เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2553
............

07 มค.2553 ..... เมืองไทยไม่ใช่แค่มาบตาพุด


นักวิเคราะห์หลายคนยังมีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นไม่เต็มที่ พวกเขาเกรงว่าคำสั่งศาลปกครองที่ให้ชลอการลงทุนในนิคมมาบตาพุด จะทำให้เศรษฐกิจชลอตัว ในตอนนี้ต่างคนต่างเอามาพูด แล้วก็ขยายขอบเขตออกไปจนเกินกว่าเหตุ เช่น วงเงินลงทุนที่หยุดไปนั้นมันมีขนาดถึง 4-5 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว บ้างก็บอกว่าต้องเสียเงินเพื่อแก้ใขสิ่งแวดล้อมถึง 2-3 แสนล้านบาท บ้างก็บอกว่ากลุ่ม ปตท.อย่างเดียวจะขาดทุนถึงแสนล้านบาท


ครับ, มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว


จริงๆแล้ว ประเทศไทยไม่ใช่มีแค่มาบตาพุด เรามีนิคมอุตสาหกรรมอีกหลายสิบแห่ง และประเทศไทยมันใหญ่โตกว่ามาบตาพุดหลายหมื่นเท่า โรงงานของไทยมันกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีมากกว่าในมาบตาพุดหลายร้อยเท่า และที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนที่ถูกระงับไว้นั้นมันแค่ 65 โครงการเท่านั้น


ครับ, คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์ไทยมักมองอะไรๆแคบๆ แล้วก็พูดวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องที่คนสนใจเท่านั้น เรื่องเดียวกัน ที่มีอยู่ทั่วประเทศมันไม่เอามาพูด ที่มันไม่เอามาพูดก็เพราะ ถ้ามองให้รอบแล้วมันอาจเห็นไปคนละทาง ในตอนนี้หุ้นมันดูทรงๆ ก็เลยเอาเรื่องมาบตาพุดมาพูด คนฟังแล้วเชื่อได้โดยง่าย


ครับ, ประเด็นปัญหาที่แท้จริงก็คือ เราไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจของไทยมันได้ฟื้นไปจริงๆแล้วหรือยัง ผมเห็นตัวเลขการใช้จ่ายงบประมาณแล้วตกใจ งบ 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้เศรษฐกิจนั้นเพิ่งเบิกจ่ายได้แค่ 2-3 หมื่นล้านบาท แล้วโครงการต่างๆก็กำลังถูกสั่งให้ทบทวน ทั้งนี้เพราะมีข่าวการคอรัปชั่นกันสูงมาก


นอกจากงานไม่เดินแล้ว นักการเมืองก็แตกคอกันหนักขึ้น ปลัดกระทรวงลาออก แต่รองปลัดกระทรวงบอกไม่ลาออก เพราะพรรคบอกว่าไม่จำเป็นต้องลาออก..ฯลฯ


ยิ่งไปกว่านั้น ทหารใหญ่ก็ตบเท้าออกมาแสดงพลังกันหลายรอบแล้ว ถึงแม้ว่า ผบ.ทบ.จะบอกว่าไม่คิดจะปฏิวัติ แต่ท่านเชื่อคนประเภทนี้ได้ยังไง สมัยก่อนก็พูดแบบนี้แหละ แต่พอท่านจะเสียผลประโยชน์ท่านก็เป่าแตรให้ขนทหารออกมา ท่านกระซิบว่า ผลประโยชน์ในเหล่าทัพนั้นมันหมายถึงชีวิต ถ้าคุณถูกปฏิวัติ คุณตายได้


ครับ, นักวิเคราะห์ผู้เก่งกล้าสามารถทั้งหลาย คุณคิดว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้วก็พูดออกมา และถ้าไม่แน่ใจก็บอกความจริงมาก็ได้ หรือจะบอกว่ามันกำลังจะถดถอยรอบสองก็ยังได้ อย่าเอาเรื่องมาบตาพุดมาใช้แทงกั๊กอยู่อย่างนี้เลย


มันเสียมู๊ดครับ


..................

09 มค.2553 .... สรุปผลปี 2552


ผลการเล่นของโปรแกรมเล่นยาว(SC68EX)คือ มีกำไรทุกกลุ่ม ซึ่งเรียงกันดังนี้
กลุ่มแบงก์=88.29 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์=23.13 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงาน=51.54 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสาร=31.34 เปอร์เซนต์


ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)ก็มีกำไรทุกกลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแบงก์=95.71 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์=31.96 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงาน=22.28 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสาร=9.37 เปอร์เซนต์


จากตารางข้างบน เราจะเห็นได้ว่า กลุ่มแบงก์ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกใจ เพราะปีนี้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามามาก คนเหล่านี้เข้าซื้อโดยฟังจากนักวิเคราะห์ไทย ซึ่งเชียร์กลุ่มแบงก์กันมาก และกลุ่มนี้ราคามันลงไปต่ำมากในตอนต้นปี พอมากลางปีราคามันไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โปรแกรมของผมมันจับแนวโน้มได้ถูกต้อง มันก็เลยทำกำไรได้สูงตามไปด้วย และผมก็เชื่อว่าโปรแกรมของผมมันทำกำไรได้สูงกว่านักลงทุนเสียอีก แต่น่าเสียดาย ที่ปีนี้ผมไม่เล่นหุ้น ผมไปยึดตามหลักการว่า ผมจะไม่เล่นหุ้นเมื่อคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลง

อันที่จริงกลุ่มพลังงานก็ได้รับแรงเชียร์จากนักวิเคราะห์ไทยสูงมาก แต่มันไปโป่งพองที่หลักทรัพย์ BANPU แต่เพียงตัวเดียว กลุ่มพลังงานตัวอื่นๆขึ้นได้ไม่มาก บางตัวถอยลงแรงในตอนปลายปี มันจึงให้ผลกำไรประมาณครึ่งเดียวของกลุ่มแบงก์

แต่ถ้าเรามาดูกำไรเป็นรายตัวหุ้น จะเห็นได้ว่า ACL และ SCIB กลับเป็นตัวที่ให้กำไรดีที่สุด(SC68EX กำไร 187.58 เปอร์เซนต์ และ 157.34 เปอร์เซนต์, SEAX กำไร 243.61 เปอร์เซนต์ และ 220.19 เปอร์เซนต์) ทั้งนี้เพราะมีการสร้างข่าวดีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวก็บอกว่าฝรั่งจะเข้ามาซื้อ เดี๋ยวก็บอกว่าจะเพิ่มทุน


อย่างไรก็ตาม ปี2552 นี้เป็นปีที่มีความไม่ปรกติหลายอย่าง กล่าวคือ มีการยุบพรรคการเมือง มีการปราบจราจล มีการเปลี่ยนขั้วการเมือง มีข่าวคอรัปชั่นสูง และมีการชุมนุมขับไล่อมาตยาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง การที่โปรแกรมสามารถทำกำไรได้ก็แสดงว่า มันมีความสามารถจริง


โดยสรุปแล้ว ในปี 2552 นี้ โปรแกรมทำกำไรได้ และได้สูงกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์เช่นเดิม ผมจึงขอยืนยันว่า เล่นหุ้นนั้นดีกว่าฝากแบงก์ และเล่นหุ้นตามโปรแกรมน่าจะดีกว่าเล่นหุ้นด้วยตัวเราเอง

.................

10 มค.2553 .... การท่องเที่ยว, ธุรกิจที่จะพาให้โลกจน


ปรกติผมเป็นคนชอบเดินทางไปดูสิ่งต่างๆรอบประเทศ การเดินทางทำให้ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ได้เรียนรู้ ได้ข้อมูล แล้วก็ได้ความคิดที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เรื่องที่ผมได้จากการเดินทางนั้นมีไม่มาก แต่มันให้ผลตอบแทนสูง ยกตัวอย่างเช่น ทำให้ผมตัดสินใจซื้อที่เพื่อปลูกบ้านได้ถูกและดี ที่ว่าถูกก็คือ ผมซื้อได้ในราคาเพียงตารางวาละ 1,250 บาทเท่านั้น ขนาดก็พอเหมาะกับฐานะ คือประมาณ 300 ตารางวา ปัจจุบันราคาเขาซื้อขายกันที่ตารางวาละ 60,000-70,000 บาท ส่วนที่ผมบอกว่าดีก็คือ มันอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ตอนเช้าขับรถเข้าเมืองแดดไม่ส่องเข้าตา ตอนเย็นขับรถกลับบ้าน แดดก็ไม่ส่องเข้าตา เรื่องนี้ได้มาจากการสังเกตุเวลาขับรถไปท่องเที่ยวแล้วต้องเข้าเมืองและออกนอกเมืองในสองช่วงเวลาดังกล่าว


ด้วยเหตุดังกล่าวมาข้างบน ผมจึงสนับสนุนให้เพื่อนๆท่องเที่ยว


แต่ก็ไม่เคยส่งเสริมให้ไปกันเป็นฝูง เพราะนั่นมันทำลายโอกาสที่จะได้สังเกตุและเรียนรู้สิ่งต่างๆ


ที่นี้เรามาดูการท่องเที่ยวที่ประเทศไทยกำลังส่งเสริมกัน ประเทศไทยทุกรัฐบาลบอกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เป็นการท่องเที่ยวแบบไปกิน ไปใช้ ไปสนุกกันแบบสุดเหวี่ยง และไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย และที่น่าเป็นห่วงก็คือ ค่าทัวร์เหล่านี้มันแพงขึ้นเรื่อยๆ จากราคาประมาณ 10,000-30,000 บาทต่อหัวต่อเที่ยวเมื่อ 2-3 ปีก่อน ตอนนี้มันขึ้นไปที่ 40,000-70,000 บาทต่อหัวต่อเที่ยวแล้ว และมันไม่มีขีดจำกัด เพราะเป็นการเดินทางไปกิน ไปใช้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด มันขึ้นอยู่ที่กระเป๋าสตังค์ของผู้เดินทาง และเมื่อกลับมาแล้วก็ชอบเอาไปคุยโอ้อวดกัน นักจัดทัวร์ต่างๆจับจุดอ่อนอันนี้ได้มานานแล้ว พวกเขาจึงส่งเสริมการทัวร์แบบไปเพื่อถลุงเงินกันมากขึ้น


ครับ, เงิน 70,000 บาทนั้น มันมากพอที่จะซื้อหนังสือมาไส่จนเต็มตู้หนังสือขนาดกลาง และหนังสือมากขนาดนั้นมันสามารถให้ความรู้เราได้มากกว่าการไปทัวร์หลายร้อยเท่า ผมเห็นราคาค่าทัวร์เหล่านี้แล้วรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง


ในเรื่องของการเรียนรู้นี้ นอกจากการเดินทางไปดูสิ่งต่างๆแล้ว เราอาจหามาได้ด้วยการไปเข้าอบรม หรือเรียนรู้จากผู้รู้ วิธีนี้จะให้ผลที่ตรงตัวกว่า และแน่นอนกว่า แต่เมืองไทยกลับไม่นิยม ไม่มีรัฐบาลใหนที่คิดจะส่งเสริม พวกเขาเห็นว่ามันให้ผลช้า และให้แต่ละคนไปคิดกันเอาเอง การแสวงหาความรู้โดยการไปขอเรียนรู้จากผู้รู้จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แล้วก็มาบ่นกันว่าคนไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน


ครับ, การท่องเที่ยวแบบบินไปดูโน่นดูนี่กันเป็นฝูงนั้น คือการไปกินไปใช้ให้หมดไป ไปแล้วก็ได้แค่ความสนุกสนานชั่วคราว ไปแล้วก็หมดเงินไป ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ มันเลวยิ่งกว่าการกินอาหารแพงๆ หรืออยู่บ้านหรูหรา เพราะสองอย่างหลังนี่มันยังเป็นปัจจัยสี่ของชีวิต และที่มันแย่มากๆก็คือ มันขยายไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าทุกประเทศต่างขยายงานด้านนี้ ไม่ช้าไม่นานทรัพย์สินก็จะหมดโลก แล้วเราก็จะยากจนกันถ้วนหน้า


................

21 มค.2553 ..... สเปคคอมพ์นั้นสำคัญจริงหรือ?


