เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2550
............
04 มค.50 .... สรุปผลปี 2549
ปี 2549 นับเป็นปีที่ไม่สวยงามสำหรับนักลงทุน ดัชนีเริ่มต้นที่ 725.64 แล้วมาปิดที่
679.84 ซึ่งเท่ากับถดถอยลงไปประมาณ (725.64-679.84)/725.64=6.31
เปอร์เซนต์ นอกจากนี้แล้ว มันยังมีเรื่องให้ตกอกตกใจมากมาย เช่น 24/02/06 รัฐบาลทักษิณยุบสภา,
08/05/06 ศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, 13/07/06 ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง,
21/09/06 เกิดการปฎิวัติรัฐประหาร, 19/12/06 ธปท.ออกประกาศคุมการเข้าออกของเงิน...ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พวกเราขาดทุนกันไปเกือบ
900,000 ล้านบาท
สำหรับโปรแกรมของผมนั้นก็เช่นกัน และดูจะหนักกว่าดัชนีอยู่เล็กน้อย คือ โปรแกรมเล่นยาว(SC68EX)
นั้นขาดทุนในทุกกลุ่ม และรวมแล้วขาดทุนไป 6.82 เปอร์เซนต์
ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)นั้นก็ขาดทุนในทุกกลุ่ม และขาดทุนรวม 10.14
เปอร์เซนต์
การที่โปรแกรมของผมมันขาดทุนก็เพราะ ทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย ราคาหุ้นก็จะตก แต่โปรแกรมมักจะขายใน
1-2 วันถัดไป ซึ่งจะไปตรงกับวันที่ราคาหุ้นลงต่ำสุดในช่วงนั้น แต่กว่าโปรแกรมจะกลับเข้ามาซื้อ
มันก็มักจะเป็นตอนที่ราคาหุ้นฟื้นคืนขึ้นมาแล้ว มันจึงขาดทุนไปทีละ 3-5 เปอร์เซนต์
ครับ, ตรงนี้จะต่างกับการเล่นหุ้นด้วยตัวผมเอง ผมรู้ว่าเหตุร้ายส่วนใหญ่นั้นหุ้นราคาตกก็จริง
แต่มันมักจะกลับขึ้นมาเท่าๆเดิมในเวลา 3-10 วัน ผมจึงไม่ขายออกไป แต่ผมก็ดูข้อมูลจากโปรแกรมด้วย
นี่ทำให้ปีนี้ผมสามารถทำกำไรได้ 11.21 เปอร์เซนต์ หรือเป็นตัวเงินประมาณ
270,000 บาท
ครับ, นี่แสดงว่า ข้อมูลจากโปรแกรมต่างๆของผมนั้นมันมีประโยชน์
เราสามารถใช้มาประกอบการตัดสินใจได้ และใช้ได้ทั้งกรณีที่เป็นปีที่หุ้นตกต่ำด้วย
...............
06 มค.50 .... สงสารคุณธีระชัย
วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงข่าวว่า คตส.เรียกคุณธีระชัยเข้าไปเค้น โดยมีประเด็นว่า
ทำไมบริษัทแอมเปิลริช ซึ่งมีทุนจดทะเบียนแค่ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ จึงสามารถซื้อขายหุ้นชินคอร์ปเป็นจำนวนถึง
329 ล้านหุ้นได้
ครับ, ฟังแล้วรู้สึกเสียวไปจนถึงกระดูกสันหลัง
ที่เสียวก็เพราะว่า คนของรัฐในปัจจุบันมีแนวคิดถึงขนาดจะให้
กลต.ควบคุมถึงตัวผู้ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยหรือนี่? ถ้าบริษัทแอมเปิลริชซื้อขายหุ้นไม่ได้
แล้วคนอย่างผมจะซื้อขายหุ้นได้หรือ?
ครับ, การซื้อขายหุ้นนั้นมันไม่ขึ้นกับฐานะของผู้ซื้อขาย
นี่เป็นกฏหมายขั้นพื้นฐาน ใครๆก็ซื้อขายหุ้นได้ทั้งนั้น จะเป็นชาวนาชาวไร่ หรือคนติดคุกติดตะราง
หรือเป็นคนล้มละลาย หรือเป็นเศรษฐี(รวมทั้งเศรษฐีที่มีทรัพย์สินสุทธิเป็นลบ) ต่างมีสิทธิ์ซื้อขายหุ้นทั้งนั้น
ท่านน่าจะรู้ดี เพราะส่วนใหญ่ของ คตส.นั้นเป็นนักกฏหมาย
และที่น่าเศร้าใจมากๆก็คือ จะไปเค้นเอากับคุณธีระชัยได้อย่างไร? คนที่เข้าไปซื้อขายหุ้นกันนั้นคุณธีระชัยไม่มีทางรู้จัก
ยิ่งเป็นการขายกันนอกตลาดยิ่งไม่มีทางรู้ได้ ถึงแม้จะมีข้อกำหนดว่าผู้ซื้อขายต้องแจ้ง
กลต.เมื่อจำนวนหุ้นมันถึงระดับหนึ่ง แต่คุณธีระชัยจะเอาข้อกฏหมายอันใหนไปสั่งระงับการซื้อขาย?
สิ่งที่ กลต.ทำได้ก็มีแค่แจ้งว่ามีการถือหุ้นเกินข้อกำหนด และให้ดำเนินการตั้งโต๊ะรับซื้อภายในเวลาที่กำหนด
หรือไม่ก็ต้องออกจากตลาดไป
ครับ, ผมถึงบอกว่า สงสารคุณธีระชัย
แต่ที่น่าสงสารมากกว่าก็คือ ประชาชนชาวไทยตาดำๆอย่างเราๆ
เพราะข่าวนี้แสดงว่า คตส.มีแนวคิดที่จะควบคุมความประพฤติของพวกเราในทุกๆเรื่องเลยทีเดียว
อำนาจท่านดูจะล้นฟ้าไปแล้ว
แบบนี้คงต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศเสียแล้วละครับ
................
10 มค.2550 .... ได้เวลารำลึกถึงตำรามาเล่นหุ้นให้รวยฯ
นี่จวนครบ 5 ปีที่ตำราเรื่อง มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ
ออกสู่ตลาด และมันก็จวนจะถึงเวลาที่ต้องมาเตือนความจำกันว่า ผมได้ทำนายทิศทางหุ้นไว้อย่างไร
ครับ, ผมได้เขียนเอาไว้ในบทที่ 6 ว่า หุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นไซเกิล มันมีคลื่นขนาดใหญ่ที่มีความยาวคลื่นประมาณ
10-13 ปีอยู่ แล้วก็ให้กลยุทธ์ที่ 6.1 เอาไว้ในหน้า 41-43 ว่าคลื่นนี้ได้ลงไปต่ำสุดในปี
2544 แล้ว และมันถึงเวลาที่ท่านจะลงทุนได้แล้ว (ตำราเล่มนี้เขียนเมื่อกลางปี 2544
และพิมพ์เมื่อ 26 มค. 2545) คำแนะนำของผมในตอนนั้นก็คือ
ให้ซื้อหุ้นดีๆเอาไว้ แล้วถือไว้ 3-5 ปี แล้วค่อยเอาออกมาดู ผมคาดว่าท่านจะได้กำไรประมาณ
180% เป็นอย่างน้อย....
ครับ, แล้วผลเป็นอย่างไร?
26 มค.2545 ดัชนีอยู่ที่ 338.99
26 มค.2546 ดัชนีอยู่ที่ 376.30
26 มค.2547 ดัชนีอยู่ที่ 725.56
26 มค.2548 ดัชนีอยู่ที่ 702.66
26 มค.2549 ดัชนีอยู่ที่ 761.14
ถ้าท่านเชื่อผม ท่านก็จะมีกำไรประมาณ 100*(761.14 - 338.99)/338.99=124.53%
และตอนนี้ท่านก็จะลอยตัว เพราะผมบอกไว้แล้วว่า เมื่อขายหุ้นออกไปแล้ว ให้รออีก
5-6 ปี
นั่นเป็นการมองจากดัชนี ซึ่งเป็นตัววัดปานกลางของตลาด แต่ถ้าท่านมองดูราคาหุ้นตัวจริง
ท่านจะพบว่ามันดีกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น
26 มค.2545 BAY อยู่ที่ 5.90
26 มค.2546 BAY อยู่ที่ 7.70
26 มค.2547 BAY อยู่ที่ 12.70
26 มค.2548 BAY อยู่ที่ 13.20
26 มค.2549 BAY อยู่ที่ 16.80
กำไรจาก BAY ก็จะเป็นประมาณ 184.75%
นี่เป็นการมองจากวันที่ท่านซื้อตำราเล่มนี้ไปอ่านนะครับ ถ้าจะดูที่จุดต่ำสุดจริงๆของรอบนี้
กับสูงสุดจริงๆของรอบนี้ก็จะพบว่า อัตรากำไรมันไปถึง 100*(794.01-207.31)/207.31=283.00
เปอร์เซนต์โน่น
ทีนี้ก็จะมาถึงประเด็นสำคัญ คือผมได้ทำนายเอาไว้ว่า คลื่นใหญ่ดังกล่าวนี้จะเริ่มเป็นขาลงในปี
2551 ซึ่งก็ใกล้เข้ามาแล้ว และเมื่อมาดูสภาวะของบ้านเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ผมก็ขอปรับใหม่ว่า ปี 2550 คือปีที่เริ่มเป็นขาลง ที่ผมเห็นว่ามันเป็นไปได้ก็เพราะ
วันนี้มันห่างจากปีต่ำสุด(=2544)เป็นจำนวน 6 ปีแล้ว และสภาวะตลาดมันแย่จริงๆ
ครับ, ถ้าท่านเชื่อผม ท่านจะต้องถอนตัวออกจากตลาดหุ้น หรือไม่ก็เข้าเล่นตลาดฟิวเจอร์
หรือไม่ก็เล่นแบบขายล่วงหน้า
เรื่องของการขึ้นลงเป็นไซเกิลของราคาหุ้นนี้ เมื่อตอนออกตำรามาใหม่ๆ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยหัวเราะเยาะผม
พวกเขาบอกว่า เรื่องอย่างนี้ถ้ามีจริงนักลงทุนก็คงจะมองเห็นกันหมดแล้ว หลายๆคนเอาตำราผมไปเปรียบเทียบกับของท่าน
ดร.นิเวศน์ แล้วก็บอกว่า อ่านของ ดร.นิเวศน์ แล้วเชื่อถือได้มากกว่าแยะ ทั้งนี้เพราะฝรั่งผู้มีประสบการณ์เขาก็พูดเหมือนของ
ดร.นิเวศน์
ครับ, เรื่องของการขึ้นลงเป็นไซเกิลนี้จะมีจริงหรือไม่ เป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ทั้งนั้น
แต่การเอาตำราผมไปเปรียบเทียบกับของ ดร.นิเวศน์นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะทำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะแนวคิดของคนเรานั้นต่างกันได้ มันขึ้นอยู่กับข้อมูล ประสบการณ์ และความสนใจของแต่ละบุคคล
สำหรับท่านที่เคยซื้อไปแล้ว แล้วโยนทิ้ง หรือยังไม่เคยอ่านตำรานี้ ท่านสามารถติดต่อซื้อได้ที่
โทร.02-944-6104 หรือ book@sumsystems.com
...............
16 มค.2550 .... นิทานเรื่องห่านง่อย
วันนี้ ดร.นิเวศน์ เขียนเรื่อง -ห่านง่อย- เอาไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ผมอ่านดูแล้วเห็นว่าสนุกดี แต่ก็อยากจะให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกหน่อย
ดร.นิเวศน์บอกว่า มีฟาร์มแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกพายุพัดจนถล่มทลาย หลังจากพายุผ่านไปแล้วก็มีหมูตัวหนึ่งตั้งตัวเป็นหัวหน้า
หมูพบว่าในยุ้งฉางบางอันยังมีอาหารเหลืออยู่แยะ หมูได้เอาออกมาแจกจ่ายพวกเป็ดไก่
ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของฟาร์ม หมูจึงได้รับความนิยมและยกย่อง ส่วนสัตว์ใหญ่ในฟาร์มก็พอใจ
เพราะเมื่อเป็ดไก่และสัตว์เล็กได้กินแล้วก็ขี้ออกมาทั่วฟาร์ม ซึ่งทำให้หญ้าและต้นไม้งอกงาม
ทำให้มีอาหารกินกัน
ดร.นิเวศน์เล่าต่อว่า ในฟาร์มนี้มีห่านอยู่กลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กมาก มันเป็นห่านที่ใข่ออกมาเป็นใข่ทองคำ
ห่านกลุ่มนี้ได้รับการเลี้ยงดูเป็นพิเศษจากหมูผู้เป็นหัวหน้า หมูผู้เป็นหัวหน้าให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะสามารถนำใข่ทองคำไปขาย
แล้วนำเงินมาทำนุบำรุงฟาร์มได้มาก...
แต่นิสัยของหมูนั้นชอบกินจุ และโลภมาก มันจึงกอบโกยและเบียดบังเอาอาหารและใข่ทองคำไปเป็นของตนเอง
พวกสัตว์ทั้งหลาย ยกเว้นเป็ดกับไก่ ต่างไม่พอใจ พวกเขาออกมาเรียกร้องให้หมูออกจากตำแหน่ง
แต่หมูก็ไม่ยอม จนในที่สุดหมีก็ออกมาขับไล่หมูออกไป หมีนั้นขับไล่หมูออกไปได้เพราะมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม
และมีพละกำลังสูงกว่า
ดร.นิเวศน์เล่าต่อว่า หมีนั้นเป็นสัตว์ที่ดุ มีเขี้ยวเล็บที่น่าเกรงขาม ซื่อสัตย์สุจริต
ตรงไปตรงมา แต่หมีไม่ใคร่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก และไม่ค่อยจะเข้าใจการทำงานของสัตว์ต่างๆในฟาร์มมากนัก
สิ่งที่มันตั้งใจจะทำก็คือ การป้องกันหมูไม่ให้กลับมามีอำนาจอีก และขจัดความชั่วร้ายที่พวกหมูทำไว้
สัตว์ที่หมีไม่ชอบ และไม่ไว้วางใจ เนื่องจากมันดูเหมือนว่าจะเป็นพรรคพวกหรือร่วมอุดมการณ์กับหมูก็คือห่านทองคำ
และสัตว์จากฟาร์มอื่น ที่เข้ามาอิงอาศัยหากินอยู่ในฟาร์ม ดังนั้นหมีจึงออกกฎระเบียบต่างๆ
ที่จะจำกัดไม่ให้พวกมันสามารถหากินได้สะดวก...วันแรกที่หมีเข้ามาเสียงมันดังอึกทึกโกลาหล
ทำให้ห่านตกใจจนเป็นใข้ไปหลายวัน ต่อมาหมีก็สั่งกักบริเวณห่าน แต่ทำรุณแรงจนห่านขาหัก
แต่ยังไม่ทันหายก็ถูกหมูโยนมะพร้าวเข้ามาโดนปีกจนหักอีก...ฯลฯ
ครับ, อ่านแล้วผมก็ตีความว่า ฟาร์มนั้นหมายถึงประเทศไทย หมูหมายถึงอดีตนายกทักษิณ
เป็ดไก่ทั่วไปคือคนที่สนับสนุนอดีตนายกทักษิณ ห่านที่ออกใข่เป็นใข่ทองคำคือตลาดหลักทรัพย์
หมีคือคณะปฎิวัติ กฎระเบียบที่ทำให้ห่านทองคำขาหักคือการกักเงินจากต่างประเทศ 30%
ลูกมะพร้าวคือข่าวการเคลื่อนใหวของอดีตนายก....และตอนนี้ที่ห่านทองคำกำลังเจ็บหนักก็คือราคาหุ้นกำลังตกต่ำ
ครับ, ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่เป็นการตีความโดยตัวผมเอง
มันไม่ใช่คำบอกจากดร.นิเวศน์ ถ้าหมีจะไปตะปบหลังหรือใหล่ดร.นิเวศน์ ก็โปรดไปถามเอาความหมายที่แท้จริงเสียก่อน
โอเค, นับเป็นนิทานที่น่าสนใจ ภาพที่บรรยายมาถูกใจผมมาก แต่ผมอยากเพิ่มเติมข้อเท็จจริงอีกสักเล็กน้อย
คือ
ห่านประเภทออกใข่เป็นใข่ทองคำนั้น มันต้องได้อมเลือดของสัตว์จนพุงกางจึงจะออกใข่เป็นทองคำ
มันอมเลือดของสัตว์ในฟาร์มเข้าไป 4 ล้านล้านบาท และอมเลือดของสัตว์ต่างฟาร์มเข้าไป
1.5 ล้านล้านบาท และออกใข่มาในราคาเท่าๆกับผลผลิตทั้งฟาร์ม แล้วเจ้าสัตว์ต่างชาติก็ใช้สิทธิ์แบ่งใข่ทองคำออกไปเป็นจำนวนประมาณ
30% ของเลือดที่มันบริจากมา นี่เป็นปัญหาที่คนไทยยังไม่เคยคิดถึง แต่พอหมีทำตามคำแนะนำว่าให้กีดกันเลือดจากต่างประเทศ
เจ้าคุณค่าของเลือดในตัวห่านก็หายไป 900,000 ล้านบาท เพราะห่านมันตกใจ และใข่น้อยลง
ครับ, สัตว์ทั้งหลายในฟาร์มที่ยกขึ้นมาให้ดูนี้ ต่างกร่นด่ากันทั่วฟาร์ม เพราะค่าของเลือดของพวกเขาลดลง
แต่หารู้ไม่ว่า การใช้เลือดของในฟาร์มเองนั้นจะให้ผลดีกับฟาร์มของตนเองมากกว่า
ครับ, เลิกพึ่งพาเลือดจากต่างชาติเสียเถอะ เพราะมันโกยเป็นใข่ทองคำกลับไปจนประเทศเราซีดจนเหลือแต่กระดูกแล้ว
ถ้าผมเป็นหมี ผมจะจับคอห่านทองคำแล้วดึงขึ้นมา แล้วเขย่าสักสามที
แล้วก็บอกให้คายเลือดต่างประเทศออกไปให้หมด ถ้ามันไม่ยอมคายก็ตีมันให้ตายเสียจะดีกว่า
เพราะมันทำให้ประเทศยากจนลง ถ้าปล่อยไว้ต่อไป บ้านเมืองฉิบหายแน่
...........
18 มค.2550 ..... ฟังฝรั่งแล้วควรฉุกคิดกันไว้บ้าง
วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงบทความเรื่อง ดอกไม้หายไปใหน
โดยเริ่มต้นว่า หน้าร้อนที่ผ่านมา เสียงกบที่เคยร้องระงมเขา กลับแผ่วเบากว่าที่เคยบรรเลงกล่อมไพร
ดอกหญ้าที่เคยสพรั่งทั่วทุ่งราบ เหลือแต่พื้นดินแข็งกระด้าง อากาศโลกที่สูงขึ้นหนึ่งองศาส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต
วิถีชีวิต และลมหายใจของโลกเอง...
แล้วก็บรรยายต่อไปว่า ในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมา อากาศของโลกร้อนขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส
ซึ่งมีผลทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย และสัตว์ในเขตหนาวสูญพันธ์ไปหลายชนิด ส่วนเมืองไทยนั้น
ฝรั่งได้มาศึกษาที่เขตบางขุนเทียน แล้วก็พบว่า เสาไฟฟ้าที่เคยอยู่บนดิน
ตอนนี้มันปักอยู่ในทะเล ทั้งนี้เพราะฝั่งทะเลมันร่นเข้ามา 1 กิโลเมตร์...
ครับ, อ่านดูแล้วมันน่ากลัว มันน่ากลัวจนคนเขียนใช้หัวข้อว่า อวสานชาวโลก
แต่พอมาคิดดูอีกที คือถามตัวผมเองว่า ทำไมฝรั่งถึงชอบตีข่าวเรื่องนี้ ผมก็เริ่มสงสัย
เพราะในความเป็นจริงแล้ว นกเพ็นกวินหรือหมีขาวมันจะสูญพันธ์ มันก็ไม่หนักหัวกระบาลผม
ส่วนเทศบาลบางขุนเทียนจมน้ำนั้นมันก็ไม่ใช่เพราะน้ำแข็งละลาย ถ้าน้ำมันมาจากขั้วโลก
ป่านนี้ก็ท่วมทุกชายทะเลไทยไปแล้ว...ยิ่งไปกว่านั้น ผมอ่านและดูสารคดีเรื่องนี้มาก็มาก
ผมกลับพบว่า เจ้าภาวะโลกร้อนนี้จะทำให้มีฝนตกในประเทศไทยมากขึ้น
ซึ่งจะช่วยให้การเพาะปลูกของไทยดีขึ้น
แล้วทำไมคนไทยจึงต้องโวยวายไปตามฝรั่ง?
ครับ, สงครามข่าวสารนั้นมันเกิดขึ้นแล้ว ฝรั่งไม่ต้องการให้ประเทศอย่างเราๆใช้ถ่านหินที่มีอยู่
มันอ้างว่าถ่านหินและน้ำมันดิบนั้นไปเพิ่มกาซคาบอนไดอ็อกไซด์ แล้วก็ทำให้โลกร้อน
แล้วก็จะเกิดความพินาจฉิบหาย.....
ครับ, นั่นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ฝรั่งจับแพะชนแกะ
แล้วใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมือทำลายชาติอื่น
และเมื่อเหลียวดูทางด้านการเงิน เราจะเห็นเรื่องอย่างนี้อีกมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น ในหมู่โบรกเกอร์ของไทยนั้น ตอนนี้อกสั่นขวัญแขวน คือถูกฝรั่งขู่ว่าทุนนอกจะไม่ใหลเข้ามา
ตลาดจะซบเซา มาร์เก็ตแคปจะหดหาย วอลุ่มจะน้อยลง คอมมิชชั่นจะไม่พอเลี้ยงท้อง...
ครับ, รู้จักฉุกคิดกันเสียบ้าง
เจ้าลูกค้าต่างชาติเหล่านี้ชอบปล่อยข่าว จริงๆแล้วนักลงทุนจากต่างชาตินั้นนำเงินเข้ามาได้หลายทาง
เขาเอาเข้ามาตั้งโรงงานและผลิตสินค้าเองก็ได้ กำไรนั้นอยู่ในระดับ 20-25% แต่ต้องถูกหักภาษี
30% ของกำไร มันก็จะเหลือ 14-16% ต่อปี วิธีที่สองคือให้กู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะได้ผลตอบแทน
10-12% ต่อปี และไม่มีความเสี่ยงเลย แต่ทั้งสองวิธีนั้นมันได้น้อยกว่าการเอามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ลงในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้กำไร 25-30% แล้วไม่ต้องเสียภาษี แถมจะเอาออกนอกประเทศเมื่อใดก็ได้
ตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงเป็นที่โปรดปรานของกองทุนต่างชาติ
ครับ, ทุนฝรั่งไม่หายไปใหนหรอกครับ เมื่อเราออกระเบียบที่ไปกระทบผลประโยชน์ของเขา
เขาก็ทุบให้ราคาหุ้นตกเพื่อเป็นการเสริมกับคำพูดของเขา และถ้าเรายังยืนอยู่ต่อ
เขาก็จะทุบนานขึ้นอีกหน่อย..ฯลฯ
และถ้าเราจะขับไล่เขาออกไปจริงๆ มันก็ไม่ได้เกิดผลเสียหายมากมายนัก เพราะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม
ฝรั่งไม่สามารถถอนเสาโรงงานเราไปได้ ถึงฝรั่งจะขายจนหมดมือ
เราก็รับซื้อเอาไว้ได้ เพราะฝรั่งมันถืออยู่แค่ 30%ของตลาด ยิ่งมันเทขายเร็วราคาก็ยิ่งตก
คนไทยก็จะได้ซื้อของถูก เราอาจใช้เงินไม่ถึง 1 ล้านล้านบาทซื้อหุ้นในมือฝรั่ง หลังจากนั้นราคาหุ้นก็จะไต่กลับขึ้นมา
และถ้าฝรั่งถอนตัวกันจริงๆละก็ มาร์เก็ตติ้งนั้นไม่อดตายหรอก
เพราะจะได้วอลุ่มถึง 1 ล้านล้านบาทใน 3 ปี หรือเป็นค่าคอมมิชชั่นถึง 5,000 ล้านบาทในเวลา
3 ปี ใครที่บอกว่าจะอดตายนั้นให้แวะไปที่บ้านผม ผมจะต้มโจ๊กให้กินทุกวัน แต่ถ้ารวยกว่าเดิมต้องเอาเงินซื้อข้าวสารมาให้ผม
คิดซิครับ คิดให้ละเอียด อย่าให้ฝรั่งเป่าหูแล้วไปบีบคนไทยด้วยกัน
...................
22 มค.2550 ..... หนทางรวยลัดของประเทศไทย
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บล.บีฟิท สมาคมศิษย์เก่าทันตแพทย์มหิดล
และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้จัดสัมนาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเซียนหุ้นของเมืองไทย
แล้วก็มีรายงานผลในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันนี้ว่า
เซียนหุ้นระดับบิ๊กๆของไทยมีพอร์ตรวมกันกว่าหมื่นล้านบาท
พวกเขามีกำไรกันทุกคน คือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บางคนกำไรถึง 600 เปอร์เซนต์
และในช่วงที่เกิดการปฎิวัติ กับช่วงที่เกิดการเทขายเพราะระเบียบการกักเงินนำเข้าไว้
30 เปอร์เซนต์นั้นพวกเขาก็มีกำไร...และตอนนี้พวกเขากำลังทะยอยเก็บหุ้นเพราะมองเห็นแนวโน้มว่าจะเป็นขาขึ้น...
ครับ, จากข่าวนี้ผมก็มาคิดดู แล้วก็สรุปว่า เมืองไทยนี้ไม่น่าจะมาบ่นเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่กันแล้ว
เพราะเรามีหนทางจะร่ำรวยลัด คือ เราควรจะตั้งบริษัทให้เหมือนกับเทมาเส็ก แล้วจ้างเซียนหุ้นพวกนี้มาบริหาร
โดยตัดเอาเงินจากงบประมาณ หรือเงินกองทุนประกันเงินบาท มาสัก 300,000 ล้านบาท มาเป็นทุนเริ่มต้น
แล้วก็ออกไปเล่นหุ้นให้ทั่วโลก ภายในเวลา 5 ปี เราก็จะมีกำไร 600 เปอร์เซนต์ หรือคือได้เงินเข้าประเทศ
1.8 ล้านล้านบาท และเนื่องจากเซียนเหล่านี้ก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ พวกเขาน่าจะช่วยบริหารได้สัก
4 รอบ คือ 20 ปีข้างหน้า เราก็จะขยายเงินออกไปได้ถึง 7*7*7*7=2401 เท่า หรือคือ
จากเงินทุน 300,000 ล้านบาท ก็จะกลายเป็น 2401*0.3=720.3 ล้านล้านบาท
ครับ, แค่นี้ก็กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยกว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันแล้ว
นั่นเป็นความฝันครับ ผมอ่านข่าวนี้แล้วกลัวว่าท่านผู้อ่านจะหลงกลเขา จึงเอาเรื่องนี้มาพูด
ผมขอเตือนว่า การเล่นหุ้นในระดับ 10 ล้านบาท แล้วกำไร 600
เปอร์เซนต์ ในเวลา 5 ปี นั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าเล่นเป็นหมื่นล้านบาทนั้นเป็นไปได้ยาก
เพราะปริมาณการซื้อขายจะมีผลกระทบต่อตลาด อย่างเช่น หลังวันประกาศการกักเงินทุนต่างชาติไว้
30 เปอร์เซนต์นั้น ถ้าจะให้มีกำไรต้องขายจนหมดพอร์ต แล้วไปซื้อกลับคืนมาในเวลาที่มันลงต่ำสุด
แล้วก็เข้าไปขายในวันรุ่งขึ้น หุ้นช่วงนั้นมันรูดลงมาเร็วแล้วขึ้นแรงในวันรุ่งขึ้น
หลังจากนั้นมันก็ไม่ขึ้นต่อ และมาจนถึงวันนี้มันก็แค่เตาะแตะอยู่ที่ 650 จุด
ครับ, การขายจนหมดพอร์ตหมื่นล้านบาทในวันเดียว แล้วกลับเข้าซื้อในวันเดียวกัน
แล้วมาขายในวันรุ่งขึ้น นั้นเป็นไปไม่ได้ และดูจากวอลุ่มของสองวันนั้นมันก็ไม่ใช่มาจากเซียนเหล่านี้แน่นอน
พวกเขาอาจทำได้บางส่วน แต่หุ้นอีกมากยังค้างอยู่ในพอร์ต และยังขาดทุนอยู่
สิ่งที่ผมกลัวก็คือ พวกเขามองเห็นแล้วว่าเหตุการณ์บ้านเมืองมันไม่คลี่คลายไปได้ง่ายๆ
หุ้นจะซึมลงอีกนาน เขาจึงออกมาเชียร์ให้ชาวบ้านเข้าไปซื้อ
พวกเขาจะได้ถอยออกไปโดยขาดทุนน้อยลง
ครับ, ฟังอะไรแล้วต้องคิด โบรกเกอร์ เซียนหุ้น และหนังสือพิมพ์นั้น
เขาจะมาสนใจส่งเสริมให้ชาวบ้านรวยขึ้นจริงหรือ ผมอยากให้มาร์เก็ตติ้งที่ดูแลพอร์ตของเซียนเหล่านั้นติดตามดู
ท่านอาจไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ เพราะจะผิดระเบียบตลาด แต่ท่านจะได้เห็นความจริงใจของคนเหล่านั้น
.................
05 กพ.2550 ..... ทำไมคนไทยจึงเกลียดการกอบโกย?
เปิดดูทีวีทีไรก็ต้องมีคนออกมาด่าคนที่กอบโกย เปิดหนังสือพิมพ์ก็เห็นไปอีกแบบหนึ่ง
คือมีแต่คนที่มักน้อย เช่น ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
หน้า 13 ของวันอาทิตย์ที่ 4 กพ. ก็มีเรื่อง "มองการเกษียณอายุอย่างมีอนาคต"
และเรื่อง "ตั้งเป้าหมายในสิ่งที่เป็นไปได้" ออกมาให้อ่าน ในเรื่องแรกนั้นบอกว่า
ถ้าเกษียณที่ 60 แล้วคาดว่าจะอยู่ไปถึง 80 ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณปีละ 138,000
บาท ซึ่งรวมแล้วจะเท่ากับ 138,000*20=2,760,000 บาท ดังนั้น ถ้าเริ่มออมตั้งแต่อายุ
30 ก็จะต้องออมเดือนละ 2,760,000/30/12=7,666.67
บาท....ส่วนเรื่องที่สองนั้นดูในรายละเอียดแล้วท่านบอกว่า การลงทุนในหุ้นนั้นตั้งเป้าหมายไว้ที่
8-10 เปอร์เซนต์ต่อปีก็พอ ทำแค่นี้ได้ก็เก่งแล้ว...
ครับ, ผมก็ถึงบางอ๋อกันตรงนี้เอง
คือ คนไทยเรานั้นไม่เคยคิดถึงเรื่องการลดค่าของเงิน หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า
Inflation กันเลย
ถ้าท่านผู้อ่านมีอายุ 30 ปีในปีนี้ แล้วลองออมเดือนละ 7,666.67 บาทดูซิครับ อีก
30 ปีข้างหน้าท่านจะมีเงินพอใช้จริงหรือ? และถ้าเกิดจะอยู่จนถึงอายุ 80 ขวบ ท่านจะเหลือเงินพอกินจนมื้อสุดท้ายจริงหรือ?
ครับ, ต่อให้ท่านออมเดือนละ 8,000 บาท แล้วเอาไปเล่นหุ้นให้ได้กำไรปีละ 8-10 เปอร์เซนต์
ท่านก็อยู่จนถึงอายุ 80 ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะราคาอาหาร ที่อยู่อาศัย
เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคนั้นมันแพงขึ้นประมาณ 12.73 เปอร์เซนต์ต่อปี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์
และมันผลิตไม่ค่อยจะทันการใช้ของเรา เราต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ในอีก 50 ปีข้างหน้าการแย่งชิงกันจะรุนแรงกว่าปัจจุบันไปอีกหลายเท่า
ถ้าใครไม่กอบโกยเอาไว้ คนนั้นก็จะไม่มีจะกิน
ครับ, เมื่อผมใช้คำว่า กอบโกย หลายๆคนก็คงจะนึกไปถึงตัวเลข
73,000 ล้านบาท
ไม่ใช่นะครับ ผมกำลังพูดถึงการออมในระดับเดือนละ 30,000
บาท แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเอาไปลงทุนที่ให้ได้ผลตอบแทนปีละ 12.73 เปอร์เซนต์เท่านั้น
ตัวเลขนี้ผมได้เช็คกับท่านผู้อ่านหลายรายแล้ว เขาบอกว่าเป็นเรื่องยาก เพราะรายได้ตอนนี้ยังไม่ถึงเดือนละ
30,000 บาท ใช้ในบ้านอย่างเดียวก็จะไม่พออยู่แล้ว แล้วเรื่องการทำให้มันงอกเงยในอัตรา
12.73 เปอร์เซนต์นั้นมันยาก ตอนนี้ก็แค่หวังว่าจะได้หุ้นตัวดีๆทุกๆเดือน
ที่ให้กำไรรอบละ 40-50 เปอร์เซนต์
ครับ, ในเมื่อเป้าหมายอย่างที่ผมพูดมามันก็เป็นเรื่องยาก การที่จะรวยระดับ 73,000
ล้านบาทใน 5 ปีจึงเป็นเรื่องผิดปรกติแน่นอน ข่าวในทีวี และข่าวในหนังสือพิมพ์มันจึงเป็นอย่างนี้
ผมอยากให้ท่านเข้าใจเสียใหม่ คือ ในโลกนี้ค่าของเงินมันลดลงตลอดเวลา และศักยภาพของท่านมันสูงพอที่จะมีเงินเป็นร้อยล้านบาทได้
มันขึ้นไปตาม Inflation ด้วย หรือคือ ตอนนี้ออมเดือนละ 30,000 บาทไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
ทำงานให้ดี เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้น แล้วการออมในระดับเดือนละเป็นหมื่นเป็นแสนบาทก็จะเกิดขึ้น
ข้อสำคัญคือ ออมมาได้แล้วต้องทำให้งอกเงยในอัตราที่สูงกว่า
12.73 เปอร์เซนต์ต่อปีด้วย ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ด้วยการศึกษาเรื่องหุ้นให้เข้าใจ
เมื่อเข้าใจแล้วมันก็จะเป็นเรื่องง่าย
..................
07 กพ.2550 .... เศรษฐกิจพอเพียงจะกระทบตลาดหุ้นแค่ใหน
อ่านข่าวหนังสือพิมพ์แล้วปวดหัว รัฐมนตรีคลังออกมาโต้กับอดีตนายกเรื่องเศรษฐกิจแบบใหนดีกว่าแบบใหน
แล้วในที่สุดนักวิชาการก็ออกมาสรุปว่า ทักษิโนมิกส์นั้นไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ ส่วนนักลงทุนต่างชาตินั้นก็ยังยืนยันว่า
ยังไม่เข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง จึงยังชลอการลงทุนต่อไป
ครับ, ผมคิดว่า อะไรก็เป็นนโยบายเศรษฐกิจได้ทั้งนั้น ถ้ามันมีเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลง
และจะบอกว่าแบบใหนผิด แบบใหนถูกนั้นมันก็ยาก เพราะมันขึ้นอยู่กับการกระทำของคนในชาติด้วย
นโยบายที่ดี แต่ข้าราชการและประชาชนไม่เข้าใจ แล้วนำไปปฏิบัติผิดๆ ชาติบ้านเมืองก็เสียหายได้
ประเด็นสำคัญมันจึงมาตกอยู่ที่ข้าราชการและประชาชนเอง เราต้องทำความเข้าใจกับสภาวะที่เราเป็นอยู่
แล้วดูว่าทำตามแนวคิดอันใหนแล้วจะเกิดอะไร แล้วก็เลือกทำตามแนวคิดที่คาดว่าจะให้ผลดีที่สุด
ทีนี้ก็ลองมาดูแนวเศรษฐกิจพอเพียงกัน ผมก็ต้องยอมรับว่า ผมยังไม่สามารถเข้าใจได้ถ่องแท้
มันก็เหมือนกับการเรียนหนังสือ คือแค่อ่านไปสองสามครั้ง แล้วฟังเลกเชอร์สองสามชั่วโมง
ผมก็จะเข้าใจเพียงบางส่วน และเมื่อออกมาทำงาน หรือคือจะต้องใช้จริงๆ ผมก็ต้องเอาไปขบคิดและค้นคว้าต่อ
วิธีคิดแนวหนึ่งของผมก็คือ ผมต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มันมากเกินไป หรือน้อยเกินไป อะไรที่มากเกินไป หรือเข้มเกินไปก็จะต้องลดลง ส่วนที่มันน้อยเกินไป หรือหย่อนยานเกินไปก็จะต้องดึงให้มันตึงขึ้น
ครับ, เมื่อคิดตามวิธีการข้างบน และคิดเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ ผมก็มองเห็นว่า
การบริหารบ้านเมืองที่แล้วๆมานั้นไปเน้นส่งเสริมให้คนเล่นหุ้นมากเกินไป นี่ผมไม่ได้ดูแค่นโยบายของอดีตนายกทักษิณ
ผมดูย้อนไป 30 ปีที่เราเปิดตลาดมาเลย ผู้บริหารตลาดทุกรุ่นทุกคนต่างพยายามผลักดันให้ตลาดหุ้นโต
เราโตมาอย่างหละหลวม กฏหมายไม่สามารถเอาผิดนักปั่นหุ้น ตลาดปล่อยให้ทุนต่างชาติกอบโกย
ต่างชาติเข้าครอบงำบริษัทไทยโดยใช้นอมินี่ ต่างชาติชี้นำตลาดไทย คนไทยเล่นแบบตามตูดฝรั่ง
ตลาดให้รัฐวิสาหกิจแปลงรูปมาเป็นบริษัทจดทะเบียนโดยไม่พิจารณาความแตกต่างจากบริษัททั่วไป
ตลาดปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการที่มีสัปทานอยู่กับรัฐ....และที่มันน่าแปลกใจมากก็คือ
ปล่อยให้มีการทำกำไรอย่างพิเศษพิศดารจากตลาดหุ้น ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ
และขัดต่อนโยบายกระจายรายได้ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ
ครับ, จะพูดกันในเรื่องนี้ก็สามารถจะพูดได้อีกหลายหน้ากระดาษ ผมจะขอสรุปเสียเลยว่า
การเล่นหุ้น และการส่งเสริมอย่างผิดๆเหล่านี้ต้องลดลง
ทีนี้ก็จะมีคำถามขึ้นมาสองข้อ คือจะลดลงสักแค่ใหน และมันจะกระทบต่อตลาดหุ้นสักแค่ใหน?
ครับ, มันเป็นเรื่องใหญ่ และมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงแน่ ถ้าเราเอากันจริงๆจังๆ แต่ผมไม่เชื่อว่าผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์
และผู้บริหาร กลต. จะทำตาม ความอยากที่จะเห็นตลาดหลักทรัพย์ไทยโต ความอยากจะเห็นเศรษฐีเกิดใหม่จากตลาดหุ้นเยอะๆ
ความอยากได้เงินเดือนดีๆ ความอยากที่จะมีอำนาจเหนือนักลงทุน ...ฯลฯ ยังมีอยู่ เรื่องนี้รัฐบาลต้องออกแรงมากกว่านี้
แค่ออกมาอธิบายแนวเศรษฐกิจพอเพียงคงไม่พอ
ครับ, ถ้าจะยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราคงต้องปรับแนวคิดในตลาดหลักทรัพย์อย่างรุนแรง
แต่ยังไงๆก็ขออย่าเอาเศรษฐีใหม่ที่เกิดจากตลาดหลักทรัพย์เข้ามาเป็นผู้บริหารก็แล้วกัน
...........................................................................................
10 กพ.2550 ..... การตัดสินใจในเรื่องหุ้นไม่มีคำว่าดีที่สุด
เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าได้เคยพูดมาแล้ว แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องกลับมาพูดซ้ำ
กล่าวคือ เมื่อวันสุดท้ายของปีที่แล้ว ผมตัดสินใจขายหุ้นที่เหลืออยู่ออกไปในราคาต่ำกว่าทุน
แล้วก็มีคนมาถามผมว่า ก่อนจะเกิดวิกฤตจากมาตรการกักเงินทุนต่างชาติ
30 เปอร์เซนต์นั้น หุ้นเหล่านั้นอยู่ในฐานะมีกำไร แล้วทำไมผมไม่ขายไปเสียในตอนนั้น?
นั่นเป็นคำถามที่ตอบง่าย แต่เข้าใจยาก คำตอบก็คือ
ก่อนมีมาตรการกัก 30 เปอร์เซนต์ หุ้นที่เหลือของผมมีกำไรแค่
16 เปอร์เซนต์ มันยังขาดไปอีก 2 เปอร์เซนต์ก็จะถึงเป้า ผมจึงยังไม่ขาย
ที่บอกว่าเข้าใจยากก็เพราะ มันทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า
อีก 10 วันต่อมา หุ้นราคาตกจนกลายเป็นขาดทุน แล้วทำไมผมจึงขายออกไป
คำตอบก็คือ พอถึงวันสิ้นปี 49 กำไรเฉลี่ยมันลดลงมาที่ 11.21
เปอร์เซนต์(เพราะผมขายหุ้นบางส่วนที่มีกำไรมากกว่า 18 เปอร์เซนต์ออกไปบ้างแล้ว)
และสถานการณ์มันไม่ดี ผมจึงปรับเป้า เอากำไรแค่ 11 เปอร์เซนต์ก็พอ ผมจึงยอมขายหุ้นที่เหลือในราคาต่ำกว่าทุน
ครับ, เขายอมจำนนต่อคำตอบ แต่ผมเชื่อว่าในใจแล้วยังมีคำถามอีกเยอะ คำถามจริงๆก็คือ
การซื้อขายหุ้นนี้ มันมีจุดดีที่สุดหรือไม่? อยู่ดีๆมาปรับเป้าหมาย
มันก็ปิดโอกาสที่จะซักถามกัน มันเหมือนกับว่า ไม่อยากตอบคำถาม
ครับ, จริงๆแล้ว การตัดสินใจใดๆในเรื่องการซื้อขายหุ้นนั้น มันไม่มีคำว่าดีที่สุด
เพราะคำว่าดีที่สุดนั้นมันหมายความว่าดีตลอดกาล ซึ่งไม่สามารถจะเป็นไปได้
ราคาหุ้นนั้นยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราว่าทำดีที่สุดแล้ว มันก็อาจกลายเป็นไม่ดีได้
และต่อๆมามันก็อาจกลับมาเป็นว่าดีอีกก็ได้ เรื่องนี้เหมือนกับนิทานจีนเรื่องลูกเศรษฐีตกม้า
แต่วันนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นจากเรื่องหุ้นนี้เลย คือ ถ้ามาดูราคาของหุ้นเมื่อวานนี้
ตอนนี้ถ้าผมยังถือไว้ ราคามันก็กลับมามีกำไรทุกตัว อย่างนี้ก็หมายความว่าผมตัดสินใจผิดที่ขายออกไป
แต่ผมก็อาจเถียงว่า อีก 2-3 เดือนข้างหน้า ราคามันก็อาจกลับมาต่ำกว่าทุนอีกก็ได้....สรุปคือ
มันเถียงกันได้ไม่รู้จบ
แล้วมันจะจบได้ยังไง?
ก็เปลี่ยนมาดูที่ใจเรา เราพอใจที่จุดใหนก็ให้มันจบที่ตรงนั้น ขายหุ้นไปแล้วอย่าไปตามดูราคาเพื่อเช็คว่าเราทำถูกหรือผิด
มันจะทำให้เราสับสนและวุ่นวายใจ เราควรจะติดตามดูราคาเพื่อหาโอกาสลงทุนครั้งใหม่มากกว่า
ครับ, ปีนี้ผมกำไรแค่ 11.21 เปอร์เซนต์ ผมพอใจแล้ว และเมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็พอใจกับการทำกำไรดังนี้
ปี 2533=738.10%,
ปี 2541=39.64%,
ปี 2543=16.54%,
ปี 2545=28.76%,
ปี 2547=12.17%,
ปี 2548=7.46%,
ปี 2549=11.21%
(ท่านอาจแปลกใจที่ปี 2533 ทำไมจึงกำไรถึง 738.10% นั่นคือหุ้น SE-ED ซึ่งเจ้าของเขาปันมาให้ผม
แล้วผมก็ยังถือไว้จนถึงวันนี้ ผลตอบแทนต่อปีนั้นจริงๆแล้วต่ำกว่าปี 2549 ด้วยซ้ำไป
นี่แสดงว่า การเล่นหุ้นระยะรายปีนั้นดีกว่าถือหุ้นโด่เอาไว้ไม่รู้จักขายทำกำไร)
ครับ, สรุปว่า การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นนั้นไม่มีคำว่า
ดีที่สุด
................
