เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2551
............
03 มค.2551 .... สรุปผลปี 2550
ผลการเล่นของโปรแกรมเล่นยาว(SC68EX)คือ มีกำไรทุกกลุ่ม ซึ่งเรียงกันดังนี้
กลุ่มแบงก์=9.03 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์=20.08 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงาน=23.33 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสาร=6.43 เปอร์เซนต์
ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)ก็มีกำไรทุกกลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแบงก์=2.53 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์=9.84 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงาน=19.26 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสาร=1.46 เปอร์เซนต์
จากตารางข้างบน เราจะเห็นได้ว่า กลุ่มพลังงานให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกใจ
เพราะทั้งมาร์เก็ตติ้งและผู้วิเคราะห์เขาเชียร์กันมาก โปรแกรมทั้งสองมันไม่มีอารมณ์
มันดูจากการขึ้นลงของราคา ตัวใหนราคาขึ้นมันก็ซื้อไว้ ตัวใหนราคาลงมันก็ขายทิ้ง
แต่ถ้าเรามาดูกำไรเป็นรายตัวหุ้น จะเห็นได้ว่า UCOM กลับเป็นตัวที่ให้กำไรดีที่สุด(SC68EX
กำไร 121.11 เปอร์เซนต์ , SEAX กำไร 85.78
เปอร์เซนต์) ทั้งนี้เพราะในช่วงของการเอาออกจากตลาดนั้นราคามันผันผวนสูง นี่แสดงให้เห็นว่า
โปรแกรมทั้งสองสามารถมองหาโอกาสทำกำไรได้ดี
อย่างไรก็ตาม ปี2550 นี้เป็นปีที่มีความไม่ปรกติหลายอย่าง กล่าวคือ ก่อนเริ่มปีก็มีการปฏิวัติ
และมีการใช้นโยบายกักเงินทุนต่างชาติ 30 เปอร์เซนต์ ซึ่งทำให้ดัชนีดิ่งลงมาอย่างแรง
แล้วทำให้ทิศทางของหุ้นเปลี่ยนไป คือแทนที่จะใหลลงเป็นคลื่นเล็กขาลงลูกที่ 1,2,3,4
ตามลำดับ มันกลับลงมาเพียงลูกเดียว แล้วเริ่มขึ้นคลื่นรอบปีอันใหม่ไปเลย เหตุการณ์อันนี้ทำให้ผมไม่ได้เล่นหุ้น
แต่กลับมาเล่น TFEX เอาในเดือน กย. และในตอนแรกๆเกิดการขาดทุนสูง ทั้งนี้เพราะมีการปั่นราคากลุ่มพลังงานขึ้นไปมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนสิ้นปีผมก็ได้ปิดโพซิชั่นไป โดยมีกำไรอยู่ประมาณ 10,000
บาทได้
โดยสรุปแล้ว ในปี 2550 นี้ ทั้งโปรแกรมและตัวผม ต่างก็ยังทำกำไรได้ และได้สูงกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์เช่นเดิม
ผมจึงขอยืนยันว่า เล่นหุ้นนั้นดีกว่าฝากแบงก์
.................
08 มค.2551 .... ทิศทางหุ้นในปี 2551
เซียนหุ้นเขาฟันธงว่า หุ้นไทยในปี 2551 นี้จะไปถึง 1000
จุดอย่างแน่นอน(ดูหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 มค.2551) พวกเขามีความเชื่อมั่นสูงเพราะไปดูจากผลในปี
2550 ซึ่งดัชนีขึ้นจาก 679.84 ไปสู่ 858.10 จุด ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซนต์เพิ่มถึง
26.22 เปอร์เซนต์
ครับ, ดัชนีหุ้นนั้นมันไม่เหมือนกับยอดขายของบริษัทต่างๆนะครับ มันไม่ได้ไต่ขึ้นในอัตราร้อยละที่ใกล้เคียงกันทุกๆปี
ท่านอย่าลืมว่า ดัชนีหุ้นไทยมันเคยขึ้นไปจนถึง 1700 จุดมาแล้ว
แล้วมันก็ดิ่งลงมาจนถึง 208 จุด แล้วจึงมาเริ่มไต่ขึ้นใหม่ในปี 2544 ที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ในปลายปี 2549 มันมีการปฏิวัติ มันทำให้ขึ้นต้นปี
2550 ที่จุดต่ำกว่าปรกติถึงเกือบ 100 จุด ดังนั้นการที่ดัชนีเพิ่มขึ้น 26.22
เปอรเซนต์ในปี 2550 จึงไม่ใช่ข้อมูลพื้นฐานที่จะเอามาใช้ทำนายดัชนีในปี 2551 นี้
แล้วมันจะเป็นอย่างไรกันแน่?
จากการติดตามดูการขึ้นลงของดัชนีทั้งของไทยและต่างประเทศ ผมพบว่า ดัชนีหุ้นนั้นประกอบไปด้วยลูกคลื่น
3 ประเภท คือ คลื่นเศรษฐกิจ คลื่นรายปี และคลื่นเล็กที่มีความยาวประมาณ 40.5 วัน
เจ้าคลื่นเศรษฐกิจนั้นมีความยาวคลื่นประมาณ 10-13 ปี ตลาดหุ้นไทยนั้นผ่านมา 3.5
ลูกแล้ว และในขณะนี้มันอยู่ที่จุดสูงสุดของลูกที่4 ดังนั้นใน 5-6 ปีข้างหน้ามันจะมีทิศทางเป็นขาลง
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ในปี 2551 นี้ ดัชนีจะไปได้แค่ 900-930
เท่านั้น ทั้งนี้เพราะสูงสุดของปี 2550 นั้นอยู่ที่ 915.03 จุด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่
29 ตุลาคม 2550
หลายๆท่านคงร้อง หา? เพราะมันดูจะสวนทางกับนักวิเคราะห์ทุกคน
เรื่องนี้ก็คงต้องดูกันต่อไป วิธีการทำนายของผมมันเป็นคนละวิธี จึงเอาไปเปรียบเทียบกันไม่ได้
ในขณะเดียวกัน ผมจะขอทำนายการขึ้นลงของ SET ในปี 2551นี้ให้ด้วย
จากการติดตามดูทิศทางของลูกคลื่นรายปี ในขณะนี้มันยังลงไม่สุดทางของคลื่นรายปี
เรื่องนี้ผมได้พูดไว้ตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2550 แล้ว ผมบอกไว้ว่า มันจะลงต่ำสุดประมาณเดือน
มีค.2551 ซึ่งผมก็ยังยืนตามนั้น ต่อจากจุดนั้นหุ้นจะขะโยกขึ้น เป็นคลื่นเล็กประมาณ
5 ลูก ซึ่งจะไปสูงสุดประมาณ เดือน กย. 2551 แล้วมันก็จะขะโยกลง เป็นคลื่นเล็กไปจนถึงต้นปี
2552
ครับ, หุ้นปี 2551 นี้ไม่ใช่ปีที่จะสดใส และจริงๆแล้วหุ้นปีที่แล้วมันก็ไม่ได้สดใส
การทำกำไรคงจะทำได้ยาก ท่านจะต้องอ่านกราฟ แล้วดูจังหวะเข้า
ดูจังหวะออก ให้ดีๆ ถ้าพลาดก็จะขาดทุนได้
....................
