนั้นเป็นที่ยอมรับได้ เช่น ออกกฎหมายปิดป่า แล้วตัดไม้มาขายเสียเอง ปิดสถาบันการเงิน ยึดทรัพย์ลูกหนี้ แต่ให้ขายแก่ผู้ประมูลจากต่างชาติเท่านั้น จัดซื้อจัดหาโดยออกสเปกเอื้อพวกพ้อง ตั้งราคากลางที่สูงโด่ง เขียนตัวเลขเปอร์เซนต์คอร์รัปชั่นไส่มือแล้วให้ดูโดยไม่ต้องพูด....ทำได้หมด ถ้าไม่เกิน 5 พันล้านบาท ใครโกงเกินกว่านี้มีความผิด ต้องถูกฟ้อง และถูกยึดทรัพย์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะต้องการเปิดช่องไว้ให้ตนเองสามารถโกงได้บ้าง และไม่อยากให้ใครโกงไปจนหมดประเทศ
2. คุณจะรวยแค่ใหนไม่ว่า แต่อย่าให้มันถึงระดับหมื่นล้านบาท ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเกรงว่าจะทำให้ไม่เหลือไว้สำหรับตัวเองบ้าง
3. กฎหมู่ต้องอยู่เหนือกฎหมาย เพราะต้องการช่องออกเมื่อทำธุรกิจแล้วล่มจม
4. มือใครยาวควรสาวได้สาวเอา แต่อย่ามาขัดผลประโยชน์ของตน ใครออกกฎหมายมาให้โกงได้ต้องโกง โกงแล้วไปเสียภาษีหรือบริจาคเสียหน่อยเป็นอันจบกันได้ แต่ก็ต้องไม่ขัดต่อข้อที่ 1.
...ฯลฯ


ยังมีอีกเยอะครับ เช่น ตำรวจควรเบ่งทับประชาชนได้ ทั้งนี้เพื่อว่าเวลาตัวทำผิดจะได้ไปขอพึ่งพาอาศัยได้


ครับ, กฎหมายแท้มันเป็นอย่างนี้แหละ ผมเองก็ชอบ เพราะผมคิดว่าผมฉลาดพอที่จะเอาประโยชน์จากกฎหมายแบบนั้นได้ ใครเกิดมาบนโลกนี้แล้วโง่ ก็ต้องรับกรรมไป วันนี้ผมต้องกินน้ำตาลทรายดำ สักวันผมต้องเอาคืนบ้าง วันนี้มันเป็นพวกรัฐบาล วันหน้าพรรคฝ่ายค้านขึ้นมาก็ช่วยทุบมันให้ผมด้วย ผมจะไปช่วยลงคะแนนให้


ถูกใหมครับ ท่านผู้อ่าน?


.............

06 มีค.49 ..... เสียงของกลต.นั้นไร้น้ำหนัก


วันนี้ผมเห็นท่านราษฎรอาวุโสออกมาพูดว่า รวย 73,000 ล้านบาท แล้วไม่เสียภาษีนั้นเรียกว่าโกงทั้งโคตร ไม่ใช่โคตรโกง นั่นแสดงให้เห็นว่า คำชี้แจงของ กลต.ที่ทำไปเมื่อไม่นานมานี้ไม่มีความหมายเลย


ครับ, ประเด็นคือ ทำไมผู้ใหญ่ในเมืองไทยจึงไม่รับฟังคำชี้แจงของ กลต.?


คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ คนเล่นหุ้นนั้นมีแค่ 3-5 แสนคน และผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองของไทยนั้นไม่รู้เรื่องหุ้น การออกมาพูดว่าไม่ต้องเสียภาษี โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม จึงไม่ได้ผล กลต.ควรตระหนักอยู่เสมอว่า กลต.เป็นหน่วยงานเล็กๆในสายตาของผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ กลต.นั้นมีอำนาจล้นฟ้าเมื่อพูดกับโบรกเกอร์และนักลงทุน แต่ในสายตาของคนทั่วไปแล้วกระจอกมาก


จริงๆแล้ว กลต.ควรเห็นปัญหาตั้งแต่ตอนออกมาชี้แจงร่วมกับกระทรวงการคลัง และควรเตรียมการให้ดีเมื่อตนเองต้องออกมาชี้แจงในรายละเอียด กระทรวงการคลังอ้างถึงกฎหมายข้อต่างๆ แต่ไม่ได้บอกว่าทำไมจึงออกกฎหมายมาอย่างนั้น

คนไทยเรายังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฎหมายเหล่านี้


ครับ, การลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยง รัฐยอมยกเว้นภาษีการซื้อขายในตลาดเพื่อให้คนกล้าเอาเงินมาลงทุน ถ้ารัฐเก็บภาษีในเรื่องนี้คนก็จะไม่มาลงทุน นอกจากนี้แล้ว ถ้าคิดจะเก็บภาษี มันจะยุ่งยากและซับซ้อนมาก นักลงทุนต้องเก็บหลักฐานว่าซื้อหุ้นตัวใหน เมื่อไร ในราคาใด และเวลาขายต้องบอกว่าขายจากล็อตใหน เพราะต้นทุนอาจไม่เท่ากัน มันจะซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อมีการเพิ่มทุนและได้ลูกหุ้น หรือได้วอแร้นท์ หรือรับเป็นมรดกมาจากพ่อแม่ หลักฐานเหล่านี้มันจะท่วมออฟฟีสของกรมสรรพากร รัฐจะสูญเสียทั้งแรงงานและเวลาในการมาตรวจเอกสารเหล่านี้....และในโลกนี้เขาไม่เก็บภาษีในเรื่องนี้ ถ้าเราดันไปเก็บภาษี กองทุนต่างชาติก็ต้องเลิกเข้าตลาดทุนไทย บ้านเมืองจะไม่มีโอกาสพัฒนา...ฯลฯ


ครับ, มันยังไม่สายนะครับ ที่กลต.จะออกมามองโลกให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ท่านต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่ Investment Advisor และเด็กที่อยากเล่นหุ้นเพียงปีละ 1000-2000 คน อย่างที่เป็นอยู่


อย่างน้อย ตอนนี้ก็น่าจะไปพบท่านราษฎรอาวุโสแห่งประเทศไทยเสียโดยเร็ว เพราะปล่อยไว้จะทำให้บ้านเมืองสับสนยิ่งขึ้น ท่านพูดแล้วคนเชื่อมากกว่า กลต.เยอะเลย


.............

14 มีค.49 ..... ตลาดฟิวเจอร์นั้นดีจริงหรือ?


ช่วงนี้ตลาดหลักทรัพย์ออกมาเชียร์ให้คนไปเล่นตลาดฟิวเจอร์กันถี่มาก แต่ฟังดูแล้วมันแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง


เขาบอกว่า ถ้าคุณเข้าไปทำสัญญาซื้อขายเอาไว้ โดยมีกำหนดวันชำระเงินอันหนึ่ง สมมุติว่า 90 วัน แต่ผ่านไปได้ 10 หรือ 20 วัน คุณมาพบว่าทิศทางของตลาดมันไม่เป็นอย่างที่คิด อย่างนี้คุณก็จะขาดทุนเมื่อถึงวันครบอายุสัญญา เรื่องนี้ตลาดฟิวเจอร์มีทางออก คือ คุณต้องบอกซื้อหรือขายในทางตรงกันข้ามกับครั้งก่อน โดยให้มีอายุสัญญาไปตรงกับวันครบอายุของสัญญาแรก เมื่อถึงวันครบอายุ ก็จะพบว่า สัญญาหนึ่งจะให้กำไร อีกสัญญาหนึ่งจะขาดทุน แล้วมันก็จะเจ๊ากันไป หรือคือหักกลบกันแล้วไม่กำไรและไม่ขาดทุน


ครับ, ท่านผู้บรรยายย้ำตรงนี้หลายครั้ง โดยกลัวว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ


แล้วท่านผู้อ่านเข้าใจใหม?


ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจ แต่เข้าใจผิดๆกันทั้งนั้น รวมทั้งตัวผู้บรรยายก็เข้าใจผิดๆด้วย


ถ้าผมจะย้อนถามว่า ถ้าทุกคนสามารถแก้ใขสถานะการณ์ได้ แล้วจะมีใครขาดทุน?


ผู้บรรยายก็คงจะเถียงแบบหัวชนฝาว่า ตลาดฟิวเจอร์ไม่ใช่บ่อนพนัน มันไม่ใช่ซีโร่ซัมเกม บางครั้งมันก็กำไรกันทุกคนได้


ครับ, ผมไม่ถามย้อนแบบนั้นหรอก ผมจะชี้ให้ท่านดู
คือเมื่อคุณทำสัญญาอันแรกไปแล้ว แล้วทิศทางหุ้นมันตรงกันข้าม แล้วไปเสนอซื้อหรือขายในทางตรงกันข้าม ทั้งนี้โดยหวังว่าจะมาหักกลบกับสัญญาแรกนั้น มันจะมีใครหลงเป็นเหยื่อเข้ามารับ? ข้อเสนอของคุณนั้นไปบังคับให้คนเขามาตกลงด้วยไม่ได้ มันอาจมีโอกาส 50/50 ว่าจะมีคนหลงเป็นเหยื่อ แต่ถ้าทิศทางตลาดมันชัดเจน มันก็อาจมีโอกาสแค่ 0/100 ที่จะมีคนมารับสัญญาที่สอง แล้วคุณก็รอไปๆๆๆๆๆ ลงท้ายถึงวันครบสัญญาแรกคุณก็ต้องจ่ายเงินเขา


ครับ, โลกนี้ไม่โง่อย่างที่นักบรรยายคนนั้นคิด


คนที่คิดหลักการแก้ใขสถานะการณ์อย่างนี้ต่างหากล่ะ ที่โง่ โง่เพราะไร้ประสบการณ์


ครับ, กลต. และตลาดหลักทรัพย์ปล่อยให้มีคนออกมาพูดแบบนี้ได้ยังไง?


...........

17 มีค. 49 .... ทักษิณลาออกแล้วหุ้นจะขึ้น?


นับเป็นความคิดที่งี่เง่าที่สุดเท่าที่ผมได้ฟังมา


ทักษิณลาออกแล้วจะเกิดสิ่งต่างๆเหล่านี้
1. เงิน 73,000 ล้านบาท ถ้าไม่ถูกยึดก็ออกไปนอกประเทศอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า demand จะหายไปจากตลาดเป็นจำนวนมิใช่น้อย โอกาสที่จะออกไปนอกประเทศนั้นสูง และจะโดนฝรั่งยึดไปหมด ดูประวัติศาสตร์ซิครับ ผู้นำที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศไม่เคยมีใครรักษาทรัพย์สินไว้ได้
2. รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาแทนก็คือประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่รู้เรื่องหุ้นเลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ทุกคนไม่สนับสนุนให้ลงทุนในหุ้น แล้วตลาดจะไปทางใหน มันก็ฟุบซิครับ ดัชนีอาจกลับไปที่ 280 อีกครั้งหนึ่ง หรือไม่ก็ปิดตลาดไปเลย
3. คุณจำลองจะได้เป็นผู้กุมความคิดทางการเมือง ตลาดหลักทรัพย์จะต้องถูกล้างบาง คนที่เคยสนับสนุนให้เอาเหล้าเอาเบียร์เอารัฐวิสาหกิจเข้าตลาดต้องถูกสอบสวน ตลาดจะเหลือแต่กิจการที่สนับสนุนธรรมะเท่านั้น วอลุ่มน่าจะเหลือไม่ถึง 1,000 ล้านบาทต่อวัน โบรกเกอร์ มาเก็ตติ้ง ผู้วิเคราะห์ เจ้าพนักงานตลาดและกลต. จะต้องกินข้าวได้วันละมื้อเดียว เพราะไม่มีค่าคอมมิชชั่นพอกิน
4. ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง กลุ่มผู้ขับไล่ทักษิณจะต้องแย่งกันเป็นใหญ่ การร่างรัฐธรรมนูญจะถูกลากยาวไป เพราะมันตกลงผลประโยชน์ได้ไม่ลงตัว สว.จะมีค่าตัวสูงเพราะจะเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญ
5. เมกะโปรเจ็กจะถูกยกเลิกหมด โครงการแก้ปัญหาระดับรากหญ้าต้องถูกรื้อ เศรษฐกิจจะชลอตัวลง ราคาหุ้นจะถูกซ้ำเติมหนัก


ครับ, ภาพที่เลวร้ายนั้นมีมากกว่านี้ แต่ก็จะมีภาพดีๆระยะสั้นๆเข้ามา คือ ทุกคนคิดว่าปัญหาได้จบลงแล้ว ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้น แต่ก็เป็นเฮือกสุดท้าย มันเหมือนคนที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย คือดูหน้าตาแจ่มใสขึ้น จิตใจคึกคักขึ้น แล้วก็กลับเข้าไปนอนครวญครางที่โรงพยาบาลเป็นรอบสุดท้าย หมอเปิดแผลออกมาดูแล้วก็ต้องปิด และทิ้งมีดหมอ เพราะมันไม่มีทางรักษาแล้ว


ทางออกอื่นมีอะไรบ้าง ท่านต้องคิดเอาเองนะครับ


..............

29 มีค.49 .... ใครบอกว่าซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษื?


คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องตลาดหุ้น และคนในตลาดหุ้นก็มักจะมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เสียไป เราจึงพูดไปตามความรู้สึก คนนอกตลาดหุ้นก็บอกว่าซื้อขายหุ้นควรเสียภาษี คนในตลาดหุ้นก็บอกว่ามันไม่ควรเสียภาษี แล้วก็ยังย้ำไปด้วยว่าในกฎหมายเขาให้ยกเว้น


แต่ในความเป็นจริงก็คือ คนเล่นหุ้นนั้นเสียภาษีอยู่แล้ว และเสียอย่างไม่เป็นธรรมด้วยซ้ำไป


ทำไมล่ะ?


ก็เราต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย แล้วโบรกเกอร์ก็คิดภาษีจากค่าธรรมเนียมอันนั้นไว้ 7.00 เปอร์เซนต์ด้วย


ครับ, ค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเสียไปคนละ 0.50 เปอร์เซนต์นั้น ส่วนหนึ่งจะไปจ่ายให้ตลาดหลักทรัพย์และกลต. กำไรของตลาดหลักทรัพย์และกลต.ในตอนนี้ไม่ได้โอนเข้ากระทรวงการคลัง แต่ในหลักการแล้วต้องโอนเข้ากระทรวงการคลัง ซึ่งก็คือภาษีที่เข้าสู่รัฐนั่นเอง ในตอนนี้เขายังไม่โอนเข้ากระทรวงการคลังก็เพราะเขาต้องสะสมเอาไว้เป็นกองทุนพยุงตลาดเสียก่อน


แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านไปเปิดดูใบแจ้งการซื้อขายหุ้น ท่านก็จะพบว่า เมื่อก่อนโน้นโบรกเกอร์ไม่ได้หักภาษีจากเรา แต่ในปัจจุบันนี้เขาคิดภาษี 7.00 เปอร์เซนต์ของค่าธรรมเนียมการซื้อขาย แล้วนำส่งกรมสรรพากรด้วย นี่เป็นการเสียภาษีที่ชัดเจน แต่นักลงทุนเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะมันเท่ากับเสียภาษี (0.5+0.5)*0.07=0.07 เปอร์เซนต์ของราคาหุ้นเท่านั้น


แต่ท่านไม่ละเอียดถี่ถ้วนพอ ถึงเราจะจ่ายภาษีเข้ากรมสรรพากรครั้งละ 0.07 เปอร์เซนต์ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อขายปีละกว่า 50 รอบ หรือคือซื้อประมาณ 50 ครั้ง แล้วก็ขายอีกปีละ ประมาณ 50 ครั้ง เราจึงต้องร่วมกันเสียภาษีประมาณ 100*0.07=7 เปอร์เซนต์ของราคาหุ้น ซึ่งเท่าๆกับที่ชาวบ้านเขาเสียกัน


ครับ, จริงๆแล้วนักลงทุนนั้นเสียภาษีไม่น้อยเลย


แต่ที่มันแย่กว่าก็คือ มันไม่เป็นธรรม


ชาวบ้านซื้อแปลงสีฟันมาใช้นั้น เขาเสียภาษี 7.00 เปอร์เซนต์เพียงครั้งเดียว เขาจะแปลงวันละกี่ที หรือใช้ไปอีกกี่ปี เขาก็เสียเพียงเท่านั้น แต่การซื้อขายหุ้นนั้นนักลงทุนต้องเสียภาษีทุกครั้ง ในเวลา 1 ปีเราอาจเสียภาษีเท่าๆกัน แต่เมื่อคิดระยะยาวแล้ว นักลงทุนเสียภาษีมากกว่า


ความไม่เป็นธรรมประการที่สองก็คือ ขาวบ้านซื้อของมาใช้นั้นได้ใช้ประโยชน์ พ่อค้าที่ขายให้ก็เสียภาษีตามค่าของสินค้าที่เพิ่มขึ้น(VAT) พวกเขาจะไม่ต้องเสียภาษีถ้าขายต่อในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน แต่นักลงทุนหุ้นนั้นเสียภาษีทุกครั้ง ไม่ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน


ครับ, จริงๆแล้วการซื้อขายหุ้นนั้นเป็นการลงทุนในทางตรง มันช่วยพัฒนาประเทศ มันควรได้รับการยกเว้นภาษีทุกขั้นตอน เรื่องแค่นี้ยังไม่สามารถจะเข้าใจกันได้ ชาติไทยคงจะเจริญได้ยาก


(ปล. คนที่รู้เรื่องภาษีดีจริงๆนั้น เขาจะไม่เล่นหุ้นเป็นรายวัน เพราะภาษีและค่าธรรมเนียมจะกินจนหมดตัว เขาต้องเล่นหุ้นระยะยาว ยาวเป็นปี หรือหลายๆปี)


............

04 เมษ.49 .... เลือกตั้งครั้งนี้ใครได้ใครเสีย?


ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ คือ ไทยรักไทยได้ไป 360 เขต พรรคเล็กได้ไป 1 เขต และต้องเลือกใหม่ 39 เขต และเมื่อเจาะลึกลงไปแล้วก็พบว่า 39 เขตนั้น เป็นเมืองนนท์ที่ไม่มีผู้สมัคร์ 1 แห่ง ที่เหลือเป็นภาคไต้ ส่วนในกทม.นั้นไทยรักไทยกวาดไปหมด ทั้งๆที่เกือบทั้งหมดได้ไปโดยมีคะแนนน้อยกว่าเสียงไม่ลงคะแนน


ครับ, มีอะไรแปลกใหม่บ้างใหม?


ผมบอกได้ว่า การชุมชุม และการเรียกร้องต่างๆนาๆนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาพใดๆทั้งสิ้น คนภาคเหนือ ภาคอิสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ก็ยังนิยนไทยรักไทยและชาติไทยเหมือนเดิม คนภาคไต้ก็ยังนิยมประชาธิปัตย์เหมือนเดิม คนกทม.ก็แบ่งระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์เหมือนเดิม ในกทม.นั้นมีคนออกไปชุมนุมเป็น2แสน-3แสน แต่ส่วนใหญ่ก็คือคนที่เชียร์ประชาธิปัตย์อยู่แล้ว จะมีคนที่เปลี่ยนจากไทยรักไทยมาเป็นประชาธิปัตย์ หรือจะเรียกให้ชัดๆว่า พวกเกลียดทักษิณ ก็สัก 50,000-100,000 คนเท่านั้น คะแนนมันจึงออกมาเท่าๆเดิม


หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่บอยคอตการเลือกตั้ง ผลจะออกมาเท่าๆเดิม


ครับ, ความแปลกใหม่มันเกิดจากการบอยคอต


คือ เขตเลือกตั้งใดที่ฝ่ายค้านเคยชนะก็จะกลายเป็นของพรรคไทยรักไทย หรือไม่ก็สอบตก ซึ่งทำให้เกิดได้เสียกัน คนได้ก็คือไทยรักไทยและพรรคเล็ก 1 พรรค คนเสียที่เห็นได้ชัดก็คือพรรคเล็กฝ่ายค้าน ส่วนประชาธิปัตย์นั้นได้รับประเด็นเอาไว้สู้ต่อ คืออ้างได้ว่ามีคนไปกาช่องไม่ออกเสียงมากกว่ากาให้ไทยรักไทยนั้นมีเยอะ รัฐบาลของนายกทักษิณจึงไม่สมควรจะอยู่ต่อ แต่ประเด็นนี้คนทั้งประเทศเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป


ครับ, คนที่เสียหายหนักก็คือพรรคชาติไทยและพรรคเล็กๆในกลุ่มฝ่ายค้าน เพราะมันเห็นได้ชัดว่าเสียที่นั่งในสภาให้แก่ไทยรักไทยไปโดยไม่ได้อะไรเลย และบอกไม่ได้ว่าคนที่ไปกาช่องไม่ออกเสียงนั้นเป็นเสียงของตน หรือเสียงของประชาธิปัตย์


นี่คือบทเรียนที่พรรคเหล่านั้นควรจะนำไปทบทวน


สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้นผมคงไม่ต้องแนะนำอะไร สู้ต่อไปเถอะครับ แล้วจะได้เห็นผล ไม่ใครก็ใครต้องฉิบหายไปกันข้างหนึ่ง แต่ที่แน่ๆคือ คนไทยทั้งประเทศต้องบอบช้ำแน่นอน(ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น? อีกสองสามวันจะเขียนมาให้ท่านอ่าน)


................

05 เมษ.49 .... ทำไมจึงเป็นกรรมของประชาชนทุกที


ระบอบประชาธิปไตยนั้นกำหนดว่า ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ แต่จะให้ประชาชนทุกคนช่วยกันบริหารประเทศไม่ได้ เราต้องเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่บริหาร ตัวแทนก็คือ สส. และ สว. ตัวแทนเหล่านี้จะให้ร่วมกันบริหารก็ไม่ได้ เพราะจะมาจากหลายพรรคการเมือง เราต้องให้พวกเขาเลือกคนหนึ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล กับอีกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน แล้วทั้งสองคนก็ไปดึงคนอื่นๆมาร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั้นให้ทำหน้าที่บริหารประเทศ ส่วนฝ่ายค้านนั้นทำหน้าที่ตรวจสอบและท้วงติง โดยทั่วๆไปแล้วกลุ่มของรัฐบาลจะต้องมีสมาชิกมากกว่าฝ่ายค้าน เพราะการตัดสินใจต่างๆนั้นต้องใช้วิธีโหวต งานจะเดินไปได้ก็เมื่อฝ่ายรัฐบาลเสนอแล้วชนะโหวต


ระบอบประชาธิปไตยยังบอกอีกว่า เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองได้ถูกต้อง และเพื่อไม่ให้ใครมาผูกขาดการเป็นรัฐบาล พรรคต่างๆต้องเสนอนโบายให้ประชาชนได้ทราบ และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอย่างน้อยทุกๆ 4 ปี แต่หัวหน้าฝ่ายรัฐบาลอาจเสนอยุบสภาก่อนถึงกำหนดก็ได้


ครับ, จริงๆแล้วระบอบประชาธิปไตยยังมีรายละเอียดอีกมาก แต่ผมขอหยิบเอาแค่ 2-3 ข้อข้างบนมาวิเคราะห์ให้ดู


ตามระบอบดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า มันแบ่งคนออกเป็น 2 ประเภท คือประชาชน กับ นักการเมือง ประชาชนมอบอำนาจให้นักการเมืองไปใช้เป็นเวลา 4 ปี ถ้านักการเมืองเข้ามาบริหารแล้วไม่ได้ผล ก็สามารถเลือกนักการเมืองคนอื่นเข้ามาทำใหม่ได้ ส่วนนักการเมืองนั้นเป็นผู้อาสาเข้ามาทำงาน โดยแบ่งงานออกเป็นฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายค้าน แต่พวกเขาอาจเปลี่ยนฐานะกันได้ เพราะมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะต้องลาออก แล้วซาวเสียงเพื่อหาหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายค้านกันใหม่ แต่ถ้ายังไม่ทันลงคะแนน หัวหน้ารัฐบาลอาจขอพระบรมราชโองการยุบสภาได้ อย่างไรก็ตามกลุ่มนักการเมืองนั้นเมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้วก็ดูเหมือนว่าจะมีสิทธิทำอะไรกันก็ได้ ประชาชนไม่สามารถจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลย มันเพิ่งจะมาเพิ่มให้ว่า ประชาชนสามารถเข้าชื่อกันตั้งแต่ 50,000 คนขึ้นไปเพื่อขอทบทวนได้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน


ครับ, ประชาชนนั้นถูกกำหนดว่า ไม่มีหน้าที่บริหารประเทศ ส่วนนักการเมืองนั้นถูกกำหนดว่าเป็นผู้บริหารประเทศ มันจึงเหมือนกับการกำหนดว่า ประชาชนเป็นฝูงกบฝูงเขียด มีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่สามารถกินใครได้ ส่วนนักการเมืองนั้นเป็นเหมือนนกกระยาง นกกระสา และนกต่างๆที่สามารถกินกบกินเขียดได้ การเลือกตั้งแต่ละครั้งจึงเหมือนกับเรื่องกบเลือกนาย


ทำไมประชาชนจึงไม่สามารถเลือกนักการเมืองที่ดีได้?