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้ลงข่าวว่า การประมูลเครื่องพีซีสำหรับใช้ในงานของ สพฐ.กำลังทะเลาะกันหนัก เขาหาว่าบริษัทใหญ่ 3 รายกีดกันรายอื่นๆในการประมูล ทั้งนี้โดยกล่าวหาว่าเอกสารของรายอื่นๆนั้นไม่ตรงกับเครื่องที่เสนอเข้ามา


ครับ, การจัดหาเครื่องพีซีครั้งนี้ สพฐ.ให้โรงเรียนต่างๆเปิดประมูลเอง แต่ใช้สเปคของ สพฐ. การจัดหาครั้งนี้เป็นจำนวนรวมถึง 140,000 เครื่อง และรวมเป็นเงิน 3,000-4,000 ล้านบาท เงื่อนใขที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ ต้องผ่านการทดสอบจากห้องแลบที่ สพฐ.ยอมรับเท่านั้น และชิ้นส่วนหลัก 6 อย่างต้องเป็นรุ่นที่ตรงกัน คือ ซีพียู เมนบอร์ด แรม ฮารทดีสก์ เพาเวอร์ซัพพลาย และจอภาพ


ครับ, ผมนั้นเคยเป็นผู้กำหนดทีโออาร์มาเยอะ และก็เปลี่ยนความคิดไปเรื่อยๆ จนหลังสุดผมคิดว่า สเปคและเงื่อนใขต่างๆที่ออกๆมา มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เครื่องที่ประมูลได้มันก็มีทั้งดีและเลว แม้แต่เครื่องจากไอบีเอ็มยังเสียบ่อยๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ผมไม่เคยเห็นเครื่องพีซียี่ห้อใหนมันใช้งานไม่ได้ เครื่องที่มาตั้งๆ แล้วไม่ได้ใช้งาน หรือ ใช้ไม่คุ้มค่านั้นเป็นเพราะคนใช้มันไม่รู้จักใช้มากกว่า


ครับ, สพฐ.อาจฉลาด ที่บอกให้แต่ละโรงเรียนเปิดประมูลเอง เพราะเป็นการลดข้อขัดแย้งในเรื่องการแย่งกันเป็นผู้เปิดประมูล แต่การมากำหนดเงื่อนใขที่หยุมหยิม และเปิดให้พ่อค้ารู้รายละเอียดกันมาก่อนนั้น มันไม่น่าดูเลย เพราะในที่สุดมันก็สร้างปัญหาในการจัดซื้อจัดหาจนได้


ครับ, ใครจะมาพิสูจน์กับผมว่า ออกสเปค และกำหนดเงื่อนใขแบบของ สพฐ.นี้จะทำให้ได้เครื่องที่ดี? และที่บอกว่าดีนั้นมันคิดเป็นตัวเงินมากพอที่จะเสียเวลาหรือไม่? เอาเวลามาเน้นที่การวางแผนการใช้ และจัดหาซอฟท์แวร์ที่ถูกต้อง ไม่ดีกว่าหรือ?


เท่าที่ผมจำได้ ค่าซอฟท์แวร์ในโครงการนี้ตั้งไว้แค่ 10 ล้านบาท นี่ต่างหากล่ะ ที่มันผิดปรกติ คนไทยเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ทุกคนตั้งงบประมาณแต่ทางด้านฮาร์ทแวร์ แต่ให้ซอฟท์แวร์ในสัดส่วนที่ผิดอย่างยิ่ง เงินแค่ 10 ล้านบาทมันจะเอาไปซื้อซอฟท์แวร์อะไรได้ ค่าระบบปฎิบัติการก็ไม่พอเสียแล้ว อย่ามาตอบผมว่าซอฟท์แวร์ใช้โอเพ่นซอร์สได้นะครับ เพราะมันล้มเหลวมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เครื่องพีซีที่ซื้อมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มันนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะอาจารย์และครูเพราะเรื่องนี้ มีอาจารย์และครูอยู่กี่คนที่รู้เรื่องโอเพ่นซอร์ส และมีใครในเมืองไทยที่จะช่วยซัพพอร์ทซอฟท์แวร์พวกนี้


ครับ, 140,000 เครื่องก็คงจะได้รับมาในเร็วๆนี้ คราวนี้จะมาได้เร็ว เพราะกระจายการจัดหาออกไปทุกโรงเรียนพร้อมๆกัน แต่มันก็จะมานั่งจ้องตาของอาจารย์และครูทั่วประเทศ เพราะเครื่องมันไม่ได้ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยตนเอง มันต้องมีอาจารย์และครูเป็นผู้สอน และเป็นผู้ใช้บางส่วน ส่วนนักเรียนนั้นเมื่อได้เข้าไปนั่งหน้าเครื่อง พวกเขาก็คงทำสิ่งเดิมๆ คือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แล้วก็สนุกกันไปตามประสาเด็ก


เศร้าใหมครับพวกเรา คนที่ต้องเสียภาษี ถ้าท่านไม่รู้สึกเศร้าใจ ก็จงอย่ามาถามว่า ทำไมลูกหลานของท่านมันจึงยังโง่อยู่เหมือนเดิม


.................

30 มค.2553 .... ความคิดพิกลพิการของ ตลท.


ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านได้เคยเซฟหน้าเวปเพจของตลาดหลักทรัพย์เอาไว้ แล้วมาเปิดดูในโหมดออฟไลน์บ้างใหม? ถ้าท่านทำก็จะพบว่า บางเวปเพจ เช่น Mainboard ท่านจะเรียกกลับมาดูไม่ได้ ทั้งนี้เพราะตลาดหลักทรัพย์เขาไปไส่รหัสไม่ให้ซอฟท์แวร์ internet มันดีสเพลย์ให้ท่าน


เขาทำอย่างนี้เพื่ออะไร?


คำอธิบายมีอยู่ตรงล่างสุดของหน้าเวปเพจอันนั้นครับ เขาบอกว่า ข้อมูลในเวปเพจนั้นเป็นของเขา เขาอนุญาตให้เปิดดูแบบออนไลน์เท่านั้น


หรือจะพูดง่ายๆก็คือ เขาไม่อนุญาตให้ใครไปกอปปี้เอาไว้ใช้เพื่อการวิเคราะห์และอื่นๆ เป็นการส่วนตัว ในภายหลัง


บ้าใหมครับ?
ฟังชั่นกอปปี้เวปเพจไว้เพื่อเปิดดูแบบออฟไลน์นั้นมันถูกออกแบบมาเพื่อการประหยัดเงิน มันประหยัดให้แก่ผู้เรียกดูข้อมูล เพราะข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ข้อมูล ซึ่งจะกระจายไปทั่วโลก เวลาเปิดดูแบบออฟไลน์จะทำงานได้เร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้เครือข่ายอินเทอเน็ต

และมันก็ประหยัดให้แก่ตัวตลาดหลักทรัพย์ เพราะเวลาลูกค้าเปิดดูแบบออฟไลน์นั้นมันไม่มีการติดต่อเข้ามาใช้เครื่องของตลาดหลักทรัพย์


ครับ, ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ในภายหลัง ค่าใช้จ่ายของผมจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเมื่อต้อง ล็อกออน และเรียกดูเวปเพจแบบออนไลน์ทุกครั้ง ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงต้องออกมาตราการแบบนี้ และผมก็เริ่มถามว่า เจ้าข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์นี้มันเป็นของใครกันแน่? เงินที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้เพื่อจัดทำข้อมูลเหล่านี้มาจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากโบรกเกอร์ และเงินที่โบรกเกอร์จ่ายเข้ามาก็คือเงินของลูกค้า นอกจากนี้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ก็ตั้งขึ้นมาด้วยเงินหลวง ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ดังนั้น ข้อมูลทั้งหลายที่เกิดขึ้นในการซื้อขายหุ้นจึงเป็นของประชาชน และข้อมูลเหล่านี้ก็เคยเปิดให้ประชาชนไช้ได้อย่างเสรีเท่าที่ตลาดหลักทรัพย์จะให้ได้อยู่แล้ว แล้วทำไมจึงมาปิดกั้นกันเสียดื้อๆ จะบอกว่าต้องปิดกั้นเพราะต้องการลดค่าใช้จ่าย มันก็ไม่ใช่ เพราะทำแบบนี้กลับจะเพิ่มค่าเครื่องและค่าสายสื่อสาร


ครับ, ผมจึงคิดว่า คนของตลาดหลักทรัพย์มันพิกลพิการกันไปหมดแล้ว


ที่มันมองไม่เห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกั้นข้อมูลนี้จะทำให้คนไทยไม่สามารถทำการวิเคราะห์วิจัยได้ ซึ่งจะทำให้คนไทยเสียเปรียบบริษัทต่างชาติ บริษัทพวกนี้มีเงินมากพอที่จะมาซื้อข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็สามารถเข้ามาเล่นหุ้นไทยอย่างได้เปรียบที่มากขึ้น


คนไทยฉิบหายมามากแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ? จะให้ฉิบหายมากกว่านี้อีกหรือ? ผมไม่รู้ว่าท่าน ประธานใหญ่ตลท.ท่านทราบเรื่องนี้หรือเปล่า?


.................

02 กพ.2553 .... คุณจะเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน?


วานนี้คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เขียนมาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ในทศวรรษที่ผ่านมา หุ้นและการเงินมันเปลี่ยนแปลงเร็ว และแกว่งตัวสูงมาก นี่ทำให้เกิดความเสี่ยงสูง และทำให้นักลงทุนไทยเปลี่ยนไปเป็นนักเก็งกำไรกันมาก นอกจากนี้ท่านก็ชี้ว่า ใครที่เชื่องช้าจะเสียหายได้ ท่านให้ดูไดโนเสาว์กับแมลงสาบเป็นตัวอย่าง ไดโนเสาว์นั้นปรับตัวช้า จึงสูญพันธ์ แต่แมลงสาบนั้นปรับตัวเร็ว จึงอยู่รอด แล้วท่านก็เสนอแนะว่า ต้องศึกษาและติดตามสถานะการณ์อย่างใกล้ชิด หากทำไม่ใด้ก็ควรพิจารณาใช้มืออาชีพทำแทน แล้วท่านก็ยกตัวอย่างว่าท่านเพิ่งได้รายงานการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมา ผลตอบแทนใน 17 ปีได้รับ 280 เปอร์เซนต์ ซึ่งอยู่ในเกณท์ดีมาก...


ครับ, ผมอ่านแล้วงง เพราะเดี๋ยวท่านก็บอกว่า เปลี่ยนไปเป็นนักเก็งกำไรอย่างแมลงสาบนั้นดี แต่เดี๋ยวท่านก็บออกว่า เป็นนักลงทุนโดยผ่านกองทุนนั้นดีกว่า


แล้วท่านผู้อ่านล่ะ จะเอาแบบใหน? นักเก็งกำไร? นักลงทุนโดยศึกษาและเล่นเอง? หรือจะฝากชีวิตไว้กับผู้จัดการกองทุน?


ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น ผมขอบอกว่า ฝากกองทุน 17 ปี แล้วได้เงินเพิ่มมา 280 เปอร์เซนต์(เป็น 3.80 เท่า)นั้น มันเท่ากับการได้ดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 8.17 ต่อปี หรือคือ ถ้าเอา 1.00 เป็นตัวตั้ง แล้วเอา 1.0817 คูณเข้าไป 17 ครั้ง มันก็จะได้เท่ากับ 3.80 เท่ากัน


ครับ, ผลตอบแทนปีละ 8.17 เปอร์เซนต์นั้นก็สูงดีเมื่อเทียบกับที่แบงก์ให้กันในตอนนี้ แต่มันยังต่ำกว่าการซื้อที่ดินและทองคำ และผมก็เชื่อว่ามันต่ำกว่าเป้าของนักลงทุนไทย
ดังนั้นผมไม่เชื่อว่าคนไทยจะหันไปเล่นกองทุนกันหมด ที่ผ่านมากองทุนโตขึ้นมากเพราะมีคนที่เล่นหุ้นเองแล้วขาดทุนอยู่เยอะมาก คนพวกนี้ยอมหันไปพึ่งผู้จัดการกองทุน แต่ก็เริ่มมีข่าวว่าโดนกองทุนหลอกให้เสียเงินไปเยอะเช่นกัน บางรายถึงกับเอาขี้ไปโยนไส่บริษัทไปแล้ว ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมันต่ำกว่าที่คุณวิวรรณบอกมา หลายกองทุนเล่นแล้วติดลบ


ครับ, จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นคือแหล่งที่จะลงทุนได้ดีที่สุด และมันหนีไม่พ้นที่จะต้องเก็งกำไร เพราะผลกำไรจากราคานั้นยังเป็นปัจจัยหลักอยู่ แต่มันต้องเก็งด้วยคณิตศาสตร์ ไม่ใช่โยนหัวโยนก้อยแล้วเข้าไปซื้อไปขาย สถิติศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ และมันเป็นสิ่งที่พิสูจน์กันได้


ครับ, ผมเปิดเวปมากว่า 10 ปีแล้ว โปรแกรมของผมมันใช้หลักสถิติ มันทำกำไรได้เฉลี่ยมากกว่า 15 เปอร์เซนต์ต่อปี และผมเล่นเองด้วยการดูกราฟและข้อมูลจากโปรแกรมมาประกอบ ผมก็ได้กำไรเฉลี่ยกว่า 13 เปอร์เซนต์ต่อปี(ผมมักจะรีบขายทำกำไรก่อนโปรแกรมเสมอๆ)
แต่ผมก็ไม่อยากจะมาผลักดันใคร ทั้งนี้เพราะปัจจัยสำคัญในการเล่นหุ้นอีกอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อมั่น ถ้าเรายังไม่มีความเชื่อมั่น เราจะซื้อขายผิดจังหวะ และจะมาทะเลาะกันเปล่าๆ ผมจึงไม่เคยคิดที่จะรับจ้างเล่นหุ้นให้ใคร และไม่อยากจะยัดเยียดผลงานของผมให้ใครใช้


ครับ, ท่านคงต้องกลับไปคิด และคำถามนั้นไม่ใช่การเลือกว่าจะเป็นนักเก็งกำไร หรือ นักลงทุน ทั้งนี้เพราะมันหนีไม่พ้นที่จะต้องเก็งกำไร คำถามที่แท้จริงคือ ท่านจะเอาอะไรไปช่วยในการเก็งกำไร? ท่านจะเอาผู้จัดการกองทุนช่วย หรือจะให้เทคโนโลยีมาช่วย? แล้วลองถามตัวเองต่ออีกที ว่า ท่านมีเทคโนโลยีเป็นของตนเองแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มี ท่านจะซื้อจากใคร? และพร้อมที่จะซื้อในราคาเท่าใด? อย่าลืมว่า ผู้จัดการกองทุนเขาคิดค่าจ้างถึงร้อยละ 2 ต่อปีของเงินลงทุน โดยไม่สนใจว่ากองทุนจะกำไรหรือขาดทุน


ลองแสดงความคิดเห็นเข้ามาให้ผมฟังสักหน่อยนะครับ


................

09 กพ.2553 ..... หุ้นแบบนี้ควรระวัง


ผมอาจเตือนท่านช้าไปแล้ว เพราะหลายๆท่านอาจถือหุ้นชนิดนี้ไว้เต็มพอร์ตไปแล้ว


หุ้นชนิดใหนหรือครับ?


ก็หุ้น SCIB ไงล่ะ หรือคือหุ้นประเภทที่พื้นฐานไม่ได้มั่นคงอะไร แต่มีข่าวว่าต่างชาติกำลังเข้ามาแย่งซื้อกัน แล้วก็มีคน(นักวิเคราะห์)คาดเดาว่าราคาซื้อขายจะสูงมากๆ นักลงทุนจึงเข้าไปแย่งกันซื้อ ราคาวิ่งขึ้นไป 2-3 เท่า ใน 2-3 เดือน แล้วก็ไปแขวนอยู่ที่ยอดดอย


ทำไมคนไทยจึงกล้าเล่นหุ้นประเภทนี้?


ครับ, มันเป็นหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน มันเคยจะต้องปิดกิจการ แต่เกิดมีกองทุนประกันสถาบันเงินฝากเข้ามาอุ้มเอาไว้ อุ้มไปได้ 2-3 ปี กองทุนท่านก็อยากจะปลดภาระ หรือจะพูดอีกทางหนึ่งก็คือ คิดจะถอนทุนโดยจะหากำไรสัก 1-2 เท่าตัวไปด้วย ท่านก็ไปกระตุ้นต่อมความอยากของธนาคาร หรือกองทุนต่างชาติ แล้วก็ติดต่อเจรจากัน ธนาคารและกองทุนพวกนี้ก็ชอบเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะทำทีไรมีกำไรทุกที พวกเขาได้กำไรเพราะข่าวแบบนี้ทำให้ราคาหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้น แต่ตัวเองได้ซื้อเป็นก้อนใหญ่จากกองทุนประกันเงินฝาก ในราคาแค่ 1-2 เท่าตัวเท่านั้น แล้วมาทยอยขายในราคา 2-3 เท่าตัวของที่กองทุนประกันเงินฝากซื้อไว้ตั้งแต่ต้น


อ่านแล้วงงใหม?


ตัวเลขของ SCIB เป็นอย่างนี้ครับ คือกองทุนประกันเงินฝากซื้อไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ในราคาประมาณ 10 บาทต่อหุ้น ถือไว้ 2-3 ปี แล้วกะว่าจะขายในราคาประมาณ 20 บาทต่อหุ้น แต่พอออกข่าวไปราคาหุ้นในตลาดก็ไต่ขึ้นมาจนถึง 30 บาทต่อหุ้น แต่ราคาที่ธนาคารหรือ กองทุนต่างประเทศซื้อได้อาจอยู่ที่ 20-25 บาทต่อหุ้น พวกเขาจึงมีกำไร 5-10 บาทต่อหุ้น และถ้าคนไทยมันยังบ้ากันอยู่ ราคาซื้อขายมือสุดท้ายอาจสูงถึง 40-50 บาทต่อหุ้น


ครับ, คนไทยเราเล่นหุ้นโดยดูราคาในแต่ละวันเท่านั้น ถ้าราคามันยังไต่ขึ้น เขาก็กล้าเข้าไปซื้อ แล้วก็ขายออกไป ใน 2-3 วันถัดมา การเล่นหุ้นแบบนี้มีกำไรทุกคนในตอนที่กำลังเจรจาซื้อขายกิจการกันอยู่ และคนไทยสามารถเล่นกันได้หลายรอบ เพราะกว่าจะไต่จาก 10 บาทต่อหุ้นไปสู่ 30 บาทต่อหุ้นนั้นมันใช้เวลา 2-3 เดือน


ครับ, การวิเคราะห์แบบนั้นมันไม่ถูกต้อง ท่านจะเห็นได้ง่ายๆว่า วิเคราะห์และเล่นหุ้นแบบนั้นมันทำให้ราคาของ SCIB ไปแพงกว่าหุ้น BAY ซึ่งเป็นธนาคารในขนาดที่เท่าๆกัน แต่ไม่มีปัญหาในการบริหาร


ที่ถูกนั้นต้องมองกันอย่างนี้ครับ


ตอนที่ SCIB จวนจะเจ้งนั้น กองทุนประกันเงินฝากเข้ามาบังคับให้เพิ่มทุน แล้วตัวเองกวาดเอาหุ้นที่เพิ่มขึ้นไปทั้งหมด ดังนั้นจำนวนหุ้นในตลาดไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ SCIB ได้เงินจากกองทุนประกันเงินฝากมาหมุนเวียน กิจการจึงดีขึ้น สามารถชำระหนี้ธนาคารอื่นๆได้ และมีเงินไปให้คนกู้อีกด้วย สถานะจึงดีวันดีคืน แต่ราคาหุ้นในตลาดมันขึ้นไปไม่มากหรอก ถ้ากองทุนประกันเงินฝากจะถอนทุนโดยเอาหุ้นมาขายในตลาดก็จะไม่มีกำไร เพราะราคาหุ้นจะตก(ตามกฎของ supply & demand) กองทุนประกันเงินฝากจึงต้องใช้วิธีออกข่าวการขายกิจการ แล้วก็จะมีธนาคารหรือกองทุนต่างชาติเข้ามาติดต่อ วิธีนี้ทำสำเร็จมา 3-4 ครั้งแล้ว ทุกคนรวย แต่คนถือหุ้นคนสุดท้ายซวย แต่จริงๆแล้ว ในตอนที่ธนาคารหรือกองทุนต่างชาติเข้ามาซื้อนั้น ไม่มีเงินเข้ากิจการเลย เงินมันไปเข้ามือของกองทุนประกันเงินฝาก และในขณะเดียวกัน มันก็ยังไม่มีหุ้นมาเพิ่มในตลาด เพราะกองทุนประกันเงินฝากเขามักจะบังคับให้ธนาคารหรือกองทุนต่างชาติถือหุ้นไว้เฉยๆ 1-2 ปี


ครับ, แล้วหลัง 1-2 ปีไปแล้ว หุ้นมันก็ใหลออกมา ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันแล้วละ


แล้วท่านอยากจะเป็นผู่ถือหุ้นรายสุดท้ายใหมล่ะ?


เลือกเอานะครับ ผมแค่วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น


(หมายเหตุ:ที่ผมเรียกว่า กองทุนประกันเงินฝาก นั้น ผมหมายถึงหน่วยงานที่สังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเดิมชื่อว่า กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน หน่วยนี้มีหน้าที่เข้าช่วยเหลือหรือแก้ใขปัญหาของธนาคารหรือสถาบันเงินฝากต่างๆ ชื่อของหน่วยงานนี้เคยถูกเสนอให้เปลียนมาเป็นตามที่ผมใช้ แต่จริงๆแล้วเขาได้เปลี่ยนชื่อหรือเปล่าผมไม่รู้ ผมปลดเกษียณจากธนาคารแห่งประเทศไทยมากว่า 12 ปีแล้ว จึงไม่ทราบความจริง จึงขอให้ท่านผู้อ่านเข้าใจตามนี้ไปด้วย)


...................

17 กพ.2553 ..... เมื่อมีข่าวไม่ดี ท่านควรลดพอร์ตหรือไม่?


ช่วงนี้ข่าวสารบ้านเมืองดูจะไม่ดี คือจะมีการพิพากษายึดทรัพย์คุณทักษิณ เป็นจำนวนถึง 76,000 ล้านบาท เงินก้อนโตอย่างนี้ทำให้คนไทยคิดว่ามันต้องมีการประท้วง หรือก่อการจราจลขึ้นในบ้านในเมือง นักวิเคราะห์หุ้นจึงออกมาแนะนำให้ลูกค้าลดพอร์ตการลงทุนลง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้ชัดเจน เช่น ควรลดลงไปกี่เปอร์เซนต์ ลดตั้งแต่เมื่อใด และลดไปจนถึงเมื่อใด และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เคยบอกว่าโอกาสที่ราคาหุ้นมันจะลดลง 3,4,5,6,...เปอร์เซนต์เป็นเท่าใด แถมไม่เคยวิเคราะห์ให้ดูว่าคุณจะเซฟเงินได้สักเท่าใด


ครับ, ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์มันลดเหลือแค่ไม่ถึง 1.00 เปอร์เซนต์ต่อปี และเงินคอลล์มันนี่เหลือแค่ 2.00 เปอร์เซนต์ต่อปี การขายหุ้น แล้วเอาเงินไปฝากในบัญชีสองประเภทนี้มันไม่น่าจะคุ้มกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าขายแล้วเอาเงินไปฝากในบัญชีคอลล์มันนี่อยู่ 10 วัน ท่านจะได้ดอกเบี้ยแค่ 2.00*10/365=0.05479 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะเป็นเงินแค่ 54 บาทถ้าท่านลดพอร์ตลง 100,000 บาท แต่ท่านต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นประมาณ 500 บาท มันจึงไม่คุ้มค่า


แล้วเป้าหมายที่แท้จริงมันอยู่ตรงใหน?