10 มค.2551 .... โอกาสที่จะเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้น
ท่านผู้อ่านคงจำได้ ว่า เมื่อวันที่ 6 กย.2550 ผมได้เข้า short TFEX ที่ 586 จุด
แล้ว 2 เดือนถัดมา คุณ econ ได้มาตั้งข้อสังเกตุว่า การเล่นฟิวเจอร์ระยะยาวของผมนั้นมันไม่ถูกต้อง
เพราะตอนนั้นผมขาดทุนอยู่กว่าแสนบาท แล้วเขาก็ทำนายว่า ผมจะขาดทุนได้ถึง 1,000,000
บาทต่อ 1 สัญญา
ครับ, ข้อสังเกตุของคุณ econ ทำให้ผมกลับไปคิด คือถ้าเรารู้ว่ามีคนเข้ามาปั่น SET50
โดยแนะนำให้คนไทยซื้อหุ้นพลังงานและหุ้นแบงก์ตัวใหญ่ๆ ซึ่งก็ได้ผล เพราะถึงแม้ว่าตลาดจะเป็นขาลง
แต่หุ้นตัวใหญ่ดังกล่าวมันมีน้ำหนักสูง มันทำให้ทั้ง SET และ SET50 วิ่งสวนทางขึ้นไปได้
ดังนั้นเราน่าจะปิดโพซิชั่น แล้วหันมาเล่นระยะสั้นดู แต่เนื่องจากผมต้องการพิสูจน์การเล่นระยะยาวเสียก่อน
ผมจึงไม่ได้ปิดโพซิชั่น แล้วในที่สุด SET และ SET50 มันก็ถอยลงมา และผมก็ปิดโพซิชั่นได้เมื่อ
21 ธค.2550 โดยมีกำไรอยู่ประมาณ 10,000 บาท
หลังจากปิดโพซิชั่นไปแล้ว SET50 ก็ดีดกลับขึ้นมาเกือบ 30
จุด
นั่นเป็นจุดที่เปิดโอกาสให้ผมทดลองเล่นระยะสั้นดู
ผมดูกราฟของ SET50 แล้วเชื่อว่ามันจะวกกลับลงมาใน 1-2 วัน แล้วก็จะลงมาที่ 586
อีกครั้งหนึ่งในเวลา 10-15 วัน ผมจึงได้เข้าไป short ที่ 615.90
จุด เมื่อวันที่ 26 ธค.2550 แล้วก็รอมาสิบกว่าวัน
ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมอ่านกราฟ เพราะวันนี้ (10 มค.2551)
ผมก็ได้ปิดโพซิชั่นไปที่ 584.00 ซึ่งทำให้มีกำไรประมาณ
30,000 บาท
ครับ, การเล่นฟิวเจอร์เป็นระยะสั้นๆนั้นมีโอกาสทำกำไรได้ และได้สูงกว่าเล่นยาวเสียอีก
ดังนั้นผมจึงมาขอขอบคุณ คุณ econ ณที่นี้อีกครั้งหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการทดลองแบบเสี่ยงๆดู เรื่องนี้ผมคงต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก
สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ การขึ้นลงของ SET50 นั้น ถึงแม้จะมีคนเข้ามาปั่น
แต่มันเปลี่ยนแปลงช้ากว่าหุ้นรายตัว เราสามารถดูแนวโน้มของมันได้ง่ายกว่า และทำนายทิศทางของมันได้แม่นยำกว่าการเล่นหุ้นรายตัว
ครับ, ขอขอบคุณ คุณ econ อีกครั้งหนึ่ง
.................
23 มค.2551 .... เพิ่งจะรู้ว่าตลาดหุ้นเริ่มเป็นหมี?
วันนี้มีบทความความเล็กๆ อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 2 เขาให้ชื่อเรื่องว่า
"นักวิเคราะห์ฟันธง ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ภาวะหมี"
โดยเริ่มด้วยข้อความว่า "....นักวิเคราะห์พากันวิตกว่า ความเคลื่อนใหวของตลาดหุ้นทั่วโลก
ที่พร้อมใจกันดิ่งลงเหวติดต่อกันเป็นวันที่สอง อาจเป็นสัญญาณว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะหมี
ปิดฉากภาวะกระทิงของตลาดหุ้น หลังจากมั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว
และกำลังส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม...."
