เกร็ดความรู้เรื่องหุ้น ปี 2543
27
พ.ค. 2543........................
เครื่องพีซีก็ทำนายหุ้นได้
ช่วงนี้หุ้นตก ใครๆก็บอกได้ว่ามันตกเพราะสถานการณ์ทางการเมืองไม่ดี
แถมเศรษฐกิจ ของสหรัฐก็ไม่ดี........ฯลฯ
แต่ท่านเคยสังเกตบ้างไหมว่า การสรุปไปอย่างนี้มักจะทำกันหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว
ทั้งนั้น ท่านเคยถามย้อนไปบ้างไหมว่า เมื่อ2-3
เดือนก่อนโน้นทำไมไม่มีคนพูดอย่างนี้ มาก่อน
ครับ เรื่องนี้ผมเคยเฝ้าติดตามการพยากรณ์ของนักวิชาการมามากแล้ว
คนเราส่วนใหญ่ นั้นวิเคราะห์สถานะของตลาดหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้วทั้งนั้น แล้วก็มีความหวังว่า
"ใน
คราวหน้า ถ้ามีเหตุการณ์เหมือนๆกัน เราจะรู้ล่วงหน้าว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แล้วก็จะซื้อ
หรือขายได้ถูกจังหวะ
" แต่เหตุการณ์แบบนี้มักจะไม่เคยเกิดอีกเลย หรือเกิดขึ้นมา แต่ตลาดก็
ผลิกไปทางอื่นเสียอีก ซึ่งนักวิชาการก็จะหาเหตุผลมาชี้แจง และเขาจะมีเหตุอื่นๆเข้ามาเพิ่ม
เติมอยู่เสมอๆ
ครับ นี่คือปัญหาของการเล่นหุ้นโดยอาศัยดูสถานการณ์เป็นรายวัน
เรามักจะลงทุนผิด หรือเทขายผิดเวลา สิ่งที่คิดว่าจะกำไรกลับขาดทุน สิ่งที่คิดว่าจะขาดทุนกลับมีกำไร
แต่ถัว เฉลี่ยแล้วขาดทุน ทั้งนี้เพราะซื้อขายแต่ละครั้งนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนหุ้น
จริงๆแล้วราคาหุ้นนั้นแกว่งไปมาตลอดเวลา แต่มันมีแนวโน้มที่จะขึ้น(หรือลง)เป็นระยะ
เวลา 1
ถึง 3
เดือน อยู่เสมอ แรงผลักดันให้ขึ้น(หรือลง)
เหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ มันเป็นผลรวมของแรงผลักดันจากเหตุการณ์ต่างๆรอบด้าน
เราไม่สามารถจะหยิบเอาออก มาดูเพียง 2 ถึง 3 เรื่องได้
และแนวโน้มเหล่านี้สามารถจะหาได้จากการดูเส้นกราฟ
นี่คือที่มาของเทคนิคการเล่นหุ้นโดยวิเคราะห์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาปิดในแต่ละ
วัน เทคนิคนี้ต้องดูกราฟย้อนหลังไปหลายๆวัน บางคนอาจดูประมาณ 10
วัน บางคนดู ประมาณ 20
วัน ส่วนผมนั้นดูประมาณ 90
วัน เรื่องของจำนวนข้อมูลย้อนหลังนี้อย่าคิดว่า ดูยาวขึ้นแล้วจะดีขึ้นเสมอไป มันเป็นเรื่องที่เรายังพิสูจน์กันไม่ได้
แต่ละคนก็มีวิธีการเป็น ของตนเอง
ครับ การค้นหาแนวโน้มของเส้นกราฟนี้เป็นเทคนิคที่ใช้กันมานานแล้ว
บริษัทค้าหลัก ทรัพย์ใหญ่ๆในถนนวอลสตรีทมีใช้กันทั้งนั้น เทคนิคพวกนี้ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
และนี่คือความได้เปรียบของบริษัทเหล่านี้ พวกเขามีเครื่องมือในการพยากรณ์ราคาหุ้นที่ดี
กว่านักเล่นหุ้นทั่วๆไป พวกเขาจึงทำกำไรได้มากกว่า
รู้เรื่องนี้แล้วมีประโยชน์อะไร
?
หลายๆคนคิดว่าการวิเคราะห์หาแนวโน้มหรือทิศทางราคาหุ้นนี้เป็นเรื่องยาก
เป็นเรื่อง ต้องเสียเงินมากมาย เป็นเรื่องที่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่.............ฯลฯ
ไม่จริงหรอกครับ ในปัจจุบันนี้เครื่องพีซี(Personal
Computer) ที่มีราคาเพียง
2-3 หมื่น บาทก็สามารถคำนวณหาแนวโน้มเหล่านี้ได้ เรื่องพวกนี้วันหลังผมจะเอามาอธิบายให้ท่าน
ฟัง ในตอนนี้ท่านลองติดตามดูการทำงานของ โปรแกรม
SC68EX ในเว็บไซต์นี้ไปก่อน ท่านอาจต้องใช้เวลา 1-2
ปีถึงจะเห็นผล
....................................................................................................................