เป้าแรกคือ หนีการขาดทุนจากการที่ราคาหุ้นจะลดลงไป เรื่องนี้ถ้าดูกันแค่สั้นๆ คือหลังเกิดเหตุการณ์แล้ว 1 วัน หุ้นจะลดลง มันก็เป็นการหลบภัย ซึ่งอาจหลบได้สัก 3-5 เปอร์เซนต์ หรือคือประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อพอร์ต 100,000 บาท แต่เราจะดูกันแค่วันเดียวไม่ได้ ราคาหุ้นนั้นมักจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาใน 3-10 วัน และมักจะกลับมาที่ราคาเดิม ดังนั้นการคิดแค่วันเดียวนั้นไม่ถูกต้องแน่นอน ใครขายออกไปก็จะเป็นการเอาเงินไปบำรุงโบรกเกอร์ หรือคือช่วยเลี้ยงดูนักวิเคราะห์ให้ตัวอ้วนยิ่งขึ้น ประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆก็คือ เมื่อหมดเหตุร้ายแล้วหุ้นมันไม่กลับขึ้นมาเท่าเดิม ซึ่งเราคาดเดาได้ยากมากว่ามันจะกลับมาที่ตรงใหน เท่าที่ผมจับสถิติดู มันมีโอกาสตกไป 2-3 เปอร์เซนต์ แต่ก็แค่สัก 1 ครั้งใน 10 ครั้ง แบบนี้เท่ากับว่า เราเซฟได้จริงประมาณ 2,000-3,000 บาท เป็นจำนวน 1 ครั้ง แล้วไปเสียค่าธรรมเนียมโดยเปล่าประโยชน์ 9 ครั้ง หรือเป็นเงินถึง 9*0.005*100,000=4,500 บาท มันจึงไม่คุ้มค่า


แต่มันก็มีเป้าหมายอันที่สองสำรองอยู่ คือ ขายออกไปเพื่อกลับเข้ามาซื้อเมื่อหุ้นมันตกลงมามากที่สุด นี่เป็นการเก็งกำไรอย่างคนกล้าตาย เพราะถ้าหุ้นมันตกแรง แล้วไม่ฟื้นตัว ท่านก็จะขาดทุนสองต่อ ต่อแรกคือต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ต่อที่สองคือขาดทุนจากราคาที่หายไป แต่ถ้าท่านเก็งถูก คือซื้อได้ในราคาต่ำลง 3-5 เปอร์เซนต์ แล้วกลับมาขายในราคาเท่ากับที่ขายไปครั้งแรก ท่านก็จะได้เงินประมาณ 2-4 เปอร์เซนต์ หรือคือกำไรเป็นตัวเงินประมาณ 2,000-4,000 บาท ต่อพอร์ต 100,000 บาท


แต่...ท่านจะไม่มีหุ้นนั้นอยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นการสูญเสียโอกาสที่จะทำกำไรงามๆไปด้วย ซึ่งนักลงทุนระยะยาวเขาไม่ทำกัน


ครับ, การลดพอร์ตก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายต่างๆนั้น มันไม่ได้ช่วยให้ท่านมีกำไรอะไรมากมายนัก แต่ท่านต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย และต้องเสียโอกาสทำกำไร ซี่งดูแล้วไม่คุ้มกับการกระทำ ที่พวกนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆเขาชอบแนะนำก็เพราะเขาจะได้ค่าธรรมเนียมทั้งสองทิศทาง คือทำนายผิดก็ได้กิน ทำนายถูกก็ได้กิน


เลิกถูกเขาหลอกเสียเถอะ ดูกองทุนระยะยาวของต่างชาติซิครับ เขาไม่มาลดพอร์ตแบบนี้กันหลอกครับ


.................

01 มีค.2553 .....ตกลงหุ้นนี่ปั่นได้หรือไม่ได้?


ได้ฟังคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ ดร.ทักษิณ แล้ว ทำให้เกิดคำถามมากมาย อธิเช่น


1.ศาลนำเอาราคาหุ้นชินวัตร์ในวันที่ ดร.ทักษิณ แจงรายการทรัพย์สินก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง(21 บาท) กับราคาที่ขายให้แก่บริษัทเทมาเสก(49.25 บาท)มาลบกัน แล้วบอกว่านี่เป็นเงินที่เกิดขึ้นจากการทุจริต แต่ทำไมไม่ได้เอาราคาในปัจจุบัน(29 บาท) มาใช้ในการคำนวณด้วย?

2.สมมุติว่า ดร.ทักษิณขายหุ้นชินวัตร์ให้แก่เทมาเสกในราคา 10 บาท ถ้าคิดตามตรรกะของท่านผู้พิพากษา รัฐบาลไทยก็ต้องจ่ายชดเชยให้แก่ ดร.ทักษิณ ในราคา หุ้นละ 11 บาท ทั้งๆที่เป็นผู้กระทำความผิดใช่หรือไม่?

3. หลังจาก ดร.ทักษิณถูกรัฐประหารไปแล้ว หุ้นชินวัตร์ตกจาก 49.25 บาทต่อหุ้น ลงมาเหลือ 29 บาทต่อหุ้น นี่เป็นความผิดของรัฐบาลท่านสุรยุทธ์ รัฐบาลท่านสมัคร์ รัฐบาลท่านสมชาย และรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ใช่หรือเปล่า? และ ดร.ทักษิณมีสิทธิ์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายกเหล่านี้ใช่ใหม?


ครับ, ผมสามารถคิดไปได้อีกมากมาย และถ้าจะตั้งเป็นประเด็น แล้วเขียนเป็นบทความมาให้พวกเราอ่านทีละประเด็น ผมคงเขียนไปได้หลายเดือน แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลดีกับตัวผม หรือกับผู้อ่าน เพราะ ผมคงจะโดนข้อหาหมิ่นศาล แล้วก็ต้องไปนอนในคุก แล้วก็ไม่สามารถอัพเดทข้อมูลในเว็ปนี้ได้ พวกเราก็จะหมดโอกาสดูข้อมูลหุ้น(ตามแนวคิดของผม)ต่อไป


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงลองมาเลือกหัวข้อดู แล้วก็พบว่า มีประเด็นที่ไม่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยกับใครอยู่ 1 เรื่อง คือ จากคำพิพากษา ผมฟังแล้วคิดว่าท่านผู้พิพากษาส่วนใหญ่เชื่อว่า ราคาหุ้นชินวัตร์มันขึ้นได้เพราะ ดร.ทักษิณ ดำเนินการปั่น เช่น แก้กฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทเอไอเอส ซึ่งเป็นหุ้นในเครือของชินวัตร์ เมื่อเอไอเอสมีกำไรดี ราคาก็ขึ้น ราคาหุ้นชินวัตร์ก็ขึ้นตาม แต่ดร.ทักษิณก็ออกมาโต้ว่า ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มันก็ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามธรรมชาติของมัน ใครจะไปปั่นราคามันได้? เวลาหุ้นมันขึ้นมันก็ขึ้นกันไปเกือบทุกตัว ใช่ว่าหุ้นชินวัตร์จะขึ้นอยู่ตัวเดียว


ครับ, มันจึงเกิดเป็นคำถามว่า ราคาหุ้นนี่มันปั่นกันได้หรือไม่ได้กันแน่?


ท่านผู้อ่านคิดยังไงกับเรื่องนี้?


ครับ, นี่เป็นคำถามที่คลาสสิก เพราะนั่งคิดแต่ละทีมันสามารถสรุปใปได้ต่างๆนาๆ เดี๋ยวก็ว่ามันปั่นกันได้ แต่เดี๋ยวเราก็สรุปว่ามันปั่นกันไม่ใด้ มันเหมือนอยู่ในโลกอันมัวซัว เราไม่สามารถจะเห็นภาพที่ชัดเจนได้ และเมื่อเอาข้อสรุปนี้ไปใช้ก็จะพบว่ามันผิดปรกติในหลายๆเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสรุปว่าตลาดมันปั่นไม่ได้ แล้วทำไมรัฐบาลชุดปัจจุบัน(นายอภิสิทธิ์)จึงพยายามเคลมว่า พวกเขาทำให้เศรษฐกิจฟื้นแล้ว และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นจาก 400-500 มาเป็น 600-700 ได้แล้ว เขาว่านี่เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ และถ้าคิดในแนวนี้ รัฐบาลนี้ก็กำลังทำผิดกฎหมายอยู่ เพราะพวกเขากำลังสร้างความร่ำรวยให้แก่เพื่อนฝูงและญาติมิตร์เช่นเดียวกัย ดร.ทักษิณ ท่านอย่าบอกว่าคนในรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ทุกคนมีเครือข่าย ทุกคนมีเครือญาติ ทุกเครือญาติมีหุ้น และอย่างน้อยเวลาตลาดหุ้นมันบูม ประชาชนก็จะพอใจในตัวคณะรัฐบาล ทุกรัฐบาลจึงพยายามปั่นตลาดหุ้นกันทั้งนั้น


แต่ในขณะเดียวกัน ในสมัยของคุณชวน ท่านไม่มีหุ้นอยู่ในมือ และท่านก็บอกว่าดัชนีหุ้นจะตกลงไปก็ชั่งมัน แล้วมันก็ตกจริงๆ คนไทยฉิบหายเพราะหุ้นในยุคนั้นจนต้องฆ่าตัวตายก็มี อย่างนี้คนเหล่านั้นจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลคุณชวนได้หรือไม่? ฟ้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ไม่ยอมปั่นหุ้น


ครับ, วันนี้ผมจะยังไม่ขอสรุปว่าหุ้นนี้ปั่นได้หรือไม่ได้ ผมจะขอทิ้งไว้ให้ท่านคิดดูกันเอง

 

คิดแล้วช่วยแสดงความคิดเห็นลงในเว็ปบอร์ดด้วย


.................

03 มีค.2553 ..... ตลาดหุ้นปั่นได้


เมื่อสองวันก่อน ผมตั้งคำถามเอาไว้ว่า ตลาดหุ้นนี้ปั่นได้หรือไม่ได้กันแน่ แล้วก็ปล่อยให้ท่านผู้อ่านคิดกันเองดู วันนี้ผมจะขอเฉลยให้ฟัง ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ลองเอาไปคิดดู


ครับ, หลายท่านคงจะผิดหวัง เพราะผมบอกไปในชื่อหัวเรื่องแล้วว่า ตลาดหุ้นมันถูกปั่นกันได้ เหตุผลของผมมีดังนี้


ผมขอเริ่มจากการให้คำจำกัดความของคำว่า ปั่นหุ้น เสียก่อน


การปั่นหุ้น หมายถึงการกระทำใดๆก็ได้ ที่หวังจะให้ราคาหุ้นบางตัว หรือหลายๆตัว หรือทั้งตลาดเปลี่ยนแปลงไปตามที่คนผู้นั้นต้องการในวันหลังจากการกระทำนั้นๆ


การปั่นหุ้นนี้ถ้ามองจากมุมของนักสถิติก็จะหมายความว่า เรามีกราฟอยู่สองกราฟ อันแรกเป็นการกระทำ อันที่สองเป็นราคา หรือดัชนีตลาดหุ้น จากกราฟทั้งสอง เราสามารถคำนวนหาค่าความสัมพันธ์ได้ เราเรียกมันว่า Correlation Coefficient ค่านี้จะมีค่าได้ตั้งแต่ -1.00 ถึง +1.00 ถ้ามันเท่ากับ -1.00 จะแสดงว่า กราฟทั้งสองขึ้นลงสวนทางกันอย่างสมบูรณ์แบบ หรือคือ ออกแรงกระทำทางบวกจะทำให้ราคาหรือดัชนีลดลง แต่เวลาออกแรงทางลบ เจ้าราคาหรือดัชนีกลับพุ่งขึ้น แต่ถ้าค่าความสัมพันธ์เป็น +1.00 มันจะหมายความว่า ออกแรงทางบวกก็จะทำให้ราคาหุ้นหรือดัชนีหุ้นมันเพิ่มขึ้นตาม ค่าความสัมพันธ์ที่เป็นลบ แต่ไม่ถึง -1.00 จะหมายถึงว่ามันขึ้นลงสวนทางกัน แต่ไม่ค่อยเหมือนกันนัก ส่วนค่าที่เป็นบวก แต่ไม่ถึง +1.00 นั้นจะเป็นการขึ้นลงตามกัน แต่ไม่เหมือนกันนัก ค่ามากจะหมายถึงการที่มีรูปกราฟที่คล้ายกันมากขึ้น