คำตอบก็คือ นโยบายที่พรรคต่างๆนำมาเสนอนั้นไม่มีรายละเอียด มันมีแต่คำพูดดีๆ ฟังแล้วรื่นหูทั้งนั้น แต่พอนักการเมืองได้รับสิทธิ์ไปแล้ว ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลก็แปรเปลี่ยน คำว่า ผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ส่วนพรรคก็เข้ามาเป็นตัวนำ ฝ่ายค้านนั้นพยายามพูด หรือชี้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนในหมู่คณะรัฐบาล แต่ก็แพ้โหวตทุกที ประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับการบริหารประเทศ ถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะเคยชนะโหวต แต่พอฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล มันก็เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เช่นกัน


ครับ, มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่มีระบอบประชาธิปไตยแล้ว มันเป็นมากว่า 400 ปีแล้ว สำหรับเมืองไทยนั้นก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้ว และผลที่เราเห็นได้ก็คือ นักการเมืองนั้นรวยขึ้น แต่ประชาชนนั้นยากจนลง


แล้วจะแก้กันอย่างไร?


ผมอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดเป้าหมายและนโยบาย แล้วมอบหมายให้พรรคการเมืองเอาไปทำรายละเอียดเป็นโครงการและแผนงานมาเสนอ เมื่อได้เข้าไปบริหารแล้วต้องถูกประเมินทุกๆปีโดยประชาชน ถ้าสอบไม่ผ่านก็ต้องยุบสภา แล้วเลือกตั้งกันใหม่

อนึ่ง ท่านควรสังเกตว่า ส่วนต้นๆของรัฐธรรมนูญนั้นจะพูดถึงสิทธิ์และหน้าที่ของประชาชนและนักการเมือง ซึ่งจะเขียนอย่างสั้นๆ ย่อๆ ฉบับใหนๆก็เหมือนกันหมด คือสั่งให้ประชาชนเป็นกบเป็นเขียด แต่ส่วนตรงกลางและส่วนท้ายนั้นเป็นเรื่องกติกาในหมู่นักการเมือง ซึ่งเขียนเพื่อการกีดกันและเอาเปรียบระหว่างพรรคการเมือง เช่น ห้ามย้ายพรรค ห้ามสมัคร์ สส.สว.เมื่อเป็นสมาชิกพรรคไม่ถึง 90 วัน ห้ามบริหารกิจการ ห้ามถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ.... ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองนั้นมันมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่เขียนแล้วมันก็มีช่องโหว่อยู่เสมอ เพราะวัตถุประสงค์ของการเข้ามาบริหารประเทศนั้นมันไม่มีวันบริสุทธิ์ กติการะหว่างนักการเมืองเหล่านี้ควรตัดทิ้งให้หมด เพราะทุกคนที่อาสาเข้ามาทำงานนั้นไม่ควรมีเงื่อนใข


..............

29 เมษ.49 .... เบื่อแนวคิดของศาลและทนายความ


คนเรียนมาทางด้านกฎหมายนั้นคิดเหมือนๆกันหมด เวลามีคดีความเกิดขึ้น พวกเขาจะสั่งให้หยุดทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ เขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องออกมา มันทำให้พวกเขาพิจารณาคดีได้ยาก


แต่โลกนั้นมันหยุดไม่ได้ หยุดแล้วจะเกิดความเสียหายได้มากมาย ซึ่งพวกนักกฎหมายจะมองไม่เห็น เขามีอำนาจทีจะปิดปากคู่กรณีเสียด้วย ใครไม่หยุดเขาใส่ข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งร้ายแรงกว่าฆ่าคนตาย เพราะโดนข้อหานี้แล้วคุณก็จะกลายเป็นคนผิดทั้งสองคดี


นอกจากนี้แล้ว พวกเขายังมีอำนาจที่จะปิดปากคุณได้ตลอดกาลอีกด้วย คือ เมื่อท่านตัดสินแล้ว ใครจะไปวิจารณ์คำพิพากษาของท่านไม่ได้


ครับ, ตอนนี้ท่านสั่งฟรีสซ์การเลือกตั้งไปแล้ว เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง มันมีผลกระทบ และจะเกิดความเสียหาย มันไม่แตกต่างไปจากการปิดสถาบันการเงินเมื่อปี 2539 นักลงทุนจำนวนมากมายที่ต้องเสียหายเพราะกว่าจะย้ายหุ้นไปเข้าพอร์ตใหม่ ราคาก็หดไป 10-20 เปอร์เซนต์ ผมฉิบหายไปหลายแสน


ครับ, ดูกันต่อไปนะครับ ตอนนี้เดาทิศทางตลาดหุ้นได้ยาก ท่านเล่นฟรีสซ์ทุกอย่างเอาไว้


...............

01 พค.49 .... คุณสมบัติของว่าที่นายก?


ผมฟังหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดถึงความพร้อมในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยแล้วทนไม่ใหว วันนี้ก็เลยต้องขอพูดเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเสียหน่อย


ครับ, พรรคประชาธิปัตย์ไปเชิญพ่อค้า ประชาชน และทูตานุทูตของต่างประเทศมาฟังนโยบายที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง แล้วก็ถือโอกาสพูดถึงความพร้อมของหัวหน้าพรรคที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยท่านย้ำว่า ท่านมาจากตระกูลที่ดี รับราชการและทำการค้าอย่างบริสุทธิ์มาหลายชั่วอายุ มีการศึกษาดี รู้จักผู้คนที่ดีในประเทศไทยเกือบทุกคน ...ฯลฯ


ครับ, การเอาชาติตระกูลออกมาข่มทับคนอื่นนั้นมันไม่น่าฟังเลย และก่อนที่จะพูดออกมาก็ควรจะตรวจดูประวัติของแขกที่ตนไปเชิญมาฟังเสียก่อน ผมเชื่อว่า แขกหลายท่านมีชาติตระกูลที่ไม่ได้ดีเลิศแต่อย่างใด ทูตบางท่านอาจมีปู่ทวดเป็นนักโทษที่คนอังกฤษเอามาปล่อยเกาะออสเตรเลีย หรือเป็นพ่อค้าเหล้าในฮ่องกง หรือเป็นเจ้าของบ่อนคาสิโนที่หมาเก้าก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆคือ คนไทยเชื้อสายจีนนั้นจำนวนไม่น้อยมีปู่ย่าตายายเป็นจับกังและคนปลูกผักขาย


ครับ, ท่านน่าจะรับรู้ได้แล้วว่า ในปัจจุบันนี้เขาไม่ดูที่ชาติตระกูล เขาดูที่การกระทำของตัวผู้สมัคร์ ถ้าคิดจะเข้ามาอาสาทำงานให้ชาติ ต้องมีประวัติที่สะอาด และมีผลงาน


ครับ, การที่ยังยึดติดอยู่กับเรื่องชาติตระกูลนั้นเขาเรียกว่าเป็นพวกศักดินา และที่คุยว่ารู้จักกับคนดีๆทั้งนั้น นั้นเรียกว่าพวกตีนไม่ติดดิน


แต่ก็แปลก คือทำไมจึงไม่รู้จักผม? หรือว่าคนอย่างผมมันต่ำต้อยจนท่านไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย?


...................

13 มิย.49 .... เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับตลาดหลักทรัพย์ไทย


งานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีกำลังจะผ่านไป คนไทยทั้งชาติได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีของในหลวง และต่างปฏิญาณตนว่าจะหันมายึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาเป็นแนวปฏิบัติ ผมก็เลยมีคำถามขึ้นมาว่า ตลาดหลักทรัพย์และคนในวงการตลาดหลักทรัพย์ได้คิดกันไว้บ้างหรือยังว่า เศรษฐกิจพอเพียงในงานตลาดหลักทรัพย์นั้นควรจะหมายถึงอะไรบ้าง?


ครับ, มันคงจะเป็นเรื่องยาก ที่จะบอกว่าพวกเราควรทำตัวกันอย่างไรจึงจะถูกตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้ผมจึงขอลองจินตนาการดู


สิ่งแรกที่ผมเห็นว่าต้องปรับปรุงก็คือ เราควรมีสัดส่วนระหว่างบริษัทในตลาดกับนอกตลาดที่เหมาะสม เมืองไทยเรามีบริษัทอยู่ไม่มาก ทรัพย์สินรวมทั้งประเทศมีแค่ไม่ถึง 50 ล้านล้านบาท(ผลผลิตของประเทศแค่ปีละ 5 ล้านล้านบาท) ขณะนี้เราเอามาเข้าตลาดไว้แล้วถึง 5 ล้านล้านบาท มันดูจะมากเกินไป มันเป็นการเอาทรัพย์สินของประชาชนไปผูกเอาไว้ในตลาด ซึ่งเปราะบางมาก และถูกต่างชาติถล่มเอาได้โดยง่าย เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ท่านควรจะทบทวนนโยบายได้แล้ว อย่าคิดแต่จะให้มาร์เก็ตแคปเติบโต มันจะพาชาติฉิบหายได้


สิ่งที่สองที่ผมเห็นว่าต้องปรับปรุงก็คือ คนลงทุนในหุ้นนั้นต้องมีเป้าหมายที่เหมาะสม คนที่คิดจะเอาเงินหมื่นมาทำให้เป็นล้านในปีสองปีนั้นมันไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นการค้ากำไรเกินควร และมันทำอย่างตรงๆและถูกต้องตามกฏหมายไม่ได้ มันต้องเข้าไปปั่นหุ้น ซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างไม่หยุดยั้ง 30 ปีได้ผ่านไป ตลาดหุ้นไทยมีแต่ความปั่นป่วน

ครับเป้าประสงค์ของนักลงทุนนั้นควรจะเป็นการทำกำไรให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการถือหุ้นนั้นให้เป็นการออมอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การมาเก็งกำไรในอัตราสูงๆ


สิ่งที่สามที่ผมเห็นว่าต้องปรับปรุงก็คือ โบรกเกอร์และมาร์เก็ตติ้งต้องส่งเสริมให้เล่นหุ้นอย่างถูกวิธี ต้องไม่ผลักดันให้ซื้อขายบ่อยๆ ต้องยอมลดรายได้ลงบ้าง น้ำและเรือต้องพึ่งกันและกัน ถ้านักลงทุนส่วนใหญ่ยังเล่นหุ้นแล้วขาดทุน คุณจะดึงลูกค้าไว้ได้อย่างไร เข้ามาเล่นแล้วก็หมดตัวและสาปแช่งกันอยู่ทุกวัน ตลาดหลักทรัพย์จึงกลายเป็นนรก แล้วชาติจะเจริญได้อย่างไร


สิ่งที่สี่ที่ผมเห็นว่าควรปรับปรุงก็คือ ตลาดหลักทรัพย์และกลต.ควรมองบริษัทในแง่บวก และควรแนะนำส่งเสริม ไม่ใช่มาตั้งท่าจะจับผิดแต่อย่างเดียว เวลาไปเชิญให้เขาเข้ามาจดทะเบียนก็พูดเสียดิบดี แต่เข้ามาแล้วคิดแต่จะประหัตประหาร ดีนะครับที่มีดในมือของท่านมันทื่อ มันเฉือนใครไม่เข้าเลยสักราย


ครับ, ผมนั้นดีใจมากที่เบียร์ช้างไปจดที่สิงค์โปร์ เพราะธุรกิจชนิดนี้มันไม่เข้ากับเศรษฐกิจพอเพียง คนไทยนั้นกินเบียร์กันได้ แต่ไม่ใช่ส่งเสริมให้กินกันจนหัวราน้ำ แค่เบียร์สิงห์และเหล้าแม่โขงก็พาให้ชาวบ้านยากจนได้อย่างที่เห็นๆ แล้วเรายังจะมาส่งเสริมเบียร์ช้างกันอีก ดีใจครับที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนก่อนพลั้งปาก เลยต้องลาออกไป


.................

18 มิย.49 .... การเลือกตัวหุ้น


นักลงทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นหาทิศทางของตลาด เราเปิดดูทีวีรายการหุ้นเพื่อดูว่านักวิเคราะห์เขาจะทำนายว่าทิศทางของตลาดจะไปทางใหน เวลาคนเขาโทรเข้ามาขอให้ช่วยแนะนำหุ้นเป็นรายตัว ผู้ชมก็จะเมินหน้าหนี เพราะเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาของตัว ทางด้านผู้วิเคราะห์ก็เหมือนกัน เขามักจะคิดว่าเทคนิคที่เขาใช้นั้นมันเป็นเทคนิคชนิดครอบจักรวาล คือใช้ได้กับหุ้นทุกตัว เวลาตลาดเป็นขาขึ้นก็คิดว่าซื้อได้หมดทุกตัว ใครชอบตัวใหนก็ซื้อตัวนั้น


ครับ, จริงๆแล้ว การเลือกตัวหุ้นที่คุณจะเล่นนั้นสำคัญกว่าการทำนายทิศทางตลาดเสียอีก ผมจะอธิบายให้ท่านฟัง และหวังว่าท่านจะปรับนิสัยการเล่นหุ้นของท่านจนกลายเป็นผู้มีกำไรจากตลาดหุ้นได้


ประการที่ 1 คือ ต่อให้คุณทำนายทิศทางตลาดได้ถูกต้องถึง 70 เปอร์เซนต์ แต่ถ้าไปเล่นหุ้นที่ไม่ไปกับตลาด คุณก็ขาดทุนอยู่ดี คำว่าไม่ไปกับตลาดนั้นมีหลายอย่าง เช่น บางเวลาก็ขึ้นลงตามดัชนี แต่บางเวลาก็สวนทางกับดัชนี หุ้นไทยจำนวนมากเป็นอย่างนี้ ที่มันแย่มากๆก็คือ มันขึ้นลงตามและสวนทางสลับกันเกือบทุกวัน ท่านไม่สามารถบอกได้ว่าวันใหนมันจะขึ้นลงตามและวันใหนมันจะสวนทาง เมื่อเล่นหุ้นประเภทนี้โอกาสกำไรกับขาดทุนก็จะเท่าๆกัน แล้วเราก็จะขาดทุนเพราะต้องเสียค่าต๋ง


อันที่จริงแล้ว หุ้นที่ขึ้นลงตามดัชนีนั้นมีแค่ไม่ถึง 10 ตัว มันคือหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูง มันคือคัวผลักดันดัชนี หุ้นตัวเล็กๆนั้นมันแกว่งไปตามการเก็งกำไรของนักเลงหุ้น ซึ่งพวกนี้จะทำตัวเหมือนเจ้ามือปั่นแปะ เขาจะไม่ยอมให้คนจับทิศทางของเขาได้


ประการที่ 2 คือ หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆนั้นเป็นกิจการที่ใหญ่ มีกำไรที่แน่นอน มีการปันผลสม่ำเสมอ หรือไม่ก็มีราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆทุกปี ท่านลองไปเก็บสถิติย้อนหลังสัก 20 ปีมาดู ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าของตลาดโดยรวม แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่ชอบเล่น ทั้งนี้เพราะมันไม่หวือหวา มันมองไม่เห็นกำไรที่ชัดเจน เรากลับไปเล่นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำ มีการเก็งกำไรสูง มีการปั่นกัน มีการปล่อยข่าวลือบ่อยๆ


เหตุผลประการที่ 3 คือ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ไม่คิดจะลดความเสี่ยง เรามักจะหาทางเสี่ยงสูงๆ คือเล่นหุ้นแค่ตัวเดียว แต่ละคนจะติดอกติดใจหุ้นตัวที่เคยเล่นแล้วมีกำไร(แต่กว่าจะเจอตัวที่มีกำไรก็ขาดทุนตัวอื่นมามากแล้ว) พวกเขาจะจำราคาและการขึ้นลงได้ แล้วก็อาศัยความจำอันนี้ในการที่จะบอกว่าถึงเวลาซื้อ(ถูกมากแล้ว) หรือถึงเวลาขาย(แพงมากแล้ว) นักลงทุนพวกนี้ไม่สามารถใช้การกระจายความเสี่ยงโดยเล่นหลายๆตัวพร้อมกัน เพราะจำไม่ใหว


ครับ, การปิดกั้นตัวเองอย่างนี้มันลดประสิทธิภาพของการลงทุน จริงๆแล้วชีวิตมนุษย์นั้นสั้น เรามีโอกาสลงทุนได้ไม่กี่รอบ ถ้าเล่นหุ้นตัวเดียวก็จะรู้ผลช้า เล่นไปเกือบ 10 ปีถึงจะมารู้ว่าหุ้นตัวนั้นไม่ได้ดีจริง


ครับ, จริงๆแล้วการเลือกตัวหุ้นนั้นไม่ยากเลย เล่นในกลุ่มที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ เล่นแค่ 8-10 ตัว แล้วเก็บสถิติเอาไว้ให้หมด ทุกๆ 6 เดือนมารีวิวดู ผมเล่นมา 6 ปี เคยเล่นทั้งชนิดตัวหนัก (BBL, KTB, SCB, KBANK, SHIN, UCOM) และชนิดตัวเบา(ASL, JAS, SAMART, SAMTEL) และหุ้นปั่น ผมพบว่า เล่นตัวหนักๆให้ผลที่แน่นอนกว่า


ลองเอาไปคิดดูนะครับ


..............

20 มิย.49 .... อภิสิทธิ์ไม่รู้เรื่องหุ้น


วานนี้คุณอภิสิทธิ์ไปเยี่ยมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วก็ปล่อยความไม่รู้ออกมาอีกแล้ว คือไปพูดว่า "อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับลดลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ทางพรรคเอง ก็มีความกังวล และเห็นว่า ดัชนีราคาหุ้นของไทยขณะนี้ถือเป็นระดับที่ต่ำสุดในโลก สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และการจะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้ จะต้องมีระบบธรรมาภิบาล(ซีจี)ที่แข็งแกร่ง รวมทั้งต้องมีระบบคุ้มครองผู้ลงทุนที่ดีพอจึงทำให้นักลงทุนเหล่านี้กล้าเข้ามาลงทุน..."


ครับ, ท่านนักลงทุนเคยได้ยินใครเขาเอาดัชนีของตลาดต่างๆในโลกมาเปรียบเทียบกันบ้าง?


คุณอภิสิทธิ์นี่ไม่รู้เรื่องของดัชนีหุ้น ไม่รู้ว่าเขาตั้งต้นกันที่ใหน ไม่รู้ว่าเขาคำนวณกันอย่างไร และไม่รู้ว่าเขาเอามาใช้ตรงใหน อยู่ดีๆก็บอกว่าดัชนีหุ้นไทยต่ำสุดในโลก มันน่าหวัวเราะจริงๆ ถ้าอยากเห็นดัชนีสูงๆก็ตั้งต้นที่ 30,000 ก็แล้วกัน จะได้บอกว่าสูงกว่าทุกชาติทุกภาษา


ดัชนีมันสัมพัทธ์กับจุดเริ่มต้นครับ และมันมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาหุ้นขึ้นมันหารด้วยฐานที่เล็กกว่าตอนหุ้นลง เช่น ถ้าวันนี้หุ้นทุกตัวขึ้นไป 10 เปอร์เซนต์ ดัชนีก็จะขึ้นไป 10 เปอร์เซนต์ด้วย แต่พอวันรุ่งขึ้นหุ้นทุกตัวถอยลงมาที่เดิม เจ้าตัวหารมันกลายเป็น 110 เปอร์เซนต์ มันก็จะถอยลงมาแค่ประมาณ 9.09 เปอร์เซนต์ หรือคือดัชนีจะเป็น 100.91 เปอร์เซนต์ มันไม่ได้กลับมาที่ 100 เปอร์เซนต์ดังเดิม เมื่อหุ้นมันขึ้นแล้วก็ลงไปเรื่อยๆ ดัชนีมันก็จะไต่ขึ้นไปได้เรื่อยๆทั้งๆที่ราคามันแกว่งอยู่ที่เดิมครับ ตลาดที่เปิดมานานกว่าจึงมีโอกาสที่จะมีดัชนีที่สูงกว่า คนเขาจึงไม่เอามาเปรียบเทียบกัน


นอกจากไม่รู้เรื่องการใช้ดัชนีแล้ว ท่านก็ยังไปคิดว่า การขาดธรรมาภิบาลคือตัวที่เป็นปัญหา ท่านไม่ได้ศึกษาเสียก่อนที่จะไปพบผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ไปตีขลุมว่าตลาดมีปัญหา ก็เลยโดนผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์หญิงตอกเข้าให้ว่า "..เห็นตรงกันว่าตลาดหุ้นมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ...ส่วนประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหลายนั้นถือเป็นความเห็นส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์เอง เพราะในทางตลาดหลักทรัพย์ก็พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการดูแลให้ความคุ้มครองผู้ลงทุนอยู่แล้ว และในภาวะการณ์อย่างนี้ยังไม่เห็นประเด็นอะไรที่น่าเป็นห่วง"


ครับ, สงสารคุณอภิสิทธิ์ ไม่มีความรู้แล้วยังจะเข้าไปจุ้นจ้านกับงานคนอื่น แถมเข้าไปในตอนที่ไม่มีตำแหน่งหรือหน้าที่ที่จะไปดูแลสั่งการเสียด้วย รอเอาไว้ตอนที่ศาลสั่งยุบพรรคไทยรักไทย และเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาลจะดีกว่ามั้ง?

(รายละเอียดอ่านได้ใน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 มิย.49 หน้า 19,24)
.............