29 พค 43............ ทำไมการเล่นหุ้นโดยติดตามข่าวรายวันจึงไม่ได้ผล
การเล่นหุ้นโดยติดตามข่าวรายวันนั้นดูเหมือนจะได้ผล ทั้งนี้เพราะทุกครั้งที่มีข่าวดี หุ้นก็ จะมีราคาเพิ่มขึ้น และทุกครั้งที่มีข่าวร้าย หุ้นก็จะมีราคาลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ มีผลชัดเจนแค่ 1-2 วันเท่านั้น การเล่นหุ้นแบบนี้จะฃื้อขายบ่อย ทั้งนี้เพราะข่าวดีกับข่าวร้าย มักจะมาปะปนกัน การเล่นหุ้นแบบนี้ผมเรียกว่าเป็นการ "เล่นหุ้นระยะสั้น"
การเล่นหุ้นระยะสั้นอย่างนี้ท่านจะพบว่า ท่านทายถูกประมาณ 3 ใน 5 ครั้ง ซึ่งก็นับว่าเก่ง มากแล้ว เพราะคนซื้ออย่างเดาสุ่มนั้นจะเดาถูกแค่ 1 ใน 2 ครั้ง
แต่การทายถูก 3 ใน 5 นี้ก็ยังทำให้ท่านขาดทุน ทั้งนี้เพราะ เวลาเราทายถูกนั้นมันให้กำไร แค่ 2-3 % แต่ท่านต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อ และค่าธรรมเนียมขายในเวลาต่อมา รวมกัน 1% จึงเหลือกำไรจริงแค่ 1-2%(เฉลี่ย=1.5%) แต่เวลาทายผิด ท่านจะขาดทุน 2-3% และเมื่อรวม กับค่าธรรมเนียมแล้วกลายเป็นขาดทุนจริง 3-4%(เฉลี่ย=3.5%) ดังนั้น ถ้าท่านทายถูก 3 ครั้ง ก็จะมีกำไร = 3 คูณ 1.5 = 4.5% และทายผิด 2 ครั้งก็จะขาดทุน = 2 คูณ 3.5 = 7.0% ซึ่งรวม ผลการเล่น 5 ครั้งแล้ว = 4.5-7.0 = -2.5% หรือคือขาดทุนไป 2.5 %
อันที่จริงแล้ว ข่าวดีและข่าวร้ายต่างๆนั้นมีผลกระทบยาวนานกว่าที่เราคิด ทั้งนี้เพราะ ข่าว ต่างๆนั้นคือความจริงที่จะไปมีผลต่อกิจการและระบบเศรษฐกิจในเวลาต่อมา ราคาหุ้นนั้น จะลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามแรงผลักดันของข่าวที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ ซึ่งเราไม่สามารถจะมาจดจำ หรือประเมินผลกระทบที่แท้จริงได้
เรื่องนี้ท่านยังไม่ต้องเชื่อผม ท่านลองเก็บสถิติดู คือ ต่อไปนี้เวลาท่านซื้อหรือขายหุ้น ให้ท่านจดบันทึก ราคาซื้อ ราคาขาย เอาไว้ เมื่อได้สัก 30-40 ครั้งแล้วลองนำมาคำนวณดู ดูว่ากำไรจริงเป็นเท่าใหร่ ขาดทุนจริงเป็นเท่าใหร่ รวมแล้วขาดทุนหรือกำไร และอัตรา การทายถูกของท่านเป็นเท่าใด แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมพูดไว้ข้างบน
....................................................................................................................
30 พค 43............ กราฟของราคาหุ้นบอกสภาวะย้อนหลังได้
ข่าวดีและข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับหุ้นในตลาดนั้นมีผลกระทบต่อราคาหุ้นแน่นอน เรื่องนี้ไม่มี ใครเถียงได้ แต่ใครบอกได้บ้างว่าผลกระทบรวมมันเป็นอย่างไร ข่าวดีบางข่าวมีผลกระทบ ยาวนาน ข่าวดีบางข่าวก็มีผลกระทบเพียงระยะสั้น แรงกระทบก็เช่นกัน ข่าวดีบางข่าวมีผล กระทบสูง แต่ข่าวดีบางข่าวก็มีผลกระทบเพียงเล็กน้อย คนที่จะใช้ข่าวดีข่าวร้ายมาทำนาย หุ้นนั้นต้องเก็บข่าวไว้มากมาย เป็นระยะยาวนาน และต้องวิเคราะห์หาผลกระทบให้ได้ เสียก่อนจึงจะพยากรณ์ราคาหุ้นได้ วิธีการนี้มีคนใช้อยู่พอสมควร แต่มักจะใช้คนในการ เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล หรือคือ ต้องจ้างนักวิชาการมาช่วยพยากรณ์ราคาหุ้น
แต่เรามีวิธีการที่ง่ายกว่า คือให้ดูที่กราฟราคาหุ้น กราฟราคาหุ้นจะเป็นตัวรวบรวมผล กระทบทั้งหมดให้เรา เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามีข่าวดีหรือข่าวร้ายอะไรบ้าง ถ้ากราฟมีทิศทาง ดิ่งลง มันย่อมแสดงว่าข่าวร้ายรวมกันมีผลมากกว่าข่าวดีรวมกัน และถ้ากราฟมันเงยขึ้น มันย่อมแสดงว่าข่าวดีรวมกันมีผลมากกว่าข่าวร้ายรวมกัน
ครับ, กราฟของราคาหุ้นสามารถสภาวะปัจจุบันและย้อนหลังได้
........................................................................................................................
2 มิย. 2543 ...............อย่าเล่นหุ้นตามกระแส
วันนี้ผมขอแทรกข้อคิดเห็นอันหนึ่ง คือ "อย่าเล่นหุ้นตามกระแส" เรื่องนี้ผมได้มาจาก คอลัมน์ "กระเทาะธุรกิจ" ของคุณ สุนันท์ ศรีจันทรา ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่น การเงิน วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน 2543
ครับ, ในบทความนี้พูดถึงนักเลงหุ้นท่านหนึ่ง ท่านนี้เล่นหุ้นตั้งแต่ปี 2530 ถ้าเอ่ยชื่อต้อง ร้องอ๋อ สิ่งที่น่าสนใจมี 2 ประโยค ประโยกแรกคือ "นาย.....ไม่สนใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจ จะเป็นอย่างไร ไม่ได้กังวลว่าทิศทางหุ้นจะขึ้นหรือลง ซึ่งอาจมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เพราะ มองว่าประเทศไทยจะต้องใช้เวลา 5 ปี เศรษฐกิจจึงจะกลับไปสู่สภาวะปกติ......แม้จะมองว่า เศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีก 5 ปี แต่นาย.......ยังซื้อๆขายๆหุ้นตามปกติ เพียงแต่ไม่ซื้อ ไม่ขายในลักษณะวันต่อวัน หรือซื้อเช้าขายบ่ายเหมือนนักเก็งกำไรทั่วไป"
ส่วนประโยคที่ 2 เป็บการสรุปหลักการเล่นหุ้นของท่านนี้ ซึ่งเขียนว่า "นาย......ยึดหลักการ ซื้อขายเพื่อการลงทุนระยะยาว โดยเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการดี ผู้บริหารบริษัทมีความ น่าเชื่อถือ และที่สำคัญ จะต้องมีเงินปันผลที่คุ้มค่ากับเงินลงทุน"
ครับ, การเล่นหุ้นโดยฟังจากนักวิเคราะห์หุ้น ว่าสภาวะตลาดดีหรือไม่ดีนั้นเป็นการเล่นหุ้น ตามกระแส นักวิเคราะห์หุ้นเหล่านี้ฟังมาจากนักเศรษฐศาสตร์อีกต่อหนึ่ง แต่ทั้งสองกลุ่มนี้ มีแนวโน้มที่จะพูดอะไรๆเกินความเป็นจริงอยู่เสมอๆ ตัวคนเล่นหุ้นเองก็มีส่วนในการเร่ง ปฏิกริยา ตัวอย่างเช่น เมื่อ 3 ปีก่อนโน้น นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกุนซือของพรรคความหวัง ใหม่เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังจะเป็นขาลง ก็เลยแนะนำให้หัวหน้าพรรคลาออก ทั้งนี้เพื่อให้ พรรคอื่นเข้ามารับกรรมแทน แต่โลกมันไม่ได้ถล่มทลายไปเร็วอย่างที่พูด พรรคประชาธิ ปัตย์จึงได้เสวยสุขมา 2 ปีกับ 9 เดือนแล้ว
ครับ, จากความตื่นตระหนกของนักเศรษฐศาสตร์ มันก็ทำให้นักวิเคราะห์หุ้นตื่นตาม พวกนี้ บอกว่าตลาดจะพังใน 2-3 เดือน พวกเราก็เลยเทขายหุ้นกันยกใหญ่ และหลังจากนั้นเราก็หา ทิศทางกันไม่เจอ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หุ้นพูดตามนักเศรษฐศาสตร์ 2 ค่าย ค่าย รัฐบาลบอกว่าจะฟื้นใน 3-4 เดือน ส่วนอีกค่ายหนึ่งบอกว่าไม่ฟื้น ตลาดหุ้นก็เลยแกว่งตัว ไปมา ท่านผู้อ่านคงนึกภาพย้อนหลังได้ คือเวลาดัชนีขึ้นมาถึง 500 นักวิเคราะห์หุ้นก็บอก ว่าจะไปต่อถึง600-700 แต่มันกลับหล่นลงมา และเมื่อหล่นถึง 325 พวกเขาก็บอกว่าจะดิ่ง ต่อไปถึง 200 แต่มาถึงเมื่อวานซืน(31 พค. 2543) หุ้นมันพุ่งกลับขึ้นมา 5% พวกเขาก็ออก มาเถียงกันใหญ่
ครับ, เล่นหุ้นตามนักเลงหุ้นที่คุณสุนันท์กล่าวถึงจะดีกว่า คือ วิเคราะห์สถานะการณ์ด้วยตน เอง เลือกวิธีการให้เหมาะสม เช่น ในสถานะการณ์ปัจจุบัน ต้องเล่นหุ้นระยะยาว
......................................................................................................
