เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2552
............

23 มค.2552 ..... เมื่อใหร่หุ้นจะหยุดลงเสียที(ถามเป็นครั้งที่2)?


จำบทความเมื่อวันที่ 17 กย. 2551 ได้ใหม ในบทความนั้นผมบอกว่า หุ้นไทยเมื่อมองระยะยาว มันเป็นขาลง และจะลงไปอีก 2-3 ปี แต่ก็ได้บอกไว้ว่า มันไม่ได้ใหลลงตลอดเวลา มันจะมีคลื่นรายปีและรายเดือนเข้ามาผสม แล้วก็ทำให้มีการขึ้นลงสลับกันไป เพียงแต่ว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ มันจะขึ้นน้อย แต่ลงลึกกว่า


ครับ, ตอนนี้มันลงมาประมาณ 6 เดือนแล้ว และถึงเวลาที่คลื่นรายปีจะดันให้มันกลับขึ้นมาได้สัก 6 เดือน แต่ผมก็ยังไม่แนะนำที่จะให้ท่านเข้ามาเล่นหุ้น เพราะโอกาสขาดทุนจะมีมากกว่าโอกาสกำไร เจ้า SET นั้นอาจขึ้นจาก 400 ไปสู่ 500-550 เท่านั้น ท่านต้องเข้าให้ถูกจังหวะจริงๆจึงจะมีกำไร


ขึ้นไป 500-550 แล้วมันจะไปใหนต่อ?


รอดูกันนะครับ เมื่อมันเข้าใกล้ 500 นักวิเคราะห์จะชี้เป้าไปที่ 800-900 กันอีก นักวิเคราะห์หลายท่านกำลังเชียร์ให้ท่านเก็บหุ้น คำถามในหน้าจอทีวีเริ่มพุ่งไปในแนวนั้น นักวิเคราะห์เริ่มบอกว่าในตอนนี้หุ้นหลายตัวน่าซื้อแล้ว แต่ก็บอกว่าให้เลือกให้ดีๆ เพราะหุ้นส่วนใหญ่ยังเป็นขาลง

ครับ, มันจะไม่ไปที่ 800-900 นะครับ เพราะถึง top ของปีแล้วมันก็จะลง ผมคาดว่าจะลงถึง 250-300


ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า จะเลือกหุ้นดีๆได้อย่างไร?

เรามีวิธิการที่ง่ายๆอยู่หลายวิธี เช่น (1)ดูผลประกอบการย้อนหลังไปสัก 2-3 ปี (2)ดูประเภทของธุรกิจ (3)ดูสภาวะเศรษฐกิจ (4)ดูนโยบายของรัฐบาล (5)ดูชื่อผู้บริหาร (6)ดูชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ....ฯลฯ
ครับ, แนวทางกาวิเคราะห์เหล่านี้ฝรั่งใช้กันมายาวนานเป็นร้อยปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้ผล

แต่.....มันใช้ได้กับตลาดของฝรั่งเท่านั้น ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะหุ้นในตลาดฝรั่งนั้นเขาดีพอๆกัน โอกาสที่จะเจ้งแล้วออกจากตลาดไปมีน้อย และหุ้นเกือบทุกตัวมันใหญ่ มีหุ้นกระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่มีใครปั่นได้ และผู้บริหารเขาเป็นมืออาชีพทั้งนั้น


ครับ, อย่าไปพยายามค้นหาหุ้นเด่นหรือหุ้นดีเลยครับ หุ้นไทยมันปั่นกันได้เกือบทั้งนั้น มันขึ้นอยู่ที่นักปั่นหุ้น ว่าเขาจะปั่นตัวใหน ผมนั้นจะเลือกเอาแต่ตัวที่นักปั่นเขาไม่สนใจ และขึ้นลงเป็นไซเคิลที่ตรงกับ SET ตัวที่เขาปั่นกันมากอย่างเช่น BANPU, PTT, JAS, IEC ผมไม่เคยซื้อ และมันก็เห็นผล คือ ผมไม่ขาดทุนเหมือนกับหลายๆคนที่เข้าไปเล่นหุ้นปั่นในปีที่แล้ว


พูดถึงเรื่องนี้แล้วต้องขอปรบมือให้กับประธาน กลต.คนปัจจุบัน เพราะท่านเริ่มปราบนักปั่นหุ้นได้หลายรายแล้ว และคงจะทำให้ตลาดสะอาด และน่าลงทุนมากขึ้น


สรุปคือ เล่นหุ้นตามทฤษฎีลูกคลื่นนั้นดี และง่าย ที่สุด และหนีจากหุ้นปั่นให้จงได้

..........

 

15 มีค.2552 ...... กบข.เล่นหุ้นเป็นหรือเปล่า?


ข่าวตอนแรกมีออกมาว่า กบข.ขาดทุนหุ้นใป 74,000 ล้านบาท ข่าวต่อมาบอกว่าไม่ใช่ มันเป็นแค่การขาดทุนกำไรไป 16,000 ล้านบาท ข่าวต่อมาบอกว่า ไม่มีความเสียหายใดๆ มันเป็นแค่การปรับพอร์ตและการลงบัญชีเท่านั้น


ครับ, มันเป็นข่าวที่สับสน และทำให้เกิดคำถามว่า กบข.เล่นหุ้นเป็นหรือเปล่า?


เรื่องนี้วิเคราะห์ได้ไม่ยาก คือดูจากข่าวของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 14 มีนาคม 2552 ก็พอ ในข่าวดังกล่าวนั้นเขามีชาร์ทแสดงสัดส่วนของการลงทุน กับตารางหุ้นที่ กบข.ถืออยู่ กบข.ลงทุนเป็นหุ้นในประเทศและต่างประเทศ 7.00% และ 9.07% ตามลำดับ และถือกองทุนอื่นๆที่อาจมีการถือหุ้นในประเทศและต่างประเทศอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่น่าจะมีผลมากนัก ดูตามนี้ก็จะเห็นได้ว่า กบข.ไม่ได้โหมไปเล่นหุ้นมากมายอะไร มันเป็นสัดส่วนที่เป็นไปตามตำราในยุคปัจจุบัน
ส่วนเรื่องตัวหุ้นนั้น เมื่อกวาดสายตาดู มันก็เป็นหุ้นที่ดีๆทั้งนั้น กบข.ถือหุ้นไทยอยู่ 29 ตัว เช่น SCC, BAY, PSL, PTTEP, MINT, TTA, MARKO, BANPU, TCAP, BBL...และหุ้นเหล่านี้ก็ขาดทุนไปประมาณ 40-60 เปอร์เซนต์ ซึ่งเท่าๆกับหุ้นอื่นๆและการลดลงของดัชนี


ครับ, ใครที่กำลังโจมตี กบข. และไปชี้ชวนให้ข้าราชการที่เป็นเจ้าของเงินไปฟ้องศาลนั้น ผมเห็นว่าควรหยุดพูดได้แล้ว คุณไม่มีทางเอาผิดกับผู้บริหารได้เลย เขาทำตามตำราในยุคปัจจุบัน และเขาได้รับอนุมัติจากบอร์ดในเรื่องสัดส่วนการลงทุน และชนิดของหุ้นไว้แล้ว


แต่....มันน่าเสียดาย ที่บอร์ดและผู้บริหารของ กบข.ยังตามไม่ทันเทคโนโลยีทางด้านนี้


เรื่องนี้ ถ้าให้ผมบริหาร ผมจะไม่ทำให้ขาดทุน และเวลากำไรก็จะกำไรมากกว่าที่ กบข.ทำไว้


หลักการสำคัญของการเล่นหุ้นก็คือ ราคาหุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นไซเคิลระยะยาวประมาณ 11 ปีอยู่ด้วย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมค้นพบมาประมาณ 12 ปีแล้ว ผมเรียกมันว่า คลื่นเศรษฐกิจ คลื่นอันนี้มันไปสูงสุดที่ 1700 จุด เมื่อต้นปี 2537 แล้วก็ลงไปต่ำสุดที่ 207 เมื่อปลายปี 2541 แล้วก็กลับมาสูงสุดที่ 915 จุด เมื่อปลายปี 2550 ดังนั้นผมจึงได้หยุดการเล่นหุ้นมา 2 ปีแล้ว ผมรู้ว่า จากปี 2550 ถึง 2555 หุ้นจะเป็นขาลง และมันก็เป็นดังคาด


ครับ, ทางด้านอัตรากำไรนั้น ผมทำได้ดังนี้
ปี 2543=16.54%
ปี 2544=0.00%
ปี 2545=28.76%
ปี 2546=0.00%
ปี 2547=12.17%
ปี 2548=7.46%
ปี 2549=11.21%


อัครากำไรโดยเฉลี่ย=12.70%(ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของรายปี เพราะการลงทุนในแต่ละปีไม่เท่ากัน) การที่ผมไม่ได้เล่นในปี 2544 และ 2546 นั้นเพราะในตอนนั้นผมยังไม่สนใจเท่าใดนัก แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็มาเสียดาย เพราะเป็นช่วงเวลาที่คลื่นเศรษฐกิจมันวิ่งขึ้นมาอย่างแรง อัตรากำไรน่าจะสูง


ครับ, กบข.นั้นยังใช้ความรู้เรื่องตลาดหุ้นในระดับทั่วๆไป ใช้ตำราที่เขียนไว้กว่า 10 ปีแล้ว ตำราพวกนี้เชื่อว่า ซื้อหุ้นที่ดีๆเอาไว้ แล้วกินปันผลไปเรื่อยๆ เวลาหุ้นราคาตกก็ยังถือเอาไว้ และหวังว่าราคาจะกลับขึ้นมาในระยะยาว ผลการบริหารกองทุนจึงมีทั้งได้และเสีย และในยามที่ราคาหุ้นตก มันก็จะแสดงตัวเลขขาดทุนที่เด่นชัด การที่จะมาชี้แจงว่าขาดทุนกำไร หรือเป็นเรื่องของการปรับตัวเลขทางบัญชีนั้น เป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก


ทางที่ดี กบข.ควรปรับความรู้ และปรับวิธีเล่นหุ้น เรื่องที่เกี่ยวกับลูกคลื่นเศรษฐกิจนี้มีอยู่ในตำราที่ชื่อว่า "มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ" ซึ่งผมเขียนและตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2545 ในราคาเล่มละ 165 บาทเท่านั้น


ครับ, เงินแค่ 165 บาท อาจช่วยเพิ่มกำไรให้ท่านได้เป็นหมื่นล้านบาท นะครับ


.................

06 เมษ.2552 .... ความฝันของนักลงทุน


นักลงทุนส่วนใหญ่ฝันว่า เมื่อเขาเข้าไปซื้อหุ้น ซื้อได้แล้วราคาหุ้นก็จะพุ่งขึ้นทันที แล้วก็จะขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ขึ้นจนกว่าเขาจะพอใจในกำไร แล้วก็ขายได้ดังคาดหวัง

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนฝันต่อไป คือ ฝันว่าขายตัวแรกไปแล้วก็เข้าไปซื้อตัวใหม่ได้เลย และขอให้ราคามันขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดิม แล้วก็ขายได้กำไรมากมายเช่นกัน

หนักไปกว่านั้นก็มี คือ มีกำไรแล้วก็ขอให้มันทบต้นเร็วๆ คือได้กำไรมาเท่าใหร่ก็โหมซื้อไปจนหมดมือ แล้วก็ได้กำไรอีก...แล้วก็ได้กำไรอีก...แล้วก็ซ้ำอีก...

เป้าหมายสุดท้ายนั้นจะไปอยู่ที่กำไรประมาณ 100 ล้าน, 1000 ล้าน, 10000 ล้าน....หรือเท่ากับของนายแม้ว หรือเท่ากับของนายโซรอส หรือมากกว่าของนายวาเรนบัฟเฟตต์ก็เป็นได้ทั้งนั้น


ครับ, ฝันแบบนั้นมีโอกาสเป็นจริงได้ใหม?
ทุกคนยอมรับว่า มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก แต่ก็ยังเชื่อว่าเป็นไปได้


ทีนี้ลองมาดูความฝันของคนบางคน

วันนี้(6 เมษา 2552) คุณฉุยเขียนไว้ในหน้า 6 กรุงเทพธุรกิจว่า "กลยุทธ์คือ หากยืนเหนือ 445-453 จุดได้ ให้ถือต่อ-ซื้อเพิ่ม แล้วรอขายแนวต้าน 469-470, 488-490 จุด ตามลำดับ ในทางกลับกัน ถ้าผ่าน 445-453 จุดไม่ได้ ทยอยขายลดพอร์ต ถือเงินสดบางส่วน..."

ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนจำนวนหนึ่งเขาอ่านแล้วก็ตั้งความหวังว่าคำทำนายนี้จะเป็นจริง ซึ่งมันก็เป็นแค่ความฝันอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น

แต่....ความฝันอันที่สองนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง และคนที่ฝันตามคุณฉุยนี้ส่วนใหญ่จะมีกำไร

ครับ, ความฝันสองแบบที่ผมยกมาให้ฟังนี้ มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และผมเชื่อว่าคนฝันตามคุณฉุยเหล่านี้ไม่ค่อยผิดหวัง พวกหลังนี้อยู่มาได้นาน และจะอยู่ได้ต่อไป เพราะ...มันเป็นคามฝันที่มองมาจากความเป็นจริง มันจริงแท้เพราะคุณฉุยได้ติดตามตลาดมาโดยตลอด พวกเขาอยู่กับความจริง


ผมขอย้อนกลับไปตั้งข้อสังเกตุต่อความฝันแบบแรกอีกสักนิด

การฝันว่าจะได้กำไรเป็นหลายๆล้านบาทอย่างต่อเนื่องนั้นผมว่ามันงี่เง่า

คือใหนๆจะฝันแบบเพ้อๆก็คิดมันให้มีประสืทธิภาพสูงสุดไปเลยจะดีกว่า คือฝันว่าพรุ่งนี้หุ้นตัวหนึ่งมันจะขึ้น 10 เปอร์เซนต์ ก็เลยไปกู้เงินจากแบงก์ทุกแบงก์มาสัก 10 ล้านล้านบาท แล้วก็ซื้อหุ้นตัวนั้นตัวเดียว แล้วก็ขายทำกำไรในเย็นวันนั้นเลย


ครับ, ฝันแบบนี้สนุกกว่า
หรือจะฝันว่า อยู่ดีๆก็มีอีแร้งคาบเอาเพชร์ขนาด 1000 กะรัตมาโยนไส่หัวเรา ก็ยังได้

...............