นอกจากจะอ้างถึงเหตุการณ์สองสามวันที่ผ่านมา เขายังอ้างถึงคำพูดของนาย สตีเฟ่น
โป๊ป นางคาเร็น ออลเนย์ และอื่นๆอีกมากมาย แล้วเขาก็ให้ตารางมาอันหนึ่ง มันเป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ร้ายแรงในตลาดหุ้นในระยะหลายปีที่ผ่านมา
เช่น 29 ตุลาคม 2472 ตลาดดาวโจนส์ดิ่งลงมา 11% ซึ่งเรียกกันว่า
Black Tuesday, 14 ตุลาคม 2530 ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงมา 100 จุด แล้ววันที่ 19 ตุลาคม
ปีเดียวกัน ก็ดิ่งลงอีก ซึ่งเรียกว่า Black Monday,....,ล่าสุดคือ 27 กุมภาพันธ์
2550 ดาวโจนส์ดิ่งลงมา 3.3 เปอร์เซนต์ ส่วนตลาดหุ้นจีนดิ่งลงมา 9%
ครับ, ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้น และคงจะคิดว่านี่เป็นการทำนายครั้งสำคัญของชีวิต ผู้ฟังรับทราบแล้วรีบไปดำเนินการ...XYZ
เสียโดยเร็ว
ไม่หรอกครับ คนไทยเรานั้นเส้นลึกกว่านี้มาก เขาไม่ตื่นเต้นกับคำทำนายแบบนี้หรอกครับ
เขาได้รับฟังนักวิเคราะห์มามากแล้ว มันเชื่อไม่ได้เสียเป็นส่วนใหญ่ และเขาก็ไม่กลัวถ้ามันจะเป็นจริง
เพราะพวกเขาเล่นหุ้นระยะสั้น ยอมคัทลอสนิดหน่อยก็หลบพ้นแล้ว...ฯลฯ
ครับ, จริงๆแล้วเรื่องเศรษฐกิจจะถดถอย จุดสูงสุดของปีจะลดลงเรื่อยๆนี้ ผมพูดมาหลายปีแล้ว
มันอยู่ในทฤษฎีลูกคลื่น ซึ่งผมพูดมากว่า 10ปี แล้ว
คนที่เล่นหุ้นตามลูกคลื่นอย่างผม ซึ่งมีไม่ถึง 100 คนเท่านั้นที่จะเข้าใจและสนใจ
และทำประโยชน์ได้จากข้อมูลเหล่านี้ วันนี้จึงเป็นการมาเตือนให้รู้ว่าปี
2551 นี้มันจะเริ่มถดถอยแล้วเท่านั้น
แต่....บทความนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจอยู่หน่อยหนึ่ง คือมีตารางจดบันทึกวันที่ที่เกิด
panic sell เอาไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งผมอยากได้มานาน ผมต้องการมาดูว่า มันจะตรงกับวัน
panic ของตลาดไทยบ้างหรือไม่ ซึ่งก็พบว่ามันตรงกันครั้งเดียว คือ วันที่ 27 ตุลาคม
2540 ซึ่งฝรั่งบางคนเรียกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่วันที่หุ้นไทยตกแรงนั้นไปอยู่ในวันที่
OCT97-30 และ OCT97-31 (ในตารางของผมที่แนบมา) ซึ่งเหลื่อมมา 1-3 วัน (ตารางของผมใช้ข้อมูลจากวันที่
APR75-30 ถึง FEB06-17 จึงไม่มี panic sell ของสองวันที่ผ่านมา)

ครับ, เรื่องของการทำนายทิศทางตลาดหุ้นไทย เรื่องของการพิสูจน์ว่าคลื่นมีจริง..นั้นผมได้ศึกษาไปมากแล้ว
ตอนนี้ผมยึดแนวคิดว่า ถ้าไม่มีใครถาม ผมก็เก็บเงียบไว้เสียดีกว่า พูดไปแล้วกลายเป็นช่องว่างให้คนมาด่าเอาเปล่าๆ
ด่าไม่ด่าเปล่า หาว่าผมคิดจะหลอกลวงประชาชนเสียด้วย
อยากได้ความรู้เพิ่มเติมก็โทร.ไปคุยกับผมได้
................
08 กพ.2551 .... โฆษณาห่วยๆ
ผมเชื่อว่าท่านคงจะได้เห็นโฆษณาชิ้นนี้ไปแล้ว ภาพมันมี 3 ตอน ตอนที่1
เป็นภาพของผู้ชายเชยๆคนหนึ่ง นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องค้า ด้วยอาการหงอยเหงา เท้าทั้งสองข้างวางอยู่ที่พื้นปูพรม
และมีรากงอกออกมาเป็นแขนง แผ่ลงไปในพื้น แล้วก็มีเสียงบทพากย์จากด้านหลังว่า "ชายคนนี้กำลังรอซื้อ..."
ภาพตอนที่2 นั้นคล้ายๆกัน แต่เป็นภาพของผู้หญิง นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องค้า
ด้วยความเบื่อหน่าย เท้าทั้งสองวางอยู่บนพื้น มีรากงอกออกมาเป็นแผงลงไปในพื้นห้อง
แล้วก็มีเสียงพากย์จากด้านหลังว่า "หญิงคนนี้กำลังรอขาย..."
ส่วนภาพตอนที่3 เป็นภาพของชายหนุ่มที่ทันสมัย มีโน๊ตบุ๊ควางอยู่ข้างหน้า
บนจอเป็นภาพข้อมูลเรื่อง SET50 Index Futures ที่มือมีมือถือชนิดบางเฉียบ แล้วก็ยกเครื่องมือถือขึ้นแนบหู
แล้วก็กรอกคำพูดลงไปว่า "ตกลง ผมขายครับ"
แล้วก็วางหูด้วยความสบายใจ ทำให้ผู้ชมคิดไปว่า เขาได้ทำธุรกรรมที่สำคัญเสร็จสิ้นไป
และคงจะมีกำไรมหาศาล
ครับ, ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ออกแบบ ใครเป็นผู้เขียนสคริฟท์ ใครเป็นผู้แสดง ใครเป็นผู้กำกับ
และใครเป็นผู้อนุมัติให้เอาโฆษณาชิ้นนี้ออกสู่สายตาประชาชน
แต่ผมสรุปได้ว่า เขาเหล่านั้นทั้งหมด ต่างไม่มีความรู้ในเรื่องตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์เลย
และโฆษณาชิ้นนี้จะยิ่งซ้ำเติมนักลงทุนของไทยอย่างรุนแรง
ทำไมหรือ?