15 กพ.2550 .... มาตรการที่ผิดธรรมชาติ
เมื่อ 60-70 ปีก่อน เกิดโรคร้ายชนิดติดต่อกันได้อย่างร้ายแรง ซึ่งเราเรียกว่า วรรณโรค
มนุษย์เราไม่กล้าฆ่ามนุษย์ด้วยกันเพื่อป้องกันการระบาด พวกเขาจึงเอาคนที่ติดโรคไปอยู่รวมกัน
วรรณโรคนี้ไม่ใช่โรคที่เป็นแล้วตายทุกราย แต่เนื่องจากคนในยุคนั้นไม่มีวิธีตรวจว่าหายแล้ว
จึงปล่อยให้คนที่หายแล้วยังอยู่ปนกับคนที่ยังติดโรค ผลก็คือ คนหายแล้วติดอีก คนที่เข้าค่ายกักกันจึงตายหมด
กว่าจะรู้ว่ามีวิธีรักษาก็ตายกันไปเกือบร้อยล้านคน จริงๆแล้ว
ในตัวมนุษย์เรานั้น มันสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อยู่จำนวนหนึ่ง มันเป็นไปตามธรรมชาติ
แต่นั่นไม่ได้ช่วยสอนคนเราเลย พอมีโรคระบาดในไก่ ซึ่งเราเรียกว่า ใข้หวัดนก
เรากลับใช้มาตรการ ฆ่าล้างบาง คือฆ่าสัตว์ปีกในรัศมี 5 กิโลเมตร์ให้หมด เราไม่เว้นไว้เลย
มาถึงตอนนี้เริ่มสำนึกผิด เพราะใข้หวัดนกทำท่าว่าจะระบาดไปทั่วโลก นั่นมันหมายความว่า
เราต้องฆ่าล้างโคตรสัตว์ปีกทุกชนิด ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อาหาร
และอาจทำให้คนตายทั้งโลกได้ คิดกันง่ายๆ แค่ไม่มีนกมากินยุง ยุงก็จะเพิ่มปริมาณจนใข้เลือดออกระบาดอีก
ครับ, หลักการที่สำคัญที่สุดของสิ่งที่มีชีวิตก็คือ เรามีความหลากหลายในองค์ประกอบของแต่ละตัว
เราสามารถปรับตัวได้ โดยจำนวนหนึ่งต้องตายไป แต่คงไว้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะแข็งแรงและอยู่ได้ทนทานกว่าเก่า
การสร้างภูมิคุ้มกันให้ทันกับโรคจึงเป็นเรื่องที่ควรเตรียมเอาไว้
ครับ, ผมไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงไก่ในสภาพแวดล้อมที่ปิด เพราะมันไปลดความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน
และเมื่อมองจากภาพดังกล่าวนี้ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการควบคุมตลาดหลักทรัพย์ให้อยู่ในสภาพไร้โรคภัย
นักลงทุนนั้นต้องรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันภัยด้วยตนเอง
เลิกเสียเถอะครับ เลิกการกีดกันคนนอกไม่ให้มาพูดอะไรกับนักลงทุน เปิดเสรีทางการเงินอย่างจริงจังเสียที
หรือจะพูดอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า คนเราไม่สามารถสร้างห้องฟูมฟักนักลงทุนที่ปลอดเชื้อโรคได้
ห้องที่ท่านคิดว่าปลอดโรคนั้นจะทำให้สัตว์ที่เราฟูมฟักขาดภูมิคุ้มกัน
และเมื่อภัยมา นักลงทุนก็จะตายกันหมดทั้งเล้า ท่านไม่ใช่เทวดาที่จะมาคุ้มครองใครได้
.................
16 กพ.2550 .... เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร?
ช่วงนี้มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันอย่างกว้างขวาง ผมเองก็ถูกถาม ซึ่งผมมักจะถามกลับไปว่า
คุณเข้าฟังเล็คเชอร์ หรืออ่านตำราสัก 1 ครั้ง หรือ 1 รอบ แล้วคุณเข้าใจได้กี่เปอร์เซนต์
ผมบอกว่าเรื่องบางเรื่องนั้นเข้าฟังเล็คเชอร์อยู่ 3 เดือน และอ่านตำราอีก 5 เล่ม
เล่มละ 2-3 เที่ยวก็จะเข้าใจได้สัก 70-80 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้โดยดูจากผลสอบ พวกเราสอบได้คะแนนแค่
70-80 เปอร์เซนต์เท่านั้น
ครับ, เรื่องที่ใหญ่ และมีความซับซ้อนสูงนั้น คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจได้เต็มร้อย
และยิ่งเป็นคนที่มีพื้นฐานความคิดที่ตรงกันข้ามกับเรื่องนั้น เขาจะไม่ยอมเข้าใจ
แล้วก็จะสอบตก
แต่...มันก็มีคนเก่งในห้องเรียน ที่สามารถสอบได้คะแนนเต็มร้อย
คนพวกนี้เขาทำได้อย่างไร?
ครับ, ส่วนใหญ่ของคนเก่งคือ เขาได้คิดถึงเรื่องพวกนั้นไว้แล้ว
เมื่อเจอครูที่รู้เรื่องมาอธิบาย มันก็ทะลุและแจ่มแจ้งในสมองของเขา การที่จะบอกว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจนั้นมันอยู่ที่การจับประเด็น
หรือการมองเห็นหลักการเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องแยกแยะเป็นรายละเอียด ถ้าเราจะดูรายละเอียดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เราจะใช้เพื่อเป็นตัวอย่าง
ทีนี้เรามาดูว่าคนไทยเขาทำอะไรในทีวีกันบ้าง
ครับ, เราหยิบเอาเรื่องเล็กๆมาโชว์ทีละเรื่อง เช่น พาไปดูหมู่บ้านที่มีครอบครัวหนึ่ง
พยายามขุดสระน้ำเล็กๆ เอาผ้าปลาสติกปูพื้น แล้วไส่น้ำลงไป แล้วก็เลี้ยงปลาดุก 10-20
ตัว รอบๆสระน้ำก็ปลูกพืชสวนครัวเอาไว้ บางรายทำน้ำพุเล็กๆเอาไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ดูร่มรื่นและเย็นกาย
เห็นอย่างนี้แล้วเราเข้าใจใหม? และถ้าท่านเป็นฝรั่งต่างชาติจะเข้าใจว่ายังไง?
เลอะเทอะครับ มันเลอะเทอะกันไปหมด ผมเห็นแล้วมีคำถามว่า สระน้ำขนาด 2 คูณ 3 เมตร์
และขอบสระที่ปลูกพืชสวนอีก 20 ตารางเมตร์นั้น ทำแล้วมันพอแดกใหม?
นี่คิดแบบไทยๆ คือคิดแบบคนที่พอจะเคยเห็นชนบท แต่เมื่อเป็นฝรั่งมอง มันคงคิดในใจว่า
มายกอดด์ นี่หรือคือเศรษฐกิจพอเพียง? แล้วเขาจะเอาอะไรมาขายเราได้
รายรับไม่มี มีแต่ผลผลิตในครอบครัว ถ้าเอาเงินมาให้กู้ แล้วมันจะเอาอะไรมาคืนเงินกู้?
ครับ, วานนี้ ดร.สมคิดอาสาเข้ามาเป็นประธานกรรมการที่จะชี้แจงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ฝรั่งฟัง
แต่พื้นฐานของท่านเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมแบบสุดโต่ง ท่านเคยชักจูงให้คนไทยเล่นหุ้น
ท่านทำถึงขนาดลดดอกเบี้ยเงินฝากลงจนเหลือแค่ 0.75 เปอร์เซนต์ต่อปี ทั้งนี้เพื่อบีบให้คนไทยต้องหันมาเล่นหุ้น
หลายๆคนเล่นจนหมดตัว หลายๆคนเปลี่ยนเป็นเล่นกองทุนตราสารหนี้ ทั้งนี้เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า
ท่านลงทุนถึงขนาดเข้ามาชี้นำว่าตลาดจะไปเท่านั้นเท่านี้.....ฯลฯ
และท่านก็ได้สร้างเศรษฐียุคใหม่ เศรษฐีที่ได้เงินจากการใช้อินไซด์อินฟอร์เมชั่น
เศรษฐีในระดับที่ทหารต้องออกมาปฏิวัติขับไล่
ครับ, ผมไม่เชื่อว่า ดร.สมคิดจะเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พื้นฐานของท่านมันขัดแย้งกันอยู่
และเรื่องนี้ก็ไม่แตกต่างจากผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และ กลต.
ครับ, ท่านเหล่านี้ยังเป็นทุนนิยมแบบสุดโต่ง การเปลี่ยนความคิดให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียงนั้นทำได้ยาก
ทางแก้ในตอนนี้คือเปลี่ยนตัวบุคคล ไม่ใช่ไปลากเอาคนที่ไม่เห็นด้วยเข้ามาช่วยงาน
...........................
20 กพ.2550 .... ยึดสัมปทานคืนมา?
วันนี้หุ้นบริษัทชินวัตรแซทเทลไล้ท์พุ่งขึ้น 7 เปอร์เซนต์เพราะมีข่าวว่าคมช.จะยึดคืนสัมปทาน
ผมดูแล้วแปลก เป็นผม ผมกลับจะรีบขาย เพราะข่าวนี้มันน่าจะเป็นลบอย่างแรง
นี่เป็นตัวอย่างของการไม่เข้าใจในเรื่องตลาดหุ้น หรือจะเรียกว่าเป็นตัวอย่างของการขาดภูมิคุ้มกันภัย
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเตรียมว่าจะพูดมาหลายวันแล้ว
ครับ, ข่าวจะยึดคืนสัมปทานนั้นท่านต้องฟังให้ดีๆ หลายคนถูกกล่อมว่า คลื่นวิทยุนั้นเป็นของรัฐ
สิ่งที่เป็นของรัฐแต่รัฐไม่อยากทำเองก็ต้องให้สัมปทาน และสัมปทานนั้นต้องให้คนไทยทำ
เมื่อทำแล้วเกิดเอาหุ้นไปขายต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นความผิด แล้วรัฐก็มีสิทธิ์ที่จะยึดคืน
ครับ, ตรงนี้แหละที่เป็นการดูปัญหาอย่างผิดๆ ท่านต้องดูให้กว้าง ดูไปซิครับว่า
เราเคยให้สัมปทานอะไร และให้แก่ใครบ้าง บ่อกาซในอ่าวไทย เหมืองดีบุกในปักษ์ไต้
บ่อน้ำมันในอิสาน โรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ รถรางในกรุงเทพ โรงพิมพ์ในยุคแรก การเก็บภาษีจากเรือเดินสมุทรในต้นรัตนโกสิน....เหล่านี้เราให้สัมปทานแก่คนต่างชาติมาแล้วทั้งนั้น
และปัจจุบันก็ยังมีต่างชาติมาดูดกาซและน้ำมันให้เราอยู่ ผมไม่เห็นว่าเป็นการสูญเสียอธิปไตยเลยสักอย่าง
ครับ, ถ้ายึดคืนสัมปทานดาวเทียม ต่างชาติก็จะสรุปว่าผู้บริหารไทยมีนโยบายยึดทุกสิ่งทุกอย่างคืน
แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น? มีครับ มีบางประเทศได้ทำสิ่งเหล่านี้ แล้วก็เกือบฉิบหายทั้งประเทศ
เพราะต่างชาติเขาเข็ดขยาด และไม่กล้าไปค้าขายด้วย
ครับ, ความรักชาตินั้นต้องมี แต่อย่าทำลายประเทศด้วยการปลุกระดมจนไปยึดสัปทานเขา
แม้แต่คิดจะซื้อคืนก็ผิดมารยาทแล้ว เพราะก่อนที่ต่างชาติจะมาขอสัมปทาน หรือซื้อกิจการที่มีสัมปทาน
เขาต้องวางเงินลงทุนมากมาย การไปขอซื้อคืนมันทำให้ทุนที่ลงไปนั้นมันสูญเปล่า
ครับ, วันนี้หุ้น SATTEL ขึ้น คนไทยซื้อ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อต่างชาติเขาถอนตัวจากประเทศไทย
จะมีคนไทยคนใหนที่มีเงินทุนและความสามารถรับสัมปทานเหล่านี้ได้?
ถือหุ้น SATTEL ไว้นานๆนะครับ จะได้หมดตัว
.................
24 กพ.2550 ... เกราะคุ้มกันภัยของนักลงทุน
เมื่อวันที่ 15 กพ. ผมได้พูดถึงภูมิคุ้มกันภัยของนักลงทุน
แต่ไม่ได้บอกว่ามันควรจะเป็นอะไร แต่ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่ตลาดหลักทรัพย์และกลต.พยายามตีกันไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งกับนักลงทุนนั้นมันผิดวิธี
มันทำให้นักลงทุนขาดภูมิคุ้มกันภัย เมื่อเจอปัญหาที่คาดไม่ถึงก็อาจตายหมดทั้งเล้า
ครับ, วันนี้ผมจะขอพูดต่อ
ภูมิคุ้มกันภัยที่ดีที่สุดคือ ความรู้
ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ความรู้ในเรื่องนั้นๆเป็นภูมิคุ้มกันภัยที่ดีที่สุด เช่น จะเลี้ยงไก่เพื่อขายก็ต้องรู้เรื่องไก่
เรื่องอาหารไก่ ราคาอาหารไก่ ราคาไก่ในตลาด โรคภัยที่อาจเกิดขึ้นได้กับไก่ ไก่ชอบอยู่ในโรงเรือนหรือพื้นดิน
ไก่ต้องการความร้อน ความชื้นเท่าใด การปิดโรงเรือนไว้อย่างมิดชิด แล้วเปิดปิดไฟเพื่อเร่งให้ไก่กินอาหารหลายๆครั้งต่อวันนั้นได้ผลหรือไม่....
การลงทุนในหุ้นก็เหมือนกัน เราต้องรู้และเข้าใจในกลไกของตลาด
การขึ้นลงของราคา ความกล้าและความกลัวของนักลงทุน ความเกี่ยวพันระหว่างราคาหุ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ
ความเกี่ยวพันระหว่างราคาหุ้นกันดัชนีในประเทศและนอกประเทศ บริษัทจดทะเบียนแตกต่างจากบริษัททั่วไปอย่างไร
การประชุมผู้ถือหุ้นสำคัญอย่างไร สิทธิ์ต่างๆในฐานะผู้ถือหุ้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดขึ้นได้อย่างไร
เราจะปกป้องผลประโยชน์ได้อย่างไร การปั่นราคามีได้หรือไม่ แค่ใหน และจะป้องกันได้อย่างไร...ฯลฯ
และที่สำคัญมาก...ก็คือ...ความรู้ที่ต้องใช้ในตลาดหุ้นนั้นมันซับซ้อนกว่าเรื่องอื่นๆ
มันมีคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เยอะ เช่น มีตลาด มีผู้บริหารตลาด มี กลต. มีผู้บริหารกลต.
มีโบรกเกอร์ มีผู้บริหารโบรกเกอร์ มีนักวิเคราะห์ มีมาร์เก็ตติ้ง มีบริษัทจดทะเบียน
มีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีผู้ถือหุ้นรายย่อย มีนักลงทุนจากต่างชาติ...
แต่ละคนก็กระหายอยากได้เงินของคนอื่นทั้งนั้น นี่ไม่ใช่การโกง มันเป็นธรรมดาของโลก
ทุกคนต่างทำมาหากิน มีใครที่จะทำงานให้ฟรีๆ หรือขอผลตอบแทนน้อยๆกันบ้าง ทุกคนก็อยากได้เยอะๆกันทั้งนั้น
ขนาดเป็นแค่มาร์เก็ตติ้งยังนั่งรถเบนซ์ กินข้าวในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมหรูๆ โอกาสที่เขาจะเป่าหูให้ท่านซื้อๆ-ขายๆ
บ่อยๆ เพื่อให้พวกเขาได้คอมมิชชั่นเยอะๆ ย่อมเป็นเรื่องเป็นไปได้ นักลงทุนจึงต้องรู้ในเรื่องเหล่านี้
ครับ, ความรู้นั้นสำคัญ ถ้าจะขุดให้ลึกจริงๆก็จะพบว่า แม้แต่วิชาฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์
ดาราศาสตร์ สถิติ ความน่าจะเป็น....ก็จำเป็นต้องมี
แล้วตลาดหลักทรัพย์และกลต.เปิดสอนวิชาเหล่านี้หรือเปล่า? นักวิเคราะห์ที่บอกว่าผ่านหลักสูตร์ของกลต.มีความรู้เหล่านี้ดีพอที่จะสอนนักลงทุนหรือเปล่า?
จำนวนห้องเรียนมีเพียงพอหรือเปล่า?
ไม่มีสอนครับ และที่เกี่ยวข้องกับเรื่องตลาดหุ้นก็ยังไม่เพียงพอ แถมเรื่องที่เขาจัดสอน
หรือจัดเป็นสัมมนากันนั้นก็ออกไปในทางชวนเชื่อให้มาลงทุนในหุ้นเท่านั้น ดูในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับวันที่ 19 กพ.2550 เป็นตัวอย่าง ในปฏิทินกิจกรรมของSET
มีสัมนา 8 เรื่อง เป็นสัมมนาระหว่างวันที่ 21 กพ. ถึงวันที่ 10 มีค. หรือคือเฉลี่ยแค่
2 วันต่อครั้ง เปิดสอนกันเพียงเท่านี้เมื่อใหร่จะครบตัวนักลงทุน?
ครับ, จริงๆแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวีตของประชาชน
ความรู้เหล่านี้ควรมีไว้ในหลักสูตร์ของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ และในตอนนี้เราควรให้เปิดสอนกันได้โดยไม่จำกัดเพศ
วัย หรือระดับการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาและทบวงมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำกันมาเลย เขามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมด
เขามองไม่เห็นมา 30 ปีแล้ว
ครับ, ควรเปิดให้คนมีความรู้ในเรื่องหุ้นมาสอนนักลงทุน และเปิดอย่างเสรี
ทั้งนี้เพื่อให้มีจำนวนห้องเรียนที่เพียงพอ และจะได้เห็นจากมุมมองที่ต่างไปจากผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และกลต.เสียบ้าง
..................
26 กพ.2550 ..... เทมาเส็กซื้อไป คนเกลียดแม้วน่าจะยินดี
ในสายตาของนักลงทุนอย่างผม หุ้นของบริษัทชินคอร์ปนั้นเป็นหุ้นที่ดี มันมีปันผลทุกปี
ปันผลหลายรอบต่อปี แล้วราคาก็ไต่ขึ้นมาได้โดยตลอด หุ้นอย่างนี้ใครๆก็อยากได้ ดังนั้นการขายออกไปให้แก่บริษัทเทมาเส็กจึงเป็นการขายหมู
คนที่เกลียดนายแม้วจึงน่าจะยินดี เพราะตระกูลชินวัตรเสียหาย
นอกจากเรื่องของผลประโยชน์ในอนาคตแล้ว การขายหุ้นให้เทมาเส็กนี้เป็นการดึงทุนจากต่างชาติเข้ามา
และเป็นเงินก้อนโต ตลาดหลักทรัพย์ กลต. และรัฐบาลก็น่าจะพอใจด้วย มันตรงกับเป้าประสงค์ของการเปิดตลาดหลักทรัพย์อย่างไม่มีทางเถียง
แล้วทำไมคนเกลียดทักษิณและรัฐบาลปัจจุบันจึงไม่พอใจ?
ผมนั้นรู้สึกงงจริงๆ
โอเค, มันต้องมีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของการซื้อขายหุ้นตามธรรมดา
เรื่องที่เป็นไปได้มีเช่น 1.กลัวว่าดาวเทียมของไทยตกเป็นของต่างชาติ 2.กลัวว่าเขาจะมาแอบฟังโทรศัพท์ของทางราชการ
3.กลัวว่าผลประโยชน์ในอนาคตจะตกเป็นของต่างชาติ .... และที่อาจเป็นไปได้คือ 4.ความอิจฉาในความร่ำรวยของตระกูลชินวัตร
ทีนี้เราก็มาลองวิเคราะห์ทีละประเด็น
คนที่กลัวว่าดาวเทียมของไทยจะตกเป็นของต่างชาตินั้น เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจ
จริงๆแล้วตัวดาวเทียมนั้นเป็นของบริษัทในฝรังเศสอยู่แล้ว เพราะนายแม้วนั้นได้สัมปทานไป(โดยรัฐบาลใหนผมไม่ขอเอ่ยถึง)
แล้วก็ไปจ้างวานให้บริษัทในฝรังเศสยิงขึ้นไป เขามีสัญญาจ้างวานกันอยู่ และสินค้าอย่างนี้เขาไม่ได้โอนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จ้างวาน
เพราะบริษัทในฝรังเศสนั้นยังต้องมีจานควบคุมอยู่ในประเทศไทย ต้องมีคนเข้ามาควบคุมให้ตัวดาวเทียมมันอยู่ในวงโคจรที่กำหนด
ต้องมีคนควบคุมการส่งสัญญาณขึ้นไปให้ดาวเทียมรับแล้วยิงกลับลงมา ต้องมีคนเข้ารหัส
ถ้าไม่มีคนและอำนาจในการควบคุม ตัวดาวเทียมก็อาจหลุดลอยออกไปจากวงโคจร หรือคนอื่นก็อาจส่งสัญญาณขึ้นไปไช้งานดาวเทียมได้
จริงๆแล้ว คนที่ไปทำสัญญาจ้างให้บริษัทในฝรังเศสยิงดาวเทียมขึ้นไปนั้นคือ บริษัทชินแซทเทลไล้ท์
บริษัทนี้อยู่ในเครือของชินคอร์ปก็จริง แต่ชินคอร์ปนั้นถือหุ้นในชินแซทเทลไล้ท์ไม่ถึงครึ่ง
และเมื่อรวมทั้งที่เทมาเส็กและต่างชาติถืออยู่ก็ยังไม่ถึงครึ่ง บริษัทชินแซทเทลไล้ท์จึงยังเป็นของคนไทย
สิทธิ์ในการบริหารบริษัทชินแซทเทลไล้ท์จึงยังเป็นของคนไทย แต่มันมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง
คือ เวลาเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ฝรั่งจะมากันเต็มตามสิทธิ์ แต่คนไทยไม่ไปประชุม
คนต่างชาติจึงโหวตไปตามใจพวกเขาได้ แต่นั่นก็ไม่น่าจะไปเดือดร้อนอะไร เพราะผู้ไปขอเช่าใช้ช่องสัญญานดาวเทียมนั้นก็จะเป็นบริษัทไทยและหน่วยงานของไทยเกือบทั้งหมด
ทั้งนี้เพราะดาวเทียมเหล่านี้มันลอยอยู่เหนือหัวเรา และตลาดในแถบนี้ก็มีแต่ไทยเป็นหลัก
ผู้ได้ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมเหล่านี้จึงเป็นคนไทยเป็นหลัก ผมถึงบอกว่า มันเป็นการดีที่มีทุนต่างชาติมาลง
แล้วพัฒนาให้คนไทยได้มีระบบสื่อสารที่กว้างขวาง ผลกำไรกว่าครึ่งก็ตกเป็นของคนไทย
คนที่กลัวเทมาเส็กจะมาแอบฟังโทรศัพท์ของทางราชการนั้น ก็เป็นเรื่องความไม่เข้าใจ
คนที่ควบคุมการรับส่งสัญญาณนั้นคือบริษัทในฝรังเศส เทมาเส็กจะไปแอบสั่งให้เขาดักฟังไม่ได้
เขามีสัญญารับผิดชอบต่อการป้องกันการดักฟัง ถ้าจะใช้อำนาจในการโหวตไปบังคับเขา
มันก็ต้องมีการประชุมผู้ถือหุ้น แล้วต้องไปแก้สัญญา แล้วเรื่องมันก็จะดังไปทั่วโลก
บริษัทที่รับจ้างยิงดาวเทียมขึ้นไปนั้นเขาไม่ทำอะไรแบบนั้น
ในขณะเดัยวกัน สิ่งที่น่ากลัวกว่า เรากลับไม่กลัว คือ บริษัทชินคอร์ปนั้นมีบริษัทในเครือที่ขายคอมพิวเตอร์และให้บริการด้านการสื่อสารด้วย
หน่วยราชการจำนวนไม่น้อยเช่าและซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากบริษัทในเครือชินคอร์ป
และหน่วยราชการเกือบทุกหน่วยใช้บริการสื่อสารจากบริษัทในเครือชินวัตร ตรงนี้ต่างหาก
ที่มันดักฟังได้ และเจาะข้อมูลไปได้มาก หน่วยราชการส่วนใหญ่เก็บข้อมูลโดยไม่มีการเข้ารหัส
เทมาเส็กส่งช่างมาแค่คนเดียวกอปปี้ได้เป็นร้อยๆหน่วยงาน งบราชการลับของทหารนั้นไปหมดแน่
และอาจไปตั้งนานแล้ว
สำหรับคนที่กลัวผลประโยชน์ในอนาคตจะตกเป็นของต่างชาตินั้น
ผมก็เห็นใจ ธุรกิจการสื่อสารและคอมพิวเตอร์นั้นมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
เรามีวงโคจรสำหรับดาวเทียมที่จำกัด เราต้องพึ่งพาอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์อีกมาก
แต่เราก็มีทางออก คือจริงๆแล้วเครือข่ายการสื่อสารทางพื้นดิน หรือที่เราเรียกว่า
Land Lines หรือที่ใช้ไฟเบอร์ออฟติกส์และสายทองแดงเป็นตัวรับส่งนั้นมีความสามารถสูงกว่าดาวเทียม
มันทั้งรับและส่งได้ทั้งสองทาง แต่อาจแพงกว่าในแง่ของการส่งกระจายข่าว เรื่องนี้คือเหตุผลที่เราต้องมี
กทช. กทช.จะเป็นผู้บริหารจัดการการใช้ระบบสื่อสารของประเทศ เทมาเส็กไม่สามารถจะเข้ามาก้าวก่ายเรื่องนี้ได้
ครับ, สำหรับความกลัวว่าตระกูลชินวัตรจะรวยเกินไปนั้นผมไม่ขอวิเคราะห์
นี่เป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิต เราต้องการเสรีภาพในการทำมาหากิน เราต้องการความเสมอภาค
เราออกกฎหมายเพื่อให้เกิดเสรีภาพและความเสมอภาค เมื่อมันไม่ได้ดังใจ เราก็ต้องแก้กฎหมาย
แล้วเมื่อใหร่เราจะแก้กฎหมายตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายกลต.เสียที?
ถ้าการเข้ามาของทุนต่างชาติมันไม่เหมาะสม เราก็แก้ใขเสียซิครับ ผมนั้นอยากเห็นการส่งเสริมทุนในประเทศมานานแล้ว
(เล่นหุ้นสู้ฝรั่งไม่ได้ แล้วยังเสือกเชิญเขาให้เข้ามากินโต๊ะคนไทยอยู่ทุกวัน)
.............
27 กพ.2550 ..... วอเรนบัฟเฟตต์เป็นเศรษฐกิจพอเพียง?
วันนี้มีกูรูด้านการลงทุนของไทยท่านหนึ่ง เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
เขียนมาชื่นชมว่าคุณวอเรนบัฟเฟตต์ก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
ผมอ่านดูแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงขอเอามาเล่าต่อ
ท่านบอกว่า วอเรนบัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก แต่ก็ยังอยู่บ้านขนาด
3 ห้องนอนหลังเดิม ยังขับรถด้วยตนเอง ไม่คบค้ากับคนในวงการไฮโซ ชอบอยู่บ้านทำข้าวโพดคั่วกินเอง
และดูทีวีอย่างเงียบๆ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน แนะนำหนุ่มสาวให้หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต
และบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของบิลล์เกตส์ถึง 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ครับ, นั่นมันตรงกับพระราชดำรัสของในหลวงหรือเปล่า?
ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เท่าที่ผมจับความได้ เศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ได้แนะนำให้ประหยัด
ทุกคน ทุกองค์กรต้องอยู่อย่างเหมาะสมมากกว่า มีน้อยก็ใช้น้อย
มีมากก็ใช้มากได้ จัดให้มันเหมาะสม คนรวยแล้วใช้น้อยนั้นเป็นการเบียดเบียนตนเอง
และทำให้เศรษฐกิจไม่หมุนเวียน
แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจได้ถูกแล้ว เรื่องนี้ตอนแรกผมก็คิดว่า ผมน่าจะอีเมล์ไปให้กูรูท่านนี้ไปเข้าเฝ้าในหลวงเพื่อขอพระราชทานความกระจ่าง
แต่นั่นมันดูจะมากไป เพราะจะเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท คนถัดมาที่จะอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ดีก็คือ
ดร.สุเมธ แต่เรื่องอย่างนี้ก็ไม่น่าจะถึงท่าน เพราะเรื่องมันเล็ก ....หันไปหันมา
ผมก็นึกถึงผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และผู้บริหารของ กลต.
แต่ผมก็มาติดปัญหาว่า ผู้บริหารเหล่านี้มีความเข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า
ส่งไปแล้วอาจได้ผลที่ไม่คาดคิดก็ได้
ครับ, ผมก็เลยบ่นมาให้พวกเราฟังกัน ถ้าใครเห็นว่าวอเรนบัฟเฟตต์เป็นตัวอย่างที่ดีของหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ก็ช่วยโพสต์ลงในเวป ช่วยอธิบายว่ามันตรงกันตรงใหน และดียังไง ท่านอื่นๆจะได้เอาไปคิดต่อ
และลงทุนอย่างเหมาะสมต่อไป
.............
03 มีค.2550 .... ตลาดหุ้นมีประโยชน์ตรงใหน?
เรามักจะพูดกันรวมๆว่า ตลาดหุ้นมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อคุยกันในรายละเอียดแล้วจะพบว่า เราไม่รู้จริง เช่น นายวอเรน บัฟเฟตต์บอกว่าจะบริจาคหุ้นให้แก่มูลนิธิของนายบิลล์
เกตส์ 31,000 ล้านดอลล่าร์ แล้วผมก็ถามว่ามันเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจหรือเปล่า? แล้วก็มีคนบอกว่ามีประโยชน์มาก
เขาให้เหตุผลว่า มันเป็นการหมุนเวียนเงินก้อนโต
ครับ, เรื่องนั้นอาจซับซ้อนไปหน่อย เพราะมันขึ้นกับมูลนิธิของบิลล์ เกตส์ว่าจะเอาหุ้นนั้นไปทำอะไร
ถ้าเขาเอาไปถือไว้เฉยๆ มันก็เป็นผลอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเอาไปขาย แล้วเอาเงินไปค้นคว้าวิจัย
ได้ผลแล้วเอามาทำประโยชน์แก่สังคม มันก็มีผลในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเอาไปขาย แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้
แล้วเอาไปแจกคนจนในบางประเทศ มันก็เกิดผลในอีกระดับหนึ่ง และถ้าเอาไปขาย แล้วเอาเงินนั้นไปฝากธนาคารเพื่อเอาดอกเบี้ยมาใช้
มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง....
ดังนั้นผมจึงอยากจะลองมาตั้งคำถามที่มันชัดๆขึ้นมาสัก 3-4 คำถาม แล้วมาวิเคราะห์ว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างไร
ผมเชื่อว่าหลายๆท่านจะงุนงง เพราะมันจะไม่ตรงกับความเชื่อเก่าๆของท่าน
โอเค ผมขอถามว่า การซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งในตลาดหลักทรัพย์นั้นช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่?
หลายๆคนจะตอบว่า เพิ่มแน่ เพราะมีการซื้อขายกัน มันทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน
แต่ผมเห็นว่ามีผลน้อยมาก และถ้าไม่มีค่าคอมมิชชั่นแล้ว มันจะไม่มีประโยชน์เลย
คำอธิบายของผมก็คือ เมื่อมองทางด้านคนซื้อ เขากำลังลงทุน มันจึงมีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อมองทางด้านผู้ขาย เขาได้ถอนการลงทุนไป ซึ่งเป็นจำนวนเท่าๆกับที่คนซื้อได้เข้ามาลงทุน
รวมแล้วมันจึงไม่เกิดประโยชน์ ตัวบริษัทที่ออกหุ้นนั้นก็ยังอยู่เหมือนเดิม
ไม่มีเงินใหลเข้าบริษัท และไม่มีเงินใหลออกจากบริษัท ผลิตผลจากบริษัทก็ยังคงเดิม....
หรือคือ มองในด้าน real sector แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย มันจึงไม่มีประโยชน์จริงๆ
ท่านต้องมองต่อไปให้ลึกๆครับ ประโยชน์ของตลาดหลักทรัพย์มันอยู่ที่ว่า เมื่อมีการซื้อขายกันในตลาดแล้ว
บริษัทเหล่านั้นสามารถเพิ่มทุนได้โดยง่าย เงินปันผลที่ดี
กับกำไรในราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นแรงจูงใจให้คนหาเงินมาซื้อหุ้นที่เพิ่มขึ้น
ตรงนี้เกิดประโยชน์ เพราะบริษัทได้เงินเพิ่มเข้ามา เขาสามารถเอาไปขยายงาน
มันทำให้เกิดการผลิตที่เพิ่มขึ้น มันทำให้ขายได้มากขึ้น คนในประเทศก็ได้กินได้ใช้กันมากขึ้น
การหมุนเวียนของเงินในลักษณะนี้แหละที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
ทีนี้ลองมองให้ลึกยิ่งไปอีก คือดูว่าค่าคอมมิชชั่นนั้นมีผลกระทบอย่างไร?
ค่าคอมมิชชั่นนั้นเป็นเงินที่ผู้ซื้อหุ้นและผู้ขายหุ้นต้องจ่าย เงินส่วนนี้ใหลเข้ามือของโบรกเกอร์
แล้วก็ใหลต่อไปยังพนักงานของบริษัท และอีกส่วนหนึ่งก็ใหลไปสู่ตลาดหลักทรัพย์และกลต.
นี่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงตลาดและคนในตลาด คนเหล่านี้ได้เงินไปก็นำไปจับจ่ายใช้สอย
... ตรงนี้มีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะมันช่วยให้มีการผลิตสินค้าและบริการ แต่มันก็เป็นส่วนน้อยนิด
เพราะค่าคอมมิชชั่นนั้นเป็นแค่ 0.5 เปอร์เซนต์ของราคาหุ้น และการหมุนเวียนเงินในแบบนี้มันเป็นการใช้จ่ายให้หมดไป
ท่านลองนึกภาพต่ออีกสักนิด คือสมมุติว่า ตลาดเปิดซื้อขายหุ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการเพิ่มทุน
มันจะเกิดอะไรขึ้น?
นักลงทุนก็จะเสียเงินเพิ่มไปเรื่อยๆ เงินค่าคอมมิชชั่นนี้ไม่ได้ตกไปถึงมือบริษัทเลย
มันถูกนำไปกินไปใช้กันตลอด อย่างนี้ไม่ช้านักลงทุนก็หมดตัว ราคาหุ้นนั้นถึงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่ real value ของหุ้นมันเท่าเดิม แล้วไม่ช้าไม่นานตลาดหุ้นก็จะพัง เพราะเมื่อใหร่นักลงทุนคิดว่าราคามันสูงเกินจริง
เขาก็จะขาย แล้วทุกคนก็จะแย่งกันขาย
ครับ, การซื้อขายหรือเปลี่ยนมือของหุ้นนั้นไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องให้มีการเพิ่มทุน
เพิ่มบริษัทจดทะเบียนอยู่เสมอๆ จึงจะได้ประโยชน์
โอเค, ผมขอตั้งคำถามข้อที่สอง คือ ถ้ามีคนเอาบริษัทมาเข้าตลาดหลักทรัพย์
แล้วก็ปั่นราคาขึ้นไป แล้วก็ขายหุ้นในมือออกไปจนหมด แล้วก็ไปหามาเข้าตลาดอีก ทำอย่างนี้เรื่อยๆ
จะมีส่วนช่วยการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่?
ตรงนี้ท่านคงจะเริ่มมองเห็นแล้วว่า การหมุนเวียนของเงินและทรัพย์สินนั้นมันไม่ใช่ของดีเสมอไป
ทรัพย์สินถูกหมุนเวียน แต่ผลประโยชน์ไปตกที่คนปั่นตลาด แล้วนักลงทุนต้องเสียหายมหาศาล
เราต้องไล่จับกัน จนป่านนี้ก็ยังจับตัวไม่ได้
ครับ, สรุปก็คือ เศรษฐกิจจะดีขึ้นก็เมื่อเราเอาเงินจากผู้ออม
มาให้บริษัทนำไปลงทุนผลิตสินค้าและบริการ แล้วก็ซื้อขายกัน เท่านั้น
และจากการวิเคราะห์ข้างบนนี้ มันช่วยชี้ให้เห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ต้องไปค้นหากิจการที่ดี
มีการผลิตสินค้าและบริการที่ดีมาเข้าตลาด ไม่ใช่แสวงหาแต่วอลุ่มแต่เพียงอย่างเดียว
และมันจะกลายเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง เมื่อไปเอาบริษัทหลอกๆมาเข้าตลาดอย่างที่เกิดขึ้นในยุคที่คำว่า
เอก... เฟื่องฟู ช่วงนั้นใครเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ท่านคงพอจะจำกันได้
...........
ปล. ผู้บริหารตลาดและกลต.คนปัจจุบันควรตระหนักว่า ท่านมีหน้าที่ตามจับคนเหล่านั้นมาขึ้นศาลนะครับ
ถ้าท่านปล่อยให้คดีหมดอายุความ ท่านจะถูกข้อหาละเลยต่อหน้าที่
...........
05 มีค.2550 ..... หุ้นไทยตอนนี้ราคาถูก?
10 เดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้นไทยราคาถูก
แล้วก็ตั้งคำถามว่า เมื่อหุ้นราคาถูกแล้วทำไมไม่มีใครซื้อ? พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ตลาดคึกคัก
แต่มันก็ไม่ได้ผล ผมก็เลยอยากจะถามท่านนักลงทุนว่า ทำไมท่านไม่เชื่อนักวิเคราะห์เหล่านั้น?
หรือท่านยังกลัวโน่นกลัวนี่กันอยู่?
ครับ, แต่ละคนก็คงมีความคิดเป็นของตนเอง แต่ผมนั้นมีคำถามว่า นักวิเคราะห์เอาอะไรเป็นตัววัดว่าหุ้นราคาถูก?
และเมื่อได้คำตอบว่า หุ้นราคาถูกเพราะพีอีเรโชมันอยู่ที่
9-10 เท่า เท่านั้น ซึ่งผมฟังแล้วก็บอกได้เลยว่า อีก
3-4 เดือนข้างหน้า เมื่อบจ.ทั้งหลายประกาศผลประกอบการออกมา นักวิเคราะห์เหล่านั้นจะเปลี่ยนไปพูดว่า
หุ้นไทยมีราคาแพงไปแล้ว
ทำไมหรือครับ?
ก็เพราะผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2550 จะแย่ลงมากๆ ผมคาดว่ากำไรของบจ.จะหดลงไปครึ่งหนึ่ง
เจ้าพีอีเรโชที่เคยอยู่ที่ 9-10 เท่า มันก็จะกระโดดไปที่ 18-20 เท่า
ครับ, ผมไม่เคยเชื่อเลยว่า พีอีเรโชนั้นเป็นเครื่องวัดความถูกแพงของหุ้นที่ดี โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง
เมื่อเป็นหุ้นไทย เจ้าตัวเลขตัวนี้มันแกว่งได้สูงมาก ทั้งนี้เพราะการทำกำไรของบจ.ไทยนั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก
บางปีถึงกับติดลบไปเลย การเอาตัวพี มาผูกติดกับตัวอีนั้นมีความไม่แน่นอนสูงมาก
นอกจากนี้แล้ว เจ้าตัวอี หรืออัตรากำไรนั้นมันประกาศให้รู้กันปีละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น
มันเป็นตัวแปรที่กระโดดไปมา แต่กิจการมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม ค่าของกิจการจึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนั้น
ใครไปเชื่อเรื่องนี้มากก็ต้องขายหุ้นออกไปทันทีที่เขาประกาศผลว่ากำไรลดลง
ครับ, ยังมีข้อตำหนิอีกเยอะแยะเกี่ยวกับการใช้พีอีเรโช ผมจึงอยากจะขอร้องให้นักวิเคราะห์เลิกพูดถึงเรื่องนี้เสียที
การประมาณค่าของกิจการน่าจะใช้วิธีอื่นที่ดีกว่านี้
............
09 มีค.2550 .... ท่านเรียนรู้อะไรจากกรณีไอทีวีบ้าง?
คนทั่วเมืองเขาว่าเขาได้เรียนรู้มากมายจากกรณีไอทีวีถูกยึด ข่าวสารเรื่องนี้มีเต็มจอทีวี
และเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ และเต็มมากว่า 30 วันแล้ว แต่ผมไม่ค่อยเชื่อว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไร
ทั้งนี้เพราะเรื่องราวมันสับสนมาก มันมีคนหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง มันมีนักการเมืองเข้ามาลากไปลากมา
มันมีนักข่าวประจำไอทีวี และผู้จัดรายการมากมายที่ออกมาเรียกร้องความเห็นใจ...ฯลฯ
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ในฐานะนักลงทุน จะมีหุ้นไอทีวี
หรือไม่มีหุ้นไอทีวีก็ตาม ท่านได้เรียนรู้อะไรบ้างใหม? ตรงนี้ผมคาดว่าพวกเรายังไม่ทันคิด
และก็จะเล่นหุ้นไปตามแบบเดิม ทั้งๆที่คนที่เสียหายมากที่สุดคือนักลงทุน
คนที่โดนเข้าไปเต็มๆก็คือคนที่ถือหุ้นบริษัทไอทีวีอยู่ บางท่านอาจยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่ากำลังจะเสียหายเต็มร้อย
หรือคือ หุ้นในมือกำลังจะเป็นเศษกระดาษ ส่วนคนที่ไม่ได้ถือหุ้นบริษัทไอทีวีนั้นก็อย่าคิดว่าไม่เสียหาย
การล้มลงของไอทีวีมันกระทบต่อธุรกิจด้านนี้ ราคาหุ้นธุรกิจด้านนี้จะหดลง นอกจากนี้แล้ว
ทุนต่างชาติก็ได้จังหวะสรุปว่า ทำธุรกิจในเมืองไทยนี่ไม่มีความปลอดภัยเสียแล้ว
มันมีการยึดทรัพย์สินต่างชาติ มันกลับเข้าสู่สภาพเหมือนเมื่อตอนเริ่มสงครามโลกครั้งที่1
และครั้งที่2 อย่างนี้ทุนต่างชาติก็ต้องถอย แล้วตลาดหุ้นก็จะถดถอยอย่างต่อเนื่อง
โอเค, เรามาเจาะลึกในข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้กัน
ผมขอแนะนำให้ตัดเรื่องการเมืองออกไป เพราะทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเมืองเขาทำอะไรกันอยู่
การเมืองมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นแน่นอน แต่ท่านรู้และรับทราบแล้วว่าตราบใดที่อดีตนายกทักษิณยังไม่ตาย
ธุรกิจในเครือของชินวัตรก็จะถูกกดดันไปเรื่อยๆ ดังนั้นท่านรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรเข้าไปถือหุ้นในกลุ่มนี้
ข้อมูลที่ท่านควรสนใจก็คือ ท่านทราบมานานแค่ใหนว่า ไอทีวีทำผิดเงื่อนใขของสัญญาที่มีต่อสำนักนายกรัฐมนตรี?
ท่านตกใจใหมเมื่อทราบว่าค่าปรับ บวกดอกเบี้ยนั้นมันสูงเป็นแสนล้านบาท? ผู้บริหารของไอทีวีเคยเชิญประชุมเพื่อแจ้งภาระหนี้อันนี้บ้างใหม?
ผู้บริหารของไอทีวีเคยปรึกษาผู้ถือหุ้นบ้างใหมว่าจะต่อสู้อย่างไร? ท่านทราบแล้วหรือยังว่า
ผู้บริหารไอทีวีไม่ยอมจ่ายค่าสัปทาน เป็นเวลานานเท่าใดแล้ว? และเป็นเงินเท่าใด?
และ ท่านทราบบ้างใหมว่าไอทีวีมีกำไรหรือขาดทุน?
ครับ, ความล้มเหลวของไอทีวีเกิดจากการบริหารที่ผิดพลาด
ประการแรกก็คือ ผู้บริหารได้ขอปรับเงื่อนใขที่จะให้มีสัดส่วนรายการบันเทิงให้มากขึ้น
โดยไม่ดูเลยว่าถ้าผิดสัญญาแล้วจะถูกปรับเป็นเงินเท่าใด พวกเขาไปเชื่อว่าทำตามอนุญาโตตุลาการแล้วจะไม่มีความผิด
ประการที่สองคือ เมื่อเรื่องขึ้นถึงศาล แล้วศาลบอกว่าให้ยกเลิกคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ
และจะถูกปรับหลายหมื่นล้าน ผู้บริหารก็ยังนิ่งเฉย ไม่เคยแจ้งต่อผู้ถือหุ้น พวกเขาไม่แจ้งเพราะถือว่าทำตามคำสั่งของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่
เขาเห็นว่าผู้ถือหุ้นใหญ่สำคัญกว่าตัวท่าน
ประการที่สามคือ ผู้บริหารเห็นเรื่องการคิดค่าปรับสูงๆนั้นเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องเข้าใจผิดในถ้อยคำในสัญญา
แล้วก็ไม่ดำเนินการต่อสู้ให้ถึงที่สุดโดยเร็ว ปล่อยเรื่องไว้จนเกิดปฏิวัติ ซึ่งทำให้ตกอยู่ในสถานะเป็นเบี้ยล่าง
แล้วก็เลยหมดหนทางแก้ใข
ประการสุดท้ายคือ ผู้บริหารต่อสู้ผิดคน ผิดเรื่อง และผิดที่ คือไปอ้างว่าที่ปรับผังรายการไปนั้นก็ยังไม่ได้เพิ่มรายการบันเทิงจนเต็นที่ขอไว้
ไปอ้างว่าข่าวก็ยังเด่นอยู่เหมือนเดิม ไปอ้างว่าข่าวก็ยังเป็นกลาง ไปอ้างว่ายังมีเสรี
ไม่ถูกครอบงำโดยผู้ถือหุ้นใหญ่....ฯลฯ
ครับ, นอกจากความผิดของผู้บริหารแล้ว ท่านนักลงทุนเคยไปประชุม
แล้วตั้งเงื่อนใขบ้างใหมว่า เรื่องอะไรที่จะก่อหนี้ถึงระดับต้องล้มละลายนั้นต้องผ่านประชุมผู้ถือหุ้น?
นี่ก็เป็นความบกพร่องอีกแบบหนึ่ง คือเรามอบอำนาจให้ผู้บริหารทำอะไรก็ได้ มอบอำนาจไปจนหมด
โดยลืมคิดไปว่า เงินทุนทั้งหมดมาจากนักลงทุน ผู้บริหารนั้นเป็นแค่ลูกจ้างเท่านั้น
ครับ, โดยสรุปแล้ว เรื่องของไอทีวีนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้วางใจในผู้บริหารมากนัก
เราต้องมีเงื่อนใขบางอย่างเอาไว้ เราต้องติดตามและควบคุมทิศทางในการบริหาร หากเขาสร้างหนี้
และต่อสู้ผิดทาง เราต้องรีบปลดมันออก ถ้าโหวตสู้ไม่ได้ ก็ต้องขายหุ้นทิ้งโดยเร็ว
อย่าปล่อยให้คาราคาซังกันจนตกเป็นเหยื่อของสถานะการณ์
มีใครบ้างใหมที่นึกถึงอกผู้ลงทุนบ้าง? แม้แต่คนของไอทีวียังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้กันเลย
เขาไม่เคยลงข่าวท่าน เขาไม่เคยมาขอความช่วยเหลือจากท่าน
และเขาไม่เคยคิดว่าท่านเป็นเจ้าของด้วยซ้ำไป
อนึ่ง, ยังมีบจ.อีกมากมาย ที่ทำตัวแบบเดียวกับไอทีวี ตลาดหลักทรัพย์และ
กลต.เคยมีนโยบายที่จะบังคับให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ลดสัดส่วนการถือครองหุ้น แต่มันก็เป็นแค่คำพูดหรูๆ
30ปีผ่านไป โดยไม่มีใครนึกถึงคำพูดของท่านอาจารย์สังเวียนกันเลย
ครับ, ผมขอเสนอใว้ให้คิดแต่เพียงเท่านี้
........