23 มิย.2552 .... ระวัง, หุ้นปั่นมันเปี่ยนใป๋


ครับ, ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยขึ้นเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ หลายๆคนบอกว่าไทยเราหลุดพ้นจากวิกฤคิเศรษฐกิจแล้ว แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ หุ้นไทยขึ้นเพราะแรงปั่นมากกว่า และเป็นแรงปั่นระดับชาติเสียด้วย


ปั่นระดับชาติหมายถึงอะไร? และทำไมต้องระวัง?


ที่ต้องระวังก็เพราะ ปรกติแล้วตลาดหุ้นไทยนั้นถูกปั่นโดยเจ้ามือระดับ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น เงินระดับนี้ปั่นได้แค่หุ้นตัวเล็กๆ เช่น NPARK, IEC, JAS, LOXLEY, และ WARRANT ต่างๆ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คือตลาดหุ้นไทยกำลังถูกปั่นโดยกองทุนระดับชาติ และโดยนักบริหารระดับชาติ กองทุนพวกนี้มีขนาดเป็นแสนล้าน และลมปากของผู้บริหารก็เป็นระดับรัฐมนตรี แล้วก็ยังมีเงินจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเข้ามาโถมอีกหลายมื่นล้านบาท มันจึงเปลี่ยนตัวที่ถูกปั่น


แล้วตอนนี้หุ้นตัวใหนถูกปั่น?
BBL, KTB, SCB, KTB, BANPU, PTT, PTTEP, ....ครับ


ครับ, หุ้นปั่นในระดับชาตินั้นคือหุ้นตัวใหญ่ ซึ่งเดิมเราเรียกมันว่า Blue Chip


เรื่องนี้ท่านกวาดสายตาดูได้จากตารางหุ้น ท่านลองเอาราคาหุ้นตัวใหญ่ๆเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา หุ้นตัวใหญ่เหล่านี้ขึ้นมา 60-80 เปอร์เซนต์ ส่วนเจ้าตัวเล็กๆที่เคยถูกปั่นนั้นมันหดไปกว่าครึ่ง


ดังนั้นผมจึงขอเตือนว่า อย่าหลงระเริงไปกับกำไรที่ได้จากหุ้นตัวใหญ่เหล่านี้ และอย่าคิดว่า ซื้อหุ้นตัวใหญ่เอาไว้แล้วจะปลอดภัย


ครับ, วันนี้นักหนังสือพิมพ์ออกมาให้ข้อสังเกตุไปแล้วว่า ฝรั่งกำลังทิ้งหุ้นแบงก์


ถ้าท่านยังไม่ได้คิด ก็จงรีบๆคิดซะ เพราะหุ้นแบงก์ถอยลงมา 1 สัปดาห์แล้ว หุ้นลงคราวนี้อาจได้เห็นดัชนีที่ 300-380 ใน 6 เดือนข้างหน้า


ผมยังยืนยันว่า เมื่อลูกคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลง ท่านอย่าเล่นหุ้น และขาลงของคลื่นเศรษฐกิจนี้มันยาว 5 ปี มันจะลงไปถึงปี 2555 โน่น และหุ้นตัวใหญ่ๆนั้นกลายเป็นหุ้นปั่นไปหมดแล้ว


............

27 มิย.2551 .... กบข.ผลพวงของการทำนายทิศทางหุ้นผิด


ยังจำใด้ใหมครับว่า เมื่อสองปีก่อน(พศ.2550) ดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นไปถึง 960 แล้วนักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้นจะไปต่อ บางคนบอกว่าถึง 1000 บางคนบอกว่า 1200 บางคนเด็าะเข้าไปถึง 2000 จุด แต่...ผมกลับบอกว่าหุ้นจะลง เพราะมันถึงจังหวะที่คลื่นเศรษฐกิจจะเป็นขาลง


คำทำนายของผมไม่เป็นที่สนใจ แถมยังมีคนโพสต์ไปด่าในเว็ปไซท์ดังๆอีกด้วย พวกเขาไม่พอใจที่ไปทำลายบรรยากาศการลงทุน แม้แต่คนที่รู้ว่าผมจะทำนายถูกก็ไม่พอใจ เพราะผมไปบอกให้เขาหยุดเล่นหุ้นไปสัก 4-5 ปี การหยุดเล่นหุ้นมันหมายถึงการหยุดทำกำไร ซึ่งไม่มีใครชอบ


แล้วผลเป็นยังไง?


ผมหยุดเล่นหุ้นมา 2 ปีครึ่งแล้ว ผมไม่ขาดทุนเลยแม้แต่บาทเดียว(แต่ไปเสียใน TFEX เล็กน้อย) ส่วนคนที่ไม่เช้าใจผมยังโหมไปกับหุ้น และกองทุนหุ้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือ กองทุน กบข. หน่วยนี้โหมเจียดเอาเงินกองทุนมาลงในหุ้นเพิ่มขึ้น แล้วก็ฉิบหายไป 17,000 ล้านบาท และที่เรื่องกำลังจะแดงออกมาก็คือ ธนาคารพานิชย์หลายแห่งได้ตั้งกองทุนหุ้นขึ้นมามากมาย และตอนนี้กำลังโดนลูกค้าโทรไปด่าเละเลย พวกนี้ถึงจะได้ผู้บริหารมาจากโบรกเกอร์ดีๆ แต่ก็ขาดทุนกันกองละ 7-11 เปอร์เซนต์ พวกเขากำลังหาทางปกปิดความผิด พวกเขากำลังพยายามเสนอทางออกเพื่อกลบเกลื่อนอยู่ อย่างเช่น จะขายหุ้นออกไป แล้วนำไปซื้อพันธบัตร์เกาหลี แล้วให้ถือไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี บางคนก็ให้รอพันธบัตร์ไทย


ครับ, กองทุนพวกนี้จะปกปิดไว้ได้ไม่นานหรอก และผู้จัดการกองทุนจะต้องถูกสอบสวนเหมือนผู้จัดการกองทุน กบข. และความผิดอื่นๆก็จะโพล่ออกมา อย่างเช่น เวลาไปชักชวนคนให้มาซื้อกองทุน เขาจะไม่พูดถึงความเสี่ยง บางคนไปการันตีว่าจะได้เงินต้นคืนแน่นอน ซึ่งผิดเงื่อนใขในการก่อตั้งกองทุน และผมก็เชื่อว่าจะมีผู้จัดการกองทุนบางคนใช้วิธีซื้อดักหน้าดักหลังกองทุน


ครับ, ท่านต้องระวังตัว มาถึงวันนี้ขาดทุนไปแล้ว 7-11 เปอร์เซนต์ก็ต้องทำใจ ปิดบัญชีไปได้แล้ว แล้วมาจัดการด้วยตนเอง อย่าหลงยอมให้เขาเอาเงินไปซื้อพันธบัตร์ หรือกองทุนชนิดอื่น ทั้งนี้เพราะหุ้นยังจะเป็นขาลงอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี และเศรษฐกิจโลกยังจะผันผวนไปอีกนาน ได้เงินครบเงินต้นมาใน 3 ปีข้างหน้านั้น เท่ากับขาดทุนมากกว่า 7-11 เปอร์เซนต์ในวันนี้

และที่มันเสี่ยงมากๆก็คือ ถ้ากองทุนที่ท่านถือไว้นั้นมันถูกปิดไป ท่านจะไม่ได้อะไรคืนมาเลย


กองทุนไทยมันเจ้งได้นะครับ และ ธปท.ยังไม่มีมาตรการที่จะพยุงบริษัทเหล่านี้ เพราะมันเป็นบริษัทที่แยกจากตัวธนาคารโดยสิ้นเชิง


..................

21 กค.2552 .... ความล้มเหลวของนักออกกฎหมายไทย


คุณ สมัคร สุนทรเวช ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะ ไปออกรายการทำกับข้าว คุณ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะไปมีหุ้นของบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ คุณ ทักษิณ ชินวัตร ต้องหนีออกนอกประเทศเพราะไปเซ็นชื่ออนุญาตให้ภรรยาเข้าประมูลซื้อที่ดินจากกองทุนประกันเงินฝาก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเดียวกัน คือ นักออกกฎหมายไปเขียนกฎหมายไว้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย กฎหมายเขาต้องการป้องกันการใช้อำนาจบริหารไปในการเบียดบังเอาผลประโยชน์เข้าตัวอย่างร้ายแรง แต่ไปเขียนคลุมเอาไว้หมด คือไม่ว่าจะเป็นจำนวนมากหรือจำนวนน้อยก็ถือว่าผิดหมดทุกเรื่อง บ้านเมืองของเราจึงยุ่งเหยิงไปหมด ประเทศต้องเสียเงินมากมายในการเลือกตั้งซ่อม การบริหารประเทศต้องหยุดชะงักเพราะต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี


ครับ, ทำไมเราจึงไม่คิดให้รอบคอบ ทำไมเราไม่เขียนให้ชัดเจนว่า ผลประโยชน์เข้าตัวนั้นมันต้องเป็นเท่าใดขึ้นไปจึงจะเรียกว่าเป็นการคอรัปชั่น และทำไมการรับของขวัญกลับมีข้อกำหนดว่ารับได้ถ้าไม่เกิน 2000 บาท?


ครับ, นักกฎหมายของไทยนั้นจริงๆแล้วมีความรู้และประสบการณ์มากมาย เรื่องอย่างนี้น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว มันจึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า นี่เป็นการวางยาเอาไว้เพื่อทำลายนักการเมืองหรือเปล่า? และเราจะปล่อยให้มันเกิดเรื่องอย่างนี้ไปอีกกี่เรื่อง?


ครับ, ผมเห็นว่า นักกฎหมายนั่นแหละ ที่จะต้องลุกขึ้นมาขอแก้ใขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆให้มันกระจ่าง เรามีเรื่องอีกมากมายที่จะต้องเขียนให้ชัดเจน เช่น ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ ของ กลต. ของโบรกเกอร์ ของหน่วยงานของรัฐ ควรจะมีหุ้นได้มากน้อยแค่ใหน พนักงานของรัฐ ของตลาดหลักทรัพย์ ของ กลต. ของโบรกเกอร์ จะให้เล่นหุ้นได้หรือไม่ การเอาเงินของลูกค้าไปซื้อขายหุ้นนั้นควรเอาผิดในระดับใดกันแน่ พนักงานของตลาดหลักทรัพย์ ของ กลต. ของรัฐวิสาหกิจ ของธนาคารควรมีสิทธิ์เล่นม้า เล่นการพนันหรือไม่? ใครจะเป็นผู้ดูแลความประพฤติของคนในประเทศไทยนี้กันแน่?


และที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่างไรถึงจะเรียกว่า-การปั่นหุ้น? และจะทำโทษกันอย่างไร?


ดูอย่างข่าววันนี้ ในคอลัมน์เดียวกันเขียนไว้ว่า การส่งออกมันติดลบไปกว่า 30 เปอร์เซนต์ แต่ คนของกระทรวงพาณิชย์ก็ยังดันทุรังบอกว่า เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว


ครับ, ปีนี้คนจะติดหุ้นกันหลายแสนล้านบาท และจะติดไปนานหลายปี ความเสียหายของนักลงทุนเหล่านี้ ใครจะรับผิดชอบ?


............

23 กค.2552 .... ประเมิน 2 เดือน หุ้นแตะ 700 จุด?


หัวข้อของวันนี้ไม่ใช่คำพูดของผมนะครับ มันเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้(23 กค.2552) มันเป็นคำทำนายจาก บลจ.แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่หน้า 17 ใครสนใจในรายละเอียดก็ลองไปค้นหามาดูกันได้ และผมก็แนะนำให้ไปหามาอ่านกันดู เพราะผมอยากจะให้ท่านได้ติดตามอย่างใกล้ชิดว่า มันจะเป็นจริง หรือจะเป็นแค่การปั่นหุ้นธรรมดาๆ


ครับ, ตลาดหุ้นไทยกำลังปั่นป่วน มันปั่นป่วนเพราะถูกคนปั่น และครั้งนี้มันปั่นป่วนรุนแรงมาก เพราะคนในระดับบิ๊กๆของตลาดเข้ามาปั่น เขาอยากจะให้ดัชนีมันขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะบอกว่าเศรษฐกิจของไทยฟื้นแล้ว ที่เขาอยากจะให้คนเชื่อกันอย่างนั้นก็เพราะอยากจะได้เป็นรัฐบาลอยู่นานๆ


ครับ, ผมนั้นไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่ไม่อยากให้นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนหน้าใหม่ต้องฉิบหายไปตามลมปากของคนเหล่านี้ ผมจึงขอเตือนมาด้วยความหวังดี


ครับ, ไปหาข่าวนี้มาอ่านนะครับ จะได้รู้ว่าใครเป็นคนให้ข่าวนี้ ถ้าเขาทำนายได้ถูกต้องก็จะได้ย้ายเงินลงทุนไปลงที่นั่น แต่ถ้ามันกลายเป็นลมปากเพื่อช่วยรัฐบาล ก็จะได้สาปแช่งกันได้ถูกตัว


..................