เหตุผลของผมคือ
1. ตลาดฟิวเจอร์นั้นไม่ใช่ตลาดขายรถยนต์มือสอง คุณจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกรอกคำพูดเข้าไปว่า
"ตกลง ผมขายครับ" ไม่ได้ เพราะคุณต้องโทรถึงโบรกเกอร์, ต้องบอกรุ่นของฟิวเจอร์,
ต้องบอกว่า จะซื้อ หรือ จะขาย, ต้องบอกราคา, แล้วก็ต้องรอผล, จะขายได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่ตลาด
ซึ่งโบรกเกอร์จะแจ้งมาให้ทราบ และที่สำคัญที่สุดคือ การซื้อหรือขายนั้นมันแค่เป็นจุดเริ่มต้นของสัญญา
จะมีกำไรหรือขาดทุนย่อยยับแค่ใหนก็ต้องรอดูผล ผลจะเกิดก็เมื่อคุณสั่งปิดสัญญา จะมาแสดงว่าสบายใจในตอนซื้อหรือขายไม่ได้
เพราะ...มันเป็นการซื้อขายล่วงหน้า
2. การสั่งซื้อสั่งขายในตลาดหุ้นของไทยนั้น ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือฟิวเจอร์
มันก็เป็นระบบที่เท่าเทียมกันทั้งนั้น ทุกคนสามารถเรียกดูข้อมูลได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์
สามารถสั่งซื้อขายผ่านคอมพิวเตอร์ ผ่านโบรกเกอร์ด้วยมือถือ ผ่านมือถือโดยตรง...ได้ทั้งนั้น
ดังนั้นจึงไม่มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในระหว่างคนไปสั่งซื้อขายในห้องค้า
กับคนที่นั่งในออฟฟีส ต่อให้มีซูปเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะ ถ้าคุณยังใช้โทรศัพท์มือถือ
แล้วสั่งด้วยวาจา มันก็ไม่เร็วไปกว่ากันเท่าใดนัก การที่คนบางคนต้องนั่งรอจนออกรากนั้นเป็นเพราะ
เขารอให้ราคามันขึ้น หรือราคามันลงจนถึงจุดที่เขาพอใจมากกว่า มันไม่ใช่ไม่มีเทคโนโลยี
3. ไม่ว่าคุณจะเล่นหุ้น หรือเล่นฟิวเจอร์ เราก็ต้องรอดูว่าตลาดจะไปในทางทิศใหนด้วยกันทั้งนั้น
เล่นฟิวเจอร์นั้นก็มีความเสี่ยงพอๆกับเล่นหุ้น อย่าคิดว่าฟิวเจอร์เป็นของใหม่
แล้วความทันสมัยจะช่วยท่านได้
ครับ, ผมอยากจะสรุปไว้ตรงนี้เลยว่า การจะเล่นหุ้น หรือเล่นฟิวเจอร์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยอะไรเลย
ใช้โทรศัพท์บ้านก็พอ แต่ท่านต้องมีเทคโนโลยีด้านการทำนายทิศทางหุ้นและทิศทางของดัชนีที่ดี
และท่านก็หนีไม่พ้นที่จะต้องนั่งรอให้หุ้นหรือดัชนีมันขึ้นหรือลงจนถึงจุดที่พอใจ
ในการนั่งรอนี้ ท่านต้องใช้สมาธิ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีมากว่า
3,000 ปีแล้ว สมาธินั้นนอกจากจะป้องกันความเซ็งแล้ว มันยังทำให้จิตใจเราเป็นกลาง
ทำให้เห็นทิศทางที่แท้จริงของหุ้นและฟิวเจอร์ได้ดีขึ้น
ครับ, มันเป็นเรื่องปรกติ ที่คนด้านการโฆษณาจะไม่เข้าใจเรื่องหุ้น เรื่องการซื้อขายฟิวเจอร์
แต่คนที่ไปอนุมัติให้เอาโฆษณาชิ้นนี้ออกทีวีนั้นมันงี่เง่าสิ้นดี
ถ้าคนที่ทำงานด้านตลาดเองยังไม่มีความรู้ แล้วนักลงทุนจะไปพึ่งใครได้?
.................
25 กพ.2551 .... ทำไมคนไทยจึงถูกหลอกได้ง่าย?
แชร์รถยนต์กำลังเป็นข่าว หนังสือพิมพ์เอามาตีแผ่กันทุกวัน แม้แต่เต้นขายรถยนต์มือสองก็โดนโกง
แล้วเขาก็ยังเชื่อกันว่า จะมีการโกงกันแบบนี้อีกมาก
ทำไมถึงเป็นอย่างนี้? ทำไมคนไทยจึงถูกหลอกได้โดยง่าย?
คำตอบก็คือ คนไทยส่วนใหญ่ตกเลขคณิต
เราเรียนกันมามาก แต่ไม่มีความเข้าใจ ไม่สามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง
เมื่อสองสามวันก่อน เขามีรายการแบบสนทนาพาทีของชาวบ้าน เขาพูดถึงเรื่องการที่จะปลดหนี้ของพวกเขา
ในรายการนั้นก็มีคนทำตัวเป็นปราชญ์ ออกมาเสนอแนะว่า ให้ทุกคนปลูกต้นไม้ให้ได้คนละ
20,000 ต้น แล้วจะปลดหนี้ได้ ปราชญ์ผู้นั้นบอกว่าได้ทดลองมาแล้วกับตนเอง
ท่านบอกว่าค่อยทำค่อยไปก็ได้ แค่ 3 ปีกว่าๆก็ปลดหนี้กว่า 20,000 บาทได้หมด และเมื่อมองระยะยาว
ท่านบอกว่า เมื่อน้ำมันหมดโลก ท่านจะเป็นเศรษฐีน้ำมันไบโอดีเซล เพราะท่านปลูกพืชน้ำมันเอาไว้เยอะ
ครับ, ไม่มีใครทักท้วงเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งพิธีกร และปราชญ์ชาวบ้านตัวจริง ต่างยอมรับในแนวคิดอันนั้น
แต่...ผมไม่เชื่อ เพราะ เมื่อเอาคณิตศาสตร์เข้าจับ จะพบว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้
เอากันง่ายๆ สมมุติว่าท่านตกลงปลูกปาล์มน้ำมัน ที่ดิน 1 ไร่จะปลูกได้ประมาณ 25
ต้น ถ้าจะปลูกให้ได้ 20,000 ต้น ท่านก็ต้องใช้ที่ดินคนละ 20,000/25=800
ไร่ ที่ดินของประเทศไทยเรานั้นเอามาเฉลี่ยแล้วได้ไม่ถึง 10
ไร่ต่อ 1 ครอบครัว แล้วท่านจะไปเอาที่ดินที่ใหนมาปลูก? ทำเป็นสวนลอยแบบอีเด็นขึ้นไป
80 ชั้นมันถึงจะพอ แต่ถ้าทำแบบนั้น ท่านคิดว่าสวนชั้นผิวดินมันจะมีแสงสว่างลงมาถึงหรือ?