26 มิย.49 ..... เมทาเส็กเจ้งแสนล้าน


วันนี้กรุงเทพธุรกิจลงบทวิเคราะห์ในชื่อว่า "เทมาเส็กฮุบชินคอร์ป 5 เดือนขาดทุนแสนล้าน" (อยู่หน้า 22) ผู้เขียนบทความนี้ได้แจกแจงรายละเอียดอย่างถี่ยิบว่าเทมาเส็กซื้อหุ้นอะไรไปบ้าง และหุ้นแต่ละตัวราคาลดลงไปเท่าใด และขาดทุนไปตัวละกี่หมื่นล้านบาท และรวมแล้วเป็นเงินถึง 1.05 แสนล้านบาท


ครับ, ผมอ่านดูแล้วก็เกิดความสงสัยว่าบรรณาธิการเลือกเอาบทความอย่างนี้มาลงในหนังสือพิมพ์ได้ยังไง ข่าวอย่างนี้ไม่ช่วยส่งเสริมความรู้ของประชาชนคนไทย แล้วก็จะกลายเป็นการทำลายการลงทุนในตลาดทุนของไทยได้ มันเป็นการดูถูกผู้บริหารของกองทุนเทมาเส็กอย่างแรง มันอาจกระทบถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสิงค์โปร์กับไทยได้ ประเทศไทยเราทุกรัฐบาลพยายามออกไปลอบบี้ให้ต่างชาติเอาเงินมาลงในตลาดทุนไทย แต่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อคนไทยมองเทมาเส็กในรูปแบบนี้


และในความเป็นจริงแล้ว การที่เทมาเส็กขาดทุนไป 1.05 แสนล้านบาทนี้ไม่ใช่เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา เขาขาดทุนเพราะหุ้นไทยมันตกต่ำตากหาก และมันตกต่ำในทุกเซ็คเตอร์ ก่อนที่เราจะพูดว่าเทมาเส็กโง่ เราควรสำรวจตัวเองเสียก่อน ในช่วง 5 เดือนดังกล่าวนี้ตลาดหุ้นไทยราคาตกไปเกือบ 20 เปอร์เซนต์ มันทำให้มาร์เก็ตแคปหายไปกว่า 1 ล้านล้านบาท หรือคือขาดทุนไปกว่า 10 เท่าของเทมาเส็ก


แล้วใครมันโง่มากกว่าใคร?


ครับ, บทวิเคราะห์แบบนี้ไม่น่าจะมีมาลงในหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจระดับชาติ มันสะท้อนความคิดของคนทั้งประเทศ คนทำหนังสือพิมพ์จึงควรจะรับรู้ถึงภาระหน้าที่อันนี้ด้วย ถ้าจะลงเพื่อชี้นำว่ากลุ่มชินคอร์ปเป็นต้นเหตุของการขาดทุน ผมก็อยากจะขอให้คิดให้ดีๆ มันจะเป็นสิ่งที่เลวยิ่งกว่าการไปหัวเราะเยาะผู้บริหารเทมาเส็กเสียอีก เพราะจะเป็นการใช้หนังสือพิมพ์เพื่อการทำลายคนอื่น


อนึ่ง, การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น นักลงทุนระยะยาวเคยขาดทุนในระดับที่สูงกว่านี้หลายครั้งแล้ว แล้วในที่สุดเขาก็ทำกำไรได้ คนที่ไปหัวเราะเยาะนักลงทุนอย่างนี้ ผมเห็นว่าขาดความรู้ เพราะยังไม่รู้วิธีเล่นหุ้นแล้วดันไปวิเคราะห์วิจารณ์เขา บทความนี้จึงเป็นบทความที่ไร้ค่า ไร้จุดหมาย จริงๆ


.............

13 กค.49 .... ปัญหาตัวกูของกูหรือตัวมึงของมึง?


ในช่วงนี้มีคนพูดถึงคำว่า ตัวกูและของกู กันบ่อยๆ เช่นเมื่อวันอาสาฬหะบูชาก็มีคนนิมนต์ท่านพระครูวิจิตรปฏิภาณแห่งวัดสุทัศน์มาออกทีวีช่อง11 พิธีกรได้ถามว่าหนทางเริ่มต้นที่จะพ้นทุกข์นั้นควรเป็นอย่างไร ท่านก็บอกให้ลดละตัวกูและของกูลงเสียก่อน ถ้าเรายังยึดติดกับตัวกูและของกู เราจะไม่มีทางหลุดพ้นจากกิเลสและความโลภโกรธหลง


นอกจากท่านวิจิตรปฏิภาณแล้ว ตอนนี้เหล่าศิลปินแห่งชาติก็เตรียมจัดงาน 100ปีท่านพุทธทาส หนึ่งในศิลปวัตถุที่สำคัญก็คือรูปวาดจากศิลปินแห่งชาติด้านจิตรกรรมปีนี้ รูปนี้ท่านเริ่มด้วยการเขียนคำว่า ตัวกู ของกู ด้วยหลอดสีต่างๆเอาไว้ทั่วผืนผ้าใบ แล้วเอาพู่กันมาลบออกอย่างช้าๆโดยลากสีออกไปให้เป็นรูปดวงไฟสว่างอยู่กลางผืนผ้า ความหมายของท่านก็คือ ถ้าเราลบความยึดติดในสิ่งที่เรียกว่าตัวกูและของกูออกไปได้ ก็จะมองเห็นแสงสว่างของทางดับทุกข์


ครับ, หลังจากนั้นนักวิชาการและกลุ่มไฮโซทั้งหลายก็เอามาพูด พวกเขาบอกว่าให้ลดเรื่องตัวกูและของกูลงไป แล้วบ้านเมืองก็จะสงบ ซึ่งผมฟังดูแล้วเห็นว่ากำลังเข้าใจท่านพระครูวิจิตรปฏิภาณ ท่านศิลปินแห่งชาติ และท่านพุทธทาสผิดไปเป็นอย่างมาก


ทำไมรึ?


ก็เพราะ การลดเรื่องตัวกูและของกูนั้นมันเป็นเรื่องของทางดับทุกข์ของแต่ละบุคคล มันไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาการเมืองของไทยในขณะนี้เลย


ปัญหาในขณะนี้เป็นเรื่องของความเกลียดชัง ตัวมึงและของมึง มากกว่า เช่น ฝ่ายค้านนั้นเกลียดชังฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาแย่งตำแหน่งไป เกลียดชังนโยบายของรัฐบาลเพราะทำท่าว่าจะถูกอกถูกใจชาวบ้าน เกลียดชังเงินของหัวหน้าพรรครัฐบาล เกลียดชังรัฐมนตรีและลูกพรรคของรัฐบาลที่มีหุ้นอยู่ในมือเยอะแยะ....ส่วนทางด้านรัฐบาลก็เกลียดชังพรรคฝ่ายค้าน เพราะยอมยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง แล้วจะได้หัวเราะเยาะเมื่อชนะการเลือกตั้ง แต่พรรคฝ่ายค้านกลับไปชักชวนพรรคอื่นให้บอยคอตการเลือกตั้ง นอกจากจะเกลียดชังพรรคฝ่ายค้านแล้วก็ยังเกลียดชังกลุ่มที่มาเดินขบวนขับไล่ตน...ฯลฯ


ครับ, ถ้าคิดให้ลึกๆแล้วจะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องยึดติดในตัวกูและของกูนั้นมันยังเป็นเรื่องเล็ก คนยึดติดในตัวกูและของกูนั้นอาจมีความโลภมาก อยากได้มาก ก็เลยหาทางเบียดเบียฬประชาชน พอเป็นใหญ่ขึ้นมาแล้วก็ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ ใครมาแตะต้องไม่ได้ มีการแสดงอำนาจบาทใหญ่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่คนที่เกลียดชังตัวมึงและของมึงนั้นร้ายกาจกว่า เพราะมันหันมาปั่นหัวชาวบ้านให้ทะเลาะกัน มันดึงเอาพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง มันจ้างวานให้คนมาฆ่ากันได้ และเพื่อให้มันบรรลุผลดังกล่าว มันก็จะต้องกอบโกยเงิน บีบบังคับเอาเงินไปจากชาวบ้าน ในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิม


ครับ, ตลาดหุ้นคือแหล่งที่พวกมันจะมากว้านเอาเงินไปทำทุนเพื่อรบกัน ท่านนักลงทุนจงติดตามดูกันต่อไป อีก 2 ปีจะเป็นขาลงของเศรษฐกิจ แต่ถ้ามันเปิดศึกกันเร็ว ต้นปีหน้าก็จะเห็นความฉิบหาย เรื่องนี้ดูได้ไม่ยาก ถ้าดัชนีขึ้นไม่ถึง 840 มันจะเป็นขาลงของระบบเศรษฐกิจแน่นอน


โปรดลดละความเกลียดชังซึ่งกันและกันเถอะครับ บ้านเมืองจะได้สงบสุขกันเสียที


...........

26 กค.49 .... อ่านตำราผมแล้วอย่าด่วนสรุป


เมื่อสองสามวันก่อน มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง อ่านหนังสือของผมแล้วก็โทรมาบอกว่า เธออ่านจบแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวที่ผมแนะนำได้ ทั้งนี้เพราะเธอไม่มีสายป่านที่ยาวพอ


ครับ, ผมฟังดูแล้วก็งงๆอยู่ ข้อสงสัยก็คือ การเล่นหุ้นนี่ต้องมีสายป่านยาวๆด้วยหรือ? คำว่าสายป่านยาวนั้นมันหมายความว่าอย่างไร?


หลังจากผมได้ทบทวนดูแล้วก็พอจะตีความได้ว่า สายป่านยาวหมายถึงว่า ซื้อหุ้นมาแล้วและมันขาดทุนอยู่ก็ให้ถือต่อไป แล้วก็หวังว่าราคาหุ้นจะกลับขึ้นมาจนมีกำไร ซึ่งผมไม่เคยพูดอย่างนั้นเลย ผมบอกว่าให้เล่นหุ้นในตอนที่คลื่นเศรษฐกิจเป็นขาขึ้น และซื้อเมื่อคลื่นรายปีลงมาถึงจุดที่เราคาดว่าต่ำสุด แล้วถือไว้ประมาณ 6 เดือน แล้วก็ขายไปถ้ามีกำไร แต่ถ้ามันยังขาดทุนก็อาจถือยาวข้ามปีไปได้ ทั้งนี้เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นขาขึ้นนั้นจุดสูงสุดของปีจะสูงขึ้นเรื่อยๆ


ครับ, เงื่อนใขที่ว่า ให้เล่นหุ้นในตอนที่เศรษฐกิจเป็นขาขึ้นเท่านั้น นั้นเป็นเงื่อนใขที่สำคัญ ผมมักจะพูดเอาไว้ก่อน(จริงๆแล้วผมบอกว่า อย่าเล่นหุ้นในตอนเศรษฐกิจเป็นขาลง) นี่เป็นกฏเกณท์ที่คลุมตลอดในหนังสือและบทความและในเว็ปของผม คนอ่านต้องเข้าใจและจำให้ได้ แต่มักจะมีคนที่ลืมข้อกำหนดอันนี้ บางคนเข้ามาอ่านเว็ปแค่ 2-3 ครั้งก็สรุปไปตามความคิดของตนเอง

ที่พวกเขาสรุปแบบง่ายๆก็เพราะมันมีคนชอบเสนอแนะอย่างผิดๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ได้เชิญเซียนหุ้นของไทยสองท่านมาออกรายการ รายการนั้นชื่อว่า ตามรอยเซียนหุ้น เซียนท่านหนึ่งได้เอากราฟของดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เปิดมาจนถึงปัจจุบันมาให้ดู แล้วท่านก็บอกว่า มีคนไทยเดินตามวิธีของวอเรน บัฟเฟตต์ คือซื้อหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเอาไว้แล้วไม่ขาย ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ก็ยังถือไว้ แล้วราคามันก็กลับขึ้นมาจนสูงกว่าเก่า


ครับ, คนจำนวณมากเชื่อว่าราคาหุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง เมื่อซื้อไว้แล้วขาดทุนก็ให้ถือไว้ เพราะแนวโน้มของดัชนีมันมีแต่ขึ้น ราคาหุ้นอาจขึ้นและลงสลับไปเรื่อยๆ แต่ในอนาคตอันไกลมันจะมีกำไร


แต่ผมไม่เคยบอกให้ทำเช่นนั้นเลยนะครับ ผมบอกให้ทำตามทฤษฎีลูกคลื่น เมื่อลูกคลื่นเริ่มเป็นขาลงเราก็ควรขาย โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง เมื่อคลื่นเศรษฐกิจเริ่มเป็นขาลง เราต้องขาย แล้วออกมายืนดู (แต่ผมก็มีข้อแนะนำเพิ่มเติมในตอนหลังๆว่า ถ้าอยากเล่นหุ้นในตอนเศรษฐกิจเป็นขาลง ก็ให้ใช้วิธียืมหุ้นเขามาขาย แล้วซื้อคืนในภายหลัง หรือไม่ก็เล่นฟิวเจอร์ โดยขายล่วงหน้า)


ทำไมผมจึงซีเรียสกับข้อแนะนำที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย?


มันมีผลต่างกันมากเลยนะครับ คลื่นเศรษฐกิจนั้นยาว 10-13 ปี ในชีวิตของคนเรานั้นจะผ่านแค่ 1-4 รอบเท่านั้น เช่น คนที่มีอายุอย่างผม ถ้าไปซื้อหุ้นเอาในปี 2551-2552 ซึ่งจะเป็นปีที่อยู่บนยอดคลื่นเศรษฐกิจในรอบปัจจุบัน แล้วถือไว้จนกว่าหุ้นจะมีราคาสูงกว่าเดิม ท่านอาจตายเสียก่อนที่จะได้เห็น และมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทนถือหุ้นเอาไว้ในยามที่ราคามันแกว่งลง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ จุดสูงสุดของลูกคลื่นเศรษฐกิจนั้นบางทีก็อาจลดลง เช่น ในรอบที่แล้ว ดัชนีขึ้นไปสูงสุดที่ 1700 จุด แต่ในรอบนี้ มันจะขึ้นถึง 900 จุดได้หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ ถ้ารอบนี้ขึ้นสูงสุด 900 จุด แล้วรอบถัดไปขึ้นสูงสุดแค่ 800 จุด ท่านก็ต้องนอนรอในโลงศพไปอีก 10-13 ปี ลูกๆหลานๆที่รับมรดกไว้อาจไม่มาเคาะโลงศพให้ฟัง เพราะโลงศพมันพังไปแล้ว


ครับ, อ่านหนังสือของผมแล้วให้อ่านอย่างละเอียด อย่าด่วนสรุปว่าผมพูดเหมือนคนโน้นคนนี้


.................

27 กค.49 .... วิจัยคือหัวใจของการพัฒนา


วานนี้ผมได้ยินคำให้สัมภาษณ์ของคนระดับบิกของกระทรวงศึกษาแล้วหดหู่ใจ ผมเข้าใจว่าเป็นรายการอีไลฟ์อีบิสซิเนส ในช่วงเวลาประมาณ 10.30 น.ของช่อง9 พิธีกรถามอะไรบางอย่าง แล้วท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็ให้ความเห็นว่า ตอนนี้โลกเรามีความรู้มากมาย การค้นคว้าวิจัยนั้นไม่จำเป็นแล้ว ขอให้ใช้ความรู้ที่มีอยู่อย่างเต็มที่ก็เจริญได้...ท่านยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อก่อนจะออกแบบรถยนต์ต้องใช้คนกว่าสิบคน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้คน แค่ตั้งโจทย์ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ มันก็สามารถออกแบบให้เราได้...


ครับ, มันน่าตกใจที่คนทางการศึกษาบอกว่าไม่ต้องทำวิจัย ท่านให้ไปดูนิทัศน์การแล้วนำมาใช้ก็พอแล้ว ท่านเน้นด้วยว่างานวิจัยปัจจุบันทำได้น้อนมาก เพราะมนุษย์เรารู้เกือบหมดแล้ว


อย่างนี้แล้วประเทศไทยจะตามใครทัน? ตั้งโจทย์แบบเก่าทีไรเราก็ได้รถยนต์แบบเก่าทุกครั้ง แล้วจะขายใครได้? เรื่องอย่างนี้มันก็ไม่รู้ แล้วมันจะพัฒนาเด็กไทยได้อย่างไร?


ครับ, งานวิจัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของทุกประเทศ และในความเป็นจริงก็คือ เขาวิจัยได้ความรู้ใหม่ๆออกมาเร็วกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าในเวลาเท่าๆกันกับเมื่อก่อน ความรู้มันหลั่งใหลออกมาและทำให้ความรู้เก่าๆหมดค่าไปในเวลาอันสั้น ใครไม่เรียนรู้ให้ทันจะอยู่บนโลกนี้ได้ยาก


แต่...พอหันมาดูงานวิจัยของคนไทยแล้วก็เศร้าใจอีก


นักวิจัยของไทยเรานั้นไม่ยอมลงทุน ดูอย่างเรื่องการเล่นหุ้น นึกอยากจะวิเคราะห์หุ้น แต่ไม่กล้าลงทุนซื้อข้อมูล ไม่กล้าลงทุนซื้อตำรา ไม่กล้าลงทุนเรียนวิธีเขียนโปรแกรม ไม่ยอมเข้าห้องสมุด ไม่ยอมค้นหาความรู้ในเวป ไม่กล้าถามผู้รู้....แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่ยอมซื้อ ใช้วิธีไปเช่าใช้ที่เน็ตคาเฟ่เป็นครั้งคราว


ครับ, ประตูหน้าบ้านก็ไม่เปิด ประตูหลังบ้านก็ไม่เปิด แต่ตะโกนโหวกเหวกว่าบ้านเมืองไม่เจริญ แล้วใครจะเข้ามาช่วยได้? จะให้ผมปีนหน้าต่างเข้าไปป้อนข้าวป้อนน้ำให้ อย่างนี้มันจะใหวหรือ? เวปของผมนี่คงจะเปิดไปได้อีกไม่นาน เปิดมา 6 ปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครถามว่าตัวเลขในรายงานต่างๆนั้นมันช่วยในการตัดสินใจอะไรได้บ้าง? ผมเห็นมีแต่คนที่เข้ามาดูว่าวันนี้เจ้าด็อกฯมันจะบอกว่าขึ้นหรือลงเท่านั้น


ครับ, ความรู้ตื้นๆ และข้อมูลตื้นๆ(เช่นวันนี้ผมทายว่าจะขึ้นหรือลง)นั้นไม่สามารถพาให้ท่านไปสู่ความสำเร็จได้ ผมเปิดช่องหน้าต่างเอาไว้ให้แล้ว คือ เปิดสอนการเขียนโปรแกรม และเปิดสอนวิธีวิเคราะห์หุ้นให้แล้ว ถ้าท่านไม่ยอมลงทุนค่าเล่าเรียน ท่านก็จะจนลงไปเรื่อยๆ


....................

05 สค.49 .... คนไทยสมัยนี้ดีแต่พูดหลักการ


ในตอนนี้ ประเทศไทยดูเหมือนว่าจะอยู่ในขั้นโคม่า ผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาเสนอตัวเพื่อแก้ปัญหากันเต็มไปหมด แต่วิธีการเสนอตัวนั้นมันไม่น่าจะได้ผล คือพูดแต่หลักการที่ถูกต้อง แต่ไม่บอกว่าอะไรผิดอะไรถูก เช่น การสรรหา กกต.นั้นต้องเป็นกลาง ใครจะมาเป็น กกต.ต้องบริสุทธิ์ รัฐธรรมนูญต้องเปิดทางให้คนดีเข้าสภา ตำรวจต้องทำตามหน้าที่ ทหารต้องอยู่ในกรอบและวินัย เศรษฐกิจต้องพอเพียง เราต้องรักในหลวง เราต้องไม่ไปรบกวนเบื้องยุคลบาท ....


แต่...ไม่เห็นมีใครออกมาบอกรายละเอียดว่า จะสรรหา กกต.ให้เป็นกลางนั้นต้องทำอย่างไร กกต.ที่บริสุทธิ์นั้นเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญแบบใหนที่จะได้คนดีเข้าสภา ตำรวจที่ดีนั้นได้แก่ใครบ้าง ใครเป็นตำรวจเลว ทหารดีนั้นเป็นอย่างไร ทหารที่ออกมาฮึ่มๆนั้นถูกหรือผิด เศรษฐกิจที่พอเพียงนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ที่ฟ้องเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในขณะนี้มันถูกหรือผิด ที่เคยเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 นั้นผิดหรือถูก....


ครับ, ตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน ถ้ารักชาติจริงก็น่าจะออกมาบอกเลยว่ารัฐบาลชุดนี้ผิดหรือถูก และรัฐบาลชุดใหนล่ะที่น่าจะเป็นรัฐบาลที่ดี ใหนๆกฏหมายรัฐธรรมนูญก็บอกไว้แล้วว่านายกต้องมาจากการเลือกตั้ง และมันก็ต้องมาจากหัวหน้าพรรคทุกครั้ง ก็ดูตัวหัวหน้าพรรคต่างๆ แล้วบอกออกมาเลยว่าใครสมควรจะได้เป็นนายก แล้วชาวบ้านเขาจะได้ไปเลือกตามที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแนะนำ การซื้อสิทธิ์และขายเสียงก็จะได้หมดไป


ครับ, ปัญหาแบบเดียวกันนี้ก็มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ควรเป็นอย่างไรนั้นผู้บริหารควรออกมาพูดให้ชัดเจน ที่ออกมาพูดอย่างในสปอตโฆษณาว่า...หุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง แต่ตลาดหลักทรัพย์มันก็มีหลักการของมัน จะลงทุนต้องศึกษาให้ดีๆ ศึกษาแล้วมันก็ไม่น่ากัว


ครับ, ผมขอตำหนิสักสองสามอย่าง ประการแรกคือ พูดภาษาไทยก็ไม่ชัด ใช้คำว่า กัว แทนคำว่า กลัว ประการที่สองคือ ตอนแรกๆนั้นมีภาพของการเอาเหรียญมากลิ้งบนหลังมือ แต่เป็นเหรียญ 25 เซนต์ของสหรัฐ ทำอย่างกับว่าเมืองไทยเป็นขี้ข้าฝรั่ง อุปกรณ์ที่ใช้ยังต้องใช้ของฝรั่ง และประการสุดท้ายก็คือ ไม่ได้ส่งเสริมให้เล่นแบบเป็นการลงทุนระยะยาว สมัยก่อน(ก่อนหมดยุคอาจารย์มารวย)ยังดีกว่า เพราะบอกเลยว่าไม่ควรเล่นแบบเก็งกำไร แต่เดียวนี้ปล่อยกันได้ตามสดวก นักวิเคราะห์ออกมายุให้ซื้อยุให้ขายทุกวัน


ครับ, ตลาดหลักทรัพย์นั้นต้องมีนโยบายที่แน่นอน การเล่นแบบเก็งกำไรเป็นรายวันนั้นไม่ถูกต้อง มันทำให้นักลงทุนขาดทุน มันทำให้ต้องใช้นักวิเคราะห์และมาร์เก็ตติ้งจำนวนมาก มันทำให้ต้องเก็บค่าธรรมเนียมสูง มันทำลายทรัพยากรของชาติ มันทำให้ต้องแย่งซื้อตัวนักวิเคราะห์และมาร์เก็ตติ้ง...


ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?