24 กค.2552 .... สงสารคนไอที


กรุงเทพธุรกิจฉะบับวานนี้ลงบทคัดย่อจากการสัมมนาเรื่อง "กลยุทธฝ่าวิกฤตของซีไอโอ" ซึ่งจัดโดยสมาคมนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง(ประเทศไทย) ไว้ในหน้า 8 ซึ่งผมอ่านดูแล้วรู้สึกสงสารคนไอทีเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาถูกมองว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่รู้จักใช้โอเพ่นซอร์ส ไม่จัดสรรงบประมาณไปตามความสำคัญของงาน และไม่ดูแลข้อมูลให้ถูกต้อง และที่พูดไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือ บอกว่าเวนเดอร์บางรายไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกน้องมาตั้งแต่เดือน ตค.-ธค.แล้ว


ครับ, ผมไม่รู้จักสมาคมดังกล่าวนี้ และไม่เคยได้รับการติดต่อเพื่อขอข้อมูล หรือความคิดเห็นใดๆ และผมก็ไม่เชื่อว่าคนทางไอทีมันแย่อย่างที่ว่านี้เลยแม้แต่น้อย และเมื่อผมกวาดสายตาดูชื่อของคนที่ไปออกความคิดเห็นแล้วก็ต้องบอกว่าผมรู้จักเพียงคนเดียว คือคุณจรัมพร ซึ่งตอนนี้เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของธนาคารไทยพาณิชย์


ก่อนที่จะวิเคราะห์วิจารณ์กันต่อ ผมจะขอเล่าให้ฟังเสียหน่อยว่าผู้บริหารระดับสูงทางไอทีเขาพูดกันไว้อย่างไร ทั้งนี้เพราะท่านอาจไม่สามารถไปค้นหาหนังสือพิมพ์ฉะบับนั้นมาอ่านได้


เขาได้สรุปกันไว้ว่า เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจมันรุมเร้าเข้ามาทั่วทุกหย่อมหญ้า นักบริหารระดับสูงทางไอทีก็ต้องค้นหากลยุทธ์ต่างๆออกมาสู้ ข้อสรุปของพวกเขาคือ ต้องใช้ไอทีเข้ารับมือ โดยต้องนำข้อมูลมาวางแผน และต้องศึกษาโอเพ่นซอร์สอย่างจริงจัง ต้องลดระบบงานที่ซ้ำซ้อนกัน ต้องเจรจาต่อรองราคากับเจ้าของผลิตภัณท์ และจะไม่ลดงบประมาณทางไอที แต่จะใช้อย่างชาญฉลาด และก็มีความเห็นฉะเพาะตัวจากผู้บริหารดังนี้


คนจาก พีทีที ไอซีทีโซลูชั่น บอกว่า ต้องเลิกการ"เทรนนิ่ง"ที่ยึดติดกับตำรา แล้วเปลี่ยนมาใช้การ"โคชชิ่ง" เพื่อเพิ่มโอกาสให้คิดและสร้างสรรค์ ต้องให้คนรุ่นใหม่ได้คิดสิ่งใหม่ๆที่คนรุ่นเก่าคิดไม่ได้...

ส่วนคุณจรัมพรบอกว่า ต้องศึกษาโอเพ่นซอร์สอย่างจริงจัง นำมาใช้กับงานที่เหมาะสม ได้ทดลองกับงานอินเตอรเน็ตเปย์เม้นท์เกทเวย์ ซึ่งทำให้ประหยัดได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท...

ทางด้านหุ้นส่วนสายงานไอทีของไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์บอกว่า ให้ดูโครงการใหญ่ๆไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ให้ระวังอย่าซื้อมาแล้วใช้เพียง 10-15%...

ทางด้านบริษัท อีเอ็มซี บอกว่า ตอนนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะ "คลีนอัพ"ข้อมูล..ฯลฯ


ครับ, เรื่องการพัฒนาคนทางไอทีนั้นผมเห็นทุกแห่งเขาก็ใช้การโคชชิ่งเข้าช่วยกันทั้งนั้น มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่ารุ่นพี่ต้องช่วยโคชรุ่นน้อง เพราะการเรียนจากชั้นเรียนนั้นไม่มีเวลาพอที่จะสร้างความชำนาญให้แก่นิสิต นอกจากนี้แล้ว แต่ละองค์กรจะมีสไตล์ในการเขียนโปรแกรมเป็นของตนเอง และมันต้องเข้ารีตเดียวกัน ถ้าไม่โคชกันไว้จะอ่านโปรแกรมของกันและกันได้ยาก การดูแลบำรุงรักษาโปรแกรมจะยาก เรื่องอย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่

ในเรื่องของการใช้โอเพ่นซอร์สนั้น ผมก็เห็นว่าต้องศึกษาให้ดีๆ เพราะเอามาใช้แล้วจะพัฒนาต่อได้จริงหรือไม่ และมันอาจมีช่องโหว่อยู่มากมาย เผลอๆอาจโดนโกงมากกว่าที่ธนาคาร ธอส.โดนเข้าไปก็ได้ โอเพ่นซอร์สนั้นดูดีในหลักการ แต่การพัฒนาไปได้ช้า และกระจายไปตามความสนใจของนักวิชาการ มันไม่ตรงกับความต้องการของตลาด จะมีข้อยกเว้นก็ในเรื่องของซีสเต็มซอฟท์แวร์ด้านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ซอฟท์แวร์ง่ายๆ อย่างระบบบัญชียังไม่มีให้ใช้ แล้วจะเอาไปใช้ในงานธุรกิจได้ยังไง

ส่วนข้อคิดเห็นในเรื่องการซื้อซอฟท์แวร์มาแล้วใช้แค่ 10-15% และการหันมาสนใจแก้ใขข้อมูลให้ถูกต้อง(ในยามว่างงานเพราะเศรษฐกิจมันตกต่ำ)นั้น มันไม่ใช่ประเด็น บริษัทและห้างร้านจะไปรอดหรือไม่นั้นยังไม่รู้ จะมาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอยู่ได้อย่างไร เรื่องประเภทนี้จึงเป็นการมาขายสินค้าของตัวเองเท่านั้น การประชุมจึงดูแล้วเซ็งๆ โชคดีที่ผมไม่ได้รับเชิญให้ไปฟัง ถ้าผมไปฟังด้วยก็คงจะอดใจไว้ไม่ใหว คงจะเหน็บเข้าให้สักสองสามประโยค


ครับ, วิกฤตคราวนี้มันเป็นวิกฤตหนัก ทางแก้ที่สำคัญคือการเอาไอทีมาช่วยให้เต็มที่ และมันต้องคิดมาให้ดีๆเสียก่อนที่จะเอาอะไรมาพูด


หรือว่า เดี๋ยวนี้นักบริหารไอทีเขาไม่มีอะไรอยู่ในสมองกันเลย จึงมีแต่เรื่องตำหนิลูกน้อง แล้วก็พูดแบบลอยๆว่า ต้องใช้ไอทีเข้าช่วย? สงสารเด็กกันบ้างนะครับ


..............

14 สค.2552 ..... ลมปากนั้นอยู่เหนือความจริง


วานนี้ ท่านกลางข่าวร้ายทั้งหลาย เช่น กำไรของกลุ่มอสังหาหด2% เอเซียกรีนคาดกำไรปีนี้วูบ40% เอ็มเอฟซีชี้เที่ยวภูเก็ตซบหนัก ยูนิคไมนิ่งครึ่งปีแรกกำไรวูบ48% โบรกฯชี้ไตรมาส3เข้าสู่โลว์ซีซั่น ส่งออกเครื่องหนัง5เดือนวูบ22% ประเมินผลงานรัฐบาลแค่สอบผ่าน ...ฯลฯ หุ้นไทยกลับพุ่งขึ้นกว่า 12 จุด


เมื่อถามโบรกเกอร์ว่าทำไมจึงขึ้น เขาก็แค่ตอบว่า เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย


แต่ผมคิดว่าเป็นเพราะคนใหญ่คนโตทางการเงินของรัฐบาลไทยเขามาบอกว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว และเป็นรูปตัว V ใครไม่ซื้อหุ้นไว้ก็โง่เต็มที


ครับ, นี่แสดงให้เห็นว่า ลมปากของคนใหญ่คนโตของรัฐบาลนั้นมีอำนาจสูงกว่าข่าวสารการเศรษฐกิจและการเงิน


แต่ในขณะเดียวกัน ทาง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ก็ออกมาค้านอย่างหัวชนฝา ท่านว่าเศรษฐกิจไทยมันยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจฝรั่งก็ยังไม่ฟื้น และแบงก์ชาติกำลังจะพาให้ชาติเสียหาย เพราะไปเห็นด้วยกับรัฐบาลในการกู้เงินในประเทศเป็นหลายแสนล้านบาท มันจะเป็นกับดักสภาพคล่อง เงินจะหดหายไปจากตลาด...ฯลฯ


ครับ, นี่แสดงให้เห็นว่า คนใหญ่คนโตในภาคการเงินของรัฐบาลเท่านั้นที่พูดแล้วศักด์สิทธิ์ มีคนเชื่อถือ และมีคนทำตาม


ทำไมจะไม่ทำตามล่ะครับ ในเมื่อทำตามแล้วหุ้นก็ขึ้นจริงๆ และมีกำไรกันถ้วนหน้าจริงๆ


ครับ, แบบนี้เขาเรียกว่า การปั่นหุ้นครับ และเมื่อถึงวันที่ตลาดเกิดแพนิคขึ้นมา ราคามันก็จะดิ่งเหว แล้วนักลงทุนรายย่อยก็ฉิบหายกันไป


มันก็แค่นั้นเอง


..............

 

18 สค.2552 ..... อย่าด่วนตัดสินว่าคิดผิดหรือคิดถูก


วานนี้หุ้นไทยดิ่งลงมา 22.20 จุด โดยมีฝ่านสถาบันในประเทศและต่างประเทศเป็นฝ่ายขาย และนักลงทุนรายย่อยไทยเป็นฝ่ายซื้อ เหตุการณ์แบบนี้คนไทยมักจะสรุปไปเลยว่า นักลงทุนรายย่อยไทยเป็นฝ่ายโง่ เพราะไปซื้อหุ้นในขณะที่หุ้นราคาตก และจะเป็นฝ่ายขาดทุน


ครับ, ท่านควรคิดทบทวนเสียใหม่ มันอาจผิดหรือถูกก็ได้


คิดให้ลึกๆซิครับ


ความจริงแล้วจะบอกว่าใครผิดหรือใครถูกนั้น มันต้องดูผลกันในวันนี้หรือวันข้างหน้า ถ้าวันนี้หุ้นดีดกลับไปสัก 20 จุด และนักลงทุนรายย่อยขายได้ราคาดี เขาก็มีกำไร หรือถึงแม้หุ้นจะไม่ดีดกลับในวันนี้ แต่ฟื้นตัวขึ้นมา 30-40 จุดใน 10-20 วันข้างหน้า เขาก็ทำกำไรได้เช่นกัน ท่านเชื่อเข้าไปได้ยังไงว่าเขาต้องขาดทุนแน่ๆ


เรื่องนี้ท่านอาจบอกว่า ในเมื่อวานนี้หุ้นมันตกแรง ดังนั้นหุ้นมันจะตกต่อ ใครที่เข้าไปซื้อไว้เมื่อวานนี้จึงมีโอกาสขาดทุนมากกว่ากำไร


ครับ, คิดแบบนั้นมันผิดครับ เพราะจากสถิติเราพบว่า หุ้นมักจะกลับมาอยู่ในแนวเดิมหลังเกิดเหตุการณ์ผิดปรกติ และทิศทางของหุ้นในวันถัดๆมามันมีโอกาสขึ้นและลงเท่าๆกัน การทำนายทิศทางระยะสั้นๆนั้นมันถูกผิดเท่าๆกัน ทั้งนี้เพราะแรงผลักดันระยะสั้นของตลาดนั้นมันไม่แน่ไม่นอน


ในทางตรงกันข้าม ท่านจะพบว่า นักเก็งกำไรระยะสั้นที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาจะทำตรงกันข้ามกับที่ท่านคิด กล่าวคือ วันใหนหุ้นตกแรง เขาจะเข้าซื้อ และวันใหนหุ้นพุ่งขึ้นแรง เขาจะขายออกไปก่อน แล้วรอซื้อกลับในวันหลัง เขาทำอย่างนี้ตลอดปี ปีหนึ่งๆจะมีเหตุการณ์แบบนี้ 3-4 ครั้ง แล้วเขาก็ได้กำไรมากกว่าขาดทุน


ครับ, นี่คือเทคนิคการเล่นหุ้นระยะสั้น ซึ่งท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนเลย


ลองกลับไปคิดให้ดีๆนะครับ


..............