18 มีค.2550 .... คนบางคนมันบ้าอำนาจ
ท่านได้เห็นหนังสือเวียน ที่ กส.(ว) 27/2549 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2549 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
แล้วหรือยัง? ผมเชื่อว่าท่านได้รับแล้ว เพราะโบรกเกอร์ทั้งหลายเขาต้องรีบแจ้งให้ลูกค้าทราบ
และบังคับให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด สำหรับผมนั้นได้รับแจ้งจาก บริษัทเคจีไอมาสองสัปดาห์แล้ว
แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ทั้งนี้เพราะผมกำลังคิดอยู่ว่าจะเลิกเล่นหุ้น แล้วหันไปเล่นความกับโบรกเกอร์รายนี้ดีใหม?
ครับ, หนังสือเวียนของตลาดหลักทรัพย์นั้นมีใจความย่อๆว่า นับจากวันที่
1 เมษายนนี้เป็นต้นไป ลูกค้าที่ซื้อขายหุ้นด้วยเงินสดนั้นต้องเปลี่ยนเป็นชำระผ่านบัญชี
cash balance หรือ มีหนังสือยินยอมให้หักเงินจากธนาคารโดยอัตโนมัติเท่านั้น และก่อนที่จะสั่งซื้อหุ้นได้ก็ต้องมีเงินอยู่ในบัญชีดังกล่าวไม่น้อยกว่าที่สั่งซื้อ
ส่วนหนังสือจากโบรกเกอร์(อาจเป็นเคจีไอรายเดียวก็ได้)นั้นบอกว่า ในระหว่างที่ท่านยังไม่ไปเปิดบัญชีแคชบาลานซ์ หรือยังไม่มีหนังสือยินยอมให้หักบัญชีธนาคารโดยอัตโนมัตินั้น ท่านจะไม่มีสิทธิ์ซื้อหุ้น ท่านจะขายหุ้นได้ทางเดียว
อ่านแล้วท่านรู้สึกอย่างไร? หลายๆท่านก็คงรีบไปปฏิบัติตามที่เขาสั่งมา เพราะนี่เป็นนิสัยของคนไทย
คือใครสั่งอะไรมาก็รีบๆปฏิบัติเสีย ไม่อยากให้เขาหาว่าเป็นคนหัวแข็ง และลึกๆในใจก็คือ
กลัวว่าเขาจะไม่ให้เล่นหุ้น
แต่สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไร้เหตุผล
ทำไมจึงไร้เหตุผล?
1. ตลาดหลักทรัพย์มีหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชน การซื้อขายหลักทรัพย์เป็นบริการที่ควรให้ความสดวกแก่ผู้ซื้อขายให้มากที่สุด
การชำระเงินค่าซื้อหุ้นนั้นมีได้หลายสิบวิธี ตลาดหลักทรัพย์ควรเปิดให้ใช้ได้มากวิธีที่สุด
แต่กลับมาบีบบังคับให้ใช้แค่ 2 วิธี มันจึงไม่ถูกต้อง มันเหมือนกับเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่
คนเขาอาจเลือกไปทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ...ก็ได้ แต่กลับไปบังคับว่า ต้องไปขึ้นเรือบินที่ดอนเมือง
และตีตั๋วของการบินไทยเท่านั้น อย่างนี้มันไม่มีความสดวก
2. การที่มาตั้งเงื่อนใขว่า ต้องมีเงินเต็มจำนวนสำหรับชำระค่าหุ้นไว้ในบัญชีก่อนที่จะสั่งซื้อหุ้น
นั้นมันผิดหลักการ ตั้งแบบนี้แล้วจะเรียกว่าเป็นระบบ T+2 หรือ T+3 ได้อย่างไร?
3. ข้อกำหนดที่เวียนมานี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายต่อนักลงทุน เช่น ดอกเบี้ยที่สูญไปเพราะต้องนำมาฝากเป็นบัญชีแคชบาลานซ์
ต้องคอยไปจิ้มดูในเอทีเอ็มว่าเงินในบัญชีเงินฝากยังมีอยู่พอหรือไม่ หรือถูกใครโกงหักไปหรือเปล่า...ฯลฯ
4. ข้อกำหนดที่เวียนมานี้ทำให้เกิดความเสี่ยง เพราะการเอาเงินไปไว้ในมือคนของโบรกเกอร์
หรือเซ็นยินยอมให้หักบัญชีโดยอัตโนมัติ นั้น มันอาจถูกโกงจนหมดตัวได้ คนแก่อย่างผมเห็นแล้วนอนไม่หลับ
ผมไม่เคยทำอย่างนั้นมาเลย แม้แต่เซ็นยินยอมให้เอาเงินเข้าบัญชีผมยังไม่อยากทำ เพราะคนยุคนี้เขาโกงได้แยบยล
เช่น ทำเป็นว่าเอาเงินคนอื่นมาเข้าผิดบัญชี พนักงานแบงก์ต้องทำรายการ reverse แต่หักคืนไปจนหมดบัญชี
เรื่องอย่างนี้ผมเคยเห็นมาแล้ว กว่าจะได้เงินคืนมาต้องเสียเวลาเป็นป
ี
ครับ, เมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา ผมก็ต้องถามว่า ทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงมาเปลี่ยนระบบไปแบบนี้?
ผมมองไปแล้วก็ตีความได้สองทาง ทางแรกคือ ธปท.ท่านต้องการพัฒนาระบบการชำระเงิน ท่านอยากให้ทันสมัย
ท่านเห็นโลกมันสวยสด ท่านไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาคดโกง จึงอยากให้โอนเงินไปมาโดยสะดวก(เท่าที่ผมเคยได้ยินมา
ท่านคิดถึงขนาดจะให้เลิกใช้ธนบัตร์ เพราะท่านเห็นว่าสิ้นเปลืองค่าพิมพ์ ค่าคัดแยกธนบัคร์เก่า
ค่าทำลายธนบัตร์เก่า...) แต่ท่านไม่ใช่นักเล่นหุ้น ท่านก็เลยไม่รู้ว่ามันจะไปทำลายระบบการซื้อขายหุ้น
ท่านเสนอเข้ามา ทางตลาดหลักทรัพย์ก็ชอบ จึงทำหนังสือเวียนดังกล่าว
หนทางที่เป็นไปได้ทางที่สองก็คือ มีนักลงทุนบางราย เล่นหุ้นโดยไม่มีเงินในบัญชี
แล้วไปเบี้ยวการชำระเงิน เช่นออกเช็คโดยไม่มีเงินพอให้หักบัญชี เรื่องอย่างนี้ก่อกวนความสงบสุขของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์
เมื่อท่านทนไม่ใหว ก็เลยออกระเบียบดังกล่าว ท่านบ้าอำนาจ เพราะท่านคิดว่าท่านจะแก้บัญหาของท่านด้วยวิธีใดก็ได้
ครับ, สำหรับโบรกเกอร์ที่สำทับมาว่า ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่ได้เปิดบัญชีแคชบาลานซ์
หรือยังไม่ได้เซ็นยินยอมให้หักบัญชีในธนาคารโดยอัตโนมัตินั้น จะไม่ให้สั่งซื้อหุ้น
นี่มันเป็นการซ้ำเติมลูกค้า และว่ากันตามสัญญาที่ทำกันไว้ในตอนเปิดพอร์ตแล้ว การกระทำอย่างนี้เป็นการทำผิดสัญญา
เพราะสัญญาเปิดพอร์ตก็ยังใช้บังคับอยู่ ลูกค้าเคยจ่ายด้วยเช็คลงวันที่ T+2 หรือ
T+3 ก็ควรจะสั่งซื้อหุ้นได้อยู่
โดยสรุปแล้ว ผมมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า หนังสือเวียนทั้งสองนี้
เกิดจากความบ้าอำนาจ กับการฉวยโอกาสที่จะรีดเอาเงินจากลูกค้า
ถ้าบริการกันแบบนี้ต่อไป คนก็คงต้องเลิกคิดที่จะลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์
สำหรับผมนั้นนอนแล้วสะดุ้ง เพราะฝันเห็นภาพชายแก่ๆคนหนึ่ง
ที่อยู่ดีๆเงินในบัญชีหายไปหมด วันรุ่งขึ้นไม่มีเงินกินข้าว ธนาคารแค่รับแจ้งเรื่อง
แล้วขอเวลาไปสอบสวน 6 เดือน อีกภาพหนึ่งที่ฝันเห็นคือ หลานของผม
เวลาที่ผมตายลง เขาต้องมาช่วยทำศพ แล้วต้องเคาะโลงศพถามผมว่า ผมเอาเงินไปไว้ในบัญชีแคชบาลานซ์อยู่เท่าใหร่แน่
เพราะโบรกเกอร์บอกว่าเหลือ 0 บาท
.................
22 มีค.2550 .... รัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง?
เมื่อสองวันก่อน มีการประชุมเพื่อพิจารณากรอบงบประมาณปี 2551 แล้วก็สรุปว่า นายกให้เอากลับไปทบทวนใหม่ทั้งหมด
ทั้งนี้เพราะงบที่ขอมามันเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดไว้ถึง 30 เปอร์เซนต์
หรือคิดเป็นตัวเงินแล้วต้องไปหามาอีก 460,000 ล้านบาท
ครับ, ผมก็เลยมีคำถามว่า รัฐมนตรี ผู้บริหารของกระทรวง ทบวง และกรมต่างๆเขาเข้าใจคำว่า
เศรษฐกิจพอเพียง หรือเปล่า ผมนั้นคาดเดามาก่อนนี้แล้วว่ามันจะออกมาในทางนี้
มันจะกลายเป็นเศรษฐกิจแช่งขันกันทำความดี แต่แข่งแล้วยิ่งระทมทุกข์
เสียมากกว่า
แน่นอน มันต้องระทมทุกข์อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะถ้าทำตามที่กระทรวงเสนอมา
เราก็ต้องไปกู้ต่างประเทศอีก 460,000 ล้านบาท แล้วก็ไม่มีทางจะใช้หนี้เขาหมด เราจะต้องจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยให้เขาเอาไปกินไปใช้ไปอีกหลายร้อยปี
ทำไมมันจึงออกมาเป็นแบบนี้?
จะบอกว่าคนระดับบริหารไม่เข้าใจในคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็คงไม่ถูกนัก แต่ผมคิดว่าเขาแยกเรื่องความเข้าใจในคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง
ออกจากคำว่าการบริหารในยุคคมช.มากกว่า การทำงานในยุคคมช.นี้จะเห็นได้ว่า
รัฐมนตรีทุกคนเป็นคนหน้าใหม่ และการมองปัญหาก็มองกันแค่ระยะสั้น ความสั้นของเวลามันทำให้ต้องเพิ่มกิจกรรม
และต้องเพิ่มเงิน รมต.ทุกคนหวังจะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว แต่ลืมคิดไปว่า
นี่เป็นงบประมาณปี 2551 ซึ่งพวกตนจะต้องออกไปแล้ว
ครับ, ความหลงลืมในเรื่องเวลานี้จะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของรมต.บางท่าน เช่น
รมต.กระทรวงไอซีที ท่านบอกว่าท่านจะให้รวม กสช.กับ กทช. ท่านจะให้รวมทีโอที กับ
กสท. แล้วก็ให้ยึดเครือข่ายเส้นใยนำแสงของ กฟผ. กฟภ.และของทุกหน่วยงานมาเป็นของบริษัทที่รวมทีโอทีกับ
กสท....ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มันไม่มีทางทำได้ในรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์นี่อย่างแน่นอน
แต่ท่านก็เสนอเข้ามา ท่านหลงทิศ หลงทาง หลงเวลา ไปหมด
ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีพิธีกรท่านหนึ่งไปชื่นชมว่า นี่เป็นแนวคิดที่ใหม่
และแหวกแนว และน่าจะดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
บ้าครับ, แนวคิดอย่างที่ว่านี้เขาเรียกว่า ลัทธิคอมมิวนีสต์
ครับ มันเกิดมากว่า 60 ปีแล้ว มันเสนอให้ยึดทุกอย่างมาเป็นของรัฐ แล้วเข้าบริหารเอง
ยึดรวมให้หมดเพื่อให้ผู้บริหารมีอำนาจเด็ดขาด แล้วมันก็เจ้งไปเมื่อ 5 ปีก่อน
ครับ, ผมขอเสนอแนะว่า การกลับไปพิจารณาตั้งงบประมาณกันใหม่นี้ ทุกครั้งที่เข้ามาประชุมกัน
ขอให้เอารูปในหลวงมาตั้ง แล้วกราบ 3 ที และนึกถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเสียก่อน
แล้วกราบอีก 3 ที แล้วจึงจะเปิดประชุมกัน
ผมตอนนี้ เวลาเปิดทีวีดูตัววิ่งราคาหุ้น ผมก็พนมมือใหว้รูปในหลวงที่วางบนตู้ทีวีทุกครั้ง
และก็เลยหยุดซื้อหุ้นมาได้เกือบ 3 เดือนแล้ว ซึ่งก็ได้ผลดีจริงๆ เพราะหุ้นมันตกเอ้าตกเอา
ผมรอดตัวมาได้ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน
ขอให้ท่านโชคดี
.............
25 มีค.2550 .... น่าจะถึงเวลาไพรเวทไตส์ตลาดหลักทรัพย์แล้ว
เมื่อตอนที่ท่านอาจารย์สังเวียนไปชี้แจงเรื่องการตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น
มีสส.บางท่านตั้งคำถามว่า พนักงานของตลาดหลักทรัพย์นั้นจะกินเงินเดือนจากที่ใหน
ท่านก็บอกว่า ในระยะแรกนั้นต้องกินจากเงินหลวง เพราะรายได้จะยังไม่พอเลี้ยงตัวเอง
แต่เมื่อปริมาณการซื้อขายมากพอ ก็สามารถจะเลี้ยงตัวเองได้ แล้วท่านก็ย้ำอีกด้วยว่า
ตลาดควรพยายามให้สามารถเลี้ยงตัวได้โดยเร็ว และรีบออกมาเป็นหน่วยงานเอกเทศ ทั้งนี้เพราะงานนี้เป็นงานบริการประชาชน
มันต้องรับผิดชอบต่อนักลงทุนที่เป็นผู้จ่ายค่าคอมมิชชั่น
แต่เหตุการณ์บ้านเมืองมันก็เปลี่ยนไป เช่นมีการตั้งคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา
ทั้งนี้เพื่อคานอำนาจของกรรมการตลาดหลักทรัพย์ และจะได้ดูแลด้านการป้องกันและปราบปรามพวกปั่นหุ้น
คณะกรรมการกำกับฯ หรือที่เรียกกันย่อๆว่า กลต.นั้นมีลักษณะที่เหมือนไม่ใช่หน่วยบริการประชาชน
มันค่อนมาทางเป็นหน่วยราชการที่จะควบคุมบริษัทหลักทรัพย์ ควบคุมโบรกเกอร์
และควบคุมนักลงทุนมากกว่า ดังนั้น แนวคิดที่จะไปรเวทไตส์ตลาดหลักทรัพย์มันก็เลยหลุดหายไปจากความคิดของผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน
ครับ, จริงๆแล้ว ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียม และประกันต่างๆนั้นมันมีมากพอที่จะเลิกใช้เงินหลวงมานานแล้ว
แต่ก็ไม่มีใครทำตามที่อาจารย์สังเวียนได้พูดไว้
ในทางตรงกันข้าม สองหน่วยงานนี้กลับมองว่าตนเองไม่ใช่บริกร เขามองว่าเขาเป็นผู้ให้ผลประโยชน์แก่นักลงทุน
ถ้าไม่มีพวกเขา นักลงทุนก็จะไม่มีแหล่งที่จะลงทุน ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า
ในระยะหลังๆนี่ สองหน่วยงานนี้ออกกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อนักลงทุนเลย เช่นบังคับให้ใช้วิธีชำระค่าซื้อขายผ่านระบบ
ATS เท่านั้น และยังเตรียมการที่จะปรับกฎหมายให้มันบีบรัดยิ่งขึ้น จนฝรั่งต่างชาติถอยออกไปตั้งหลักหลายเดือนแล้ว
นักกฎหมายบางคนถึงขนาดออกมาพูดว่า มันควรจะเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นได้แล้ว
ครับ, ประเด็นของผมก็คือ เราควรไปรเวทไตส์ตลาดหลักทรัพย์และกลต.ได้แล้ว ทั้งนี้เพื่อให้มองได้ชัดเจนว่า
ความอยู่รอดของพวกเขานั้นขึ้นอยู่กับค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมต่างๆ และเขาต้องปรับปรุงตัวให้เป็นผู้ให้บริการที่ดี
ครับ, ถ้าคิดจะทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนายอย่างที่เป็นอยู่นี้
ไม่ช้าคนก็เลิกเล่นหุ้น แล้วข้าวก็จะไม่มีกรอกหม้อ รถยนต์คันหรู คอนโดริมแม่น้ำ
และโฮมเทียเตอร์ก็จะถูกยึดไปหมด
คิดกันให้ดีๆนะครับ
..............
27 มีค.2550 .... ควบคุม-ดูแล-กำกับ?
วันนี้ผมมีคำถามให้ท่านนักลงทุน โดยฉะเพาะอย่างยิ่งคือผู้ถือหุ้นบริษัทเพาเวอร์พี
ว่า คำว่า ควบคุม-ดูแล-และกำกับ นั้นมันหมายถึง ควบคุม-ดูแล-และส่งเสริม
หรือ ควบคุม-ดูแล-และบังคับ กันแน่?
ที่ผมตั้งคำถามนี้เพราะข่าวสองชิ้น คือ บริษัทเพาเวอร์พีได้ยื่นคำขอต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งของกลต.ที่ให้แก้งบดุลปี
47-48-49 กับข่าวว่า ธปท.ดัดหลังแบงก์ที่เก็งกำไรค่าเงินบาท ข่าวสองชิ้นนี้เป็นเรื่องเดียวกัน
เพราะมันเกี่ยวกับทัศนคติ(Attitude)ของผู้ทำหน้าที่ควบคุม-ดูแล-และกำกับ
ครับ, ผมเคยผ่านงานมาหลายแห่ง เคยทั้งหน่วยราชการ ทั้งแบงก์พาณิชย์ และทั้งแบงก์ชาติ
มีสิ่งหนึ่งที่สดุดใจผม คือ ข้าราชการนั้นมองดูประชาชนและองค์กรที่อยู่ในความดูแลเป็นเหมือนอาชญากร
และทุกครั้งที่เขาไม่พอใจ เขาจะใช้อำนาจสั่งการให้ทำตามเขา(โดยอ้างกฏหมาย) และถ้ามีท่าทีว่าจะไม่ปฏิบัติตาม
เขาก็จะดัดหลังมัน อย่างเรื่องมาตรการกักเงินนำเข้าไว้ 30% เขาคิดว่าต่างชาติเข้ามาปั่นเงินบาท
เขาก็สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ทำการกักเงินต่างชาติไว้ตามสั่ง แต่นี่ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว
อัตราแลกเปลี่ยนมันก็ไม่ฟื้นคืนตัว เมื่อไม่ได้ผลก็จัดการดัดหลังธนาคารพาณิชย์มันเสียเลย
โดยให้ดำลงเงินตราต่างประเทศให้เท่ากับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 และรายงานให้ทราบตามกำหนดเวลาในกฏหมาย
ส่วนสำนักงานกลต.นั้นก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อ้างว่าบริษัทเพาเวอร์พีนั้นลงบัญชีไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
จึงสั่งให้บริษัทไปแก้ใขงบดุล และที่มันน่าสนใจก็คือ ทำไมจึงต้องย้อนไปถึง 3 ปี?
มันมีอะไรอยู่ในเรื่องนี้มากมายนัก? ถ้าผู้บริหารจะโกง หรือหลอกลวงนักลงทุน ป่านนี้มันคงไม่เหลือซากแล้ว
ครับ, ผมเชื่อว่า ในกฎหมายนั้น คำว่า ควบคุม-ดูแล-และกำกับ
นั้นมันหมายถึงการ ควบคุม-ดูแล-และส่งเสริม เพราะเราเป็นไทยด้วยกันเองทั้งนั้น
ราชการ ธปท. และกลต.นั้นจึงมีหน้าที่ส่งเสริม ไม่ใช่บีบบังคับหรือมาดัดหลังกัน
เรื่องนี้จึงดูน่าสนใจที่จะถามว่า ทำไมมันจึงเกิดเป็นทัศนคติที่ตรงกันข้ามไปได้?
คำตอบก็คือ ในวงการด้านการเงินนี้มันมีอาชญากรไส่สูทอยู่เยอะ มันโกงคนไทยด้วยกัน
มันถือโอกาศทำกำไรจากช่องโหว่ของกฎหมาย ผู้ทำหน้าที่ควบคุด-ดูแล-และกำกับ ต้องแก้กฎหมายบ่อยมาก
แต่แก้แล้วก็อุดไม่ได้หมด คนเหล่านี้จึงมีความโกรธและเคียดแค้นอยู่ตลอดเวลา แล้วทัศนคติก็เลยเปลี่ยนไป
ครับ, เปลี่ยนแล้วดีขึ้นหรือเปล่า?
นี่คือคำถามที่ผมซ่อนเอาไว้ คนที่นั่งคิดถึงเรื่องเหล่านี้บ่อยๆจะมองเห็น คือ
เมื่อใดที่เราเปลี่ยนจาก ช่วยเหลือและส่งเสริมกัน มาเป็นการมองแบบโกรธแค้นไส่กัน
เมื่อนั้นคุณก็จะตกลงไปในวังวน
หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุม-ดูแล-และกำกับนั้นต้องช่วยประชาชน ต้องช่วยผู้ประกอบการ แล้วประชาชนและผู้ประกอบการจึงจะช่วยท่านกำจัดเสนียดของสังคมออกไป เช่น เห็นการลงบัญชีมันไม่เหมาะสมก็เตือนกันไป แล้วก็ต้องไส่ข้อสังเกตุไว้ หรือ แจ้งนักลงทุนให้ระมัดระวังในการใช้ข้อมูลในงบดุล ถ้าเจ้าของบริษัทมีทีท่าว่าจะโกงประชาชน ประชาชนเขาจะขายหุ้นทิ้งไปเอง กลต.ควรแก้กฎหมายให้มีข้อสังเกตุในงบดุลของบจ. ไม่ใช่ขอมีอำนาจสั่งแก้งบดุล หรือขออำนาจเพิ่มเติมว่าใครไม่ทำตามจะปรับ หรือไล่ออกจากตลาด การปรับหรือไล่ออกจากตลาดนั้นมันกลายเป็นการทำโทษผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับผู้จัดการเลย
ครับ, ทำงานด้าน ควบคุม-ดูแล-และกำกับนั้นต้องมุ่งช่วยเหลือและส่งเสริม ท่านควรจะตัดคำว่า
ควบคุม-กำกับ ออกไปได้แล้ว และควรมองว่าประชาชนและผู้ประกอบการคือเพื่อน ไม่ใช่อาชญากร
เพื่อนคือคนที่จะช่วยท่านกำจัดเสนียดของสังคม อย่าแบกความทุกข์เอาไว้เพียงข้างเดียว
..............
30 มีค.2550 .... เมื่อนักโฆษณาพาไป
สัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์หนังสือไทย ปีนี้ผมเกิดคิดไปตรงกับบทความในคอลั่มน์-จุดประกาย-ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
คือ จะไม่ไปแวะดู ทั้งนี้เพราะทนต่อเสียงประกาศและกิจกรรมของผู้มาออกร้านไม่ใหว
งานหนังสือมันกลายเป็นงานมหกรรมการค้าและการโฆษณาไปหมด แอร์คอนดิชั่นที่ขุนคลังสีหมึกเคยคุยว่าเตรียมไว้สามเท่าเพื่อประกันความเย็นนั้นยังสู้ไม่ใหว
ทั้งนี้เพราะคนเข้าชมก็แยะ แล้วยังใช้ไฟฟ้าเพื่อทำแสง สี เสียง จนเกินขีดจำกัด
ครับ, นั่นเป็นภาพเล็กๆที่เกิดจากการใช้เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อในยุคปัจจุบัน แต่ผมนั้นเกลียดชังวิชาโฆษณาชวนเชื่อนี้มากว่า
50 ปีแล้ว ผมเห็นว่าประเทศไทยที่พัฒนาไม่ขึ้น แถมจะถดถอยลงมาจนล่มสลายในไม่ช้านั้น
มาจากการใช้วิชาการโฆษณาชวนเชื่อ
เหตุผล และตัวอย่างของผมมีดังนี้
1. ท่านทราบใหมว่า สินค้าในปัจจุบันนี้มีต้นทุนทางการผลิตแค่ 30 เปอร์เซนต์ของราคาขาย
แล้วก็ต้องมาเสียค่าโฆษณาชวนเชื่อถึง 60 เปอร์เซนต์
ที่เหลือ 10 เปอร์เซนต์นั้นเป็นกำไร? นี่เป็นตัวเลขที่ออกจากปากของยอดมาร์เกตติ้งของเมืองไทย
ที่ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการของหน่วยงานแห่งหนึ่ง แถมท่านยังย้ำอีกว่า ถ้าท่านไม่ยอมจ่ายค่าโฆษณาชวนเชื่อ
ท่านก็จะขายสินค้าไม่ออก
ครับ, นี่แสดงให้เห็นว่า เงินของประชาชนต้องเสียไปเปล่าๆกว่าครึ่ง เงินส่วนนี้ใหลเข้าไปในมือของโรงพิมพ์
ทีวี เคลือข่ายสื่อสาร เจ้าของป้ายโฆษณาใหญ่ๆ และมาร์เกตติ้งเอเยนซี่ มันทำให้ธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวยกันอื้อซ่า
2. ในการโฆษณาชวนเชื่อนั้น พวกเขาไม่พูดความจริงกัน พวกเขาต้องไส่คำพูดและภาพที่บิดเบือน
เช่น โฆษณาชวนเชื่อของกระทรวง กระทรวงหนึ่ง ที่มีตัวแสดงเป็นคนจน แล้วก็นั่งดื่มเหล้า
แล้วก็บ่นว่า จน เครียด กินเหล้า....แล้ววันหนึ่งก็ลุกออกจากบ้านไปขุดดิน
ฟันหญ้า ทำการเพาะปลุก แล้วก็กลับร่ำรวยขึ้นมาได้ เรื่องอย่างนี้เขาคิดว่าจะทำให้คนไทยหายจนไปได้
ซึ่งผมกลับเห็นว่าบ้า เพราะถ้ามันเป็นไปได้ ก็น่าจะให้คนไทยลาออกจากงานให้หมด แล้วก็ไปนั่งดื่มเหล้าสักสิบวัน
แล้วลุกจากที่ ออกไปขุดดินทำสวนทำไร่กัน
ครับ, เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่นักโฆษณาพูด งานโฆษณาชี้นนี้ทำให้หน่วยงานเสียเงินไปเปล่าๆ
และถ้าใครบ้าตามก็จะสูญเสียทั้งเวลา ทรัพย์สิน และโอกาส ไปหมด ทำกันมากๆก็ฉิบหายทั้งประเทศได้
การที่จะประสบความสำเร็จในการงานนั้นมันไม่ได้มาจากความตั้งใจจริงแต่เพียงอย่างเดียว
มันต้องมีความรู้ มันต้องมีทุน และอื่นๆอีกมาก
3. ในการโฆษณาชวนเชื่อนั้น พวกเขาต้องไปจ้างคนมาทำกิจกรรม ต้องเสียเงินค่าวัสดุอุปกรณ์
อย่างเช่น ในงานสัปดาห์หนังสือนี้ เขาต้องจ้างคนมาเชิดสิงห์โต ต้องมาตีกลอง ต้องเอาไฟแรงสูงมาส่อง
ตัวบูธก็ต้องจ้างคนมาออกแบบ ต้องติดไฟฟ้าส่องแสงสว่างจ้า และเมื่อเจ้ากิจกรรมเหล่านั้นมันไม่เหมาะสม
มันกลับจะเป็นการไล่ผู้ซื้อไปจนหมด
ครับ, นักโฆษณาชวนเชื่อนั้นมีชีวิตอยู่ในวงแคบ มักจะมองไม่เห็นความเสียหายของผู้ชม
พวกเขาเน้นแค่ให้คนหันมามองเท่านั้น เขาคิดว่ามีคนดูมากๆก็เป็นความสำเร็จแล้ว บ้านเมืองนี้จึงมีแต่กิจกรรมที่ไร้ค่า
คนไทยเสียเวลาไปกับทีวีและสื่อต่างๆโดยไม่มีประโยช์เกือบ 100 เปอร์เซนต์ หรือคือ
ยิ่งอ่าน(โฆษณา)ยิ่งโง่ ยิ่งดู(ทีวี)ยิ่งเซ่อ
ครับ, ในเรื่องของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็ไม่แตกต่างไปจากวงการหนังสือและการค้า
ตำแหน่งมาร์เกตติ้งกลายเป็นนักยุยงส่งเสริมให้ซื้อขายบ่อยๆ
ตำแหน่งนักวิเคราะห์ก็กลายเป็นผู้จุดชนวนให้เก็งกำไร เป็นทางผ่านของข่าวลือ
เมื่อสองวันที่ผ่านมาก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ปล่อยข่าวลือว่าคมช.จะประกาศภาวะฉุกเฉินใน
กทม. ทำให้หุ้นตกอย่างแรง แล้ววานนี้ก็บอกว่าหุ้นลงต่อแน่นอน แต่เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ลง
นักลงทุนรายย่อยขายหมูออกไปหลายร้อยล้านบาท และที่มันแย่มากๆก็คือ
จัดสัมนาเพื่อเชียร์ให้คนเล่นหุ้น เล่นดัชนี เล่นกองทุน โดยไม่พูดความจริงว่าผลตอบแทนที่แท้จริงจะเป็นเท่าใด
และความเสี่ยงนั้นเป็นเท่าใดกันแน่ ยามที่ตลาดซบเซาอย่างปัจจุบัน เขายังจัดสัมมนาว่ายังมีหุ้นเด็ดๆให้ท่านเล่นกัน
ใครอยากรวยก็ให้ไปฟังกัน
ครับ, ตลาดหลักทรัพย์ของไทยถูกชี้นำโดยนักโฆษณาชวนเชื่อ
ผมไม่รู้ว่า สำนักงาน กลต. ท่านนั่งเฉยอยู่ได้ยังไง?
..............
15 เมษ.2550 .... High Risk High Return ในงานเล่นหุ้น?
วันนี้มีบทความเรื่อง เสี่ยงแค่ใหนที่คุณรับได้ อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ผมดูแล้วสะดุดใจ คือเขาเขียนภาพประกอบเอาไว้ด้านบน เป็นรูปของถนนสองสาย สายหนึ่งนั้นตรงทื่อไปยังถุงเงินถุงทอง
แต่มีแค่ 2 ถุง อีกสายหนึ่งนั้นคดเคี้ยวไปมา แต่ที่ปลายทางมีถุงเงินถุงทอง 7-8
ถุง ภาพนี้สื่อความหมายให้เข้าใจได้ว่า การลงทุนนั้นถ้าทำอย่างตรงไปตรงมา
หรือทำอย่างทื่อๆ เราจะได้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าไปในทางที่คดเคี้ยว หรือต้องใช้ความสามารถสูง
เราก็อาจได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า หรือคือ มันตรงกับทฤษฎีที่ว่า High Risk High Return
ครับ, เรื่องนี้มีนักวิเคราะห์และนักลงทุนพูดอย่างนี้ และคิดอย่างนี้กันมาก ซึ่งไม่ถูกต้อง
ผมจึงอยากจะหยิบเอามาอธิบายให้ท่านสมาชิกฟังสักหน่อย
ประการแรกก็คือ การเดินทางในสายตรงนั้นใช่ว่าจะมีผลตอบแทนเสมอไป เช่น การเล่นหุ้นโดยไม่มีการศึกษาให้ดีเสียก่อน
ทำแค่กำเงินเข้าไปในตลาด แล้วก็ซื้อขายหุ้นตามที่ตนชอบ
ทำแบบนั้นเรามักจะลงเอยที่การขาดทุน นักลงทุนของไทยกว่า 90 เปอร์เซนต์ทำอย่างที่ผมกล่าวมา
แล้วก็ขาดทุนประมาณ 19 คน ใน 20 คน คนที่กำไรได้นั้นเป็นเพราะฟลุ๊ก และเมื่อเล่นไปนานๆ(5-10ปี)ก็จะกลับมาขาดทุน
ที่มันกลับมาขาดทุนก็เพราะ คนไทยส่วนใหญ่เล่นหุ้นโดยเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา
โอกาสกำไรและขาดทุนเท่าๆกัน หักกลบแล้วเป็นศูนย์ แต่นักลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้ง
ค่าธรรมเนียมจะดูดกินเราไปหมด
ประการที่สองคือ ถ้าเชื่อตามทฤษฎี High Risk High Return เราก็จะหันไปเล่นหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวา
ซึ่งจะมารู้ในภายหลังว่าหุ้นชนิดนี้มีคนปั่นราคาอยู่เบื้องหลัง คนที่เข้าไปเล่นจะถูกกินเกือบทั้งนั้น
มีแค่เซียนหุ้นบางคนเท่านั้นที่รู้จักเข้าเร็วและออกเร็ว และจะได้กำไรเล็กน้อย
แมงเม่าทั้งหลายเข้าไปแล้วขาดทุนทุกคน
ครับ, การเล่นหุ้น หรือลงทุนในหุ้นนั้นใช้ทฤษฎี High Risk
High Return ไม่ได้
แล้วเราต้องเล่นอย่างไรจึงจะมีกำไร?
การเล่นหุ้นนั้นมีหลักการหรือวิธีการมากมาย มันมีได้นับไม่ถ้วนวิธี นักลงทุนและนักวิชาการได้ศึกษาไปหลายหมื่นวิธีแล้ว
แล้วก็ได้วิธีการที่ดีๆออกมาเป็นพันวิธี แต่อัตรากำไรโดยเฉลี่ยของแต่ละวิธีมันยังไม่เป็นที่ถูกใจเท่าใดนัก
คือบางวิธีก็ได้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก บางวิธีก็ได้มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเล็กน้อย
วิธีการที่ให้ผลในระดับนี้บางทีเขาก็บอกกันฟรีๆ บางทีก็คิดค่าสอนหรือค่าโปรแกรมเล็กน้อย
ส่วนวิธีการดีๆ ซึ่งให้ผลตอบแทนในระดับ 10-15 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นเขาเก็บงำเอาไว้ใช้เอง
หรือไม่ก็ตั้งบริษัทกองทุน เอาเงินคนอื่นมาเล่นหุ้น กำไรแล้วหักเอาไว้ประมาณ 10
เปอร์เซนต์ของกำไร ที่เหลือจ่ายเป็นปันผลให้แก่ผู้เอาเงินมาลงทุน แต่ก็มีบางวิธีการที่ให้กำไรในระดับ
20-50 เปอร์เซนต์ต่อปี ซึ่งเจ้าของจะเก็บงำไว้ และใช้สร้างฐานะจนเป็นมหาเศรษฐีได้
ตัวอย่างเช่น วิธีของคุณวอเร็น บัฟเฟต เป็นต้น
ครับ, โดยสรุปแล้ว ถ้าคิดจะเล่นหุ้น ท่านต้องศึกษาหาความรู้
ท่านควรเริ่มด้วยการศึกษาวิธีเล่นหุ้นที่มีอยู่แล้วในตลาด เช่น เล่นแบบ
Fundamental, เล่นแบบ Market Information, เล่นแบบ Technical, เล่นแบบ Value Investor,....
วิธีการเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากำเงินเข้าไปซื้อขายตามใจชอบ คือเฉลี่ยแล้วจะไม่ขาดทุน
แต่มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะแยะ ที่ท่านต้องระมัดระวัง เช่น ไม่ควรเอาไปใช้กับหุ้นปั่น
เพราะสูตร์มันถูกสร้างขึ้นมาจากกลุ่มของหุ้นที่ขึ้นลงเป็นปรกติ(ตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดของคนไทยจำนวนมาก
แม้แต่นักวิเคราะห์บางคนก็หลงลืม ไปแนะนำลูกค้าให้เล่นหุ้นปั่น)
หลังจากได้ศึกษา และได้ทดลองใช้วิธีการที่เป็นมาตรฐานเหล่านี้แล้ว ท่านต้องทดลองคิดดูด้วยตนเอง
มันมีวิธีการอีกมากมายให้เลือก ในแต่ละวิธีการนั้นท่านต้องไปคำนวนหาตารางโอกาสที่จะเกิดขึ้น(Probability
Table) แล้วมาคำนวนค่า อัตรากำไรที่คาดว่าจะได้รับ(Expected Gain) ถ้ามันได้ผลในระดับที่เหนือกว่าวิธีการที่มีอยู่ในท้องตลาด
ท่านก็ลองเล่นตามวิธีนั้นดู ถ้าท่านยังไม่กล้าลงทุน ท่านก็ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อจำลองเหตุการณ์นั้นดู
เราเรียกโปรแกรมชนิดนี้ว่า Simulation Program
ครับ, ผมนั้นก็เดินตามแนวคิดข้างบนนี้ แล้วผมก็ได้สูตร์ หรือวิธีเล่นหุ้นที่ดีๆมาหลายวิธี
ในแต่ละวิธีนั้น ผมจะประมาณค่า โอกาสที่จะผิดพลาดเอาไว้ด้วย ผมพบว่า
โอกาสที่จะขาดทุนนั้นไม่ขึ้นต่ออัตรากำไรที่คาดว่าจะได้รับ มันไม่เป็นไปตามทฤษฎี
High Risk High Return
ครับ, ท่านลองเอาไปคิดกันดู จากข้อมูลข้างบนนี้ มันแสดงให้เห็นว่า
เรายังมีวิธีการเล่นหุ้นที่ดีๆให้ท่านค้นหาอีกมาก มันดีที่ให้ผลตอบแทนสูง
แล้วมันยังลดโอกาสขาดทุดได้ด้วย ท่านลองศึกษาประวัติของนักลงทุนในระดับโลกดู พวกเขาทำกำไรได้สูง
และทำได้ต่อเนื่องกันมานับสิบๆปี นี่ไม่ใช่ความฟลุ๊กแน่นอน
..................
22 เมษ.2550 .... ตัวอย่างการหาสูตร์ในการเล่นหุ้น
ครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงหลักการเล่นหุ้น และบอกว่า ให้ท่านศึกษาวิธีการเล่นหุ้นที่เป็นมาตรฐานเสียก่อน
แล้วจึงค่อยมาค้นหาวิธีการอื่นๆต่อไป ผมบอกว่ายังมีสูตร์ หรือวิธีการเล่นหุ้นอีกมากมายที่จะให้ท่านค้นพบ
วันนี้ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านดู
1. ด้วยการสังเกตุตลาดเป็นระยะเวลาหนึ่ง ท่านจะพบว่า เวลาที่ตลาดซบเซาอย่างสุดๆ
ราคาหุ้นมักจะลงมาต่ำสุด และเวลาที่ตลาดคึกคักที่สุด ราคาหุ้นมักจะขึ้นสูงสุด ดังนั้น
วิธีเล่นหุ้นแบบง่ายๆอย่างหนึ่งก็คือ ซื้อเมื่อตลาดซบเซาอย่างสุดๆ
แล้วไปขายเมื่อตลาดมันคึกคักมากที่สุด
ครับ, นี่เป็นหลักการง่ายๆ หลายคนประสบความสำเร็จมาแล้ว
แต่....หลายคนก็ล้มเหลว คนที่ล้มเหลวนั้นมีสาเหตุมากมาย ประการแรกคือ เฝ้าสังเกตุตลาดเพียงระยะสั้นๆ
คือ 2-3 เดือนก็สรุปไปแล้ว แล้วก็เอามาใช้กับการเล่นรอบในระดับรายสัปดาห์หรือรายวัน
ความซบเซาและความคึกคักของตลาดนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ทั้งนี้เพราะมีนักลงทุนรายย่อยที่เก็งกำไรระยะสั้นอยู่มาก
การเกว่งตัวระยะสั้นๆ ตามอารมณ์ของนักเก็งกำไรเหล่านี้มันเร็ว นักลงทุนหน้าใหม่ไม่สามารถจะติดตามได้ทัน
เรามักจะเข้าซื้อช้าไป และขายออกช้าไป ประการที่สองคือ นักลงทุนหน้าใหม่ส่วนใหญ่หลงทิศ
คือ เวลาตลาดซบเซาก็ยังไม่กล้าเข้าซื้อ เพราะกลัวว่าราคามันจะลงต่อ รอไปรอมาจนมีคนเขาจุดพลุ
แล้วก็เข้าไปซื้อ แต่แทนที่จะซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี และราคายังไม่วิ่ง กลับไปซื้อหุ้นที่เขาจุดพลุ
มันก็เลยกลายเป็นแมงเม่าให้เขาจับไปกิน
ครับ, สูตร์นี้ท่านต้องดูตลาดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3
ปี ท่านจะต้องเห็นความซบเซาแบบสุดๆ จริงๆ 2-3 ครั้ง และเห็นความคึกคักแบบสุดๆที่เกิดขึ้นสลับกับเจ้าความซบเซาแบบสุดๆเหล่านั้น
แล้วจึงค่อยเข้าไปเล่น และรอบของมันจะยาวประมาณ 1 ปี
หรือคือ จากจุดซบเซาที่สุดอันที่1 เราก็เข้าซื้อ แล้วก็ต้องรอจุดคึกคักที่สุด ซึ่งมักจะอยู่ห่างออกไป
6 เดือน ถึงแล้วก็ขาย หลังจากนั้นก็รอจุดซบเซาที่สุดอันใหม่อีก 6 เดือน นั่นคือจุดเริ่มต้นของรอบใหม่
นอกจากนี้แล้ว ท่านยังจะต้องใช้เทคนิควิเคราะห์พื้นฐาน(Fundamental
Analysis)เข้าช่วยในการเลือกตัวหุ้นด้วย
2. สำหรับท่านที่มีความรู้ในเรื่องคอมพิวเตอร์ และสามารถหาข้อมูลราคาปิดของหุ้นต่างๆย้อนหลังไปได้
4-5 ปี ท่านลองเอามาพล๊อตดู ท่านจะเห็นการขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านั้น หลังจากนั้นท่านก็ลองหลับตาแล้วนึกภาพว่าอะไรจะช่วยบอกเราได้บ้างว่าวันถัดๆไปราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง
สิ่งที่ท่านมองเห็นเป็นอันดับแรกก็คือ ทิศทางของกราฟณ.จุดสุดท้ายของกราฟ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า
Slope (ซึ่งผมจะขอเรียกทับศัพท์ว่า สะโลป) ถ้าสะโลปมีทิศทางไต่ขึ้น เราก็คาดว่าราคาหุ้นจะขึ้นต่อ
แต่ถ้ามันหัวทิ่มลงมา เราก็คาดว่าราคาหุ้นจะลงต่อ
เจ้าสะโลปนี้คำนวนอย่างง่ายๆได้จากการเอาราคาหุ้นวันนี้เป็นตัวตั้ง แล้วลบด้วยราคาหุ้นวานนี้
แล้วหารด้วยระยะเวลาที่ต่างกัน เจ้าระยะเวลานี้ก็จะเท่ากับ 1 วัน มันจึงไม่ต้องหารก็ได้
สะโลปจึงเท่ากับ ราคาวันนี้ ลบด้วยราคาวานนี้ เท่านั้นเอง
ครับ, ถ้าเราใช้ค่าสะโลปอย่างง่ายดังกล่าวนี้ เราก็ตั้งเป็นสูตร์ได้ว่า ถ้าราคาปิดวันนี้สูงกว่าราคาปิดวานนี้
พรุ่งนี้ให้ซื้อ และเมื่อใหร่ที่ราคาปิดวันนี้ต่ำกว่าราคาปิดวานนี้ พรุ่งนี้ให้ขาย
ครับ, สูตร์นี้เล่นแล้วบางช่วงตอนก็จะรวย แต่บางช่วงตอนก็จะขาดทุน เล่นไปนานๆ(3-5ปี)จะขาดทุน
เพราะต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย การที่มันทำนายทิศทางไม่ได้ดีก็เพราะ การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นมันถูกผลักดันโดยแรงสุ่ม(Random
Force)ค่อนข้างมาก
เมื่อเจอปัญหาแบบนี้ เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีคำนวณ เช่น เราต้องใช้เทคนิค Least Squares
Method เพื่อหากราฟที่มันฟิตเข้ากับกราฟราคาที่เรามีอยู่ แล้วคำนวณค่าสะโลปจากกราฟที่เราฟิตได้
ด้วยวิธีนี้เราจะได้ค่าสะโลปที่ไม่แกว่งไปมา มันกรองเอาแรงผลักดันสุ่มออกไปได้เกือบหมด
ครับ, การค้นหาสูตร์ในการเล่นหุ้นนั้นต้องใช้เทคนิคทางสถิติเข้าช่วยเป็นอย่างมาก
สูตร์และโปรแกรมต่างๆในท้องตลาดส่วนใหญ่ก็หามาได้โดยวิธีนี้
จากตรงนี้ ท่านก็คงจะเห็นได้แล้วว่าเขาหาสูตร์กันได้อย่างไร ที่ผมอยากย้ำไว้ก็คือ
เรื่องอย่างนี้คนไทยก็ทำได้ จงอย่าคิดว่าฝรั่งเท่านั้นที่จะทำมาขายให้เราได้
..............
28 เมษ.2550 .... ความเสี่ยงของตลาดฟิวเจอร์ส
เมื่อปลายปีที่แล้ว หุ้นไทยตกลงมาเกือบ 20 เปอร์เซนต์ในวันเดียว ซึ่งมีผลทำให้โบรกเกอร์ที่รับการซื้อขายฟิวเจอร์สต้องปิดโพซิชั่นของลูกค้าเกือบทั้งหมด
แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่สามารถปิดบัญชีเหล่านั้นได้ ทั้งนี้เพราะตลาดฟิวเจอร์สไม่เหมือนกับตลาดหุ้น
สินค้าฟิวเจอร์สนั้นไม่มีทรัพย์สินจริงให้เราเห็น ค่าของมันจึงเป็น 0 บาททันที
เวลาที่ทุกโบรกเกอร์บอกขาย มันจึงไม่มีใครรับซื้อ และผลที่ตามมาก็คือ
ลูกค้าต้องเสียหาย และที่มันย่ำแย่กว่าที่ควรก็คือ โบรกเกอร์มาขายได้ในวันรุ่งขึ้น
ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีดีดกลับพอดี
ครับ, มันจึงเกิดคำถามว่า การบังคับขาย ซึ่งเป็นกฎเกณท์ที่โบรกเกอร์เขียนไว้นั้น
เมื่อทำไม่ได้ แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย? และทำไมจึงต้องมาขายให้ในวันรุ่งขึ้น?