มาฟังผมดู


ประการแรกคือ ถ้าเล่นแบบเก็งกำไรเป็นรายวัน โอกาสที่จะทำนายทิศทางได้ถูกมีแค่ครึ่งต่อครึ่ง เล่นไปทั้งปีมีถูกและผิดเท่าๆกัน กำไรมันก็เป็น 0 แต่ทุกครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียม 0.50 เปอร์เซนต์ รวมทั้งปีก็จะเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 200*0.50=100 เปอร์เซนต์ นั่นหมายความว่า ถ้าซื้อเท่าๆกันทุกครั้ง ในวงเงินครั้งละ 100,000 บาท สิ้นปีก็ขาดทุนไป 100,000 บาทเช่นกัน ดังนั้นโอกาสที่คนเล่นหุ้นรายวันจะมีกำไรนั้นเกือบเป็น 0.00


ประการที่สองคือ คนเล่นแบบเก็งกำไรรายวัน 300,000 คน จะต้องโทรหรือส่งคำสั่งทางอินเตอร์เน็ตวันละ 600,000 ครั้ง ต้องมีมาร์เก็ตติ้งรับโทรศัพท์ 3,000 คน(มาร์เก็ตติ้ง 1 คนบริการได้ 200 call ต่อวัน) แต่เราผลิตนักวิเคราะห์และมาร์เก็ตติ้งได้แค่ปีละ 200 คน เราจึงต้องแย่งตัวกันให้วุ่น


ประการที่สาม คือ 1 ปีต้องจ่ายเงินเดือนและค่าอินเซนตีฟ 3,000*300,000=900 ล้านบาท แต่ถ้าเล่นแบบลงทุนระยะยาว 1 ปีซื้อขาย 2 ครั้ง จำนวนโทรและสั่งทางอินเตอร์เน็ตก็จะเหลือแค่ 300,000*4/200=6,000 ครั้งต่อวัน ซึ่งสามารถลดนักวิเคราะห์และมาร์เก็ตติ้งลงเหลือแค่ 6,000/200=30 คน หรืออย่างมากก็แค่ 3 คนต่อหนึ่งโบรกเกอร์ มันก็จะประหยัดเงินไปได้เกือบ 900 ล้านบาทต่อปี แถมยังประหยัดค่าโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตได้อีกปีละ 300,000*196*3=176.4 ล้านบาท


ครับ, เงินที่นักลงทุนประหยัดได้นี้คือหนทางที่จะทำให้ลงทุนแล้วมีกำไร เพราะเงินปันผลมันสูงกว่านี้


ครับ, เลิกพูดในหลักการเสียที พูดมันให้ชัดๆว่าอะไรถูกอะไรผิด ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว ถ้ากลัวว่าจะโดนด่าตอบ หรือโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ก็อย่ามาเสนอหน้าเข้ามารับใช้ประชาชน


.............

09 สค.49 .... สร้างเงินล้านด้วยมือคุณ


นี่เป็นชื่อบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่7 สิงหาคม บทความนี้ดูชื่อแล้วน่าสนใจ เพราะใครๆก็อยากได้เงินล้านบาทกันทั้งนั้น และเมื่ออ่านไปในรอบแรกก็รู้สึกว่าดี แต่มีสดุดอยู่นิดหนึ่งว่า ทำไมอัตราผลตอบแทนจากการเล่นหุ้นจึงสูงนัก(21.24%ต่อปี) ตอนแรกนึกว่าผู้เขียนเขามีเทคนิคดีในการเล่นหุ้นเป็นพิเศษ ก็เลยกลับมาอ่านเป็นรอบที่สอง แล้วผมก็ต้องตกใจ เพราะท่านใช้วิธีที่ไม่ใช่วิชาชีพเลย แล้วก็เลยมีคำถามในใจว่า บรรณาธิการท่านปล่อยออกมาได้ยังไง


ครับ, ขอพูดที่จุดดีเสียก่อน บทความนี้บอกว่า จะสร้างเงินล้านนั้นมันง่าย แค่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
1. ไส่เงินต้นเข้าไป 613,783.50 บาท แล้วก็ฝากทบต้นในอัตรา 5 เปอร์เซนต์ต่อปี เป็นเวลา 10 ปี คุณก็จะได้ดอกเบี้ยทบต้น กับเงินต้นรวมกัน 1 ล้านบาทพอดี
2. ออมแบบสม่ำเสมอ โดยฝากทบทุกปี ปีละ 79,503.90 บาท(=เดือนละ 6,625.33 บาท) ในอัตราดอกเบี้ยทบต้น 5 เปอร์เซนต์ต่อปี เป็นเวลา 10 ปี คุณก็จะได้เงินรวม 1 ล้านบาทพอดี


ครับ, มันดูจะง่ายจริงๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบเราๆท่านๆ ถ้าทำงานมาสัก 20 ปี อายุได้ 45 ขวบ เราก็น่าจะมีเงินสะสมไว้ถึง 613,783.50 บาท แล้วก็ใช้วิธีที่ 1 พออายุได้ 55 ก็ได้เป็นเศรษฐีเงินล้าน หรือในกรณีที่ไม่มีเงินออม เงินเดือนก็น่าจะถึง 30,000 แล้ว การเจียดมาฝากทุกเดือน เดือนละ 6,625.33 บาทตามแบบที่ 2 ก็น่าจะทำได้


ครับ, แนวคิดอย่างนี้ทำให้มีกำลังใจ


จุดดีที่สองของบทความนี้ก็คือ ท่านบอกว่า เงินนั้นลงทุนได้ 3 ทาง คือ หุ้น ตราสารหนี้ และเงินฝาก และเราควรกระจายไปใน 3 สิ่งนี้ในสัดส่วนต่างๆกัน เช่น พอร์ตระมัดระวัง(=หุ้น 30%,ตราสารหนี้ 40%, เงินฝาก 30%) พอร์ตปานกลาง(=หุ้น 50%, ตราสารหนี้ 30%, เงินฝาก 20%) และพอร์ตเชิงรุก(=หุ้น 70%, ตราสารหนี้ 20%, เงินฝาก 10%) การจัดแบบต่างๆเหล่านี้จะให้ความมั่นคงต่างๆกัน อันล่างสุดนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูง


ครับ, แนวคิดนี้ดี เพราะมันกระจายทรัพย์สินไปอยู่ในรูปต่างๆ ซึ่งจะลดความเสี่ยงได้มาก


หลังจากจัดพอร์ตให้ดูแล้วท่านก็บอกว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยจากเงินฝาก=2.96% จากตราสารหนี้=5.82%, และจากหุ้น=21.24% ซึ่งเมื่อเอาไปคำนวณตามพอร์ตต่างๆแล้วจะได้ผลตอบแทนเป็น 9.59%, 10.91%, 12.28% ตามลำดับ


ครับ, ดูแล้วน่าตื่นเต้น เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการเอาไปฝากเป็นบัญชีออมทรัพย์แล้วมันแตกต่างกันลิบลับ


แต่พอดูรายละเอียดว่าท่านหาค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้นแล้วก็ตกใจ เพราะท่านเล่นเอาจากดัชนีปี 1999 ถึง 2005 ซึ่งเป็นช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้นพอดีมาใช้เป็นฐานการคำนวณ ผมแปลกใจว่าทำไมท่านไม่ลองถอยออกไปเป็นปี 1996 ถึง 2002 ดู เพราะผลตอบแทนจากหุ้นมันติดลบ


ครับ, คุณภาพของสื่อนั้นมันต่ำเหลือเกิน ใครอ่านแล้วเชื่อตามโดยไม่คิดก็มีหวังหมดตัว


ครับ, คำถามที่ขอทิ้งไว้ให้คิดก็คือ ผลตอบแทนจากหุ้นโดยเฉลี่ยนั้นเป็นเท่าใดกันแน่ และมันมีวิธีใหนหรือไม่ที่จะทำให้มันสูงกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ


..............

12 สค.49 .... มีใครรู้จักวอเรนบัฟเฟตต์บ้าง?


หัวข้อนี้เป็นที่น่าสนใจของนักเล่นหุ้น มันเริ่มเป็นที่สนใจของคนไทยในช่วงหลังยุคไอเอมเอฟนี่แหละ แต่ก็มีคนรู้แค่ไม่กี่คน และไม่กี่เรื่อง เช่น วอเรนบัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนระยะยาว เขาบริหารกองทุนขนาดไม่ใหญ่นัก ตอนหลังๆเขาลงทุนด้วยเงินตัวเองมากกว่า เขาสามารถทำกำไรได้ปีละ 20-60 เปอร์เซนต์ เป็นเวลาติดต่อกันเกือบ 30 ปี ออฟฟีสของเขามีคนแค่ 8-9 คน ในออฟฟีสของเขาไม่มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เขาร่ำรวยในระดับแสนล้าน เขาเคยคิดจะตั้งมูลนิธิเพื่อให้ภรรยาเขาบริหาร แต่ภรรยาเขาตายเมื่อ 4-5 ปีก่อน ตอนนี้เขาจึงเปลี่ยนใจมาบริจาคเข้ามูลนิธิของนายบิลล์เกตส์ โดยจะทะยอยจ่ายเข้าไป เขาเป็นคนสมถะ มีอพาร์ทเมนท์อยู่ในนิวยอร์ค อพาร์ทเมนท์ของเขาไม่ใหญ่นัก เขาไม่เคยคิดจะซื้อบ้านหลังใหญ่ในเมืองใหนเพื่อไปพักผ่อน เขากินอาหารเหมือนชาวบ้านอเมริกันธรรมดาๆ ไม่ชอบไปกินในร้านอาหารที่หรูหราอะไร เขาเล่นหุ้นไม่กี่ตัว เขาไม่สนใจที่จะทำนายทิศทางของดัชนีหุ้น เขาเน้นการศึกษาหุ้นเป็นรายตัว เขาใช้ข้อมูลไม่กี่อย่าง เช่น ผลประกอบการ ชื่อและผลงานของผู้บริหาร ราคาในปัจจุบัน สภาวะตลาดของผลิตภัณท์หรือบริการที่บริษัทนั้นทำอยู่ สภาวะของประเทศ... เขาจึงไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าช่วย มีคนพยายามล้วงความลับเรื่องนี้ โดยขอเข้าสัมภาษณ์ ขอให้เขาไปบรรยาย แต่เขาคิดราคาค่าเวลาของเขาสูงมาก เข้าสัมภาษณ์นั้นชั่วโมงละเป็นหมื่นเหรียญ ไปบรรยายก็ครั้งละเป็นแสนเหรียญ และไม่มีใครล้วงความลับนี้ได้ เขามักจะพูดแบบกว้างๆ แล้วก็ลงลึกว่าเขาซื้อหุ้นตัวใหน แล้วได้กำไรเท่าใหร่ เช่นหุ้นโค้ก หุ้นโพสต์ แต่ไม่เคยบอกว่าเขาคิดและคำนวณอย่างไร เขาพูดถึงความเสี่ยงและการลดความเสี่ยง แต่ก็ไม่มีใครจับหลักการได้ ส่วนใหญ่เขาไม่เขียนตำราด้วยตนเอง มีแต่คนที่อ้างว่าสนิทกับเขาออกมาเขียนตำรา เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ก็มีคนสนิทของเขาเข้ามาบรรยายให้คนไทยฟัง แต่มันกลายเป็นการมาโฆษณาหนังสือเล่มใหม่เท่านั้น....ฯลฯ


ครับ, ในฐานะนักลงทุน ทุกคนอยากรู้วิธีการคิดและตัดสินใจในการซื้อขายหุ้น แต่ความรู้ข้างบนที่ผมกล่าวมานั้นช่วยเราได้น้อยมาก และผมไม่เชื่อว่าใครจะสามารถล้วงความลับจากวอเรนบัฟเฟตต์ได้


ที่ผมไม่เชื่อว่าใครสามารถล้วงความลับนี้ได้ก็เพราะ ถ้าล้วงได้ก็คงจะรวยไปแล้ว หลายๆคนบอกว่า เขาพอจะเข้าใจในวิธีการของวอเรนบัฟเฟตต์ และกำลังใช้อยู่ แต่คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่กล้ายืนยันว่าทำได้เหมือนวอเรนบัฟเฟตต์ ทั้งนี้เพราะใช้มาแล้วบางปียังขาดทุน และโดยเฉลี่ยแล้วยังกำไรไม่ถึง 20-60 เปอร์เซนต์ต่อปีอย่างที่วอเรนบัฟเฟตต์ทำได้


ครับ, ผมนั้นเคยศึกษาเรื่องของวอเรนบัฟเฟตต์มาพอสมควร และเลิกคิดไปแล้ว วิธีการของเขานั้นมีจริง มันสามารถทำกำไรได้จริงๆ มันสามารถทำซ้ำได้(repeatable) มันจึงเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาการที่แน่นอน....แต่เขาไม่เคยเปิดเผยให้ใคร นี่ก็แก่มากแล้ว และไม่มีท่าทีว่าจะเขียนตำราเพื่อเป็นวิทยทานให้แก่โลกมนุษย์ ผมจึงเลือกที่จะไปค้นหาจากหนทางอื่น


ครับ, จริงๆแล้ววิธีการของวอเรนบัฟเฟตต์นี้น่าจะทำ reverse engineering ได้ คือศึกษาจาก case ต่างๆ ดูจากตัวเลขและสถาณการณ์ในตอนที่เขาซื้อและขายหุ้นต่างๆ แล้วคาดเดาว่าเขาเอาข้อมูลไปคำนวณอย่างไร แต่ท่านผู้อ่านควรสังเกตว่า ข้อมูลแค่ 30-50 ตัวนั้น เราสามารถสร้างเป็นข้อสนเทศได้เป็นร้อยเป็นพันตัว(ดูหมายเหตุ) ข้อสนเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์ในการตัดสินใจ สิ่งที่ลึกลับของวอเรนบัฟเฟตต์ก็คือ เขาใช้ข้อสนเทศข้อใหนมาประกอบในการตัดสินใจ ความสามารถอันล้ำลึกของเขาอยู่ที่นั่น ใครอยากจะรู้ต่อ หรือเรียนต่อก็เชิญได้ แต่ผมเลิกไปนานแล้ว


....................


หมายเหตุ
ตัวอย่างการสร้างข้อสนเทศจากข้อมูลมีเช่น จากข้อมูลเรื่อง สินทรัพย์ของบริษัท กำไรของบริษัท และราคาหุ้นในวันสิ้นปี ย้อนหลังไป 10 ปี(=30 ตัวเลข) เราสามารถสร้างข้อสนเทศได้เยอะแยะ เช่น อัตรากำไรต่อปี(10 ตัว) อัตราการเพิ่มลดของอัตรากำไร(10 ตัว) พีอีเรโช(10 ตัว) พีบีเรโช(10 ตัว) อัตราการเติบโตของทรัพย์สิน(10 ตัว) อัตรากำไรจากราคาหุ้น(9 ตัว) การเพิ่มของราคาหุ้นปีต่อปี(9 ตัว) กำไรสูงสุด(1 ตัว) กำไรต่ำสุด(1 ตัว) อัตรากำไรสูงสุด(1 ตัว) อัตรากำไรต่ำสุด(1 ตัว)....หรือสรุปได้ง่ายๆว่า ข้อสนเทศนั้นจะมีได้มากกว่าตัวข้อมูลดิบเป็นร้อยเป็นพันเท่า


...................

25 สค.49 .... เมื่อตลาดหุ้นคลั่งดารา


ช่วงนี้มีสปอตโฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดการเงินออกมาหลายชิ้น ทุกชิ้นใช้ดาราเป็นพรีเซนเตอร์ เช่นจะลงทุนก็ไม่มีเวลาจะมาเฝ้าตลาด เพราะดารามีงานมาก จึงต้องฝากการลงทุนไว้ที่กองทุน มีทั้งชนิดไอทีเอฟ อาร์เอ็มเอฟ และกองทุนทั่วไป บางโฆษณาก็บอกว่า เป็นดาราจึงไม่มีเวลามาดูแลเรื่องการรับเงินปันผล ก็เลยต้องใช้บริการโอนเงินปันผลเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ


ครับ, คนเป็นดารานั้นจะทำอะไรก็ดูจะเป็นที่น่ารัก และมีเหตุผลไปหมด โฆษณาพวกนี้ผมเชื่อว่าได้ผลไปเยอะแล้ว เพราะมีคนขายหุ้นและขายหน่วยลงทุนกันมากจนราคาหุ้นไม่ยอมขึ้นสักที พวกสถาบันต่างๆก็ต้องขายหุ้นออกมาเพื่อเอาไปคืนนักลงทุนที่ย้ายกองทุน

แต่...ผมไม่เชื่อว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นี้จะอาศัยคำแนะนำจากนักแสดงได้


การลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ดาราทั่วๆไปจะเข้าใจได้ และข้ออ้างที่ว่า ดาราไม่ค่อยมีเวลามาดูแลเงินของตนด้วยตนเองนั้น ยิ่งฟังไม่ขึ้น

ครับ, สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การที่บริษัทหันมาใช้ดาราเป็นพรีเซนเตอร์นี้แสดงให้เห็นว่า บริษัทเองไม่สามารถที่จะมองให้เห็นจุดเด่นของบริการของตน ไม่สามารถที่จะใช้ความจริงมาชักจูงใจคนให้มาใช้บริการ และเมื่อตนเองก็ยังมองจุดเด่นของตนเองไม่ออก การบริหารเงินของลูกค้าก็เป็นไปอย่างเลื่อนลอย กองทุนและบริการพวกนี้ก็อาจเจ้งได้ในอนาคต


ครับ, ดูกันต่อไป อีกสัก 4-5 ปี เมื่อคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลงอย่างเต็มที่ หลายๆกองทุนคงจะเจ้งให้พวกเราเห็น ท่านนักลงทุนควรจะคิดให้ดีๆก่อนที่จะทำตามดารา


...............

31 สค.49 .... การทำนายทิศทางหุ้นระยะยาว


การทำนายทิศทางหุ้นนั้นมีหลายแบบ เช่น 1.ทำนายว่าอีก xx วันดัชนีจะขึ้นไปเป็นเท่านั้นเท่านี้ หรือ 2.ทำนายว่า ภายใน yy วันดัชนีจะทะลุเท่านั้นเท่านี้ หรือ 3.วันนี้จะมีจุดรับและจุดต้านเป็นเท่านั้นเท่านี้...


ครับ, แต่ละชนิดของคำทำนายนั้นมีโอกาสถูกและผิดต่างๆกัน เช่น แบบที่1 นั้นโอกาสถูกเกือบจะเป็น 0.0 ทั้งนี้เพราะ ในช่วง xx วันนั้นหุ้นขึ้นลงได้หลายรูปแบบ และขึ้นลงได้วันละหลายๆจุดต่างๆกัน โอกาสที่มันจะตรงกับคำทำนายนั้นน้อยมาก ส่วนแบบที่ 2 นั้นมีโอกาสถูกแยะกว่า ทั้งนี้เพราะเมื่อดัชนีทะลุเป้าไปแล้วก็ถือว่าถูกหมด ส่วนแบบที่ 3 นั้นมีโอกาสถูกต้องได้มาก ถ้าจะให้ไม่เสี่ยงเลยก็ไส่กรอบบนและกรอบล่างห่างกันให้มากๆเข้าไว้ เช่น กรอบบนอยู่ที่ 30% กรอบล่างอยู่ที่ -30% มันก็จะถูกทุกที แต่มันจะไม่มีประโยชน์สำหรับนักลงทุนเลย


ครับ, การทำนายทิศทางหุ้นนั้นมีข้อกำหนดที่เราไม่ได้พูดเอาไว้อยู่หลายอย่าง ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน หรือต้องยอมรับความจริงบางอย่างเอาไว้ ถ้าไม่รู้เรื่องนั้นๆก็จะตีความคำทำนายไม่ได้ มันจะเกิดความเข้าใจผิดกันได้ เช่น คำทำนายแบบที่ 1 นั้น ผู้ทำนายไม่ได้มุ่งเน้นความถูกต้องของตัวเลขดัชนี เช่นถ้าทำนายว่าดัชนีจะขึ้น 20 จุด เขาหมายถึง จะบวกขึ้นไปแถวๆ 20 จุด เจ้า 20 จุดจึงเป็นแค่ค่าเฉลี่ย ถ้ามันขึ้นไป 10 จุดเขาก็ดีใจแล้ว เพราะผู้ซื้อหุ้นตามคำแนะนำนี้แล้วจะมีกำไร แต่ถ้ามันดันขึ้นไปถึง 100 จุด เขาก็อาจไม่ดีใจ เพราะมันกำไรเกินกว่าที่คิดไปหลายเปอร์เซนต์ คำทำนายของเขาทำให้หลายๆคนไม่กล้าลงทุนซื้อ จึงสูญเสียโอกาสไป


ครับ, มีข้อกำหนดที่เราไม่ได้พูดถึงอยู่อันหนึ่งที่คนมักจะสับสนหรือหลงลืม คือ การขึ้นลงของหุ้นนั้นมันเป็นสโตแคสติกโพรเซส คือมันจะขึ้นลงไม่ต่อเนื่อง เวลาผมทำนายว่า ในอีก 180 วันหุ้นหรือดัชนีจะมีค่าสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะขึ้นทุกวันอย่างต่อเนื่อง เราต้องรู้ความจริงว่า การขึ้นต่อเนื่องกันหลายๆวันนั้นมีน้อยมาก จากสถิติที่ผมมีอยู่ คือจากหุ้น 40 ตัว เป็นระยะเวลา 15 ปี มีอยู่ครั้งเดียวที่มันขึ้นติดต่อกันถึง 11 วัน และที่ขึ้นติดต่อกันเกิน 11 วันไม่มีเลย


จากความจริงข้างบนนี้ ผมจึงขอให้พวกเราเข้าใจด้วยว่า การทำนายทิศทางระยะยาวนั้น มันต้องรอจนกว่าจะถึงวันที่ตั้งเป้าไว้ เราจะมาดูการขึ้นลงทุกๆวันไม่ได้ แต่ละวันอาจขึ้นตามคำทำนาย หรือลงสวนทางกับคำทำนายก็ได้


ครับช่วงนี้ผมได้ให้คำทำนายไว้เมื่อประมาณกลางเดือนสค.ว่าหุ้นจะขึ้น และมีวันเป้าหมายอยู่ที่ประมาณกลางเดือน กพ.50 โน่น ดังนั้นก็ต้องรอจนใกล้ๆกลางเดือน กพ.50 จึงค่อยมาดูผลกัน


..............

9 กย.49 .... อนาคตของหุ้นปตท.


มีคนสนใจว่าหุ้นปตท.จะลงเอยกันอย่างไรกันมาก ที่สนใจเพราะหุ้นตัวนี้มีมาร์เก็ตแคปสูง จะมีผลต่อดัวดัชนีมากเมื่อถูกสั่งให้ออกจากตลาด บางคนถึงกับบอกว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยจะพัง แล้วก็คิดกันต่อไปว่า ศาลคงไม่ทำอย่างนั้น ทั้งนี้โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลไม่มีเงินจะมารับซื้อคืน บางคนคิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่า ควรใช้วิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาส คือกว้านซื้อหุ้นปตท.เอาไว้ เมื่อจะออกจากตลาดรัฐบาลต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ แล้วก็จะขายได้ในราคาเท่ากับที่ต่างประเทศเขาประเมิน คือหุ้นละประมาณ 300 บาท.....


ครับ, ผมไม่คิดอย่างนั้น
ประการที่หนึ่ง คือ ศาลนั้นจะตัดสินความอะไรเขาดูที่ตัวบทกฎหมาย เขาไม่สนใจว่ารัฐบาลจะมีเงินมารับซื้อคืนหรือไม่ มันเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ใขเอง (ซึ่งผมก็เห็นว่าแก้ใขได้ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวผมจะบอกว่าทำได้อย่างไร ต่อให้เงินที่ต้องใช้นั้นเกินกว่างบประจำปี เขาก็ทำได้)
ประการที่สอง คือ รัฐบาลไม่ต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ เพราะนี่ไม่ใช่การเข้าเทคโอเวอร์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ตลาดต้องขึ้นป้าย SP แล้วกระทรวงคลังในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ต้องเชิญประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อซาวเสียงว่าจะรับคืนหุ้นกันอย่างไร ถ้าตกลงกันได้กระทรวงคลังก็นำไปเสนอรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นด้วยก็ต้องตรากฎหมายการคืนหุ้น ในกฎหมายจะบอกเงื่อนใขการรับซื้อหุ้นคืน เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็แจ้งตลาดหลักทรัพย์เพื่อเอาชื่อออกจากตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้


ทีนี้ก็ต้องมาถามกันว่า ในที่ประชุมของผู้ถือหุ้นนั้นมันจะเกิดอะไรได้บ้าง


ฝรั่งจะเสนอให้รับซื้อตามราคาในกระดานฟอรีนได้ใหม?
ได้ครับ แต่โหวตแพ้กระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้นเกินครึ่ง


ตกลง ไอ้ที่บอกว่าให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาสนั้นก็เป็นหมันใช่ใหม?