4 มิย. 43 ..............ข่าวสำคัญที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง
เราพูดกันมาหลายครั้งแล้วว่า ข่าวสารการเมืองและการเศรษฐกิจต่างๆนั้นมีผล กระทบต่อราคาหุ้น แต่มีข่าวที่สำคัญอยู่อันหนึ่งที่เรามักจะลืมนึกถึง ข่าวนั้นก็คือ "ราคาหุ้นได้ตกลงไปหรือเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว" ที่เรามักจะลืมคิดถึงก็เพราะ คนส่วนใหญ่ ไม่ถือว่าเป็น "ข่าว" มันเป็นแค่ความจริงที่ใครๆก็รู้อยู่แล้ว
ครับ การลดลงหรือเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นนั้นมีผลกระทบต่อนักเล่นหุ้นทุกคน มันค่อยๆซึม เข้าไปในจิตใจเรา หุ้นที่ใหลลงมาเป็นเวลายาวนานนั้นจะกระตุ้นให้คนบางคนเริ่มหันมา สนใจ ถ้าสถานะพื้นฐานของกิจการนั้นไม่เลวร้าย คนก็จะหันกลับมาซื้อ ราคาก็จะตีกลับ ส่วนหุ้นที่ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆนั้น ถึงแม้ว่าผู้ซื้อดูจะพอใจทั้งนี้เพราะขายแล้วจะมีกำไร แต่เขา ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าไม่นานก็จะมีคนขายเพื่อทำกำไรเป็นตัวเงินจริง และเมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีคนขายออกมามากขึ้น แล้วราคามันก็ต้องลดลง แต่ไม่มีใครบอกได้ ว่ามันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นกี่เปอร์เซนต์แล้วจึงจะเปลี่ยนทิศ บางครั้งบางคราวมันไปได้ ไม่ไกล แต่บางคราวมันอาจขึ้นไปได้ถึง 200-300%
ครับผมเห็นว่าเรื่องการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคานี้เป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด และเมื่อทำการ ศึกษาจากข้อมูลย้อนหลังแล้วพบว่าระยะเวลานับจากจุดเริ่มต้น (เพิ่มขึ้นหรือลดลง) มาจนถึง จุดพลิดผันนั้น มีค่าที่พอจะประมาณได้ คือ จากจุดสูงสุดมาสู่จุดต่ำสุดจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน และจากจุดต่ำสุดไปสู่จุดสูงสุดจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน รวมแล้วราคาหุ้นมักจะมี การขึ้นและลงเป็นลูกคลื่นที่มีความยาวประมาณ 12 เดือน
ความรู้อันนี้มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เราสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อจับแพทเทินการ ขึ้นลงของราคาหุ้นได้
................................................................................................
6 มิย. 43........กราฟของราคาหุ้นบอกทิศทางในอนาตคได้ด้วย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อนว่า ข่าวดีและข่าวร้ายต่างๆนั้นจะมีผลต่อราคาหุ้น ข่าวต่างๆ เหล่านี้บางข่าวจะมีผลกระทบแค่ 1-2 วัน บางข่าวมีผลกระทบยาวเป็นแรมเดือน และ บางข่าวมีผลกระทบยาวเป็นแรมปี ดังนั้นราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันจะเป็นผล จากข่าวหลายๆข่าวรวมกัน มันไม่ใช่มาจากข่าวของวันก่อนหน้าเพียง 1 วันเท่านั้น
เรื่องนี้ถ้าจะถามผมว่าต้องเก็บข่าวย้อนหลังสักกี่ข่าว หรือเป็นระยะเวลากี่วัน ผมก็คงจะตอบ ไม่ได้ ผมบอกได้แต่เพียงว่า มันน่าจะมาจากผลกระทบของข่าวนับร้อยๆข่าว และในจำนวน ข่าวเหล่านี้ พวกที่มีผลระยะปานกลาง(1-2 เดือน) นั้นน่าจะมีมากที่สุด
ข่าวที่มีผลระยะปานกลาง(และระยะยาว)นี้คือตัวที่กำหนดแนวโน้มหรือทิศทางระยะปาน กลางของราคาหุ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันยังให้ผลต่อเนื่องไปอีกนาน การเพิ่มขึ้น ของข่าวดีหรือข่าวร้ายนี้ในแต่ละวันจะมีผลกระทบไม่มาก ทั้งนี้เพราะข่าวเดิมๆนั้นมีจำนวน มากกว่า มันต้องใช้เวลาหลายวันหลายเดือนที่จะเปลี่ยนแรงผลักดันรวมให้กลับทิศทาง
สำหรับข่าวที่มีผลระยะสั้น(1-10 วัน)นั้น ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในวันแรก แต่ก็จะกลบโดยข่าวชนิดเดียวกันในวันถัดๆมา ข่าวพวกนี้มีผลทำให้เกิดการแกว่งตัวไปมา ในระยะสั้น(1-5วัน) แต่ไม่มีผลต่อแนวโน้มหรือทิศทางในระยะปานกลาง(1-12 เดือน)
ครับ, การพล๊อตกราฟราคาหุ้น เป็นระยะเวลาประมาณ 30 ถึง 90 วัน แล้วดูแนวโน้มที่พุ่งไป ในอนาคต เป็นระยะทาง 1-10 วัน จึงเป็นวิธีการพยากรณ์ราคาในอนาคตได้ หรือจะพูด ง่ายๆก็คือ กราฟของราคาหุ้นจะบอกทิศทางในอนาคตได้
........................................................................................................