ครับ, ดูแค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าตลาดหุ้นมันปั่นกันได้ เพราะเมื่อมีกราฟ มันก็มีค่า Correlation และเมื่อมีค่า Correlation มันก็ต้องมีการขึ้นลงพร้อมกันหรือสวนทางกันอยู่บ้าง จุดที่บอกว่าปั่นตลาดไม่ได้มีแค่จุดเดียว คือ เมื่อ ค่า Correlation เป็น 0.00 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้บางวินาทีเท่านั้น


การปั่นหุ้นทำได้หลายอย่าง ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ การออกข่าวซุบซิบไปในหมู่นักลงทุน นี่เป็นวิธีที่ลงทุนน้อย ใช้แค่ลมปาก และเวลานิดหน่อยก็ทำได้แล้ว การปั่นหุ้นแบบที่2 ที่คนไทยนิยมใช้ก็คือ หาเงินมาซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง หรือหาหุ้นมาเทขายอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ซื้อหรือขายก็มักจะใช้ลมปากช่วยเป่าด้วย แบบนี้แรงกระทุ้งมันก็มากขึ้น ราคาหุ้นและดัชนีก็จะโดนผลักดัน และแกว่งแรงตามไปด้วย การประกาศเข้าเทคโอเวอร์ก็เป็นการปั่นตลาดอย่างหนึ่ง การสร้างกำไรให้แก่บริษัทอย่างที่ ดร.ทักษิณ ถูกกล่าวหาก็เป็นการปั่นหุ้นอีกแบบหนึ่ง และที่น่าเกลียดมากก็คือ เป็นรัฐมนตรีคลังแล้วออกมาพูดว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว หรือ โลกกำลังก้าวหน้าอย่างสุดลิ่ม...ฯลฯ ก็เป็นการปั่นตลาดหุ้นเช่นกัน


ครับ, การปั่นหุ้นนั้นทำได้ไม่ยาก และมีคนทำอยู่ตลอดเวลา แต่ พวกเขาก็ไม่เคยรวมหัวกันทำในทิศทางเดียวกัน คนที่มีหุ้นอยู่ในมือก็พยายามปั่นให้ขึ้น ส่วนคนที่ไม่มีหุ้นอยู่ในมือก็พยายามปั่นให้ลง คนในตลาดหุ้นจึงสวนทางกันเองและมีผลทำให้ดูเหมือนว่าตลาดนี้ปั่นไม่ได้ เพราะเวลาคุณอยากให้หุ้นขึ้น มันก็อาจขึ้นตามในบางครั้ง แต่ก็กลับลงในบางครั้ง ความพยายามปั่นหุ้นโดยบุคคลธรรมดาจึงไม่ค่อยได้ผล คนทั่วๆไปจึงคิดว่าตลาดหุ้นนั้นปั่นไม่ได้ แต่ถ้าคนปั่นเป็นคนสำคัญในบ้านในเมือง หรือเป็นคนมีเงินหรือมีหุ้นเยอะๆ การปั่นก็มักจะได้ผล


การปั่นหุ้นนี้ถ้ามองกันอย่างกว้างๆจะเห็นได้ว่า ไม่เกิดผลดีหรือผลเสียต่อประเทศ เพราะเงินและหุ้นไม่ได้หายไปใหน แต่เมื่อมองในระดับรายตัวบุคคล มันเกิดการได้เสียกันขึ้นมากมาย คนถูกหลอกให้ซื้อหุ้นเลวๆ หรือถูกหลอกให้ขายหุ้นดีๆ จะเป็นผู้ขาดทุน ส่วนคนปั่นตลาดจะมีโอกาสซื้อหุ้นดีๆในราคาถูกๆ หรือขายหุ้นออกไปในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมา หรือไม่ก็ได้รับชื่อเสียงว่าเก่ง ว่าดี และได้ผลประโยชน์ทางอื่นมากมาย มันจึงเป็นพฤตืกรรมที่ถูกห้าม แต่ก็มีคนพยายามทำอยู่ทุกวัน และ กลต.ก็ไม่สามารถไล่จับได้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนปั่นเป็นชาวต่างชาติหรือนักการเมืองใหญ่ๆ


ครับ, มันจึงเกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไม กลต.(ในฐานะผู้ควบคุมกฎในตลาด) จึงไม่สามารถเอาผิดกับนักปั่นหุ้นเหล่านั้น? ตลาดหลักทรัพย์ของไทยนี้เปิดมากว่า 30 ปีแล้ว แต่มีคนถูกจับในคดีปั่นหุ้นต่ำกว่า 30 คน และผลการตัดสินก็ดูจะเบาบางมากๆ จนไม่สามารถเปรียบเทียบกับผลเสียหายที่เกิดขึ้น ยกเว้นคดีของ ดร.ทักษิณ ในครั้งนี้เท่านั้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในครั้งนี้ เพราะผมไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องนี้ ผมแค่ให้ข้อสังเกตุว่า เป็นคดีที่มีการปรับที่สูงกว่าที่เคยมีมาอย่างมาก และถ้าเราสามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติไปได้ก็จะเป็นการดีมากๆเลยทีเดียว เพราะจะช่วยป้องปรามการปั่นหุ้นได้ในอนาคต


ครับ, คดีนี้นับเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจ และเป็นตัวชี้ว่า การปั่นหุ้นนั้นน่าจะมีจริง และ กลต.น่าจะศึกษาเรื่องนี้อย่างเอาจรีงเอาจังเสียที คราวหน้าถ้าจับได้แล้วควรปรับให้แรงๆ(เอากันจนหมดตัว)อย่างที่เห็นนี้


.................


16 มีค.2553 ..... รมต.คลังผู้น่าสงสาร


เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว รมต.คลังบินกลับมาจากโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น พอลงจากเรือบินก็คุยโขมงโฉงเฉงว่า ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเมื่อถูกนักข่าวถามว่ามีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ท่านก็ย้อนถามว่า วันนี้ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปเท่าใด เมื่อได้รับคำตอบว่า 7 จุดกว่าๆ ท่านก็บอกว่า นั่นคือหลักฐานว่าต่างชาติเขายังยินดีลงทุนไนไทย ท่านชี้ว่า หุ้นไทยขึ้นติดต่อกันมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว นี่แหละคือหลักฐานว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว และนักลงทุนต่างชาติเข้าใจคนไทยดี


ครับ, มันน่าสงสารจริงๆ มันไม่สมกับการเคยเป็นผู้วิเคราะห์ของเจเอฟธนาคมเลย เพราะ ถ้าเป็นนักวิเคราะห์ที่ดีก็ย่อมจะต้องรู้ว่า การขึ้นลงของหุ้นระยะสั้นนั้นมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ มันเป็นเรื่องของการเก็งกำไรระยะสั้นของกองทุนประเภทเฮจฟันด์ สัปดาห์ที่ผ่านมามันขึ้น แต่สัปดาห์หน้าอาจลงก็ได้ ถ้าไปเอาการขึ้นระยะสั้นมาอธิบายว่าต่างชาติเขาพอใจกับการโรดโชว์ แล้วอาทิตย์หน้าจะอธิบายว่ายังไงเมื่อหุ้นเกิดตกกลับลงมา?


ครับ, ผมคิดว่าตอนนี้ รมต.คลังของเรามันหมดน้ำยาแล้ว เห็นการขึ้นของดัชนีระยะสั้นๆก็คว้าเอามาอวดอ้าง มันเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ เห็นฟางเส้นเล็กๆลอยมาก็รีบคว้าเอาไว้ หนึ่งปีที่ผ่านมามันไม่มีผลงานจริงๆ


ครับ, เป็น รมต.คลัง ควรเลิกปั่นหุ้นได้แล้ว เลิกนิสัยเสียในฐานะนักวิเคราะห์หุ้นเสียทีเถอะ มันไม่ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น


....................

17 มีค.2553 ..... เมื่อใหร่จะจบจะสิ้นกันเสียที


มีคนมาถามผมว่า เมื่อใหร่การเดินขบวนหรือประท้วงจะจบลงเสียที และทำไมผมจึงไม่สนใจหรือแยแสมันเลย ผมฟังแล้วก็ถามกลับไปว่า คุณขี่รถจักรยานสองล้อเป็นใหม? ถ้าเป็นผมจะอธิบายให้ฟัง


ครับ, รถจักรยานสองล้อนั้น เมื่อเราขับขี่ไป มันจะเอียงทางซ้ายบ้าง และทางขวาบ้าง เราต้องคอยปรับให้มันเอียงกลับทางไปมาอยู่เสมอ ซึ่งทำให้น่ารำคราญ แล้วเราก็จะถามคำถามที่คล้ายๆกัน คือเมื่อใหร่มันจะหยุดเอียงไปเอียงมาเสียที


ครับ, รถจักรยานนั้นเอียงไปแล้วก็เอียงมา ส่วนการบริหารประเทศนั้นก็มีการแย่งกันเข้าบริหาร แล้วก็เกิดการประท้วงกันไปกันมา มันเป็นธรรมชาติ มันไม่มีวันหมดไปได้ ถ้าจะให้หมดไปจริงๆ เราต้องออกแบบใหม่ ซึ่งต้องใช้ความคิดและความสามารถสูงมาก เช่น เราอาจต้องติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า แล้วให้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมแฮนเดิลแทนตัวเรา


ครับ, เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว มันก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการอยู่มันไป และทนมันไป หรือไม่ก็เลิกใช้รถจักรยานสองล้อไปเลย


พอถึงตรงนี้ เพื่อนที่มาถามคำถามก็แย้งว่า เราคงปล่อยไปตามยถากรรมไม่ได้ เช่น ตอนนี้หุ้นมันขึ้นเอา ขึ้นเอา มันสวนทางกับเหตุการณ์บ้านเมือง แล้วจะมานิ่งดูดายได้อย่างไร


ครับ, ผมก็ถามดักคอออกไปว่า ที่ร้อนรุ่มกลุ้มอุราก็เพราะรอจะซื้อหุ้น แล้วไม่ทันได้ซื้อใช่ใหมล่ะ?


ครับ, คนไทยเกือบทุกคนไปคิดว่าการเดินขบวน หรือการประท้วงนี้จะทำให้หุ้นตก แล้วก็เลยขายหุ้นออกไปก่อน แล้วรอที่จะกลับเข้ามาซื้อในราคาถูกๆ แต่หุ้นกลับขึ้นเอา ขึ้นเอา


ครับ, นี่ก็เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้น มันคาดเดาได้ยาก และเงินฝรั่งแค่นิดเดียวก็สามารถปั่นตลาดหุ้นไทยได้ ที่ปั่นได้ก็เพราะเราไปบังคับให้ตลาดต้องประกาศยอดซื้อขายของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ เมื่อมีตัวเลขนี้ ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก มันก็มีผลกระทบต่อราคาทั้งนั้น


ลงท้ายมันก็มาอยู่ที่ความคิดของคน ถ้าเรามีความรู้ดีพอ และรู้จักแยกแยะประเด็น เราก็จะไม่เสียรู้ฝรั่งหรือต่างชาติ


ขอให้กลับไปทำใจเสียเถอะ ถ้าไม่โลภมาก หรือไม่อยากเสียเงิน ก็อย่าไปตามแห่ฝรั่ง มันจะซื้อก็ช่างมัน โอกาสหน้ายังมี
นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ตื่นเต้นกับเรื่องการเดินขบวนหรือการประท้วงที่กำลังมีอยู่


ขอให้โชคดี


....................


19 มีค.2553 ..... อะไรคือต้นเหตุของความวุ่นวายในขณะนี้


ความวุ่นวายที่ผมจะพูดถึงนี้ก็คือ การชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และรวมถึงการโฟนอินของอดีตนายกทักษิณ การตัดสินยึดทรัพย์จากตระกูลชินวัตร์ การออกมาโต้ตอบกันไปมาของคนทางภาครัฐบาลและฝ่ายค้าน และการที่ไม่สามารถเปิดประชุมสภามาได้หลายงวดแล้ว...


ครับ, มันเป็นเรื่องหลายๆเรื่องที่เชื่อมโยงและเกี่ยวพันกันไปหมด มันมากมายและวุ่นวายจนไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ครบถ้วน และมันดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนเราก็ไม่แน่ใจว่าภาพที่แท้จริงในขณะนี้เป็นอย่างไรกันแน่ และที่น่าเป็นห่วงก็คือ การที่จะสะสาง หรือเอามาพูดจาเพื่อหยุดมันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้


แล้วเราจะทำอย่างไรกัน?