ครับ, แชร์แม่ชม้อย แชร์ที่ดิน แชร์รถยนต์ แชร์เอ็มแอลเอ็ม ตลาดเครื่องสำอางพอกหน้า
ตลาดรถมือสองถูกๆ ...ก็เกิดจากตรงนี้แหละ หลายคนบอกว่าคนไทยถูกหลอกเพราะมีความโลภเป็นเหตุ
แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ พวกเขาไม่รู้ต้นทุนและกำไร พวกเขาคำนวณไม่เป็น พวกเขาคำนวณหาค่าความเสี่ยงไม่ได้
และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือในตลาดหุ้น
ทุกคนบอกว่า ตลาดหุ้นนั้นเป็นแหล่งลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่เท่าที่ผมเห็นมา
นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีคำนวณหาความเสี่ยง ดัชนีพุ่งขึ้นมาจาก
720 มาเป็น 825 ในเวลาแค่เดือนกว่าๆ แต่โบรกเกอร์ยังเชียร์ว่า BANPU จะไปถึง 500-600
บาทต่อหุ้น คนไทยก็ยังเชื่อกันได้
ครับ, คณิตศาสตร์นั้นสำคัญต่อชีวิต แต่คนไทยส่งคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว
ไม่ช้าตลาดก็จะแตกดังโพละ ถึงตอนนั้นก็อย่าร้องไห้ก็แล้วกัน
.............
28 สค. 2551 โปรแกรมเพื่อเล่น TFEX (ตอนที่1)
ผู้เข้าชมเว็บนี้คงสังเกตุเห็นได้ว่า ผมไม่ได้เขียนบทความมาหลายเดือนแล้ว หลายๆคนสงสัยว่าผมหายไปใหน
และบางคนที่อยากปิดเว็บไซท์นี้ก็คงจะดีใจ เพราะคิดว่าผมคงจะหมดแรง และคงจะปิดเว็บในเร็วๆนี้
เปล่าครับ, ผมไม่ได้ไปใหน ผมไปเร่งทำโปรแกรมเพื่อใช้เล่น TFEX ชนิดระยะสั้น
เร่งจนไม่มีเวลาที่จะเขียนบทความ และถึงวันนี้ผมเห็นว่าโปรแกรมชุดนี้พร้อมที่จะใช้งานแล้ว
ผมจึงจะขอมาแนะนำโปรแกรมใหม่นี้ให้ท่านรู้จัก
โปรแกรมชุดนี้ให้เรียกว่า TFEX3 มันมี 3 โปรแกรม และโปรแกรมที่ออกรายงานเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ คือ AE21A ตัวอย่างรายงานอยู่ในหน้า Stock Section รายงานนี้เรียกว่า Status of the Last 14 Days
จากชื่อของรายงาน ท่านคงพอจะเดาออกว่า มันคือรายงานเพื่อบอกว่า โปรแกรมมันเล่น TFEX แล้วมีสถานะเป็นอย่างไรในห้วง 14 วันที่ผ่านมา รายงานนี้มีหลายคอลั่มน์ ซึ่งผมจะทะยอยอธิบายให้ฟัง วันนี้ผมขอให้ดูที่คอลัมน์ที่ชื่อว่า Status เสียก่อน เพราะมันคือข้อมูลที่สำคัญที่สุด เมื่อเข้าใจคอลั่มน์นี้แล้วจะเล่น tfex ได้เลย
Status คือสถานะของโปรแกรม รหัสที่ใช้มีสองอย่าง คือ รหัส= 1 = มันถือโพซิชั่น long, ส่วน รหัส= -1 = มันถือโพซิชั่น short ผมขอแนะนำให้ท่านกอปปี้รายงานของวันนี้(28 สค.2551)เอาไว้ ทั้งนี้เพราะรายงานนี้จะเปลื่ยนไปทุกวัน ท่านใดที่ไม่ทันกอปปี้เอาไว้ให้ขอได้ทางอีเมล์(คลิกที่ email to Dr Punya)
จากรายงานของวันที่ 28 สค.2551 นี้ท่านจะเห็นได้ว่า โปรแกรมถือโพซิชั่นเป็น long ตั้งแต่ AUG08-15 หรือคือวันที่ 15, เดือน สิงหาคม, ปี 2008 (หรืออาจถือมาก่อนนั้นก็ได้) แล้วก็มาเปลี่ยนโพซิชั่นเป็น short ในวันที่ AUG08-21 การเปลี่นสถานะนี้จริงๆแล้วพวกเราจะทำตามได้ในวันถัดมา ทั้งนี้เพราะพวกเราจะเห็นรายงานในตอนเย็นของวันที่ออกรายงาน การเทคแอกชั่นช้ากว่าโปรแกรมไป 1 วันนี้อาจทำให้กำไรหดไปบ้าง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะการขึ้นลงของ tfex นั้นคาดเดาเป็นวันต่อวันไม่ได้ เราอาจได้ราคาที่ดีกว่าของวานนี้ก็เป็นได้ ท่านต้องอาศัยการเฝ้าหน้าจอสักครึ่งวัน แล้วตัดสินใจปิดโพซิชั่นในตอนภาคเช้า แล้วกลับเข้าไปถือโพซิชั่นตามที่โปรแกรมแนะนำในภาคบ่าย
ครับ, หลังจากวันที่ 21 สค.2551 เป็นต้นมา โปรแกรมก็ถือโพซิชั่นเป็น short มาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ซึ่งก็หมายความว่า พวกเราจะถือโพซิชั่น short ตามมันมา
ครับ, ตอนนี้โปรแกรมถือ short มา 8 วันแล้ว ซึ่งก็นานพอสมควรแล้ว ผมจึงคาดเดาว่า โปรแกรมน่าจะเปลี่ยนโพซิชั่นอีกครั้ง ในเวลาไม่นานนัก เรื่องนี้ท่านอาจดูข่าวสารการเมืองและจากต่างประเทศเข้าประกอบ และอาจปิดโพซิชั่นก่อนโปรแกรมก็ได้ แต่ถ้าจะให้ง่าย ท่านรอดูสัญญาณในคอลั่มน์ status จะดีกว่า ทั้งนี้เพราะ มีหลายครั้งในการเล่นของโปรแกรม มันถืออยู่ 3-4 เดือน แล้วมันก็ทำกำไรได้สูงกว่ามาก
ครับ, วันนี้เอาแค่นี้ก่อน
ปล. ถ้าท่านยังไม่แน่ใจในโปรแกรมนี้ ท่านก็ทดลองเล่นแบบชกลมไปก่อนก็ได้ คือวันใหนที่โปรแกรมเปลี่ยนโพซิชั่น ท่านก็สมมุติว่าเข้าเทคตามในวันรุ่งขึ้น โดยเอาราคา tfex ในตอน 10.00 น.เป็นราคาซื้อขาย แล้วไปคำนวนกำไร-ขาดทุนดู
................................