ถึงตรงนี้ผมคงไม่ต้องบอกว่า คนไทยก็เสนอได้ แต่ก็แพ้โหวตเช่นกัน


แม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ที่มีหน้าที่รัษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้


ทีนี้ก็มีคำถามว่า กระทรวงการคลังจะเสนออย่างไร?
แน่นอนครับ, กระทรวงการคลังต้องเสนอในสิ่งที่รัฐบาลไม่เสียหาย ในขณะนี้ หุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่คือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้รับเงินแค่ตามราคาจองของหุ้นใหม่ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจะรับซื้อในราคาเงินสดได้แค่เท่าราคาจอง แต่ถึงแม้จะเป็นราคาจอง ซึ่งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน กระทรวงการคลังก็ไม่มีงบประมาณมาจ่ายได้ในปีนี้ ทางออกก็คือ จะรับซื้อในราคาจองก็ได้ แต่ต้องรอ 1-5 ปี เพราะต้องตั้งงบประมาณทะยอยรับซื้อ แต่ถ้าอยากได้ราคาในตลาด ท่านก็คงต้องรอประมาณ 10-15 ปี ทั้งนี้เพื่อให้ค่าของเงินมันลดลงเท่ากับราคาจอง

ครับ, ผมเคยบอกว่า รัฐมนตรีคลัง(ดร.สมคิด)นั้นเอาทรัพย์สินดีๆมาขายถูกๆ แต่พูดกลับข้าง คืออ้างว่ากระทรวงการคลังยังถือหุ้นเท่าเดิมอยู่ แต่ได้เงินจากหุ้นใหม่มาฟรีๆ แต่ไม่มีใครเข้าใจ ตอนนี้คงจะเริ่มเห็นผล เพราะถ้าจะรับซื้อคืนในราคาตลาดรัฐบาลจะขาดทุนเป็นแสนล้านบาท กระทรวงการคลังตอนนี้ไม่มีทางอื่นใด นอกจากจะรับคืนในราคาทุน หรือไม่ก็รอไปรับกันชาติหน้า(เรื่องอย่างนี้มีให้เห็นในอดีตมาแล้ว เช่น บริษัทราชาเงินทุน เจ้งแล้วรับได้แค่ 30% ในเวลา 5 ปี)


นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เคยถือหุ้นปตท.เลย


รัฐวิสาหกิจที่นำมาเข้าตลาดนั้นเขามีข้อได้เปรียบตรงนี้แหละ คือถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งได้ แล้วจะโหวตกันอย่างไรก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้


ครับ, ถ้าศาลท่านบอกให้เลิกการแปรรูป ราคาหุ้นปตท.ก็รูดลงเหลือเท่าราคาจองครั้งแรกแน่ๆ


อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวตามนักวิเคราะห์ผู้ไม่เคยรับราชการนะครับ


................

17 กย.49 .... เรื่องชนิดใดที่ทำให้หุ้นตกแล้วไม่ฟื้น


เวลาที่คนไทยตกใจแล้วขายหุ้นทีไร ผมก็มักจะบอกว่าอย่าตกใจ เพราะส่วนใหญ่แล้วหุ้นมันจะตกเพียงชั่วคราว แล้วมันก็จะกลับเข้าสู่แนวเดิม แต่มาถึงวันนี้ผมอยากจะเตือนว่า เหตุการณ์ส่วนน้อยกำลังจะเกิดขึ้น นี่จะเป็นตัวอย่างให้ท่านคิด และตอนนี้มีถึง 2 ตัวอย่าง ดังนี้


1. การสอบสวนเรื่องคนไทยทำตัวเป็นนอมินีให้แก่ทุนต่างชาติ นี่เป็นสิ่งที่ต่างชาติกลัวกันมาก ถ้าเมืองไทยขุดขุ้ยเรื่องนี้ แล้วออกกฎหมายเอาผิดอย่างรุนแรง หรือไปปิดบริษัท หรือไปยึดเงินของต่างชาติเข้า เรื่องจะบานปลาย หุ้นจะตกอย่างแรง แล้วก็จะไม่ฟื้นตัว สาเหตุที่หุ้นจะราคาตกก็คือ ต่างชาติจะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างถาวร เงินของกองทุนต่างชาตินั้นมันมากกว่า 35 เปอร์เซนต์ของตลาด หรือคือเป็นเงินประมาณ 5.5*0.35=1.925 ล้านล้านบาท ถ้าเขาขายวันละ 3,000 ล้านบาท เขาต้องใช้เวลา =1,925,000/3,000=641 วันทำการ หรือคือประมาณ 3 ปี จึงจะหมด หุ้นจะแกว่งลงไปตลอดทาง


2. การฟ้องให้ปตท.ออกจากตลาด ถ้าศาลตัดสินให้ออกจากตลาดจริง มันจะกระทบทั้งนักลงทุนไทยและเทศ สำหรับคนไทยที่อาจได้เงินคืนแค่หุ้นละ 34 บาทนั้นไม่เป็นไร เพราะคนไทยทนได้ และไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ใหน(ปิดไฟแนนซ์ไปครั้งที่แล้วคนไทยเสียหายคนละหลายๆแสนยังทนได้) แต่ต่างชาตินั้นเขามีอำนาจเงินและอำนาจปากสูงกว่า เมืองไทยต้องโดนบอยคอตจากต่างชาติแน่ๆ และพวกเขาส่วนหนึ่งก็คงถอนตัวจากตลาดหุ้นไทย หุ้นมันจะแกว่งลงเป็นเวลาหลายปีเช่นกัน


ครับ, เราลองมาทำความเข้าใจในเรื่องการเป็นนอมินีกันสักหน่อยดีใหม?


นี่เป็นหนทางที่จะปั่นตลาด รีดกำไรเข้ากระเป๋า และเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ผิดกฎหมาย เขาปั่นตลาดได้โดยทำให้ดูเหมือนว่าบริษัทมีคนไทยหลายตระกูลเป็นผู้ถือหุ้น แต่จริงๆแล้วหุ้นเป็นของกองทุนต่างชาติเกือบทั้งหมด หุ้นที่ออกมาหมุนเวียนในตลาดจึงมีน้อย พวกเขาสามารถกักตุน แล้วบีบให้ราคาสูงขึ้น แล้วก็ไปเพิ่มทุนได้ เวลาเพิ่มทุนก็โหวตให้สิทธิ์แก่พวกตัวแยะๆ(ในชื่อว่า ผู้มีอุปการะคุณ) เขาจะทำอย่างนี้ทุกๆ 3-4 ปี แต่ละครั้งก็ลดค่าพาร์ลงไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ดูเหมือนว่าหุ้นเขามีราคาต่ำ และมีจำนวนที่หมุนเวียนในตลาดมากขึ้น แต่แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และหุ้นมีหมุนเวียนน้อยลง


จากการที่พวกเขาถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากขึ้น เขาก็รีดเอากำไรไปได้มากขึ้นโดยการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น ชาวบ้านที่ถือหุ้นส่วนน้อยก็ยังดีใจ เพราะได้ปันผลดีกว่าหุ้นตัวอื่น


ครับ, ด้วยการจ้างคนไทยให้ถือหุ้นแทน พวกเขาก็ได้เป็นเจ้าของกิจการในระดับ 96-97 เปอร์เซนต์อย่างสบายๆ แถมยังเป็นกิจการที่ได้สัมปทาน หรือได้สิทธิ์พิเศษอื่นๆจากรัฐบาลด้วย


อันที่จริงแล้ว เรื่องของการจ้างคนในชาติมาถือหุ้นแทนกองทุนต่างชาตินั้น เป็นสิ่งที่เขาทำกันมานานแล้ว และกิจการใหญ่ๆ(ประเภทได้สัมปทาน)นั้นเป็นของกองทุนต่างชาติเกือบทั้งหมด เรื่องอย่างนี้นักลงทุนควรรู้ไว้ ถ้าเราจะไม่ให้เขามาจ้างเป็นนอมินี เขาก็ไม่ให้เรากู้ยืม โครงการมันก็ไม่มีทางเกิดได้


ยอมรับความจริง แล้วหากินเล็กๆน้อยๆไปจะดีกว่า


............

 

30 กย.49 ..... ตอนนี้หุ้นไทยจะไปทางใหนกันแน่


ปฏิวัติรัฐประหารผ่านไปสองสัปดาห์แล้ว แต่คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังกลัวกันอยู่ นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในการทำนายทิศทางระยะสั้นต่างก็ส่ายหัว เพราะมันเดาได้ยาก พวกเขาคุ้นเคยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งบอกผลได้ง่าย เช่น วันนี้ดัชนีต่างประเทศรอบตัวเราเขาขึ้นกันหมด เราก็ต้องขึ้นกับเขาบ้าง หรือ วันนี้ราคาน้ำมันดิบขึ้นไป 2 ดอลล่าร์ต่อบาเรล กลุ่มพลังงานก็คงจะขึ้นไปได้พอสมควร หรือ วันนี้เอมเอสซีไอประกาศลดเครดิตธนาคารไทย กลุ่มแบงก์ก็ต้องถดถอย...ฯลฯ


ครับ, การปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้นกระทบต่อตลาดหุ้นแรง(ลงไป 29 จุดในวันแรก แล้วก็แกว่งไปมา จนในที่สุดก็ติดลบไป 21-23 จุดโดยรวม) และเป็นเวลาที่ยาวนานกว่า(สองสัปดาห์แล้วยังไม่กลับเข้าที่)เพราะมันกระทบหลายด้าน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่สามารถคิดได้ครบถ้วน และเดาผลกระทบ(ว่าเป็นบวกหรือลบ)ได้ยาก พวกเขาจึงเสียงแตก บ้างก็ว่าจะลงไปที่ 660 จุด แต่บางคนก็ยังยืนยันว่าจะไป 710-720 จุด ตอนนี้ก็ไปลือกันว่าจะมีปฏิวัติซ้อน กลุ่มหลังนี่บอกว่าจะลงไปถึง 200 จุดเพื่อไปตั้งต้นกันใหม่


แต่...ตัวผมนั้นเชื่อในทฤษฎีที่ว่า มนุษย์เรานั้นมีนาฬิกาอยู่ในตัว มันเคาะบอกจังหวะให้คนกล้าแล้วก็กลัวเป็นรอบๆ มันจะซิงโครไนส์เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆที่มากระทบใจและกระเป๋าของเขา ดังนั้นการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร หรือการปฏิวัติซ้อน จะกระทบเพียงชั่วคราว ไม่ช้าไม่นานมันก็จะคืนเข้าที่ และมันจะมีผลไม่มากมายนัก ดัชนีจะแกว่งแค่ 5-10 เปอร์เซนต์เป็นอย่างมาก และมันมีรูปร่างเป็น Poisson Distribution หรือคือระฆังเบี้ยว(ตอนต้นจะขึ้นเร็ว ถึงจุดสูงสุดแล้วจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆช่วงเวลาที่เท่ากับตอนขาขึ้น) ในเรื่องของการปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ ผลกระทบมันแรงใน 5 วันแรกเท่านั้น ดังนั้นในทุกๆ 5 วัน มันจะกลับเข้าใกล้แนวเดิมครึ่งทาง ผลกระทบก็เหลือแค่ 12.5 เปอร์เซนต์ใน 20 วัน หรือคือกลางเดือนหน้าก็จะหมดผลกระทบ


ครับ, ความหมายก็คือ ดัชนีจะกลับไปที่ 710 ในกลางเดือนตุลาคม


แต่ถ้าเกิดปฏิวัติซ้อนล่ะ?


ผมก็เชื่อว่าจะมีผลน้อย ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นจะลดแรงตกใจเมื่อเจอกับปัญหาเดียวกันอีก เรามักจะตกใจในครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็ชินชาไป


สรุปก็คือ ไม่ว่าใครจะทำนาย หรือคิดว่าจะมีเรื่องร้ายๆยังไง มันก็ไม่เสียหายไปมากกว่านี้แล้ว
เดือนตุลาคมจึงเป็นเดือนของการขึ้น และมันน่าจะไปถึง 710 จุดได้


...............


02 ตค.49 .... ซุนวู-ขงเบ้ง-พระพุทธเจ้า-ตลาดหุ้น


หมู่นี้มีคนเอาคำของซุนวูมาพูดอยู่บ่อยๆ หรือคือ...รู้เขารู้เรารบสิบครั้งชนะทั้งสิบครั้ง ผมฟังดูแล้วก็อยากจะสวนกลับไป คือ เก่งจริงก็ลองมาเล่นหุ้นดูซิ เล่นสิบครั้งมันจะกำไรทั้งสิบครั้งหรือเปล่า?


นี่ไม่ใช่เพราะไม่นิยมปราชญ์จีนนะครับ ผมนั้นนิยมปราชญ์จากทุกชาติทุกภาษา แต่รำคาญคนที่เอามาพูด คือรู้ไม่จริงแล้วชอบเอามาพูด


ครับ, จริงๆแล้ว ซุนวู ขงเบ้ง และพระพุทธเจ้านั้นมีหลักการที่ตรงกัน คือจะทำอะไรต้องมีข้อมูลและมีความเข้าใจในสภาวะที่เป็นอยู่อย่างถ่องแท้เสียก่อน แล้วใช้ข้อมูลและความรู้นั้นช่วยในการตัดสินใจ ถ้าทำได้อย่างนั้นแล้วโอกาสที่จะสำเร็จจะมีสูง แต่ซุนวูนั้นเน้นที่เรื่องคน เอาแค่รู้ความสามารถของตน และรู้ความสามารถของสัตรู ก็จะรบชนะ ส่วนขงเบ้งนั้นเน้นเรื่องดินฟ้าอากาศ หรือสภาพแวดล้อมของยุทธภูมิ แล้วก็เอาดินฟ้าอากาศเป็นตัวช่วย การรบจึงมีโอกาสชนะสูง สำหรับพระพุทธเจ้านั้นสอนให้หาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อเข้าใจแล้วจะเอาชนะความทุกข์ได้


แต่...ในเรื่องของโอกาสที่จะสำเร็จนั้น ซุนวูดูจะฟันธงมากเกินไปหน่อย ส่วนขงเบ้งนั้นก็กลัวพลาดเอามากๆ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่บอกว่าโอกาสสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับบุญและกรรมของผู้เข้าทำสงคราม หรือคือยอมรับในความแปรปรวนของเหตุการณ์ และให้ผู้เข้าสงครามคิดอ่านเอาเองและพึ่งตนเองให้มากๆ ซึ่งน่าจะใช้กับการเล่นหุ้นได้ดีที่สุด


ครับ, จะเล่นหุ้นนั้นต้องทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของตลาดหุ้นให้ดีและครบถ้วน เช่น ราคาหุ้นมันขึ้นลงอย่างไร? ดัชนีมีผลอย่างไรต่อนักลงทุน? ดัชนีมันคืออะไรกันแน่? นักลงทุนมีกี่ชนิด? พวกเขาคิดกันอย่างไร? พวกเขามีกันกลุ่มละเท่าใด? พวกเขามีเงินลงทุนกันประมาณคนละเท่าใด? ขนาดของสเตปราคามีผลต่อการเล่นหุ้นอย่างไร? โบรกเกอร์ มาร์เก็ตติ้ง นักวิเคราะห์ เป็นใคร และมีความคิดอย่างไรกับตลาด? กับลูกค้า? กับ กลต.? บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนมีอะไรบ้าง? พวกเขาเข้ามาเพื่ออะไร?.....ฯลฯ


ครับ, การที่จะทำความเข้าใจในองค์ประกอบของตลาดหุ้นนั้นมันต้องใช้เวลา และความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นก็หายาก หลายๆคนไม่เคยคิดที่จะหาความรู้เหล่านี้ พวกเขาจึงเดินเข้ามาในตลาดเหมือนคนตาบอด แล้วก็ต้องเสียค่าโง่อย่างไม่รู้จบ


ครับ, ท่านนักลงทุน ท่านควรไปอ่านเรื่องของซุนวู เรื่องของขงเบ้ง และเรื่องของพระพุทธเจ้าเสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดจะเล่นหุ้น และก่อนจะไปสั่งซื้อสั่งขาย ก็ต้องศึกษาเรื่องตลาดหุ้นเสียให้แจ่มแจ้ง ผมขอ hint ให้หน่อยหนึ่ง เช่น ตลาดหุ้นไทยมีสเตปของราคาที่สูงกว่าต่างประเทศ และค่าธรรมเนียมก็สูงกว่าต่างประเทศมากๆ เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ตลาดหุ้นไทยต่างจากต่างประเทศอย่างไม่น่าเชื่อ ตำราฝรั่งจึงใช้กับหุ้นไทยไม่ได้


ขอให้โชคดีนะครับ


...............

03 ตค.49 ..... ใหนว่าไล่แม้วได้แล้วหุ้นจะขึ้น?


เมื่อวันที่ 17 มีค.49 ผมได้เขียนบทความเอาไว้ว่า เมื่อทักษิณลาออกไปแล้วหุ้นจะตก ไม่ใช่ขึ้น และผมได้บอกไว้ด้วยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้ก็มาถึงจุดที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันแค่ว่า ถูกปฏิวัติให้ออก ไม่ใช่ลาออกเอง ซึ่งให้ผลอย่างเดียวกัน คือ หุ้นตกไปแล้ว และเมื่อวิเคราะห์ให้ลึกๆก็จะพบว่า หุ้นตกเพราะการขายหุ้นของกลุ่มเครือญาติของทักษิณ กับการแย่งกันเข้ามาเป็นกรรมการต่างๆ สิ่งที่ยังไม่เป็นจริง เช่น ประชาธิปัตย์จะได้เป็นฝ่ายรัฐบาล คุณจำลองจะได้เป็นที่ปรึกษา ดัชนีจะลงไปจนถึง 280...นั้นก็คงต้องรอดูกันต่อไป


ครับ, การทำนายเหตุการณ์ในอนาคตนั้นมันจะให้ถูกเผง เต็มร้อยเปอร์เซนต์นั้นมันยาก แค่ให้มันใกล้เคียงกันบ้างก็มีประโยชน์ พอจะเอามาวางแนวทางการเล่นหุ้นได้แล้ว


สำหรับผมนั้น ผมมองภาพว่า หลังจากที่ข่าวเรื่องปฏิวัติหมดแรงไป หุ้นก็จะกลับเข้าแนวระยะสั้น หรือคือ ต้นปีหน้าก็จะถึงจุดสูงสุดของปี แต่ไปไม่ถึง 800 เสียแล้ว ได้แค่ 740 ก็ดีใจแล้ว หลังจากนั้นมันก็คงจะลงไปต่ำสุดที่กลางปี 2550 มันน่าจะลงไปถึงระดับ 600 แล้วเราก็จะมีการเลือกตั้ง ถึงตรงนั้นประชาธิปัตย์ก็จะผงาด แล้วเศรษฐกิจก็จะเริ่มเป็นขาลง นั่นหมายความว่า ดัชนีสูงสุดในปี 2551 ก็จะอยู่แถวๆ 700 และปีต่อๆมาก็จะลงไปที่ 600, 450, 300 ตามลำดับ และจะได้เห็นจุดต่ำสุดของปีในระดับ 200-280 ในปี 2555


จากภาพอย่างนี้ การลงทุนก็คงต้องเปลี่ยนแนว คือไม่เล่นแบบซื้อมาแล้วขายไป แต่เล่นดัชนี และเน้นตอนขาลง


เมื่อพูดถึงการเล่นดัชนี ผมก็ต้องถามตัวเองว่าพร้อมแล้วหรือยัง?


ครับ, ผมได้ศึกษาและทดลองทำ simulation แล้ว มันมีสิ่งที่ต้องระวังอยู่หลายจุด ซึ่งน่าจะเอามาคุยกัน


แล้วตัวท่านล่ะ ท่านได้ศึกษาดูแล้วหรือยัง? หรือว่าลองเล่นจริงไปแล้ว? หรือว่าสรุปไปแล้วว่าไม่ควรเล่น?


ยังไงๆก็ต้องเรียนรู้เสียก่อนนะครับ เพราะรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม


..............

14 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่1)


เมื่อสองสามเดือนก่อน มีคนเขียนเข้ามาเสนอแนะให้เล่นฟิวเจอร์ แล้วผมก็ตอบไปว่า เราจะต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน เพราะมันเป็นคนละเรื่องกับการเล่นหุ้นสามัญ เรื่องนี้ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมลงมือศึกษาไปบ้างแล้ว และน่าจะถึงเวลาที่จะมาคุยกัน


ครับ, หลายๆท่านคงจะบอกว่า สองสามเดือนนั้นมันดูจะนานเกินไป พวกเขาจึงลงมือด้วยการเข้าคอร์สอบรมของโบรกเกอร์ แล้วก็ลงมือเล่นไปแล้ว ผลก็คือ ไปลงเล่นก่อนเกิดปฏิวัติเพียงสองสามวัน แล้วสิบวันถัดมาก็ต้องรีบปิดโพซิชั่น แล้วออกมาเลียแผล มีอยู่ท่านหนึ่งที่แวะไปคุยกับผมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอบอกว่า กลัวแล้ว และจะไม่เอาอีกแล้ว


ปัญหามันเป็นอย่างไรหรือครับ?