แน่นอน เราต้องค้นหาสาเหตุหลักๆ แล้วเจรจากันในหัวเรื่องเหล่านั้น


แล้วท่านคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความวุ่นวายดังกล่าวนี้?


เรื่องนี้ ถ้าผมบอกว่า มาจากการหลงไหลในเครื่องโทรศัพท์มือถือของคนไทย ท่านก็คงจะบอกว่าผมบ้า แต่ผมอยากให้ท่านได้คิดดูให้ดีๆ แล้วท่านจะเห็นความจริง และอาจแก้ปัญหาได้ หรืออย่างน้อยก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมไปได้


เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ


ผมเป็นคนที่ไม่ชอบความฟุ่มเฟือย ผมเห็นการนำเข้ามาของวิทยุมือถือและโทรศัพท์มือถือ แล้วก็ทำนายว่ามันจะต้องเกิดเรื่อง ผมจึงเฝ้าติดตามดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น


ครับ, คนไทยมันบ้าโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่ต้น ราคาในตอนต้นมันเริ่มกันที่ 2-3 หมื่นบาทต่อเครื่อง แต่คนไทยก็ยังขวนขวายหาเงินมาซื้อ ซื้อแล้วต้องไปเดินในศูนย์การค้า แล้วควักมันออกมาใช้ในตอนขึ้นหรือลงบันไดเลื่อน


จากราคาเครื่องละ 2-3 หมื่นบาทก็ลดลงมาเหลือ 7-8 พันบาทต่อเครื่อง ทั้งๆที่มันสามารถลดราคาลงมาอยู่ที่ 3-4 พันบาทต่อเครื่องได้อย่างสบายๆ


ใครล่ะครับที่ตั้งราคาแบบนั้น? ก็ อดีตนายกทักษิณนั่นแหละ นี่เป็นการถือโอกาสเอากำไรจากสังคมอย่างร้ายแรง แล้วก็เป็นการสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว เรื่องความบ้าคลั่งโทรศัพท์มือถือนี้เกิดขึ้นในอีกหลายๆประเทศ เช่นเกาหลี แต่ของเขาไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะเขาเอากำไรเพียงเท่าที่ประชาชนจะจ่ายได้ แต่ในประเทศไทยนี้อดีตนายกทักษิณกอบโกยจนเกินกว่าเหตุ
ที่ผมเห็นว่าเกินกว่าเหตุก็เพราะ มันทำให้คนอิจฉา แล้วเราก็เกิดคดีซุกหุ้นรอบที่หนึ่ง หลายๆคนอยากล้มนายกทักษิณ แต่ตอนนั้นนายกทักษิณมีพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งหนุนหลัง แถมมีเงินหนุนหลังอยู่อีกมาก ไม่มีใครรู้ว่านายกทักษิณใช้เงินซื้อผู้พิพากษาหรือไม่ ผมก็ไม่มีหลักฐานที่จะมัดได้ แต่ในความรู้สึกของคนหลายๆคนเห็นว่า มีการใช้เงินซื้อเสียงแน่นอน และนี่คือเรื่องที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องมาอีก เช่น เกิดการบอยคอตการลงเลือกตั้ง เกิดการเดินขบวนของคนเสื้อเหลือง เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ เกิดการยุบพรรคไทยรักไทย เกิดการยึดสนามบิน ยึดที่ทำการรัฐบาล เกิดการฟ้องขับไล่นายกสมัคร์ เกิดการปิดล้อมรัฐสภาของนายยกสมชาย เกิดการเอาผิดที่นายกทักษิณไปเซ็นยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน แล้วก็นำมาสู่การตัดสินยึดทรัพย์ของตระกูลชินวัตร์ ซึ่งดูแล้วอาจเรียกได้ว่าเป็นคดีซุกหุ้นรอบสองได้อย่างชัดเจน


ครับ, ทั้งหมดนี้มันวนกลับมาสู่ปัญหาที่เกิดจากการร่ำรวยอย่างรวดเร็วของนายกทักษิณ หรือคือ บาปอันเกิดจากการเอากำไรเกินควรจากการขายโทรศัพท์มือถือ


ขอให้สังเกตว่า ผมมองเห็นการเดินขบวนของกลุ่มนปช.ว่าเป็นแค่การลอกเลียนแบบกลุ่มคนเสื้อเหลืองเท่านั้น พวกเขาเริ่มจากการไปยืนด่าท่านประธานองคมนตรีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารก็จริง แต่ลงท้ายก็กลายเป็นการเดินขบวนเพื่อนายกทักษิณ และเป็นการก่อกวนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์แบบเดียวกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองกระทำ เรื่องนี้ ถ้ากลุ่มนปช.ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย และขับไล่อำมาตย์จริง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเอานายกทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาเจ็บแค้นแทนนายกทักษิณ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องคดียุบพรรค เรื่องการนองเลือดในเดือนเมษายน...มาพูด


ครับ, กรรมใดใครก่อ ใครคนนั้นก็ต้องรับไป


ผมเห็นแม่ค้าขายกล้วยปิ้ง แม่ค้าขายหมูปิ้ง แม่ค้าขายผัก แม่ค้าขายผลไม้ พ่อค้าหมู พ่อค้าวัว พ่อค้าควาย อาจารย์ ภารโรง คนกวาดถนน...ควักเอาโทรศัพท์มือถือออกมากด แล้วก็ต้องเสียเงินที่หามาได้อย่างยากเย็นไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องปล่อยให้ลูกๆหลานๆอดอยากกันทุกเดือน ดูแล้วมันเศร้าใจ ผมจึงไม่รู้สึกสงสารหรือเห็นใจนายกทักษิณใดๆทั้งสิ้น


และที่ผมกำลังหวั่นไหวอย่างยิ่งก็คือ ท่านนายกทักษิณเสนอว่า ถ้าท่านได้กลับมาบริหารประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะให้นักเรียนทุกคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์แหลบท๊อปเป็นของตนเอง ผมฟังดูแล้วอยากร้องไห้ มันเป็นความคิดของคนสติแตกชัดๆ เรื่องนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังในวันหลัง ตอนนี้ให้ท่านผู้อ่านลองเอาไปคิดดูกันเองก่อน


ครับ, กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง


..................

21 มีค.2553 ..... ให้นักเรียนมีแล็บทอปทุกคนเพื่ออะไร


ท่านผู้อ่านคงได้ยินคุณทักษิณพูดมาหลายครั้งแล้วว่า ถ้าได้กลับมาบริหารประเทศไทย ท่านจะให้เด็กนักเรียนทุกคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์แล็บทอปเป็นของตนเอง ท่านอ้างว่า มีแล้วจะทำให้เด็กไทยฉลาดและทันโลก


ครับ, ผมทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เมืองไทยเราเริ่มมีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแรก และได้อยู่กับงานนี้มาโดยตลอด แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังออกแบบและทำโปรแกรมไส่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ทั้งๆที่ปลดเกษียณมา 13 ปีแล้ว จากประสบการณ์อันนี้ ผมบอกได้ว่า แนวคิดของท่านอดีตนายกทักษิณ เป็นแนวคิดของคนสติแตกแน่นอน


ครับ, ผมไม่เชื่อว่าการมีเครื่องแล็บทอปคอมพิวเตอร์กันทุกคนจะทำให้เด็กไทยฉลาดขึ้นจนเอาชนะคนต่างชาติได้ เหตผลของผมมีดังนี้

1. ผมไม่เชื่อว่าเด็กนักเรียนจะได้อะไรดีๆจากเครื่องแล็บทอปดังกล่าว ทั้งนี้เพราะเด็กไทยไม่มีโทรศัพท์ความเร็วสูงอยู่ที่บ้านในชนบท ระบบสื่อสารความเร็วสูงนั้นมีแต่ในกทม.และในเมืองใหญ่ๆเท่านั้น

2. ถึงจะมีระบบสื่อสารความเร็วสูงอยู่ในกทม.และเมืองใหญ่ๆ พ่อแม่ก็ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเป็นค่าสายสื่อสารเหล่านั้น

3. ถึงแม้ว่าพ่อแม่บางคนจะมีเงินพอที่จะจ่ายเป็นค่าสื่อสารความเร็วสูง หรือมีรัฐบาลจ่ายให้ มันก็ไม่ค่อยจะคุ้มกับข้อมูลที่ได้รับจากระบบสื่อสารดังกล่าว มีแค่ 10-20 เปอร์เซนต์ของงานเท่านั้นที่คุ้มค่ากับการค้นหาในอินเทอร์เน็ต


ครับ, สายสื่อสารนั้นจำเป็นสำหรับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูล ถ้าขาดสิ่งนี้ไปแล้วเจ้าแล็บทอปนั้นเกือบจะเป็นเศษเหล็กสำหรับคนไทย อินเทอร์เน็ตคือความหวังของนักวิชาการไทย และมันเป็นความหวังลมๆแล้งๆมา 30 ปีแล้ว เรามีนักเรียนทุนนับพันคน พวกเขาเรียนจบและกลับมาแล้วมากมาย พวกเขามีความเชื่อว่าคนจะฉลาดได้ด้วยการเข้าถึงแหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ท่านทราบใหมว่า พวกเขาใช้เงินหลวงทั้งนั้น แล้วก็ไม่เคยคำนวนดูว่า ข้อมูลที่ได้รับนั้นมันคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปหรือไม่ ผมจะขอเล่าประสบการณ์ให้ท่านฟัง


ก. ผมชอบทำโปรแกรมเล่นเกมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ในภาษาพาสคาล(Pascal)ที่ใช้เขียนโปรแกรมนั้นเขามีคำสั่ง SOUND(L:integer); และ NOSOUND; ให้ใช้ คำสั่งแรกนั้นมีไว้เพื่อสั่งให้เครื่องทำเสียงทีมีความถี่ L ไซเกิลต่อหนึ่งวินาทีให้เรา ส่วนคำสั่งที่สองนั้นมีไว้เพื่อสั่งให้หยุดทำเสียง ด้วยคำสั่งทั้งสอง ผมสามารถทำเสียงประกอบเกมได้ มันช่วยให้เกมน่าเล่นยิ่งขึ้น แต่ภาษาพาสคาลมีข้อจำกัดมาก และเริ่มล้าสมัยแล้ว ผมจึงต้องหันมาใช้ภาษาเดลไฟ(Delphi)แทน แต่ในภาษาใหม่นี้มันไม่มีคำสั่ง SOUND,NOSOUND ให้ใช้ ผมก็เลยอยากรู้ว่าผู้ผลิดภาษาเดลไฟเขาจะให้เราใช้คำสั่งอะไรมาทดแทน เรื่องนี้ผมทดลองค้นหาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้ ผมใช้เวลาอินเทอร์เน็ตไปกว่า 100 ชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านสายสื่อสารกว่า 1,500 บาท นี่ก็ผ่านมากว่า 15 ปีแล้ว ผมก็ยังหาคำตอบนี้ไม่เจอ (หรือว่าผมมันโง่ดักดานจนทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้?)