และจริงๆแล้วมันควรจะมีข้อกำหนดอันนี้หรือไม่?
ครับ, เรื่องนี้ผมบอกได้เลยว่าลูกค้าไม่สามารถเอาผิดกับโบรกเกอร์ได้
เรื่องอย่างนี้เขาจะเขียนไว้ในสัญญาอย่างคลุมๆว่า ความเสียหายทุกประเภทไม่ใช่ความผิดของพวกเขา
ซึ่งรวมไปถึงบริษัทผู้เปิดให้มีการซื้อขายฟิวเจอร์ส(TFEX) ตลาดหลักทรัพย์ กลต.
และพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าคือผู้รับผิดชอบเองทุกประการ แม้แต่การไส่ข้อมูลผิด
สั่งซื้อขายผิดบัญชี....ก็เอาผิดเขาไม่ได้
ครับ, ดูเหมือนว่ามันจะจบแบบคลุมเคลือ แต่ผมมีเกร็ดความคิดให้ท่านได้คิดอีกนิดหนึ่ง
คือ
1. จริงๆแล้ว เรื่องนี้เราต้องแยกระหว่างลูกค้าที่มีโพซิชั่น long กับลูกค้าที่มีโพซิชั่น
short เวลาดัชนีรูดลงมาแรงๆนั้นมันกระทบแต่ด้านลูกค้าที่มีโพซิชั่น
long พวกนี้ขาดทุน เงินในบัญชีจึงถูกหัก และเกิดลดต่ำกว่าข้อกำหนดได้ ทางด้านลูกค้าที่มีโพซิชั่น
short นั้นเขามีกำไร จึงไม่สามารถบังคับให้ปิดโพซิชั่นได้
2. ในความเป็นจริง โบรกเกอร์ก็ไม่สามารถจะหักเงินในบัญชีอย่างแบบทันทีทันใด(real-time,เรียลไทม์)ได้
ทั้งนี้เพราะราคาของฟิวเจอร์มันเปลี่ยนทุกๆนาที และ TFEX ก็ยังไม่สามารถประกาศราคาที่จะใช้ในการชำระหนี้กัน
เขาต้องรอให้ปิดตลาดเสียก่อน ดังนั้นกฎข้อนี้(การบังคับให้ปิดโพซิชั่น) จึงเป็นกฎที่เขียนขึ้นมาแบบเป็นจินตนาการ
มันปฏิบัติจริงๆไม่ได้
3. ถ้าเรามองให้ดีๆก็จะเห็นได้ว่า ฟิวเจอร์สแต่ละตัวนั้นก็เหมือนเป็นหุ้นหนึ่งตัว
ในขณะนี้เรามีฟิวเจอร์สแค่ตัวเดียว คือ SET50 และปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันมันสูงเกือบ
70% ของตลาดหุ้นแล้ว มันจึงเป็นเหมือนหุ้นตัวที่โตมากๆหนึ่งตัว เวลาคนสั่งปิดโพซิชั่นพร้อมๆกันมันย่อมหาคนรับซื้อไม่ได้
4. การที่ตลาดฟิวเจอร์สของไทยโตมาได้ถึงระดับนี้ก็โดยอาศัยให้โบรกเกอร์บางรายทำตัวเป็นผู้ทำตลาด(Market
Maker) เขาสามารถซื้อขายฟิวเจอร์สโดยไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น แต่ต้องเกินวันละ
500 สัญญา แต่ในวันที่ดัชนีรูดลงมาเขาไม่กล้ารับไว้ นั่นคือความเห็นแก่ตัว
5. จริงๆแล้ว เวลาที่ดัชนีมันรูดลงมาแรงๆนั้น ไม่ช้าไม่นานมันก็จะกลับเข้าที่ เรื่องนี้โบรกเกอร์ทุกรายรู้กันดีอยู่แล้ว
พวกเขาจึงเข้ามารับซื้อในวันรุ่งขึ้น แล้วก็ได้กำไรกัน 10-20% อย่างสบายๆ นี่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมของคนเหล่านี้
6. ในสัญญาไม่มีการระบุว่าการบังคับให้ปิดโพซิชั่นนั้นต้องทำในเวลาเท่าใด มันขึ้นกับโบรกเกอร์
และลูกค้าก็ไม่มีทางรู้ว่าใครจะได้ปิดโพซิชั่นก่อนใคร ทั้งนี้เพราะมันไม่มีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ที่จะสั่งขายได้
การสั่งขายจะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ไม่มีกฎเกณท์ในการเข้าคิว
ครับ, โดยสรุปแล้ว มันผิดตั้งแต่การเริ่มเปิดตลาดฟิวเจอร์สมาแล้ว
ผู้ออกแบบระบบนั้นคิดไม่ละเอียด มันเป็นการจินตนาการขึ้นมา
เวลาคิดนั้นมองว่าคอมพิวเตอร์ทำงานแบบเรียลไทม์ได้ แต่ในความเป็นจริงมันติดขัดที่การไปกำหนดว่าราคาที่จะใช้ชำระกันนั้นมันไม่เรียลไทม์
นอกจากนี้แล้ว ผู้ออกแบบระบบไปเชื่อในความมีคุณธรรมของมาร์เก็ตเมกเกอร์
ความเสียหายจึงเกิดขึ้น สี่งที่เราควรถามก็คือ TFEX ปล่อยให้มาร์เก็ตเมกเกอร์ได้รับผลประโยชน์
แล้วทำไมจึงไม่บังคับให้เขารับผิดชอบต่อความเสียหาย?
นี่คือความเสี่ยงของตลาดฟิวเจอร์สอย่างหนึ่ง ลูกค้าเท่านั้นที่ต้องหาหนทางลดความเสี่ยงเหล่านี้
ผมเคยบอกไว้แล้วว่าท่านต้องมีเงินไปวางไว้ให้สูงพอ แต่จะเป็นเท่าใดนั้น
ผมกำลังเขียนโปรแกรมอยู่
.................
11 พค.2550 ... ข้อมูลสาธารณะเป็นดาบสองคม
คนไทยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ได้สังเกตุเห็นว่า เวลาต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นทีไรหุ้นจะขึ้นทุกที
พวกเขาก็เลยเรียกร้องให้มีการเก็บสถิติการซื้อขายของ ต่างชาติ และต่อมาก็แยกเป็น
3 กลุ่ม คือ นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ และ ลูกค้าทั่วไป
ครับ, ข้อมูลดังกล่าวนี้มีประโยชน์ แต่พวกเขาลืมสังเกตุว่า นี่เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ใครๆก็รู้กันทั่ว ถ้าเราใช้ประโยชน์ได้ คนอื่นก็ใช้ประโยชน์ได้
ครับ, ในตอนแรกๆนั้นคนไทยใช้ข้อมูลนี้เป็นตัวตัดสินใจ คือเมื่อใหร่ต่างชาติซื้อ
พวกเขาก็เข้าซื้อตาม แต่ข้อมูลนี้มันประกาศหลังปิดตลาดแล้ว พวกเขาจึงต้องซื้อช้ากว่าต่างชาติอย่างน้อย
1 วัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจ ก็จะเข้าซื้อช้าไป 2-3 วัน
เช่นเดียวกัน เวลาต่างชาติขาย คนไทยก็จะขายตาม ซึ่งก็จะขายช้าไป 1-3 วันเช่นกัน
ดังนั้น คนไทยเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้กำไร แต่ต่างชาตินั้นกำไรเสมอ
นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นติดต่อกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งผมก็คอยชี้และเตือนอยู่เสมอๆ
แต่คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังขอดูข้อมูลชนิดนี้อยู่ตลอด ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่า คนที่ตามตูดต่างชาติอย่างใกล้ชิดนั้นยังมีกำไร
แต่...เมื่อสองวันที่ผ่านมา ต่างชาติได้ดัดหลังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจัง ต่างชาติได้เข้าซื้อจนหุ้นราคาขึ้นติดต่อกันมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว
เขาปั่นจนวอลุ่มถึง 20,000 ล้านบาท แล้วก็เทขาย เขาขายมา 2 วันแล้ว แต่คนไทยยังเชื่อว่าต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อต่อ
ทั้งนี้เพราะเดิมๆนั้นเขาจะเข้ามาซื้อติดต่อกันนานกว่านี้
ครับ, สองวันที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิ 918.64 และ 475.42 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงการทำกำไรประมาณ
(918.64+475.42)*0.01=13.94 ล้านบาท ไปได้อย่างง่ายดาย และตอนนี้คนไทยเริ่มถามกันว่า
ต่างชาติจะเอายังไงกันแน่?
ครับ, ข้อมูลข่าวสารนั้นมีประโยชน์ แต่เมื่อต่างชาติสามารถจะชี้นำ หรือทำตัวเลขได้
เขาทำจนคนไทยเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นอย่างนั้น แล้ววันหนึ่งเขากลับเปลี่ยนพฤติกรรม
คนไทยก็ตกเป็นเหยื่อเขา
นี่แหละ ที่ผมบอกว่าข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาธารณะนั้น มันเป็นดาบสองคม และเรากลับเป็นผู้เสียเปรียบได้
เพราะเขาคุมตลาดอยู่
เลิกเสียเถอะครับ เลิกเล่นแบบตามตูดต่างชาติ
.............
26 พค.2550 .... หุ้นตกในระดับเกินสิบเปอร์เซนต์มีผล
ในตำราของอีเลียด(Eliott Wave) เขาบอกว่า หุ้นตกแรง หรือขึ้นแรง นั้นไม่มีผลกระทบต่อการนับลูกคลื่น
พวกเขาจึงยังลากเส้นตามแนวจุดพลิกผันไปตามปรกติ ทั้งนี้เพื่อหาจุดพลิกผันตัวต่อไป
ผมเองก็เชื่อไปตามนั้น แต่พอดูเข้าจริงๆ ผมก็พบว่า หุ้นตกในระดับเกินกว่า
10 เปอร์เซนต์ในวันเดียว แล้วก็ตกต่อไปอีก 2-3 วัน นั้น มันมีผลอย่างรุนแรง
คือ มันทำให้คลื่นรายปีเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหัน แล้วก็ต้องเริ่มนับไซเกิลกันใหม่หมด
เรื่องนี้ท่านสามารถดูได้จากกราฟ 3 รูปข้างล่าง
ในรูปที่1(PIC01.GIF) เป็นกราฟของวันที่ 15 ธค.2549 เหตุการณ์ตอนนั้นยังปรกติดี
จุดต่ำสุดของปีอยู่ที่ปลายเดือนมิถุนา49 ซึ่งผ่านมาแล้ว และผ่านมาเป็นเวลาประมาณ
5 เดือน ซึ่งหมายความว่าหุ้นกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดของรอบปี(โปรดเข้าใจไว้ด้วยว่า
รอบปีของหุ้นนั้นไม่ตรงกับรอบปีปฏิทิน เพราะมันอาจยืดหรือหดได้) เจ้ากราฟของรอบรายปี(สีชมพู)มันกำลังเริ่มโค้งจนเกือบจะสูงสุดแล้ว
ในรูปที่2(PIC02.GIF) เป็นกราฟของวันที่ 1 กพ.2550 นี่เป็นภาพหลังเกิดเหตุ ท่านจะเห็นได้ว่า
จุดต่ำสุดของปียังอยู่ที่ปลายเดือน มิถุนา 2549 อย่างเดิม แต่กราฟในช่วง 15 ธค.49
ถึง 01 กพ.50 นี้ดิ่งลงอย่างแรง(ดูกราฟสีชมพู) แล้วก่อให้เกิดจุดต่ำสุดอันใหม่
และมีแนวโน้มที่จะเริ่มวิ่งขึ้น
ในรูปที่3(PIC03.GIF) เป็นกราฟของวันที่ 18 พค.50 ซึ่งเป็นวันเกือบปัจจุบัน นี่เป็นภาพหลังเกิดเหตุการณ์มานานพอสมควรแล้ว
จากกราฟนี้เราจะเห็นได้ว่า หุ้นมันวิ่งขึ้นมาเกือบตลอด และเป็นช่วงที่ผมทำนายทิศทางผิดมาโดยตลอด
ครับ, ทำไมกราฟจึงเปลี่ยนทิศทาง?
คำตอบนั้นมันง่ายนิดเดียว แต่ผมลืมคิดไป
คำตอบคือ เมื่อหุ้นตกลงมาอย่างแรง และไม่กลับคืนไปใน 2-3
วัน มันทำให้นักลงทุนทั้งตลาดต่างหวาดกลัว การดีดกลับจึงไม่มา มันซึมลงเกือบสองเดือน
ในช่วงนั้น นักลงทุนระยะยาวเริ่มมองเห็นเป็นโอกาส ราคาหุ้นมันหายไปกว่า 10% พวกเขาก็ทะยอยเข้ามาซื้อ
ส่วนนักลงทุนระยะสั้นนั้นกล้าๆกลัวๆ จึงทำให้ราคาหุ้นแกว่งไปมา ประจวบกับที่บ้านเรามีปัญหาความเสถียรทางการเมือง
เงินที่เข้ามาซื้อจึงมาจากนักลงทุนระยะยาว ส่วนหุ้นที่ขายจะมาจากนักลงทุนรายย่อยระยะสั้น
วอลุ่มตอนนั้นจึงต่ำ นักลงทุนระยะยาวนั้นเขาต้องใช้เวลาในการหมุนทรัพย์สินอย่างอื่นมาเป็นเงินสดเพื่อซื้อหุ้น
ช่วงนั้นจึงเป็นโอกาสให้ต่างชาติมาโกยลูกหมู

รูปที่1(PIC01.GIF)

รูปที่2(PIC02.GIF)

รูปที่3(PIC03.GIF)
ครับ, เหตุการณ์อย่างนี้นานๆเกิดทีหนึ่ง แต่มันก็ช่วยสอนให้เรารู้จักเล่นหุ้นให้ดีขึ้น
..............
30 พค.2550 .... ทฤษฎีสัมพัทธภาพกับการเล่นหุ้น
ผมอ่านตำราเรื่อง ไอน์สไตน์ถาม-พระพุทธเจ้าตอบ ของคุณ
ศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ ไปได้ครึ่งเล่ม แล้วก็ได้ไอเดียที่ดีมาอย่างหนึ่ง
คือ คุณ ศุภวรรณ เคยถามตนเองว่า เจ้ารถไฟสองขบวนในทฤษฎีสัมพัทธภาพนั้นจะเอามาอธิบายเรื่องทางพุทธศาสนาได้อย่างไร
แล้วเธอก็คลิกขึ้นมาในหัว แล้วนำมาใช้ในการเขียนตำราดังกล่าวมาข้างบนนี้ได้ ซึ่งผมได้อ่านส่วนนี้ไปแล้ว
และเห็นด้วยกับเธอเป็นอย่างยิ่ง
แล้วผมก็ลองถามคำถามคล้ายๆกันว่า เจ้าทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้มันใช้ในงานเล่นหุ้นได้หรือไม่
ซึ่งผมก็พบว่า มันช่วยอธิบายปัญหาบางอย่างในการเล่นหุ้นได้
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
คุณศุภวรรณบอกว่า ไอน์สไตน์พยายามค้นหาจุดที่อยู่นิ่งในจักรวาล เพราะถ้ามีจุดดังกล่าว
คนเราก็สามารถใช้จุดนั้นเป็นจุดบรรทัดฐาน(reference)เพื่อคำนวณทิศทางและความเร็วของเทหะวัตถุต่างๆในจักรวาลได้
แต่ไอน์สไตน์หาไม่พบ เขาใช้เวลาไปกว่า 30 ปี แล้วก็สรุปว่า ไม่มีจุดนิ่งในจักรวาล
แต่พระพุทธเจ้านั้น ใช้เวลาสะสมบุญหลายหมื่นชาติ แล้วมาตรัสรู้ว่า จุดนิ่งในจักรวาลก็คือ
นิพพาน และนิพพานก็คือ วันนี้ เวลานี้ นั่นเอง
หรือคือ ให้หยุดคิดถึงเรื่องอนาคต และหยุดคิดถึงเรื่องในอดีต ให้คิดถึงแค่วันนี้และเวลานี้
เมื่อทำได้แล้ว รถไฟขบวนที่ท่านนั่งอยู่จะวิ่งคู่ขนานกับรถไฟที่พระพุทธเจ้านั่งอยู่
และเคลื่อนไปด้วยความเร็วเท่ากัน ในสภาวะเช่นนั้น ท่านจะเห็นพระพุทธเจ้า และสามารถรับเอาคำและความหมายของสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ได้อย่างครบถ้วน
แล้วก็บรรลุสู่นิพพานได้
ครับ, การเล่นหุ้นนั้น คนส่วนใหญ่ประเมินสถานะด้วยการดูราคาหรือดัชนีที่เปลี่ยนไปเป็นรายวัน
มันเหมือนกับการนั่งบนรถไฟคนละขบวน ซึ่งวิ่งไปบนรางที่ขนานกัน เราดูกันแค่ว่า
คันใหนกำลังวิ่งเร็วกว่าคันใหน เราพยายามกระโดดเกาะไปบนรถไฟคันที่วิ่งเร็วกว่า
ทั้งนี้เพราะคิดว่าจะไปถึงปลายทางได้เร็วกว่า เราดูข้อมูลย้อนหลังแค่ 2-3 วันเท่านั้น
แล้วเราก็เชียร์ให้รถไฟคันที่เราเกาะอยู่นั้นวิ่งให้เร็วขึ้น
แต่...เชียร์ไปได้ไม่กี่วัน มันก็ตก เพราะมันเป็นธรรมชาติของหุ้น แล้วเราก็รีบกระโดดไปเกาะขบวนใหม่ที่จะเราคิดว่าจะไปได้เร็วกว่า
ครับ, เราดูความเร็วกันแค่วันต่อวัน เราวัดความเร็วโดยเปรียบเทียบกันเป็นรายวัน
เราวัดกันที่หัวขบวน หัวรถไฟนั้นมันแซงกันเป็นสะเตป มันไม่มีมวลสารที่จะหน่วงหรือขัดขืน
ขบวนใหนจะแซงขึ้น หรือถอยลงก็เป็นได้ทั้งนั้น เราไปเชื่อกันเองว่าความเร็วสัมพัทธ์จะเป็นตัวบอกทิศทาง
ครับ, สิ่งที่เราลืมดูก็คือ ความเร็วที่แท้จริงของมัน ที่เราไม่รู้ความเร็วที่แท้จริงก็เพราะเราไม่มองหาจุดเปรียบเทียบที่เชื่อถือได้
ในเรื่องของหุ้นนั้น เราไม่จำเป็นต้องมองหาจุดหยุดนิ่งในจักรวาล หรือ นิพพาน เพราะมันเป็นเรื่องทางโลก
เราแค่ดูราคาตั้งแต่เปิดตลาดก็พอ เมื่อใดคุณมองกลับไปยาวๆ
คุณจะเห็นความเร็วที่ใกล้เคียงความจริงของหุ้นแต่ละตัว มันอาจไม่ใช่ความเร็วที่เป็นที่สุด(absolute)
แต่จะเป็นตัวเลขที่ช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น
ครับ, คุณเคยดูราคาหุ้นย้อนหลังเกิน 1 ปี บ้างใหม? คุณเคยดูจนถึงวันเริ่มเปิดตลาดบ้างใหม?
และคุณมีโปรแกรม หรือเครื่องมือที่จะดูข้อมูลย้อนหลังเหล่านี้หรือเปล่า?
ถ้าท่านไม่มี และยังจะดูแค่ปลายจมูกของหัวรถจักร์ ท่านก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ
แล้วก็เอาเงินไปเลี้ยงดูโบรกเกอร์และผู้ดูแลตลาดไปไม่รู้จบ
.................
06 มิย.2550 .... เมื่อกูรูทางแวลูอินเวสเตอร์มองเทคนิคัล
วานนี้(5 มิย.50)มีบทความมาลงในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ บทความนี้เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแบบแวลูอินเวสเมนท์
ท่านได้อธิบายว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็สรุปไว้ตอนท้ายว่า
... จากการศึกษาของนักวิชาการในต่างประเทศที่ตลาดทุนก้าวหน้ามายาวนาน ข้อสรุปนั้นชัดเจนว่า
การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่สามารถที่จะทำกำไรให้กับผู้ใช้ได้
พูดง่ายๆคือ ข้อมูลของราคาหุ้นในอดีต ไม่สามารถบอกราคาในอนาคตได้ และคนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการซื้อขายหุ้นมักจะขาดทุนมาก
เนื่องมาจากค่าคอมมิชชั่น ที่ต้องจ่ายมากกว่าปรกติ เพราะการซื้อขายหุ้นด้วยเทคนิคนั้นทำให้ต้องซื้อๆ
ขายๆ บ่อย....ว่าที่จริงระยะหลังๆนี้ แทบจะไม่มีคนสนใจเทคนิคนี้แล้ว....
ครับ, ท่านที่รับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และอ่านอยู่เป็นประจำ คงจะยังไม่ได้โยนฉะบับดังกล่าวทิ้งไป
ท่านควรกลับไปค้นมาอ่านดู มันอยู่ในหน้า 18 ซึ่งเป็นเช็คชั่น หุ้นและการเงิน ท่านจะได้เข้าใจในสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปได้ดีขึ้น
สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ มันมีทั้งความจริงและความเท็จอยู่ในบทความดังกล่าว
ความจริงก็คือ คนที่ใช้เทคนิคัลส่วนมากนั้นเล่นเก็งกำไรระยะสั้น
ซึ่งไม่รู้ว่าวิธีการทางเทคนิคนั้นไม่สามารถทำนายทิศทางเป็นรายวันได้แม่นยำพอ พูดง่ายๆคือ
พรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง และเป็นจำนวนกี่จุดนั้น มันทำนายด้วยข้อมูลย้อนหลังให้แม่นยำในระดับที่จะเอาชนะค่าคอมมิชชั่นไม่ได้
ที่มันทำไม่ได้เพราะมีแรงผลักดันจากข้อมูลประเภทข่าวสดในตลาดที่เกิดขึ้นระหว่างวันมากกว่า
และข้อมูลประเภทข่าวสด(เช่น อยู่ๆก็เกิดปฏิวัติขึ้นมา หรืออยู่ๆก็ประกาศกักเงินต่างประเทศ
30%...)นั้นเอาเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ยาก โปรแกรมทางเทคนิคที่เห็นกันในตลาดเกือบทั้งหมดไม่ได้ใช้ข้อมูลประเภทนี้
การทำนายจึงไม่แม่นยำ
แต่...การทำนายทิศทางระยะที่ยาวขึ้น เช่น 30, 90, 120, 180, 365, 3650, วัน นั้นมันทำได้
ความแม่นยำนั้นสูงขึ้นถึงระดับ 65-90% ซึ่งเพียงพอที่จะทำกำไรได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้
ทั้งกูรูทางแวลูอินเวสเม้นท์ และนักเล่นหุ้นทั่วๆไปไม่ทราบ เรื่องนี้ผมได้ค้นพบมานานแล้ว
และพยายามเผยแพร่ แต่หาคนเข้าใจได้ยาก เกือบทุกคนเชื่อว่าเล่นหุ้นระยะสั้น และเล่นหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวานั้นดีกว่า
ส่วนความเท็จนั้นก็คือ กูรูท่านนี้บอกว่านักวิชาการในต่างประเทศเขาเลิกใช้เทคนิคัลไปแล้ว
เรื่องนี้เป็นความเท็จเพราะ ถ้าเขาเลิกใช้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บสถิติกันแล้ว
และในทางตรงกันข้าม โบรกเกอร์รายใหญ่ในวอลล์สตรีทเขากลับลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับซูปเปอร์มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเหล่านี้
และผลที่เขาได้รับก็คือ เขาเข้าไปกินนักลงทุนรายย่อยในทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้น
กองทุนเหล่านี้เข้ามากินเงินคนไทยได้ถึงปีละ 30% หรือเป็นเงินประมาณปีละ 6-7 แสนล้านบาท
นอกจากเรื่องความจริงและความเท็จที่กล่าวมาแล้ว กูรูท่านนี้ยังไส่ความคิดอะไรแปลกๆเข้ามาด้วย
เช่นบอกว่า ...นักเล่นเทคนิคพันธ์แท้นั้นไม่สนใจว่าพื้นฐานของกิจการเป็นอย่างไร
บริษัทขายสินค้าอะไร และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าบริษัทชื่ออะไร...
บ้าครับ บ้าแน่ๆ ที่ไปสรุปเอาเองว่านักลงทุนทางเทคนิคัลไม่สนใจเรื่องฐานะของกิจการ
การวิเคราะห์ทางด้านพื้นฐาน ทางด้านราคาที่เหมาะสม(Fair
Value) ทางด้านข้อมูลประเภทข่าวสด และทางด้านเทคนิคนั้นมันใช้ร่วมกันได้ แล้วทำไมต้องโง่ใช้เพียงด้านเทคนิคัลอย่างเดียว?
................
15 มิย.2550 .... ทำไมสถิติใช้กับการเล่นสั้นไม่ได้?
เมื่อวานนี้ผมได้โพสต์คำถามไว้ในเวปบอร์ดว่า ทำไมสถิติใช้กับการเล่นสั้นไม่ได้?
เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ยาก แต่พวกเราไม่เคยได้คิดกัน ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องใช้ก็คือราคาปิด
หรือดัชนีปิดที่เราเห็นอยู่กันทุกวัน วันนี้ผมจะเอาตัวดัชนี(SET)มาใช้อธิบาย
SET นั้นขึ้นลงทุกวัน ในตารางหุ้นก็มีข้อมูลชื่อว่า "เปลี่ยนแปลง" และ
"เป็นเปอร์เซนต์" ให้ดูกันทุกวัน เจ้าตัวแรกคือการเพิ่มขึ้นหรือลดลง(เป็นจุด)ของดัชนีปิดวันนี้
เทียบกับดัชนีปิดเมื่อวานนี้ ส่วน เจ้าตัวที่สองก็คือ การเปลี่ยนแปลงที่คิดเป็นเปอร์เช็นต์ของราคาปิดเมื่อวานนี้
เราจะเอาตัวใหนมาใช้ก็ได้ เพราะเราสนใจแค่ทิศทางของมัน
การทำนายทิศทางหุ้นแบบที่ง่ายที่สุดคือ การนับความถี่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
ในเรื่องของทิศทางของ SET นี้มันมีได้ 3 กรณี คือ ขึ้น, ลง, เท่าเดิม อย่างนี้เราก็ตั้งตัวแปรขึ้นมา
3 ตัว คือ Up, Down, Equal ทั้ง 3 ตัวนี้เราต้องเซทค่าให้เป็น 0 เอาไว้ แล้วก็ให้โปรแกรมมันดูข้อมูล
SET ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ n-1 ถ้าวันนั้นดัชนีขึ้น เราก็เอา 1 ไปบวกเข้าที่
Up แต่ถ้าวันนั้นดัชนีมันลง เราก็เอา 1 ไปบวกเข้าที่ Down และถ้ามันไม่เข้าข่ายสองกรณีข้างบน
มันก็ต้องเป็นกรณีเท่าเดิม อย่างนี้ก็ให้เอา 1 ไปบวกที่ Equal
ครับ, โปรแกรมอย่างนี้เขียนได้ในเวลา 5-10 นาที และใช้เวลาวิ่งไม่ถึง 1 วินาที
และก็จะได้ผลดังนี้
Up=3958, Down=3855, Equal=73 (ข้อมูลที่ใช้คือ SET
ตั้งแต่เปิดตลาด มาจนถึงวันที่ 25 พค.2550)
จากนั้นเราก็เอา Up,Down, Equal มาบวกกัน แล้วเอาไปหารแต่ละตัว มันก็จะได้ค่าที่เรียกว่า
"โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ในแต่ละกรณี" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "Probability
of Occurances" ซึ่งมีค่าดังนี้
ProbUp=0.5019, ProbDown=0.4888, ProbEqual=0.0093
จากตารางอันนี้ เราจะเห็นได้ว่า โอกาสที่จะเกิด Up นั้นมีมากที่สุด อย่างนี้เราก็ทำนาย(มันทุกวันเลย)ว่า
หุ้นจะขึ้น ซึ่งผมก็เชื่อว่ามันจะทำนายได้ถูกต้องมากกว่าผิด
แต่....การใช้สถิติแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือ?
หลายๆคนอาจบอกว่าผิด เพราะ หุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง ทำนายอยู่ด้านเดียว ถ้าผิด
ไม่ช้ามันก็กลับมาถูกต้องจนได้ และคำแนะนำแบบนี้มันซื่อบื่อ
มันไม่เข้าท่า และเป็นที่น่ารังเกลียด.....
ครับ, จริงๆแล้ว การทำนายแบบนี้ไม่ผิด แถมยังจะให้กำไรแก่นักลงทุนด้วยซ้ำไป
แต่ มันหมายความว่า คุณต้องซื้อหุ้น(ที่มั่นคง)เอาไว้ แล้วถือไปนานๆ นานเป็นสิบๆปีเลยทีเดียว
คุณจะได้ทั้งเงินปันผล และได้จากราคาที่เพิ่มขึ้น
แต่นั่นใช้ไม่ได้กับนักลงทุนที่ซื้อๆขายๆเป็นรอบ 1-3 วัน
เมื่อวิธีการที่ง่ายๆ มันใช้ไม่ได้ เราก็ต้องใช้หลักสถิติที่สูงขึ้น คือต้องมองว่า
ทิศทางของ SET หรือ ราคาหุ้น นั้นเป็น Time Series Function หรือคือ ตัวเลขที่เราเก็บเป็นจุดๆ
บนสเกลของเวลาที่ห่างเท่าๆกัน เรามักจะเขียนเป็นสัญญาลักษณ์ว่า SET(t), SET(t+1),
SET(t+2),.... แล้วเราก็ไปเก็บสถิติของข้อมูลอื่นๆ ตามจุดของเวลาที่ตรงกัน แล้วก็มาหาค่า
"ความสัมพันธ์" หรือที่ฝรั่งเรียก "Correlation"
แล้วใช้ความสัมพันธ์จากข้อมูลตัวอื่นๆเหล่านั้นมาทำนายทิศทางของ SET หรือ ราคาหุ้น
เรื่องอย่างนี้ฝรั่งค้นคว้ากันมาแยะแล้ว อย่างเช่น คุณ Borg และคุณ Jenkin เขาบอกว่าดัชนีของวันนี้ เป็น linear function ของดัชนีย้อนหลังไป 1-7 วัน เขาเขียนเป็นสูตร์ง่ายๆว่า
Index(t) = a*Index(t-1) + b*Index(t-2) +c*Index(t-3) +d*Index(t-4) +...+g*Index(t-7)
Index(t) ก็คือ คำทำนาย, Index(t-1),Index(t-2)...Index(t-7) คือค่าดัชนีย้อนหลังไป
1-7 วัน ซึ่งเราทราบค่าแล้ว ส่วน a,b,c,...g นั้นเป็นค่าคงที่ ซึ่งต้องหาจากข้อมูลย้อนหลังไปอีกหลายๆปี
เขาใช้ Least Squares Method เป็นตัวหาค่า เขาต้องแก้สมการที่เป็น Matrix ขนาด
7 คูณ 7 ซึ่งในยุคนั้นต้องทำด้วยเครื่องบวกเลข จึงใช้เวลาและแรงงานสูงมาก
ครับ, สูตร์ของ Borg and Jenkin นี้ใช้ได้ดีพอสมควร มันสามารถทำกำไรได้ถ้าเก็บค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย
กลุ่มอาจารย์ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)ก็เคยทดลองเอามาใช้กับหุ้นไทย
แต่ตอนหลังๆมาได้เลิกใช้ไปเพราะทนค่าธรรมเนียมการซื้อขายไม่ใหว
ครับ, ทิศทางของดัชนี หรือราคาหุ้นนั้น มันมีความสัมพันธ์กับดัชนี หรือราคาหุ้นที่ย้อนหลังไป
และเรามักจะมองย้อนไปแค่ 1-7 วันเท่านั้น ที่ต้องมองย้อนแค่ 1-7 วันก็เพราะมันใช้เวลาในการหาค่าตัวคงที่ต่างๆในสูตร์เหล่านั้น
และนอกจากนี้แล้ว ถ้าคุณใช้ข้อมูลย้อนหลังที่ยาวขึ้น มันจะเป็นการทำนายทิศทางที่ยาวขึ้น
ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนระยะสั้น
ส่วนตัวผมนั้น ได้ทดลองทำโปรแกรมเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง ทิศทางของดัชนีวันนี้
เทียบกับ ดัชนีย้อนไป 1, 2, 3, 4, ...วันดูแล้ว มันมีค่าดังนี้
ย้อน 1 วัน =0.1571
ย้อน 2 วัน =0.0405
ย้อน 3 วัน =0.0271
ย้อน 4 วัน =0.0338
ย้อน 5 วัน =-0.0034
ย้อน 6 วัน =-0.0142
ย้อน 7 วัน =-0.0054
ย้อน 8 วัน =0.0237
ย้อน 9 วัน =0.0247
จากตัวเลขข้างบน เราจะเห็นได้ว่า การขึ้นลงของดัชนีของวันนี้ มีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงของดัชนีวันวานนี้มากที่สุด
แต่ 0.1571 นั้นก็มีค่าไม่มากนัก(ค่า Correlation นี้จะอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1,
ถ้ามันเป็น -1 มันหมายความว่าตัวแปรสองตัวนี้สวนทางกันตลอดเวลา ถ้ามันมีค่าเป็น
+1 มันหมายความว่า ตัวแปรสองตัวนี้ขึ้นลงพร้อมกันตลอดเวลา และถ้ามันมีค่าเป็น 0
จะแสดงว่า ตัวแปรสองตัวนี้เดี๋ยวไปด้วยกัน เดี๋ยวสวนทางกัน หรือคือ ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย)
การมีความสัมพันธ์ระดับ 0.1571 นี้แสดงว่ามันขึ้นลงพร้อมๆกันบ่อยหน่อย แต่ก็สวนทางกันอยู่พอควร
จากค่านี้เราอาจทำนายทิศทางของ SET โดยดูการขึ้นหรือลงของวานนี้ โดยบอกว่า ถ้าวานนี้
SET ขึ้น ให้ทำนายว่าวันนี้จะขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าวานนี้ SET ลง ก็ให้ทำนายว่าจะลงเช่นกัน
คำทำนายอันนี้มีโอกาสถูกประมาณ 0.5635 ซึ่งก็ดีกว่าการดูจากสถิติ
Occurance ของ SET แต่อย่างเดียว แต่มันก็ยังดีไม่พอกับค่าคอมมิชชั่นที่สูงมาก
และเมื่อเรามองดูตารางข้างบนซ้ำอีกที ท่านก็จะเห็นได้ว่า ค่าความสัมพันธ์กันมันลดลงอย่างมาก
นี่แสดงว่า ข้อมูลย้อยหลังไปจากวันวานนี้แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
นักสถิติที่บุกมาจนถึงจุดนี้จึงมักจะสรุปว่า สถิติ หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นไม่มีประโยชน์
หนทางแก้ในเรื่องนี้ก็คือ ต้องเก็บสถิติที่ใช้ช่องเวลาที่สั้นขึ้น และต้องหาตัวแปรชนิดอื่นๆมาช่วย
เช่น วอลุ่ม ข้อมูลข่าวสารการบ้านการเมือง ... ซึ่งก็ยังไม่มีวิธีใหนที่พาเราไปสู่ความรวยแบบลัดๆได้
เรื่องนี้อาจมีคนทำสำเร็จแล้ว แต่ใครจะเอามาบอกท่านฟรีๆ
ครับ, นี่คือความจริงที่ผมรู้มานานแล้ว แต่ก็ไม่อยากจะพูดออกไปตรงๆ เพราะมันเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ผมพยายามชี้อยู่เสมอว่า สถิติในระดับช่องเวลาเป็นรายวันนี้จะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนที่เล่นยาวเท่านั้นแต่ก็ต้องเจ็บช้ำน้ำใจอยู่เสมอๆ
เพราะมีคนดันทุรังเอาคำแนะนำของผมไปใช้เล่นระยะสั้น แถมยังไปเล่นหุ้นที่ถูกปั่นด้วย
เมื่อขาดทุนแล้วก็มาด่าผม คนที่อยากเห็นผมปิดเวปก็มาช่วยถล่มผม
ครับ, จงเลิกเล่นหุ้นเป็นรายวันเสียเถอะ การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นช่วยท่านไม่ได้
คราวหน้าผมจะมาอธิบายให้ฟังว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นใช้กับการเล่นหุ้นระยะยาวได้อย่างไร
.............
15 กค.2550 .... หุ้นขึ้น ฝรั่งซื้อ ไทยขาย ใครกำไร?
ผมได้ตั้งคำถามเอาไว้ว่า ทุกวันเรามีตัวเลขสรุปการซื้อขายของ
รายย่อย ต่างชาติ และสถาบัน จากตัวเลขเหล่านี้ เราจะเอามาคำนวณอย่างไรเพื่อดูว่ากลุ่มใหนกำไร
และกลุ่มใหนขาดทุน? นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ผมยังไม่ได้รับคำตอบ ผมก็เลยต้องมาเฉลยให้ดู
ครับ, โจทย์ข้อนี้อาจดูยาก เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นในมือของแต่ละคนมีราคาทุนเท่าใด
และยิ่งเอามารวมเป็นกลุ่มเข้าไปก็ยิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้น ผมจึงไม่ได้รับคำตอบจากท่าน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มใหนจะกำไรหรือขาดทุนไม่ได้ขึ้นกับหุ้นในมือเลย เรื่องนี้เราต้องมองภาพเหมือนมีคน
3 คน ทั้งสามต่างมาแต่ตัว คือไม่มีหุ้น และไม่มีเงินติดตัวมาเลย วันใหนที่เขาซื้อเราก็ต้องดูว่าเขามีเงินในกระเป๋าหรือไม่
ถ้าไม่มีก็ให้ยืมจากกองกลาง แต่ถ้าเขามีเงินอยู่ก็ต้องดูว่ามากพอซื้อหรือไม่ ถ้าไม่พอ
เขาก็ต้องยืมเงินบางส่วนจากกองกลาง และถ้ามีเงินพอ เราก็หักเงินในกระเป๋าเขาออกมาเท่ากับที่ซื้อ
แล้วก็โอนหุ้นให้เขาไปตามที่ซื้อ เจ้าหุ้นตัวนี้ก็ไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง มันเป็นหุ้นสมมุติ
มันมีราคาเท่ากับดัชนี และจำนวนหุ้นก็จะเท่ากับเงินที่ซื้อหารด้วยดัชนีของวันนั้น
ในทำนองเดียวกัน วันใหนเขาขายหุ้น เราก็ต้องเช็คว่าเขามีหุ้นอยู่ในมือหรือเปล่า
ถ้าไม่มี เขาก็ต้องยืมจากกองกลาง...ฯลฯ
ครับ, เราจะต้องคำนวณไปเรื่อยๆ ทำทีละวัน ทุกวันก็จะเห็นภาพว่าเขามีหุ้น หรือมีเงิน
และเขาเป็นหนี้เงินหรือหนี้หุ้นต่อกองกลางอยู่เท่าใด และเมื่อถึงวันปิดบัญชี เราก็ต้องให้เขาชำระหนี้ที่กองกลางให้หมดไป
ใครชำระหนี้ได้หมดแล้วมีเงินเหลือก็เป็นคนมีกำไร ใครที่ชำระหนี้ได้ไม่หมดก็จะเป็นผู้เล่นที่ขาดทุน
หุ้นในมือในวันปิดบัญชีให้คิดในราคาปิดของวันปิดบัญชีนั้น
นี่คืดวิธีคิด ซึ่งก็เป็นเรื่องของเลขคณิตธรรมดาๆนั่นแหละ
แต่...เพื่อความรวดเร็วในการคำนวณ ผมจะขอหยิบเอาข้อมูลของสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมมาเป็นตัวอย่าง
ซึ่งมีตัวเลขดังนี้
2 กค.50:ดัชนีปิดที่ 792.71
รายย่อยขาย(เน็ตแล้ว) 2659 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องยืมหุ้นจากกองกลางมาขาย
เป็นจำนวน= 2659/792.71=3.354 ล้านหุ้น และได้เงินเข้ากระเป๋า=2659 ล้านบาท
ต่างชาติซื้อ(เน็ตแล้ว) 2538 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินในมือ
จึงต้องยืมเงินจากกองกลาง เป็นจำนวน=2538 ล้านบาท แล้วก็ได้หุ้นเข้าพอร์ตเป็นจำนวน=2538/792.71=3.201
ล้านหุ้น หุ้นตอนนี้มีราคาทุน=792.71 จุด ทั้งนี้เพราะเป็นล็อตแรกที่ซื้อเข้ามา
สถาบันซื้อ(เน็ตแล้ว) 121 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินอยู่ในมือ
จึงต้องยืมเงินจากกองกลาง เป็นจำนวน=121 ล้านบาท แล้วก็ได้หุ้นเข้าพอร์ตเป็นจำนวน=121/792.71=0.152
ล้านหน่วย ราคาเฉลี่ยของหุ้นในพอร์ต=792.71 หน่วย
3 กค.50:ดัชนีปิดที่ 813.52
รายย่อยขาย(เน็ตแล้ว) 8834 ล้านบาท แต่ไม่มีหุ้นอยู่ในมือ
จึงต้องยืมเพิ่มเป็น=3.354+8834/813.52=3.354+10.859=14.213 ล้านหุ้น และได้เงินเข้ากระเป๋าเพิ่มเป็น=2659+8834=11,493
ล้านบาท
ต่างชาติซื้อ(เน็ตแล้ว) 7824 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินอยู่ในมือ
จึงต้องยืมจากกองกลางเพิ่มเป็น=2538+7824=10,362 ล้านบาท และได้หุ้นเข้าพอร์ตเพิ่มเป็น=3.201+7824/813.52=3.201+9.617=12.818
ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยของสองล็อตนี้=(3.201*792.71+7824)/12.818=808.35 จุด
สถาบันซื้อ(เน็ตแล้ว) 1007 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินอยู่ในมือ
จึงต้องยืมจากกองกลางเพิ่มเป็น=121+1007=1128 ล้านบาท และได้หุ้นเพิ่มเข้าพอร์ตเป็น=0.152+1007/813.52=0.152+1.237=1.389
ล้านหุ้น หุ้นรวมกันนี้มีราคาเฉลี่ย=(0.152*792.71+1007)/1.389=(121+1007)/1.389=812.09
จุด
4 กค.50:ดัชนีปิดที่ 825.45
รายย่อยขาย(เน็ตแล้ว) 4949 ล้านบาท แต่ไม่มีหุ้นอยู่ในมือ
จึงต้องยืมเพิ่มเป็น=14.213+4949/825.45=14.213+5.995=20.208 ล้านหุ้น และได้เงินเข้ากระเป๋าเพิ่มเป็น=11,493+4949=16,442
ล้านบาท
ต่างชาติซื้อ(เน็ตแล้ว) 5805 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินอยู่ในมือ
จึงต้องยืมจากกองกลางเพิ่มเป็น=10,362+5805=16,167 ล้านบาท และได้หุ้นเข้าพอร์ตเพิ่มเป็น=12.818+5805/825.45=19.850
ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยของสองล็อตนี้=(12.818*808.35+5805)/19.850=814.45 จุด
สถาบันขาย(เน็ตแล้ว) 856 ล้านบาท หรือเท่ากับขายไป
856/825.45=1.037 ล้านหุ้น แต่มีหุ้นอยู่ในมือ 1.389 ล้านหุ้น จึงทำให้หุ้นเหลืออยู่=1.389-1.037=0.352
ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยยังเท่าเดิม คือ 812.09 จุด เงินที่ได้มา 856 ล้านบาทนั้นเอาไปคืนกองกลาง
จึงเหลือหนี้อยู่=1128-856=272 ล้านบาท
วันที่ 5 กค.50: ดัชนีปิดที่ 823.93
รายย่อยขาย(เน็ตแล้ว) 1495 ล้านบาท แต่ไม่มีหุ้นอยู่ในมือ
จึงต้องยืมเพิ่มเป็น=20.208+1495/823.93=20.208+1.814=22.022 ล้านหุ้น และได้เงินเข้ากระเป๋าเพิ่มเป็น=16,442+1495=17,937
ล้านบาท
ต่างชาติซื้อ(เน็ตแล้ว) 2868 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินอยู่ในมือ
จึงต้องยืมจากกองกลางเพิ่มเป็น=16,167+2868=19,035 ล้านบาท และได้หุ้นเข้าพอร์ตเพิ่มเป็น=19.850+2868/823.93=19.850+3.480=23.33
ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยของสองล็อตนี้=(19.850*814.45+2868)/23.33=815.89 จุด
สถาบันขาย(เน็ตแล้ว) 1373 ล้านบาท หรือเท่ากับขายไป
1373/823.93=1.666 ล้านหุ้น แต่มีอยู่ในพอร์ตแค่ 0.352 ล้านหุ้น จึงต้องยืมจากกองกลาง=1.666-0.352=1.314
ล้านหุ้น ขณะเดียวกัน เดิมยังเป็นหนี้เงินกองกลางอยู่ 272 ล้านบาท ดังนั้นเงินที่ได้มา
1373 ล้านบาทนั้นต้องเอาไปชำระหนี้ให้กองกลางและเหลือเข้ากระเป๋า=1373-272=1,101
ล้านบาท
วันที่ 6 กค.50: ดัชนีปิดที่ 832.38
รายย่อยขาย(เน็ตแล้ว) 622 ล้านบาท แต่ไม่มีหุ้นอยู่ในมือ
จึงต้องยืมเพิ่มเป็น=22.022+622/832.28=22.022+0.747=22.769 ล้านหุ้น และได้เงินเข้ากระเป๋าเพิ่มเป็น=17,937+622=18,559
ล้านบาท
ต่างชาติซื้อ(เน็ตแล้ว) 1305 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินอยู่ในมือ
จึงต้องยืมจากกองกลางเพิ่มเป็น=19,035+1305=20,340 ล้านบาท และได้หุ้นเข้าพอร์ตเพิ่มเป็น=23.33+1305/832.38=24.897
ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยของสองล็อตนี้=(23.33*815.89+1305)/24.897=816.95 จุด
สถาบันขาย(เน็ตแล้ว) 682 ล้านบาท หรือเท่ากับขายไป
682/832.38=0.819 ล้านหุ้น ตอนนี้ไม่มีหุ้นอยู่ในพอร์ต จึงต้องยืมจากกองกลางเพิ่มเป็น=1.314+0.819=2.133
ล้านหุ้น เงินที่ได้มาก็เก็บรวมเข้ากระเป๋าเป็น=1,101+682=1783 ล้านบาท
การปิดบัญชีและดูกำไร-ขาดทุน:
รายย่อย เป็นหนี้หุ้นอยู่ 22.769 ล้านหุ้น จึงต้องซื้อในราคาปิดวันนี้เพื่อเอาไปคืนกองกลาง
จำนวนเงินที่ต้องจ่าย=22.769*832.38=18,952 ล้านบาท แต่มีเงินอยู่ในมือ 18,559
ล้านบาท จึงขาดทุน=18952-18,559=393 ล้านบาท
ต่างชาติ มีหุ้นอยู่ในพอร์ต 24.897 ล้านหุ้น เมื่อขายที่ราคาปิดวันนี้
จะได้เงิน=24.897*832.38=20,723 ล้านบาท แต่เป็นหนี้เงินที่กองกลางอยู่ 20,340
ล้านบาท ดังนั้นจึงมีกำไร=20,723-20,340=383 ล้านบาท
สถาบัน เป็นหนีหุ้นอยู่ 2.133 ล้านหุ้น ต้องซื้อในราคาปิดวันนี้เพื่อนำมาคืนกองกลาง
ต้องใช้เงิน=2.133*832.38=1775 ล้านบาท แต่มีเงินอยู่ในกระเป๋า 1783 ล้านบาท จึงมีกำไร=1783-1775=8
ล้านบาท
บทสรุป:
1. รายย่อยเล่นแล้วขาดทุนทั้งๆที่ดัชนีเพิ่มขึ้น(แต่เขาจะไม่รู้สึกเลย เพราะหุ้นในมือที่เหลืออยู่นั้นมีราคาเพิ่มขึ้น
เขากลับคิดว่ามีกำไร และมันก็มีกำไรจริงๆ เพียงแต่ว่า เขาได้ขายหมูไปจำนวนหนึ่ง)
2. ต่างชาติกินเงินคนไทยสัปดาห์ละ 383 ล้านบาท โดยลงทุนกู้แค่ 20,340 ล้านบาท หรือคือกำไรเป็นเปอร์เซนต์=100*383/20,340=1.88
เปอร์เซนต์ หรือปีละ=1.88*52=97.79 เปอร์เซนต์(หักค่าคอมมิชชั่นแล้วเหลือประมาณ
30-70 เปอร์เซนต์ต่อปี)
3. นี่เป็นช่วงขาขึ้นของหุ้น คนทะยอยซื้อได้กำไรมากกว่าคนที่กล้าๆกลัวๆ ความกลัวที่หุ้นจะถอยกลับทำให้คนไทยขายทำกำไร
ส่วนคนที่มีหุ้นดีๆอยู่ในมือ พอเห็นราคาขึ้นมาหน่อยหนึ่งก็ขายทำกำไร แต่ไปขาดทุนหนักๆเมื่อถึงยอดดอย
4. ในช่วงที่หุ้นเป็นขาลง(อีกหลายเดือนข้างหน้า) เราจะเห็นสิ่งที่ตรงกันข้าม คือต่างชาติทะยอยขาย
แต่คนไทยซื้อแล้วต้องคัทลอสไปเรื่อยๆ ลงท้ายต่างชาติกินเราทั้งขึ้นทั้งล่อง
ครับ, เลิกเล่นหุ้นระยะรายวันเสียเถอะ ให้ศึกษาการขึ้นลงเป็นรอบคลื่น
แล้วเล่นตามลูกคลื่นจะดีกว่า แต่ถ้าไม่สามารถอ่านลูกคลื่นได้(เพราะไม่อยากเสียเวลาไปเรียน)
ก็เล่นแบบ แวลูอินเวสเตอร์เสียจะดีกว่า
(ควรอ่านซ้ำหลายๆเที่ยว เพราะเรื่องนี้เข้าใจยาก)
..............