ปัญหาคือ โบรกเกอร์สอนแค่ว่าฟิวเจอร์คืออะไร การเปิดบัญชีซื้อขายทำอย่างไร เขาให้วางเงินแค่ใหน เมื่อเงินลดต่ำกว่าระดับต้องทำอย่างไร จะปิดโพซิชั่นทำอย่างไร ถ้าปล่อยให้ครบอายุสัญญาเขาจะทำอะไรให้ เมื่อมีกำไรจะเอากำไรออกมาได้อย่างไร


ครับ, ความรู้แค่นั้นมันไม่พอต่อการเล่นฟิวเจอร์


เพราะ....มันยังขาดความเข้าใจในตัวตลาดฟิวเจอร์อย่างแท้จริง


สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ซื้อฟิวเจอร์มาสองสัญญา ลงเงินไป 100,000 บาท หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ราคาฟิวเจอร์หายไป 3 จุด เงินจึงถูกหักไป 6,000 บาท รวมทั้งค่าคอมมิชชั่นอีกเล็กน้อย ก็เลยเหลือในบัญชีแค่ 92,000 กว่าๆ พอเขาปฏิวัติกัน สามวันถัดมา มันก็ลดอีก 14 จุด เงินก็เหลือแค่ 60,000 กว่าบาท โบรกเกอร์ก็โทรมาให้เอาเงินเข้า 40,000 บาท เงินแค่นี้สำหรับเศรษฐีเงินร้อยล้านมันไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ที่ต้องเอาไปให้เขาก่อน 15.30 น.ของวันรุ่งขึ้นนั้นมันยุ่ง เศรษฐีนั้นใช้เครดิตการ์ดกับบัญชีกระแสรายวัน จะไปรูดการ์ดโอนเงินก็ไม่เคยทำ และจำเบอร์บัญชีโบรกเกอร์ไม่ได้ ตกลงต้องเขียนเช็คจ่ายเขา ซึ่งต้องวิ่งไปส่งเขาตอนเช้า ทั้งนี้เพื่อให้เขาเอาเข้าบัญชีให้ทันเคลียริ่ง แล้วยังต้องวิ่งไปแบงก์เพื่อโอนเงินจากบัญชีเซฟวิ่งมาเข้ากระแสรายวันไว้ให้พอตัดบัญชี
เหนื่อยไปหนึ่งวันเต็มๆ แต่วันนั้นฟิวเจอร์ลงอีก เงินในบัญชีเหลือ 90,000 กว่าๆ มองดูแล้วแค่สิบกว่าวันขาดทุนไป 50,000 บาท หรือเป็นเปอร์เซนต์ประมาณ 50,000/140,000= 35 เปอร์เซนต์


ครับ, เพื่อนผมคนนั้นช็อกแทบตาย เพราะตั้งแต่เล่นหุ้นมา 15 ปี ไม่เคยขาดทุนเร็วขนาดนั้น วันรุ่งขึ้นก็เลยขายเพื่อปิดโพซิชั่น ซึ่งต้องขาดทุนอีกเกือบ 5,000 บาท


ครับ, วันนี้ขอพูดถึงวงเงินที่เราเข้าไปเสี่ยงกันเสียก่อน


การเข้าไปทำสัญญาซื้อล่วงหน้า 2 สัญญานั้นมันเป็นการลงทุนประมาณ 1 ล้านบาท ท่านเคยซื้อหุ้นตัวเดียวเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาทบ้างใหม? นี่เป็นสิ่งที่เราควรจำเอาไว้ ครูที่สอนอาจพูดไว้แล้ว แต่ท่านอาจไม่ตระหนัก ผลกระทบของการขึ้นลงของราคาฟิวเจอร์จึงสูง ปรกตินั้นตัวดัชนีจะขึ้นลงวันละ 0-2 เปอร์เซนต์ ยิ่งตอนที่เกิดเหตุการณ์ผิดปรกติมันจะขึ้นลงสูงกว่านั้น แต่เงินที่ท่านเอาไปวางเป็นหลักประกันนั้นมันแค่ 10 เปอร์เซนต์ของวงเงินของสัญญา แถมเขายังกำหนดว่าเมื่อใหร่เงินลดต่ำกว่า 7 เปอร์เซนต์เขาจะโทรมาให้เราเอาเงินไปเข้าบัญชีให้ถึงระดับ 10 เปอร์เซนต์ดังเดิม ดูจากตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าราคาลดวันละ 1 เปอร์เซนต์ 3 วันมันก็ถึงระดับที่ต้องเติมเงิน ในขณะที่ท่านเติมเงินนั้น ราคาฟิวเจอร์รุ่นนั้นอาจลดลงอีก ถ้าเผลอไปแค่นิดเดียว คือลืมเอาเงินเข้า และลืมดูราคาไปอีก 2-3 วัน เงินในบัญชีก็อาจเหลือต่ำกว่า 3.5 เปอร์เซนต์ ซึ่งโบรกเกอร์จะบังคับขาย(โดยไม่ต้องแจ้งเราด้วย) และถ้าเขาขายโดยไม่ดูราคา มันก็อาจหดไปอีก 2-3 เปอร์เซนต์ หรือคือ คืนเงินให้คุณแค่ 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น นั่นก็หมายความว่า ลงไป 100,000 บาท จะเหลือแค่ 5,000 บาท

ครับ, ความจริงข้อแรกคือ การเข้าไปทำสัญญา 2 สัญญานั้นท่านต้องมีเงินสดอยู่กับตัว ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท และควรเอาไปวางไว้ที่โบรกเกอร์ไม่ต่ำกว่า 100,000+200,000=300,000 บาท ทั้งนี้เพราะ ใน 1 ไตรมาสนั้นราคาฟิวเจอร์อาจแกว่งลงได้ถึง 20 เปอร์เซนต์ เจ้าเงิน 200,000 บาทนั้นคือตัวเอาไว้จ่ายยามที่ดัชนีมันลงหนักๆ เจ้าตัวเลข 200,000 บาทนี้เป็นแค่ประมาณการแบบเดาสุ่ม ผมเคยบอกท่านไว้ว่าผมต้องทำ simulation เสียก่อน นี่คือความหมาย คือ ต้องเก็บสถิติว่าฟิวเจอร์แต่ละตัวนั้นมันแกว่งตัวได้มากน้อยสักแค่ใหน แล้วเราจึงจะมาหาจุด optimun ว่าควรเอาเงินไปวางไว้สักเท่าใดกันแน่ การคำนวนกำไรขาดทุนนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวเลขอันนี้ เพราะเงินลงทุนจริงๆมันคือตัวนี้


ครับ, พระพุทธเจ้าบอกว่า จะทำอะไรให้หาความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นเสียก่อน อย่าเชื่อเพราะคนบอกเล่าเป็นคนดีหรือคนเก่ง ท่านต้องใช้เหตุผลเข้าพิจารณา แล้วท่านจะตัดสินใจได้ถูกต้อง ท่านต้องศึกษาและคิดตามด้วยความเป็นกลาง แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ


..............

15 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่2)


คำเตือนที่พวกเราได้ยินได้ฟังมาบ่อยที่สุด คือ ฟิวเจอร์ไม่เหมือนกับหุ้น แล้วก็อธิบายว่า เป็นเพราะฟิวเจอร์นั้นไม่ใช่บริษัทหรือวัสดุหรือทรัพย์สินที่จับต้องได้ มันเป็นแค่ดัชนีชนิดหนึ่ง บางคนก็พูดต่ออีกว่า เมื่อฟิวเจอร์ครบอายุมันจะไม่มีค่าอะไรเหลืออยู่เลย มันคล้ายกับวอแรนท์มากกว่า ....ฯลฯ


ครับ, ได้ฟังคำเตือนและคำอธิบายแล้วท่านเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง? ไม่มีเลย มันเป็นแค่ข้อสังเกตุ มันฟังดูแล้วเหมือนจะบอกว่า อย่าเข้าไปแตะต้องมันนะ หรือจะมองในแง่ดีก็คือ เตือนให้ไปศึกษาให้ดีเสียก่อน อย่าใช้ความรู้ในเรื่องหุ้นมาประยุกต์กับฟิวเจอร์...ฯลฯ


ครับ, จริงๆแล้ว ฟิวเจอร์กับหุ้นนั้นไม่แตกต่างกัน เรายังสามารถใช้ความรู้ในเรื่องหุ้นเข้ามาประยุกต์ได้ เรื่องนี้ผมมีเหตุผลอย่างไรก็ลองมาฟังกันดู


ในตอนนี้เรามีฟิวเจอร์อยู่แค่อย่างเดียว คือ SET50 Index Futures ซึ่งแยกได้เป็น 4 รุ่น คือเป็นรุ่นที่จบสัญญาในเดือน มีค.,มิย.,กย.,และ ธค.ตามลำดับ (คำว่าตามลำดับนี้ไม่ได้หมายความว่าจะจบตามลำดับเวลา เพราะถ้าเราอยู่ในไตรมาสที่ 2,3,4 เจ้าตัวที่อยู่ข้างหน้าจะเป็นของปีถัดไป เช่น อยู่ในไตรมาส 3 ของปี 2006 เราจะมีฟิวเจอร์ที่จบในเดือน กย.2006,ธค.2006,มีค.2007,มิย.2007 ให้เลือกซื้อหรือขายกัน) มันจึงอธิบายได้ง่ายหน่อย คือสามารถใช้คำว่า ฟิวเจอร์ ได้โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นดัชนีตัวใหน มันจะหมายถึง SET50 Index Futures ทุกครั้ง (อนึ่ง ควรสังเกตุว่า ผมใช้คำว่า ฟิวเจอร์ ไม่ใช่ ฟิวเจอร์ส อย่างที่คนอื่นเขาใช้กัน เหตุผลก็คือ ภาษาไทยนั้นไม่มีการเปลี่ยนรูปคำไปตามพจน์ ไม่ว่ามันจะเป็นเอกพจน์ หรือ พหูพจน์ เราก็ควรเรียกว่า ฟิวเจอร์ ทั้งนั้น ม้า ก็คือ ม้า ไม่ว่ามันจะเป็นกี่ตัว)


โอเค, ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง เรามีฟิวเจอร์ให้เลือกเล่นได้ 4 รุ่น เจ้าสินค้า 4 ตัวนี้เขาบอกว่าให้อิงกับดัชนี SET50 นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณคิดว่าดัชนี SET50 จะมีค่าสูงขึ้น เจ้าราคาของฟิวเจอร์ทั้งสี่ก็น่าจะสูงขึ้น และถ้าคุณคิดว่าดัชนี SET50 จะมีค่าลดลง เจ้าราคาของฟิวเจอร์ทั้งสี่ก็น่าจะมีราคาลดลง แต่เนื่องจากฟิวเจอร์ทั้งสี่มันหมดอายุไม่ตรงกัน ค่าของมันก็น่าจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่เหลืออยู่ด้วย ดังนั้นการขึ้นลงของราคาฟิวเจอร์ทั้งสี่ตัวจึงอาจแตกต่างกันได้ ในบางครั้งอาจสวนทางกันเองก็ได้


แต่...ในแต่ละวันนั้นเขาให้คิดกำไรขาดทุนจากราคาปิดของฟิวเจอร์แต่ละรุ่น เขาไม่ได้เอาดัวดัชนี SET50 มาใช้ มันจะมียกเว้นแค่วันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น ในวันสิ้นสุดสัญญาเขาให้เอา SET50 เป็นรายนาที ในช่วงเวลา 16.00-16.30 มาตัดตัวสูงสุดกับต่ำสุดออกไปอย่างละ 3 ตัว แล้วเอาที่เหลือมาเฉลี่ย และตัดทศนิยมเหลือ 2 ตัว แล้วนำมาใช้คำนวนกำไรขาดทุนกัน นอกจากนี้แล้ว ในวันสิ้นสุดสัญญานั้นเขาก็ไม่ให้เราซื้อขายฟิวเจอร์ตัวนั้น


ครับ, สรุปก็คือ ราคาที่เราใช้คำนวนกำไรขาดทุนของฟิวเจอร์นั้นมันมาจากการ bid และ offer โดยพวกเราตั้งกันเองอยู่ตลอดเวลา มันจึงเป็นเรื่องของการเก็งกำไรของพวกเรากันเองโดยตลอด มันแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัว SET50 สักเท่าใดเลย SET50 อาจมีผลในช่วง 3-5 วันก่อนหมดอายุสัญญาเท่านั้น


ทีนี้ก็ลองมาดูการซื้อขายหุ้นกันบ้าง เวลาเราซื้อขายหุ้นนั้น คนจำนวนหนึ่งบอกว่า เรากำลังซื้อขายส่วนหนึ่งของบริษัท ซึ่งเป็นของจริง เราต้องดูว่าราคาที่เหมาะสม(fair value)ของบริษัทเป็นเท่าใด แล้วตั้งราคาซื้อขายให้มันมีกำไร โดยเชื่อว่าราคาในอนาคตต้องวิ่งเข้าหาราคาที่เหมาะสมนั้น


แต่... ท่านเชื่อว่าตลาดมันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ? สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ เรามีนักเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งเข้ามาตั้งราคาตามที่เขาเก็งเท่านั้น ราคาพวกนี้ไม่มีอะไรโยงใยกับราคาจริงของกิจการเลย และมันอาจพาให้ห่างจากราคาจริง หรือราคาเหมาะสมไปได้หลายเท่าตัว คนที่ถือหุ้นใหญ่นั้นก็ไม่สามารถกดดันราคาได้ เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาซื้อขายบ่อยนัก ราคาปิดในแต่ละวันจึงขึ้นอยู่กับนักเก็งกำไรระยะสั้นทั้งนั้น


ยิ่งไปกว่านั้น, ท่านเคยคำนวนหาราคาจริง หรือราคาเหมาะสม(fair value)ของหุ้นบ้างใหม? คำนวนออกมาแล้วท่านว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า? มันก็เป็นแค่การคาดเดาอย่างมีเหตุผลของแต่ละบุคคลเท่านั้น คนพันคน มีความคิดและความเชื่อต่างกัน คำนวนออกมาแล้วก็จะได้ราคาเหมาะสมพันตัว และพวกเขาก็ไม่เคยเอามาหาค่าเฉลี่ยรวมด้วย ดังนั้น เจ้าราคาที่เหมาะสมนั้นก็เชื่อถือไม่ได้ บางคนใช้แล้วมีกำไร บางคนใช้แล้วขาดทุน มันมีความแปรปรวนอยู่ในหุ้นทุกตัว ลงท้ายก็ต้องอาศัยการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง แล้วอัตรากำไรมันก็เข้าใกล้การทำกำไรโดยเฉลี่ยของบริษัทเหล่านั้น และถ้ามันเป็นบริษัทใน SET50 มันก็จะใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของดัชนี SET50 นั่นแหละ


ครับ, ไม่ว่าจะเล่นหุ้นธรรมดา(ในกลุ่ม SET50) หรือเล่นฟิวเจอร์(ของ SET50) กำไรหรือขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับการซื้อขายของนักเก็งกำไรระยะสั้นทั้งนั้น และเป็นการตั้งราคาโดยอิงกับตัวดัชนี SET50 โดยรวมด้วยกันทั้งคู่ ผมจึงเห็นว่า เล่นหุ้นธรรมดากับเล่นฟิวเจอร์นั้นเหมือนกัน

..............

21 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่3)


ครั้งที่แล้วผมบอกว่า ตลาดฟิวเจอร์เหมือนตลาดหุ้นในแง่ที่ว่า ราคาถูกกำหนดโดยนักเก็งกำไรระยะสั้น เรื่องนี้มีอะไรเป็นข้อพิสูจน์? นักวิเคราะห์จำนวนมากตายเพราะไปตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเอง แล้วก็วิเคราะห์ไปตามสมมุติฐานเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น มองไปโดยรอบตัวแล้วเห็นว่าโลกมันแบน ก็เลยตั้งทฤษฎีว่าโลกแบน แล้วก็เดาว่าถ้านั่งเรือสำเภาไปจากยุโรปไปทางตวันตกมันก็จะไปตกที่ปลายขอบทะเล พวกเขาจึงไม่กล้าไป


ครับ, ผมเสียเวลาไปกับการโหลดข้อมูลจาก TFEX ไปหลายวัน ข้อมูลที่ผมต้องการคือ แต่ละวันมีคนทำสัญญาฟิวเจอร์เพิ่มขึ้นเท่าใด เมื่อรวมกับสัญญาที่คงค้างอยู่จากวันก่อนเป็นเท่าใด ได้แล้วให้เอาจำนวนสัญญาที่คงค้างอยู่ในวันนี้ไปลบออก มันก็จะเป็นจำนวนสัญญาที่ปิดไปในวันนั้น นี่จะเป็นตัวบอกว่าคนเล่นฟิวเจอร์นั้นปิดสถานะไปเร็วแค่ใหน


ครับ, เหนื่อยกับการค้นหาข้อมูลและตีความข้อมูลอยู่หลายวัน ที่เหนื่อยก็เพราะไม่มีที่ใหนบอกเลยว่าเขาเก็บข้อมูลไว้ที่ใหน และเก็บอย่างไร ผมเปิดเข้าไปที่ TFEX แล้วก็ดูตารางสถิติย้อนหลัง ผมก็เห็นข้อมูลอยู่ 11 คอลัมน์ ซึ่งมีหัวข้อว่า ชื่อย่อสัญญา, เดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ, เปิด, สูง, ต่ำ, ปิด, ราคาที่ใช้ชำระราคา, เปลี่ยนแปลงจากราคาที่ใช้ชำระราคาล่าสุด, ปริมาณ, มูลค่า, สถานะคงค้าง เมื่อดูตัวเลขในช่อง ปริมาณ และช่อง สถานะคงค้าง แล้วก็คิดว่านั่นคือข้อมูลที่ผมต้องการ แต่มันมีอะไรมาสะดุดใจอยู่นิดหน่อย คือตัวเลขในช่องทั้งสองนี้มีทั้งเลขคู่และเลขคี่ ผมนั้นคาดว่ามันจะมีแต่เลขคู่ ทั้งนี้เพราะ เมื่อมีการแมทช์ราคากันได้แล้ว มันจะเกิดสัญญาทางด้านผู้ซื้อ(long position)กับโบรกเกอร์ของผู้ซื้อ และสัญญาทางด้านผู้ขาย(short position)กับโบรกเกอร์ของผู้ขาย ขึ้นมาพร้อมๆกัน รวมกันแล้วต้องเป็นเลขคู่
ครับ, ผมลองเปิดดูย้อนไปหลายๆวัน แล้วก็พบว่า บางวันมีปริมาณซื้อขายเป็น 1 สัญญาด้วย นั่นแสดงว่า TFEX เก็บข้อมูลเป็นทีละแมทชิ่ง ซึ่งมองในแง่ของการทำดาต้าโพรเซสซิ่งแล้วคงยุ่งยากพิลึก แต่มันก็เป็นไปได้ว่าเขาพูดถึงแต่สัญญาด้านซื้อ(long position) เพราะมันจะมีสัญญาด้านขายคู่กันอยู่


ครับ, ผมขุดหาคำจำกัดความของข้อมูลแต่ละคอลัมน์ไม่ได้เลย และคงต้องปล่อยเอาไว้อย่างคลุมเครืออย่างนี้ไปก่อน ถ้าผมเข้าใจผิดก็คงจะซวยเหมือนคนที่บอกว่าโลกแบน


โอเค, ได้เห็นข้อมูลปริมาณซื้อขาย และจำนวนสัญญาคงค้างแล้วผมก็เจาะลึกลงไปในฟิวเจอร์ตัวแรกสุด ซึ่งก็คือ S50M06 (แต่กว่าจะรู้ว่าตัวนี้เป็นตัวแรกสุดก็เหนื่อย เพราะหาอยู่นานว่าตลาดฟิวเจอร์เปิดวันแรกเป็นวันใหน) ข้อมูลปริมาณการซื้อขาย และข้อมูลจำนวนสัญญาคงค้างเป็นดังนี้


ปริมาณ=152,53,75,81,109,68,320,195,176,445,254,519,133,122,194,182,352,156,79,97,266,71,154,170,71,182,364,164,240,201,273,158,66,36,172,581,159,235,88,81,0


สถานะคงค้าง=98,114,132,166,165,189,342,379,368,372,436,597,551,574,608,668,765,733,742,749,834,863,879,911,915,973,896,873,825,779,779,741,724,704,696,598,574,630,575,519,0


จากข้อมูลสองคอลัมน์นี้ ผมก็มาคำนวนหาจำนวนสัญญาที่ปิดไป(closed position)ได้ดังนี้
สัญญาที่ปิดไป=54,37,57,47,110,44,167,140,205,441,188,360,179,99,160,122,255,188,70,90,181,42,138,138,67,124,441,187,288,247,273,196,83,56,180,679,183,179,143,137,519


ครับ, จากตัวเลข 3 คอลั่มน์ข้างบนนี้ เราจะเห็นความจริงได้สองสามอย่าง คือ
1. ในวันแรกที่เปิดตลาด ซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายน 2006 มีการซื้อขาย 152 สัญญา แต่คงค้างแค่ 98 สัญญา จึงคำนวนสัญญาที่ปิดไปได้เท่ากับ 54 สัญญา หรือคือ มีคนเล่นแบบ day trade ถึง (54/152)*100=35.5 เปอร์เซนต์
2. ในวันถัดๆมา เราจะเห็นได้ว่า ปริมาณซื้อขายจะใกล้เคียงกับจำนวนสัญญาที่ปิดไป โดยในตอนแรกๆนั้นซื้อขายเพิ่มจะมากกว่าปิดไปเล็กน้อย แต่พอตอนท้ายๆ หรือใกล้จะครบอายุสัญญา จะมีการปิดโพซิชั่นมากกว่าซื้อเพิ่ม นี่แสดงให้เห็นว่า คนถือแค่ 1 วันมีมากมาย
3. ในวันสิ้นสุดของสัญญา ซึ่งตรงกับวันที่ 30 มิถุนายน 2006 มีสัญญาเหลือค้างและต้องปิดด้วยราคาเฉลี่ยของ SET50 อยู่ 519 สัญญา นี่เป็นพวกที่อาจเรียกว่า ผู้เล่นระยะยาวได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาซื้อแล้วถือไว้ตั้งแต่เมื่อใด คนเล่นยาวจริงๆน่าจะน้อยกว่านี้ แต่เมื่อเราเอาปริมาณการซื้อขายทั้งหมด(รวมปริมาณตั้งแต่วันแรกถึงวันก่อนปิดสัญญา ซึ่งผมรวมได้เท่ากับ 2896 สัญญา) มาหาร ก็จะได้สัดส่วน=(519/2896)*100=17.9 เปอร์เซนต์ หรือคือ คนเล่นยาวมีน้อยกว่า 17.9 เปอร์เซนต์


ครับ, ข้างบนนี้เป็นหลักฐานที่เด่นชัดว่า คนเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้น(0-5 วัน)มีมากมาย ราคาที่ปิดไปในแต่ละวันจึงมาจากผู้เล่นระยะสั้นเหล่านี้


เมื่อสมมุติฐานของเราแน่นดีแล้ว เราก็จะวิเคราะห์เรื่องอื่นๆต่อไปได้ด้วยความมั่นใจ


...........