ข. วันหนึ่งเมื่อ 3 ปีก่อน ผมเกิดสนใจอยากจะรู้ว่าสถาบันจุฬาภรณ์เขาทำวิจัยเรื่องอะไรไว้บ้าง ผมก็ลองใช้อินเทอร์เน็ตค้นดู ผมใช้คำศัพท์ว่า Chulaporn, Chula-Porn, Chula porn, Chula Porn,...ผลปรากฎว่าเสิร์ทเอ็นจิ้นหาไม่เจอ แต่กลับเสนอให้ค้นดูในสองแห่ง คือ Chula Institute และ Pornography ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีคนที่จิตใจสกปรก และมีความโลภสูง พวกเขาหาทางสอดแทรกวิธีการที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของคน และชักจูงให้ไปดูเวปไซท์ที่มีภาพลามกอนาจาร ซึ่งจะทำให้เด็กหลงผิดและเกิดความเสียหายได้ ในขณะนี้เรายังไม่มีวิธีป้องกันหรือปราบปรามคนแบบนี้ได้


ครับ, ผมมีตัวอย่างอีกมากมายที่สามารถชี้ได้ว่า การค้นหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง และมีความเสี่ยงสูง ถ้าปล่อยให้เด็กนักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตโดยลำพัง เราควรจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะธรรมดา และติดตั้งแค่ 4-5 เครื่องต่อ 1 โรงเรียน แล้วให้ครูช่วยสาธิตการค้นหาข้อมูลให้นักเรียนดูทั้งชั้น แล้วให้เด็กได้ทำการบ้านด้วยเครื่องอีก 3-4 เครื่องที่เหลือ และทำโดยมีครูคอยควบคุมดูแลอยู่ห่างๆ ด้วยวิธีนี้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายเรื่องสายสื่อสาร เรื่องเครื่อง เรื่องไฟฟ้า..ฯลฯ และสามารถทำได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องขยายระบบสื่อสารไปทั่วทุกบ้าน


ครับ, ท่านพอจะประมาณออกใหมว่า ถ้าเราต้องมีสายสื่อสารความเร็วสูงไปทั่วทุกบ้านมันจะเป็นเงินสักเท่าใด? ตัวเลขก็คือ 10*30,000=300,000 ล้านบาท เพราะเรามีเด็กและบ้านอยู่ประมาณ 10 ล้านคน หรือบ้าน แต่ละจุดนั้นต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท แล้วเราก็ยังต้องมีค่าบำรุงรักษาอีกจุดละกว่า 100 บาทต่อเดือน


ครับ, ผมไม่อยากจะปรักปรำว่า นี่เป็นแผนการสร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเองของ คุณทักษิณ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดโครงการนี้ คุณทักษิณจะกลับมามีเงินเป็นแสนล้านอีกครั้งหนึ่ง แล้วเราก็จะกลับเข้าสู่วงจรของคดีซุกหุ้น วงจรการปฎิวัติยึดอำนาจ วงจรการเดินขบวน วงจรการทะเลาะกัน วงจรของความวุ่นวายในสภา...ฯลฯ


ขอกลับมาพูดถึงการสร้างความฉลาดให้แก่เด็กไทยอีกหน่อย
ผมไม่ปฏิเสธว่า คอมพิวเตอร์นั้นจำเป็นต่องานนี้ แต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธี คอมพิวเตอร์นั้นจะมีประโยชน์ก็เมื่อเรามีโปรแกรมที่ดีมาใช้งาน อินเทอร์เน็ตเป็นโปรแกรมอันหนึ่งที่มีประโยชน์ มันช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งข้อมูล แต่มันก็มีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เด็กทุกคนไปนั่งใช้ที่ในบ้านของแต่ละคน มันจึงช่วยเราพัฒนาเด็กได้เพียงบางส่วน(อาจต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์ของประเทศ) แล้วที่เหลือเราจะทำอย่างไร?


แน่นอน เราต้องสอนให้เด็กรู้จักเขียนโปรแกรมเองได้ด้วย


การสอนให้เด็กเขียนโปรแกรมเองนั้นเป็นเรื่องยาก และไม่สามารถทำได้ทั้ง 100 เปอร์เซนต์ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กทั้ง 100 เปอร์เซนต์เขียนโปรแกรมเอง เราต้องพัฒนาเด็กให้เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-100 คน เขาต้องช่วยกันออกแบบระบบ แต่ให้เด็กเพียง 1-3 คนในกลุ่มเป็นคนเขียนโปรแกรม เราต้องสอนเขาทั้งหมดให้เข้าใจหลักการของการเขียนโปรแกรม แต่คัดเลือกเอามาแค่ 1-10 เปอร์เซนต์เพื่อเขียนโปรแกรมที่จะใช้งานจริง ที่สำคัญมากคือ พวกเขาต้องทำงานเป็นกลุ่ม เพราะทุกคนต้องเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันมีงานหลายขั้นตอนที่อยู่นอกเหนือไปจากการเขียนโปรแกรม เช่น การทดสอบโปรแกรม การจัดสร้างฐานข้อมูล การทดสอบทั้งระบบ การดูแลบำรุงรักษาระบบ การนำข้อมูลเข้าประจำวัน การเดินโปรแกรมประจำวัน การตีความและใช้รายงานต่างๆ


ครับ, การทำงานเป็นทีม และต้องใช้เหตผลต่างๆในทุกขั้นตอนคือตัวสร้างความฉลาด เด็กไทยจะฉลาดเมื่อได้ฝึกใช้ความคิด และการทำโปรแกรมขึ้นมาเพื่อใช้เองคือหัวใจของการสร้างชาติ เราจะหวังพี่งโปรแกรมสำเร็จรูปจากต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ที่เราพัฒนาไม่ทันต่างชาติเพราะคนเรียนจบมาจากต่างประเทศที่เรามีอยู่นั้นคิดแต่จะซื้อโปรแกรมต่างชาติมาใช้อย่างเดียว เราวนอยู่ในชามกะละมังมาหลายสิบปีแล้ว ผมเห็นเรื่องนี้มานานแล้ว ผมได้ทำตัวอย่างการพัฒนาคนมาหลายที่ทำงานแล้ว แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคิดแต่จะพึ่งพาอาศัยโปรแกรมจากต่างประเทศ เราจึงโง่ดักดานมาโดยตลอด


ครับ, ความโง่ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นี้ยังจะมีต่อไป และคนไทยอาจทำให้หุ้นในกลุ่มชินวัตร์เด้งขึ้นอีกครั้งก็ได้ เพราะไปหลงคารมของเจ้าพ่อการสื่อสาร


ผมจะขอทำนายเอาไว้ล่วงหน้าว่า หุ้นในกลุ่มสื่อสารจะขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เพราะเรายังมีคนอย่างอดีตนายกทักษิณ อยู่ทั่วประเทศ


..................


22 มีค.2553 ..... ตลาดหุ้น=สนามล่าสังหารคนโง่


เวลาหุ้นขึ้น หลายๆคนสังเกตเห็นว่าทุกคนมีกำไร แล้วเราก็สรุปว่า ตลาดหุ้นไม่ใช่บ่อนการพนัน ทั้งนี้เพราะมันไม่ใช่ Zero Sum Game มันเป็นเกมที่อาจทำให้ทุกคนมีกำไร หรือ คือ Win Win Type Game


ครับ, เห็นแล้วก็พูดกันไป และภูมิใจที่มีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเอาความรู้นี้ไปทำประโยชน์อะไร อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า ข้อสนเทศ แต่เราก็ชอบทำกัน


สำหรับผม เห็นแล้วก็คิดต่อ ผมถามตัวเองว่า ถ้าราคาหุ้น และดัชนีหุ้นมันขึ้นไปแล้วตกกลับมาอยู่ที่เก่า มันจะเป็นอย่างไร?


เจ้าตลาดหุ้นมันก็กลับมาเป็น Zero Sum Game เหมือนเกมอื่นๆนั่นแหละ
ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าฝรั่งมีกำไร คนไทยก็ต้องขาดทุน และตลาดมันก็เป็นอย่างนี้มา 35 ปีแล้ว คนไทยเราโง่กว่าฝรั่งมาโดยตลอด มีคนไทยไม่กี่คนที่เล่นหุ้นแล้วมีกำไร แต่ฝรั่งทุกบริษัทมันมีกำไร


อย่างนี้ไม่เรียกตลาดว่าสนามล่าสังหารคนโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร?


ครับ, ทำไมเราจึงโง่ และตกเป็นเหยื่อของฝรั่งมาโดยตลอด?


เรื่องอย่างนี้มันเกิดมาได้อย่างไร?


ก็ดูตอนนี้เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน


ครับ, ยามเมื่อตลาดมันแกว่งไปแกว่งมาอย่างไม่มีทิศทาง คนไทยก็จะเบื่อ และทนไม่ได้ แล้วก็พร้อมที่จะขายหุ้นในมือทิ้งไป เมื่อขายไปแล้วก็จะรอให้หุ้นตก พวกเขาจะช้อนซื้อเมื่อหุ้นตกจนเป็นที่พอใจเสียก่อน แต่แล้วมันกลับพลิกผันไป คือฝรั่งเข้ามาทะยอยซื้อ มันซื้อวันละ 1,000-2,000 ล้านบาท บางวันก็หยุดซื้อเสียดื้อๆ กว่าจะรู้ตัว ฝรั่งก็ซื้อเข้าไป 20,000-30,000 ล้านบาท และราคาหุ้นก็ขึ้นไป 8-10 เปอร์เซนต์ แล้วฝรั่งก็เข้ามาบอกว่า MSCI จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย แล้วก็เกิดคำถามในหมู่คนไทยว่า ถึงเวลาเข้าซื้อหุ้นแล้วหรือยัง


ครับ, เจ้าความเชื่อที่ว่า เกมนี้เป็นแบบ Win Win กันถ้วนหน้า คนไทยเราก็จะเข้าไปตลุมบอนซื้อ ทุกคนเชื่อว่าหุ้นยังจะไปต่อ และถึงแม้ฝรั่งจะได้เปรียบที่ซื้อไว้ก่อนก็ไม่เป็นไร คนตามแห่ยังมีโอกาสทำกำไรกับเขาบ้าง


ครับ, อีก 10-12 เดือนข้างหน้าเราก็จะพบว่า ดัชนีมันก็ตกกลับลงมาอยู่ใกล้ๆที่เดิม และทุกคนมีแผลต้องเลียกันโดยถ้วนหน้า


ครับ, เหตุการณ์มันเข้าอีหลอบนี้มาโดยตลอด แต่คนไทยไม่เคยคิด ไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยสังเกต


ครับ, วันนี้ฝรั่งซื้อไว้แล้ว 20,000-30,000 ล้านบาท และมีคนไทยบางคนเริ่มเข้าซื้อบ้างแล้ว แต่ผมอยากจะลองถามท่านว่า ถ้าท่านไม่เข้าไปตามแห่กับเขา มันจะเกิดอะไรขึ้น?


หุ้นก็คงยังขึ้นต่อ แต่ช้าลง และฝรั่งก็อาจต้องเข้าซื้อเพิ่มเพื่อพยุงราคาไว้


แต่ถ้าคนไทยยังไม่ยอมเข้าซื้อ มันจะเป็นอย่างไร?


ครับ, มันก็คือการที่เหยื่อไม่ยอมหลงกลฝรั่งนั่นเอง และตลาดหุ้นก็จะหยุดการเป็นสนามสำหรับหลอกฆ่าสัตว์ แถมมันอาจพลิกผันให้นักล่าสัตว์กลายเป็นสัตว์ผู้ถูกสังหารได้ ทั้งนี้เพราะหุ้นที่ฝรั่งทะยอยซื้อไว้ในราคาแพงๆนั้นมันจะต้องถูกขายกลับลงมาในราคาถูกๆ ที่ฝรั่งพวกนี้ต้องขายก็เพราะพวกเขาคือเฮดจ์ฟันด์ พวกนี้ไม่สามารถปล่อยให้เงินมาจมเป็นเวลานานๆได้


สรุปแล้ว วันนี้ เวลานี้ คือเวลาสำหรับวัดใจกัน ถ้าคนไทยไม่โลภ และไม่ยอมเข้าซื้อ ฝรั่งก็จะถูกคนไทยกินเสียบ้าง


ครับ, ตลาดหุ้นก็เป็นอย่างนี้แหละ ใครฉลาด และใจถึง ก็จะเป็นผู้ชนะ และมันก็เป็น Zero Sum Game อย่างหนึ่งเท่านั้น


..................

24 มีค.2553 ..... ตกรถไฟ=สัญญาณรวยในอนาคต


มาถึงวันนี้ หลายๆคนคงจะบ่นว่าตกรถไฟ ทั้งนี้เพราะดัชนีหุ้นไทยได้ไต่ขึ้นจาก 700 มาเป็น 780 ไปแล้ว การเพิ่มขึ้น 10 กว่า เปอร์เซนต์ ในเวลา 3 สัปดาห์ นับว่ามาก โอกาสที่จะขึ้นต่อมีน้อยแล้ว นักวิเคราะห์ทั้งหลายเริ่มเตือน และบอกให้ขายทำกำไร


แล้วคนที่ยังไม่ได้เข้าซื้อจะทำยังไง?