08 สค.50 .... ฝรั่งซื้อไปแล้วจะขายใคร?
เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนถามเข้ามาว่า เมื่อฝรั่งหรือกองทุนต่างชาติทะยอยซื้อหุ้นไทยมาเป็นเวลานาน
ซื้อไปถึง 170,000 ล้านบาท ซื้อจนกระทั่งราคาหุ้นสูงมาก คือดัชนีขึ้นจาก 670 มาจนเกือบถึง
900 จุดแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเขาจะเอาไปขายใครได้?
ครับ, ผมรอจนมาถึงวันนี้ ทั้งนี้เพื่อให้ท่านได้เห็นจนเกือบครบวงจร แล้วจึงจะมาอธิบาย
ครับ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนต่างชาติได้ขายหุ้นออกมาบ้างแล้ว และมันหนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นคนไทยที่ซื้อ
ทั้งนี้เพราะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้นมันต้องมีการจับคู่(Matching)โดยโปรแกรมบนเครื่องของตลาดหลักทรัพย์
เมื่อมีคนขาย มันก็ต้องมีคนซื้อ และเป็นจำนวนหุ้นเท่ากัน คนซื้อนั้นเมื่อไม่ใช่กองทุนต่างชาติ
มันก็ต้องเป็นสถาบันไทย หรือไม่ก็รายย่อยไทย ซึ่งก็เป็นคนไทยทั้งคู่
ครับ, คำตอบแบบนี้คงจะไม่เป็นที่ถูกใจของผู้ถาม ทั้งนี้เพราะ ในใจเขานั้นคิดว่า
เมื่อราคาหุ้นและดัชนีขึ้นไปมากแล้ว คนไทยและสถาบันการเงินของไทยทั้งหมดคงจะไม่อยากซื้อ
กองทุนต่างชาติจึงไม่น่าจะขายได้
นี่คือความผิดพลาดในการใช้โลจิก คือไปคิดว่าคนไทยทุกคนคิดเหมือนกันหมด และ ต่างชาติก็คิดเหมือนกันหมด
โลจิกแบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับคนเข้าใหม่ในวงการเล่นหุ้น
ครับ, จริงๆแล้วในตลาดนั้นต่างคนต่างคิด ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่าราคาหุ้นเมื่อ
2-3 สัปดาห์ก่อนจะดูสูงเกินไป แต่ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยคิดว่า ถ้ามีคนเสนอราคาที่ต่ำลงมาหน่อยเขาก็จะเข้าซื้อ
คนพวกนี้จะเสนอซื้อเอาไว้ แต่ตั้งราคาที่ต่ำกว่า Last Price เล็กน้อย และนี่คือช่องทางที่ทำให้กองทุนต่างชาติขายเข้ามาได้
และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ดัชนีลดลง ทั้งนี้เพราะกองทุนต่างชาติต้องขายในราคาที่ลดลงจึงจะขายได้
ครับ, โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อกองทุนต่างชาติซื้อ หุ้นก็จะขึ้น
และเมื่อกองทุนต่างชาติขาย หุ้นก็จะลง ปัญหาที่แท้จริงก็คือ
เขาทำอย่างไรจึงได้มีกำไร
ถ้าเราสมมุติว่า ต่างชาติซื้อ 1,000 ล้านบาทแล้วทำให้ดัชนีขึ้น 1 จุด และเมื่อต่างชาติขาย
1,000 ล้านบาทแล้วทำให้ดัชนีลง 1 จุด เราจะพบว่าพวกเขาจะไม่มีกำไร เพราะถ้าซื้อติดต่อกัน
100 วัน วันละ 1,000 ล้านบาท ดัชนีก็จะขึ้นไป 100 จุด แต่พอต่างชาติขายติดต่อกัน
100 วัน วันละ 1,000 ล้านบาท ดัชนีก็จะกลับมาที่เดิม แล้วการซื้อกับการขายมันจะตรงกันเป็นคู่ๆ
คือวันแรกที่ขายจะตรงกับวันสุดท้ายที่ซื้อ...ฯลฯ ราคาที่ซื้อขายจะตรงกัน ดังนั้นทุกคู่จึงเท่าทุน
ครับ, เรื่องนี้มันเหมือนกับเรื่องเครื่องยนต์ประเภทสันดาปภายใน หรือคือเครื่องในรถยนต์ของเรานั่นแหละ
เครื่องยนต์เหล่านี้ทำงานเป็น 4 จังหวะ คือ จังหวะแรกเป็นการดูดอากาศและน้ำมันเข้ามา
จังหวะที่สองเป็นการอัดอากาศและน้ำมันให้แน่น จังหวะที่สามคือจุดระเบิดที่หัวสูบ
แล้วทำให้เกิดความดันสูงขึ้นไปอีก เจ้าอากาศก็จะดันลูกสูบลงมา และได้พลังงาน จังหวะที่สี่คือการคายอากาศและน้ำมันที่เผาใหม้แล้วออกทิ้งไป
ในการทำงานแบบนี้ จังหวะที่สามเท่านั้นที่ให้กำลังแก่เครื่องยนต์ ส่วนจังหวะอื่นๆนั้นเราต้องเสียพลังงาน
เครื่องยนต์ชนิดนี้ถ้าเราไปตัดสายไฟแรงสูงที่ส่งเข้าหัวเทียน หรือตัวหัวเทียนมันบอด
มันก็จะไม่เกิดการระเบิดในหัวสูบ และมันก็จะไม่เกิดพลังงาน เครื่องก็จะหยุด ต่างชาตินั้นเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
เขาจึงต้องหาวิธีที่จะถอยให้ได้จังหวะ
กล่าวคือ เวลาเขาซื้อไปจนทำให้นักวิเคราะห์เกิดความเชื่อว่าหุ้นจะไปต่ออย่างแรง
แล้วก็ประโคมข่าวกันอย่างบ้าคลั่ง(จำได้ใหมว่า เมื่อ 3-4 สัปดาห์ก่อน นักวิเคราะห์ออกมาบอกว่าดัชนีจะไปถึง
1,200 จุด) แล้วเขาจะเริ่มขาย การขายนี้จะทำให้ดัชนีถอยลงมา แต่เขาจะกลับเข้ามาพยุงราคาเอาไว้
แล้วนักวิเคราะห์ก็จะกลับมาเชียร์กันอีก นี่จะทำให้เกิดการขึ้นลงเป็นระรอกสั้นๆอยู่
30-50วัน แล้วหุ้นจึงจะลงจริงๆ
ครับ, ขณะนี้เรากำลังอยู่ในจังหวะที่สามของระบบสันดาปภายใน
ต่างชาติสามารถขายได้ราคาสูงเป็นเวลาที่ยาวนานขึ้น นี่คือกำไรที่ต่างชาติทำได้
อนึ่ง, ควรสังเกตุว่า แนวคิดของต่างชาตินี้จะไม่เคยเข้ามาอยู่ในหัวของคนไทยรายย่อย
คนไทยรายย่อยนั้นเมื่อซื้อจะซื้อจนหมดมือ และเมื่อขายก็จะขายจนหมดพอร์ต เรากระโดดเข้า
แล้วก็กระโดดออก เราไม่มีการทะยอยซื้อทะยอยขาย เราไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาและทิศทางของตลาด
นอกจากนี้แล้ว คนไทยมักจะดูราคาหรือดัชนีย้อนหลังแค่ไม่เกิน 7 วัน เราจึงมองไม่เห็นว่าทิศทางที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ครับ, ข่าวสารในตลาด และการเชียร์อย่างบ้าคลั่งของนักวิเคราะห์
คือการจุดระเบิดบนหัวสูบ ซึ่งเป็นตัวให้กำไรแก่กองทุนต่างชาติ เรื่องนี้จริงๆแล้วจะเกิด
2 แห่ง คือตอนใกล้ bottom อีกด้วย ระบบตลาดหุ้นจึงเหมือนเครื่องยนต์ 8 จังหวะ และต่างชาตินั้นมีกำไรทั้งขึ้นและล่อง
และคนที่ทำให้เขามีกำไรก็คือ ข่าวสารและการเชียร์ของนักวิเคราะห์ ดังนั้น
หนทางที่จะตัดวงจรอุบาทว์นี้ก็คือ เมื่อรับฟังข่าวอะไรมา ให้วิเคราะห์ด้วยตนเองจนแน่ใจแล้วค่อยตัดสินใจ
ขอให้สังเกตุว่า กองทุนต่างชาติกับโบรกเกอร์นั้น รักกันยิ่งกว่าเครือญาติ
และนักวิเคราะห์ต่างชาตินั้นจะพูดเสริมนักวิเคราะห์ไทยทุกครั้ง บางครั้งบางคราวก็ไปกินข้าวด้วยกันที่โรงแรมหรูๆ
เขาสนิทกันยิ่งกว่าพ่อกับลูก
..............
28 สค.2550 ..... ได้เวลาทบทวนศักยภาพของกลุ่มไฟแนนซ์แล้ว
เมื่อสองปีก่อน ราคาหุ้นของกลุ่มไฟแนนซ์ได้รูดลงมาอย่างแรง ทั้งนี้เพราะคนของธปท.ออกมาพูดว่า
..เรามีนโยบายให้ปิดไฟแนนซ์ทั้งหมด.. นอกจากจะรูดอย่างแรงในวันนั้นแล้ว ดัชนีของกลุ่มก็ตกต่ำลงมาเรื่อยๆ
มันลงจาก 2000 กว่าจุดจนเหลือแค่ 1000 กว่าจุด และทำให้กำไรของผมหดไปหลายเปอร์เซนต์เมื่อปลายปีที่แล้ว
แต่มาถึงวันนี้ ผมกวาดสายตาดูจากรายงานของการเล่นหุ้นของโปรแกรมของผม ทั้งชนิดเล่นสั้นและเล่นยาว
มันกลับเป็นกลุ่มที่ให้กำไรสูง ดังนั้นเราน่าจะมาทบทวนกันดู
จริงๆแล้ว คำว่ากลุ่มไฟแนนซ์นั้นไม่ได้หมายถึงบริษัทที่รับฝากเงินในรูปของตั๋วเงินแล้วเอาไปให้กู้
ในตอนนี้มันสามารถแยกเป็นบล., บง., และบ.จัดการกองทุนได้อย่างชัดเจน และตัวที่โปรแกรมของผมทำกำไรได้สูงๆนั้นคือ
KGI, KEST, และ ASP ซึ่งเป็นประเภทบล.ทั้งนั้น
ครับ, เราจะบอกว่า ตอนนี้เรื่องของการปิดไฟแนนซ์(โดยบีบให้เป็นธนาคารขนาดเล็ก)นั้นได้จบไปแล้ว
มันก็ยังไม่จริงนัก ทั้งนี้เพราะบง.ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่มไฟแนนซ์ และพวกที่ปรับตัวไปเป็นธนาคารขนาดเล็ก
หรือรวมตัวกันเป็นธนาคารขนาดเล็กก็มีฐานะย่ำแย่ มันจึงอาจมีการบีบให้รวมตัวกันใหม่อีกครั้งก็เป็นได้
แต่ที่มันเด่นชัดแล้วก็คือ เราไม่มี บลง. หรือประเภทที่ทำทั้งเป็นนายหน้าและรับฝากเงินอีกแล้ว
และพวก บล.ทั้งหลายนั้นเขาทำกำไรได้พอสมควร
และที่มันน่าสนใจก็คือ ราคาหุ้นประเภท บล.ในตอนนี้ต่ำมาก
และราคามันแกว่งตัวได้สูงมาก เช่น ในช่วง 26 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาสูงสุดและต่ำสุดของ
KGI=3.36/1.38 KEST=29.25/15.60 ASP=4.58/2.62 ตามลำดับ หรือคือ ใครที่เข้าและออกถูกจังหวะในช่วง
26 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีกำไรประมาณ 100 ถึง 200 เปอร์เซนต์ เมื่อคิดกำไรต่อปีแล้วมันน่าตื่นเต้นเลยทีเดียว
ครับ, ผมเชื่อว่ากลุ่ม บล. ซึ่งปนอยู่ในกลุ่มไฟแนนซ์นั้นกลับมามีศักยภาพที่จะให้กำไรสูงแล้ว
ท่านนักลงทุนจึงควรหันกลับมาเล่นกัน
ปล. นี่เป็นการวิเคราะห์และให้คำแนะนำโดยไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง และก่อนที่ท่านจะลงทุน
ก็ให้จำไว้ดีๆว่า การตัดสินใจทั้งหมดเป็นของตัวของท่านเองนะครับ
..............
01 กย.2550 .... UCOM ตัวอย่างหุ้นที่ไม่ควรเล่น
ท่านผู้อ่านคงจะพอจำได้ว่า เมื่อ 2 ปีก่อน ผมต้องตาลีตาเหลือกขาย UCOM ออกไปเมื่อมีต่างชาติเข้ามาเทคโอเวอร์
เท่าที่ผมจำได้ ผมขายไปที่ 39 บาทต่อหุ้น ขายแล้วก็มีคนถามผมว่าวิเคราะห์อย่างไรจึงรีบขาย
พวกเขาบอกว่าหุ้นตัวนี้ยังมีอนาคตสดใส แต่ผมบอกว่า ผมไม่ชอบเสี่ยง
เพราะอนาคตขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว เพราะถ้าเขาตัดสินใจเอาหุ้นออกจากตลาด ท่านจะไม่ได้เงินคืน
เขาจะกดราคารับซื้อ และถ้าคุณไม่ขายเขา เขาก็จะใช้วิธีลดทุน และเพิ่มหุ้นจนหุ้นในมือคุณจะไม่เหลือค่าอะไรเลย
ครับ, ผมคาดการณ์ได้ถูกต้อง หุ้น UCOM ไต่ขึ้นไปจนถึง 80 บาท หลายคนเล่นตัวนี้กันสนุก
มันให้กำไรดี แต่สัปดาห์ที่แล้ว(27-31 สค.50) มันดิ่งลงมาทุกวัน จนเหลือแค่ 27.50
บาท ใครที่ออกตัวไม่ทันก็ต้องขาดทุนย่อยยับ
จริงๆแล้วยังมีหุ้นอีกหลายตัว ที่มีลักษณะอย่างเดียวกันนี้
ท่านนักลงทุนสำรวจดูกัน แล้วจะเห็นความเสี่ยงแบบนี้
...............
02 กย.2550 .... ต่างชาติขายหมดแล้วหรือยัง?
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนักวิเคราะห์ออกมาบอกว่า ต่างชาติขายหุ้นจนหมดแล้ว
และจะกลับเข้ามาซื้อใหม่ ในไม่ช้า ลมปากอันนี้มีผลให้หุ้นตีกลับขึ้นมาได้กว่า 20
จุดในวันศุกร์ที่ 31 สค. และป่านนี้คนไทยก็คงจะเตรียมเงินเพื่อกลับเข้าไปซื้อกันใหญ่
ครับ, คนไทยเราไม่เคยได้คิดอะไรด้วยตนเอง เราชอบที่จะนั่งฟังนักวิเคราะห์ แล้วก็เชื่อเขา
นักวิเคราะห์ทั้งหลายอาศัยข้อนี้ทำการปั่นตลาดอยู่ทุกวัน และส่วนใหญ่ก็ได้ผล คือมีนักลงทุนไทยตามแห่กันเข้าไปซื้อ
แล้วก็เจ็บตัวกันไปคนละเล็กละน้อยทุกที
ครับ, ตัวเลขจริงๆก็คือ นับจากต้นปีเป็นต้นมา ต่างชาติทะยอยซื้อเอาไว้ถึง 170,000
ล้านบาท แล้วมาขายในเดือน กค. และ สค.ประมาณ 30,000 ล้านบาท อย่างนี้จะบอกว่าต่างชาติขายหมดแล้วมันคงจะไม่ถูกต้อง
แต่....ท่านอย่าด่วนสรุปแบบนั้น
จริงๆแล้วข้อมูลข้างบนนั้นยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าต่างชาติขายหมดแล้วหรือยังไม่หมด
คำว่าต่างชาตินั้นมันแบ่งเป็น 2 พวก คือ กองทุนที่ลงทุนระยะยาว(long term investor)
กับพวกกองทุนที่เอาเงินหลบเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น(hedge fund) เงินที่เข้ามา 170,000
ล้านบาทนั้นอาจเป็นของพวกเก็งกำไรระยะสั้นแค่ 30,000 ล้านบาท และที่ขายออกมาในเดือน
กค. และ สค. นั้นเป็นของพวกเก็งกำไรระยะสั้นทั้งหมดก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น
มันก็ถูกต้องที่จะพูดว่าต่างชาติขายหมดแล้ว และกำลังจะกลับเข้ามาใหม่
ครับ, จากข้อมูลเพียงครึ่งๆกลางๆ เราไม่สามารถตอบคำถามได้ มันจึงน่าสนใจว่านักวิเคราะห์ของไทยเขาไปเอาข้อมูลอะไรที่มาสรุปว่าต่างชาติขายหมดแล้ว?
สำหรับผมนั้น ผมกลับเห็นในทางตรงกันข้าม เงิน 170,000 ล้านนั้นมันสูงกว่า 30,000
ล้านอยู่มาก พวกเก็งกำไรระยะสั้นของต่างชาตินั้นก็มักจะเข้ามาครั้งละ 6-70,000
ล้านบาท ส่วนดัชนีก็ไต่ขึ้นมาสูงมากแล้ว กองทุนต่างชาติระยะยาวก็ขายทำกำไร และตอนนี้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐจะกลับเป็นขาขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐกำลังต้องการเงินทุนหมุนกลับไปช่วยแก้ปัญหา sub prime ดังนั้นตอนนี้กองทุนต่างชาติจะต้องขายมากกว่าซื้อ
ดังนั้น หุ้นไทยมันต้องลง
ครับ, หุ้นไทยกำลังเป็นขาลง และมันกำลังอยู่บนจุด top ของคลื่นเล็กขาลงที่1
เท่านั้น จากลูกที่1 นี้ มันยังจะมีคลื่นเล็กขาลงที่ 2,3,4 ตามมาอีก ต่างชาติจะต้องทะยอยขายไปอีก
3-4 เดือน ดัชนีจะแกว่งลงไปแถวๆ 660 แล้วต่างชาติจึงจะกลับเข้ามา
.................
11 กย.2550 .... ระวังภาพลวงตาเมื่อเล่นTFEX
สัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นว่าถึงเวลาที่จะเริ่มเล่น TFEX ผมก็โอนเงินเข้าบัญชี TFEX
ที่โบรกเกอร์ของผมไป 100,000 บาท แล้วก็สั่ง short รุ่นที่จะจบในเดือน ธค.เอาไว้
1 สัญญา ผลที่ออกมาคือ วันนั้นขาดทุนไป 300 บาท แต่วันถัดมาเปลี่ยนเป็นกำไร 6,000
บาท และวานนี้ตอนกลางวันกำไรได้เพิ่มเป็น 11,000 บาท
ครับ, ถ้ามาคิดดูเล่นๆ ในเวลาเพียง 5 วัน ถ้าผมปิดโพซิชั่นไปเมื่อวานนี้
ผมคงจะกำไรไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท หรือคือกำไรถึง 10 เปอร์เซนต์ใน 5 วัน และถ้าผมทำได้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ผมจะได้เงินเพิ่มจาก 100,000 บาท ไปเป็น 100000*1.1*73=8.03 ล้านบาท ภายในเวลา
1 ปี(ตัวเลขจริงจะมากกว่านี้ เพราะเมื่อเงินในบัญชีเพิ่มเกิน 200,000 บาท เราก็เล่นได้
2 สัญญา...ฯลฯ)
ตัวเลขอันนี้ดูแล้วน่าตื่นเต้น ผมจะรวยแบบสุดๆไปเลย
และนี่คือความใฝ่ฝันของพวกเรามิใช่หรือ?
ครับ, นี่คือความใฝ่ฝันของนักลงทุน แต่มันเป็นภาพลวงตา
ซึ่งหลายๆท่านคงจะได้เห็นกันมาแล้ว (คนที่ถูกจูงเข้าไปเล่นตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็โดนแบบนี้มาแล้ว
เล่นวันแรกๆมักจะมีกำไร แต่เล่นไป เล่นไป มันกลับขาดทุน และเวลาขาดทุนมันก็ขาดทุนได้เร็วพอๆกัน
คือหมดตัวได้ใน 3-4 เดือน และกว่าจะไปแจ้งความให้ตำรวจไปจับ มันก็ปิดบริษัทและหายตัวไปแล้ว)
ครับ, ผมไม่ได้ปิดโพซิชั่นไปตามความฝันข้างบน และผมรู้ด้วยว่า ภาพที่แท้จริงคือ
TFEX จะแกว่งไปมา มันอาจพาผมไปสู่แดนลบ และลงไปจนถึงขั้นถูกบังคับให้ปิดโพซิชั่นได้ถ้าไม่มีเงินไปโปะเพิ่ม
ดังนั้นผมจึงต้องมีเงินเผื่อเอาไว้ ซึ่งตอนนี้ผมเผื่อเอาไว้ 200,000 บาท มันอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ที่ธนาคาร
และผมทำข้อตกลงให้โบรกเกอร์หักบัญชีได้โดยอัตโนมัติ
แค่นั้นยังไม่พอ เพราะ TFEX อาจวิ่งขึ้นไปเป็นสองเท่าของค่าปัจจุบันใน
4 เดือนข้างหน้าได้ ซึ่งหมายความว่า ผมจะต้องหาเงินมาจ่ายเขาอีก 1-2 แสนบาท
หรือจริงๆแล้วก็คือ ถ้า short ไว้ที่ 586 ผมต้องมีเงินมาโปะไม่น้อยกว่า 586,000
บาท เงินลงทุนจริงจึงอยู่แถวๆ 686,000 บาท
ครับ, การลงทุน short ไว้ 1 สัญญานั้นเราต้องมีทุนพอๆกับ TFEX*1000 บาท ท่านที่มีเงินหรือเครดิตต่ำกว่านี้เล่นไม่ได้
และเมื่อคิดถึงทุนในระดับนี้ การทำกำไร 10,000 บาท จึงเป็นการทำกำไรแค่ 10000*100/686000=1.45
เปอร์เซนต์เท่านั้น และเราไม่สามารถปิดโพซิชั่น แล้วทำกำไรซ้ำใหม่ได้ง่ายๆ ถ้าเราเล่นรอบละ
5 วัน เราจะกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง แล้วมันก็หักกลบกันไปหมด ผลที่เหลือคือ เราต้องเสียค่าธรรมเนียมรอบละประมาณ
1,000 บาท เล่นไป 73 รอบใน 1 ปี ก็จะขาดทุนไป 73,000 บาท คนที่สามารถทำนายทิศทางของ
TFEX ได้เก่งเท่านั้นที่จะมีกำไรได้
แล้วท่านทำได้ใหมล่ะ?
ผมทำไม่ได้ครับ, ผมจึงไม่เล่นรอบสั้น
แต่ผมทำนายทิศทางระยะยาวได้ ผมคาดว่า TFEX จะใหลลงไปประมาณ 15 เปอร์เซนต์ใน 4 เดือนข้างหน้า
ความเชื่อมั่นอยู่ที่ประมาณ 80-90 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะทำให้ผมมีกำไรประมาณ 586,000*0.15=87,900
บาท และในเมื่อผมต้องเตรียมเงินและเครดิตไว้ถึง 686,000 บาท ผมจึงมีกำไรแค่
87,900*100/686,000=12.81 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากการเล่นหุ้นธรรมดาๆ
ครับ, เราต้องมองให้ครอบคลุมถึงเงินและเครดิตต่างๆทั้งหมด
แล้วจึงจะเห็นภาพที่แท้จริง ผมจึงขอสรุปว่า เล่น TFEX นั้นก็เหมือนกับเล่นหุ้นธรรมดาๆ
และต้องเล่นรอบยาวเป็นรายปีเท่านั้น แต่ TFEXจะดีกว่านิดหน่อย เพราะเราเล่นได้ทั้งขาขึ้นและขาลงของ
SET50
...........
14 กย.2550 .... เกาไม่ถูกที่คัน
วานซืนนี้ อดีต รมต.คลัง(มรว.ปรีดิยาธรฯ)ออกมาบอกว่า ประเทศไทยควรปรับโครงสร้างตลาดหุ้น
โดยให้ลดเงินทุนต่างชาติลงไป ท่านบอกว่า ตอนนี้ทุนต่างชาติมีปริมาณถึง 40 เปอร์เซนต์ของตลาดหุ้น
ซึ่งทำให้การโยกย้ายเข้าออกมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย ปริมาณที่มากนี้ยังเป็นตัวชี้นำตลาดหุ้นไทย(แปลว่า
ปั่นตลาดหุ้นไทยได้)ด้วย แถมคนไทยยังให้โบรกเกอร์มามีส่วนในการออกกฎหมายที่ใช้ควบคุมตลาดหุ้น
มันจึงเกิดการเอื้ออำนวยให้แก่กองทุนต่างชาติมากขึ้น จนกองทุนเหล่านี้สามารถครอบงำตลาดหุ้นไทยได้...ฯลฯ
ครับ, นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ แต่ผมเห็นว่าเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน
จากตัวเลขการถือหุ้นของกองทุนต่างชาติที่ 40 เปอร์เซนต์ ผมจะขอขยายเพิ่มตัวเลขอื่นๆให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน
คือ ขณะนี้มาร์เก็ตแคปมันอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านล้านบาท กองทุนต่างชาติจึงถือหุ้นอยู่ประมาณ
2.4 ล้านล้านบาท และในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา กองทุนต่างชาติทำกำไรได้ประมาณ 28-30
เปอร์เซนต์ต่อปี ดังนั้นในปีนี้จะกำไรไปประมาณ 2.4*0.3=0.72 ล้านล้านบาท
จากเงินทุนต่างชาติ 2.4 ล้านล้านบาท เราเอามาผสมกับเงินทุนและแรงงานของไทย แล้วก็ผลิตสินค้าส่งออกได้แค่
5 ล้านล้านบาท และทำกำไรได้แค่ 10 เปอร์เซนต์ หรือคือ ได้เงินคืนมาไม่ถึง 5*0.1=0.5
ล้านล้านบาท
ครับ, คิดอย่างง่ายๆ ประเทศไทยขาดทุนในปีนี้=0.72-0.5=0.22 ล้านบาท
ดังนั้น เมื่อมองในแง่การลงทุนแล้ว ประเทศไทยเป็นบริษัทที่ทำการค้าแล้วขาดทุนทุกปี
ถึงแม้ว่าเราจะมีรายได้จากด้านแรงงานไทยไปต่างประเทศ และด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้ามาบ้าง
แต่มันก็ไม่มากนัก และที่มันไม่น่าจะปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ก็เพราะ ทำไมเราจึงปล่อยให้ต่างชาติมาทำกำไรถึง
28-30 เปอร์เซนต์ต่อปี ในเมื่อเราสามารถกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยไม่ถึง
10 เปอร์เซนต์ต่อปี?
ครับ, มันต้องเกาให้ถูกที่คัน ทางออกนั้นมีอีกหลายทาง เช่น
เก็บภาษีจากกำไรของกองทุนเหล่านี้, ผลักดันให้ต่างชาติออกจากตลาดหุ้นไทย(อย่างค่อยเป็นค่อยไป),
เพิ่มความรู้ความสามารถของนักลงทุนไทยให้ทัดเทียมต่างชาติ, กำจัดความใดัเปรียบของกองทุนต่างชาติ(เช่น
เลิกออกตัวเลขยอดซื้อขายประจำวันของ กองทุน สถาบัน และรายย่อย, ไม่มีการยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายให้แก่กองทุนต่างชาติ,
เลิกการซื้อขายบิ๊กลอต, ตัดกรรมการที่มาจากโบรกเกอร์ออกไป ), ไปดูงานที่ฮ่องกงและสิงค์โปร์ว่า
เขาทำอย่างไรที่ทำให้ต่างชาติทำกำไรได้แค่ 3-10 เปอร์เซนต์ต่อปี แล้วนำมาใช้บ้าง
ที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ คนไทยทั้งประเทศ ทำงานกันแทบตาย ผลิตสินค้าไปขายต่างประเทศ
แล้วก็ได้กำไรมานิดเดียว แต่กองทุนต่างชาติ ส่งคนเข้ามาไม่ถึง 20 คน สามารถทำกำไรได้มากกว่า
เรื่องอย่างนี้ผมเห็นมากว่า 10 ปีแล้ว วันที่ผมปลดเกษียณ ผมได้พยายามไปขอพบ กลต.เพื่อพูดถึงเรื่องนี้
แต่ท่านไม่ยอมให้ผมเข้าพบ ท่านกลัวว่าผมจะไปของานท่านทำ
ครับ, อดีต รมต.คลังได้ออกมาพูดแล้ว ผมไม่รู้ว่า ประธานตลาด และประธาน กลต. จะรับฟังสักแค่ใหน
ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำกว่าที่ผมหยิบขึ้นมานั้นมีอยู่แน่ แต่ท่านจะรู้จักใช้ข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชตาของบ้านเมืองไทยเรา
สำหรับผมนั้น ผมสรุปไปนานแล้วว่า ผู้บริหารไทยไม่รู้จักใช้ไอที
และเมืองไทยมีแต่จะจนลงทุกวัน
...............
15 กย.2550 .... เป้าหมาย ตลท. อยู่ที่ใหน?
ประเทศที่เจริญแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมันนี เขาเปิดตลาดหลักทรัพย์กันมาเป็นร้อยปีแล้ว
เป้าหมายที่เด่นชัดของเขาคือ ให้ความสดวกแก่บริษัทในการเพิ่มทุน
ประเทศเหล่านี้เขารู้ว่าการเพิ่มทุนนั้นสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจขนาดใหญ่ ความสะดวกดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเปิดรับเป็นบริษัทจดทะเบียน
แล้วให้มีแหล่งกลางที่จะมาซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นกัน หุ้นที่ดี มีปันผลสูง จะมีความต้องการสูง
และเมื่อบริษัทนั้นประกาศเพิ่มทุนก็จะมีคนมาจองซื้อกันจนหมดทุกครั้ง
เป้าหมายที่รองลงมานั้นมีอีกเยอะ เช่น เปิดโอกาสให้ประชาชนมาออมเงิน
เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมลงทุนในธุรกิจโดยตรง เพิ่มความคล่องตัวในการขายหุ้นเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน
ครับ, ประเทศที่เจริญแล้วเขามีตลาดหลักทรัพย์กัน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเขาบริหารจัดการกันอย่างมีเป้าหมาย
และขอให้ท่านสังเกตุว่า เขาเน้นเงินทุนจากประชาชนของเขาเท่านั้น และกว่าเขาจะเปิดเสรีให้กับโลกภายนอก
เขาก็สร้างคนของเขาให้มีความสามารถที่จะต่อสู้กับทุนต่างชาติได้ และยังมีกฎ ระเบียบ
และแบบแผน ที่สามารถป้องกับประชาชนของเขา เช่นการเข้าเทคโอเวอร์โดยต่างชาตินั้นเป็นไปได้ยาก..ฯลฯ
ทีนี้เรามาดูตลาดหลักทรัพย์ของไทยกันบ้าง เราทำกันอย่างไร้การควบคุม
และผิดเป้าหมายอย่างสุดๆ ผมจะชี้ให้ดู
ประการแรกคือ เราผลักดันให้มีการเอาบริษัทเข้าตลาดให้มาก
แล้วก็ผลักดันให้มีการซื้อขายหุ้นกันให้เยอะๆ เราต้องการปริมาณการซื้อขาย เราต้องการเงินค่าธรรมเนียม
แล้วเราก็อยู่ดีกินดีเหนือประชาชนผู้มาลงทุน ท่านผู้อ่านสังเกตุเห็นบ้างใหมว่า
เรื่องที่กรรมการตลท.เขาเถียงกันจะเป็นจะตายคืออัตราค่าคอมมิชชั่น นอกจากเรื่องค่าคอมมิชชั่นแล้ว
พวกเขาก็จะตกอกตกใจทุกครั้งที่ปริมาณการซื้อขายมันลดลง พวกเขาบังคับให้เจ้าหน้าที่ออกมาเดินสายเพื่อชักจูงประชาชนให้เข้าซื้อ
ทุกครั้งที่ตลาดชลอตัว เขาจะออกมาพูดว่าหุ้นไทยราคาถูก พีอีเรโชต่ำ ควรเข้าซื้อ
แล้วก็ไปจัดสัมมนาในที่ต่างๆ เขาเอาโปรแกรมจำลองตลาดหุ้นไปให้นิสิตนักศึกษาเล่นกัน
คนที่ชนะที่หนึ่งนั้นจะเป็นพวกซื้อขายทุกวัน ซื้อจนหมดกระเป๋าทุกที แล้วก็ฟลุ๊กได้กำไร
ครับ, ในประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่สนใจในเรื่องปริมาณการซื้อขาย เขาขอให้มีการซื้อขายกันพอสมควร
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดราคาล่าสุดที่ประชาชนสามารถใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ(reference)เท่านั้น
บริษัทใหนไม่มีการซื้อขายเพียงพอ เขาจะไล่ออกจากตลาด
ประการที่สองคือ เราคิดไปว่า ตลาดหลักทรัพย์คือแหล่งระดมทุนจากต่างชาติ
เราออกเดินสายทุกปี เดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปชักจูงใจกองทุนต่างชาติ แล้วก็ไปรับเอาข้อเกี่ยงงอนต่างๆจากเขา
รับมาแล้วก็ปรับแก้ ซึ่งเป็นการให้ความสะดวกและความได้เปรียบแก่กองทุนต่างชาติ
ล่าสุดเขาขอให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 49 เปอร์เซนต์ เราก็แก้ให้เขา แก้จนกระทั่งต่างชาติสามารถเข้ามาเทคโอเวอร์ได้อย่างง่ายดาย
คนที่เสียหายคือนักลงทุนรายย่อยของไทย ดูตัวอย่างบริษัท UCOM เป็นต้น ราคาตกเหลือไม่ถึง
20 เปอร์เซนต์ในเวลา 2 สัปดาห์ แล้วก็ออกจากตลาดไป
ครับ, ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ใช้ตลาดทุนเป็นตัวดึงทุนจากต่างชาติ เขาดึงทุนจากในประเทศ
และเขาต้องคุ้มครองนักลงทุน เขาดูแลให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเล็กน้อย
บจ.ใดปันผลต่ำกว่าเป้า เขาไล่ออกใน 2-3 ปี
ที่น่าสนใจคือ ตลท. และ กลต. ไม่เคยสำรวจดูว่าคนไทยขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไปกี่คน
และเป็นเงินเท่าใด? นี่แสดงว่า เขาบริหารกันโดยไม่ดูเป้าหมายของการเปิดตลาดหลักทรัพย์
ในสมัยหนึ่ง ท่านอาจารย์ สำราญ เคยพูดว่า ตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นบ่อนการพะนัน
พูดแล้วก็โดนคนในวงการบริหารตลาดด่าอย่างเสียๆ หายๆ และถูกกดดันจนเกือบต้องเอาบริษัทออกจากตลาด
ครับ, คนไทยนับล้านคน ต้องขาดทุนไปในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็สาปแช่งตลาดหลักทรัพย์อยู่จนถึงวันนี้
นี่คือผลงานของผู้บริหารและผู้ที่เกียวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ไทย
ประการที่สามคือ ตลาดหลักทรัพย์ของไทยนี้เอาเงินของรัฐมาจัดตั้ง
เป้าหมายนั้นต้องประกาศไว้อย่างชัดเจน และการบริหารงานต้องให้เป็นไปตามเป้าหมาย
แต่ผมไม่เคยเห็นผู้บริหารคนใดกล่าวถึง สิ่งที่ผมเคยได้ยินมาก็คือ ...เราจะบริหารอย่างมีประสิทธิ์ภาพ
โปร่งใส และเป็นธรรมแก่ทุกคน...
ครับ, มันเป็นคำพูดที่เป็นนามธรรม ไร้เป้าหมาย และเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องขององค์การ
ถ้าทำตามนั้นก็หมายความว่า เราจะให้สิทธิ์แก่คนต่างชาติเท่าๆกับคนไทย อย่างนี้หรือที่เป็นหน่วยงานของรัฐ?
และมันคุ้มกับเงินภาษีที่จ่ายไปหรือ? ตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่มูลนิธิเพื่อประชากรโลกนะครับ
ประการสุดท้ายคือ ทำไมโบรกเกอร์จึงต้องมีส่วนในการบริหารตลาดหลักทรัพย์?
อาชีพโบรกเกอร์นั้นยังมีอีกหลายชนิด พวกเขาไม่เคยมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย ไม่เคยมีส่วนร่วมในการบริหาร
มันเป็นแค่อาชีพอย่างหนึ่ง พอใจก็เข้ามาทำ ไม่พอใจก็หันไปทำอาชีพอื่นได้ แต่ตลาดหลักทรัพย์ของไทย
ไปตั้งคนจากบริษัทเหล่านี้เข้ามาบริหารจัดการ กฎ ระเบียบ แบบแผน ก็เลยถูกสร้างเพื่อความร่ำรวยของโบรกเกอร์
และนี่คือสาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนไทยขาดทุน และกองทุนต่างชาติได้เปรียบ(เพราะเป็นพันธมิตร์กับโบรกเกอร์)
จนกำไรไปปีละ 20-30 เปอร์เซนต์
ครับ, จะไปทำงานอะไร ที่ใหน นั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ศึกษาวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายขององค์การนั้น
แล้วก็พยายามทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ส่วนสิ่งที่สองคือ หลังจากทำไปสักระยะหนึ่งก็ต้องทบทวนดู
ถ้าไม่เข้าเป้า หรือทำไม่ได้ตามที่เจ้าของกิจการตั้งไว้ ก็ควรแก้ใข สำหรับตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นองค์การของรัฐ
ประชาชนเป็นเจ้าของ ถ้าสำรวจแล้วพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ขาดทุนจนเข็ดขยาด ก็ควรลาออก
เรื่องนี้ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณานานแล้ว ไม่ควรนั่งทับอึเหล่านี้เอาไว้นะครับ
.....................
19 กย.2550 .... ซื้อหุ้นหลายๆตัวเพื่อลดความเสี่ยง?
ในตำราเล่นหุ้นเกือบทุกเล่ม จะมีการแนะนำว่า ให้ซื้อหุ้นหลายๆตัว ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยง
แล้วพวกกองทุนทั้งหลายก็มาต่อเติมว่า เงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อยนั้นมีน้อย ไม่สามารถกระจายไปซื้อหุ้นได้หลายตัว
จึงควรไปซื้อกองทุน เพราะกองทุนได้เงินมารวมกันแล้วสามารถซื้อหุ้นได้เกือบทั่วตลาด
มันจึงเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด
ครับ, คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องสถิติ ฟังแล้วก็เข้าใจผิด
คิดว่าซื้อกองทุนแล้วจะมีกำไร แล้วผลเป็นอย่างไรท่านก็เห็นกันอยู่ กองทุนต่างๆนั้นบางช่วงตอนก็มีกำไร
บางช่วงตอนก็ขาดทุน แต่โดยรวมแล้วค่าของหน่วยลงทุนมักจะต่ำลง นักลงทุนที่ซื้อกองทุนเหล่านี้ต่างก็ผิดหวัง
ผู้บริหารกองทุนนั้นก็ยอมรับว่าขาดทุน พวกเขาจึงเปลี่ยนไปว่า เขาจะขออนุญาตเอาเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ
ตอนนี้ กลต.ท่านก็บอกอนุญาตแล้ว มันจึงกลายเป็นเรื่องฮือฮากันไปทั้งตลาด มาร์เก็ตติ้งของผมถึงกับบ่นว่าจะตกงาน
เพราะเงินไทยจะใหลออกหมด คนไทยจะเลิกเล่นหุ้นไทยกันแล้ว...
บ้าครับ, จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว เรื่องนี้ท่านต้องกลับมาคิด และต้องทำความเข้าใจ
ผมขอเริ่มจากการถามว่า กระจายซื้อหุ้นแล้วลดความเสี่ยงชนิดใหน?
มันลดความเสี่ยงที่ว่า ตลาดเขาขึ้น แต่หุ้นตัวเดียวที่เราซื้อไว้มันกลับลดลง แต่มันก็มีโอกาสที่ว่า
ตลาดเขาลง แต่หุ้นตัวเดียวที่เราซื้อไว้มันเกิดสวนทางกับตลาด เราจึงมีกำไร
ฟังแล้วยังงงอยู่ใช่ใหม?
ขออธิบายอีกแบบหนึ่งคือ การกระจายซื้อหุ้นนั้นมันช่วยให้ราคาหุ้นในมือโดยรวมของเรามันเกาะติดกับดัชนีของตลาด
ถ้าเรากระจายซื้อทุกตัว และแบ่งได้ได้ตาดสัดส่วนน้ำหนักของหุ้นทุกตัว ราคาเฉลี่ยของเราจะเท่ากับดัชนีพอดี
ผลตอบแทนก็จะแกว่งตัวน้อยลง และถ้าดัชนีมันอยู่นิ่งๆ เราก็จะได้เงินปันผลเป็นกำไรจากตลาด
ครับ, มันดีสำหรับตลาดหุ้นที่มั่นคง ดัชนีไม่แกว่ง เท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะของตลาดหุ้นในประเทศที่เจริญแล้ว
หากดัชนีมันเปลี่ยนแปลง ท่านก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องราคาอยู่ดี
และในปัจจุบันนี้ระบบข่าวสารที่ไปได้เร็ว มันทำให้เกิดการแกว่งตัวของดัชนีมากขึ้น
จนไม่มีตลาดที่นิ่งๆแล้ว
เรื่องนี้สามารถอธิบายตามหลักของสถิติได้ดังนี้
คือ ดัชนีนั้นเป็นค่าเฉลี่ยของตลาด ค่าเฉลี่ยนั้นมันมี standard deviation ต่ำกว่าของหุ้นแต่ละตัว
ถ้าเราซื้อหุ้นไว้ตัวเดียวราคาของมันก็จะเปลี่ยนแปลงได้มาก มันจึงเกิดความเสี่ยงที่คุณจะซวยไปโดนเอาจังหวะไม่ดี
การซื้อหลายๆตัวจะช่วยลดค่า standard deviation และลดความซวยดังกล่าว
ครับ, โดยสรุปก็คือ มันไม่ได้เพิ่มโอกาสทำกำไร ความเสี่ยงจากการขึ้นลงของตลาดยังเท่าเดิม
และเราก็จะต้องมาทำนายทิศทางของตลาดอยู่เช่นเดิม การเอาเงินไปซื้อกองทุนนั้นกลับแย่ลง
ทั้งนี้เพราะถ้าผู้จัดการกองทุนไปเน้นเรื่องการกระจายซื้อหุ้น เขาก็จะซื้อทั้งหุ้นดีและหุ้นเลว
ผลตอบแทนก็จะต่ำกว่าการเลือกซื้อหุ้นที่ดีๆ และเขาก็จะไม่ลงทุนซื้อซอฟ์ทแวร์ดีๆมาใช้
เขาจะบริหารกองทุนเหมือนคนตาบอด และเขาจะไม่สนใจว่าลูกค้าจะขาดทุนหรือกำไร ทั้งนี้เพราะเขากินค่าบริหารบนจำนวนเงินลงทุน
เขาไม่ได้มาแชร์ความเสี่ยงกับนักลงทุน
นอกจากนี้แล้ว ท่านจะพบว่า ในตอนที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง ผู้ซื้อหน่วยลงทุนจะเอามาขายคืน
ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะขายหุ้นดีๆออกไป(เพราะหุ้นเลวๆมันขายไม่ออก) ซึ่งจะทำให้คุณค่าของหุ้นในมือมันลดลงเร็วกว่าตลาด
บริหารไป 2-3 ปีจะมีเหลือแต่เศษกระดาษ
ครับ, การกระจายซื้อหุ้นนั้นช่วยลดโอกาสซวย และเหมาะสำหรับคนบริหารพอร์ตด้วยตนเอง
แต่ในที่สุดแล้ว จะกำไรหรือขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะทำนายทิศทางตลาดเป็นหลัก
.................