8 มิย. 43..........แนวโน้มของกราฟราคาหุ้นหาได้อย่างไร
กราฟของราคาหุ้นนั้นจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเส้น มันเป็นแค่จุดหลายๆจุด กราฟนี้สร้างได้ โดยให้แกน X เป็นวันที่ และแกน Y เป็นราคาปิดของหุ้นณวันที่เหล่านั้น ระยะห่างของวัน จะเท่าๆกัน ส่วนความสูงที่วัดตามแนวดิ่งขึ้นไปตามแกน Y นั้นจะเป็นไปตามค่าของราคา ปิดของหุ้น แต่เนื่องจากราคาปิดของหุ้นแต่ละวันจะมีค่าไม่แตกต่างกันมากนัก จุดเหล่านี้ จึงดูจะเรียงตัวกันไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้โดยมีความสูงที่เพิ่มขึ้นและลดลงเหมือนเป็น ลูกคลื่น
จากจุดต่างๆเหล่านี้ ถ้าเราเอาไม้บรรทัดปลาสติกที่โค้งงอได้ มาลองดัดให้ผ่านไปตามแนว ของจุดเหล่านี้ แล้วใช้ดินสอขีดไปตามการโค้งงอของไม้บรรทัด โดยให้เลยออกไปทางขวา มือเล็กน้อย เราก็จะได้กราฟที่ต่อเนื่องขึ้นมา เส้นกราฟที่ได้นี้ก็คือ 'แนวเฉลี่ยกราฟราคาหุ้น' และแนวของเส้นกราฟยื่นต่อออกไปขวามือของจุดสุดท้ายนั้นก็คือ 'แนวโน้ม' หรือ 'ทิศทาง ในอนาคต' ของเส้นกราฟ ซึ่งเราสามารถใช้เพื่อพยากรณ์ราคาหุ้นได้
การหาแนวโน้มหรือทิศทางของกราฟโดยใช้ไม้บรรทัดมาโค้งงอไปตามแนวจุดนี้มีข้อเสีย อยู่ 3 อย่าง คือ (1) มันอาจไม่ผ่านแนวเฉลี่ยอย่างแท้จริง (2) มันใช้คำนวณต่อได้ยาก (3) มัน ขื้นกับแรงบิดของมือคน ซึ่งอาจไม่สม่ำเสมอ
เพื่อแก้ปัญหาข้างบนนี้ เรามักจะหันมาใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ คือให้เลือกขึ้นมาเสียก่อน ว่าท่านจะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างค่า Y (ความสูง) กับค่า X (ระยะทางทางแกน X) ใน ลักษณะใด เช่น y=a*x*x+b*x+c เสร็จแล้วให้คำนวณหาค่าของ a,b,c ที่ทำให้ 'ผลบวกของ ความผิดพลาดยกกำลังสอง' มีค่าต่ำสุด
วิธีการนี้เราเรียกว่า 'Least Squares Method' ซึ่งจะทำให้เส้นกราฟผ่านจุดเฉลี่ยได้ดีที่สุด
นี่คือวิธีการที่นักวิชาการเขาใช้กัน
............................................................................................
10 มิย.43 ...............การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นเหมีอนลูกคลื่นในทะเล
ถ้าเราเอา ข้อมูลราคาหุ้นของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งย้อนหลังไปประมาณ 10 ปีมาพล็อตดู เราจะพบว่ามัน มีการขึ้นและลงเป็นลูกคลี่นซ้อนกันอยู่ 3 ชนิดคีอ
(1) คลื่นลูกใหญ่มาก ซึ่งมีความ ยาวคลื่นประมาณ 10 ถึง 15 ปี
(2) คลื่นลูกขนาดกลาง ซึ่งมีความยาวคลื่นประมาณ 10 ถ ึง 16 เดือน
(3) คลื่นลูกขนาดเล็ก ซึ่งมีความยาวคลื่นประมาณ 20 ถึง 40 วัน
คลื่นลูกใหญ่นั้นเห็นได้ด้วยการเอาไม้บันทัดปลาสติกมาโค้งงอไปตามแนวเส้นกราฟ คลื่นลูกใหญ่ของเมืองไทยนี้เริ่มเมื่อประมาณปีคศ.1990 มันไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเมื่อ ประมาณ ปีคศ.1993-1994 แล้วตกต่ำลงมาจนถึงปีปัจจุบัน(คศ.2000) และเราพอ จะ คาดเดาได้ว่าจะเ ริ่มไต่สูงขึ้นอีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น คลื่นลูกใหญ่นี้ขึ้นลง ตามสภาวะเศรษฐ กิจของประเทศ
คลื่นลูกขนาดกลางนั้น ท่าน จะมองเห็นได้ง่ายขึ้นเมื่อเอาข้อมูลราคาหุ้นย ้อนหลัง มาพล็อตดูทีละปี แต่ละปีจะมีจุดสูงสุดและต่ำสุดอย่างละ 1 ครั้งหรือ 2 ครั้ง ลูกคลื่น ขนาดกลางนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันของราคาพีชผลการเ กษตร์ อีกส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกไต้สำนึกของนักเล่นหุ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความวันที่ 4 มิย.43 คีอเมื่อหุ้นราคาสูงขึ้นไปพอสมควรแล้วก็จะมีคนขายเอากำไร แล้ว ทุกคนก็ พยายามเทขาย แต่พอหุ้นราคาลงมาต่ำนานพอควรแล้วก็จะมีคนช้อนซื้อ ราคาหุ้นก็ตีกลับ ขึ้นมา
คลื่นขนาดเล็กนั้นเรามองไม่ค่อยเห็น และความยาวของคลื่นมันยีดและหดได้มาก คลื่นประเภทนี้เกิดจากข่าวลือและข่าววงในในตลาดหลักทรัพย์ ข่าวพวกนี้มีแรงผลักดันอยู่ 1 ถึง 20 วัน และมีรวมๆกันหลายสิบเรื่อง
การศึกษาลักษณะการขึ้นลงเหล่านี้ จะช่วยให้เราพยากรณ์ตลาดได้ ถึงแม้ว่าจะไม่แม่นยำนัก แต่ก็พอจะทำกำไรไ ด้
.............................................................................................................