01 กย.2552 ..... ชีวิตของนักทำนายหุ้น


วันนี้ นักทำนายหุ้นระดับบิ๊กๆคงจะนั่งกระสับกระส่ายกัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้เขียนบทความทำนายเอาไว้ว่าหุ้นไทยจะพุ่งไปถึง 730-760 จุด แต่ข่าวด่วยจากจีนบอกว่า วานนี้หุ้นจีนตกไป 7 เปอร์เซนต์ ที่พวกเขาต้องกระสับกระส่ายก็เพราะ บทความต่างๆนั้นต้องเขียนและส่งล่วงหน้า 2-5 วัน แต่ข่าวด่วนนั้นมันมาแล้วก็เข้าเรียงพิมพ์ได้ในทันที มันจึงเกิดการขัดแย้งกันได้ และผู้เสียหายในกรณีอย่างนี้ก็คือนักทำนายหุ้น เพราะมันเป็นการเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง ข่าวมันมาช้าไป จะขอถอนเรื่องก็ทำไม่ทัน เพราะโรงพิมพ์เขาเรียงพิมพ์ไปแล้ว


แต่.... ท่านไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก เพราะผมเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว พวกเขาสามารถหลบไปได้ไม่ยาก แค่เก็บปากเก็บเสียงไว้สักระยะหนึ่ง แล้วหาโอกาสพูดอะไรที่ไม่มีทางทำนายผิดสักสองสามเรื่อง แล้วนักลงทุนก็ลืมเรื่องเก่าไปได้ นักลงทุนนั้นไม่มีทางคิดเอง เขาต้องพึ่งพวกนักทำนายหุ้นเหล่านี้ และต้องตัดสินใจเร็ว ใครมัวไปรอคิดเองก็ตกรถไฟ หรืออาจเจ้งมากกว่านี้


ครับ, ชีวิตของนักทำนายหุ้นก็จะเป็นอย่างนี้แหละ คือ เวลาทำนายถูกก็ยืดอกเบ่งได้ เวลาทำนายผิดก็เก็บปากเก็บเสียงเอาไว้ แล้วก็รอให้หุ้นขึ้น แล้วก็พูดใหม่อีก ทำแค่นี้ก็ได้เงินเดือนเดือนละหลายแสน มีรถเก๋งนั่ง และถ้าเป็นเจ้าของโบรกเกอร์ด้วยก็ยิ่งรวยใหญ่ เพราะนักลงทุนรายใหญ่(ระดับร้อยล้านขึ้นไป)มันคิดเองไม่ได้ ต้องไปจ้างพวกนี้เล่นหุ้นให้


ทีนี้ก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า ทำไมนักทำนายหุ้นจึงร่ำรวย และทำงานง่ายอย่างนี้? และทำไมจึงไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งไปจากพวกเขาได้?


คำตอบมันง่ายนิดเดียว คือ
1.เพราะผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพท์นั้นมันสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารไปหลายเปอร์เซนต์ นักลงทุนรายใหญ่นั้นยินดีให้หักค่าบริการได้สูง และ
2. อาชีพนี้พวกเขาร่วมกันสงวนไว้ให้แก่พวกเดียวกันเท่านั้น เขาได้รับการปกป้องทั้งจากกฎหมายที่พวกเขาร่วมกันผลักดันออกมา และปกป้องโดยนักหนักสือพิมพ์และสื่อทุกชนิด คนอื่นที่อยู่นอกวงการไม่สามารถส่งบทความเข้าไปลงได้


ครับ, หุ้นไทยนั้นให้ปันผลประมาณ 3-10 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่ดอกเบี้ยเงินฝากถูกรัฐบาลกดลงไปเหลือแค่ 0.75 เปอร์เซนต์ต่อปี พันธบัตร์รัฐบาลก็ให้ดอกเบี้ยแค่ 3-5 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่ต้องถือนานเป็นสิบปี คนไทยทุกคนเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะต้องกลับไปเป็น 6-12 เปอร์เซนต์ต่อปี พวกเขาจึงไม่ซื้อพันธบัตร์ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นตัวใหน เขาจึงยอมให้นักทำนายหุ้นเป็นตัวชี้นำ และยอมจ่ายค่าบริการถึง 1-2 เปอร์เซนต์ต่อปี


เมื่อใหร่นักลงทุนไทยจะสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองเสียที? ผมเปิดสอนในราคาแค่หัวละ 2000 บาท และใช้เวลาแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น มันเป็นการลงทุนที่ต่ำกว่าค่าบริการจากโบรกเกอร์หลายพันเท่า(1-2 เปอร์เซนต์ของเงินลงทุน 100 ล้านบาท=1-2 ล้านบาทต่อปี) แต่ไม่มีใครสนใจ ข้อแตกต่างมันอยู่ที่ว่า เอาเงินไปให้โบรกเกอร์เล่นแทนนั้นดูเหมือนว่าจะลดความเสี่ยงลงไปได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะนักทำนายหุ้นนั้นมันก็ไม่ได้เก่งอย่างที่เราคิด(ถ้าเก่งจริงมันก็ไม่น่าจะเกิดข่าวแบบวันนี้) และเขาก็ไม่เคยการันตีว่าจะไม่ขาดทุนจากราคาที่ขึ้นลงได้


ตื่นเถอะครับ มาเล่นหุ้นด้วยตนเอง และเลิกให้โบรกเกอร์เอาเงินของเราไปปั่นหุ้นเสียที และให้พวกเขาต้องทำมาหากินด้วยความสามารถอย่างเต็มที่เสียที


...............

23 ตุลาคม 2552 .... ระวัง, ความหวังดีที่ผิดจังหวะจะทำให้ฉิบหาย


เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยตกลงมารวมประมาณ 50 จุด ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กลับออกมาพูดว่า สงสารนักลงทุนไทยที่ขายหุ้นดีๆออกไป ที่พูดออกมานี้คงไม่ได้หวังดีอะไรจริงจัง ท่านต้องการให้หุ้นมันขึ้นเท่านั้นและ และก็ได้ผลจริงๆ คือ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคมดัชนีก็ดีดกลับขึ้นมา 24 จุดกว่าๆ


ครับ, ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คงจะชื่นอกชื่นใจอยู่หลายวัน ผมรอจนถึงวันนี้ก็เพื่อให้เห็นผลของการเข้าเชีนร์หุ้นของท่าน ท่านนักลงทุนที่วิ่งกลับเข้าไปช้อนซื้อหุ้นเอาไว้ตอนนี้ประเมินแล้วเป็นอย่างไร? บ้างก็ต้องคัดลอสไปแล้ว บ้างก็ยังติดขาดทุนอยู่หลายเปอร์เซนต์ รวมๆแล้วฉิบหายไปประมาณ 5 เปอร์เซนต์ของมาร์เก็ตแคป หรือคือประมาณ 5.7*0.05=0.285 ล้านล้านบาท


ครับ, ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ใด้กระทำความผิดไป 3 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้

1. ในฐานะเป็นคนกลาง และต้องควบคุมตลาดไม่ให้มีการเอาเปรียบกัน ท่านไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกมาพูดเชียร์ตลาด ถ้าราคาหุ้นมันจะตกลงไป มันก็เป็นเรื่องของนักลงทุนที่จะคิดเองและทำเอง ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด

2. ท่านอยู่กับตลาดหุ้นมากว่า 20 ปีแล้ว ท่านน่าจะรู้ว่าราคาหุ้นนั้นมันมีขึ้นมีลง ในบางช่วงตอนราคามันต่ำกว่าควร ราคาหุ้นก็จะไต่ขึ้น แล้วมันก็จะผ่านเลยราคาเหมาะสมขึ้นไป แล้วมันก็จะถึงตอนที่ราคาตลาดมันสูงเกินจริง ถึงตรงนั้นมันก็พลิกกลับเป็นขาลง อย่างตอนนี้ ราคามันสูงเกินจริงไปหลายเปอร์เซนต์แล้ว เหตุการณ์ของวันที่ 14-15 ตุลาคมจึงเป็นเรื่องปรกติ และท่านไม่ควรจะเข้าใปเชียร์ให้คนเข้าซื้อ ใครเข้าซื้อตอนนี้มีโอกาสฉิบหายได้

3. แรงเชียร์ของท่านนั้นเป็นตัวทำให้กองทุนต่างประเทศได้เปรียบคนไทย ฝรั่งนั้นเมื่อเขาเริ่มขายแล้วเขาก็อยากขายได้ในราคาสูงๆ ขายได้เป็นเวลายาวนาน แรงเชียร์ของท่านทำให้ราคาหุ้นไม่ใหลลงเร็ว ฝรั่งจึงได้เปรียบ มันจึงเป็นการซ้ำเติมความพินาศฉิบหายให้แก่นักลงทุนไทย


ครับ, เลิกทำตัวเป็นแม่พระผู้มีใจบริษุทธิเสียทีเถอะ ทำหน้าที่ให้ดี ให้เป็นกลางก็พอแล้ว


.............

27 ตค.2552 ..... ทำน้อยได้มาก?


ดร.นิเวศน์ นับเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงสูงคนหนึ่งของประเทศไทย ท่านอยู่ในวงการนักลงทุนในหุ้นระดับแนวหน้า ท่านมีคอลัมน์ประจำอยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่โด่งดัง และมีบทความมาลงอยู่เสมอๆ ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านตัวยง เพราะบทความของท่านจะอ้างถึงนักวิชาการระดับโลกอยู่ด้วยเกือบทุกครั้ง ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักคิด เพราะท่านไม่ใช่เอาความคิดของนักวิชาการมาพูดเฉยๆ ท่านจะคิดและสอดแทรกปรัชญาของท่านเข้าไปด้วย แต่บางทีก็ดูจะข้างๆคูๆ หรือพาให้เลอะเทอะไปได้เยอะ อย่างวันนี้ท่านได้พูดถึงทฤษฎี 80/20 ของโปรเฟสเซอร์พาเรทโต แต่บิดเรื่องจนเป๋ไปเป็นการเชียร์ให้เล่นหุ้นโดยไม่ได้ชี้ว่า เล่นหุ้นนั้นมันมีความเสี่ยง และคนไทยอาจเข้าใจอะไรผิดๆจนกลายเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ


ครับ, โปรเฟสเซอร์พาเรทโตนั้นท่านบอกว่า เมื่อมองเข้าไปในกลุ่มของอะไรสักอย่างหนึ่ง เรามักจะพบว่า ในกลุ่มนั้นสามารถแบ่งเป็นกลุ่มข้างมากกับกลุ่มข้างน้อย ซึ่งจะแบ่งกันได้ประมาณ 80 กับ 20 เปอร์เซนต์ และเมื่อมองเข้าไปถึงกิจกรรมที่ทำกัน ก็มักจะพบว่า เจ้าคนกลุ่มน้อย(20%)นั้นมักจะมีกิจกรรมเป็นปริมาณที่สูงกว่ากลุ่มข้างมาก ถึง 80 ต่อ 20 ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นนั้นมีไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์ แต่พวกเขาถือหุ้นส่วนใหญ่ของตลาดเอาไว้ คือถือกว่า 80 เปอร์เซนต์ของหุ้นทั้งหมด


ครับ, ข้อสังเกตุของโปรเฟสเซอร์พาเรทโตอันนี้มีประโยชน์ในการวางแผน และการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก เช่น ถ้าท่านมีโพรดักส์ทางด้านการเงิน ท่านควรไปเสนอขายให้แก่นักลงทุนรายใหญ่ ไม่ใช่วิ่งจนขาขวิดไปขายให้นักลงทุนรายย่อย


ครับ, เรื่องนี้ท่านดร.นิเวศน์ท่านก็พูดถึงอย่างถูกต้อง


แต่...พออ่านไปอีกสักพัก ท่านก็เป๋ออกไปสรุปเอาดื้อๆว่า การเล่นหุ้นคือการลงทุนที่ใช้แรงน้อย(20%) แต่ให้ผลในทางสูง(80%) ซึ่งผมเห็นว่า มันไม่ใช่เลย ท่านเล่นอ้างว่า เล่นหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10 เปอร์เซนต์ ถ้าซื้อหุ้นไว้ 1 ล้านบาทเมื่อตอนอายุได้ 30 ก็จะได้เงินถึง 17.4 ล้านบาทเมื่อตอนปลดเกษียณ แต่ถ้าเอาเงินนั้นไปฝากธนาคาร เราจะได้เงินแค่ 2.4 ล้านบาทเมื่อปลดเกษียณ


ครับ, ผมฟังดูแล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับทฤษฎี 80/20 ของโปรเฟสเซอร์พาเรทโตเลยสักนิด

แถมผมก็ไม่เชื่อว่าการเล่นหุ้นนั้นจะให้กำไรสูงทุกครั้งไป


มันต้องเล่นหุ้นเป็นด้วยนะครับ


ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย


...............

28 ตค.2552 ..... ทำไมหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงิน?