20 กย.2550 .... เมื่อทำนายได้แม่นยำดังตาเห็น
วานนี้มีข่าวมาในตอนเช้า ก่อนเปิดตลาดว่า เฟดของสหรัฐประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง
0.50 เปอร์เซนต์ ซึ่งสูงกว่าคาด และทำให้หุ้นในตลาดทั่วโลกขึ้นกันท้วนหน้า ข่าวนี้ทำให้นักวิเคราะห์ของไทยต่างทำนายได้ว่า
ตลาดหุ้นไทยก็จะขึ้นตาม พวกเขาบอกว่าดัชนีไทยจะขึ้นไม่ต่ำกว่าสิบจุด
ครับ, พวกเขาทำนายได้ถูกเผงเลย มันแม่นยำดังตาเห็น และนี่คือความฝันของนักเก็งกำไรระยะสั้น
พวกเขามักจะคิดว่า ถ้าได้เหตุการณ์อย่างนี้ เขาก็จะทำกำไรได้ประมาณ
10/802.54=1.24 เปอร์เซนต์ต่อครั้ง และถ้ามันเกิดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง เขาก็จะได้กำไรปีละ
52*1.24=64.48 เปอร์เซนต์ต่อปีเมื่อลงทุนครั้งละเท่าๆกัน และจะได้กำไรถึง 1.0124
ยกกำลัง 52=1.8981=89.81 เปอร์เซนต์เมื่อลงทุนแบบทบต้น
แล้วความจริงเป็นอย่างไร?
พอเปิดตลาดเมื่อวานนี้ ดัชนีก็กระโดดไปที่ 811.11 จุด แล้วมันก็แกว่งตัวแคบๆ และไปปิดที่
811.79 จุด ท่านที่คิดว่าจะเอากำไรสัก 10 จุด โดยตั้งซื้อที่ราคาปิดของวันก่อน(802.54)นั้นซื้อไม่ได้เลยสักคน
พวกเขาต้องซื้อที่ 811.04 จุดเป็นอย่างต่ำ เพราะมันลงมาต่ำสุดที่ 811.04 และพวกเขาก็ไม่สามารถขายทำกำไรได้ในวันนั้น
เพราะดัชนีมันขึ้นสูงสุดแค่ 816.12
ครับ, มาถึงวันนี้ ดัชนีปิดไปตอนกลางวันที่ 815.45 ซึ่งก็ยังไม่มีกำไรพอที่จะหักกลบค่าคอมมิชชั่น
ทีนี้มันก็กลายเป็นปัญหา เพราะข่าวเรื่องเฟดลดดอกเบี้ยเกินคาดนี้มันจะมีผลแค่ 1-2
วันเท่านั้น เรื่องนี้เห็นได้จากวอลุ่ม คือปิดเมื่อกลางวันวันนี้มีวอลุ่มแค่ 6145
ล้านบาทเท่านั้น มันยังอยู่ระดับต่ำเกินไปที่จะมีแรงส่งต่อ ปัญหาของท่านคือ
จะเสี่ยงถือต่อ หรือจะยอมขาดทุนเล็กน้อย?
ผมเชื่อว่านักเก็งกำไรระยะสั้นส่วนใหญ่จะขาย เพราะไม่ได้คิดให้ละเอียด และยังเชื่อว่าตัวเองมีกำไร
เพราะขายในตอนที่ดัชนียังสูงกว่าตอนที่ซื้อมา
ท่านอ่านการวิเคราะห์ข้างบนแล้ว ท่านเชื่อใหม? ท่านคิดว่านี่เป็นความจริงหรือเปล่า?
ครับ, ความจริงนั้นซับซ้อนกว่านี้ เพราะคนเราไม่ได้ซื้อขายดัชนี เราซื้อขายหุ้นเป็นตัวๆ
ซึ่งจะมีราคาปิด ราคาเปิด และราคาปัจจุบันไม่ตรงกับ SET และที่สำคัญคือ มันมีสเตปของราคา
สเตปของราคานี้ตลาดเขาตั้งเอาไว้กว้าง คือมีค่าประมาณ 0.7 ถึง 1.5 เปอร์เซนต์ คนเล่นหุ้นคนละตัวจะเจอกับปัญหาคนละแบบ
แต่โดยรวมๆแล้วก็เหมือนกับที่คิดจากดัชนี ผมจะยกตัวอย่างให้ดู
มาดูหุ้น BBL กัน วันที่ 18
ปิดที่ 113 บาท วันที่ 19 เปิดที่ 115 บาท ไปสูงสุดที่ 116 บาท ไปต่ำสุดที่ 114
บาท และปิดที่ 115 บาท และปิดกลางวันวันนี้ที่ 115 บาท
จากตัวเลขข้างบนเราจะเห็นได้ว่า เช้าของวันที่ 19 นั้น คนที่คิดว่าจะทำกำไรโดยเข้าซื้อที่
113 บาทจะซื้อไม่ได้ พวกเขาต้องซื้อที่ 115 บาท และถึงแม้ว่ามันจะขึ้นไปสูงสุดที่
116 บาท แต่ถ้าจะขายกันจริงๆก็คงต้องขายที่ 115 บาท ซึ่งจะขาดทุนค่าคอมมิชชั่น
หรือแม้จะขายได้ที่ 116 มันก็แทบจะไม่มีกำไร ดังนั้นนักเก็งกำไรส่วนใหญ่จะไม่ขาย
และมาถึงวันนี้ตอนกลางวัน ท่านก็จะเห็นได้ว่าขายไม่ได้เสียแล้ว เพราะจะขาดทุนเป็นค่าคอมมิชชั่น
ลงท้ายท่านก็ติดหุ้นเช่นกัน
ครับ, ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้ท่านเห็นก็คือ 1)ในชีวิตจริงนั้น เวลาทำนายได้แม่นๆ
จุดซื้อมันไม่ใช่ราคาปิดของวันก่อน และจุดขายก็ไม่ใช่ราคาตามที่คาดเดา นักวิเคราะห์มักจะพูดแต่
เปอร์เซนต์ที่จะเพิ่มขึ้น แล้วก็เหมาเอาว่าท่านจะได้กำไรตามที่เขาพูด 2) นักเก็งกำไรระยะสั้นนั้นชอบคิดต่อเติม
คือไปคาดว่า เขาจะทำกำไรอย่างที่นักวิเคราะห์ทำนายได้ซ้ำๆไปตลอดปี ทั้งสองเรื่องนี้ดึงให้คนตกลงไปในวังวนของความอยาก
แล้วก็ต้องเสียเงินไปจนหมดตัว
จริงๆแล้วการเล่นหุ้นนั้นไม่ยากเลย ทำนายทิศทางระยะยาวให้ถูกต้อง
ซื้อแล้วถือยาวไปตามระยะเวลาที่คาดเดา เมื่อถึงเวลาแล้วก็ขาย รอบหนึ่งเสียค่าคอมมิชชั่นแค่สองครั้ง
กำไรก็จะตกที่เราเป็นส่วนใหญ่
...............
21 กย.2550 .... ตัวอย่างการเล่นหุ้นระยะยาวที่ผิดวิธี
วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจมีข่าวในหน้า 20 ว่า คนตระกูลใหญ่คนหนึ่ง ได้ขายหุ้นอีเอ็มซีจนหมดพอร์ต
และได้ทะยอยขายหุ้นอิสเทิร์นไวร์จนเหลือไม่ถึงครึ่งของที่เคยถือ การขายหุ้นทั้งสองนี้ออกไปก็เพราะราคามันลดลงไปมาก
เช่นอิสเทิร์นไวร์นั้นราคาหายไป 81 เปอร์เซนต์ในเวลา 3 ปี นอกจากนี้แล้ว นักข่าวยังบอกว่า
ท่านผู้นี้มีหุ้นอยู่ในมือประมาณ 10 ตัว ส่วนใหญ่ถือมา 3 ปีแล้ว และในช่วงจากต้นปีนี้
มาจนถึงวันนี้ หุ้นในพอร์ตทั้งหมดมูลค่าหดไปประมาณ 35.60 เปอร์เซนต์
ครับ, นี่เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดในการเล่นหุ้น ซึ่งดูจะขัดแย้งกับคำแนะนำของผม
ผมจึงอยากจะเอามาวิเคราะห์ให้ดู
ข้อผิดพลาดประการแรกคือ ผมไม่เคยบอกว่าเล่นหุ้นระยะยาวนั้นให้ซื้อแล้วถือไว้นานๆ
คำว่ายาวของผมนั้นหมายถึงการถือหุ้นไปตามลูกคลื่นระยะยาว ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด ขนาดแรกคือประมาณ
12 เดือน ขนาดที่สองคือประมาณ 11-13 ปี คลื่นที่มีความยาว 12 เดือนนั้นผมเรียกว่าคลื่นรายปี
ส่วนคลื่นที่ยาว 11-13 ปีนั้น ผมเรียกมันว่าคลื่นเศรษฐกิจ
ข้อผิดพลาดประการที่สองคือ ผมไม่เคยบอกว่าเล่นหุ้นนั้นซื้อเมื่อไรก็ได้ขายเมื่อไรก็ได้
การเข้าซื้อและการขายออกไปนั้นผมบอกว่า ให้ดูลูกคลื่น ผมให้ซื้อเมื่อมันผ่านจุดสูงสุดมาประมาณครึ่งของความยาวคลื่น
และขายเมื่อมันผ่านจากจุดต่ำสุดมาประมาณครึ่งของความยาวคลื่น ผมอาจต้องหยุดเล่น
หรือยอมขายขาดทุนเมื่อเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาด เช่นการปฏิวัติ การออกมาตรการทางการเงินที่รุนแรง
ข้อผิดพลาดประการที่สามคือ ผมไม่เคยบอกให้เล่นหุ้นปั่น
ผมให้เลือกหุ้นที่ดี มีความมั่นคง มีการปันผล มีผู้บริหารที่ดี และขึ้นลงตาม
SET ผมดูในตารางที่นักข่าวให้มาแล้วตกใจ คนรวยระดับพันล้านเขาเล่นหุ้น แนเชอรัลพาร์ค,
อีเอ็มซี, ไออีซี, เพาเวอร์-พี, บางปะกง, ซาฟารีเวิลด์, แอคคินซัน, อกริเพียว,
อีสเทิร์นไวร์, ปิคนิก, ไอทีซิตี้ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาราคามันแกว่งอย่างน่าใจหายใจคว่ำ
หุ้นพวกนี้เป็นพวกเล่นข่าวลือกันทุกสัปดาห์ มันมองหาลูกคลื่นไม่เจอ แล้วจะเข้าออกให้ถูกจังหวะได้อย่างไร
ครับ, ท่านนักลงทุนต้องทำความเข้าใจกับคำแนะนำของผมให้ดีๆ
แล้วท่านจะไม่พลาดจนต้องขาดทุนย่อยยับอย่างในตัวอย่างข้างบน
(ปล. อันที่จริงมันก็สนุกดี ที่ได้เห็นคนรวยเล่นหุ้นแล้วเจ้ง
ตอนนี้เห็นแล้วไม่อยากคิดจะแก้ใข เราควรส่งเสริมให้เจ้งเยอะๆ พวกเราจะได้หากินบนหลังคนโง่เหล่านี้)
..............
23 กย.2550 .... SET แกว่งมากแค่ใหนถึงจะเรียกว่าผิดปรกติ?
เมื่อวันที่ 6 กย. ผม short TFEX เอาไว้ 1 สัญญา พอสองสามวันถัดมาดัชนีมันก็ลงจนผมได้กำไร
10,000 กว่าบาท แต่ผมยังไม่ยอมปิดสัญญา แถมยังบอกอีกว่า ดัชนีอาจแกว่งขึ้นไปจนผมอาจขาดทุนเป็นหมื่นได้
แล้วมันก็เป็นตามนั้น เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นขึ้นแรง ผมก็เลยติดลบไปกว่า
20,000 บาท แล้วผมก็ยังบอกว่านี่เป็นเรื่องปรกติ ซึ่งหลายๆคนอาจสงสัยว่าผมเสียสติไปหรือเปล่า
เช่น ภรรยาผมเขาเห็นหุ้นขึ้น เขาก็โทรไปถามมาร์เก็ตติ้ง มาร์เก็ตติ้งก็บอกว่า...อาจารย์ขาดทุนไปเยอะ...ควรบอกให้อาจารย์ปิดโพซิชั่นเสีย...
เท่านั้นแหละครับ ภรรยาผมก็มาเอ็ดผมทันที แล้วก็เกิดอาการป่วยทางใจไปเลย
ครับ, ผมคงต้องมาอธิบายว่าขอบเขตของการแกว่งตัวของ SET และ
TFEX นั้นมันเป็นไปได้มากน้อยแค่ใหน และแค่ใหนถึงจะเรียกว่ายังเป็นปรกติดีอยู่?
ครับ, ผมนั้นยังไม่ได้อัพเดทข้อมูลของ TFEX และถึงจะทำ มันก็มีจุดตัวอย่างน้อยเกินไปที่จะนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ
ผมจึงต้องขอใช้ข้อมูลของ SET มาวิเคราะห์ให้ดู
จากข้อมูลของ SET ตั้งแต่เปิดตลาด ผมมีจุดตัวอย่าง(sample points)ประมาณ 7580 จุด(เอาแต่วันที่เปิดทำการ)
จากจุดเหล่านี้ ผมสามารถให้โปรแกรมมันคำนวณหาค่าเปลี่ยนแปลงเป็นเปอร์เซนต์(PercentChange)
ได้ 7579 จุด จากค่าเหล่านี้ผมสามารถหาค่าเปลี่ยนแปลงสูงสุดทางบวกและทางลบ(MaxPercentChange,
MinPercentChange)ได้ ซึ่งเท่ากับ 12.0187 และ -9.5416
เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ นี่เป็นตัวบอกขอบเขตของการแกว่งตัวของ SET ตั้งแต่เปิดตลาดมาจนถึงเกือบปัจจุบัน
และสองจุดนี้เป็นจุดผิดปรกติแน่นอน เพราะมันสูงสุดโต่งและต่ำสุดโต่ง
แต่นั่นก็ยังบอกไม่ได้ว่า แค่ใหนจึงจะเรียกว่าผิดปรกติ กรอบของค่าที่เป็นปรกติจะอยู่แคบกว่านี้
ครับ, ตรงนี้บางคนอาจบอกว่า จุดที่ผิดปรกตินั้นน่าจะมีประมาณ 1-5
เปอร์เซนต์ของจุดทั้งหมด หรือคือ น่าจะมีอีก 0.01*7579=76 จุด ถึง 0.05*7579=364
จุด ซึ่งผมสามารถให้โปรแกรมของผมจัดเรียงค่าเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แล้วตัดเหมือนตัดเกรดออกมาให้ได้
แต่มันก็มีปัญหาว่าจะตัดจากด้านแกว่งทางบวกแค่ใหน และตัดจากด้านแกว่งทางลบแค่ใหน
ครับ, ในหลักการทางสถิติ เขาให้คำนวณหาค่าที่เรียก ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard
deviation=STD)เสียก่อน แล้วไปเปิดตาราง table areas
of the normal curve (ซึ่งอยู่หลังตำราสถิติเกือบทุกเล่ม ตารางนี้มันบอกว่าจากค่า
mean ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของ sample ทั้งหมด ไปจนถึง mean+X*STD จะมีพื้นที่ หรือ
probability เป็นเท่าใด และถ้าเราคูณด้วย 2 มันก็จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่าง mean-X*STD
กับ mean+X*STD ค่า X นั้นจะเป็นสเตปละ 0.01) จากตารางนี้ ถ้าเรากำหนดว่า จุดที่ผิดปรกติมีกี่เปอร์เซนต์
เราก็บอกได้ว่า จุดที่ปรกติจะมีค่าตั้งแต่เท่าใด ถึงเท่าใด
ครับ, ผมให้โปรแกรมของผมคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าเฉลี่ยของจุดตัวอย่างออกมาแล้ว
ได้ผลว่า STD=1.47 และ mean=0.04
และเมื่อกำหนดว่าจุดผิดปรกติมีประมาณ 5.00 เปอร์เซนต์
ผมก็พบว่า X=2.01 หรือคือ จุดที่เป็นปรกติจะอยู่ระหว่าง
0.04-2.01*1.47=0.04-2.9547=-2.91 ถึง 0.04+2.01*1.47=0.04+2.9547=2.99
ส่วนที่อยู่นอกขอบเขตอันนี้จะเป็นจุดผิดปรกติ และรวมกันแล้วจะมี 5.00 เปอร์เซนต์ของจุดตัวอย่างทั้งหมด
และถ้าผมกำหนดให้จุดผิดปรกติมี 1.00 เปอร์เซนต์ ผมเปิดตารางแล้วก็ได้ค่า
X=3.09 หรือคือ จุดปรกติจะอยู่ในกรอบระหว่าง 0.04-3.09*1.47=0.04-4.5423=--4.50
ถึง 0.04+3.09*1.47=0.04+4.5423=4.58 เปอร์เซนต์(อย่าลืมว่าเรากำลังคำนวณเป็น
PercentChange)
ครับ, ในหมู่นักสถิตินั้นเขาจะจำตัวเลขไว้ง่ายๆว่า ในกรอบระหว่าง mean-2*STD
กับ mean+2*STD นั้นจะมี probability=95
เปอร์เซนต์ อะไรที่ออกไปอยู่นอกกรอบนี้ จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 5 ครั้งใน 100 ครั้ง
และถ้าเราเพิ่มเป็นบวกลบ 3 เท่าของ STD มันก็จะมี
probability=99 เปอร์เซนต์ และที่ตกนอกกรอบ ก็จะมีโอกาสเกิดได้
1 ครั้ง ใน 100 ครั้ง
ที่กล่าวมาข้างบนนี้ เป็นการดูการขึ้นลงในหนึ่งวันของ SET ว่าแกว่งแค่ใหนจึงจะเรียกว่าผิดปรกติ
และผิดปรกติอย่างแรง ซึ่งเป็นตัวเลขที่พวกเราควรจำเอาไว้ใช้ คือ ถ้า
SET ขึ้นลงระหว่าง -2.91 ถึง 2.99 เปอร์เซนต์มันจะเป็นปรกติ
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า ถ้าเราถือไว้ประมาณ 12 วัน(เท่ากับวันทำการจาก
6 กย. ถึง 21 กย.) มันจะแกว่งได้มากขนาดใหน?
แน่นอนครับ การถือหุ้น หรือถือโพซิชั่นใน TFEX เป็นเวลานานขึ้น มันย่อมจะแกว่งได้มากกว่าการถือแค่
1 วัน เรื่องนี้ก็ต้องปรับโปรแกรม คือแทนที่เราจะหา PercentChange รายวัน เราต้องหาเปอร์เซนต์ผลต่างของ
SET ของวันที่ห่างกัน 12 วัน ซึ่งทำได้ง่ายนิดเดียว คือ แทนที่เราจะบอกว่า PercentChange:=SET[k+1]-SET[k];
เราก็เปล่ยนเป็น PercentChange:=SET[k+12]-SET[k]; อย่างนี้มันก็จะใช้โครงสร้างของโปรแกรมเดิมได้
ครับ, ปรับโปรแกรมแล้ววิ่งใหม่ ผมได้ค่า MaxPercentChange=52.34 , MinPercentChange=-35.54,
mean=0.52, STD=6.26
ดังนั้นจุดผิดปรกติจะอยู่นอกกรอบ 0.52-2*6.26=-12.00
ถึง 0.52+2*6.26=13.04 เปอร์เซนต์ และจุดผิดปรกติอย่างแรงจะอยู่นอกกรอบ
0.52-3*6.26=-18.26 กับ 0.52+3*6.26=19.30
เปอร์เซนต์ หรือจะพูดอย่างคร่าวๆ เราก็บอกได้ว่า ภายในเวลา 12 วันทำการ อัตราเปลี่ยนแปลงของ
SET น่าจะอยู่ระหว่าง -12 ถึง +13
เปอร์เซนต์ ถ้าเกินกว่านี้มันจะเป็นสถานการณ์ที่ผิดปรกติ และมันจะผิดปรกอย่างแรงเมื่อออกไปนอกกรอบ
-18 ถึง +19 เปอร์เซนต์
ทีนี้เราก็กลับไปดูว่า SET ในช่วงที่ผมมีโพซิชั่น short อยู่นั้น SET เปลี่ยนค่าไปกี่เปอร์เซนต์
นี่หาจากในหนังสือพิมพ์ได้ ตัวเลขก็คือ ปิดวันที่ 5 กย.=814.50, ลงไปต่ำสุดเมื่อวันที่
10 กย.=796.85, แล้วก็มาสูงสุดเมื่อวันสุดท้าย คือ 21 กย.=831.51 ซึ่งคิดออกมาเป็น
PercentChange=-2.76 ถึง +2.08
เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งอยู่ในกรอบของการแกว่งตัวตามปรกติ
ดังนั้นผมจึงสรุปได้ว่า ช่วงนี้ SET แกว่งตัวไปตามปรกติ และ TFEX ก็น่าจะเป็นปรกติด้วย
ครับ, ในเมื่อ SET และ TFEX มันแกว่งตัวตามปรกติ แล้วเราจะตกใจไปทำไม?
ท่านอย่าเอาแค่เงินมัดจำในการเล่น TFEX มาเป็นฐานในการคำนวณกำไร-ขาดทุน เพราะมันจะเป๋ไปจากความจริง
ตัวที่น่าเป็นห่วงก็คือ คำทำนายทิศทางของ SET ของเรามันจะถูกหรือเปล่า เรื่องนี้ก็ต้องดูกันต่อไปจนถึงสิ้นปี
..............
26 กย 2550 .... ปั่นหุ้น-ปั่นตลาด เป็นคนละเรื่องกัน
นักเลงหุ้นส่วนใหญ่อยากจะมีเงินสัก 1000-2000 ล้านบาท แล้วก็เอาเงินนั้นไปทะยอยซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมาตุนเอาไว้
หลังจากนั้นก็ออกข่าวว่าหุ้นตัวนั้นดี เช่นไปเจอขุมทองที่กาญจนบุรี หรือเจอเหมืองเพชร์ที่เมืองกบินทรบุรี
หรือ เจอแหล่งกาซใหม่ที่อิสาน ข่าวดีประเภทนี้เขาไม่กล้าแถลงในหน้าหนังสือพิมพ์หรอก
เพราะกลัวคนมาเปิดโปง หรือมีนักวิชาการมาพูดขัดแย้ง เขามักจะใช้วิธีกระจายข่าวไปตามโบรกเกอร์ต่างๆ
แล้วไม่ช้าไม่นานก็มีคนมาแย่งกันซื้อหุ้นตัวนั้น แล้วนักเลงหุ้นคนนั้นก็ทะยอยขายออกมา
ราคาขายนั้นจะสูงกว่าราคาทุน 20-30 เปอร์เซนต์ ได้กำไรมาแล้วก็จ่ายให้แก่โบรกเกอร์รายที่ช่วยเป็นต้นตอข่าวลือนิดหน่อย
ส่วนโบรกเกอร์รายอื่นก็ได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายไปคนละเล็กละน้อย
ครับ, นั่นคือการปั่นหุ้น ซึ่งนักลงทุนรายย่อยมักจะเจ็บตัว
เพราะเข้าไปซื้อแพง แล้วขายไม่ออก ต้องขายขาดทุนในภายหลัง แล้วก็บอกนักลงทุนอื่นๆว่า
...จงระวังไว้ ตลาดหุ้นมีกลโกงมากมาย
ครับ, เรื่องนี้มีความเป็นจริงมากน้อยแค่ใหนไม่มีใครรู้ มันมีแต่คำพูดและข่าวลือ
และตอนนี้ก็ยังเป็นที่สนใจของ กลต. เพราะเขาอ้างว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะจับ แล้วนำตัวมาลงโทษ
แต่ตั้งแต่มี กลต.มา ผมก็ไม่เห็นจะจับได้คาหนังคาเขาสักที เงินที่เราจ่ายให้ กลต.นั้นผมเชื่อว่าสูงกว่าที่เราเสียไปกับการปั่นหุ้นหลายเท่านัก
และที่มันน่าสนใจก็คือ ตอนนี้ผู้ร้ายหันมาปั่นตลาดไปแล้ว
แต่ผู้ดูแลตลาดก็ยังไม่รู้ตัว
ปั่นตลาดคืออะไร?
เรื่องนี้ผมหมายถึงการที่โบรกเกอร์และคนที่ดูแลตลาด ออกมาป่าวประกาศว่า หุ้นไทยราคาต่ำมาก
ควรซื้อตุนไว้ บ้างก็ออกมาประโคมข่าวว่าหุ้นจะขึ้นไปเท่าโน้นเท่านี้ บ้างก็บอกว่ามีเลือกตั้งแล้วจะพุ่งกระชูด...ฯลฯ
เรื่องนี้เขาไม่พูดถึงหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และไม่มีใครเข้าไปกักตุนหุ้นไว้ องค์ประกอบเหลือแค่โบรกเกอร์
และผู้ดูแลตลาดเท่านั้น และนักลงทุนก็ไม่ได้ติดหุ้น แต่...นักเล่นดัชนีฉิบหายไปตามๆกัน
ทำไมถึงขาดทุน?
เล่นดัชนีนั้นไม่ต้องจ่ายเงินเต็มตามความเสี่ยงที่ผู้เล่นต้องแบกรับ เช่น TFEX
นั้นวางเงินแค่ 10 เปอร์เซนต์ เมื่อดัชนีแกว่งตัวไปแค่ 6.5 เปอร์เซนต์คุณก็ต้องไปหาเงินมาเพิ่ม
ถ้าไม่มีเขาก็บังคับปิดโพซิชั่นในราคาใดก็ได้ ซึ่งแน่นอน ต้องปิดในราคาที่คุณขาดทุนจนหมดตัว
ครับ, การปั่นตลาดนั้นปั่นได้ทั้งขึ้นและลง
เพราะมีคนชอร์ตไว้ ก็ต้องมีคน ลองไว้ในจำนวนเท่าๆกัน เมื่อปั่นขึ้นจนคนที่มีสถานะชอร์ตตายไปแล้ว
ก็กลับมาปั่นลง เพื่อให้คนที่มีสถานะลองตายบ้าง และที่ควรสังเกตุไว้ก็คือ การปั่นตลาดนี้
กลต.ไม่มีทางเอาผิดโบรกเกอร์ได้ เพราะโบรกเกอร์แค่พูดแนะนำลูกค้าในทิศทางเดียวกัน
เป็นเวลานานๆเท่านั้น
ครับ, กลต.ได้คิดถึงเรื่องนี้แล้วหรือยัง? หรือว่ารู้กันมานานแล้ว
แต่ ตลาดและ กลต.ก็มีผลประโยชน์ด้วย ก็เลยทำเป็นเฉยอยู่?
................
30 กย.2550 .... หลากหลุมพราง?
วันนี้ เช็คชั่น Fundamental ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ลงบทความชื่อว่า ..หลากหลุมพราง
ทำให้นักลงทุนล้มเหลว.. ซึ่งอ่านแล้วรู้สึกคันๆอยู่ในใจ เพราะท่านเกาไม่ถูกที่คัน
และทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อตลาดหลักทรัพย์ เรื่องนี้เป็นอย่างไรผมจะพูดทีหลัง
ตอนนี้มาดูข้อคิดจากผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน
ครับ, บทความนี้มาจากการไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้น
แล้วรวบรวมมาเขียนให้คนอ่าน ข้อคิดของผู้เชี่ยวชาญคือ เขาว่านักลงทุนทำผิด 12 ข้อ
คือ ไม่รู้จักกับตนเอง, เล็งผลเลิศมากเกินไป, ไม่ไส่ใจหาความรู้,
ติดตามดูมากเกินไป, ไม่ไว้ใจตัวเอง, ไม่ได้ไส่ใจลงทุนอย่างจริงจัง, มองอดีตมากกว่ามุ่งอนาคต,
ซื้อขายบ่อยเกินไป, ดูปัจจัยพื้นฐานน้อยเกินไป, ความโลภและความกลัว, ลงทุนไม่เหมาะสมกับความเสี่ยง,
และ ตั้งเป้าไม่สมเหตุสมผล
ครับ, ดูเหตุผลต่างๆแล้วจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หลุมพราง
มันเป็นความไม่ฉลาดของนักลงทุนต่างหาก เช่น ไม่มีใครหลอกให้คุณไม่เข้าใจตนเอง,
ไม่มีใครหลอกให้ท่านเล็งผลเลิศ, ไม่มีใครหลอกให้ไม่ไส่ใจหาความรู้, ไม่มีใครหลอกให้ท่านติดตามตลาดจนตาลาย,
ไม่มีใครหลอกให้ท่านไปถามคนอื่นจนความคิดสับสน, ไม่มีใครหลอกให้ท่านไม่ไส่ใจในการลงทุน
..ฯลฯ
ในเมื่อไม่มีใครหลอกให้ท่านเล่นหุ้นผิดวิธี แล้วท่านทำผิดไปได้ยังไง?
ครับ, นี่คือประเด็นที่แท้จริง คือควรถามผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นว่า
ทำไมนักลงทุนจึงเล่นผิดวิธี? และเล่นหุ้นอย่างถูกวิธีนั้นเป็นอย่างไร?
เรื่องนี้ผมคิดว่า ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดตอบไม่ได้ เพราะถ้าตอบได้ก็หมายความว่าเขารู้ว่าเล่นหุ้นอย่างไรจึงจะถูกวิธี
และถ้าเขารู้จริง เขาก็จะไม่มานั่งกินเงินเดือนบริษัทอยู่อย่างนี้ เขาไปหาทุนมาเล่นเอง
หรือไปรับจ้างเล่นหุ้นให้เศรษฐีจะดีกว่า
ครับ, ในตลาดหุ้นนั้นมีแต่ความรู้ที่ไม่จริง เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับความเข้าใจผิด
เราหลงงมงายอยู่กับความคิดผิดๆ วันนี้ผมจะขอยกตัวอย่างให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง
1. เราเชื่อกันว่า เล่นหุ้นนั้นต้องมีหุ้นอยู่ในมือตลอดเวลา
เมื่อขายหุ้นตัวหนึ่งออกไป ก็ต้องรีบซื้ออีกตัวหนึ่งกลับเข้ามา เรื่องนี้โบรกเกอร์รู้กันดี
เขาจึงขอให้กลต.อนุญาตให้ลูกค้าสามารถหักกลบลบหนี้กันในวันเดียวกัน แล้วไปชำระเงินส่วนต่างใน
3 วันทำการ การที่เราเชื่อกันอย่างนั้นก็เพราะการถือเงินนั้นได้แค่ดอกเบี้ย ซึ่งต่ำมาก
มันไม่มีโอกาสทำกำไรจากราคาหุ้น จึงต้องรีบซื้อหุ้นตัวอื่นกลับเข้าพอร์ต
เรื่องนี้จริงๆแล้ว หุ้นนั้นมักจะขึ้นลงพร้อมๆกัน ถ้าคุณขายเพราะมีกำไร ก็แสดงว่าตลาดกำลังเป็นขาขึ้น
และใกล้จะถึง peak แล้ว เมื่อขายแล้วโอกาสที่จะไปซื้อได้ตัวใหม่ที่ขึ้นต่ออีกยาวๆจะมีน้อยมาก
แต่ถ้าคุณขายออกไปเพราะขาดทุน นั่นก็หมายความว่าตลาดกำลังเป็นขาลง โอกาสที่คุณจะซื้อตัวใหม่แล้ววิ่งสวนกลับขึ้นไปเลยจะมีน้อย
ดังนั้นเวลาคุณขายหุ้นออกไปแล้วคุณต้องถือเงินเอาไว้ระยะหนึ่ง คุณต้องรอจนกว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นแล้วจึงกลับเข้าซื้อ
การถือเงิน กับการถือหุ้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดสลับกัน
และมักจะเป็นเวลาเท่าๆกัน
2. เราเชื่อกันว่า เล่นสั้นนั้นใช้ข้อมูลข่าวสารในตลาด ซึ่งทำนายได้ถูกต้องมากกว่าผิด
และถึงจะได้กำไรครั้งละ 1-2 เปอร์เซนต์ แต่รวมทั้งปีแล้วจะมีกำไรมากกว่าการถือยาว
นี่เป็นเพราะเราขาดความเข้าใจในวิชาสถิติ และลืมคิดถึงค่าคอมมิชชั่น และความต่างระหว่างราคาที่เห็นบนจอกับราคาที่เราซื้อขายได้จริง
เรื่องนี้จริงๆก็คือ การเล่นหุ้นระยะสั้นนั้นถึงแม้ว่าจะทำนายได้ถูกต้องมากกว่าผิด
แต่เราไม่รู้ว่าครั้งใหนจะทำนายผิด การทำนายถูก กับการทำนายผิด
จึงเกิดขึ้นคละกันไป เราจะข้ามการทำนายผิดไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราต้องมาคำนวณทุกครั้งที่เข้าไปเล่น
และต้องดูราคาจริงที่ซื้อขาย และรวมค่าคอมมิชชั่นด้วย
มีหลายคนที่ฝันว่าจะทำนายถูกตลอดปี และเล่นได้ปีละ 100-200 รอบ ซึ่งในวิชาสถิติบอกได้เลยว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ
3. เราเชื่อกันว่า เล่นหุ้นที่มีการแกว่งตัวสูง(ขึ้นถึงซิลลิ่ง
ลงถึงฟลอร์ ได้ยิ่งดี) นั้น จะดีกว่าเล่นหุ้นที่ขึ้นลงเนิบๆ เพราะเวลาขึ้นก็จะได้กำไรสูง
แต่ถ้ามันไม่ขึ้น เราก็คัดลอสไปก่อนได้ ซึ่งจะขาดทุนไม่มาก
เรื่องนี้จริงๆก็คือ หุ้นที่มีการแกว่งตัวสูงนั้นเป็นเพราะมันถูกปั่น เขาปั่นโดยใช้ข่าวลือ
ซึ่งจะมีทั้งเท็จและจริง และข่าวเท็จนั้นมีมากกว่าข่าวจริง
การทำนายทิศทางจึงผิดมากกว่าถูก ท่านจึงเล่นแล้วขาดทุนมากครั้งกว่าการกำไร หักกลบลบหนี้แล้วขาดทุนเป็นเงินมากกว่ากำไร
นอกจากนี้แล้ว หุ้นในตลาดมีหลายร้อยตัว แต่ละวันจะมีการปั่นบ้างไม่ปั่นบ้าง โอกาสที่จะซื้อถูกตัวและถูกจังหวะมีน้อย
การซื้อมาแล้วผิดตัวผิดจังหวะจึงเกิดขึ้นบ่อย แล้วก็ต้องคัทลอสไปบ่อยๆ
ครับ, วิธีเล่นหุ้นที่ถูกต้องคือ เล่นหุ้นที่มีพื้นฐานดี
ขึ้นลงไม่หวือหวา เล่นตามลูกคลื่นรายปี แต่ท่านต้องทำนายทิศทางระยะรายปีให้ถูกต้อง
เข้าซื้อเมื่อใกล้จุดต่ำสุดของปี แล้วไปขายเมื่อใกล้จุดสูงสุดของปี
อนึ่ง ท่านควรสังเกตุว่า การทำนายทิศทางระยะยาวนั้นต้องใช้สถิติ
ไม่ไช่ข้อมูลข่าวสารจากหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้นไทยนั้นไม่มีความรู้เรื่องสถิติ
จึงทำนายทิศทางระยะยาวไม่ถูก พวกเขามักจะทำนายเอาไว้สูงๆ แล้วก็ปรับเป้าไปเรื่อยๆ
ดูในช่วงปีนี้เป็นต้น พอเห็นหุ้นขึ้นก็ชี้ไปที่ 1200 จุด แต่พอเห็นมันไปได้แค่
895 ก็ลดเป้าลงมาเป็น 930 และเมื่อมันไม่ยอมขึ้น ก็ปรับเป้าเป็น 890 มาวันนี้ปรับเป็น
880 นักลงทุนที่หวังพึ่งนักวิเคราะห์เหล่านี้ต่างงุนงงไปตามๆกัน
ข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีคนอ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญมามากต่อมากแล้ว
ออกมาโด่งดังในจอที่วีอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ต้องหลบหน้าหายไป ในตลาดนี้มีอยู่คนเดียวที่ผมนับถือ
คือ ดร.ก้องเกียรติ คนนี้ทำนายได้จริง และรวยเป็นหลายพันล้านแล้ว แต่จะไปขอให้ทำนายทิศทางให้ฟรีๆนั้นยากส์
..................
07 ตค.2550 .... ก่อนจะฝันเป็นเงินก้อนโต
คนไทยจำนวนมาก คิดว่าตลาดหุ้นจะเป็นแหล่งทำเงินก้อนโตๆได้ ภาพที่ฝันกันมากก็คือ
ถือเงินเข้ามาในตลาดแค่ 1-2 หมื่นบาท แล้วก็เล่นหุ้นไปสัก
1-3 ปี แล้วก็จะมีเงินออกไป 10-20 ล้านบาท หลายคนคิดอย่างนี้เพราะเห็นคนเขากำไรทีละ
10-20 เปอร์เซนต์ในวันเดียวอยู่บ่อยๆ หลายๆคนคิดอย่างนี้เพราะไปเห็นตำราเล่นหุ้นในร้านขายหนังสือ
ที่มีชื่อเรื่องในทำนองนั้น เช่น หุ้นห่านทองคำ ห่านตัวหนึ่งราคาไม่เท่าใหร่ แต่ออกใข่มาเป็นทอง
ลูกหนึ่งก็น่าจะหนักเกือบ 1 กิโลกรัม คิดราคาแล้วก็ไม่ต่ำกว่า 670,000 บาท ถ้าใข่ออกมา
50 ฟอง ก็จะได้เงินกว่า 33 ล้านบาท หลายๆคนไปได้ยินมาว่านายวอเรน บัฟเฟตต์ รวยเป็นหมื่นล้านเหรียญในเวลาแค่
20 ปี โดยเริ่มด้วยทุนไม่ถึง 2,000 เหรียญ....
ครับ, คนเหล่านั้นส่วนใหญ่เล่นแล้วขาดทุน ขาดทุนแล้วก็ถือว่าโชคไม่ดี
แล้วก็จบเรื่องกันไป
แต่ผมเห็นว่า เราน่าจะมาตั้งคำถามว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงเอาเงินไปทุ่มโดยไม่คิดถึงความเป็นไปได้เสียก่อน?
ถ้าเขาคิดเสียนิดหนึ่งก็จะรู้ว่า มันเป็นไปได้ยากมากๆ
จากเงิน 1-2 หมื่นบาท ถ้าจะให้เพิ่มเป็น 10-20 ล้านบาทนั้น มันต้องเพิ่มขึ้นประมาณ
1,000 เท่า ถ้าทำกำไรแค่ 20 เปอร์เซนต์ต่อรอบก็จะต้องเล่นอยู่ประมาณ 38
รอบ(หาได้โดยเอา 1.0 เป็นตัวตั้ง แล้วเอา 1.2 คูณเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าผลคูณจะมากกว่าหรือเท่ากับ
1,000) แต่การที่จะเล่นแล้วได้กำไร 20 เปอร์เซนต์นั้นมันมีโอกาสไม่ถึง 1 ใน 100
ดังนั้นการที่จะได้กำไรถึง 38 ครั้งติดต่อกันมันมีแค่ 0.01 ยกกำลัง 38 ซึ่งมีค่าประมาณ
0.0000.........1 โดยมี เลข 0 อยู่ 2*38-1=75 ตัว
ครับ, อันที่จริงแล้ว คนเรานั้น จะทำอะไร ก็ต้องคิดเสียก่อนทั้งนั้น แต่เรื่องการฝันว่าจะรวยจากตลาดหุ้นนั้นมันคิดได้ยาก
การที่จะหาว่าเล่นกี่รอบจึงจะกำไร 1,000 เท่านั้นหลายๆคนก็ทำไม่ได้เสียแล้ว ยิ่งจะมาถามว่า
โอกาสที่จะกำไรครั้งละ 20 เปอร์เซนต์ติดต่อกัน 38 ครั้งเป็นเท่าใด? มันก็เกินขีดความสามารถไปไกลเลย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ หลังจากเรียนจบมา เราก็ไม่ได้ฝึกใช้คณิตศาสตร์กันอีกเลย
เราส่งคืนความรู้ทั้งหมดไปให้คุณครู
ครับ, ถ้าคิดจะเล่นหุ้น ท่านต้องรื้อฟื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์กันใหม่หมด
แล้วมีใครบ้างใหมที่คิดจะรื้อฟื้นความรู้เหล่านี้?
.................
09 ตค.2550 .... ทำไมนักวิเคราะห์บางคนเกลียดผม?
มีเพื่อนสนิท มิตร์สหาย และผู้เข้ามาชมเวปนี้ ได้พยายามเตือนผม และขอร้องให้ผมเลิกจับผิดการทำนายทิศทางหุ้นของนักวิเคราะห์ในตลาดมานานแล้ว
และผมก็ได้ทำตามคำแนะนำเหล่านี้ไปนานแล้ว แต่มันก็ไม่สามารถแก้ทัศนคติของพวกเขาได้
เรื่องนี้ผมทราบมาก่อนที่ผมจะเปิดเวปไซท์ด้วยซ้ำไปว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้
เรื่องจริงก็คือ การไปจี้ว่าทำนายผิดนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่ นักวิเคราะห์เขาสามารถหาเหตุมาอธิบายได้
และเขาก็ยังมีสถิติการทำนายถูกอยู่มากมาย มากพอที่จะรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ลูกค้าจำนวนมากยังเชื่อเขา
แต่ที่พวกเขากลัวก็คือ เขากลัวว่า ถ้าลูกค้าเชื่อผม แล้วหันมาเล่นหุ้นระยะยาว
และเล่นเป็นรอบรายปีหรือตามคลื่นเศรษฐกิจ แล้วรายได้ของพวกเขาก็จะหด มันจะหดไปประมาณ
20-100 เท่า ซึ่งจะทำให้พวกเขาตกงานกันมากมายเลยทีเดียว
ครับ, จริงๆแล้ว ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่าง เจ้าของโบรกเกอร์
นักวิเคราะห์ และมาร์เก็ตติ้ง
ผมบอกได้เลยว่า เจ้าของจะเกลียดผมแรงสุด มาร์เก็ตติ้งเกลียดผมเป็นอันดับรองลงมา
และนักวิเคราะห์กลับเกลียดผมต่ำที่สุด ผมทราบว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ก่อนที่ผมจะเปิดเวปไซท์
ทั้งนี้เพราะพวกเขาจะเห็นผมเป็นศัตรูในระดับต่างๆกัน
และเรื่องนี้ผมได้พยายามที่จะอธิบายแล้ว แต่เขาไม่ฟัง
เหตุผลที่ผมอยากแนะนำให้คนเล่นหุ้นเปลี่ยนแนวคิดในการเล่นหุ้นก็คือ ผมต้องการลดจำนวนคำสั่งซื้อขาย
ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของนักลงทุน การลดค่าใช้จ่ายจะทำให้นักลงทุนมีโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้น
มันจะเปลี่ยนจากภาพของการขาดทุนเกือบทุกคน มาเป็นการมีกำไรเกือบทุกคน
แล้วตลาดก็จะเติบโตได้และเป็นปึกแผ่นอย่างที่ประเทศที่เจริญแล้วเป็นกัน
ทำไมผมจึงเชื่ออย่างนั้น? และโบรกเกอร์จะเอาเงินที่ใหนมาเลี้ยงลูกน้อง?