17 กย.2551 เมื่อใหร่หุ้นจะหยุดลงเสียที?
นี่คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ ซึ่งผมได้เคยพูดมาหลายทีและพูดนานมาแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากฟัง
ฟังแล้วก็ไม่เข้าหู เพราะมันไม่สบอารมณ์
ครับ, เมื่อกลางปีที่แล้ว(2550) ผมเตือนว่า คลื่นเศรษฐกิจจะเริ่มเป็นขาลง มันกำลังเข้าสู่เฟสที่3
ซึ่งจะยาวประมาณ 3 ปี เฟสนี้ปีแรกจะลงไม่มาก แต่อีกสองปีจะลงแรงมาก ผมจึงไม่แนะนำให้เล่นหุ้น
ตัวผมเองก็หยุดเล่นหุ้น ซึ่งหลายคนสังเกตเห็น และได้ถามเข้ามาว่าทำไมไม่เล่นหุ้น
นอกจากนี้แล้ว เมื่อตอนต้นปีนี้(กพ.-มีค.2551) ผมก็ทำนายว่าดัชนีจะลงไปถึง
620 ทั้งๆที่นักวิเคราะห์เขาชี้เป้าไปที่ 920-960 พวกนักวิเคราะห์ที่เกลียดผม(เพราะถ้าทุกคนเชื่อผม
คือไม่เล่นหุ้นในเฟสที่3 ของคลื่นเศรษฐกิจ มันก็จะไม่มีการซื้อขาย แล้วพวกเขาก็จะอดตาย)ก็ไปโพสต์ด่าผมในพันทิพดอตคอม
เขาด่ากันสนุกมาก
แล้ววานนี้เป็นอย่างไร?
ดัชนีหลุด 620 ลงมาอยู่หลายชั่วโมง
แต่ถึงจะกลับมาปิดสูงกว่า 620 ได้ มันก็ไม่ได้หมายความว่า วันนี้ และวันต่อๆไปจากวันนี้
มันจะไต่ขึ้นไปได้ เพราะถ้าท่านดูอย่างใจเป็นกลาง สภาวะตลาดเงินของสหรัฐก็ยังจะวุ่นวายต่ออีกนาน
และมันอาจลากเอาเศรษฐกิจทั้งโลกถดถอยไปด้วย
ครับ, ผมขอยืนยันว่า ใน 4-5 ปีข้างหน้า หุ้นไทยยังจะถดถอยลงไปอีก
แต่มันไม่ใช่ลงตลอดเวลานะครับ ธรรมชาติของหุ้นนั้นมันมีขึ้นมีลงตลอดเวลา มันจะขึ้นเพราะคลื่นรายปีและคลื่นรายเดือนได้
แต่แนวโน้มก็คือ มันขึ้นน้อย แต่ลงมาก คลื่นรายปีนั้นจะแกว่งประมาณ +10% กับ -30%ต่อปี
ส่วนคลื่นเล็กรายเดือนนั้นจะแกว่งประมาณ +5% กับ -15%ต่อ 41 วัน
เมื่อรู้ทิศทางของหุ้นไทยแล้ว ท่านจะทำอย่างไร?
หลายคนบอกว่า ตลาดก็ไม่ได้ลงทุกตัว แม้ในวันที่เลวร้ายสุดๆ อย่างวันที่ 11 กย.