การที่หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินธนาคารนั้นไม่ใช่เพราะทฤษฎี 80/20 ของโปรเฟสเซอร์พาเรทโต มันเป็นเพราะแบงก์เป็นธุรกิจที่พัฒนามานานแล้ว มันอิ่มตัวแล้ว ในตอนนี้คนเก่งๆมันหลั่งใหลเข้ามาเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของทุนและตลาดทุน และกำลังดึงเอาผลมาตอบแทนกันในเรื่องหุ้นมากกว่า เรื่องนี้ผมอยากจะเอามาพูดให้ฟังสักนิดหนึ่ง


ระบบการเงินการธนาคารนั้นพัฒนามา 500 ปีแล้ว มันเริ่มต้นจากการที่คนฉลาดคนหนึ่งเห็นว่าชาวบ้านต่างมีเงินออมกันคนละเล็กคนละน้อย ไม่มากพอที่จะไปตั้งบริษัทมาทำธุรกิจเองได้ แต่ถ้าเอามารวมกันไว้ที่นายทุนสักคนหนึ่ง นายทุนคนนั้นก็สามารถเอาเงินไปทำธุรกิจ หรือให้นักธุรกิจกู้ไปประกอบธุรกิจได้ และเมื่อมีกำไรก็สามารถแบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่ผู้ฝากเงินได้ ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่มีข้อแม้อยู่นิดเดียวคือ ผู้ฝากต้องเชื่อใจคนที่มาเอาเงินไปลงทุน เงินฝากพวกนี้ไม่สามารถเก็บเอาไว้เพื่อคืนให้แก่ผู้ฝากได้ทันที เงินต้องหมุนเอาไปทำธุรกิจ แล้วมันจึงจะเกิดดอกเกิดผลตอบแทนได้


ครับ, ธุรกิจแบงกิ้งมันเกิดมาก่อน มันเติบโตได้รวดเร็ว มันให้ผลดี เพราะสังคมเราเปลี่ยนเป็นสังคมทุนนิยม คนฝากเงินในตอนนั้นเป็นดั่งพระเจ้า นายแบงก์และนักวิชาการต่างไปก้มกราบและอ้อนวอนให้เอาเงินมาฝาก


แต่....คนฝากเงินไม่ใช่ผู้กำหนดกฎเกณท์ที่แท้จริง เหล่านักวิชาการต่างหาก พวกเขาสร้างเงื่อนใขต่างๆ ผลประโยชน์ก็ค่อยๆหมุนไปลงในมือพวกเขา เช่น เกิดตำแหน่งงานเงินเดือนสูงๆขึ้นมา เกิดเป็นมืออาชีพ แม้แต่เจ้าของแบงก์เองก็ต้องถอย ต้องส่งลูกส่งหลานไปเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วกลับมาบริหาร แต่ก็โดนนักวิชาการมันบีบเอาจนหน้าเขียวหน้าเหลือง


ครับ, เจ้านักวิชาการเหล่านี้หมุนกันต่อ พวกเขาหันมาสนใจเรื่องของตลาดทุน ตลาดหลักทัพย์เกิดขึ้นเมื่อ 200 ปีมานี่เอง และมาเติบโตจริงๆก็หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อ 50 ปีก่อน คนเก่งทางด้านธนาคารมองเห็นช่องทางที่จะสร้างความร่ำรวยจากเรื่องนี้ คือ แทนที่จะให้นักธุรกิจขยายธุรกิจด้วยตนเอง พวกเขาบอกว่า ให้มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสีย แล้วก็จะสามารถเพิ่มทุนเพิ่มขนาดของธุรกิจได้โดยง่าย เงินก็มาจากชาวบ้านทั่วๆไปเช่นเดิม คือต่างคนต่างมาถือหุ้นกันคนละเล็กละน้อย แต่รวมกันหลายๆล้านคน มันก็เป็นกองทุนมหึมาได้


ครับ, ตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้น ชาวบ้านนั้นได้รับความยกย่องนับถือดั่งพระเจ้าเช่นเดียวกับนักฝากเงินในยุคต้น เงินของพวกเขาถูกลากเข้ามาสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ ผลตอบแทนถูกสร้างขึ้นมาสูงๆเพื่อดึงดูดเงินจากประชาชน บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนก็พยายามเอาใจผู้ถือหุ้น ผู้บริหารตลาดก็พยายามเอาใจนักลงทุน อะไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงๆก็เปิดให้ทำได้ไปหมด


ครับ, ตอนนี้มันเป็นตลาดของคนมีเงิน ใครมีเงินก็เข้ามาซื้อหุ้น แล้วก็จะได้ผลตอบแทนสูงๆ กำไรจากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี ภาษีเงินได้ก็ลดหย่อนได้โดยการเข้าซื้อกองทุนที่มาซื้อหุ้นเอาไว้ ฯลฯ


นี่ต่างหากล่ะ ที่ทำให้เล่นหุ้นดีกว่าฝากเงินกินดอกเบี้ย


แต่ท่านคิดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปได้นานสักเท่าใด?


ครับ, ไม่ช้าเจ้าคนเก่งๆพวกนี้ก็จะผันเงินในตลาดไปเข้ากระเป๋าพวกเขา ท่านนักลงทุนจะต้องรู้จักคิด และรู้จักป้องกันตนเองเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่ไม่แตกต่างจากเรื่องเงินฝากนั่นแหละ คนทั้งประเทศเอาเงินไปฝากแบงก์แล้วก็พอใจกับดอกเบี้ยที่ได้รับ แต่หารู้ไม่ว่า ดอกเบี้ยมันได้น้อยกว่าค่าของเงินที่หดหายไป


..........

31 ตค 2552 .... ใครได้ประโยชน์ในระบบแบงก์?


คนไทยส่วนใหญ่ชอบฝากเงินไว้ที่ธนาคารเพราะเห็นว่าได้ดอกเบี้ย และปลอดภัยดี แต่หารู้ไม่ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับมันน้อยกว่าค่าของเงินที่หายไป ค่าของเงินที่หายไปนี้เราเรียกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งประกาศโดยหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจเช่นแบงก์ชาติ ตัวเลขนี้มักจะออกมาน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยทั้งนี้เพื่อให้ดูดี แต่ในความเป็นจริงอัตราเงินเฟ้อมันสูงกว่านั้นมากมาย เช่น ปีนี้แบงก์ชาติบอกว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นลบ(เพื่อเอาใจรัฐบาล)แต่ค่าครองชีพมันสูงขึ้นกว่า 20 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหมวดอาหาร ซึ่งสูงกว่า 30 เปอร์เซนต์


ครับ, คนทั้งโลกถูกหลอกโดยคนในวงการแบงก์มาโดยตลอด เรื่องอย่างนี้คนอเมริกันเขารู้ทันมานานแล้ว


ตัวเลขจริงเป็นดังนี้
สมมุติว่าท่านนำเงินไปฝากแบงก์ในวันนี้ 100 บาท เงินจำนวนนี้มีค่าในวันนี้เท่ากับก๋วยเตี๋ยว 4 ชาม การฝากเงินนี้จึงเหมือนกับการเอาก๋วยเตี๋ยวไปฝากเขาไว้ 4 ชาม สมมุติอีกว่าแบงก์ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี และเราฝากไว้ 10 ปี จากสูตร์คำนวนดอกเบี้ยตามปรกติ เราก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยรวมเท่ากับ 134.39 บาท แต่ใน 10 ปีข้างหน้า เงิน 134.39 บาทจะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ไม่ถึง 1 ชาม มันจึงมีคำถามว่าก๋วยเตี๋ยวอีก 3 ชามมันหายไปใหน?


ตัวเลขคร่าวๆคือ1 ชามตกเป็นของคนทำงานแบงก์ อีก 2 ชามเป็นของคนที่มากู้เงินจากแบงก์ไปใช้ คนแบงก์ได้กินไป 1 ชามนั้นเข้าใจได้ง่าย คือเขาต้องจ้างคนมาทำงาน เขามีค่าใช้จ่าย เงินเดือนที่จ่ายให้พนักงานนั้นมาจากเงินของผู้ฝากนั่นแหละ แต่ที่ผู้กู้เงินกินไป 2 ชามนั้นดูยากหน่อย มันต้องคิดดังนี้ คือตอนเริ่มกู้เงินนั้นผู้กู้ได้เงินไป 100 บาท(เท่ากับก๋วยเตี๋ยว 4 ชาม) แต่เอามาคืนแค่ 215.89 บาท(คิดดอกเบี้ยทบตัน ในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี) เงินจำนวนนี้ใน 10 ปีข้างหน้ามันเท่ากับก๋วยเตี๋ยวแค่ 2 ชาม ดังนั้นผู้กู้เงินจึงเท่ากับยืมไป 4 ชาม แต่เอามาคืนแค่ 2 ชาม จึงเท่ากับว่าได้กินไปเสีย 2 ชาม


ครับ, ผู้กู้เงินจึงเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด


จากความรู้ดังกล่าวคนอเมริกันเขาจึงมีแนวคิดว่า เปิดบัญชีได้แต่อย่าทิ้งเงินไว้ เขาแนะนำให้กู้ คนที่เป็นหนี้แบงก์จะได้ประโยชน์ พวกเขาจะหาเรื่องกู้จากแบงก์ เช่น เรียนจบก็เริ่มกู้ไปซื้อรถยนต์ กู้ไปซื้อบ้าน แล้วเขาก็ค่อยๆผ่อนส่งไป เมื่อผ่อนรถยนต์ใกล้หมดเขาก็เปลี่ยนรถใหม่ แต่ซื้อให้โตยิ่งขึ้น เมื่อผ่อนส่งบ้านจวนครบแล้วก็กู้ไปซื้อบ้านชายหาด เมื่อเงินเดือนเริ่มเหลือเขาก็กู้ไปซื้อเรือยอร์จ รถสปอร์ต เรือบิน ฯลฯ ต่อๆไป


ครับ, คนฉลาดเขากู้แบงก์มาใช้จ่าย แต่คนไทยกลับเอาเงินไปฝากให้เสียค่าโง่


.................

16 พย.2552 ใครได้ประโยชน์สูงสุดในระบบตลาดทุน?


ฝากเงินที่ธนาคารเป็นการลงทุนทางอ้อม เพราะเงินของผู้ฝากถูกรวบรวมผ่านธนาคาร แล้วส่งไปสู่มือผู้ประกอบการ และทำให้เกิดการผลิต การให้บริการ ในขั้นตอนต่อไป เรื่องนี้คนหัวใสมองเห็นได้ไม่ยาก แล้วพวกเขาก็คิดต่อ ว่า ทำไมต้องผ่านแบงก์ให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่าย? ทำไมไม่ให้เงินผ่านไปถึงมือผู้ประกอบการโดยตรง?


ครับ, แนวคิดเรื่องตลาดหุ้น หรือตลาดทุนจึงเกิดขึ้น


ตลาดหุ้นคือ ที่นัดพบเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นกัน มันเป็นการลงทุนโดยตรง ตลาดหุ้นมีกฎเกณท์ว่า คนเสนอขายในราคาต่ำสุดมีสิทธิ์ขายได้ก่อน และคนเสนอซื้อในราคาสูงสุดมีสิทธิ์ซื้อได้ก่อน คนเสนอขายในราคาเท่ากันก็ให้สิทธิ์แก่คนเสนอก่อน ส่วนคนเสนอซื้อในราคาเท่ากันก็ให้สิทธิ์แก่คนเสนอก่อน


ตลาดหุ้นนี้เกิดขึ้นและเติบโตเร็วมาก การเสนอซื้อและเสนอขายนี้เข้ามาเร็วมาก และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้ ดังนั้นจึงต้องมีระเบียบและกฎเกณท์มากขึ้น เช่น ให้ซื้อขายได้เฉพาะหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ที่ตลาดเท่านั้น ให้สั่งซื้อสั่งขายผ่านโบรกเกอร์เท่านั้น ให้มีกำหนดเวลาเปิดตลาดและปิดตลาดที่แน่นอน ให้กำหนดวันหยุดไว้ล่วงหน้า ให้กำหนดจำนวนวันและเวลาในการส่งมอบเงินและหุ้นที่แน่นอน ใครไม่สามารถปฏิบัติตามได้ต้องถูกปรับ และก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ทั้งนี้เพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของโบรกเกอร์ ของตลาด และของหน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดดังกล่าว


เมื่อตลาดหุ้นใหญ่โตขึ้นแล้ว และมีคนเข้ามาซื้อขายกันมาก มันก็ต้องมีทั้งคนได้กำไร และขาดทุน แต่ส่วนใหญ่มักจะขาดทุน พวกนักคิดที่ชาญฉลาดก็คิดต่อ พวกเขาบอกว่าคนเบี้ยน้อยหอยน้อยนั้นไม่ควรจะเข้าไปเล่นเอง เพราะไม่รู้จังหวะการเข้าซื้อและการขายออก เล่นไม่เป็นก็จะเสียค่าธรรมเนียมและขาดทุนไปเปล่าๆ คนพวกนี้ควรเอาเงินไปฝากให้คนอื่นเล่นแทน คนที่อาสามาเล่นแทนก็คือ ผู้จัดการกองทุน นี่จะเป็นบริษัทหรือแผนกหนึ่งของโบรกเกอร์ก็ได้ แต่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดหุ้นอยู่เสียก่อน เงินที่รับมาจากนักลงทุนรายย่อยจะต้องนำมาซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้แบบต่างๆตามที่ได้ขออนุญาตไว้ ผู้ฝากเงินจะได้รับตราสารที่เรียกว่าหน่วยลงทุนไปเก็บไว้ หรือฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ก็ได้ ตราสารดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนใบหุ้น ผู้ถือสามารถบอกขาย หรือขอซื้อผ่านโบรกเกอร์ได้คล้ายกับหุ้น


ครับ, ตลาดหุ้นก็เลยเปลี่ยนเป็นตลาดหุ้นและตลาดทุนไป การซื้อขายก็ยิ่งมากขึ้นและใหญ่โตขึ้น


ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาดหุ้นและตลาดทุน?