เมื่อตอนที่ผมย้ายไปทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใหม่ๆ ฝ่ายไอทีกำลังคิดจะเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานของฝ่ายพันธบัตร์
พวกเขาคิดว่าต้องอัพเกรดเครื่องเมนเฟรมที่มีอยู่ แล้วพัฒนาโปรแกรมแบบออนไลน์ให้
แต่ผมขอให้มองเสียใหม่
งานบริการพันธบัตร์นั้นจริงๆแล้วเหมือนบริการเงินฝากประจำ
แต่มีรายการฝากถอนน้อยมาก ในตอนนั้นมีผู้ถือพันธบัตร์ประมาณ 300,000 ราย
และเป็นเงินรวมประมาณ 300,000 ล้านบาท มันมีขนาดเท่าๆกับเงินฝากของธนาคารอันดับที่
3-4 ของประเทศ แต่พันธบัตร์ 1 ฉะบับนั้นจะมีรายการออนไลน์แค่ 2 ครั้ง คือ มาซื้อ(เท่ากับการเปิดบัญชี)
แล้วก็มาไถ่ถอนเมื่อครบอายุ(เท่ากับการปิดบัญชี) ในระหว่างกลางแทบจะไม่มีการติดต่ออีกเลย
นอกจากพันธบัตร์บางรุ่น ที่เราต้องพิมพ์เช็คเอาไว้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายปี ดังนั้นเราใช้เครื่องพีซีมาต่อเชื่อมโยงเป็นเครือข่าน(Local
Area Network)ก็พอ พนักงานหน้าเค้าเตอร์แค่ 10 คนก็พอ รวมทางด้านบริการแล้วไม่เกิน
30 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารขนาดกลาง เขาต้องใช้คนกว่า 5,000 คน(ในด้านบริการเงินฝากประมาณ
2,000 คน)
ครับ, การที่ลูกค้ามาติดต่อน้อยครั้งต่อปีคือหัวใจของการลดจำนวนคน
และลดค่าใช้จ่าย และการลดค่าใช้จ่ายนี้ไม่ทำให้รายได้ของพนักงานต่อคนลดลง
ทีนี้ก็มาดูกันว่า โบรกเกอร์จะต้องปรับตัวอย่างไร
ในขณะนี้มีนักลงทุนอยู่ประมาณ 500,000 คน โดยเฉลี่ยก็จะมีลูกค้าโบรกเกอร์ละ 20,000
คน แต่เราเล่นหุ้นแบบซื้อเช้าขายบ่ายกันมาก จำนวนครั้งที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาก็จะตกประมาณวันละ
6,000 ครั้ง มาร์เก็ตติ้งนั้นรับคอลล์จากลูกค้าได้ประมาณวันละ 60 คอลล์ อย่างนี้ก็ต้องมีมาร์เก็ตติ้งถึง
100 คน แล้วก็ต้องมีนักวิเคราะห์ 10-20 คน แล้วก็ต้องมีพนักงานอื่นๆอีก
200 คน รวมแล้วแต่ละโบรกเกอร์ต้องมีลูกน้อง 300 กว่าคน เดือนๆหนึ่งต้องจ่ายเงินเดือนกว่า
10 ล้านบาท ทุกปีตลาดจึงต้องดูดจากลูกค้าประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือคือเฉลี่ยจากลูกค้ารายละ
20,000*1,000,000/500,000=40,000 บาท
แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่ทำรายการแค่ปีละ 2 ครั้ง ทั้งปีก็จะมีคนคอลล์เข้ามาแค่ 40,000
ครั้ง หรือวันละประมาณ 200 ครั้งเท่านั้น เพราะปีหนึ่งๆจะมีวันทำการประมาณ 200
วัน นี่จะลดมาร์เก็ตติ้งลงเหลือ 3-4 คนเท่านั้น
แล้ว 3-4 มาร์เก็ตติ้งจะจำเสียงลูกค้า 20,000 คนได้หรือ? แน่นอนครับ เราจะใช้วิธีจำเสียงลูกค้าไม่ได้แล้ว
เราต้องใช้การบอกระหัสประจำตัว ซึ่งฝรั่งเขาทำกัน
ครับ, ด้วยการลดการติดต่อเข้ามาของลูกค้า เราสามารถลดมาร์เก็ตติ้ง ผู้วิเคราะห์
และผู้บริหาร ลงได้ในสัดส่วนเดียวกัน ดังนั้นรายได้ต่อหัวของมาร์เก็ตติ้ง ผู้วิเคราะห์
และผู้บริหาร จะเท่าเดิม
แต่ผลกระทบต่อลูกค้านั้นมันตรงกันข้าม คือแทนที่จะเสียค่าธรรมเนียมเฉลี่ยปีละ 40,000
บาท มันก็จะลดเป็นสัดส่วนเดียวกัน คือเหลือแค่ปีละ 40,000*(100/4)=1,000 บาท แล้วเขาก็จะมีกำไร
ครับ, เรื่องนี้ผมเคยคุยกับผู้บริหารมาสองราย และมาร์เก็ตติ้งอีกหลายคน แต่เขาไม่เชื่อ
เขากลับคิดว่า ขอให้ กลต. เปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นจะดีกว่า เขาจะเพิ่มมาร์เก็ตติ้งให้เยอะๆ
แล้วดึงลูกค้าจากโบรกเกอร์อื่น แล้วเป็นโบรกเกอร์ใหญ่แต่เพียงผู้เดียว เขาจะสามารถลดค่าคอมมิชชั่นลงได้ครึ่งหนึ่ง
ครับ, ท่านจะยอมเสียค่าคอมมิชชั่นปีละ 40,000 บาท แล้วได้เก็งกำไรระยะสั้น หรือจะเปลี่ยนไปเล่นระยะยาวตามที่ผมแนะนำ
ก็แล้วแต่ท่าน แต่ผมบอกได้ว่าเจ้าของโบรกเกอร์นั้นเกลียดไอเดียของผมมากทีเดียว
และเขาก็เป็นห่วงอยู่ เพราะตลาดสหรัฐนั้นเขาเล่นหุ้นตามที่ผมชี้ให้ดู เขาเสียค่าคอมมิชชั่นต่ำกว่าเรา
10 เท่า
.............
13 ตค.2550 .... ใครรับผิดชอบเมื่อหุ้นราคาตกมาก?
วานนี้(12 ตค.2550) มีข่าวเล็กๆ อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 21 ว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง
ได้ขายหุ้นทั้งหมดของตน(ประมาณ 13.35 เปอร์เซนต์)ออกไป โดยอ้างว่า ถือมา 2 ปีแล้ว
แต่ไม่มีกำไร คือมีต้นทุนที่หุ้นละ 4.50 บาท และขายที่หุ้นละ 3.00 บาท และที่ขายไปนั้นเพราะประธานบริษัทมาชักชวนให้ขายหุ้นให้บริษัทต่างชาติ
สำหรับผลดำเนินการนั้น กรรมการผู้จัดการบอกว่า ปีที่แล้วมีรายได้ 825.02 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 7.16 ล้านบาท และในปีนี้ งวด 6 เดือนแรกมีรายได้ 560.78 ล้านบาท และกำไรสุทธิ
17.74 ล้านบาท
ครับ, อ่านข่าวนี้แล้วท่านคิดอย่างไร?
สำหรับผม ผมคิดว่ามันแปลกดี คือบริษัทไม่เคยขาดทุน
แต่ราคาหุ้นมันดิ่งลง แล้วประธานบริษัทก็มาเสนอว่ามีบริษัทฝรั่งมาขอซื้อหุ้น ตัวประธานไม่ได้ขายหุ้น
แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ตัดใจขายหุ้นจนหมดมือ เรื่องอย่างนี้ตีความได้หลายทาง และ กลต.น่าจะเข้าไปตรวจดู
ที่ผมนึกถึง กลต.เป็นอันดับแรกก็เพราะ ทำไมราคาหุ้นจึงตกมาก
ทั้งๆที่บริษัทมีกำไร และช่วงสองปีที่ผ่านมาตลาดเป็นขาขึ้น? เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะ
ตอนเอาหุ้นเข้าตลาดนั้น อันเดอร์ไรท์เตอร์ตั้งราคาไว้สูงเกินไป
ซึ่งเป็นเรื่องที่ กลต.น่าจะได้ประเมินกันเสียบ้าง (ถ้าหุ้นในตลาดเอมเอไอ อยู่นอกการควบคุมของท่าน
ผมก็ขออภัยในความเข้าใจผิดของผมด้วย) ในระยะหลังๆมานี้ อันเดอร์ไรท์เตอร์ดูจะประเมินราคาไปทางบวกมากเกินไป
ทำให้นักจองหุ้นต้องเสียหายไปมาก
แต่เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านี้ คือ ประธานนั้นอยากจะฮุบเอาบริษัทไปเป็นของตนเอง
หรือวางแผนกับฝรั่งมาตั้งแต่ต้นก็เป็นได้ ตามข่าวบอกว่านอกจากผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายจนหมดมือแล้ว
ยังมีกรรมการอื่นร่วมขายออกมารวม 19 ล้านหุ้น หุ้นจำนวนนี้ราคารวมแค่ 19*3=57
ล้านบาทเท่านั้น จ่ายเงินเพียงแค่นี้ แล้วก็ได้บริษัทจดทะเบียนไปเป็นของตน มันก็น่าลงทุน
แล้วจากนี้ก็ปั่นราคาหุ้นมันขึ้นไป 2-3 เท่า มันก็เป็นไปได้
หรือจะเอาออกจากตลาด แล้วบริหารเองก็ยังได้ ฝรั่งไม่ต้องมาติดต่อกับกระทรวงพาณิชย์
กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน ฯลฯ ให้เมื่อยมือ
ครับ, กลต.นั้นมีงานอีกเยอะที่ต้องทำ และอาจถึงขั้นต้องยกเลิกตลาดเอ็มเอไอไปเลยก็เป็นได้
เพราะมันมีข่าวอยู่บ่อยๆว่า มีคนใช้ตลาดนี้เป็นทางชุบตัว แล้วโกงนักลงทุนรายย่อยอยู่เสมอๆ
..............
18 ตค.2550 .... ปตท., หุ้นที่สวนทางหลักการค้า
วันนี้มีข่าวสองข่าวที่น่าสนใจ ข่าวแรกคือ ท่านปิยสวัสดิ์
ออกมาบอกว่า จะไม่เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันในประเทศ ส่วนข่าวที่สองคือ ท่านประเสริฐ
ทะยอยขายหุ้นกลุ่ม ปตท.ไปเกือบ 100 ล้านบาท
ท่านเห็นข่าวทั้งสองแล้วคิดอย่างไร?
สำหรับผมแล้ว รู้สึกเศร้า และเห็นอะไรๆชัดขึ้น
ครับ, ผมได้เคยบ่นมาหลายครั้งแล้วว่า หุ้นปตท. และหุ้นในเครือปตท.นั้นมีลักษณะที่สวนทางกับหลักการค้า
คือเวลาน้ำมันดิบขึ้นราคา หุ้นกลุ่มนี้กลับมีราคาเพิ่มขึ้น มันขัดกับหลักการค้าเพราะ
น้ำมันดิบคือวัตถุดิบ เมื่อวัตถุดิบขึ้นราคา ต้นทุนมันก็ต้องเพิ่ม
ถ้าขายในราคาเดิม มันก็ต้องมีกำไรลดลง หรือไม่ก็ขาดทุนไปเลย แต่มันกลับตรงกันข้าม
เพราะคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องราคานั้นปล่อยให้ขึ้นราคาได้ตามใจชอบ
ครับ, น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลนั้นเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อต้นทุนของสินค้าอื่นๆเกือบทุกประเภท
มันจึงเป็นสินค้าที่ต้องมีการควบคุม และคนที่เป็นตัวแทนเข้าไปกำหนดราคานั้นก็ควรจะนึกถึงประชาชน
แต่ทำไมจึงกลับให้ขึ้นราคาได้ตามอำเภอใจ?
ครับ, ข่าวที่สองข้างบนนั้นคือคำตอบ เราบอกว่าคณะรัฐมนตรีนั้นไม่ควรถือหุ้น
เพราะมันอาจเกิดความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ แต่เรากลับปล่อยให้ตัวแทนที่จะกำหนดราคาน้ำมัน
มีหุ้นน้ำมันอยู่ในมือเป็นร้อยล้านบาทได้ นี่คือช่องโหว่ขนาดมหึมาในสังคมไทย
เรื่องนี้ผมสงสัยมานานแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานที่จะชี้ วันนี้ก็เพิ่งจะเห็นได้ชัดเจน
สำหรับท่านปิยสวัสดิ์นั้น ผมไม่ทราบว่ามีหุ้นในเครือปตท.อยู่เท่าใหร่
กลต.น่าจะสำรวจดู แล้วก็ปรับปรุงกฎหมายเสียโดยเร็ว
..................
19 ตค.2550 .... นักวิเคราะห์ในสายตาของเชียนหุ้น
วานนี้ ตอนเช้า ประมาณ 9.30 น. ผมออกมากินขัาวเช้า แล้วก็เหลือบไปเห็นนักวิเคราะห์หญิงกำลังทำนายทิศทางหุ้นอยู่ในจอทีวี
เธอบอกว่า วันนี้(18 ตค.)หุ้นต้องรีบาวด์แน่นอน และอย่าไปกลัวข่าวเรื่องตลาดหุ้นอินเดียปั่นป่วน
หรือที่มันตกลงไปกว่า 9 เปอร์เซนต์ เธอให้เหตุผลว่า มันเป็นคนละตลาดกัน...
ครับ, เปิดตลาดมาตลาดก็เป็นสีเขียวตามที่เธอทำนาย นั่นแสดงว่านักลงทุนโดยทั่วไปเขาเชื่อนักวิเคราะห์
แต่พอนั่งดูไปสักพักหนึ่ง ตัววิ่งมันก็ผ่านมาถึง TFEX แล้วผมก็พบว่า
มันเป็นสีแดง
นี่หมายความว่ายังไง?
เรื่องนี้น่าสนใจ ผมก็เลยนั่งดูต่อไป แล้วก็พบว่า หลังจากที่ SET และ SET50 เขียวมากขึ้น
เจ้า TFEX ก็เริ่มกลับทิศ คือมาเขียวตาม แต่ในตอนแรกจะขึ้นได้ไม่เท่า SET50 มันตามหลังอยู่นาน
แล้วมันก็ขึ้นได้มากกว่า SET50 ในตอนใกล้ปิดภาคเช้า
ครับ, ตอนบ่ายผมไม่ได้ติดตามหุ้น ผมมาเปิดดูตอนเกือบจะปิดตลาด
ซึ่งผมพบว่า SET และ SET50 ถอยลงมาจนเกือบเป็นจะแดง และเมื่อเห็น TFEX แล้วก็แทบช็อก
เพราะมันแดงโร่ไปเลย แล้วในที่สุด SET และ SET50 ก็ติดลบไปนิดหน่อย ส่วน
TFEX ติดลบไปสองดิจิต
ครับ, จริงๆแล้วภาพแบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวัน มันมีความหมายว่า คนที่เล่น
TFEX นั้นเขามีความคิดเป็นของตนเอง เขาไม่ค่อยเชื่อนักวิเคราะห์เท่าใดนัก แต่ความคิดของคนเล่น
TFEX นั้นเป็นปึกเป็นแผ่น และแน่นหนามาก พวกเขามองเห็นทิศทางในระยะสั้น เป็นรายชั่วโมงได้ดี
เจ้าทิศทางของ TFEX จึงเป็นตัวนำตลาดอยู่เสมอ
แล้วคนเล่น TFEX เป็นใคร? แตกต่างจากนักเก็งกำไรรายวันในตลาดหุ้นอย่างไร?
คนเล่น TFEX คือนักเลงหุ้นที่มีความเชี่ยวชาญ พวกเขาผ่านการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรมานานแล้วทั้งนั้น
และผมเชื่อว่าเป็นพวกที่ทำกำไรได้มาโดยตลอด แต่หันมาเล่น TFEX เพิ่มเข้ามาอีก เพราะเห็นว่า
TFEX เป็นการลงทุนเป็นตัวเงิน(วางมัดจำ)น้อย แต่มีโอกาสทำกำไรได้สูง ฝรั่งเขาเรียกว่า
มี leverace สูง แต่การเล่น TFEX ของพวกเขาจะเน้นทิศทางเป็นรายชั่วโมง และจะรีบออกตัว(ปิดโพซิชั่น)ทันทีที่
SET50 เปลี่ยนทิศทาง ตลาด TFEX จึงเป็นตลาดที่น่ากลัวมาก และผมก็ต้องขอบคุณที่หลายคนเข้ามาเตือนผมเมื่อตอนหุ้นขึ้นและผม
short เอาไว้ ในสายตาของพวกเขา ผมเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์เลย
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของวันนี้ ประเด็นของผมก็คือ จะชี้ให้เห็นว่า คนเรานั้นสามารถดูทิศทางของดัชนีในระยะเป็นรายชั่วโมงได้
และพวกเขาใช้แค่ตัวเลขการขึ้นลงและการซื้อขายในช่วงนั้นๆเป็นตัวชี้นำ นี่เป็นความสามารถพิเศษของคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น
และนี่เป็นความสามารถที่เหนือกว่านักวิเคราะห์ที่ออกมาพูดในทีวีก่อนเปิดตลาด
อย่างน้อยเราก็เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ นักวิเคราะห์ในจอทีวีบอกว่า
หุ้นจะรีบาวด์ แต่มันก็เป็นจริงแค่ตอนเช้า ลงท้ายนักเล่น TFEX ทำนายได้แม่นกว่า
คือหุ้นปิดติดลบไปเล็กน้อย
ครับ, คนเล่น TFEX นั้นเก่งกว่านักวิเคราะห์ในจอทีวี และส่วนใหญ่ไม่เชื่อฝีมือนักวิเคราะห์ในจอทีวี
ถ้าท่านคิดจะเล่นหุ้นระยะสั้น ท่านควรไปศึกษาจากนักเล่น TFEX แล้วเฝ้าติดตามทั้งสองตลาดนี้
..................
20 ตค.2550 .... สิ่งที่นักเล่นฟิวเจอร์ควรระวัง
ผมได้เคยพูดมาครั้งหนึ่งแล้วว่า TFEX หรือตลาดฟิวเจอร์นั้นเป็น Zero-Sum
Game หรือคือ ถ้าไม่คิดค่าคอมมิชชั่นและดอกเบี้ยของเงินมัดจำแล้ว ผลบวกของกำไรและขาดทุนของทุกคน
จะมีค่าเป็นศูนย์ นักลงทุนที่กำไรไปนั้นจะได้เงินมาจากนักลงทุนที่ขาดทุน หรือจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ
เรากินเงินจากพวกเรากันเอง
แต่...เมื่อเราเอาเรื่องเงินที่ต้องไปวางไว้ที่โบรกเกอร์ และเงินค่าธรรมเนียมซื้อขายเข้ามาคิดด้วย
เจ้าตลาดฟิวเจอร์ก็จะกลายเป็น Negative-Sum Game
หรือคือเกมที่มีการขาดทุนมากกว่ากำไร และถ้าเล่นไปนานๆ มันจะให้ผลว่า ขาดทุนโดยถ้วนหน้า
ท่านอยากจะเป็นนักเล่นที่ขาดทุนโดยถ้วนหน้าใหม?
ถ้าไม่อยากเป็นคนขาดทุนร่วม ท่านจะทำอย่างไร?
ทางออกที่1 คือ ต้องหาหมูเข้ามาเพิ่มในตลาดให้มากๆ และเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทางออกที่2 คือ พัฒนาความสามารถในการเล่น ซึ่งก็หมายถึงว่า ท่านต้องทำนายทิศทางของตลาดใด้แม่นขึ้น
และรู้จักจัดจังหวะการเข้าออกให้ดีขึ้น
ทางออกที่3 คือ ปรับปรุงวิธีเล่น โดยฉีกแนวออกไปจากเดิม
ทางออกสุดท้าย คือ เลิกเล่นเสียเลย
ครับ, วันนี้ผมจะยังไม่แนะนำว่าท่านควรเลือกวิธีใหน ผมจะให้ท่านได้มีเวลาคิดด้วยตนเองเสียก่อน
แต่จะมาพูดถึงภาพเปรียบเทียบระหว่างท่านนักลงทุนกับนักตกปลา ทั้งนี้เพื่อให้ท่านได้คิด
ทำไมผมจึงบอกว่า คนเล่นฟิวเจอร์นั้นเหมือนนักตกปลา?
คนเล่นฟิวเจอร์นั้น เมื่อเข้าไปทำสัญญา ก็นึกว่าตนเป็นคนตกปลา และโยนเบ็ดลงไปในน้ำ
1 เส้น แล้วก็หวังว่าปลาจะมากินเบ็ด แต่ในความเป็นจริงนั้น ทุกๆสัญญาที่เราทำไปนั้นจะมีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในทางตรงกันข้าม
และเขาก็คิดเหมือนกันกับเรา ดังนั้นในความเป็นจริงก็คือ ทั้งสองต่างยังไม่ทราบว่าใครจะกลายเป็นปลาที่ถูกจับไปกิน
แต่เนื่องจากคนทั้งสองต้องเสียค่าคอมมิชชั่น และต้องสูญเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำ
ผมจึงเห็นเป็นภาพของคนสองคน ที่เอาสายเบ็ดมาผูกกันไว้ แล้วต่างคนต่างก็อมเอาเบ็ดของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ในปาก
จากภาพนี้เราก็จะเห็นได้ว่า การขึ้นลงของราคาที่จะใช้ชำระจะเป็นตัวตัดสิน ถ้าราคาที่จะใช้ชำระมันขึ้น
คนที่มีโพซิชั่น long ก็จะไม่เจ็บตัว แต่ก็อาจยังไม่มีกำไร ส่วนคนที่มีโพซิชั่น
short จะเจ็บปากมากขึ้น
ครับ, เหตุการณ์จะดำเนินไปเรื่อยๆ ถ้าดัชนีขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง ผู้มีโพซิชั่น long
ก็จะมีกำไร ภาพก็จะเปลี่ยนเป็นว่า คนนั้นได้คายเบ็ดออกจากปาก และได้ถือสายเบ็ดไว้
แต่ถ้าดัชนีมันลดลง และลงถึงระดับหนึ่ง คนที่มีโพซิชั่น short ก็อาจกลับเป็นคนมีกำไร
ภาพก็จะกลายเป็นว่า ฝ่าย short ได้คายเบ็ดออกมา และกลายเป็นผู้ถือสายเบ็ดเอาไว้
ครับ, การอมเบ็ดและคายเบ็ดนี้มันจะสลับกัน มันจะคายด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่ได้
แต่มันอาจอยู่ในสถานะอมเบ็ดด้วยกันทั้งคู่ได้ ทั้งนี้เพราะมันเป็น negative-sum
game
ทีนี้ก็จะมาถึงการปิดสัญญา คือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกทนเจ็บปากไม่ใหว หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพอใจในกำไรที่เกิดขึ้น
เขาก็จะปิดสัญญา แต่นั่นไม่ได้เป็นการเอากรรไกรมาตัดสายเบ็ด แล้วบอกเลิกกัน คุณปิดสัญญาได้โดยไปหาคนอื่นมาอมเบ็ดแทนคุณ
นี่เป็นข้อสังเกตุที่ควรจำไว้ โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายต่างปิดสัญญาในราคาเดียวกันมีน้อยมาก
มันมักจะมีปากที่ 3, 4, 5 .. เข้ามาฮุบต่อ การปิดสัญญาพร้อมกันจะเกิดขึ้นเมื่อใกล้จะครบอายุสัญญาเท่านั้น
ครับ, ขอย้ำว่า ถ้าคุณเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วไม่อยากจะปิดสัญญา
มันจะมีอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาติดเบ็ดของคุณตลอดไป จนกว่าจะครบอายุสัญญา นี่เป็นข้อได้เปรียบอันสำคัญของคนเล่นฟิวเจอร์
ครับ, วันนี้เอาแค่นี้ไว้ก่อน ขอให้ท่านนำไปคิดต่อกันดู
................
12 พย.2550 .... ทำไมฝรั่งจึงปั่นหุ้นพลังงานและแบงก์?
เมื่อ 6-7วันก่อน ท่าน ธีระชัย ภูวนารถนฤบาล แห่ง กลต. ได้ออกมาบอกว่า มีความสงสัยว่าเกิดการปั่นราคาหุ้นแบงก์และหุ้นพลังงานจำนวนหนึ่ง
และกำลังขอข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อนำไปวิเคราะห์ดูสักหน่อย
ครับ, ข่าวนี้ผมฟังแล้วรู้สึกดีใจ ทั้งนี้เพราะผมได้พูดถึงเรื่องนี้มากว่า 6 เดือนแล้ว
แต่ก็มีคนบางคนบอกว่าไม่จริง แถมยังหาว่าผมไม่มีความรู้ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ เขาบอกว่า
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อค่าของพลังงานมันสูงขึ้น และดอลล่าร์มีค่าลดลง
คนก็ต้องเปลี่ยนดอลล่าร์ไปเป็นเจ้าของพลังงาน หุ้นพลังงานจึงมีราคาสูงขึ้น
ที่ผมดีใจก็เพราะ คุณธีระชัย นั้นจบทางเศรษฐศาสตร์ และเคยดูแลงานทางด้านวิชาการของแบงก์ชาติ
ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ท่านยังเห็นตรงกับผม และที่ควรสังเกตุคือ
ท่านไม่ได้บอกว่าหุ้นพลังงานอย่างเดียวที่ถูกปั่น มันรวมถึงหุ้นแบงก์บางตัวด้วย
ผลประกอบการของแบงก์ในปีนี้ย่ำแย่แน่ๆอยู่แล้ว แล้วทำไมจึงมีคนไปเชียร์ให้ซื้อ?
ครับ, ตอนนี้ผมกำลังลุ้นว่าผลการศึกษาจะเป็นอย่างไร และนักวิเคราะห์ที่ไปเชียร์ให้ซื้อหุ้นพลังงานกับแบงก์นั้นจะโดนข้อหาปั่นหุ้นบ้างหรือไม่
และคราวนี้นักลงทุนไทยจะฉิบหายไปอีกกี่หมื่นล้านบาท?
แต่....รอมาหลายวันแล้ว ก็ยังไม่เห็นผลสรุป ผมก็เลยลองวิเคราะห์ด้วยตนเอง แล้วขอเอามาเล่าสู่กันฟังสักหน่อย
สี่งแรกพวกเราควรสังเกตุก็คือ ไม่ใช่หุ้นพลังงานทั้งกลุ่ม และไม่ใช่หุ้นกลุ่มแบงก์ทั้งกลุ่ม
คนปั่นนั้นเจาะจงเอาแต่หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ ซึ่งได้แก่
BBL, KBANK, SCB, BANPU, PTT, PTTEP หุ้นเหล่านี้มีผลกระทบต่อดัชนีค่อนข้างมาก
ทีนี้ก็ต้องมาถามกันว่า ทำไมต้องปั่นให้ดัชนีขึ้น? และมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงในตลาดหลักทรัพย์
ในช่วง 6 เดือน ถึง 1 ปีที่ผ่านมา?
ครับ, ตลาด TFEX ไงล่า
TFEX เป็นการซื้อขายดัชนีล่วงหน้า และตอนนี้มันมีแค่ SET50 เท่านั้นที่เราจะเล่นได้
การปั่นราคาหุ้น 6 ตัวที่กล่าวมาข้างบน จะมีผลต่อ SET50 แล้วพวกเขาก็มาเอากำไรจากในตลาด
TFEX นี่แหละ วิธีการของเขาทำอย่างนี้ครับ
หลังเกิดปฎิวัติ เขาก็เข้าทะยอยซื้อหุ้นทั้ง 6 ตัวนี้ เขาใช้เวลาเกือบ 6 เดือน
และใช้เงินกว่า 170,000 ล้านบาท ราคาหุ้น 6 ตัวนี้ขึ้นไป 30 ถึง 200 เปอร์เซนต์
นี่เป็นการสร้างความเชื่อว่าหุ้นไทยขึ้นอย่างแน่นอน นักวิเคราะห์ทุกโบรกเกอร์หันมาทำนายทางสูง
บ้างก็ว่า 940 บ้างก็ว่า 1000 บางคนถึงกับบอกว่าไปได้ถึง 1300 จุด แต่เขาไม่ขายทำกำไร
นักลงทุนไทยหลายคนรอคอยให้ต่างชาติขายทำกำไร แต่ไม่มีวี่แวว
แล้วจู่ๆก็มีการปั่นดัชนี ลงสลับขึ้นเป็นรายวัน บางวันเปิด
TFEX เป็บลบไป 10 กว่าจุด แต่ตอนเย็นกลับเป็นบวก 10 กว่าจุด นี่ทำได้ง่ายมาก เขาไม่ต้องใช้เงินมาก
เพราะซื้อ หรือขาย หุ้น 6 ตัวดังกล่าวไปในทิศทางเดียวกัน หรือ สลับกัน มันก็มีผลต่อ
SET50 ได้ 5-6 จุดอย่างสบายๆ แต่เนื่องจากนักเล่น TFEX นั้นเขาชอบลากขึ้นและลากลงให้มากกว่า
SET50 เจ้าราคา TFEX จึงแกว่งได้ 10-20 จุด
แล้วต่างชาติได้อะไร?
ต่างชาตินั้นซื้อขาย TFEX ได้โดยจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำ เขามีส่วนลดจากการซื้อขายเมื่อจำนวนสัญญามีมาก
กำไรของเขาจึงได้เกือบเต็มที่ เช่น ถ้าเขา short ไว้ตอนเช้า ที่ 620 แล้วตกเย็นเขากลับทำให้ราคา
TFEX ตกลงมาที่ 600 เขาก็จะกำไรสัญญาละ 20,000 บาทเต็มๆ และในปัจจุบันนี้ปริมาณซื้อขายมันขึ้นถึงวันละ
5,000-6,000 สัญญาแล้ว กว่าครึ่งเป็นของกองทุนต่างชาติ ดังนั้นพวกเขาจึงกำไรถึงวันละ
2500*20,000=50,000,000 บาท
ครับ, ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติกำไรไปจาก TFEX
กว่า 1,000 ล้านบาท และสถานการณ์แบบนี้จะอยู่ได้ไปอีกหลายเดือน เพราะตอนนี้นักวิเคราะห์ไทยทายใจต่างชาติไม่ได้แล้ว
ต่างชาติสามารถเข้าชี้นำในตลาด TFEX ในตอนเช้า (เพราะ TFEX เปิดก่อน SET) แล้วจะเข้าเสริม
หรือ หักหลังในตอนบ่ายก็ได้ แล้วก็ยังชี้นำในตอนเย็น (เพราะ TFEX ปิดหลัง SET)
เพื่อสร้างความใขว้เขวในวันถัดมาก็ได้
ครับ, ทั้งนักลงทุนระยะสั้น ที่เข้าไปซื้อหุ้นปั่น 6 ตัวที่กล่าวมา
และนักเล่น TFEX ทีชอบลากราคาขึ้นลงให้มากกว่า SET50 ที่เป็นตัว reference ท่านกำลังเล่นกับไฟ
และกว่าจะรู้ตัว ท่านก็อาจหมดตัวได้ ผมหวังว่า กลต.จะจับทิศทางของการปั่นหุ้นในครั้งนี้ได้
และหยุดมันเสียก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านี้
.................
23 พย.2550 ..... ปตท., ระเบิดที่พร้อมจะแตก
ผมไม่ได้ติดตามเรื่องการฟ้องว่า การตั้งกรรมการจัดสรรหุ้น และการจัดสรรหุ้น ปตท.
เป็นโมฆะไปนาน ผมไปเข้าใจว่า ศาลปกครองสูงสุดท่านไม่รับเรื่อง แต่เช้านี้เพิ่งมารู้ว่า
ศาลท่านนัดไต่สวนแล้ว และจะตัดสินก่อนวันเลือกตั้ง
ครับ, เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหุ้น ปตท. และบริษัทในเครือนั้นรวมกันแล้วเป็นเงินประมาณ
1.3 ล้านล้านบาท หรือคิดได้เป็นประมาณ 30 เปอร์เซนต์ของตลาดหลักทรัพย์ ถ้าถูกถอนจากตลาดหลักทรัพย์
และต้องรีไวนด์(ทำการย้อนคืนหุ้นกัน)ไปจนถึงวันเริ่มจองหุ้น มันก็คงจะวุ่นวายทั้งประเทศ
และที่น่ากลัวมากๆก็คือ ประธานศาลปกครองสูงสุดท่านออกมาบอกว่า ท่านจะพิจารณาแค่ว่า
การตั้งกรรมการจัดสรรหุ้น และการจัดสรรหุ้นนั้นถูกหรือผิดเท่านั้น
ท่านจะไม่สนใจว่าผลจะเป็นอย่างไร(คงเพราะมันเป็นหน้าที่ของศาลอื่นที่จะพิจารณาว่าจะทำกันอย่างไรต่อไป)
ครับ, เจ้าสิ่งที่จะเกิดตามมาจึงเป็นความมืดมน และทุกคนต้องไปคิดเอาเอง
สำหรับผมนั้นคิดในทางเลวร้ายที่สุดเอาไว้ก่อน คือ ถ้าการตั้งกรรมการจัดสรร และการจัดสรรนั้นเป็นโมฆะ
สิ่งที่เกิดตามมาก็เป็นโมฆะทุกจุด หรือคือ การซื้อขายหุ้นทั้งหมดต้องยกเลิก การตั้งบริษัทในเครือทั้งหมดต้องยกเลิก
การทำสัญญากับต่างประเทศก็ต้องยกเลิก การว่าจ้างคนมาทำงานก็ต้องยกเลิก...ทั้งนี้เพราะ
เมื่อไม่มีการจัดสรรหุ้นก็ย่อมจะไม่มีเงินจ้างพนักงาน พนักงานที่มาทำงานนั้นเมื่อไปทำการใดๆก็ย่อมจะไม่มีผล
บริษัทในเครือมันก็ต้องเป็นโมฆะ น้ำมันที่รับจากต่างปรเทศมาก็ต้องไปหามาคืนต่างชาติเขา....ฯลฯ
ครับ, คิดแบบนั้นมันก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะจะไปเอาน้ำมันดิบมาคืนได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้
เอ้า, มามองกันในแง่ดีกันบ้าง คือ ให้สมมุติว่าเขาหมายถึงแค่ว่า กระทรวงคลังมีสิทธิ์ซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น(ที่ปรากฎในทะเบียนหุ้น
ณ วันที่ประกาศตัดสินคดี) มันก็จะมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์และผู้ถือหุ้นอย่างแรง
เพราะกระทรวงการคลังจะซื้อหุ้นในราคาใดก็ได้ เพราะหุ้นที่อยู่ในมือนั้นเป็นของที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ถ้าซื้อคืนในราคาปัจจุบัน มันก็คงไม่ถูกต้อง เพราะกระทรวงการคลังจะขาดทุนมหาศาล
และกระทรวงการคลังก็ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อ แต่ถ้ากระทรวงการคลังรับซื้อคืนในราคาจอง(แฟร์ที่สุดในสายตาของกระทรวงการคลัง)
ผู้ถือหุ้นก็คงจะต้องโวยวาย ซึ่งผมเชื่อว่าไปเอาผิดกับกระทรวงการคลังไม่ได้ ท่านต้องไปฟ้องเอาจากคณะกรรมการจัดสรรหุ้นโน่น
และถ้าลงเอยกันแบบนั้น ตลาดหุ้นก็ปั่นป่วนแน่นอน เพราะราคาหุ้นปตท.จะตกฮวบลงมา
ดัชนีจะดิ่งลงมาเกือบ 30 เปอร์เซนต์ทันที(ผมขอบนบาลให้เกิดแบบนั้น เพราะผมชอร์ตทีเฟกส์เอาไว้)
ครับ, ท่านนักลงทุนทั้งหลาย ท่านต้องคิดแล้ว ท่านมีเวลาคิดได้ถึงวันก่อนไปเลือกตั้ง
ท่านต้องคิดว่าจะขายทิ้ง หรือจะถือต่อ ถ้าศาลปกครองสูงสุดท่านบอกว่าไม่เป็นโมฆะ
พวกเราก็รอดตัวไป แต่ผมทำนายได้เลยว่า เป็นโมฆะ เพราะหลักฐานดูจะชัดเจน
และมันเข้าทางของอดีตประธาน คมช.เสียด้วย คือแม้วจะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในวงเงินที่แม้วไม่มีทางคืนให้ได้
..................
25 พย.2550 .... จะออกพันธบัตร 1.1 ล้านล้านบาท?
การออกพันธบัตรนั้นเป็นเรื่องที่คนยังไม่ค่อยเข้าใจ หลายคนคิดว่า กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก
และออกเพราะต้องการกู้เงินจากในประเทศ ส่วนเรื่องการพิมพ์ธนบัตรนั้นเขาคิดว่าเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
และพิมพ์ออกมาเท่าใดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีเงินออกมาจับจ่ายใช้สรอยกัน เขามองเห็นว่าเป็นการกู้จากประชาชนเช่นกัน
เพราะธนบัตรก็เป็นแค่กระดาษที่ปลอมแปลงยากเท่านั้น เมื่อพิมพ์ออกมาแล้วก็ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการให้แก่พ่อค้า
พ่อค้าได้มาแล้วก็เอาไปซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้า แล้วก็ซื้อขายกันต่อ ธนบัตรจึงออกมาหมุนเวียนในท้องตลาด
และหากใครไม่พอใจ ก็อาจเอาไปแลกเงินหรือทองจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้
นั่นเป็นความเข้าใจถูกเมื่อ 100-200 ปีก่อน แต่ปัจจุบันนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว
ท่านลองควักเอาธนบัตรในกระเป๋าสตางค์ออกมาดู ท่านจะพบว่า มันไม่มีคำว่า ...ถ้าไม่พอใจก็สามารถเอาไปแลกโลหะเงิน
หรือโลหะทองได้...อยู่เลย มันมีแค่บอกว่า ...ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
ครับ, จริงๆแล้ว ในปัจจุบันนี้ ทั้งพันธบัตรและธนบัตรนั้นพิมพ์และออกใช้โดยธนาคารแห่งประเทศไทย
และจะพิมพ์ไว้ล่วงหน้าก็ได้ แต่จะประกาศใช้เป็นของจริงได้ก็เมื่อผ่าน ครม.และประกาศในราชกิจจาฯแล้วเท่านั้น
กระบวนการมันซับซ้อนกว่าที่คนโบราณคิด คือความต้องการออกพันธบัตรนั้นจะมาจากกระทรวงการคลัง
หรือจากธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ เช่น กระทรวงการคลังต้องการกู้เงินก็ขอให้ออกพันธบัตรได้
แต่ต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นด้วยเสียก่อน เพราะมันอาจกระทบต่อระบบการเงินจนถึงขั้นเสียหายต่อประเทศได้
ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นก็อาจขอออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่อง หรือเพื่อทดสอบหาอัตราดอกเบี้ยในตลาด
หรือเพื่อทดแทนรุ่นที่จะครบอายุ...ก็เป็นได้ แล้วก็ต้องให้กระทรวงการคลังเห็นชอบด้วย
เมื่อเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงจะเข้า ครม. แล้วไปออกกฎหมายเพื่อเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยรับผิดชอบต่อพันธบัตรรุ่นนั้นจริง
ทางด้านธนบัตรนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสนอ และไม่ใช่ว่าจะพิมพ์และออกใช้เท่าใดก็ได้
เราจะเพิ่มจำนวนได้ก็เมื่อผ่านครม.และออกกฎหมายรับรองเช่นกัน และต้องแจ้งให้ธนาคารโลกทราบด้วย
แต่การพิมพ์แล้วเอาออกมาใช้ทดแทนธนบัตรที่เก่าแล้วนั้นกระทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
นี่เป็นงานรูทีนที่ต้องทำ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นเมื่อธนบัตรผ่านเข้ามาในมือ
ก็จะคัดเอาฉะบับที่เก่าแล้วออกมาเก็บไว้ เมื่อมีจำนวนมากแล้วก็จะขออนุมัติส่งทำลาย
แล้วก็เอาที่พิมพ์ใหม่มาขึ้นทะเบียน แล้วออกใช้ทดแทนต่อไป จำนวนธนบัตรที่หมุนเวียนในตลาดนั้นจะมีจำนวนที่แน่นอน
และเป็นสัดส่วนไม่เกินเงินทุนสำรองที่เรามีอยู่ เรื่องนี้ธนาคารโลกเขาจะมาตรวจสอบเป็นประจำ
เราจะพิมพ์แล้วนำออกมาใช้เพิ่มไม่ได้ ถ้าเราทำผิดเรื่องนี้ แล้วธนาคารโลกจับได้
เขาก็จะลดความเชื่อถือในค่าของเงินบาท หรืออาจให้สมาคมธนาคารโลกบอยคอดเงินบาทก็ได้
ครับ, พูดมาเสียยืดยาว ก็เพื่อให้เราเข้าใจกัน แต่เป้าหมายไม่ไช่การจะมากล่าวอ้างว่า
รัฐบาลใหม่ไม่สามารถออกพันธบัตร หรือ พิมพ์ธนบัตร ท่านที่เสนอตัวเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้นจะออกพันธบัตร
หรือพิมพ์ธนบัตรก็ได้ แต่ให้คำนึงถึงผลกระทบด้วย การหาเสียงโดยจะขอออกพันธบัตร
1.1 ล้านล้านบาท หรือที่จะพิมพ์ธนบัตรออกมาแยะๆนั้นมันอาจพาชาติไปสู่ความฉิบหายได้
ฉิบหายได้อย่างไร?
มาดูเรื่องการออกพันธบัตร 1.1 ล้านล้านบาทเป็นตัวอย่าง ท่านอ้างว่าเป็นการกู้เงินจากในประเทศ
แต่ท่านไม่ได้ดูว่าใครจะเป็นคนซื้อ และจะมีผลกระทบอย่างไร คนที่จะซื้อพันธบัตรนั้นมี
4 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือประชาชนคนไทย กลุ่มที่สองคือธนาคารพาณิชย์ของไทย กลุ่มที่สามคือกองทุนและสถาบันการเงินในประเทศ
กลุ่มสุดท้ายคือกองทุนและสถาบันการเงินต่างประเทศ
กลุ่มแรกนั้นมีเงินจริง พร้อมที่จะเข้าซื้อจริง แต่เงินเขาอยู่ในธนาคารพาณิชย์
ถ้าท่านออกพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนดี(ร้อยละ 5.5 ต่อปีขึ้นไป) เขาก็จะมาซื้อนั่นหมายความว่า
เงินฝากในธนาคารพาณิชย์จะถูกถอนไป 1.1 ล้านล้านบาทในทันที ซึ่งผลกระทบมันแรงมาก
ธนาคารพาณิชย์ตอนนี้มีเงินฝากอยู่ประมาณ 6 ล้านล้านบาท แต่เงินฝากเหล่านี้มันถูกปล่อยกู้ออกไปสู่นักธุรกิจเกือบหมด
พวกเขาจะมีเงินสดในมือไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ หรือคือประมาณ 60,000
ล้านบาท เงินจำนวนนี้มันไม่พอจ่ายให้แก่คนที่มาขอถอน คนจะต้องเข้าคิวกันยาว แล้วก็จะเริ่มสงสัยว่าธนาคารไม่มีเงินจ่าย
แล้วก็จะพูดกันต่อๆออกไป เรื่องอย่างนี้จะกระทบกับจิตใจของผู้ฝากเงินทั้งหมด และใช้เวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จะเกิดความกลัว
แล้วคนเป็นล้านคนก็จะแห่กันไปขอถอนเงิน ซึ่งจะเกิดการเหยียบกันตาย เกิดการทำลายทรัพย์สินของธนาคาร
แล้วก็ลามไปจนถึงร้านค้าต่างๆได้ เหตุการณ์แบบนี้ฝรั่งเรียกว่า Bank
Run ซึ่งเคยเกิดมาแล้วในต่างประเทศ และเป็นความกลัวสูงสุดในระบบการเงินการธนาคารของทุกประเทศ
ครับ, การเสนอให้กู้ในประเทศ โดยออกพันธบัตร เป็นจำนวนมหาศาลในคราวเดียวนั้น
มันจะทำให้ระบบการเงินการธนาคารฉิบหายได้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Bank Run เราก็อาจทะยอยออก เช่น ออกทุกเดือน เดือนละ 100,000
ล้านบาท
แต่ท่านคิดว่ามันจะทำได้หรือ?
เท่าที่ผ่านมา เราออกพันธบัตรนานๆครั้ง และครั้งละ30,000-50,000 ล้านบาทเท่านั้น
มากกว่านี้ก็อาจมีคนจองไม่ครบ ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องไปขอร้องให้ธนาคารและสถาบันการเงินมารับซื้อส่วนที่เหลือไปให้หมด
ผมจึงเชื่อว่า การออกพันธบัตรเดือนละครั้ง ครั้งละ 100,000
ล้านบาทนี้ก็ทำไม่ได้ นอกเสียจากว่า รัฐบาลต้องตั้งอัตราดอกเบี้ยไห้สูงมากๆ
ซึ่งก็จะไปกระทบต่อตลาดตราสารหนี้อย่างหนัก
โอเค, ลองมาสมมุติกันว่าผลักดันออกไปจนได้ เราก็จะมีปัญหาอีก ซึ่งแตกออกเป็น 3
เรื่องใหญ่ๆ คือ
1. ภายในเวลา 1ปี เงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะหดไป 1.1 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 20
เปอร์เซนต์ของระบบ ธนาคารพาณิชย์ต้องไปบีบเอาจากผู้กู้ ซึ่งก็หมายความว่าสินเชื่อของธนาคารก็ต้องหดไปประมาณ
20-25 เปอร์เซนต์ การผลิดและการให้บริการก็ต้องหดลงไปตามสัดส่วน สินค้าจะขาดตลาด
และนำไปสู่สภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เงินที่รัฐบาลได้ไป
1.1 ล้านล้านบาทนั้นมันต้องใช้เวลาในการตั้งงบประมาณ ต้องเปิดประมูล ต้องทำสัญญา
และมันไม่สามารถเข้ามาทดแทนสินเชื่อที่หดไปจากธนาคารพาณิชย์ได้ เพราะงานที่เกิดขึ้นจากภาครัฐกับงานที่หดหายจากธนาคารมันเป็นคนละเรื่องกัน
2. สินเชื่อที่หดหายไปจากธนาคารพาณิชย์นั้นจะทำให้ธนาคารขาดทุน แล้วตลาดหุ้นก็จะปั่นป่วนอย่างแรง
เพราะราคาหุ้นของธนาคารจะดิ่งลง แล้วก็จะเกิดวิกฤติในภาคการเงินซ้ำอีก ถ้าเกิดใหม่อีกก็คงจะไม่มีทางฟื้นตัวได้
เพราะความเสียหายเก่าก็ยังไม่จบ
3. การออกพันธบัตรเป็นจำนวนมากมายนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของกองทุนและสถาบันการเงินในต่างประเทศอย่างแรง
คนต่างชาติที่ใหนที่จะกล้าถือพันธบัตรรุ่นเก่าๆเอาไว้ นอกจากจะไม่ซื้อของใหม่แล้ว
เขาจะเทขายรุ่นเก่าๆออกมา พันธบัตรของไทยก็จะกลายเป็นเศษกระดาษ(Junk Bond)ในทันที
และเรื่องนี้จะกระทบย้อนไปสู่ธนาคารและสถาบันการเงินของไทยโดยถ้วนหน้า เพราะพวกนี้ถือพันธบัตรไทยไว้เยอะ
เรื่องนี้จะดังกว่าเรื่อง Sub Prime ของสหรัฐ เขาอาจเรียกว่า วิกฤตส้มตำไทย
ก็เป็นได้
ครับ, พันธบัตร 1.1 ล้านล้านบาทในครั้งนี้ คงไม่เป็นที่ต้องการของธนาคารพาณิชย์
สถาบันการเงินไทย และสถาบันการเงินต่างประเทศ คนที่จะหลงซื้อไว้ก็คงจะเป็นประชาชนคนไทยเท่านั้น
และเมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึง 6 เดือนก็จะรู้ผล คือเกิดความปั่นป่วนทั้งในตลาดหลักทรัพย์
ในตลาดตราสารหนี้ ในระบบธนาคาร และความมั่นคงของประเทศไทย
ท่านนักลงทุนควรจะคิดทบทวนให้ดีๆ โอกาสฉิบหายเพราะไปเลือกเอาคนที่ไม่รู้เรื่องการเงิน(หรือรู้อยู่แล้ว
แต่จะหลอกเอาเงินคนไทยเข้ากระเป๋า)เข้ามาเป็นรัฐบาล นั้นมีมากทีเดียว
.................