หรือเมื่อวานนี้ เรามีหุ้นที่สวนทางขึ้นไปได้หลายสิบตัว เราก็เลือกให้ถูกตัวก็แล้วกัน
ถ้าคิดเองไม่ได้ก็ให้ถามนักวิเคราะห์เอา
หลายคนอาจบอกว่า เจ้าแนวโน้มที่ผมทำนายไว้นั้นมันไม่มีประโยชน์ เพราะมันเป็นแนวโน้มระยะยาว
เรามาเล่นหุ้นรายวันก็ได้ ทุกวันมีหุ้นทั้งขึ้นและลง มันต้องดูที่เหตุการณ์บ้านเมืองและข่าวจากบริษัท
ถ้าท่านคิดเองไม่เป็นก็ฟังเสียงของนักวิเคราะห์ได้ พวกเขาชำนาญการในเรื่องนี้
ฯลฯ
ครับ, ถ้าท่านอยากจะเสี่ยงแบบนั้น ก็ตามใจท่าน ผมไม่ขัด
แต่ที่ผมอยากจะเตือนไว้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านอย่าเชื่อคนที่เข้ามาบอกว่าฝรั่งนั้นมีต้นทุนที่
690 และฝรั่งจะหยุดขายแล้ว ทั้งนี้เพราะ จริงๆแล้วหุ้นที่ฝรั่งถืออยู่ในมือประมาณ
2 ล้านล้านบาทนั้น มันมีต้นทุนต่ำกว่า 0 บาทต่อหุ้น
ในการคำนวณหาต้นทุนของหุ้นในมือกองทุนต่างชาตินั้น เขาไม่ได้ดูจากการเข้ามาช้อนซื้อครั้งสุดท้าย
วิชาเลขคณิตนั้นคุณครูท่านสอนมานานแล้วว่า
ราคาทุนของหุ้นในมือ=(จำนวนเงินที่นำเข้ามาทั้งหมด - จำนวนเงินที่เอากลับไปแล้ว)/จำนวนหุ้นที่คงเหลืออยู่ในมือ
ครับ, เจ้าตัวเลข 3 ตัวที่ใช้ในสูตร์ข้างบนนี้ ถ้าจะหากันจริงๆก็พอทำได้ มันอยู่ในมือของแบงก์ชาติ
แต่เขาไม่สนใจที่จะคำนวนให้เรา ผมจึงต้องประมาณเอา
จากบทความในวารสารด้านการเงินของต่างชาติ เขาบอกว่า กองทุนต่างชาติที่เข้ามาเล่นหุ้นในประเทศไทยนั้นมีกำไรประมาณ
28-30 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่พวกเขานำเงินออกไปประมาณ 2 ใน 3 หรือคือเอากำไรกลับไปประมาณ
20 เปอร์เซนต์ของทุนที่นำเข้า ด้วยอัตราการถอนออกไปอย่างนี้ ทุนทุกก้อนที่นำเข้ามาจะได้คืนไปหมดภายในเวลา
5 ปี แต่เราเปิดตลาดมาเกือบ 30 ปีแล้ว ดังนั้นกองทุนต่างชาติพวกนี้ได้ถอนทุนไปจนหมดแล้ว
หุ้นที่เหลืออยู่ในมือ 2 ล้านล้านบาทนั้นจึงเป็นกำไรที่สะสมไว้อยู่ในรูปของหุ้นเท่านั้น
ครับ, โดยสรุปแล้ว หุ้นที่กองทุนต่างชาติถืออยู่ในขณะนี้มันไม่มีต้นทุน พวกเขาจะขายต่อไปอีกเท่าใดก็ได้
ในราคาใดก็ได้
รู้อย่างนี้แล้วท่านจะทำยังไง?
ทำใจเสียเถอะ หุ้นไทยยังลงได้อีกมาก มันขึ้นอยู่กับความคิดของต่างชาติเหล่านี้เท่านั้น
ถ้าเขาจะเลิกเล่นหุ้นไทย SETก็อาจลงต่ำกว่า 100 ได้ ท่านดู SET50 และ SET100 ซิครับ
ตอนนี้มันต่ำกว่าจุดเริ่มต้น(ที่ 500 และ 1000)ไปแล้ว
....................
23 ตค.2551 .... ให้บจ.ซื้อหุ้นตนเองได้, เพื่อใคร?
หุ้นตกมาเป็นเวลาเกือบ 7 เดือนแล้ว แล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ผู้บริหารตลาด
และ กลต.ก็เลยเสนอแนะว่าจะอนุญาตให้บริษัทจดทะเบียนเข้าซื้อหุ้นของตนเอง และหวังว่าหุ้นจะหยุดตก
ครับ, การอนุญาตให้บริษัทซื้อหุ้นจากตลาดคืนมาอยู่ในมือนั้นจะทำให้ราคาหุ้นขึ้น
ทั้งนี้เพราะปริมาณหุ้นในตลาดจะลดลง เมื่อ จำนวนหุ้นลดลง แต่ความต้องการยังอยู่เท่าเดิม
ราคามันก็ต้องขึ้น นี่เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ธรรมดาๆ ใครๆก็รู้
แต่ผู้บริหารตลาดและกลต.จะคิดแบบซื่อๆอย่างนั้นไม่ได้ มันจะกลายเป็น ซื่อบื่อ ไปเสียเปล่าๆ
เหตุผลของผมก็คือ
1. เมื่อออกแนวนโยบายดังกล่าวแล้ว ผู้บริหารของ บจ.ต่างๆจะคิดอย่างไร? มีใครที่ใหนที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของบริษ้ทแต่เพียงอย่างเดียว?
ไม่มีหรอกครับ เพราะถ้าเขาคิดว่าทำแล้วหุ้นขึ้น เขาก็ต้องเอาเงินส่วนตัวเข้าซื้อเสียก่อน
แล้วค่อยเอาเงินบริษัทเข้าซื้อ เมื่อราคาขึ้นแล้วก็ขายหุ้นในมือของตนออกไป การห้ามไม่ให้ผู้บริหารซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเป็นผู้บริหารนั้นมันไม่ได้ผลหรอก
เพราะเขาสามารถใช้ชื่อ พี่ น้อง ลูก หลาน คนใช้ และคนสนิท ซื้อได้
แต่ถ้าเขาคิดว่า เอาเงินบริษัทเช้าซื้อหุ้นของบริษัทแล้วราคาจะยังใหลลงต่อ เขาก็ได้โอกาสทำเงินอีกเช่นกัน
คือเอาเงินบริษัททุ่มซื้อจนหมด แล้วก็รอไปสักระยะหนึ่ง เมื่อราคาใหลลงจนเกือบต่ำสุดก็เชิญกรรมการบริหารมาประชุม
แล้วก็แจ้งว่า เงินสดในมือของบริษัทจะหมดแล้ว การจะไปกู้จากแบงก์มาเพิ่มนั้นก็มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ย
แล้วเขาก็เสนอให้ขายหุ้นออกไปก่อน โดยเขาจะหาคนมาซื้อเป็นล็อตใหญ่ให้ เสร็จแล้วเขาก็เอาบริษัทส่วนตัว
หรือของพรรคพวกกันเข้ามาซื้อ การซื้อบิ๊กล็อตนั้นเขาทำกันตอน 10 นาทีก่อนปิดตลาด
และบ่งชื่อผู้ซื้อกับผู้ขายได้ มันจึงไม่มีใครเข้ามาตัดหน้าซื้อไปได้ และเมื่อตลาดเป็นปรกติแล้ว
เขาก็เอาหุ้นนั้นออกขายทำกำไร
ครับ, แนวคิดของผู้บริหารตลาดและกลต.นี้จึงเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้บริหารบจ.ทำเงินเข้ากระเป๋าอย่างแยบยล
2. ผมอยากให้พวกเราย้อนถามผู้บริหารตลาดและกลต.ว่า การอนุญาตให้บจ.ซื้อหุ้นของตนเองกลับนั้นจะทำให้ราคาหุ้นดีดกลับได้
แล้วทำไมตลาดจึงมีข้อห้ามเอาไว้? แล้วอยู่ๆมายกเลิกข้อกำหนดนี้ไป มันจะไม่เป็นการละทิ้งนโยบายเดิมไปหรือ?