แน่นอน ไม่ว่าคุณจะซื้อขายแล้วกำไรหรือขาดทุน คุนต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้ง โบรกเกอร์จึงเป็นดั่งเสือนอนกิน พวกเขามีแต่รับอย่างเดียว พวกนี้จึงเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างชัดเจน และเป็นผู้ที่ร่ำรวยขึ้นมาเป็นกลุ่มแรก ท่านผู้อ่านลองมองไปที่ถนนวอลสตรีต บริษัทที่ใหญ่โตและร่ำรวยในถิ่นนั้นคือบริษัทโบรกเกอร์


เมื่อบริษัทรวย คนในบริษัทก็รวยตามไปด้วย เช่นพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตติ้ง พนักงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ คนพวกนี้ไส่สูท นั่งรถเก๋งคันโต กินข้าวในโรงแรม อยู่บ้านหลังใหญ่


นอกจาก พนักงานของโบรกเกอร์แล้ว คนที่ดูแลตลาดหลักทรัพย์และกำกับตลาดหลักทรัพย์ก็ร่ำรวยไปด้วย


แน่นอน เมื่อมีคนเล่นหุ้นเป็นแสนคน มันก็ต้องมีคนรวยจากหุ้นด้วย แต่ก็เป็นส่วนน้อย คนที่มีกำไรในระดับ 20-100 เปอร์เซนต์ต่อปีก็พอมีสัก 1 ใน 10000 ส่วนคนที่กำไรระดับ 0-20 เปอร์เซนต์ต่อปีก็ไม่น่าจะถึง 1 ใน 20 ส่วนที่เหลือ 95 เปอร์เซนต์นั้นขาดทุนกันโดยถ้วนหน้า แต่ที่กำไรถึง 100 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นก็ไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ โดยสรุปแล้ว หาเศรษฐีจากตลาดหุ้นโดยตรงได้ยาก จะมีก็แต่พวกที่ปั่นหุ้น หรือใช้ข้อมูลภายในเท่านั้น


ที่กล่าวมาข้างบนนี้จะได้ผลประโยชน์กันไปประมาณปีละ 1-1000 ล้านบาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมจะพูดถึง


คนรับจ้างเล่นหุ้นครับ นี่เห็นได้จากการกวาดตาดูรายชื่อเศรษฐีที่ติดอันดับโลกทั้งหลาย หลายคนเริ่มจากการเป็นลูกจ้างในบริษัทจัดการกองทุน พวกนี้มีความสามารถในการทำนายทิศทางหุ้น พวกเขาสามารถทำกำไรให้กองทุนในระดับ 20-30 เปอร์เซนต์ต่อปี แล้วก็ออกมาตั้งบริษัทส่วนตัว ทำการรับจ้างเล่นหุ้น ที่คนพวกนี้ได้กำไรสูงก็เพราะ เขาคิดค่าจ้างไปตามเปอร์เซนต์ของกำไรจากตลาด เช่น 10 เปอร์เซนต์ของกำไร ถ้าปีนี้กำไร 25 เปอร์เซนต์ เขาก็หักเป็นค่าจ้าง 2.5 เปอร์เซนต์ ตัวเลขนี้ดูน้อยนิด แต่เมื่อคูณกับเงินที่เขารับจ้างมาเล่น ซึ่งอยู่ในระดับ 2000-10000 ล้านดอลล่าร์ต่อ 1 กองทุน พวกเขาก็จะได้เงินปีละ 10000*0.025=250 ล้านดอลล่าร์ต่อปี บางคนทำงานนี้แค่ 20 ปีก็รวยในระดับ หมื่นล้านเหรียญ ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือ คุณ วอเรน บัฟเฟท คนนี้รวยกว่า 70,000 ล้านเหรียญ


สรุปง่ายๆก็คือ คนเก่ง และมีสมองที่เฉียบแหลมเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์


ถ้าท่านอยากรวย ต้องหาความรู้ และอย่าเอาเงินตัวเองไปลงทุน มันทั้งเสี่ยง และกำไรช้า ให้รับจ้างเขาเล่นหุ้น เวลารวย มันรวยเป็นกอบเป็นกำดีกว่ากันเยอะเลย


.....................

19 พย.2552 .... ผิดด้วยหรือที่เข้าซื้อเมื่อหุ้นตก?


ข่าวการควานหาตัวนักปั่นหุ้นยังไม่ยอมจบ และดูจะเลอะเทอะยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้กลายเป็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าไปซื้อหุ้นเยอะๆในวันที่หุ้นตกแรง(14-15 ตค.2552) เขาจะหาว่าเป็นคนปั่นหุ้นไปหมด ที่ผมบอกว่าเลอะเทอะก็เพราะ มีคนยอมรับแล้วว่าเป็นคนลงข่าวที่ไม่เป็นมงคลในเวปไซท์ และไม่ได้มีเจตนาในการปั่นหุ้น ตลาดหุ้นมันตื่นเต้นกันไปเอง


ครับ, ตลาดหุ้นนั้นเมื่อราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นไปยาวนานและเป็นขนาดสูงมากๆแล้ว มันย่อมจะมีโอกาสตื่นตกใจแล้วดิ่งลงมาได้ มันจึงอาจเป็นไปได้ว่าไม่ต้องมีใครมาปั่นก็ดิ่งลงแรงๆได้


และมันก็เป็นธรรมชาติของตลาดที่ว่า หุ้นดิ่งลงแล้วก็จะฟื้นคืนชีพได้ในสองสามวัน ดังนั้น คนที่ใจกล้าๆก็จะเข้าซื้อในวันที่หุ้นดิ่งลงมา แล้วก็ขายได้กำไรในสองสามวันต่อมา


ครับ, อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าการปั่นหุ้น มันแค่เป็นการฉวยโอกาสธรรมดาๆ


ทีนี้มันก็เกิดเป็นคำถามว่า การฉวยโอกาสอย่างนี้ สมควรจะถูกห้ามหรือประนามหรือไม่?


เรื่องนี้มันดูยาก เวลาหุ้นตก แล้วมีคนเข้ามาซื้อนั้นอาจเป็นการช่วยตลาดก็ได้ เพราะเมื่อขายได้แล้วคนที่เสนอขายก็หมดไป หุ้นก็อาจหยุดตก แต่มองอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นการเร่งให้ตกก็ได้ เพราะเมื่อเกิดการซื้อขาย(แมทชิ่ง) ราคาสุดท้ายก็จะลดลง ซึ่งจะทำให้คนอื่นๆเห็นกันถ้วยหน้า แล้วก็จะมีคนตกใจมากขึ้น แล้วก็เลยมีคนเสนอขายในราคาที่ต่ำลงไปอีก ผลสุดท้ายก็จะทำให้หุ้นตกยิ่งขึ้น


ครับ, เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้


นอกจากนี้แล้ว คนที่เข้าไปช้อนซื้อนั้นก็มีความเสี่ยง เพราะหุ้นอาจตกต่ออีก และอาจไม่กลับมายังราคาที่เขาซื้อไว้เลยก็ได้ คนพวกนี้จึงต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้เต็มที่ จึงน่าจะปล่อยให้เขาคิดกันเอง ตลาดไม่ควรเข้าไปห้ามเขา


อีกประการหนึ่งคือ ถ้าเราตั้งเป็นข้อห้ามเอาไว้ ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่สามารถแยกระหว่างการเก็งกำไรตามปรกติ กับการการเข้าช้อนซื้อ เพราะกำหนดไม่ได้ว่าราคาตกในอัตราแค่ใหนเรียกว่าปรกติ และแค่ใหนเรียกว่าผิดปรกติ


ครับ, โดยสรุปแล้ว ที่กลต.และตลาดหลักทรัพย์วิ่งกันให้วุ่นอยู่ในวันนี้ มันเป็นการไล่จับโดยไม่มีหลักเกณท์


เลิกเสียเถอะครับ มันไม่มีประโยชน์ แถมทำให้เกิดอาการซึมขึ้นมาในตลาดเปล่าๆ


...............

23 พย.2552 ..... บจ.ไทย:บริษัทชั้นนำ หรือ ห่วยแตก


ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ออกมาตีข่าวว่า ในห้วงเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ทำกำไรได้ถึง 3.2 แสนล้านบาท


ครับ, เงิน 3.2 แสนล้านนั้นมันก็เป็นเงินก้อนโต ถ้าผมรวยขนาดนั้นผมคงดีใจตายเลย แต่นี่มันเป็นกำไรของบริษัทกว่า 460 บริษัท และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทยเสียด้วย ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 5.5 ล้านล้านบาท มันจึงไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าใดนัก เพราะเมื่อคิดเป็นอัตรากำไรต่อปี ก็มีค่าแค่ 5.57 เปอร์เซนต์เท่านั้น การทำกำไรในอัตราแค่นี้มันต่ำกว่าของต่างปรเทศเขาประมาณ 3 เท่า และเมื่อมีกำไรแค่นี้ มันก็คงจะปันผลได้ไม่ถึง 3.0 เปอร์เซนต์ต่อปี ซึ่งไม่เป็นแรงชักจูงให้คนเข้ามาลงทุนถือหุ้นระยะยาวกัน


ครับ, ตลาดหุ้นของประเทศที่เจริญแล้วนั้น เขาจะทำกำไรกันในอัตราประมาณ 12-15 เปอร์เซนต์ต่อปี แล้วเขาก็ปันผลเสียประมาณ 7.5 เปอร์เซนต์ต่อปี ซึ่งจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเล็กน้อย คนถือหุ้นของเขาจึงพอใจที่จะถือหุ้นต่อไป ส่วนอีก 2.5-7.5 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นเขาเก็บเป็นกำไรสะสม ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในงวดต่อๆไป


และเมื่ออ่านในรายละเอียดต่อไป ผมก็ยิ่งตกใจ คือ กำไรเหล่านี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทใน SET100 เท่านั้น ตัวเลขกลมๆคือ 89 เปอร์เซนต์ นั่นก็หมายความว่า บจ.อีกกว่า 400 บริษัท ทำกำไรรวมกันได้แค่ 11 เปอร์เซนต์ของ 2.3 แสนล้านบาท แล้วพวกนี้จะเอาเงินที่ใหนไปจ่ายปันผล


ครับ, มีคนพูดกันมานานแล้วว่าหุ้นกว่า 90 เปอร์เซนต์ในตลาดหุ้นไทยมันไม่มี liquidity หรือคือ ซื้อมาแล้วขายไม่ออก บริษัทพวกนี้เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีและอื่นๆ และส่วนใหญ่ถือหุ้นโดยเจ้าของเดิม ถึงจะมีกำไรก็ไม่ค่อยจะจ่ายปันผล


ครับ, ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ การตีปีบว่าบจ.มีกำไรเยอะๆนั้นมันไม่ได้ผลหรอก ท่านต้องกลับไปดูว่าสินค้า(บจ.)ของท่านมันดีจริงหรือเปล่า ท่านควรไล่บริษัทห่วยๆที่อยู่นอก SET100 ออกไปจากตลาด แล้วไปเชิญบริษัทดีๆเข้ามาจดทะเบียนจะดีกว่า


และที่รมต.คลังบอกว่า จะขยายตลาดหุ้นไทยให้มันใหญ่กว่าตลาดอื่นๆในภูมิภาคนี้นั้น ก็ควรเตือนว่า มันเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น


....................

26 พย.2552 ..... ตีแตก-คำภีร์หุ้นของบิ๊กไอบีเอ็ม


อ่านบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันที่ 23 พย.2552 แล้วได้อะไรดีๆหลายอย่าง บทความนี้อยู่หน้า 3 ของ BizWeek และอาจมองหาได้ยากหน่อย เพราะมันสั้นนิดเดียว


ตามข่าวบอกว่า คุณ ธันวา เลาหศิริวงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทไอบีเอ็ม ประเทศไทย ได้บอกว่า ท่านเป็นคนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้น และในช่วงแรกของการลงทุนได้อยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานอย่างมาก ทั้งนี้เพราะลงทุนแบบเชื่อข่าวลือและไร้ความรู้ แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่อง ตีแตก ของ ดร.นิเวศน์ก็ค้นพบทางสว่าง ท่านบอกว่าหนังสือเล่มนี้สอนว่า ไม่ว่าจะลงทุนในกิจการใด ให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนั้น ให้ดูทุกอย่างรอบด้าน...ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงลดลง... แล้วท่านก็ลงทุนได้ถูกต้อง และพลิกจากเคยขาดทุนหนักๆ มาเป็นกำไรได้


ครับ, นับเป็นบทความที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะง่ายอย่างที่พูดมา


ประการแรก คือ การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนั้น มันยาก ท่านต้องไปสืบหาข้อมูล ท่านต้องไปประชุมทุกครั้ง ท่านต้องไปสืบว่าผู้มาประชุมเป็นใคร มาจากใหน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความต้องการอย่างไร...นอกจากนี้ยังต้องดูว่ากิจการนี้มันทำอะไร จะเจริญเติบโตหรือไม่ จะมีกำไรดีหรือไม่ จะมีใครเข้ามาแข่งขันหรือไม่...ถ้าเป็นคนต้องทำงานประจำ ก็คงจะทำไม่ได้


ประการที่สอง คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการนั้นมันมีค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นเศรษฐีอย่างคุณธันวามันก็คงจะพอคุ้มทุน แต่ถ้าเป็นนักลงทุนรายย่อย ที่มีวงเงินแค่ 100,000-200,000 บาท ซื้อหุ้นได้แค่ 2-3 ตัว แล้วจะไปสืบหาข้อมูลทุกด้าน เดี๋ยวเงินทุนก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายไปหมด


ประการที่สาม คือ หุ้นในตลาดมีตั้ง 500-600 ตัว แล้วเราจะเลือกตัวใหนดี? ท่านก็คงต้องเริ่มจากดูกลุ่มกิจการสัก 2-3 กลุ่ม แล้วก็เจาะลงไปกลุ่มละ 5-6 ตัว แล้วก็ศึกษาดู แล้วก็เลือกมาสักกลุ่มละ 1 ตัว แล้วก็ต้องซื้อหุ้น ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือแล้วจะไปประชุมกับเขาได้ยังไง...