12 มิย. 43 ..........เล่นหุ้นต้องใจหนักแน่น
คนส่วนใหญ่รู้ว่าต้องซื้อหุ้นตอนราคาต่ำสุด แล้วนำไปขายเมื่อราคาสูงสุด แต่มีน้อยคน ที่จะปฏิบัติได้ตามนี้ ทั้งนี้เพราะในชีวิตจริงนั้นเรายังมองไม่เห็นเส้นกราฟในอนาคต
ท่านลองนึกถึงภาพในจังหวะที่ราคาหุ้นได้ไต่ลงมาถึงจุดใดจุดหนึ่ง ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่คือจุดต่ำสุดแล้ว
และท่านลองนึกถึงภาพในอีกจังหวะหนึ่ง คือเมื่อราคาหุ้นได้ไต่ขึ้นไปถึงจุดใดจุดหนึ่งแล้ว ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือจุดสูงสุดแล้ว
ครับ, ความกลัวของเราจะทำให้เราไม่กล้าซื้อเมื่อราคาหุ้นได้ไต่ลงมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วไปซื้อเอาก็เมื่อราคาหุ้นได้ตีกลับขึ้นไปหลายสิบเปอร์เซนต์แล้ว
และในทำนองเดียวกัน เมื่อซื้อหุ้นเอาไว้แล้ว แล้วราคาหุ้นได้ไต่ขึ้นไปได้ 10-15 เปอร์เซนต์เรามักจะกลัวว่ามันจะ ตีกลับลงมา เราก็เลยขาย ออกไป ซึ่งได้กำไรไม่มาก
แต่อย่าคิดว่าจะมีแต่กรณีย์ข้างบน พวกเราส่วนใหญ่เมื่อซื้อหุ้นเอาไว ้แล้วราคา เกิดใหลกลับลงมา เรามักจะไม่กล้าคัดลอส ผลที่ตามมาก็คือ ราคาหุ้นมักจะใหลลงต่อ แล้วเราก็ยังไม่กล้าขายออกไปอีก ในที่สุดไปขายเอาที่จุดขาดทุน 40-5 0 เปอร์เซนต์
ครับ, จริงๆแล้วการขึ้นและลงของราคาหุ้นนั้นปีหนึ่งๆจะมีแค่รอบเดียวหรือรอบครึ่ง การตัดสินใจซื้อและการตัดสินใจขายที่เหมาะสมจึงมีได้แค่ปีละ 1-2 ครั้งเ ท่านั้น ท่านต้องมีใจอันหนักแน่น คือเมื่อราคาหุ้นได้ตกต่ำลงมา 40-50 เปอร์เซนต์แล้ว (อย่างปัจจุบัน)ก็จงทำใจให้กล้า แล้วฃื้อเอาไว้ ถึงแม้ว่าราคาจะใหลลงต่อใน 1-2 เดือน นี้ก็จงอย่าขาย แล้วมันจะตีกลับขึ้นมาเอง และเมื่อมันไต่ขึ้นไปจนมีกำไรเล็กน้อยก็อย่าขาย ท่านควรรอไปจนมีกำไร 40-50 เปอร์เซนต์แล้วจึงขาย
ครับ, ท่านต้องมีใจอันหนักแน่น และถ้ามันพลาดในปีนี้ ท่านก็ต้องทนรอจนกว่ามันจะตกต่ำ ลงมาอีกทีใน 8-9 เดือนข้างหน้า
............................................................................................................................
14 มิย. 43 ................เล่นหุ้นปีละกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม
ดังที่ได้กล่าวมา แล้วว่า กราฟราคาหุ้นนั้นเป็นเหมือนลูกคลื่นในทะเล คือมันมีลูกคลื่น ซ้อนกันอยู่ 3 ชนิด ซึ่งได้แก่ ลูกคลื่นใหญ่มาก ที่มีความยาวคลื่น 10-15 ปี ลูกคลื่นขนาดกลาง ที่มีความยาวคลื่น 10-16 เดือน และลูกคลื่นขนาดเล็ก ที่มีความยาวคลื่น 20-40 วัน
ดังนั้นการเล่นหุ้นจึงมี 3 ชนิด คือ เล่นหุ้นระยะยาวมาก(10-15 ปี) เล่นหุ้นระยะปานกลาง ( 10-16 เดือน) และเล่นหุ้นระยะสั้น(20-40 วัน) การเล่นหุ้นทั้ง 3 ชนิดนี้มีหลักการเดียวกัน คือ "ซื้อที่จุดต่ำสุด แล้วไปขายที่จุดสูงสุด"
แต่การเล่นหุ้นระยะสั้นนั้นมีโอกาสผิดพลาดสูง อัตรากำไรต่ำ และเมื่อบวกค่าธรรมเนียม แล้วจะขาดทุน(ดูบทความวันที่ 29 พค. 43) ดังนั้นผมจึงไม่แนะนำ
ด้วยเหตุนี้เราจึงเหลือหนทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ เล่นหุ้นระยะยาวมาก(10-15 ปี) กับ เล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16 เดือน)
จากการศึกษากราฟราคาหุ้นย้อนหลังไป เราจะพบว่า เวลาหุ้นขึ้นนั้นมันจะขึ้นเร็ว แต่เวลาหุ้นลงมันจะลงช ้ากว่า ดังนั้นระยะเวลาในตอนขาขึ้น จะสั้นกว่าในตอนขาลง เรื่องนี้มันมีสัดส่วนประมา ณ 1 ต่อ 2 นั่นคือ เมื่อมองดูลูกคลื่นใหญ่ เราจะพบว่า มันจะใช้เวลาขาขึ้นประมาณ 4-5 ปี และใช้เวลาขาลงประมาณ 7-8 ปี
ทีนี้เรามาดูว่าขณะนี้เราอยู่ตรงใหนของลูกคลื่น ?
หุ้นเริ่มตกในปี 2537(จากดัชนีประมาณ 1700) ในขณะนี้เวลาได้ผ่านไป 6 ปีแล้ว(ดัชนี เหลือ 340) ดังนั้นเราจึงอยู่ที่จุดเกือบจะต่ำสุดแล้ว
ดังนั้น ถ้าคิดจะเล่นหุ้น ระยะยาวมาก ก็ถึงเวลาแล้วที่จะซื้อ เล่นหุ้นระยะยาวมากนี้ต้อง เลือกซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี เช่น ปูนซีเมนต์ พลังงาน และ สื่อสาร
สำหรับการเล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16 เดือน)นั้น จะขอนำไปพูดในวันหลัง
............................................ ..........................