ครับ, ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเขามีข้อห้ามการซื้อหุ้นของตัวเองกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารเอาเปรียบนักลงทุน
พวกเขาจะสามารถปั่นราคาหุ้นได้ การอนุญาตให้ซื้อหุ้นของตนเองนั้นมันร้ายยิ่งกว่าการอนุญาตให้บริษัทถือหุ้นใขว้กันเสียอีก
เพราะมันปั่นและทำกำไรได้ด้วยตัวผู้บริหารเพียงบริษัทเดียว ไม่ต้องไปพึ่งพาอาศัยผู้บริหารของบริษัทอื่นเลย
3. ผู้ที่จะได้รับผลทางลบนั้นไม่ได้มีแต่นักลงทุนรายย่อยไทย คนที่จะโดนหนักคือนักลงทุนต่างชาติ
เพราะพวกเขาจะขาดทุนเมื่อตลาดยอมให้บจ.ปั่นหุ้นได้ นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้เขาผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาแล้วทั้งนั้น
เขาสอนต่อๆกันมาเป็นร้อยปีแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศใดทำอย่างนี้เมื่อใด เขาก็ต้องขายหุ้นทิ้งให้หมดพอร์ต
แล้วแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน
ครับ, ผมไม่รู้ว่าผู้บริหารตลาดและ กลต.นั้นไม่รู้เรื่องที่ 3 นี้หรือยังไง จึงได้เสนอแนวคิดอันนี้ออกมา
ถ้าท่านยังยืนการที่จะออกระเบียบนี้ โดยบอกว่าคิดอย่างซื่อๆ ผมก็ขอบอกว่า มันเป็นความคิดแบบ ซื่อบื้อ จริงๆ
.................
28 ตค.2551... ทำไมวานนี้หุ้นไทยจึงตกถึง 10 เปอร์เซนต์
วานนี้หุ้นไทยตกจนต้องให้หยุดการซื้อขายไป 30 นาที หลายๆคนคงบอกว่า เป็นเพราะเกิดภาวะวิกฤตในตลาดการเงินของโลก
แต่ผมขอถามย้ำว่าทำไมจึงตกมากกว่าประเทศอื่นๆ และตกจนถึงระดับที่ต้องหยุดการซื้อขายไป
30 นาที
ครับ, ท่านอาจไม่ได้นึกย้อนหลังไป เรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนก็คือ เมื่อวันพุธที่
22 ตุลาคม ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารของ กลต. และประธานสมาคมหลักทรัพย์ไปสัมนากัน
แล้วก็พูดว่า หุ้นไทยจะใหลลงต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี
จากการชี้นำของคนเหล่านี้ หุ้นไทยดิ่งลงไปเกือบ 10 เปอร์เซนต์ในวันศุกร์ที่ 24
แล้วก็มาดิ่งลงเกิน 10 เปอร์เซนต์เมื่อวานนี้
ครับ, ผมได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่า ผู้บริหารระดับนี้ไม่ควรจะมาทำนายทิศทางของหุ้น
คำพูดของคนระดับนี้มีผลต่อตลาด เขาเหล่านี้ควรปล่อยให้ผู้วิเคราะห์ทั่วไปเป็นผู้ทำกัน
คนระดับผู้วิเคราะห์นั้นเขาวิเคราะห์แล้วก็แนะนำนักลงทุนเป็นรายตัว และถึงแม้ว่าจะพูดผ่านทีวี
มันก็ได้ผลในวงแคบ เพราะทำนายมามากแล้ว มันมีทั้งถูกและผิด คละกันไป
แล้วทำไมผู้บรหารระดับสูงจึงชอบมาพูดเรื่องทิศทางของตลาดหุ้น?
ตีความได้ทางเดียวคือ เขาอยากดัง
ที่จริงแล้วคนเหล่านี้เคยผ่านงานจากธปท. หรืออย่างน้อยก็ผ่านงานธนาคารพาณิชย์มาแล้ว
พวกเขาย่อมรู้ดีว่า ธปท.และธนาคารพาณิชย์นั้นต้องไม่พูดถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ย
และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ครับ, เลิกอยากดังกันได้แล้ว คนเขายอมรับให้มาดำรงตำแหน่งเหล่านี้เพราะเขาเชื่อว่ามีการกลั่นกรองหรือสรรหามาเป็นอย่างดีแล้ว
ถ้าท่านยังทำลายตลาดอีก ท่านอาจอยู่ไม่ได้ ลองนึกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แล้วจะหนาวสั่น
แค่หุ้นตกไป 10 เปอร์เซนต์ มันก็ทำให้คนที่ยอมถือหุ้นไว้
เสียเงินไป กว่า 0.10*3.451=345,000 ล้านบาท(3.451 ล้านล้านบาท คือมาร์เก็ตแคบของวันศุกร์ที่
24 ตุลาคม)
............