27 พย.2550 .... เยาร์วัยของนักลงทุนแบบแวลูอินเวสเตอร์
วันนี้ ดร.นิเวศน์ ได้ให้ข้อสังเกตุที่ดีอันหนึ่ง
คือ คนจะรวยนั้นมันเห็นแววตั้งแต่ตอนเยาว์วัย ท่านบอกว่า วอร์เรน
บัฟเฟตต์ นั้นเมื่อเป็นเด็กก็รู้จักทำเงินโดยเอาโค้กจากร้านของปู่ไปเร่ขาย
ส่วน เบน เกรแฮม ที่เป็นอาจารย์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์
นั้นก็กำพล้าพ่อ จึงต้องรู้จักหากินตั้งแต่อายุ 9 ขวบ สำหรับ ปีเตอร์
ลินซ์ นั้นก็ส่งเสียตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการไปเป็นแคดดี้ และ จอร์จ
โซรอส นั้นต้องหนีภัยคอมมิวนีสต์ตั้งแต่เด็ก จึงมีความสามารถในการเอาตัวรอดสูง
สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นนักลงทุนแบบแวลูอินเวสเตอร์ และประสพผลสำเร็จอย่างงดงาม
แล้วท่านก็เปิดเผยว่า ท่านก็ผ่านชีวิตแบบนั้นมา เช่น เมื่ออายุ 8-9 ขวบ ท่านก็หาเงินด้วยการขายขนม
เช่นหมากฝรั่ง สายใหม ขนมโก๋ ไอศกรีม นอกจากนั้นก็ยังทำธุรกิจเพาะเห็ดและเลี้ยงกุ้งในตอนเรียนมหาวิทยาลัย...
แล้วท่านก็สรุปว่า นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมท่านจึงเป็นนักลงทุนแบบแวลูอินเวสเตอร์
ครับ, จุดมุ่งหมายของท่านก็คงจะเป็นการชี้ว่า คนที่ชอบหาเงินตั้งแต่เด็กๆนั้นเป็นสิ่งที่ดี
และจะเป็นแวลูอินเวสเตอร์ที่ดี และอยากให้คนรุ่นหลังเดินตามอย่างท่าน
แต่...การเปิดเผยตัวตนของตนเอง และการเอาไปทาบเทียบกับนักลงทุนระดับโลกนี้ ผมเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง
เพราะ จะมีคนย้อนถามเอาได้ว่า แล้วตัวท่านรวยเท่านักลงทุนระดับโลกที่ยกมาเปรียบเทียบหรือเปล่า?
นอกจากนี้แล้ว คนที่รู้จักหาเงินตั้งแต่เป็นเด็กนั้น หลายๆคนก็ร่ำรายขึ้นมา แต่ไม่เห็นต้องเป็นแวลูอินเวสเตอร์?
ทำไมท่านจึงเอาสองเรื่องมาผูกกัน?
ครับ, ผมก็เชื่อว่า คนที่รู้จักหาเงินตั้งแต่เป็นเด็กๆนั้น
มีแววที่จะร่ำรวยในอนาคต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแวลูอินเวสเตอร์หรอกครับ เล่นหุ้นแบบเป็นรอบระยะยาวก็รวยได้
.................
28 พย. 2550 .... ใหนว่าจะไป 1100,1200,1300?
วานนี้ คุณเอกพิทยา เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า เป้าหมายสูงสุด SET
ปี 2551 อยู่ที่ 1134.14 จุดเท่านั้น ส่วนวันนี้ ดร.ก้องเกียรติให้ข่าวไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า
มั่นใจดัชนีปีนี้ไม่หลุด 800
จากสองข่าวนี้ ผมพอจะสรุปได้ว่า ในปีนี้ดัชนีหมดหนทางที่จะไปที่
1100,1200,1300 จุดแล้ว ใครที่เคยทำนายว่าดัชนีจะไปถึง 3 ระดับดังกล่าวควรออกมายอมรับว่าทำนายผิดพลาด
และออกมาชี้แจงว่าทำไมจึงเกิดความผิดพลาดไปได้ถึงขนาดนั้น
ผมเชื่อว่า ไม่มีใครออกมายอมรับ หรือชี้แจงแน่นอน
เพราะมันเท่ากับเป็นการปิดอนาคตของตนเองในอาชีพการทำนายทิศทางหุ้น นี่คือสังคมไทย
ซึ่งเป็นสังคมที่โหดร้ายอย่างมากๆ นักวิเคราะห์ และนักทำนายทั้งหลายนั้นจะต้องทำนายถูกตลอดชีวิตถึงจะมีคนนับถือ
ใครทำนายผิดก็จะถูกไล่ออกไปจากหน้าจอโทรทัศน์และหน้าหนังสือพิมพ์
ในเมื่อไม่มีใครจะออกมายอมรับผิด ผมก็จะขอหาสาเหตุให้ท่านฟัง ผมมองเห็นสาเหตุอยู่
3 อย่าง ดังนี้
1. คนที่พูดว่าดัชนีจะไปถึง 1100,1200,1300 นั้น จำนวนหนึ่ง
ทำไปเพื่อปั่นตลาด พวกเขาต้องการให้ตลาดคึกคัก แล้วพวกเขาจะได้ค่าคอมมิชชั่นเยอะๆ
นี่เป็นเรื่องปรกติ คนทำมาหากินในทุกวันนี้ต้องใช้การโฆษณาชวนเชื่อเข้าช่วย ใครไปพูดความจริงจะขายบริการไม่ออก
นักลงทุนไทยไม่ชอบฟังคำว่า หุ้นจะตก หุ้นจะซบเซา
2. คนที่พูดว่าดัชนีจะไปถึง 1100,1200,1300 นั้น จำนวนหนึ่ง
ทำไปเพื่อเอาใจกองทุนต่างประเทศที่ตนเป็นผู้รับออร์เดอร์อยู่ นี่เป็นความเลวของกองทุนต่างชาติ
พวกนี้ปั่นตลาดหุ้นไทย แล้วยืมปากคนไทยกระจายข่าว คนไทยที่ร่วมด้วยช่วยกัน(มัน?)นี้จะเป็นคนระดับผู้บริหารของโบรกเกอร์
ซึ่งรวยกันขึ้นมาถึงระดับ 1,000-10,000 ล้านบาทได้ แต่ไม่เคยมองดูว่า การกระทำเช่นนี้ทำให้ต่างชาติมากินเงินคนไทยไปหลายแสนล้านบาทต่อปี
3. คนที่พูดว่าดัชนีจะไปถึง 1100,1200,1300 นั้น จำนวนหนึ่ง
ทำไปเพราะความไม่รู้ การทำนายทิศทางหุ้นนั้นเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน มีคนไทยจำนวนน้อยมากที่เข้าใจในเรื่องนี้
และมักจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำต้อย เช่น เพิ่งเข้ามาเป็นนักวิเคราะห์ในโบรกเกอร์ใหญ่ๆ
โอกาสไต่เต้าก็น้อย เพราะชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา เจ้านายไม่ชอบ ไม่ยอมให้ไปแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ
หลายคนถูกกดมากๆก็ต้องย้ายงาน แล้วก็กลายเป็นเด็กใหม่ในที่ใหม่ไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ออกมาเสนอหน้าอยู่ในจอทีวี
หรือในหน้าหนังสือพิมพ์นั้นจะเป็นผู้อาวุโส แต่ขาดความรู้ในเรื่องการทำนายทิศทางหุ้น
พวกนี้อาศัยฟังจากผู้บริหารของโบรกเกอร์ในข้อ 2 แล้วก็มาตั้งเป้าต่อออกไป
ครับ, ทั้งหมดนี้มันแสดงว่าอะไร?
มันแสดงว่าการเข้าอบรมหลักสูตร์การเป็นนักวิเคราะห์ของ กลต.นั้นมันล้มเหลว
คนที่สอบขึ้นทะเบียนเป็น Investment Advisor ได้นั้นไม่มีความสามารถในการทำนายทิศทางหุ้น
และพาเอาลูกค้าไปสู่ความฉิบหายมานับรุ่นไม่ถ้วนแล้ว
ครับ, ผมพูดอยู่เสมอๆว่า ตลาดหุ้นไทยนั้นถูกปั่น แต่ผู้บริหารตลาดไม่เคยฟัง ทางออกของผมก็คือ
ให้ท่านนักลงทุนได้คิดกันเอง ท่านต้องดูที่ 3 สาเหตุของการทำนายผิดในครั้งนี้ แล้วจะเห็นได้ว่า
ต่างชาตินั้นปั่นหุ้นไทยโดยผ่านปากของผู้บริหารของโปรกเกอร์ไทย แล้วผู้วิเคราะห์ทั้งหลายก็ช่วยเสริมกันเข้าไป
เรื่องมันถึงได้เป็นอย่างนี้ ท่านเท่านั้นที่จะตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้
คือต้องเรียนรู้การทำนายทิศทางด้วยตนเอง แล้วฟังแต่นักวิเคราะห์ที่มีความรู้จริง
......................
30 พย.2550 .... อะไรคือวิกฤตซับไพรม์?
ผมเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าวิกฤติซับไพรม์คืออะไร
และไม่รู้ว่ามันจะกระทบต่อทรัพย์สินของตนอย่างไร เรื่องนี้ดูได้จากในครอบครัวของผมเอง
เช่น เมื่อสองเดือนก่อน ภรรยาผมเขาโยกเงินออกจากกองทุนแห่งหนึ่ง ไปไส่ในกองทุนของธนาคารแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้เพราะกองทุนของธนาคารนั้นเขาให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนเก่าถึง 0.5 เปอ์เซนต์
แถมยังบอกอีกว่า กองทุนของธนาคารนั้นดีกว่า เพราะจะเอาเงินไปซื้อ CDO ในต่างประเทศ
ไม่ใช่การลงทุนในประเทศ
ครับ, ผมแทบสำลักข้าว เพราะภรรยาผมเขาไปเชิญพนักงานของธนาคารนั้นมากินข้าวกลางวันที่บ้านผม
แล้วก็จะทำเอกสารการซื้อขายหน่วยลงทุนกันหลังกินข้าวเสร็จ
หลังจากที่พนักงานธนาคารนั้นกลับไปแล้วผมก็บอกภรรยาผมว่า เจ้าการลงทุนในต่างประเทศนั้นมันมีความเสี่ยง
มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาวิกฤติซับไพรม์ แต่ภรรยาผมเขาไม่เชื่อ เขาบอกว่า วิกฤตซับไพรม์เป็นเรื่องในสหรัฐ
มันจะเกี่ยวโยงมาถึงไทยได้อย่างไร ผมนั้นไม่ชอบทะเลาะกันด้วยเรื่องเงินๆทองๆ จึงหยุดพูด
ครับ, นี่ก็ผ่านมาได้สองเดือนแล้ว ผมไม่รู้ว่าเขาจัดการอย่างไรกับเงินที่เขาเอาไปเข้ากองทุนของธนาคารดังกล่าว
เขาอาจยังเชื่อว่ามันจะไม่สูญหายไปใหน ซึ่งจะเหมือนๆกับแม่บ้านอีกหลายๆบ้าน แต่วันนี้มีคนพยายามพูดถึงภัยของวิกฤติซับไพรม์ในหนังสือพิมพ์
แต่พูดไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยอยากจะมาอธิบายให้ท่านฟัง
วิกฤติซับไพรม์นั้นเหมือนเล่นแชร์แม่ชม้อย คือมีนักการเงินจำนวนหนึ่งมองเห็นช่องทางโกงนักลงทุน
เขาไปชักจูงใจให้ธนาคารและกองทุนต่างๆไปลงทุนปลูกบ้านให้คนจนอยู่อาศัย เขาบอกว่าจะได้ผลตอบแทนสูง
แต่เป็นการปลูกให้เช่าหรือซื้อแบบผ่อนส่ง บ้านชนิดนี้มีความต้องการสูง ปลูกเท่าใหร่ก็ปล่อยออกจนหมด
แต่เงินมันต้องออกไปเป็นค่าก่อสร้างเร็วกว่าค่าเช่าและค่าผ่อนส่ง ดังนั้นผู้ก่อตั้งโครงการจึงต้องหาเงินใหม่เข้ามาให้เร็วพอ
นี่หามาได้โดยการออกตั๋วเงิน และให้ผลตอบแทนสูงๆ
นักลงทุนในตราสารหนี้จึงชอบ แล้วกองทุนต่างๆก็หันมาสนใจ มีการตั้งกองทุนขึ้นใหม่เพื่อเอาเงินไปซื้อตั๋วสัญญาเหล่านี้กันมากขึ้น
ผู้ก่อตั้งโครงการจึงได้เงินเข้ามาเร็วพอ เงินที่ได้มาส่วนหนึ่งก็จ่ายเป็นดอกเบี้ยให้แก่ผู้ซื้อตั๋วเงินไป
ส่วนที่เหลือก็นำไปก่อสร้างบ้านราคาถูกเพื่อให้เห็นว่ามีการลงทุนจริงๆ เขาทำอย่างนี้อยู่หลายปี
แล้วก็ไม่มีใครไปฟ้องว่าเป็นการต้มตุ๋น ทั้งนี้เพราะอัตราผลตอบแทนมันสูงกว่าตราสารหนี้อื่นๆเพียงเล็กน้อย
และเขาก็ไม่เคยผิดนัดการคืนเงินเมื่อตั๋วเงินครบอายุ
ครับ, เรื่องอย่างนี้มันแดงขึ้นมาก็เมื่อรัฐบาลลงไปตรวจสอบงบการเงิน มันแดงเพราะผู้เช่าหรือเช่าซื้อนั้นหลายคนไม่มีเงินจ่ายค่างวด
แต่ก็ไม่มีการเร่งรัด บริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการ(มีกี่บริษัทผมไม่รู้)เขาจะไปสนใจทำไม
เพราะตราบใดที่ยังมีกองทุนและธนาคารเอาเงินเข้ามาซื้อตั๋วเงินได้ทันการก่อสร้าง
กิจการก็ไปด้วยดีตลอด และรัฐบาลก็ไม่สามารถเอาผิดพวกเขาได้ เจ้าตัวร้ายในเรื่องนี้ก็คือความโลภของกองทุนและธนาคารต่างๆ
พวกเขาต่างก็ตั้งกองทุนเพิ่มเข้ามา แล้วเอาเงินไปซื้อตั๋วเงินของกองทุนและธนาคารที่ใหญ่กว่า
มันจึงแตกกระจายออกไปเป็นลูกโซ่พวงใหญ่
ครับ, ธนาคารของไทยเป็นส่วนหนึ่งของปลายลูกโซ่ เราเริ่มมาตื่นตัวที่จะเอาเงินคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ
และที่ง่ายที่สุดก็คือไปซื้อตั๋วเงิน CDO ที่อยู่ในวงการซับไพรม์
แล้วทำไมมันจึงยังไม่มีผลกระทบถึงเมืองไทย?
ก็เพราะทั้งหมดนี้มันผ่านมาทางตั๋วเงิน ตั๋วเงินเหล่านี้ถอนไม่ได้ในทันที และมีอายุที่ยาว
มันจะล้มก็เมื่อคนรุ่นแรกๆที่ถือตั๋วเงินเก่าๆเขาไม่ลงทุนต่อเมื่อครบอายุ และตอนนี้มันเริ่มขึ้นแล้วในสหรัฐ
ระบบแช์ลูกโซ่นี้มันจะล้มก็เมื่อลูกค้าขอถอนการลงทุน พวกที่ตั้งกองทุนเริ่มต้น(เท้าแชร์)จะไม่มีเงินมาจ่าย
เงินเขาไปผูกอยู่ที่บ้านที่ปลูกไปแล้ว สหรัฐจึงถือว่าเป็นปัญหาในธุรกิจอสังหา ซึ่งทำให้คนไทยคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัว
แถมยังพยายามเอาเงินไปซื้อกองทุนพวกนี้เพิ่มขึ้น(เหมือนภรรยาผม)ไปอีก แต่อีกไม่ช้ามันก็จะมาถึงธนาคารและกองทุนของไทย
เพราะตั๋วเงินที่เขาไปซื้อเอาไว้นั้น เมื่อครบกำหนดก็จะไปขอรับเงินไม่ได้ ความฉิบหายก็จะตามมา
ครับ, ตลาดหุ้นไทยจะต้องปั่นป่วนแน่ หุ้นกลุ่มธนาคารจะใหลลง
ธนาคารจะขาดทุนเช่นเดียวกับซิตี้กรุ๊ฟที่เป็นข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์ในตอนนี้
ท่านลองคิดดูนะครับ ว่าตลาดหุ้นไทยในปี 2551 จะเป็นอย่างไร?
....................
04 ธค.2550 .... เศรษฐศาสตร์, ศาสตร์ที่มีความผันผวนสูง
ขึ้นชื่อว่าเป็นศาสตร์ มันต้องมีกฎเกณท์และทฤษฎีรองรับ นั่นคือ ถ้ามีข้อกำหนดสภาพแวดล้อมที่ตรงกัน
นักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้โมเดลเดียวกัน ต้องคำนวนตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาได้ตรงกัน แต่ในชิวิตจริง
สภาพแวดล้อมมันมีขอบเขตที่ไม่จำกัด โมเดลที่ใช้ก็ไม่ตรงกัน และตัวแปรต่างๆก็อาจเปลี่ยนแปลงได้
ผลการทำนายจึงอาจไม่ตรงกันได้ ซึ่งทุกคนต้องยอมรับ
แต่...มีคนจำนวนไม่น้อย ที่คิดไปว่า เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็ทำนายทิศทางได้
เช่น ตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์เขายังนิ่งๆกันอยู่ แต่มีนักทำนายหุ้นออกมาพูดกันแล้วว่า
เศรษฐกิจปีหน้าจะดี หุ้นจะไปเท่าโน้นเท่านี้ ซึ่งผมฟังดูแล้วน่าสงสัย สงสัยว่าเขาเอาอะไรเป็นข้อสมมุติฐาน
เขามีโมเดลเศรษฐกิจของเมืองไทยเป็นอย่างไร และที่พูดว่าดีนั้นจะเป็นการปั่นหุ้นหรือเปล่า
ครับ, ผมเชื่อว่านักทำนายหุ้นนั้นไม่มีโมเดลอะไรอยู่ในหัว หรืออยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้เพราะการที่จะสร้างโมเดลขึ้นมานั้นต้องลงทุนลงแรงมหาศาล และก่อนจะวิ่งโปรแกรมนั้น
เขาต้องไปเก็บตัวเลขมากมาย มันต้องใช้เงินเป็นหลายสิบล้านบาท และผลการทำนายนั้นก็ขายไม่ออก
เพราะไม่ได้ทำธุรกิจอันนั้นมานานพอที่จะให้ประชาชนเชื่อถือ ดังนั้น ผมจึงสรุปได้เลยว่าพวกนี้มีเป้าหมายแอบแฝง
หรือคือ พยายามจะปั่นหุ้นเท่านั้นเอง
ครับ, ผมเองก็ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ และไม่เคยพูดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเป็นเท่าใด
ผมไม่เคยลิอ่านที่จะทำนายอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และผมก็ไม่รู้ด้วยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีความสัมพันธ์กับราคาหุ้น
หรือดัชนีหุ้นในอัตราเป็นเท่าใด ผมแค่เชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจมีการเติบโตดี
ราคาหุ้นและดัชนีหุ้นก็จะเพิ่มตามไปด้วย แต่ไม่มีสูตร์อะไรที่แน่นอน หรือ ตายตัว
บางปีราคาหุ้นและดัชนีอาจเป็นลบ ทั้งๆที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นบวก
แต่...ด้วยความรู้อันน้อยนิดที่มีอยู่ ซึ่งได้จากการสังเกตเห็นว่า การจับจ่ายใช้สรอยของประชาชน
หน้าตาและความรู้สึกของประชาชน ราคาของสินค้าในตลาด ความคึกคักในศูนย์การค้า...นั้นมันสามารถบอกสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
ผมก็พอจะเดาได้ว่า ปีหน้าเศรษฐกิจคงจะแย่ และราคาหุ้นและดัชนีหุ้นก็คงจะใหลลงมากกว่าขึ้น
ครับ, ใครจะเชื่อนักวิเคราะห์และเจ้าของบริษัทหลักทรัพย์ หรือจะเชื่อผมก็ได้ทั้งนั้น
แต่ผมขอเตือนไว้ในวันนี้ว่า ระวังจะถูกเขาลากเข้าไปซื้อหุ้นตัวโตๆ
ราคาแพงๆ(ที่ฝรั่งกำลังทะยอยขายออกมา) แล้วต้องติดยอดดอยเหมือนเมื่อปี 2540
...............
05 ธค.2550 .... ประชัยปั่น, ผู้ถือหุ้นเจ็บ
วานนี้ ผมเห็นข่าวเรื่องคุณประชัยถูกศาลตัดสินจำคุกแล้วนึกชม กลต. แต่พออ่านในรายละเอียดก็พบอะไรแปลกๆ
คือ ศาลสั่งจำคุกคุณประชัย กับคุณเชียรช่วง คนละ 3ปี และสั่งปรับบริษัททีพีไอโพลีน
และบริษัทสเติร์น สจ๊วต รายละ 6,900 ล้านบาท ทั้งนี้โดยมีเหตุผลสั้นๆว่า การกระทำของจำเลยทั้ง
4 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง
ครับ, เขาไม่ได้ปรับคุณประชัยและคุณเชียรช่วง ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการและได้รับผลประโยชน์
แต่กลับไปปรับบริษัททีพีไอโพลีนและบริษัทสเติร์น
สจ๊วต ซึ่งเป็นแค่นิติบุคคล ซึ่งทำอะไรเองไม่ได้เลย เพราะไม่มีมือ มีตีน หรือมีปาก
และจริงๆแล้วผู้ที่ถูกทำโทษปรับในที่นี้ก็คือผู้ถือหุ้น เพราะสินทรัพย์ของสองบริษัทนี้จะลดลงรายละ
6,900 ล้านบาท ราคาหุ้นก็ต้องหายไปหลายสิบเปอร์เซนต์
ทำไมเขาจึงไปทำโทษผู้ถือหุ้น?
นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ และในเมื่อศาลตัดสินไปอย่างนี้แล้ว มันก็ต้องหมายความว่า
กฎหมายเขาเขียนไว้อย่างนี้แหละ ผมก็คงต้องยอมรับความจริง
และก็คงต้องคิดอะไรๆต่อจากความจริงอันนี้ สิ่งที่ผมตีความต่อออกไปได้ก็คือ
1. ต่อไปนี้พวกเราที่เป็นนักลงทุนต้องรับทราบเอาไว้ว่า การเป็นผู้ถือหุ้นนั้นอาจหมดตัวเมื่อใดก็ได้
เพราะอาจมีผู้บริหาร หรือมนุษย์อื่นใด จำนวนหนึ่ง เข้ามาปั่นหุ้น แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ
แล้วศาลก็จะสั่งปรับบริษัทเป็นจำนวนตามความเสียหายได้ และหุ้นของท่านก็จะมีค่าเหลือ
0 บาทได้
2. ต่อไปนี้พวกเราจะต้องควบคุมกรรมการผู้จัดการ คนในคณะกรรมการ และบุคคลทั่วไป
มิให้มาปั่นหุ้นของบริษัทที่ท่านถือหุ้นอยู่ เช่น ต้องติดตามการดำเนินชีวิตของคนเหล่านั้น
ต้องเข้าประชุมทุกครั้ง ต้องทักท้วงทันทีที่สงสัยในพฤติกรรมของคนเหล่านั้น และถ้าสงสัยว่าใครมันจะมาปั่นหุ้นต้องรีบแจ้ง
กลต. หรือขับไล่มันไปจากโลกนี้
3. ต่อไปนี้พวกเราต้องระวัง เพราะคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยอาจหาทางรวยลัดด้วยการปั่นหุ้น
ปั่นให้ได้กำไรเยอะๆ แล้วยอมติดคุกแค่ 3 ปีเท่านั้น เพราะศาลเขาไม่มีบทปรับสำหรับคนปั่นหุ้น
เขาปรับผู้ถือหุ้น
4. นี่เป็นโอกาสที่จะทำการศึกษาเรื่องความเสี่ยงของการถือหุ้นแล้วถูกปรับ ตำราเล่มนี้คงขายดี
เพราะยังไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
5. ...ฯลฯ
แต่ที่ผมติดใจมากๆก็คือ ใครเป็นคนคำนวณว่า ความเสียหายในครั้งนี้มันเท่ากับ
2*6,900=13,800 ล้านบาท? ตัวเลขนี้มันต้องมีอยู่ในคำฟ้อง อยู่ๆศาลจะมาตั้งตัวเลขเองคงไม่ได้
ครับ, มันแปลกดีนะ?
...................
15 ธค.2550 .... คำตัดสิน ปตท.จะไม่มีผลต่อตลาด?
อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้แล้วรู้สึกแปลก ทั้งผู้บริหารของ
ปตท. ทั้งตลาดหลักทรัพย์ ทั้ง กลต. และผู้บริหารของโบรกเกอร์ใหญ่ ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
คำตัดสินของศาลในเรื่อง ปตท.นี้จะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยอ้างเหตุผลว่า นักลงทุนได้รับรู้เรื่องนี้มานานแล้ว
ราคาหุ้น ปตท.จึงปรับตัวลงมาเท่ากับที่ควรจะเป็นไปแล้ว
ครับ, ใครเชื่อคำพูดแบบนี้ก็โง่เต็มที นักเก็งกำไรที่มีหุ้นปตท.อยู่ในมือเขาต้องรีบขายออก
แล้วกลับเข้ามาช้อนซื้อในราคาถูกๆ ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่าจะมีคนโง่ที่ขายตามออกมาเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกครั้ง
ส่วนคนที่มีหุ้นอื่นๆอยู่ในมือก็ต้องกลัว เพราะเวลาหุ้นตัวใหญ่ๆมันลง หุ้นอื่นๆก็จะถูกเทขายออกมาด้วย
นักเก็งกำไรระยะสั้นเขาจะผสมโรงขาย แล้วกลับเข้ามาช้อนซื้อเช่นกัน นี่เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้น
คนขายก่อนและกลับเข้ามาซื้อก่อนจะได้เปรียบ เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นปีละหลายๆครั้ง
ไม่เช่นนั้นจะมีคำว่า แมงเม่ากับเซียนหรือ?
ครับ, ในเมื่อใครๆก็รู้ว่าธรรมชาติของตลาดหุ้นมันเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมผู้บริหาร
ปตท. ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหาร กลต. และโบรกเกอร์ใหญ่จึงต้องออกมาโกหกคำโตๆอย่างนี้?
คำตอบก็คือ จริงๆแล้วคำพิพากษาในครั้งนี้จะมีผลกระทบอย่างรุนแรง และมันอาจไปถึงขั้นต้องปิดตลาดชั่วคราวด้วยซ้ำไป
ซึ่งจะหมายถึงการขาดรายได้ไปหลายวัน
ทำไมผมถึงบอกว่าผลกระทบจะรุนแรง?
ประการแรกคือ ทรัพย์สินของ ปตท.จะหายไปประมาณ 100,000
ล้านบาท แล้วก็ได้สิทธิในการเช่าที่ดินและท่อกาซเข้ามาแทนที่ ซึ่งต้องมีค่าต่ำกว่า
100,000 ล้านบาท เพราะอายุสัญญานั้นต้องมีเวลาอันจำกัด เท่าที่ผมจำได้ มันต้องไม่เกิน
100 ปี สมมุติว่าผลต่างตรงนี้เท่ากับ ครึ่งหนึ่งของราคา นั่นก็จะหมายความว่า ปีนี้
ปตท.จะลงบัญชีขาดทุนในทันที 50,000 ล้านบาท แต่ถ้าสิทธิการเช่านั้นตีราคาไม่ได้
ปีนี้ ปตท.ก็ต้องลงบัญชีขาดทุนทันที 100,000 ล้าบาท
ประการที่สองคือ ปตท.ได้ใช้ที่ดินและท่อกาซมาเป็นเวลาเกือบ
5 ปี โดยไม่ได้จ่ายค่าเช่า เรื่องนี้กระทรวงการคลังต้องส่งบิลล์มาเรียกเก็บแน่ๆ
ไม่มาเก็บก็คงต้องมีคนติดตะราง ถ้าเราคิดค่าเช่าเป็นประเภททรัพย์สินถาวร อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า
5 เปอร์เซนต์ต่อปี รวม 5 ปี บวกกับดอกเบี้ยทบต้นแล้วก็ต้องไม่ต่ำกว่า 0.05*5*100,000=25,000
ล้านบาท นี่ต้องลงบัญชีเป็นรายจ่ายในทันที
ประการที่สามคือ การโอนที่ดินและท่อกาซไปให้กระทรวงการคลังนั้นต้องเสียภาษี
นี่เห็นเขาบอกว่าจะเป็นเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท
ประการที่สี่คือ ปีต่อๆไป ปตท.ต้องเสียค่าเช่าที่ดินและท่อกาซอีกปีละ
5,000 ล้านบาท
ครับ, แค่ 4 ข้อข้างบนนี้ ปีนี้และอีกหลายปีข้างหน้า ปตท.คงไม่มีปันผล และราคาหุ้นมันก็ต้องหายไปกว่า
100 บาทต่อหุ้น
แต่เรายังมีปัญหาแถมเข้ามาอีก 5 ข้อ คือ
1. โดนแบบนี้แล้วต่างชาติเขาจะยังถือหุ้นปตท.อยู่อีกหรือ?
2. ที่ศาลตัดสินว่า ปตท.มีสิทธิ์เหนือคนอื่นที่จะเช่าที่ดินและท่อกาซนั้นมันจะเป็นไปได้หรือ?
มันจะไม่ผิดระเบียบเรื่องการพัสดุหรือ?
3. เมื่อครบสัญญาเช่า ปตท.จะต้องเสียเงินอีกเท่าใด ในการซ่อมแซมท่อกาซให้อยู่ในสภาพเดิม
เพราะทรัพย์สินของหลวงนั้นต้องตกน้ำไม่ใหล ตกไฟไม่ใหม้?
4. ยังจะมีคดีแพ่งและอาญาต่อไปอีกกี่คดี?
5. ยังมีความพยายามอีกมาก ที่จะดันให้ ปตท.ต้องออกจากตลาด เรื่องนี้จะจบง่ายๆได้หรือ?
ครับ,จะพังหรือไม่พังก็ดูกันต่อไป แต่ผมก็ชอบใจ เพราะถ้าไปไล่ออกจากตลาด
ทางตลาดอาจอ้างว่าเป็นเหตุผิดปรกติ จึงงดใช้วิธีคำนวนดัชนีไปหนึ่งวัน แล้วไปเริ่มที่เท่ากับปิดตลาดในวันศุกร์
ซึ่งผมและท่านที่ short TFEX เอาไว้จะเสียผลประโยชน์มหาศาล
...............
19 ธค.2550 .... พยุงราคาปตท.เอาไว้เพื่ออะไร?
วานนี้เห็นคนที่เกี่ยวข้องกับการโอนที่ดินและท่อก๊าซของปตท.มาออกทีวีแล้วรู้สึกเศร้าใจ
ทุกคนพยายามจะพยุงไม่ให้ราคาหุ้นปตท.ตก และแสดงอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด แถมยังใช้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลย
ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังเป็นข้อๆ
1. ระบบท่อส่งก๊าซนั้นมีราคามากกว่า 100,000 ล้านบาท แต่พวกเขาไปตีความว่า ส่วนที่ต้องโอนให้แก่กระทรวงการคลังนั้นเป็นแค่ที่อยู่บนดินในประเทศไทยเท่านั้น
แถมยังตีราคาแค่ 15,000 ล้านบาท หรือคือประมาณ 15
เปอร์เซนต์ของระบบทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะท่อที่อยู่บนดินในประเทศไทยมันยาวกว่าท่อส่วนที่อยู่ในทะเล
และในประเทศพม่า และยังมีโรงแยกก๊าซ โรงเติมกลิ่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สายไฟเบอออฟติก
และปั๊มพ์ที่ใช้ในการขับดันให้ก๊าซใหลอีกเยอะแยะ ส่วนที่ต้องโอนไปนั้นจึงน่าจะมีราคามากกว่าครึ่ง
2. นอกจากจะตั้งราคาส่วนที่ต้องโอนไว้ต่ำมากแล้ว พวกเขายังกำหนดราคาค่าเช่าไว้ต่ำมากๆด้วย
คือให้คิดแค่ 5 เปอร์เซนต์ของรายได้ที่ผ่านท่อเหล่านั้น
หรือคิดเป็นตัวเงินแค่ปีละไม่ถึง 200 ล้านบาทเท่านั้น
ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าขบขันที่สุด เพราะมันต่ำกว่าค่าเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบท่อก๊าซชุดนี้เสียอีก
(ท่านทราบใหมว่าระบบขนส่งทางท่อนั้นถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์และโปรแกรมควบคุมแบบ realtime
มันจะพัง เพราะถ้าใครไปปิดหรือเปิดวาวฟ์โดยพละการ เจ้าของเหลวหรือก๊าซที่ใหลอยู่นั้นจะทำให้เกิดแรงบิด
แรงกระแทก ต่อท่อจนท่อโก่งงอ และแตกออก และจะแกว่งตัวเหมือนพญานาค มันจะฟาดเอาบ้านเรือนในบริเวณใกล้จุดแตกนั้นพังราบ
ระบบคอมพิวเตอร์นี้จึงแพงมาก)
3. นอกจากจะตั้งราคาท่อและค่าเช่าท่อไว้ต่ำแล้ว พวกเขายังคำนวนออกมาด้วยว่า น่าจะมีผลทำให้ราคาหุ้น
ปตท.ลดลงแค่ 2-6 บาทเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของคนพวกนี้ การประเมินราคาที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นนั้นต้องเป็นของนักลงทุน
พวกเขาไม่มีหน้าที่มาชี้นำตลาด ทำอย่างนี้มันผิด พรบ.ตลาดหลักทรัพย์อย่างโจ๋งครึ่มไปเลย
4. จริงๆแล้ว ในพรบ.ตั้งบริษัทปตท.นั้น เขาให้แยกกิจการด้านการขนส่งก๊าซผ่านทางท่อออกไปเป็นของกระทรวงการคลังทั้งหมด
แล้วให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาว่าจะให้ใครมาดูแล แต่เนื่องจากมันต้องใช้เวลาในการแบ่งแยกทรัพย์สิน
จึงให้ปตท.ใช้ระบบท่อก๊าซไปพรางๆก่อนโดยไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอนในการแบ่งแยก ปตท.นั้นเมื่อดำเนินการมาแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติตามพรบ.
ปล่อยให้คลุมเครือมาโดยตลอด การฟ้องร้องครั้งนี้จึงครอบคลุมถึงเรื่องนี้ และคำสั่งศาลนั้นต้องหมายถึงการแยกระบบทั้งหมดออกไปให้กระทรวงการคลัง
การที่มาแยกเป็นท่อในทะเล ท่อบนดินในประเทศไทย และท่อบนดินในพม่า จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล
5. มันน่าสงสัยว่า ทำไมจึงต้องให้ราคาทรัพย์สินที่จะโอนไปนั้นเป็นเงิน 15,000 ล้านบาท
และค่าเช่าเป็นปีละ 200 ล้านบาท? เรื่องนี้ตอบไม่ยาก มันคือคัวเลขที่ปตท.ยอมจ่ายออกไปได้โดยไม่ทำให้กำไรติดลบ
นี่แสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้พยายามเต็มที่ในการพยุงราคาหุ้นปตท. คนพวกนี้ยอมไม่ได้ที่จะทำให้ผลการดำเนินงานของปตท.เป็นตัวแดง
ถ้ามันเป็นตัวแดง กองทุนต่างชาติจะเทขายออกมา นี่เป็นความคิดตื้นๆของคนพวกนี้ แต่ความจริงแล้ว
ต่างชาติเขาก็มองออก และตอนนี้ต่างชาติก็เทขายออกมาเรื่อยๆ
ครับ, จริงๆแล้วมีอีกหลายเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่า คนพวกนี้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะพยุงราคาหุ้นปตท.
ถึงตอนนี้จึงมาถึงคำถามว่า ทำไมจึงต้องพยายามพยุงราคาหุ้นปตท.?
ถ้าจะคิดในแง่ดีก็คือ พวกเขาไม่อยากให้หุ้นตก ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย
เพราะตลาดหุ้นนั้นต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ พวกเขามีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงต่อนักลงทุน
หุ้นมันจะขึ้นหรือลงก็ต้องปล่อยให้นักลงทุนเขาคิดกันเอง
ถ้าคิดในแง่ร้ายก็คือ ในกระเป๋าของคนพวกนี้ และกระเป๋าของเครือญาติน่าจะมีหุ้นในกลุ่มปตท.อยู่เยอะ
มีเพียงบางคนที่ขายออกไปเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว แต่หลายๆคนไม่ได้ตระหนักถึงภัยนี้
พวกเขาไม่คิดว่าคุณรสนาจะมีอิทธิฤทธิ์
ถ้าคิดในแง่ร้ายอย่างสุดๆก็คือ พวกเขามีต่างชาติเป็นนายเหนือหัว
นายเหล่านี้ถือหุ้นปตท.อยู่แยะ มันตะโกนสั่งข้ามทะเลมาให้พยุงตลาดเอาไว้ มันยังขายไม่หมด
และถ้าจะคิดในแง่ดีอย่างสุดๆก็คือ คนพวกนี้คิดว่าเป็นหน้าที่ที่จะลดความตื่นตระหนกของนักลงทุน
และเชื่อว่าการเข้าไปบิดเบือนตัวเลขค่าทรัพย์สิน และค่าเช่า นั้นไม่มีความผิด แต่ท่านควรฟังข่าวให้ดีๆ
คุณสมหมายไม่เห็นด้วยกับการตั้งราคาค่าเช่าไว้ต่ำๆอย่างนี้ เพราะนี่เป็นผลประโยชน์ของชาติ
ถ้าท่านปล่อยไป ท่านอาจติดตรางเพราะไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ
ครับ, ใครจะได้ติดตรางก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไป ผมขอสนับสนุนให้คุณรสนาฟ้องต่ออีกสัก
2-3 ประเด็น มันจะได้มีคนติดตรางกันเยอะๆ
.................
21 ธค.2550 .... ปตท.ยิ่งพูดยิ่งซ้ำเติมปัญหา
วันนี้ผู้บริหารของปตท.ออกมาอ้อนว่า กระทรวงการคลังควรคิดราคาค่าเช่าท่อก๊าซและที่ดินในราคาที่ถูกๆ
โดยอ้างเหตุผลว่า ท่อก๊าซนั้นปตท.ออกเงินไปเอง และตอนนี้ก็ยังเป็นหนี้ต่างประเทศเขาอยู่
ครับ, ฟังแล้วน่าเห็นใจ แต่ผมกลับเห็นว่า ผู้บริหารไม่ควรพูดเรื่องนี้ออกมาเลย
เพราะ
1. ปัญหาของปตท.ในตอนนี้ก็คือ นักลงทุน ทั้งไทยและเทศ ต่างรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตของราคาหุ้นปตท.
นี่ก็ผ่านมา 7 วันแล้ว หุ้นปตท.ยังรูดลงมาตลอด นักลงทุนกลัวว่าเงินค่าเช่าในช่วง
5 ปีที่ผ่านมาจะไปกระทบต่อกำไรของปตท.ในปีนี้ แต่ผู้บริหารกลับมาซ้ำเติมว่า ปตท.ยังต้องแบกภาระหนี้ในต่างประเทศอีกเยอะแยะ
คำพูดอย่างนี้มันจะยิ่งทำให้นักลงทุนกลัวยิ่งขึ้น
2. อันที่จริง ประชาชนเขาเริ่มยอมรับตัวเลขค่าทรัพย์สิน 15,000 ล้านบาท และค่าเช่าปีละ
200 ล้านบาท ไปแล้ว(เพราะไม่ได้เกิด panic sell ในวันที่ 18 ธค.) แต่การออกมาพูดว่าค่าเช่าปีละ
200 ล้านบาทก็ยังไม่เป็นที่พอใจของปตท. อย่างนี้มันก็เท่ากับเข้ามาจุดความไม่พอใจซ้ำเข้าไปอีก
เช่นตัวผมนั้นเห็นว่า ทรัพย์สินมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท แต่ให้เช่าในราคาแค่ปีละ
200 บาทนั้นมันบ้าชัดๆ อย่างน้อยมันต้องคิดเป็นเปอร์เซนต์สูงกว่า อัตราเงินเฟ้อ
และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคาร และต้องบวกด้วยอัตรากำไรขั้นต่ำอีกสัก
2 เปอร์เซนต์ หรือคือไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.00+2.50 ซึ่งก็คือ ปีละไม่ต่ำกว่า (0.02+0.025)*15,000=675
ล้านบาท
3. อันที่จริงแล้ว ทุกอย่างเป็นความผิดพลาดของผู้บริหารของปตท. คือไม่ได้ดำเนินการแยกกิจการท่อส่งก๊าซออกจากปตท.ตามพรบ.ตั้งปตท.
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาจะสร้างท่อเพิ่มขึ้นก็ไม่ไปตกลงกับกระทรวงการคลังเสียก่อนว่าภาระหนิ้ต้องเป็นของกระทรวงการคลัง
ครับ, ยิ่งพูดยิ่งทำให้นักลงทุนใจฝ่อ ยิ่งพูดยิ่งทำให้คนที่เขาไม่พอใจปตท.(เพราะไม่ได้รับแจกหุ้นในราคาหุ้นละ
34 บาท)โกรธแค้นยิ่งขึ้น อย่างนี้มันไม่เจ้งก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงแล้ว ท่านผู้บริหารควรทราบว่า
ชาวบ้านนั้นเขาคิดกันง่ายๆว่า หุ้นราคาพาร์แค่บาทเดียว แต่เอามาขายให้ชาวบ้านถือในราคา
59 บาทนั้นมันเป็นการโกงชาติ แล้วการที่หุ้นปตท.ขึ้นจาก 34 บาท มาเป็น 440 บาทนั้นมันก็ไม่แตกต่างกันเลย
ครับ, หยุดพูดเสียเถอะ ยิ่งพูดยิ่งจะฉิบหาย
....................
24 ธค.2550 .... นักวิชาการแท้/นักวิชาการเทียม
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา(22 ธค.2550) ผมอ่านบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุระกิจแล้วท้อใจ
คือนักวิชาการท่านหนึ่งเขียนมาว่า หุ้นนั้นเป็น high risk/high return ส่วน พันธบัตรและหุ้นกู้นั้นเป็น
medium risk/medium return และเงินฝากนั้นเป็น low risk/low return แล้วก็สรุปว่า
เราควรจัดทัพของการลงทุนแบบเดียวกับทีมฟุตบอล คือ ให้มีหุ้นเป็นกองหน้า แล้วก็มีพันธบัตรและหุ้นกู้เป็นกองกลาง
แล้วก็มี เงินฝากเป็นกองหลัง
ครับ, ฟังดูก็เข้าที แต่ การที่จะพิสูจน์ว่า หุ้นเป็น high
risk/high return และ... นั้นท่านไปเอาข้อมูลอัตราผลตอบแทนจากหุ้น พันธบัตรและหุ้นกู้
และเงินฝาก จากปีคศ.1999-2006 มาใช้ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นหุ้นมันอยู่เกือบต่ำสุด
แล้วก็ดีดกลับขึ้นมา คนที่รู้จริงเขาจะถามเอาได้ว่า ทำไมไม่เอาช่วงเวลา
คศ.1994-2006 มาใช้ เพราะช่วงนั้นหุ้นมันขึ้นไปสูงสุดที่ 1700 จุด แล้วก็ดิ่งลงมาที่
208 แล้วก็ไต่กลับขึ้นมาที่ 800 จุด
ครับ, นักวิชาการของไทยนั้นนิยมบิดเบือนความจริงด้วยการเอาตัวเลขเพียงบางส่วนมาแสดง
นอกจากนี้แล้วก็ยังไม่มีตรรกะที่ถูกต้อง คือถ้าเราจะเอาอัตราผลตอบแทนเป็นปีๆมาใช้
นั่นจะหมายถึงการซื้อแล้วถือไว้ตลอดช่วงเวลาที่หยิบยกขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่การเล่นหุ้นที่เป็นธรรมชาติ
คนไทยน้อยคนที่จะเล่นหุ้นแบบนั้น การที่จะบอกว่าเล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูงหรือต่ำนั้นต้องเก็บสถิติจากบุคคลทั่วๆไป
และเป็นจำนวนมากๆ และให้มีการเล่นหลายๆรอบ ทั้งนี้เพื่อให้ผลมันเฉลี่ยออกไปทั่วๆ
แล้วค่อยมานับดูว่า มีคนขาดทุนกี่คน ถ้าส่วนใหญ่ขาดทุน เราจึงจะสรุปได้ว่าเล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง
ส่วนการที่จะดูว่ามีผลตอบแทนสูงหรือไม่ก็ต้องเก็บสถิติจากคนเล่นหุ้นทั่วๆไปมาเยอะๆ
แล้วหาค่าเฉลี่ยของกำไร-ขาดทุน ถ้าตัวเลขมันออกมาสูงกว่าอัตราตอบแทนของพันธบัตรและหุ้นกู้
นั่นแสดงว่ามันเป็น high risk/high return จริง แต่ถ้าค่าเฉลี่ยมันติดลบ
นั่นจะหมายความว่า เล่นหุ้นนั้นเป็น high risk/negative return เสียมากกว่า และบุคคลทั่วๆไปไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด
ครับ, ผมรู้สึกท้อใจ เพราะถ้านักวิชาการของเรายังเป็นอย่างนี้กันอยู่ โอกาสที่จะพัฒนาตลาดทุนนั้นเป็นไปได้ยากมาก
พวกฝรั่งและต่างชาติอ่านแล้วจะยิ้มจนแก้มแทบปลิ เพราะเขาเห็นได้ชัดว่า
แม้แต่นักวิชาการยังไม่รู้เรื่อง แล้วนักลงทุนทั่วไปของไทยจะรู้เรื่องได้ยังไง
นักลงทุนไทยก็คือหมูที่จะให้เขาเถือเนื้อไปกินได้ทุกปี
ท่านผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ไทย ท่านทราบหรือไม่ว่า ตลาดหุ้นไทยนั้นเป็น
high risk/high return หรือ high risk/negative return? ลองเอากลับไปคิดกันดูนะครับ
...............