ครับ, กว่าจะเริ่มเข้าถึงข้อมูล ก็ฉิบหายเข้าไปแล้ว เรื่องนี้ผมจะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง


ครับ, เมื่อตอนที่ผมยังไม่มีสูตร์เพื่อวิเคราะห์หุ้น(ประมาณ 25 ปีมาแล้ว) ผมก็เริ่มแบบตามตำราฝรั่ง ผมเป็นวิศวกรไฟฟ้า ก็เลยดูกลุ่มตัวแทนจำหน่ายเครื่องไฟฟ้า แล้วผมก็เลือกได้บริษัทที่มีชื่อย่อว่า SS บริษัทนี้ขายวิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงจากยุโรปและญี่ปุ่น ผมซื้อไว้ 300,000 บาท ถืออยู่ 5-6 เดือนไม่เห็นมีการเชิญประชุม แถมราคาหุ้นก็หายไปเกือบ 50 เปอร์เซนต์ ผมก็เลยต้องโทรศัพท์ถามเพื่อน ผมเสียเวลาตามหาข้อมูลอยู่ 2 สัปดาห์ และรบกวนเพื่อนไปหลายโหล และต้องโทรไปเค้นขอข้อมูลจากกรรมการผู้จัดการอยู่หลายชั่วโมง แล้วผมก็พบว่า บริษัทนี้เอาเงินที่เพิ่มทุนไปทำศูนย์การค้า แค่นั้นยังไม่พอ เขายังเสือกไปค้ำประกันบริษัทของเพื่อนอีก 2000 ล้านบาท แล้วเจ้าเพื่อนคนนั้นก็หนีหนี้ธนาคาร ธนาคารจึงฟ้องและจะมายึดทรัพย์สินทั้งหมด...ได้ฟังแค่นั้นผมก็รีบขายหุ้นบ้านั้นออกไปทันที และขายได้ในราคาแค่ไม่ถึง 100,000 บาท


ครับ, ผมเข็ดจนเข้ากระดูกเลย


หลังจากนั้นผมก็บอกว่า วิธีเลือกหุ้นก็คือ เอาไอ้ที่มันมีการซื้อขายกันทุกวัน และให้ดูกราฟการขึ้นลงเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีย้อนหลัง มันต้องขึ้นลงอย่างเป็นปรกติ คำว่าปรกตินี้เป็นอย่างไรผมยินดีสอนให้(ซึ่งผมพบว่า หุ้นที่ขึ้นลงเป็นปรกตินั้นมีไม่ถึง 30 ตัว จาก 500-600 ตัวที่มีอยู่) และอย่ามาพูดถึงการไปร่วมเป็นเจ้าของกิจการกับผม เพราะมันทำได้ยาก


ครับ, หลักการในตำราฝรั่งนั้นดี แต่เอามาใช้ในเมืองไทยได้ยาก และที่น่าเจ็บใจคือ เสียรู้ไปแล้วจะเอาคืนได้ยาก ผมไม่รู้ว่าคุณธันวาได้ทุนคืนแล้วหรือยัง เพราะเล่นแบบตีแตกนั้นกำไรโดยเฉลี่ยมันต่ำ ถ้าไปถือหุ้นเอาไว้ในตอนที่เศรษฐกิจเป็นขาลง มันยิ่งฉิบหายหนักขึ้นไปอีก


..................

27 พย.2552 ..... โรคดื้อทำให้คนไทยขาดทุน


คนส่วนใหญ่คิดว่า การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้น ต้องซื้อเมื่อราคาหุ้นลงต่ำสุด แล้วก็ไปขายเมื่อราคาขึ้นไปสูงสุด แต่ วิธีดังกล่าวนี้ทำได้ยากมาก มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย จุดที่ราคาต่ำสุดนั้นมีจุดเดียวในหนึ่งรอบ และจุดที่ราคาสูงสุดก็มีเพียงจุดเดียวในหนึ่งรอบ โอกาสที่จะซื้อได้พอดีต่ำสุดและขายได้พอดีสูงสุดจึงมีน้อยมาก มันต้องเป็นความฟลุ๊กจริงๆ


แต่คนไทยก็ยังพยายามทำ แล้วก็มักจะประสบกับความล้มเหลว และเกิดความเครียด เช่น พอหุ้นลงถึงระดับหนึ่งแล้วก็ยังไม่ซื้อ รอจนหุ้นขึ้นไปหลายเปอร์เซนต์แล้วถึงเข้าไปซื้อ แถมเวลาหุ้นขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วก็ยังไม่ขาย ลงท้ายต้องไปขายเมื่อหุ้นลงมาจนต่ำกว่าต้นทุน เล่นแบบนี้แล้วก็ขาดทุนและโกรธตัวเอง แล้วก็เครียด


ครับ, จริงๆแล้วเราไม่ต้องเก็งกำไรจนตัวเกร็ง เราแค่ซื้อในตอนใกล้ๆหุ้นเริ่มขึ้น แล้วไปขายในตอนใกล้ๆหุ้นเริ่มลงก็พอ ใครทำได้แค่นี้ก็มีกำไรทุกรอบ


แต่มันก็จะมีคำถามขึ้นมาว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าตอนใหนหุ้นกำลังเริ่มขึ้น และตอนใหนหุ้นกำลังเริ่มลง?


เรื่องนี้ จริงๆแล้วไม่ยาก หุ้นนั้นขึ้นลงเป็นรอบ มันมีความยาวรอบใกล้เคียงของเดิมเสมอมา มันอาจมาช้า หรือ มาเร็วกว่ากำหนดไปบ้าง แต่ความคลาดเคลื่อนอันนี้มักมีผลแค่ทำให้กำไรลดลง


นอกจากนี้แล้ว หุ้นขาขึ้นนั้นจะมาพร้อมกับวอลุ่มที่สูงขึ้น และหุ้นขาลงจะมาพร้อมกับวอลุ่มที่ลดลง


และที่แน่ๆก็คือ กองทุนต่างชาตินั้นจะเข้าซื้อในตอนขาขึ้น และจะขายออกในตอนขาลง


แต่...คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเล่นแล้วขาดทุน
ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้มากว่า 30 ปีแล้ว?


ครับ, ท่านจะเข้าใจเมื่อดูความคิดของคนไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยเริ่มถดถอยมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลา แต่คนไทยไม่ยอมเชื่อ นักวิเคราะห์พยายามพูดอยู่ตลอดเวลาว่า หุ้นจะไปต่อ หุ้นจะไปต่อ หุ้นจะไปต่อ บางคนบอกว่ามันจะไปถึง 830 บางคนบอกว่าพักฐานแล้วจะไปถึง 930 ฯลฯ


และที่น่าสนใจมากก็คือ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงบอกยกเลิกการชุมนุมในวันที่ 28 พย.ที่จะถึงนี้ คนไทยก็เข้าไปแย่งกันซื้อหุ้นจนดัชนีดีดขึ้นไปเกือบ 20 จุด นี่มันบอกชัดว่าคนไทยยังเชื่อว่าหุ้นจะขึ้นต่อ


และที่น่าแปลกใจยิ่งขึ้นก็คือ คนไทยมองข้ามการทะยอยขายของกองทุนต่างชาติมาถึง 2 เดือนแล้ว


ครับ, ข้อสรุปก็คือ คนไทยมันเป็นโรคดื้อ หุ้นไทยเป็นขาลงมานานแล้ว แต่เรายังไม่ยอมรับ เรื่องนี้จะเกิดเช่นเดียวกันในตอนหุ้นขึ้น คือฝรั่งเข้าซื้อ และราคาเริ่มขึ้น แต่คนไทยจะยังไม่ยอมเชื่อ พวกเขาจะไม่เข้าซื้อ เขาปล่อยให้กองทุนต่างชาติทะยอยซื้อไปจนเต็มอิ่มแล้วจึงจะเข้าไปตามแห่ การเล่นหุ้นแบบนี้มันก็มีแต่ขาดทุน และขาดทุนทีละมากๆด้วย


ครับ, เลิกนิสัยดื้อเสียเถอะ ยอมรับความจริงให้เร็วขึ้น แล้วจะมีโอกาสทำกำไร


...............

06 ธค.2552 .... โบรกเกอร์ต้องมีคุณธรรม?


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉะบับวันที่ 23 พย.2552 ลงบทความเรื่อง "คติธรรมจากภาพ:พลังขับเคลื่อนโบรกเกอร์เบอร์11" ผมอ่านแล้วเอาไปคิดอยู่หลายวัน ที่ต้องเอาไปคิดก็เพราะ ผมไม่แน่ใจว่าภาพทางพุทธศาสนาจะช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีคุณธรรมได้จริงหรือไม่? และอาจต้องย้อนถามกันว่า มันจำเป็นหรือเปล่าที่ว่า โบรกเกอร์นั้นต้องมีคุณธรรม?


ผมขอกระโดดไปที่คำถามที่สองเลยว่า มันจำเป็นหรือเปล่าว่า โบรกเกอร์นั้นต้องมีคุณธรรม?


ในความเห็นของผม โบรกเกอร์ไม่ต้องมีคุณธรรม นักลงทุนไม่เคยเรียกร้องเรื่องนี้ ผู้บริหารและนักการเมืองต่างหากที่มาพูด และเรียกร้องจนเลอะเทอะไปหมด พวกเขาเห็นคนไทยเล่นหุ้นแล้วเจ้งกันมาก แต่กลับมีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่ร่ำรวยจากตลาดหุ้นอย่างผิดปรกติ ก็เลยเข้าใจไปเองว่าโบรกเกอร์ช่วยนักการเมืองโกงคนยากคนจนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็มากดดันให้มีการกดค่าธรรมเนียม มีการออกระเบียบห้ามย้ายงาน มีการตำหนิว่าโบรกเกอร์ไม่มีคุณธรรม ฯลฯ


ครับ, ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนต้องการแค่ ให้โบรกเกอร์ทำงานอย่างตรงไปตรงมา อย่าทำเกินเลยจากหน้าที่ เมื่อสั่งซื้อก็ต้องคีย์เข้าไปทันที เมื่อสั่งขายก็ต้องคีย์เข้าไปทันที เมื่อถูกถามก็ต้องตอบตามความเป็นจริง ไม่มีการโกหกหรือบิดเบือน ไม่มีการหลอกให้ซื้อหรือหลอกให้ขาย และห้ามเอาเงินลูกค้าไปซื้อหุ้น หรือเอาหุ้นของลูกค้าไปขายโดยเด็ดขาด


ในทางตรงกันข้าม, ผมกลับคิดว่า ถ้าโบรกเกอร์ไปสรวมวิญญาณของนักบุญเข้า มันอาจทำให้เขามากดดันให้ลูกค้าเข้าซื้อ หรือขายหุ้นออกไป ซึ่งอาจผิดจังหวะ แล้วก็ทำให้ลูกค้าเสียหายได้ และถ้ากดดันแล้วลูกค้าไม่ทำตามก็อาจสั่งซื้อสั่งขายไปโดยพลการได้ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาในอีกด้านหนึ่ง


ครับ, พูดมาถึงตรงนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่า คนเขียนบทความมานั้น ท่านสับสนเรื่องคุณธรรม กับเรื่องภาระหน้าที่หรือเปล่า? การทำงานตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมานั้นก็คือการมีคุณธรรมอย่างเพียงพอแล้ว ท่านไม่น่าจะต้องไปหาภาพทางพุทธศาสนามาขัดเกลาจิตใจให้เกินความจำเป็น และใครจะมีคุณธรรมมากน้อยแค่ใหนมันก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทำไมต้องไปวุ่นวายกับพวกพนักงานเขา


หรือว่า การเป็นบอสส์นี่มันต้องเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของลูกน้องในระดับจิตใจกันด้วย?


....................

10 ธค.2552 ..... มาบตาพุดไม่ใช่ปัญหา


นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ บ่นกันมาหลายสัปดาห์แล้วว่า การที่ศาลปกครองสั่งให้หยุดโครงการใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจนกว่าจะมีการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้เกิดความเสียหายต่อบรรยากาศการลงทุน และจะทำให้ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทปตท.ลดลง คนที่ออกมาด่ามากที่สุดเห็นจะเป็นนายกและรองนายกสภาอุตสาหกรรม ท่านถึงขนาดบอกว่าต่อไปนี้จะไม่รอฟังรัฐบาลแล้ว ท่านจะให้คนทางภาคเอกชนทำเองทุกอย่าง


ครับ, ผมฟังดูแล้วสงสัยว่าท่านจะติดหุ้นปตท.อยู่หลายแสนหุ้น


แต่...ประเด็นจริงๆก็คือ คนเหล่านี้มองอะไรๆ สั้นไปหน่อย พวกเขามองดูโจทย์ขัอนี้เหมือนเป็นโจทย์ในห้องเรียน คือ ฟังโจทย์เสร็จก็คิดว่าราคาสินค้าถูกกำหนดว่าต้องคงที่ เมื่อบริษัทต้องเสียเงินปรับปรุงและป้องกันสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น มันก็จะทำให้กำไรหด หรืออาจถึงขนาดขาดทุนไปเลย แบบนี้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็ต้องตกลงมา


ครับ, จริงๆแล้ว ชีวิตจริงมันไม่ใช่โจทย์แบบฝึกหัด ในชีวิตจริงนั้นทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งรวมถึงราคาสินค้าที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย ผมจะคำนวณให้ดู


สมมุติว่า 65 โครงการที่ถูกชลอไปนี้ เดิมต้องใช้เงินลงทุน 200,000 ล้านบาท แต่เมื่อถูกท้วงติงมาอย่างนี้ ก็ต้องประมาณว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเท่าใด สมมุติอีกว่า ต้องใช้เงินเพิ่ม 40,000 ล้ายบาท เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว มันก็แค่ไปหาเงินทุนมาเพิ่มอีก 40,000 ล้านบาท นายแบงก์นั้นยินดีที่จะให้เงินเพิ่ม แต่เขาอยากจะรู้ว่าจะหาเงินมาคืนทุนได้อย่างไร คำตอบของผมก็คือ เพิ่มราคาสินค้าขึ้นไปอีก 20 เปอร์เซนต์ก็พอ


ครับ, สินค้าที่มาจากมาบตาพุดนั้นเป็นสินค้าจำเป็น และส่วนใหญ่หาอย่างอื่นมาทดแทนไม่ได้ เช่น น้ำมัน กาซ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าพวกนี้ขึ้นราคาเท่าใหร่คนก็ยังต้องซื้อ ดังนั้นเงินที่ต้องลงทุนเพิ่ม 40,000 ล้านบาท หรือคือ 20 เปอร์เซนต์ของทุนใหม่ก็หามาคืนได้โดยง่าย


แต่...มันยังมีผลพลอยได้จากราคาที่เพิ่มขึ้นนี้อีก คือ สินค้าจากโรงงานเก่าที่มีอยู่มันก็ได้ขึ้นราคาตามไปด้วย ตรงนี้เป็นกำไรมหาศาล


ครับ, ผมบอกได้เลยว่า ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทในนิคมมาบตาพุดจะพุ่งกระฉูดในอีก 5-6 เดือนข้างหน้า


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอยืนยันว่า เรื่องมาบตาพุดนี่ไม่ใช่ปัญหา มันกลับเป็นโอกาสที่จะทำความร่ำรวยกันมากกว่า ตอนนี้ใครมีเงินก็รีบกว้านซื้อหุ้นปตท.และกลุ่มอุตสาหกรรมในมาบตาพุดได้แล้ว


.................