16 มิย. 43.........เล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16 เดือน)
การเล่นหุ้นระยะยาวมาก(10-15 ปี) หรือการเล่นหุ้นตามลูกคลื่นใหญ่ที่เกิดจากการ ขึ้นและลงของเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีความเสี่ยงน้อย ทั้งนี้เพราะเรามองเห็นแนว ของมันได้ง่าย(ดูที่กราฟย้อนหลัง 10-15 ปี) แต่สิบกว่าปีคุณได้เล่นครั้งเดียว อัตรากำไร จะเป็นประมาณ 200-300 % ในเวลา 10-15 ปี(ซื้อแล้วถือใว้ประมาณ 4-5 ปีแล้วจึงขาย หลังจากขายไปแล้วต้องรอให้เศรษฐกิจตกต่ำอีก 7-8 ปี)
การเล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16 เดือน) หรือการเล่นหุ้นตามลูกคลื่นขนาดกลางที่เกิด จากแรงผลักดันของผลผลิตการเกษตร ์และแรงผลักดันจากความรู้สึกของนักเล่นหุ้น โดยธรรมชาติ(บทความวันที่ 4 มิย.43)นั้น จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่มันให้ผลตอบแทนสูงกว่า และมีการเล่นที่ถี่กว่า คือปีหนึ่งๆมันขึ้นและลงประมาณ 1 หรือ 2 ครั้ง
การเล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16 เดือน) นี้มีความยุ่งยากนิดหน่อย เนื่องจากจะมีลูกคลื่น ขนาดเล็กเข้ามาปะปน คือมันทำท่าเหมือนกับว่าหุ้นจะตีขึ้นแรงเป็นคลื่นระยะปานกลาง แต่มันกลับตกลงมาใน 10-20 วัน ซึ่งจะทำให้เราต้องคัดลอส การคัดลอสมักจะเกิดขึ้นปีละ 2-3 ครั้ง และทำให้ขาดทุน ครั้งละประมาณ 15%
แต่อย่างไรก็ตาม ลูกคลื่นระยะปานกลางที่เกิดจากแรงผลักดันของผลผลิตการเกษตร์และจิต ไต้สำนึกของคนเล่นหุ้นนี้มีความแตกต่างระหว่างจุดต่ำสุดกับจุดสูงสุดประมาณ 1.2 ถึง 3.6 เท่า ดังนั้น เมื่อใหร่ที่เราซื้อถูกจังหวะของคลื่นระยะปานกลาง(10-16 เดือน) เราจะทำกำไรได้ 20 ถึง 260% เลยทีเดียว และเมื่อรวมกับที่ต้องคัดลอสไป 2-3 ครั้ง ก็จะเป็นผลให้ขาดทุนประมาณ 25% ไปจนถึงมีกำไรประมาณ 230% และเมื่อถัวเฉลี่ยแล้ว จะทำกำไรได้ประมาณ 25 ถึง 30% ต่อปี ใน10 ปีจึงทำกำไรได้ถึง 830-1278%
ครับ, การเล่นหุ้นที่ดีที่สุดคือ เล่นตาม ลูกคลื่นที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของผลผลิตทาง เกษตร ์และแรงผลักดันจากจิตไต้สำนึกของนักเล่นหุ้น ซึ่งมีช่วงความยาวคลื่น 10-16 เดือน
แต่ท่านอาจต้องซื้อผิดจังหวะปีละ 2-3 ครั้งและถูกจังหวะ 1 หรือ 2 ครั้ง มันจึงรวมเป็นการซื้อขายประมาณ 4-5 รอบ รายละเอียดเรื่องนี้จะได้คุยกันต่อไป
......................................................................................................................
18 มิย.43..........การมองหาคลื่นความยาวขนาดกลาง
คลื่นความยาวขนาดกลางมีความยาวประม าณ 10 ถึง 16 เดือน คลื่นนี้ขึ้นลงตามแรงผลักดัน ของผลผลิตทางการเกษตร์ และแรงผลักดันจากจิตไต้สำนึกของนักเล่นหุ้นโดยธรรมชาติ
ิผลผลิตทางการเกษตร์ของไทยเรานั้นโดยทั่วไปจะหมุนเวียนปีละครั้ง ปีใหนผลผลิตสูง และราคาดี เงินหมุนเวียนในตลาดก็จะสูง และมีคนเอาเงินมาเล่นหุ้นกันมากขึ้น แต่ผลผลิตเกษตร์นี้มีหลายชนิด และออกไม่ตรงเวลากัน จุดที่เงินหมุนเวียนสูงสุด จึงเคลื่อนไปมาได้
เรื่องแรงผลักดันจากจิตไต้สำนึกของนักเล่นหุ้นก็ยีดหดได้เช่นกัน คีอบางปีคนมีเงินมาลงทุน ในหุ้นมากหน่อย ก็จะเกิดความอยากซื้อเร็ว หุ้นตกไป แค่ 3-4 เดือนก็เริ่มมีคนช้อนซื้อแล้ว แต่บางปีคนไม่อยากเล่นหุ้น หุ้นตกไป 8-9 เดือนแ ล้วก็ยังไม่มีใครสนใจซื้อ ตลาดก็จะซึม ไปนานๆ
ด้วยเหตุน ี้เราจึงมองหาจุดเริ่มขึ้นและจุ ดเริ่มลงของตลาดหุ้นได้ยาก
วิธีมองหาจุดต่ำสุด และสูงสุดของคลื่นความยาวขนาดกลางน ี้มี 2 วิธี วิธีแรกคือคอยติดตามราคาหุ้นในตลาด ด้วยตนเอง เมื่อหุ้นตีขึ้นติดต่อกันหลายวัน และวอลลุ่มสูง นั่นก็จะเป็นจุดซื้อ และเมื่อหุ้นขึ้น ไปมากแล้ว แล้วเกิดการตีกลับลงมา ติ ดต่อกันหลายวัน และมีวอลลุ่มสูง เราก็บอกว่า เป็นจุดขาย แต่วิธีนี้จะถูกหลอกโดยคลื่นระย ะสั้น(20-40 วัน)อยู่ปีละ 8-9 ครั้ง ซึ่งจะทำให้ ้ต้องขายขาดทุน และผลรวมทั้งปีอาจไม่เหลือกำไรเลย
วิธีที่ 2 คือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าช่วย คอมพิวเตอร์สามารถพล็อตกราฟราคาหุ้น สามารถหาสมการ ที่จะให้เส้นกราฟที่ผ่านจุดกราฟค่าจริงได้ โดยมีอัตราความผิดพลาดน้อยที่สุด (Least Squares Method) และจากสมการนี้ เราสามารถเลือกตัวบ่งชี้(ดัชนี) จำนวนหนึ่ง มาเป็นเครื่องพิจารณา ว่ามันเข้ารูปแบบ(Pattern) ที่มันเคยเป็นการขึ้นลงตามลูกคลื่นขนาดกลาง นี้หรือไม่ แล้วให้มันตัดสินใจแทนเรา ด้วยวิธีนี้เราจะหาจุดซื้อและจุดขาย ที่ถูกต้อง ได้เกือบทุกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ์ก็ยังอาจถูกหลอกให้ซื้อโดยลูกคลื่นระยะสั้นได ้แต่จะถูกหลอกเพียงปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งทำให้ผลรวมแล้ว มีกำไร
ครับ,ในตลาดซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร ์เรามีโปรแกรมอย่างนี้ขายอยู่หลายชุด ราคามีตั้ งแต่ 2-3 หมื่นบาท ไปจนถึง 20-30 ล้านบาท จุดสำคัญคือ ของใครจะจับรูปแบบ(Pattern)ได้ดี กว่ากัน ? และลดการถูกหลอกโดยคลื่นระยะสั้น ได้ดีกว่ากัน ? โปรแกรมSC68EXของผมนั้นเป็น ตัวเลือกอันหนึ่ง
..............................................................................................................................