ครับ, จุดนี้เป็นจุดตัดสินที่สำคัญ คนส่วนใหญ่บอกว่า ต้องรีบกระโดดเกาะรถไฟ เพราะมันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว


ครับ, คิดแบบนั้นขาดทุนเกือบทุกราย ผมกลับมองตรงกันข้าม คือเห็นเป็นโอกาสที่จะรวบรวมเงินเอาไว้ซื้อหุ้นเมื่อมันลงมาต่ำสุดอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าท่านเป็นคนชอบเก็งกำไรระยะสั้น จุดต่ำสุดจะมาในประมาณ 20.5 วัน แต่ถ้าท่านเป็นคนเล่นหุ้นระยะยาวปานกลาง จุดต่ำสุดจะมาถึงใน 6 เดือนข้างหน้า


ทำไมผมจึงเชื่ออย่างนั้น?


ก็เพราะผมได้เก็บสถิติดูแล้ว ผมพบว่า ราคาหุ้น และดัชนีของตลาดหุ้นนั้นมันขึ้นลงโดยเป็นลูกคลื่น 3 ชนิด ซ้อนกันอยู่ คลื่นชนิดแรกเป็นคลื่นระยะสั้น มันมีความยาวคลื่น 41 วัน หรือคือ ขึ้นประมาณ 20.5 วัน แล้วก็ลงประมาณ 20.5 วัน ในเมื่อวันนี้มันขึ้นเกือบสูงสุดแล้ว ในอีก 20.5 วันก็จะถึงจุดต่ำสุด ตรงนั้นจึงเป็นจุดที่เราควรจะเข้าซื้อ ซื้อแล้วไปขายใน 20.5 วันข้างหน้า โอาสที่จะทำนายถูกเป็นประมาณ 70 เปอร์เซนต์


ส่วนคลื่นชนิดที่สองนั้นมีความยาวคลื่นประมาณ 12 เดือน มันใช้เวลาไต่ขึ้น 6 เดือน แล้วก็ถอยลง 6 เดือน ถ้าวันนี้ขึ้นสูงสุด อีก 6 เดือนก็จะเป็นจุดต่ำสุด นั่นคือจุดที่ควรเข้าซื้อ แล้วไปขายใน 6 เดือนถัดมา แต่ทางที่ดีท่านควรดูกราฟย้อนหลังไปสัก 12-18 เดือนด้วย ทั้งนี่เพื่อดูว่า จุดต่ำสุดและสูงสุดย้อนหลังไป มันสอดคล้องกันด้วยหรือไม่ ถ้ามันขึ้นลงสอดคล้องกันดี โอกาสทำนายจุดต่ำสุดได้ถูกต้องจะเป็นประมาณ 80 เปอร์เซนต์


สำหรับคลื่นประเภทที่สามนั้น มันมีความยาวคลื่น ประมาณ 10-12 ปี ท่านต้องพล็อตกราฟย้อนหลังดู 10-20 ปี แล้วจึงจะมองเห็นการขึ้นลง และท่านจะทำนายจุดต่ำสุดได้ถูกต้องถึง 90 เปอร์เซนต์ เล่นตามคลื่นใหญ่นี้กำไรเกือบทุกที แต่ใน 1 ช่วงชีวิตของเรา จะมีจุดซื้อและจุดขายแค่ 3-5 รอบเท่านั้น ผมจึงไม่ค่อยได้พูดถึง


ครับ, ถ้ามีเงินอยู่ในมือ แล้วหุ้นมันขึ้นไปเร็วเกินคาด ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เล่นหุ้น ท่านควรรอคอยรอบหน้า


ถ้าท่านรีบกระโดดเกาะรถไฟ มันกลับจะเป็นสัญญาณบอกว่าท่านจะฉิบหาย นะครับ


......................

28 มีค.2553 ..... ทักษิณ/อภิสิทธิ์/เสื้อแดง/อำมาตย์ ใครผิด?


ผมบอกว่าผมไม่สนใจว่าผลการเดินขบวนจะออกมาอย่างไร ทั้งนี้เพราะผมแก่แล้ว อายุเข้าไป 73 ขวบ แถมมีโรคร้ายกระหน่ำอยู่หลายอย่าง คงอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนแล้ว แถมไม่มีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูลูกหลานใดๆทั้งสิ้น.. แต่ก็มีคนด่ามาว่าทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเราต้องเอาเรื่องความยุติธรรมและความถูกต้องเป็นสำคัญ

ผมฟังเสียงที่ด่ามานี้แล้วรู้สึกว่า เขาเชื่อเหลือเกินว่า คุณทักษิณเป็นฝ่ายถูก และถ้าได้กลับมาปกครองประเทศไทยก็จะแก้ปัญหาได้ และจะพาให้ชีวิตคนไทยสุขสบายขึ้น


ครับ, เมื่อด่ามาอย่างนี้ ผมก็จะด่าคุณทักษิณให้ฟัง (และถ้ามีใครมาว่าผมลำเอียง เข้าข้างฝ่ายคุณอภิสิทธิ์ ผมก็จะด่าคุณอภิสิทธิ์ให้ฟัง เพราะผมเห็นว่ามันเลวด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ)


คุณทักษิณบอกว่า หุ้นของเขามันขึ้นราคาไปเหมือนๆกับหุ้นตัวอื่นๆในตลาด ดังนั้นเงินที่ขายหุ้นได้นั้นเป็นสิทธิ์ของเขาทั้งหมด นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการชุมนุมประท้วงที่มีดีกรีสูงขึ้น และคุณทักษิณได้ออกมายอมรับว่าเป็นตัวบัญชาการการเดินขบวนเองแล้ว แถมยังโฟนอินเข้ามาโดยมีเนื้อหาปลุกปั่นอย่างตรงๆเลย


ครับ, ฟังดูก็น่าเห็นใจคุณทักษิณ แต่เมื่อมองลึกลงไปแล้วก็จะเห็นได้ว่า การที่ตลาดหุ้นมันดีขึ้น และทำให้ราคาหุ้นทุกตัวมันสูงขึ้นนั้น ก็มาจากการกระทำของคุณทักษิณ คุณทักษิณทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ราคาหุ้นกลุ่มชินวัตร์มีราคาเพิ่มขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยนั้นคนไทยไม่ได้เลือกซื้อหุ้นตามผลประกอบการ คนไทยเราเล่นหุ้นแบบขึ้นยกแผง เวลาหุ้นกลุ่มชินวัตร์ขึ้น คนไทยก็ซื้อหุ้นตัวอื่นตามไปด้วย ราคามันจึงขึ้นกันไปหมด ดังนั้นคำแย้งของคุณทักษิณจึงฟังไม่ขึ้น


ครับ, เรื่องการปั่นหุ้นของคุณทักษิณนี้ ต้องไปถามคนดูแลตลาด พวกเขาบอกได้ว่าคุณทักษิณปั่นตลาด และสร้างความได้เปรียบในตลาดจริงหรือไม่ และมันน่าเกลียด และน่าสะอิดสะเอียนขนาดใหน ยกตัวอย่างเช่น เพิ่มเปอร์เซนต์การถือหุ้นให้แก่คนต่างชาติ เปิดโอกาสให้คนต่างชาติหยิบยืมหุ้นมาขายเพื่อถล่มตลาดได้ ลดค่าคอมมิชชั่นให้ฝรั่ง...ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาปั่นหุ้นได้ และฝรั่งส่วนใหญ่ก็จะปั่นแต่หุ้นในกลุ่มชินวัตร์เท่านั้น


หรือพวกเราคิดว่า SHIN ราคาขึ้นไปที่ 49.50 นี้นไม่เพราะการปั่นราคา?


หลังจากถูกตัดสินให้ยึดทรัพย์ไป 43,000 ล้านบาท คุณทักษิณก็มองไปข้างหน้า แล้วก็เห็นว่า ส่วนที่เหลืออยู่อีก 33,000 ล้านบาทนั้นก็จะถูกฟ้องทางแพ่งและยึดไปจนหมด เรื่องนี้แทนที่จะคิดว่ามันเป็นกรรมที่ตนก่อขึ้นมาเอง คุณทักษิณกลับโวยวาย และหาหนทางเอาคนเสื้อแดงมาเป็นเครื่องมือ จริงๆแล้ว คุณทักษิณควรที่จะต่อสู้ทางศาลเพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์ไปจนหมด ถ้าเชื่อมั่นทางศาล คุณทักษิณอาจเหลือเงินเป็นหมื่นล้านอยู่ และสบายไปทั้งชาติ


ครับ, การมาลากเอาคนเสื้อแดงเข้ามาเป็นพวก นั้นสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยได้มหาศาล อย่างน้อยตอนนี้คนเสื้อแดงต้องควักสตังค์จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายวันละไม่ต่ำกว่าหัวละ 200 บาทต่อวัน นี่เข้ามาชุมนุมกัน 17 วันแล้ว จึงสูญเสียไปกว่า 17*200*1,000,000=3,400 ล้านบาทแล้ว และเศรษฐกิจทรุดไปอีกเท่าใหร่ไม่รู้ ที่แสบมากๆก็คือ ทำให้นายอภิสิทธิ์มีโอกาสเอาทหารและตำรวจออกมาทำงาน แล้วก็เอาเงินภาษีมาจ่ายครั้งละ 100-300 ล้านบาท นี่รวมกันแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท แถมเวลาไปใหนมาใหนต้องนั่งฮอเสียอีก ประเทศที่ยากจนอย่างเรา มาทำอย่างนี้ได้ยังไง


ขอกลับมาดูความเลวของคุณทักษิณต่ออีกสักหน่อย เพื่อดึงให้คนเสื้อแดงเข้ามาเป็นพวก คุณทักษิณก็ให้คำมั่นสัญญาว่า 6 เดือนแรกจะปลดหนี้ให้คนไทยทั้งหมด 6 เดือนถัดมาจะทำให้ทุกคนมีเงินใช้ และอีก 6 เดือนต่อมาจะเป็นผู้นำอาเซี่ยน แถมบอกว่าจะให้เด็กนักเรียนทุกคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์แล็บท๊อปใช้


ครับ, มันเป็นสัญญาของคนสติแตกชัดๆ


ถ้าคุณทักษิณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง ทำไมคุณทักษิณไม่ทำในตอนที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในครั้งที่สอง คุณทักษิณไปมัวทำอะไรอยู่ในปีที่ 4-5 ของการเป็นนายก? ถ้าคุณทักษิณปลดหนี้ให้ชาวบ้านได้หมดใน 6 เดือน และทำให้ทุกคนมีเงินใช้ใน 6 เดือนถัดมา มันก็จะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะทหารก็เป็นชาวบ้านส่วนหนึ่ง ถ้าทหารมีเงินใช้ และไม่มีหนี้ ทหารผู้น้อยก็คงจะไม่ยอมขับรถถังออกมา


ครับ, สัญญาลมๆแล้งๆนั้นสร้างความฉิบหายให้แก่ประเทศได้สูง การที่กลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุมกันได้มากมายก็เพราะในใจลึกๆแล้วเชื่อว่าคุณทักษิณจะทำได้


ครับ, ตอนนี้กลุ่มเสื้อแดงก็ใกล้จะชนะแล้ว ถึงจะไม่ชนะในวันนี้ แต่ในอีก 1-3 เดือนก็สามารถเปิดให้เห็นความเลวของอำมาตย์ได้ อำมาตย์มีแผลอยู่เต็มตัว พวกนี้จึงถูกทำลายได้ง่าย คนที่จะเข้าคิวถูกเชือดต่อไปคือพ่อค้าที่เคยจ่ายเงินอำมาตย์ กิจการใหญ่บางกิจการอาจต้องล่มสลาย การเลือกตั้งก็ต้องมาใน 15-16 เดือนข้างหน้า การเมืองต้องเปลี่ยนขั้ว พรรคของคุณทักษิณต้องใช้เวลาในการแก้รัฐธรรมนูญอีกหลายเดือน กว่าคุณทักษิณจะเข้ามาเมืองไทยได้ ผมก็คงจะตายไปแล้ว


แต่ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะพบว่าคุณทักษิณไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาได้


ถึงตอนนั้นแล้วท่านจะนึกถึงคำพูดของผมในวันนี้


.....................