11 ธค.2552 ..... ไทยอินเตอร์ฟ้องพันธมิตร์แปดร้อยกว่าล้าน


ข่าวนี้คงจะเป็นที่พอใจของคนเสื้อแดง แต่ผมบอกได้เลยว่ากำลังถูกเขาหลอก และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง มันกลับเป็นเรื่องการเงินที่พวกเราควรให้ความสนใจ


ทำไมหรือ?


ก็เพราะ นี่เป็นการฟ้องทางแพ่ง มันไม่ใช่การฟ้องเอาผิดในเรื่องเป็นผู้ร้ายสากลที่ไปยึดสนามบิน เรื่องนี้ต่อให้มีการสอบสวนไปอีก 10 ชาติ ก็ไม่สามารถเอาแกนนำพันธมิตร์เข้าคุกเข้าตะรางได้


แล้วทำไมต้องฟ้อง?


ฟ้องเพื่อประโยชน์ทางการเงินครับ


มันจะได้เงินจริงหรือ ในเมื่อแกนนำพันธมิตร์มันไม่มีเงินจะจ่าย และรัฐบาลชุดนี้ก็แบคอัพกันอยู่?


ครับ, ผมเชื่อว่า ผู้บริหารของไทยอินเตอร์เขาก็รู้ดีว่าแกนนำพันธมิตร์ไม่มีเงิน โอกาสที่จะชนะก็น้อย และถ้าเกิดชนะขึ้นมา แกนนำก็อาจขอประนีประนอมโดยผ่อนส่งในอัตราประมาณ 30 บาทต่อเดือน ซึ่งจะใช้เวลาเป็นหมื่นปีจึงจะหมดหนี้กัน แล้วก็ต้องตัดเป็นหนี้สูญเมื่อลูกหนี้ตายไปจนหมด


แต่...ประโยชน์มันมีอย่างนี้ครับ คือ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ไทยอินเตอร์ก็สามารถใช้ตัวเลขนี้ลดหย่อนภาษีในปีต่อๆไปได้ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นตัวเลขกำไรในงบดุลปีต่อๆไป


นี่เป็นสิ่งที่เขาทำกันในเรื่องภาษีที่กรมสรรพากรครับ ผมรู้เรื่องนี้ดีเพราะพ่อผมเป็นหัวหน้ากองภาษีเงินได้มาก่อน และนักบริหารมือฉมังๆเขารู้กันดี มันเป็นวิธีที่จะสร้างตัวเลขกำไรจากความฉิบหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว


ครับ, เมื่อเป็นอย่างนี้ มันก็กลายเป็นโอกาสของนักเล่นหุ้น คือ เราต้องมาดูว่า เรื่องนี้จะทำให้ไทยอินเตอร์โชว์กำไรได้มากน้อยสักแค่ใหน


ตัวเลขแค่ แปดร้อยกว่าล้านบาทนี่ ผมเชื่อว่าเอ็มดีคนใหม่นี้คงจะเอามาโปะลงในปีหน้าปีเดียว และอาจจะโชว์ให้เป็นข่าวใหญ่ในงวดแรกของปี 2553 เท่านั้น ทั้งนี้เพราะ กว่าจะได้มาเป็นเอ็มดีนี่ ต้องถูกซักมาอย่างหนักว่าจะทำให้ไทยอินเตอร์มีกำไรได้อย่างไร


ครับ, การโชว์กำไรในงวดแรกของปี 2553 เป็นเงินเพิ่มขึ้นมาแปดร้อยกว่าล้านบาท ก็คงจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10-20 เปอร์เซนต์ ใครที่มีเงินเหลืออยู่ในพอร์ตก็ควรกว้านซื้อ THAI เอาไว้สัก 20-30 เปอร์เซนต์ของพอร์ต ผมเชื่อว่าจะไม่ผิดหวัง


สำหรับคนเสื้อแดงนั้น กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็คงจะเสียเวลาไปอีกหลายเดือน คดียึดสนามบินนานาชาตินี้มีอายุความเท่าใหร่ผมไม่รู้ และผมก็ไม่สนใจเรื่องการเมืองเสียด้วย


................

14 ธค.2552 ..... ใครเนียนใครไม่เนียน?


เนียนเป็นศัพท์ใหม่ที่ผมเพิ่งได้ยินมาแค่ 2-3 ครั้ง และก็เพิ่งจะได้ยินอีกครั้งหนึ่งเมื่อสองวันก่อน ผู้พูดคือ ดร.เสรี เจ้าของรายการ ที่ชื่อว่า-แล้วไง? คือท่านบอกว่า เรื่องที่กัมพูชาจับช่างวิทยุการบินของไทยในข้อหาจารกรรมข้อมูลนั้น เป็นการสร้างฉาก และที่รู้ว่าเป็นการสร้างฉากก็เพราะบทมันไม่เนียนพอ


ครับ, คำว่า ไม่เนียน จึงมีความหมายว่า ไม่แนบเนียน ไม่ละเอียดพอ หรือคือ เนื้อมันหยาบเกินไปที่จะยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แล้วท่านก็บ่นไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนฟังเชื่อว่ามันเป็นการสร้างเรื่องเพื่อดีสเครดิตรัฐบาลชุดปัจจุบัน และเพื่อชิงความได้เปรียบทางด้านการเมืองของอดีตนายกทักษิณ...ฯลฯ


ครับ, การออกมาวิจารณ์เรื่องเขมรจับไทยนี้ ผมกลับเห็นว่า ดร.เสรี นั่นแหละ ที่วิเคราะห์ได้ไม่เนียน

ข่าวนี้จะเป็นการสร้างสถานะการณ์นั้นเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เพราะ ดร.ทักษิณไม่สามารถสั่งให้กองทัพอากาศไทยไปเตรียมเครื่องบินขับไล่เอาไว้ได้ การเตรียมเครื่องบินขับไล่เอาไว้เพื่อบินขึ้นไปประกบ และจะไปบังคับเครื่องบินของ ดร.ทักษิณให้ลงจอดนั้นถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐาน แต่รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้ปฏิเสธ


ครับ, ในเมื่อแผนเอาเครื่องบินขับไล่ขึ้นไปประกบมีจริง การขะโมยข้อมูลการบินมันก็น่าจะจริง แล้วการที่คนเขมรจับคนไทยมันก็น่าจะเป็นเรื่องจริง แล้วการวิ่งเต้นเพื่อแข่งกันช่วยเหลือมันก็น่าจะเป็นเรื่องจริง และการที่ไปกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากก็น่าจะเป็นเรื่องเท็จ


ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง ดร.เสรีจะเป็นคนคิดอะไรโฉ่งฉ่างถึงขนาดนี้ได้


.....................

 

15 ธค.2552 ..... หุ้นจะขึ้นเพราะกองทุน RMF&LTF


เมื่อสองสามเดือนก่อน ผมบอกว่า หุ้นไทยเริ่มเป็นขาลงแล้ว แต่นักวิเคราะห์ของไทยยังยืนยันว่าดัชนีจะไปที่ 730-830


แล้วผลเป็นอย่างไร?


ดัชนีไต่ขึ้นมาแตะ 710 แล้วก็ตกลงมาแกว่งอยู่รอบๆ 700 มาสองเดือนแล้ว


แต่....ความพยายามของนักวิเคราะห์ไทยก็ยังไม่เลิกลา วันนี้เข้ามาถึงกลางเดือนธันวาคมแล้ว แล้วพวกเขาก็หาเหตุมาเชียร์หุ้นกันอีก วันนี้เขาเอาเรื่องกองทุน RMF และ LTF มาเป็นเหตุผล พวกเขาบอกว่า คนที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากกองทุนสองประเภทนี้คือ คนกินเงินเดือนสูงๆ และจะได้ประโยชน์สูงสุดด้วยการเข้าซื้อกองทุนทั้งสองในตอนปลายปี หรือก็คือในสัปดาห์นี้ของเดือนนี้นี่แหละ แล้วเขาก็บอกว่า เงินก้อนโตจะใหลเข้าสู่ตลาด ดังนั้นหุ้นไทยต้องพุ่งไปถึง 730 ก่อนสิ้นปี ตามที่เขาเคยทำนายไว้


ครับ, พวกนี้พูดอย่างกับว่า ผู้จัดการกองทุนทั้งหลายนั้นเป็นคนกินแกลบ


คนกินแกลบเท่านั้นที่ได้เงินมาแล้วต้องรีบเข้าไปซื้อหุ้น ถ้าหุ้นจะขึ้นจาก 700 ไปเป็น 730 ใน 1 สัปดาห์ แล้วตกกลับมาเป็น 700 เหมือนเก่าในต้นปีหน้า พวกเขาเก็บเงินไว้ในตราสารหนี้ระยะสั้นไว้ก่อนไม่ดีกว่าหรือ?


แต่มันก็เป็นไปได้ เพราะผู้จัดการกองทุนนั้นก็มีความฉลาดไม่แตกต่างจากนักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลาย (ก็พวกเขามาจากแหล่งเดียวกัน คือไต่เต้าจากตำแหน่งมาร์เก็ตติ้ง แล้วก็ไปสอบให้ผ่านตำแหน่ง Investment Advisor ของ กลต.) พวกเขาอาจเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น และถ้ามันขึ้นไปที่ 730 ได้แล้ว มันก็น่าจะไต่ไปถึง 830 ได้ ใครที่ไม่รีบเอาเงินกองทุน RMF และ LTF เข้าไปซื้อหุ้นก็จะตกรถไฟ...ฯลฯ


ครับ, ใครจะกินแกลบ หรือ ใครจะกินข้าว ก็อยู่ที่การวิเคราะห์และตัดสินใจนี่แหละ อีก 20-30 วันก็จะได้เห็นกัน แต่คนที่โง่สุดๆก็คือ นักลงทุนที่เข้าซื้อเข้าขายตามคำยุของนักวิเคราะห์ เพราะเป็นคนจ่ายเงินค่าแกลบและค่าข้าวอยู่ทุกวัน โดยไม่สามารถประเมินได้ว่าคำแนะนำเหล่านี้มันถูกหรือผิดกันแน่


....................

30 ธค.2552 ..... เศรษฐกิจฟื้นแล้ว, แต่เจเอแอลล้มละลาย?


หุ้นไทยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะมีคนพูดว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว และปีหน้า(2553)ดวงของท่านนายกอภิสิทธิ์จะดีแล้ว แต่วันนี้มีข่าวสวนมาจากญี่ปุ่นว่า สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่น(JAL)กำลังจะล้มละลาย และวานนี้ราคาหุ้นก็ดิ่งลงมา 8.3 เปอร์เซนต์ ข่าวนี้ดูได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อยู่หน้า 15 ของวันที่ 30 ธค.2552


ครับ, ท่านว่าเศรษฐกิจของโลก และเศรษฐกิจของไทย มันฟื้นแล้วจริงหรือ?


นอกจากข่าวเรื่องเจเอแอลจะล้มละลายแล้ว ไต้ของข่าวนั้นก็ยังมีข่าวจากหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารของเกาะฮ่องกงเตือนว่า ปี 2553 นี้เศรษฐกิจของฮ่องกงอาจเข้าสู่ภาวะทรุดเป็นรอบที่สอง


ครับ, ผมไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นแล้ว


ในทางตรงกันข้าม ผมกลับเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะทรุดหนัก ทั้งนี้เพราะเงินที่ลงไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นมันจมหายไปหมด มันไม่เกิดดอกออกผลในทางบวก แต่กลับเป็นภาระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นที่จะต้องไปหามาใช้หนี้เขา รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นลูกเศรษฐี เคยมีเงินเต็มถุงเต็มถัง ใช้เท่าใดก็ไม่หมด แต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายในชีวิตปัจจุบันมันได้ไต่ขึ้นมาในระดับปีละ 50-60 เปอร์เซนต์ของยอดเงินฝากในบัญชีกันแล้ว ตอนนี้ใครเผลอใช้จ่ายเกินตัวก็จะต้องกู้เงินแบงก์มาใช้จ่าย แล้วก็ต้องวิ่งไปหาเงินมาใช้หนี้เขา


ครับ, มีแต่ตายกับตายลูกเดียว ผมเชื่อตามทฤษฎีลูกคลื่น เจ้าคลื่นเศรษฐกิจของไทยมันยังจะต้องใหลลงอีก 1-2 ปี แล้วจึงจะถึงจุดต่ำสุด ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ก็ต้องหลังปี 2554 โน่น


ดูกันต่อไปนะครับ ดูว่าใครจะกินข้าว ใครจะกินแกลบ


..................