20 มิย.43........โปรแกรม SC68EX
ขอถือโอกาสโฆษณาชวนเชื่อโปรแกรมเล่นหุ้นของผมเสียหน่อย จริงๆแล้ว ผมมีโปรแกรมเล่นหุ้น อยู่หลายโปรแกรม แต่สูตร ์SC68EX นี้ดูจะดีที่สุดในขณะนี้
โปรแกรม SC68EX นี้ หามาได้โดย การเอาข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี มาจับหาจุดที่ดีที่สุด โปรแกรม SC68EX นี้ใช้ตัวดัชน ี30 ตัว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัว กลุ่มแรก ใช้เพื่อหาจุดบอกซื้อ กลุ่มที่2 ใช้เพื่อหาจุดบอกขาย ดัชนีเหล่านี้มีตัวอะไรบ้าง ผมต้องขอเก็บเป็นความลับ แต่ท่านคงพอจะเดาได้บ้าง เช่น Slope, ค่าเฉลี่ย90วัน, ค่าเฉลี่ย30วัน, ค่าดัชนีเหล่านี้คำนวณจากข้อมูลย้อนหลัง360วัน
การที่จะบอกว่าถึงจุดบอกซื้อ หรือบอกขาย แล้วหรือยัง นั้น ทำไ ด้โดย ดูค่าของดัชนี ชุดซื้อ และชุดขาย ค่าของมันโดยรวม จะบอก "สถานะ" หรือ "แพทเทิน" ของหุ้นแต่ละตัว จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีนั้น ผมให้มันทำตัวเป็นนักเล่นหุ้น ผมกำหนดแพทเทินอันหนึ่ง ให้มันเอาไว้ มันจะตัดสินใจซื้อหรือขาย เมื่อเข้าแพทเทินอันนั้น ผมให้มันเล่นจากปี 1991 เป็นต้นมา (ต้องมีข้อมูลย้อนหลังให้มันดู ไม่น้อยกว่า 360 วัน) เมื่อเล่นจนจบปี1999 แล้ว ก็จะรวมกำไรขาดทุนของหุ้นในกลุ่ม ซึ่งมีกลุ่มละ 10 ตัว หลังจากนั้น ผมก็ให้มันทดลองเ ปลี่ยนค่าของแพทเทิน ไปเล็กน้อย แล้วก็เล่นซ้ำ จากปี 1991 ถึง 1999 อีก มันจะทำอย่างนี้ หลายพันครั้ง ทั้งนี้เพราะ มันต้องเปลี่ยนค่าของดัชนี ถึง 30 ตัว แต่ละตัว จะมีการเปลี่ยนค่า อยู่หลายสเต็ป
ครับ, เมื่อวิ่งไปจนหมดแล้ว จึงมาเลือกแพทเทินที่ให้กำไรสูงสุด แล้วนำแพทเทิน นั้น มาบรรจุไว้ตายตัว เมื่อได้แพทเทินที่ดีที่สุดแล้ว โปรแกรม SC68EX ก็พร้อมที่จะใช้งานประจำวัน โปรแกรมจะ เริ่มใช้งานตั้งแต่ต้นปี ของปีถัดไป
การทำงานประจำวันของมันก็คือ ทำการคำนวณค่าดัชนีต่างๆ จากข้อมูลย้อนหลัง 360 วัน เช่นเดียวกันกับ ที่มันเคยทำ แล้วตัดสินใจ ซื้อหรือขาย ไปตามแพทเทินที่ตั้งใว้ และมันจะจดบันทึกเอาไว้ด้วยว่า มันซื้อหุ้นตัวใหน เอาไว้บ้าง ในราคาเท่าใหร่ และเมื่อขายไป ก็จะคำนวณ กำไรขาดทุนเอาไว้ โปรแกรมนี้ตอนต้นปี จะมีเงินอยู่ในมีอ หุ้นละ100000บาท เมื่อซื้อ ก็จะซื้อเต็ม100000บาท เมื่อขายแล้ว เหลือเท่าใหร่ ก็สมมุติว่าฝากกินดอกเบี้ยเอาไว้ ถ้ามันซื้อซ้ ำใหม่ ก็จะซื้อได้ ตามเงินที่เหลือ บวกดอกเบี้ย
ครับโปรแกรม SC68EX นี้ ทำกำไรได้เฉลี่ย ประมาณ 25-30% ต่อปี ถ้าท่านซื้อและขายตามมัน ท่านก็น่าจะได้กำไร ในอัตราไล่เรี่ยกัน ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าสูตร์นี้ใช้กับข้อมูล ในอนาคตได้ ผมจึงเล่นตามมันอยู่จำนวนหนึ่ง ผลจะเป็นอย่างไร เราคงต้องรอดูเมื่อถึง สั้นปี 2000 ในตอนนี้โปรแกรมยังขาดทุนอยู่ และผมก็ขาดทุนตามไปด้วย แต่ผมเชื่อว่าสิ้นปีจะมีกำไร
.............................................................................................................