23 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่4)


เมื่อเรารู้แล้วว่าราคาซื้อขายของฟิวเจอร์นั้นขึ้นอยู่ที่ใจของนักเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้น(0-5 วัน) เราก็ต้องมาเดาว่าพวกเขาคิดกันอย่างไร


ผมขอย้อนไปดูที่นักเล่นหุ้นระยะสั้นเสียก่อน พวกเขาซื้อขายหุ้น พวกเขาต้องดูที่ราคาหุ้นและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทผู้ออกหุ้นตัวนั้นๆ เมื่อมีข่าวดี หรือหุ้นราคาขึ้นไปได้สักหน่อยหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ในระดับแค่ 1-2 เปอร์เซนต์เท่านั้น พวกเขาก็เข้ามาซื้อแล้ว ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแนวโน้มมันเป็นขาขึ้น แต่ถ้ามีข่าวร้าย หรือราคาหุ้นลดลง ซึ่งก็มีระดับแค่ 1-2 เปอร์เซนต์เช่นกัน พวกเขาก็จะเทขายเอาตัวรอด ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแนวโน้มมันเป็นขาลง ในกรณีที่ซื้อมาแล้วราคาขึ้นต่อ พวกเขาก็จะถือไว้ก่อน เมื่อใหร่มีข่าวร้าย หรือราคาลดลง เขาก็จะขายออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าราคาหุ้นมันขึ้นมาถึง 4-5 วันแล้ว พวกเขาก็จะขาย ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่าราคาหุ้นจะไม่ขึ้นติดต่อกันนานๆ


ครับ, ราคาหุ้นนั้นจะแกว่งตัวแคบๆ(1-4เปอร์เซนต์) เป็นเวลาแค่ 5-10 วัน เมื่อมีแต่นักเก็งกำไรระยะสั้น แต่หุ้นบางตัวนั้นมีเจ้ามืออยู่ด้วย คนพวกนี้ปั่นให้ราคาขึ้น เมื่อขึ้นแล้วจะรับซื้อคืนจากนักลงทุนระยะสั้น ราคาจึงสดุดแค่ 1-2 วัน เมื่อไม่มีเหตุร้ายอะไรนักลงทุนระยะสั้นก็จะกลับเข้ามาซื้ออีก ราคาก็จะไต่ขึ้นไปอีก มันอาจขึ้นแบบเป็นพักๆอย่างนี้ไปได้ไกล คือรวมแล้วอาจขึ้นถึง 50-100 เปอร์เซนต์ได้ การไต่ขึ้นของราคาหุ้นนี้แทบจะไม่มีขีดจำกัดเพราะไม่มีใครสนใจตัวบริษัทอย่างแท้จริงเลย นักลงทุนระยะสั้นจะสนุกกับหุ้นชนิดนี้ หุ้นอาจขึ้นทั้งหมดถึง 100 เปอร์เซนต์ แต่พวกเขาเข้ามาถือเป็นระยะสั้นๆถึง 10 ครั้ง โดยได้กำไรครั้งละ 1-2 เปอร์เซนต์ รวมแล้วได้แค่ 10-20 เปอร์เซนต์ แต่หุ้นแบบนี้มีไม่กี่ตัว เวลาที่เจ้ามือเขาขายเอากำไร ราคาจะใหลลงไปอย่างช้าๆ และผู้ที่ขาดทุนก็คือนักลงทุนระยะสั้นนั่นแหละ คือ ซื้อแล้วก็ต้องขายคัทลอสไปเรื่อยๆ ลงท้ายนักลงทุนระยะสั้นจึงขาดทุนกันโดยถ้วนหน้า และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมราคาหุ้นส่วนใหญ่จะแกว่งตัวแคบๆ แต่จะมีหุ้นอยู่จำนวนหนึ่งที่แกว่งขึ้นได้นานๆ แล้วก็แกว่งลงได้นานๆ


ที่ควรสังเกตุมากคือ พวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องของความมั่นคง หรือข้อมูลด้านพื้นฐานเลย พวกเขาเห็นว่ามันไม่มีความเสี่ยง เพราะพวกเขาถือไว้แค่ 1-5 วันเท่านั้น พวกเขาจึงกล้าเล่นกับหุ้นทุกตัวบนกระดาน พวกเขาเชื่อว่าบริษัททั้งหมดจะไม่เจ้งภายใน 1-5 วันนั้น


แต่เมื่อมามองในตลาดฟิวเจอร์ เราจะพบว่า เรามีตัวเลือกน้อยมาก คือมีแค่ 4 ตัว และตัวที่นักเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้นจะเล่นได้ก็น่าจะเป็นตัวที่มีอายุสั้นที่สุดเท่านั้น(จริงๆแล้วพวกเขาสามารถเล่นเก็งกำไรระยะสั้นได้ทุกตัว แต่ความกลัวที่จะต้องปิดสถานะในราคาที่เสียเปรียบมาก หรือปิดสถานะไม่ได้เพราะไม่มีใครเข้ามาซื้อขายในฟิวเจอร์ที่มีอายุเหลือยาวๆ ทำให้เขาไม่กล้าเล่น)


ยิ่งไปกว่านั้น เราจะพบว่า SET50 ไม่ใช่บริษัท มันเป็นสิ่งสมมุติ มันไม่มีข้อมูลข่าวสารที่จะมากระทบโดยตรงในระยะสั้นๆ สิ่งที่นักเก็งกำไรระยะสั้นจะใช้ได้ก็มีอยู่อย่างเดียว คือ การขึ้นลงของราคาที่ใช้ชำระราคากัน


ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เจ้า SET50 นั้นก็เป็นตัวยืนค้ำหัวอยู่ เพราะถึงวันปิดสัญญาเราต้องเอาค่าเฉลี่ยในช่วง 16.00-16.30 ของ SET50 มาใช้เป็นราคาชำระกำไรขาดทุน ดังนั้น นักลงทุนฟิวเจอร์จึงไม่กล้าเสนอราคาที่แตกต่างจาก SET50 มากนัก และตัวนี้ทำให้ผมเชื่อว่าจะไม่มีใครเข้ามาปั่นราคาฟิวเจอร์ได้


โดยสรุปแล้ว ตลาดฟิวเจอร์จะมีแต่นักลงทุนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น และพวกเขาจะตั้งราคาโดยดูแค่ทิศทางระยะสั้นๆของ SET50 เท่านั้น เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จก็ต้องดูที่สถิติย้อนหลัง


ครับ, ผมกลับไปดูข้อมูลของฟิวเจอร์รุ่น S50M06 แล้วก็พบว่า


ราคาที่ใช้ชำระ=536.00,536.10,538.50,535.70,541.00,543.30,543.40,543.70,535.50,
530.30,531.00,518.70,518.00,505.10,506.90,496.30,488.50,497.00,497.10,491.40,
492.30,490.90497.50,495.30,490.10,479.30,467.00,463.00,443.10,448.60,459.20,
455.20,444.50,446.00,457.70,453.70,454.00,454.60,459.80,466.06,


เปลี่ยนแปลงของราคาที่ใช้ชำระ=0,0.10,2.40,-2.80,5.30,2.30,0.10,0.30,-8.20,-5.20,0.70,
-12.30,-0.70,-12.90,1.80,-10.60,-7.80,8.50,0.10,-5.70,0.90,-1.40,6.60,-2.20,-5.20,
-10.80,-12.30,-4.00,-19.90,5.50,10.60,-4.00,-10.70,1.50,11.70,-4.00,0.30,0.60,5.20,6.26,


SET50=533.89,534.05,539.40,533.79,545.51,547.53,546.14,544.68,531.05,528.21,
528.11,518.01,516.61,501.08,504.03,493.36,482.89,495.93,499.74,494.09,492.52,
493.06,502.47,495.30,486.83,476.06,466.93,462.23,444.27,446.22,460.00,455.56,
446.06,448.17,455.90,456.01,456.12,456.51,462.27,465.74,


เปลี่ยนแปลงของ SET50=0.00,0.16,5.35,-5.61,11.72,2.02,-1.39,-1.46,-13.63,-2.84,-0.10,
-10.10,-1.40,-15.53,2.95,-10.67,-10.47,13.04,3.81,-5.65,-1.57,0.54,9.41,-7.17,-8.47,
-10.77,-9.13,-4.70,-17.96,1.95,13.78,-4.40,-9.50,2.11,7.73,0.11,0.11,0.39,5.76,3.47,


ผลต่างระหว่าง ราคาที่ใช้ชำระ กับ SET50=2.11,2.05,-0.90,1.91,-4.51,-4.23,-2.74,-0.98,
4.45,2.09,2.89,0.69,1.39,4.02,2.87,2.94,5.61,1.07,-2.64,-2.69,-0.22,-2.16,-4.97,0.00,
3.27,3.24,0.07,0.77,-1.77,2.38,-0.80,-0.36,-1.56,-2.17,1.80,-2.31,-2.12,-1.91,-2.47,0.32,


จากตัวเลขข้างบนนี้ผมมีข้อสังเกตุดังนี้
1. ราคาที่ใช้ชำระนั้นขึ้นลงตรงกับ SET50 เกือบจะทุกวัน หรือคือมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น(highly correlated) มันจึงตรงกับที่ผมคาดเดาว่านักเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้นนั้นดูที่ SET50 เป็นหลัก พวกเขาไม่มีอะไรเป็นตัวชี้นำเลย
2. แต่การแกว่งตัวของราคาที่ใช้ชำระ(คอลัมน์ที่2) เมื่อเทียบกับการแกว่งตัวของ SET50(คอลัมน์ที่4) แล้วจะพบว่า ราคาที่ใช้ชำระแกว่งตัวแคบกว่า นั่นแสดงว่า นักเล่นฟิวเจอร์ไม่กล้าตั้งราคาที่หวือหวา พวกเขาไม่แน่ใจว่าฟิวเจอร์จะขึ้นหรือลงกันแน่ พวกเขาไม่กล้าเสี่ยง เรื่องนี้อาจเปลี่ยนไปในอนาคต เพราะโดยธรรมชาติแล้วนักเก็งกำไรจะต้องตั้งราคาที่ผลักดันให้แกว่งมากๆ
3. จากข้อมูลในข้อที่ 2 นั้น มันแสดงว่าในตอนนี้ยังไม่มีใครเข้ามาปั่นราคา
4. ในช่วงเวลา 2 เดือนกว่าๆนั้น SET50 ลดจาก 533.89 ลงมาเหลือ 465.74 จุด หรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้=100*(533.89-465.74)/533.89=12.76 เปอร์เซนต์ แต่ดูในคอลัมน์ผลต่างระหว่างราคาที่ใช้ชำระกับ SET50(คอลัมน์สุดท้าย) แล้วมีทั้งบวกและลบ นั่นแสดงว่านักลงทุนฟิวเจอร์ส่วนใหญ่ไม่รู้ล่วงหน้าว่า SET50 จะลดลง คนที่รู้ล่วงหน้า หรือทำนายทิศทางระยะยาวของ SET50 ได้จึงมีโอกาสทำกำไรได้


ครับ, จากข้อสังเกตุต่างๆที่กล่าวมาข้างบน ผมเชื่อว่า SET50 Index Futures นั้นเป็นสิ่งที่เล่นได้ง่ายกว่า และคนที่จะทำกำไรได้นั้นต้องสามารถทำนายทิศทางของ SET50 ได้ดี และต้องเล่นระยะยาว


..................


ปล. ใครรู้เรื่องคำจำกัดความของข้อมูลต่างๆดีกว่านี้ช่วยโพสต์เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยนะครับ เราควรจะรู้ให้ลึกว่าเขาเก็บข้อมูลกันอย่างไร และทำโพรเซสซิ่งอย่างไร


..............

25 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่5)


ถึงแม้ว่าเราจะสรุปไปแล้วว่าควรเล่นฟิวเจอร์แต่เราก็ยังมีเรื่องที่ต้องวิเคราะห์อีกหลายอย่าง วันนี้ผมจะขอพูดถึงว่า ใครจะเป็นคนกินเงินเรา เราจะไปกินเงินใคร และอัตรากำไรน่าจะเป็นสักเท่าใด?


มีคนบอกว่า ฟิวเจอร์เป็นเกมแบบ Zero Sum ทั้งนี้เพราะสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นจะมีทั้งการซื้อฟิวเจอร์ และการขายฟิวเจอร์ในราคาที่เท่ากัน เมื่อปิดตลาดไปในแต่ละวันก็จะมีคนหนึ่งกำไร และอีกคนหนึ่งขาดทุน และเป็นจำนวนเงินที่เท่ากัน แต่นั่นเป็นการมองอย่างหยาบๆ


ในความเป็นจริงแล้วเราต้องคิดถึงค่าคอมมิชชั่น และเงินวางค้ำประกันด้วย เมื่อดูตรงนี้แล้วก็จะเห็นได้ว่า โบรกเกอร์โดยรวมนั้นจะเป็นผู้มีกำไร พวกเขาจะได้ค่าคอมมิชชั่น แล้วก็ได้เงินประกันของเราไปออกดอกออกผล แต่ในทางปฏิบัตินั้น การซื้อขายฟิวเจอร์เป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ซื้อกับโบรกเกอร์ของผู้ซื้อ และระหว่างผู้ขายฟิวเจอร์กับโบรกเกอร์ของผู้ขาย ดังนั้นในหมู่โบรกเกอร์เหล่านี้ก็จะมีการกำไรและขาดทุนซึ่งกันและกันอยู่ พวกเขาต้องไปทำเคลียริ่งที่ TFEX ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาแก้ใขสถานะการณ์ได้ คือ ทุกๆวัน พวกเขาจะมาดูว่าสถานะของเขาเป็นอย่างไร ถ้าเขามีสัญญาซื้อ(เป็นจำนวนเงิน)มากกว่าสัญญาขาย(เป็นจำนวนเงิน) เขาสามารถเข้ามาขายเพื่อให้สถานะของเขาสมดุลได้ในวันรุ่งขึ้น เรื่องของการเข้ามาซื้อขายนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเรียกว่าการทำตลาด(market making) ซึ่งปรกติแล้วไม่ค่อยจะจำเป็นเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่แล้วคนซื้อกับคนขายของแต่ละโบรกเกอร์จะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว


ในเมื่อโบรกเกอร์ทั้งหลายสามารถจัดสถานะให้เป็นกลางได้ แล้วก็มีกำไรกันทุกโบรกเกอร์ แล้วอย่างนี้เราจะไปเอากำไรมาจากใคร?


ครับ, เราก็ต้องเอากำไรมาจากนักเล่นฟิวเจอร์ที่ฉลาดน้อยกว่าเรา มันมาจากที่อื่นไม่ได้แน่ เรื่องนี้แตกต่างจากการเล่นหุ้นธรรมดา เพราะเล่นหุ้นธรรมดาๆนั้นเราจะมีรายได้จากเงินปันผลและราคาที่เพิ่มขึ้น ในตลาดหุ้นนั้น บริษัทโดยรวมจะมีกำไร กำไรเหล่านี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วน คือ เงินปันผล กับเก็บเข้าเป็นกำไรสะสม ซึ่งเจ้ากำไรสะสมนี้จะช่วยให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น คนเล่นหุ้นจึงมีโอกาสทำกำไรได้โดยถ้วนหน้า ที่เล่นแล้วขาดทุนก็เพราะกำไรมันไม่คุ้มกับค่าคอมมิชชั่น


โอเค, เล่นฟิวเจอร์ไม่มีเงินปันผล และราคามันก็จะหมดไปเมื่อครบอายุสัญญา กำไรจึงต้องมาจากคนเล่นฟิวเจอร์ที่ฉลาดน้อยกว่าเรา


แล้วเราจะไม่กลายเป็นคนฉลาดน้อยในตลาดฟิวเจอร์เสียเองหรือ?


มันก็อยู่ที่ความสามารถในการทำนายทิศทาง การจัดจังหวะการเข้าซื้อหรือขาย และการจัดจังหวะของการปิดโพซิชั่น ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการเล่นหุ้นธรรมดาๆ


แต่...มันมีข้อดีกว่าอยู่อย่างหนึ่งคือ เราสามารถทำกำไรได้ทั้งตอนขาขึ้นและขาลงของดัชนี


ผมจะขอพูดถึงแนวปฏิบัติในการเล่นฟิวเจอร์เสียหน่อย


1. จากที่ผมพบว่าหุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง มันเป็นไซเกิล ซึ่งมีหลายขนาด แต่ที่น่าสนใจก็คือคลื่นรายปี คลื่นนี้ใช้เวลาขึ้นประมาณ 6 เดือน แล้วก็ลงประมาณ 6 เดือน เราสามารถประมาณวันที่มันจะพลิกจากขาลงมาเป็นขาขึ้น และพลิกจากขาขึ้นมาเป็นขาลงได้ จุดพลิกผันทั้งสองนี้ส่วนใหญ่ไม่ลงตรงวันปิดไตรมาส ดังนั้น เราจะเข้าไปซื้อหรือขายณ.วันเริ่มต้นสัญญา และไปปิดโพซิชั่นในวันสิ้นสัญญาไม่ได้ เราจะต้องแยกการลงทุนเป็นช่วงๆ ดังนี้
1.1 สมมุติว่า อีก x วันจะถึงวันที่กราฟจะพลิกจากขาลงเป็นขาขึ้น เราก็ต้องเตรียมตัว โดยเอาเงินไปเข้าบัญชีไว้ที่โบรกเกอร์ เราต้องเอาไส่ไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งผมประมาณไว้คร่าวๆว่า=150,000 บาทต่อ 1 สัญญา เมื่อ x วันผ่านไป และดัชนี SET50 เริ่มเป็นขาขึ้นเราก็ต้องเข้าไปซื้อ(เพื่อให้มีโพซิชั่นเป็น long) ตรงนี้ก็จะมีคำถามว่า เราจะซื้อฟิวเจอร์ตัวใหน? เรื่องนี้ผมเห็นว่า ในตอนนี้ควรซื้อตัวที่มีอายุสั้นที่สุด แต่ก็ไม่ควรจะน้อยกว่า 1 เดือน ทั้งนี้เพราะถ้าอายุเหลือสั้นเกินไป เราจะเสี่ยงต่อความผันผวนที่เกิดจากการปิดโพซิชั่นของนักเก็งกำไรระยะสั้น
1.2 เมื่อซื้อได้แล้วก็ให้ถือไป และคอยติดตามทิศทางของ SET50 ให้ดีๆ ถ้ามันยังอยู่ในแนวที่เราคาดเดาไว้เราก็จะกำไร และไม่ช้ามันก็จะครบอายุสัญญา ซึ่งเราจะปล่อยให้มันจบไปตามปรกติ ช่วงนี้มันจะยังไปไม่ถึงจุดที่ SET50 จะพลิกเป็นขาลง ในกรณีที่ดัชนีเดินผิดปรกติ เราก็ต้องทบทวนการทำนายทิศทาง และอาจต้องปิดโพซิชั่น
1.3 เมื่อครบอายุสัญญาแล้วก็จะมีคำถามว่า มันจะเหลือเวลาของขาขึ้นอีกกี่วัน ถ้ามันเกิน 1 เดือนเราก็ควรเข้าซื้อฟิวเจอร์ตัวใหม่ที่มาแทนที่ตัวเก่าที่หมดอายุไป แต่ถ้าเหลืออีกไม่ถึงเดือนก็จะพลิกลง เราก็ควรจะรอจนถึงวันพลิกเป็นขาลง ทั้งนี้เพราะการเข้าซื้อเมื่อเหลือเวลาขึ้นเพียงไม่ถึง 1 เดือนนั้นมันมีกำไรน้อย และมีโอกาสผิดพลาดได้ คือดัขนี SET50 อาจเป็นขาลงเร็วกว่าที่คิด
1.4 ในกรณีที่เรายังมีสัญญาอยู่ในมือ แล้วเข้าถึงเวลาที่ดัชนีจะพลิกเป็นขาลง เราจะต้องยอมเสียเงินเพื่อปิดโพซิชั่น คือต้องขายในวันที่ดัชนีจะพลิกลง ซึ่งก่อนถึงวันครบอายุสัญญา
1.5 เมื่อถึงวันที่ดัชนีเริ่มพลิกลง เราก็จะต้องเข้าไปขายด้วย(เพื่อทำให้โพซิชั่นเป็น short) เรื่องนี้ก็จะมีคำถามเช่นกัน ว่าควรขายฟิวเจอร์ตัวใหน? และกฏเกณท์ก็จะล้อกับข้อ 1.1 คือขายตัวที่มีอายุเหลือต่ำสุด แต่ไม่น้อยกว่า 1 เดือน
1.6 เมื่อทำสัญญาขายไว้แล้วก็ต้องติดตามทิศทางของดัชนีต่อไป ถ้ามันลงไปตามคาดก็ให้ถือไว้ โบรกเกอร์ก็จะจ่ายเงินเข้าบัญชีของเราเรื่อยๆ ถ้ามีเหตุผิดปรกติก็ต้องทบทวนคำทำนาย และอาจต้องปิดโพซิชั่นอย่างเดียวกับข้อ 1.2


ครับ, เราจะทำล้อกันกับตอนขาขึ้น แล้วในไม่ช้ามันก็จะกลับมาเป็นขาขึ้นในรอบใหม่ และด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ ใน 1 ปีก็จะมีกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง


ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า รวมแล้วจะกำไรสักเท่าใด?


SET50 กับ SET นั้นขึ้นลงเกือบจะตรงกันทุกวัน(highly correlated) แต่ขนาดจะเป็นสัดส่วนตามค่าของมัน หรือคือ ขึ้นลงเป็นเปอร์เซนต์เกือบเท่ากัน ในขณะนี้ SET เข้าใกล้ peak ของ economic cycle แล้ว และมันขึ้นลงประมาณปีละ 700*0.25=175 จุด ดังนั้น SET50 ก็จะขึ้นลงประมาณ 500*0.25=125 จุด รวมทั้งปีก็น่าจะกำไรได้ไม่เกิน 125*2*1000=250,000 บาท


แต่เราไม่สามารถจัดจังหวะเข้าซื้อเข้าขายได้เต็มทุกช่วงเวลา และการเล่นเกมแบบนี้มันมีความผันผวนอยู่พอสมควร ผมจึงคาดทางต่ำเอาไว้ที่ปีละ 125,000 บาทก็พอ และถ้าเงินที่เราต้องเอาไปวางไว้นั้นเป็นประมาณสัญญาละ 150,000 บาท เราก็จะมีกำไรปีละประมาณ (100*125,000/150,000)-4.50-2.00 = 83.33-6.50 = 76.83 เปอร์เซนต์ (ที่ผมเอา 4.50 มาลบออกก็เพราะเราสูญเสียดอกเบี้ยของเงินที่เราเอาไปวางประกันสัญญา และต้องเอา 2.00 มาลบออกก็เพราะเราต้องเสียค่าคอมมิชชั่นการซื้อขาย ปีละประมาณ 4-8 ครั้ง)


ครับ, อัตรากำไรในการเล่นฟิวเจอร์นั้นจะสูงกว่าการเล่นหุ้นแบบซื้อมาขายไป ที่มันสูงกว่าก็เพราะมันทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง สำหรับคนที่ไม่อยากเลิกเล่นหุ้นธรรมดา เราก็อาจเล่นหุ้นธรรมดาในตอนขาขึ้น แล้วไปเล่นฟิวเจอร์ในตอนขาลง กำไรต่อปีก็น่าจะเป็นประมาณ 15.00+76.83/2=53.41 เปอร์เซนต์ต่อปี และในตอนคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลง ถ้าไม่อยากเสี่ยง ก็ควรเล่นฟิวเจอร์ตอนขาลงของปีแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งน่าจะมีกำไรปีละ 76.83/2=38.41 ปอร์เซนต์


อนึ่ง, ท่านควรสังเกตุว่า ทุกปีท่านจะต้องจ่ายให้แก่โบรกเกอร์ประมาณ 4.50+2.00=6.50 เปอร์เซนต์ ดังนั้น ถ้าท่านไม่สามารถเอากำไรจากการเก็งราคาดัชนีได้ ท่านจะสูญเสียหนัก


ครับ, เล่นฟิวเจอร์นั้นเป็นการพนันแบบ high risk high return ถ้าท่านไม่เก่งจริง หรือไม่รู้จริงก็อย่าไปเล่นมัน


..............

31 ตค.49 ..... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่6)


ช่วงนี้ผมใช้เวลาไปกับการทำโปรแกรมเพื่อเก็บสะสมข้อมูล แล้วก็ทำโปรแกรมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลามาก ดังนั้นการเขียนบทความจึงขาดหายไปบ้าง แต่ก็มีประเด็นที่น่าจะนำมาให้ท่านขบคิดกันดู


ประเด็นคือ ตลาดฟิวเจอร์นี้มีไว้เพื่ออะไร?


ในตำราฝรั่งบอกว่า ตลาดฟิวเจอร์มีไว้เพื่อให้พ่อค้ารู้ว่าราคาสินค้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร และเมื่อรู้แล้วก็จะได้วางแผนการผลิตการจำหน่ายได้ถูกต้อง การวางแผนที่ดีนั้นจะช่วยให้ราคาสินค้ามีความแน่นอนและมั่นคงยิ่งขึ้น ตลาดฟิวเจอร์จึงเป็นตัวลดความผันผวน


แต่....นั่นเป็นจริงในตลาดของสินค้าที่จับต้องได้(=AFET)มากกว่า


ครับ, ฟิวเจอร์ของดัชนี SET50 นั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย รู้ล่วงหน้าไปก็ไร้บอย เพราะพอถึงวันครบอายุของสัญญามันก็ไม่เกิดการส่งมอบสินค้า มันก็แค่เอาค่าเฉลี่ยของ SET50 ในช่วงเวลา 16.00-16.30 มาใช้คิดกำไรขาดทุนกันเท่านั้น


ครับ, คนที่ตั้งตลาดฟิวเจอร์(ของดัชนี)ก็เลยต้องมาคิดหาเหตุผลมาบอกคนเล่น เช่น เขาบอกว่า มันจะช่วยหลบภัยจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้ โดยยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าท่านมีหุ้นอยู่ในมือจำนวนหนึ่ง และยังไม่อยากจะขายออกไป แต่มองดูสภาพตลาดแล้วเกรงว่าจะเกิดความผันผวนสูง อย่างนี้ก็ให้ทำสัญญาขายฟิวเจอร์เอาไว้ ทำอย่างนี้แล้วจะทำให้ท่านหมดความเสี่ยง เพราะถ้าราคาหุ้นขึ้น ท่านก็จะกำไรจากหุ้น แต่ไปเสียในสัญญาขายฟิวเจอร์ และถ้าราคาหุ้นลง ท่านจะขาดทุนในหุ้น แต่กำไรในสัญญาฟิวเจอร์ เทคนิคอย่างนี้เขาเรียกว่า Hedging ซึ่งฝรั่งนิยมใช้กัน


ครับ, ผมฟังแล้วก็ได้แต่หวัวเราะ เพราะ ถ้าเป็นผม ผมจะขายหุ้นไปเสียเลย เพราะจะได้เงินสดมาถือไว้ อย่างน้อยเอาไปฝากบัญชีออมทรัพย์ก็ยังพอมีดอกเบี้ยบ้าง การไปขายฟิวเจอร์นั้นเราต้องเพิ่มเงินลงทุน ลงแล้วหวังแค่ไม่ให้มีกำไรหรือขาดทุนก็น่าจะเรียกว่าบ้า


นอกจากนั้นแล้ว ผมคิดว่านักวิเคราะห์ที่ออกมาพูดทางทีวีคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์ คือคนไทยเรานั้นซื้อหุ้นแค่ตัวละ 100,000 บาทเท่านั้น นี่เป็นค่าเฉลี่ยของตลาดไทย และมักจะถืออยู่แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น แต่เจ้าฟิวเจอร์นั้นมันเท่ากับการลงทุนสัญญาละ 500,000 บาท มันจึงถ่วงดุล(offset)กันไม่ลงตัว แถมเจ้าหุ้นที่ถือไว้ส่วนใหญ่ก็ไม่อยู่ในกลุ่ม SET50 เสียด้วย ความเสี่ยงก็เลยไม่ลดลง


ครับ, จริงๆแล้ว ตลาดฟิวเจอร์(ของดัชนี)นั้นไม่มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเลย มันเป็นการพนันอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่พวกเขาตั้งขึ้นมาและเชียร์ให้เล่นก็เพราะพวกเขา(=TFEX และโบรกเกอร์)นั้นมีแต่กำไรกับกำไร มันไม่ใช่เกมประเภทวินวิน(กำไรโดยถ้วนหน้า)เลยสักนิด ผู้เล่นเป็นเหมือนจิ้งหรีด พวกเขาปั่นหัวให้มืนงง แล้วก็ให้เรากัดกันเอง ทุกสัญญาจะมีคนหนึ่งเสียคนหนึ่งได้ แต่ทั้งคู่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น และต้องเอาเงินสดไปวางไว้ ขณะนี้จำนวนสัญญาที่คงค้างมีกว่า 6,000 สัญญา ฝ่ายผู้ซื้อก็ต้องวางเงินไม่น้อยกว่า 6,000*50,000=300,000,000 บาท ฝ่ายผู้ขายก็ต้องวางเงินอีก 300,000,000 บาท เงิน 600 ล้านบาทนี่เอาไปซื้อพันธบัตรไว้ก็ได้ผลตอบแทน 600*0.05=30 ล้านบาทต่อปี และตัวเลขนี้ก็โตขึ้นเรื่อยๆเพราะเราเข้าไปเล่นกันมากขึ้น


ครับ, ตลาดฟิวเจอร์ของดัชนีนี้เป็นตลาดการพนัน ถ้าท่านจะเล่น ท่านต้องยอมรับความไร้คุณธรรมและจริยธรรมพอสมควร มันเหมือนกับวันแรกที่คุณเข้าไปซื้อเบียร์มานั่งจิบ เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะมาแก้ตัวในวันหลังไม่ได้เลยว่า ผมไม่รู้ว่ามันผิดจริยธรรม


ครับ, คิดให้ดีๆ ก่อนที่จะเข้าไปเล่น


.................

03 พย.49 ..... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่7)


มีพวกเราคนหนึ่งเขียนมาแสดงความคิดเห็นว่า เงิน 50,000 บาทนั้นก็เป็นสิ่งที่หามาได้โดยยาก เมื่อนำไปวางค้ำประกันสัญญาซื้อหรือขายฟิวเจอร์ก็ได้แค่สัญญาเดียว ดังนั้นการทำนายทิศทางของดัชนีนั้นจึงสำคัญมาก ถ้าเกิดผิดพลาดอย่างที่ผมทำพลาดเมื่อตอนต้นปี คือซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นกลับลดลงจนขาดทุนเกือบ 10 เปอร์เซนต์ อย่างนั้นก็จะโดน forced sell แล้วก็ต้องขาดทุนจนเกือบหมดตัว


ครับ, ท่านผู้อ่านท่านนั้นพูดถูก คือ การทำนายทิศทางของดัชนีนั้นสำคัญต่อการเล่นฟิวเจอร์ แต่ท่านผู้อ่านท่านนั้นพูดผิดไป 2 ประการ คือ 1) ท่านคาดหวังมากเกินไป 2) ท่านไม่เข้าใจธรรมชาติของการขึ้นลงของราคาหุ้นและดัชนีหุ้น


การเล่นหุ้นและเล่นฟิวเจอร์นั้น ท่านจะคาดหวังว่าซื้อไปแล้วราคาต้องขึ้น หรืออยู่เหนือราคาทุน ตลอดไป หรือดัชนีต้องไปในทิศทางที่คาดหวังตลอดไป ไม่ได้ การซื้อหุ้นแล้วราคาอยู่เหนือราคาทุนตลอดไปนั้นเป็นความฟลุ๊ค ซึ่งจะเกิดขึ้นได้น้อยครั้งมาก ยิ่งเป็นตัวดัชนี ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยจากราคาหุ้นหลายๆตัว ยิ่งเป็นเรื่องยาก การเล่นดัชนีจึงต้องมีเงินสำรองเอาไว้อีกจำนวนหนึ่งเสมอ


ครับ, ธรรมชาติของหุ้นและดัชนีหุ้นก็คือ มันอาจขึ้นหรือลงตามที่เราคาดไว้ หรือสวนทางกับที่เราคาดไว้ได้เสมอ มันจะแกว่งไปมา ซึ่งนักวิชาการให้เรียกว่า random walk แต่ถ้าในระยะเวลาที่เรากำหนด มันรวมแล้วไปในทิศทางที่เราทำนาย แค่นั้นก็พอแล้ว ทั้งนี้เพราะกำไรหรือขาดทุนมันอยู่ที่จุดต้นทางกับปลายทางเท่านั้น


เมื่อมองกันแค่จุดเริ่มต้นกับจุดปลายทาง การเล่นฟิวเจอร์ก็ดูจะเป็นเรื่องง่าย เราแค่ดูว่าดัชนีมันขึ้นมามากแล้ว หรือลงไปมากแล้วก็พอ จุดทั้งสองคือจุดขายและจุดซื้อ แต่เมื่อเข้าไปขายหรือซื้อแล้วเราอาจถือรอไปเรื่อยๆได้ รอจนกว่าจะมีกำไรค่อยปิดโพซิชั่น ถ้าสัญญามันหมดอายุลง เราก็ทำสัญญาใหม่ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน แต่ยังไงก็ตาม ท่านต้องมีเงินสำรองเอาไว้ในระหว่างทางอย่างเพียงพอ


ครับ, ทำตามที่กล่าวมาข้างบนนี้ก็ไม่ต้องมาพึ่งพาอาศัยการทำนายทิศทางของผม
นี่เป็นข้อแนะนำสำหรับคนที่กลัวว่าผมจะทำนายผิด


................

16 ธค.49 .... ฟังไม่ได้ศัพท์อย่าเพิ่งจับเอาไปกระเดียด


ช่วงนี้มีคนพูดกันมากว่าฝรั่งกำลังจะโจมตีค่าเงินบาท นักลงทุนไทยก็เลยตกอกตกใจเทขายหุ้นออกมา ส่วนคนที่ถือเงินสดอยู่แล้วก็ไม่กล้าเข้าซื้อ แถมยังคิดเลยเถิดไปว่า ถ้าเงินไทยตกเหมือนครั้งก่อนก็จะเสียหาย จึงถามหาหนทางหลบเงินไปไว้ที่อื่น...ฯลฯ


ครับ, ท่านควรฟังให้ดีเสียก่อน และทำความเข้าใจด้วยตนเองให้ดีๆ เรื่องมันไม่เหมือนกัน


ครั้งก่อนโน้นฝรั่งไม่ได้เอาเงินเข้ามาไว้ในประเทศไทย เขาซื้อเงินบาทเอาไว้ที่ต่างประเทศ แล้วก็บอกว่าเงินบาทไม่มีค่า เขาบอกขายในราคาถูกๆ แล้วแบงก์ชาติไทยก็เอาเงินดอลล่าร์ไปซื้อ(เพื่อพยุงราคาของบาท) ซื้อแล้วก็ไปทำสัญญา ซื้อดอลล่าร์คืนเอาไว้ล่วงหน้า การกระทำอย่างนี้เขาเรียกว่า สวอปเงิน ซึ่งมีผลทำให้เงินบาทก็กลับไปสู่ตลาดโลก การซื้อคืนนี้ถึงแม้ว่าเราจะไปทำสัญญากับคนอื่น แต่เจ้าโซรอสมันสืบได้ มันก็เอาเงินดอลล่าร์ที่ได้รับจากเราไปซื้อเงินบาทกลับเข้าบัญชีของมันอย่างเดิม มันยอมขาดทุนจากผลต่างของราคาที่มันขายบาท กับที่มันต้องซื้อจากคนอื่น ... เมื่อได้บาทกลับเข้าบัญชีแล้วมันก็บอกขายถูกๆอีก ซึ่งเราก็หลงกลเอาเงินดอลล่าร์ของเราไปซื้อมันอีก แล้วก็ทำสัญญาสวอปอีก


ครับ, วนอยู่อย่างนี้ไม่กี่รอบ เราก็ยอมแพ้ ค่าเงินบาทก็ตกฮวบไปจริงๆ จาก 26 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ก็กลายเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ซึ่งทำให้ไทยต้องขาดทุนในสัญญาสวอปต่างๆที่ทำไว้


แต่คราวนี้มันเป็นคนละเรื่องกัน


คือฝรั่งเอาดอลล่าร์เข้ามาเมืองไทย แต่ไม่เอามาซื้อหุ้น มันกลับซื้อพันธบัตร์และตราสารอื่นๆเอาไว้ ถ้ามันคิดจะโจมตีค่าบาทโดยบอกขายบาทในราคาถูกๆ มันก็ฉิบหายเองซิครับ มันไม่ทำอย่างนั้นแน่ และถ้ามันทำจริง มันจะหาเงินบาทมาถล่มอีกได้อย่างไร เพราะธปท.เขาไม่คิดจะทำสัญญาสวอปอีกแล้ว เขารู้แล้วว่าการทำสัญญาสวอปคือช่องโหว่ในระบบ


ครับ, ถ้าฝรั่งจะโจมตีเงินบาทในครั้งนี้ มันต้องปั่นให้ค่าเงินบาทแข็งยิ่งขึ้น หรือคือ ต้องบอกซื้อเงินบาทในราคาแพงๆ ถ้ามันทำสำเร็จ พันธบัตร์และเงินบาทในมือมันก็จะมีกำไร


แต่....พันธบัตร์และเงินบาทในมือมันมีแค่ 5-6 หมื่นล้านบาท กำไรอย่างมากก็แค่ 5-6 พันล้านบาท เงินแค่นี้มันไม่พอกับการสูญเสียในการปั่นราคาหรอกครับ


โดยสรุป ท่านอย่าเชื่อพวกนักวิเคราะห์ที่ออกมาบอกให้ท่านขายหุ้น ตอนนี้พวกเขาแบ่งเป็น 2 ค่าย ค่ายหนึ่งบอกว่าหุ้นจะลงไปถึง 600-700 อีกค่ายหนึ่งบอกว่าหุ้นจะขึ้นถึง 800-880 ค่ายแรกนั้นสนับสนุนข่าวการโจมตีค่าบาท เพราะอยากเห็นความพินาศฉิบหายของตลาดหุ้นไทย พวกนี้สมคบกับฝรั่งที่เอาเงินเข้ามาพักไว้ในตลาดพันธบัตร์ เมื่อหุ้นตกถึงที่เขาพอใจก็จะขายพันธบัตร์ แล้วเข้ามาซื้อหุ้น


ครับ, จำไว้ง่ายๆ การปั่นราคาค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่งนั้น มันต้องมีเป้าทำกำไรเป็นแสนล้านบาท เพราะถ้าพลาดก็จะเสียหายเป็นแสนล้านเช่นกัน เขาไม่ทำกันในวงเงินแค่ 5-6 หมื่นล้านบาทหรอกครับ


ฟังให้ได้ศัพท์แล้วค่อยจับเอามากระเดียดนะครับ


..............

20 ธค.49 .... มาตรการที่ปฏิบัติไม่ได้


ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นค่าเงินบาทสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เลยกลัวว่าจะถูกโจมตีค่าเงินบาท แล้วก็ออกมาตรการว่า ต่างชาติคนใหนจะเอาเงินต่างประเทศเข้ามาจะต้องถูกยึดไว้ 30 เปอร์เซนต์ และถ้าจะเอากลับออกไปในเวลาไม่ถึง 1 ปีก็จะคืนให้แค่ 2 ใน 3 คนที่เอาไว้ในประเทศไทยเกิน 1 ปีจึงจะได้รับคืนครบ 30 เปอร์เซนต์ที่ยึดไว้ มาตรการนี้ใช้บังคับกับเงินที่จะเอาเข้ามาใหม่เท่านั้น


ครับ, ประกาศออกไปในวันที่ 18 ธค.49 และให้มีผลบังคับในวันที่ 19 ธค.49 ผลที่ตามมาคือ ดัชนีหุ้นไทยในวันที่ 18 ธค.49 ตกไป 5.74 จุด แล้ววันที่ 19 ธค.49 ก็ดิ่งลงไป 140 จุด หรือคือ ทำให้มูลค่าหุ้นหายไปประมาณ 1,050,000 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการปิดตลาดชั่วคราวในระหว่างทำการ แต่ตอนบ่ายก็ฟื้นขึ้นมาที่ติดลบไป 108.41 จุด


เรื่องนี้จริงๆแล้วกระทบไปถึงตลาดหุ้นรอบเมืองไทยด้วย พวกเขาเปิดตลาดวันที่ 19 ธค.49 เป็นบวก แต่ปิดเป็นลบโดยถ้วนหน้า


ครับ, คนส่วนใหญ่ตีความว่า มาตรการของ ธปท. อันนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำกำไรได้ เงินทุนจากต่างชาติจะไม่มีเข้ามาเพิ่ม มันจึงเกิด panic sell ขึ้นมาในตลาดหุ้นไทย


แต่ผมไม่เชื่อทฤษฎีนั้น


เหตุผลก็คือ (1) การกักเงินของเขาเอาไว้ 1 ปี นั้นไม่ใช่ปัญหา เขาสามารถเอาเงินที่กำไรจากหุ้น หรือกำไรจากการเก็งค่าเงินบาท ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย แล้วเอาไปค้ำประกันเงินกู้ต่างประเทศได้ ครบปีแล้วก็ไถ่ถอนออกมาขาย แล้วเอาเงินออกนอกประเทศคืนจนครบ 100% ได้ เงินนั้นมันใหลเข้าออกได้มากมายหลายทาง (2) มาตรการนี้มีผลแต่เงินที่จะเอาเข้ามาใหม่ แล้วทำไมเขาจึงต้องเทขายหุ้นที่เป็นเงินลงทุนเก่าออกไปถึง 26,067.42 ล้านบาท (3) ทำไม MSCI และสถาบันประเมินความเสี่ยงต่างๆจึงออกมาประท้วงด้วย


ครับ, ผมเห็นว่า เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่เรามองเห็น ท่านต้องเจาะให้ลึก ดังนี้
1. กองทุนต่างชาติและนักลงทุนต่างชาตินั้นเขาไม่ได้ลงบัญชีแยกว่าเงินแต่ละล็อตที่นำเข้ามานั้นเขาเอาไปลงทุนในด้านใดบ้าง ถ้าซื้อหุ้นเขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเอาไปซื้อหุ้นตัวใหน เมื่อไร เป็นเงินเท่าใด หุ้นที่ซื้อมามันก็เข้าไปในพอร์ตรวมกับหุ้นเก่าที่มีอยู่ เมื่อเขาขายหุ้นออกไปเขาก็ไม่ได้จดบันทึกว่าขายหุ้นจากล็อตใหน หรือซื้อมาเมื่อใด เงินที่เขาเอาไปซื้อหุ้นแต่ละครั้งนั้นก็มาจากบัญชีเงินฝากที่รวมกับเงินที่ค้างอยู่เก่า มันจึงแยกไม่ออกว่าเป็นเงินกำไรที่ค้างอยู่ในบัญชี หรือเป็นเงินที่เอาเข้ามาใหม่...ฯลฯ มาตรการนี้จึงเป็นมาตรการที่ปฏิบัติไม่ได้
2. ไม่มีประเทศใดที่ใหนในโลกนี้ที่ประกาศจะยึดทรัพย์ของคนต่างชาติเมื่อไม่ปฏิบัติตามประกาศ ถ้าเราจะเก็บภาษีก็ควรออกเป็นกฏหมาย และบอกให้ชัดว่าการลงทุนแบบใดเข้าข่ายการเก็งกำไรค่าเงินบาท และจะเก็บภาษีในอัตราเท่าใด การใช้คำว่า จะกักเงินเอาไว้ 30% มันกระทบต่อนักลงทุนทุกประเภท และการใช้คำว่า จะคืนให้แค่ 2 ใน 3 มันเป็นการยึดทรัพย์ ซึ่งกระทบต่อความกลัวของนักลงทุน เจ้าคำนี้แหละที่ทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นออกมา แล้วก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด panic sell
3. ธปท.บอกว่า ประกาศฉบับนี้น่าจะกระทบแต่นักลงทุนระยะสั้น และได้อธิบายแล้วว่ามุ่งเป้าไปที่นักเก็งกำไรค่าเงินบาทเท่านั้น แต่ไม่ได้คำนึงถึงสภาวะของบ้านเมือง จริงๆแล้วสภาวะทางการเมืองของไทยกำลังวิ่งเข้าสู่วิกฤต ต่างชาตินั้นเฝ้ามองว่าสภาวะทางการเมืองจะเป็นอย่างไร การปฏิวัตินั้นถ้าจับฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ หรือมีหลักฐานที่ชัดเจนพอจะเอาผิดฝ่ายตรงข้ามได้ มันก็จะคลี่คลาย แต่นี่ผ่านไป 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น แถมยังเกิดการโต้คารมผ่านสื่อออกไปทั่วโลก การเผาโรงเรียนกลับแพร่ออกไปหลายภาค แล้วคณะปฏิวัติกลับไปยอมรับว่าฝ่ายตรงข้ามสามารถเข้ามาป่วนบ้านเมืองได้ .....ฯลฯ อย่างนี้ใครจะมาลงทุน ทุนที่ลงไปแล้วมันก็ต้องรีบถอนคืน


ครับ, ผมอยากจะสรุปสั้นๆว่า การออกมาตรการสกัดเงินเก็งกำไรค่าเงินบาทครั้งนี้ ออกโดยไม่รู้ว่าเขาลงบัญชีกันอย่างไร ไม่รู้ว่านักลงทุนต่างประเทศเขาคิดกันอย่างไร ไม่รู้ว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานะอย่างไร และไม่รู้ว่านักลงทุนไทยนั้นตื่นตกใจได้ง่ายแค่ใหน


และรากเง่าของความผิดพลาดก็คือ คนฉลาด แต่ขาดประสพการณ์ นั้นชอบคิดว่าชาวบ้านน่าจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดได้


.............

22 ธค.49 .... นักลงทุน over react?


เช้าวันนี้ ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า มาตรการกักเงิน 30% นั้นมุ่งเน้นที่การป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท แต่เกิดผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรงก็เพราะ นักลงทุน over react


ครับ, ผมฟังดูแล้วรู้สึกแปลกใจ เพราะเท่ากับว่าท่านไม่ยอมรับความจริง


การกระทำของนักลงทุนทั้งไทยและเทศ เป็นจำนวนนับแสนคนนั้น มันเป็นความจริงที่เห็นโดยเด่นชัด มันไม่มีคำว่า over react แน่นอน ถ้าท่านออกมาตรการคล้ายๆอย่างนี้อีก ความฉิบหายในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเกิดขึ้นอีก นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ มันไม่มีการบิดเบือนแน่นอน ท่านน่าจะเข้าใจเรื่องนี้


ครับ, คำว่า over react นั้นมันใช้กับคนที่กระทำการเกินกว่าคนโดยส่วนรวม เช่น ออกมาตรการอย่างนี้ออกมาแล้วขายหุ้น ขายบ้าน แล้วย้ายไปอยู่อเมริกา หรือ เห็นคนเขาเทขายหุ้นแล้วออกไปด่าเขาว่าบ้า หรือ เดินเข้าไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วเอาปืนจ่อคอหอย แล้วขอให้ท่านผู้ว่าการออกมาพบ...


นอกจากท่านจะไม่ยอมรับความจริงแล้ว อีกตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ก็คือ ท่านบอกว่า ออกมาตรการครั้งนี้แล้วก็คงจะมีคนโกรธท่านเป็นจำนวนไม่น้อย เช่นคนที่ขายหุ้นไปแล้วต้องขาดทุน


ครับ, นั่นแสดงว่าท่านเล่นหุ้นไม่เป็น ท่านไม่รู้ว่าใครเสียหายในครั้งนี้


คนขายหุ้นออกมานั้นส่วนใหญ่ไม่เสียหาย และถึงจะเสียหายเขาก็พอใจ เพราะคนที่ขายหุ้นออกไปจำนวนหนึ่งได้กลับเข้ามาช้อนซื้อในราคาถูกๆ พวกนี้กลับมีกำไร ส่วนคนที่ขายแล้วไม่กล้าซื้อกลับ เขาก็พอใจ เพราะเขาได้ลดความเสี่ยงลงไปตามที่เขาต้องการ หลายๆคนที่ขายหุ้นนั้นก็ขายในราคาที่สูงกว่าทุน มันมีเพียงไม่กี่คนที่เพิ่งซื้อเข้ามา แล้วต้องขายขาดทุน


ครับ, จริงๆแล้วคนที่ได้รับความเสียหายคือคนที่ยังถือหุ้นไว้ คนพวกนี้เสียหายเพราะทรัพย์สินของเขาลดค่าลง มันลดไปถึง 800,000 ล้านบาท(ตามที่หนังสือพิมพ์เขาคำนวณให้ดู) คนพวกนี้ต่างหากที่ไม่พอใจท่านผู้ว่าการ และเป็นคนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้น


ครับ, ท่านเล่นหุ้นไม่เป็น ท่านไม่เข้าใจนักลงทุน ผมขอทำนายเอาไว้ว่า ไม่ช้าท่านก็จะทำให้ตลาดหุ้นพังลงจริงๆ

..................