22 มิย.43................ผลการทำงานของโปรแกรม SC68EXนับจากต้นปี
โปรแกรม SC68EXในขณะนี้(19 มิย.43)มีผลงานดังนี้
กลุ่ม Bank ขาดทุน 7.94%, กลุ่ม Finance ขาดทุน16.00%, กลุ่ม En ergy ขาดทุน20.05%, กลุ่ม Communication ขาดทุน15.47%
ถ้าดูอย่างผิวเผินก็จะเห็นว่า โปรแ กรมนี้ใช้ไม่ได้เลย เพราะมันเล่นแล้วขาดทุนทุกกลุ่ม
แต่ถ้าท่านเป็นนักลงทุนที่แท้จริง ท่านจะต้องถามตัวเองว่า มีใคร ที่เล่นหุ้นแล้วทำกำไรได้ ทุกสถานะการณ์บ้าง?
ไม่มีหรอกครับ ที่จะทำกำไรได้ทุกสถานะการณ ์ การที่จะดูว่า โปรแกรม หรือ นักเล่นหุ้นคนใดคนหนึ่ง เล่นไ ด้ดีหรือไม่นั้น เขาต้องเปรียบเทียบ กับดัชนีของตลาด เช่น ถ้าดัชนีของตลาดมันลดลง เราก็จะต้องขาดทุนไม่มากกว่า การลดลงของดัชนี และถ้าดัชนีของตลาดมันเพิ่มขึ้น เราก็จะต้องทำกำไร ได้เหนือกว่า การเพิ่มของดัชนีตลาด อย่างนี้จึงจะเป็บการเปรียบเทียบ ที่สมเหตุสมผล
ครับ,ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยเมื่อต้นปี(4มค.43) มีค่าเป็น 498.46จุด และในตอนนี้(19มิย. 43) มีค่าเป็น 340.66 จุด ดังนั้น ดัชนีได้ลดลง=100*(498.46 - 340.66)/498.46=31.66% ซึ่งเมื่อ เทียบกับ ผลขาดทุนของโปรแกรม SC68EX ที่กล่าวมาข้างบน แล้ว จะเห็นได้ว่า อัตราการ ขาดทุน ของโปรแกรม SC68EX ยังต่ำกว่า การลดลง ของดัชนีมากมาย นี่แสดงว่าโปรแกรม SC68EX ยังทำงานได้ดี
บางท่านอาจแย้งว่า โปรแกรม SC68EX นั้นคิดค่าดอกเบี้ยเอาไว้ด้วย แต่ดอกเบี้ยครึ่งปี มันก็แค่ประมาณ 2% เท่านั้น ดังนั้น ดูกันยังไงๆ เจ้าโปรแกรม SC68EX ก็ยังทำงานได้ดีกว่า
นี่แหละครับ, คือเหตุผลที่ผมยังเชื่อว่า โปรแกรม SC68EX จะทำกำไรได้ดี เมื่อถึงสิ้นปี ทั้งนี้เพราะ คลื่นลูกใหญ่ประจำปียังมาไม่ถึง
....................................................................................................
24 มิย.43............ประสบการณ์ของโปรแกรม SC68EX
สูตร์ SC68EXนี้เป็นสูตร์ที่พัฒนา ขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม2541 มันเป็นการผสมผสาน ระหว่าง แนวคิดในสูตร์อื่นๆที่พัฒน ามาก่อนนี้หลายปีแล้ว โปรแกรมเริ่มใช้งาน เมื่อวันที่25กันยายน2541 ผลการเล่นในปี2541 เ ป็นดังนี้
กลุ่ม Bankกำไร56.68%, กลุ่ม Financeกำไร69.83%, กลุ่ม Electronicsขาดทุน20.06%, กลุ่มCommunicationกำไร83.50 %
ซึ่งดูแล้วแปลก คือ ทุกกลุ่มมีกำไรสูง แต่กลุ่ม Electronicsกลับขาดทุน เรื่องนี้เมื่อกลับไป ศึกษาข้อมูลตลาดแล้วพบว่า เป็นเรื่องปรกติ ทั้งนี้เพราะ ปี2541นั้น กลุ่ม Electronics มีความผันผวนสูงมาก ความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทย กระทบกับกลุ่ม Electronics ก่อนเพื่อน แล้วมาเสียหายหนักในปี2541 จากประสบการณ์ตรงนี้ มันสอนให้รู้ว่า อย่าเล่นหุ้นเพียง กลุ่มเดียว
จากปี2541 ก็เข้าสู่ปี2542 ผมได้เปลี่ยนกลุ่ม Electronicsไปเป็น Energy ปี2542นี้ ตลาดบูมในช่วงเดือนพฤษภาคม มันขึ้นไปสูงสุดในเดือนมิถุนายน กำไรของกลุ่มต่างๆขึ้น ไปสูงถึง100-200% แต่หุ้นก็ใหลลงไปเรื่อยๆจนถึงสิ้นปี ช่วงที่ใหลลงนี้โปรแกรมถูกหลอก โดยคลื่นระยะสั้น(20-40วัน)2 ครั้ง กำไรจึงหดลงมา และเมื่อถึงสั้นปี2542ก็ได้ผลดังนี้
กลุ่ม Bankกำไร33.16%, กลุ่ม Finance กำไร153.69%, กลุ่ม Energy(มาแทนกลุ่ม Electronics) กำไร25.43%, กลุ่ม Communication กำไร214.84%
ครับ,ท่านเห็นกำไรของกลุ่ม Communication แล้วอาจตกใจ และสงสัย แต่ผมบอกได้ว่า มันเป็นความจริง ทั้งนี้เพราะ ปี2542 นี้กลุ่ม Communicationบูม2ครั้ง มันขึ้นพร้อม กับกลุ่มอื่น ในเดือนกรกฎาคม แล้วยังมาขึ้นอีกที ในเดือนธันวาคม
สำหรับปี 2543 ซึ่งเดินมาได้6เดือนแล้ว และในตอนนี้โปรแกรม SC68EX ยังอยู่ในสถานะ ขาดทุนหมดทุกกลุ่ม (ดูบทความวันที่22มิย.43) มันถูกหลอกให้ซื้อ โดยคลื่นระยะสั้น(20-40 วัน) มา2ครั้งแล้ว มันต้องคัดลอสไป แต่ไม่ต้องตกใจ คลื่นระยะปานกลาง(10-16เดือน)ประจำปี 2543 นี้จะต้องมาแน่นอน แล้วมันจะทำกำไรได้สูงเช่นเดียวกับ2ปีที่ผ่านมา
ครับ,มีคนพูดกันมากว่า เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำเป็นรอบที่2 แต่ผมบอกได้เลยว่า การขึ้นลงของราคาหุ้นยังมีต่อไป คลื่นระยะปานกลาง(10-16เดือน)นี้ มีมาทุกปี และในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คลื่นชนิดนี้จะมีความแตกต่าง ระหว่าง จุดต่ำสุดกับจุดสูงสุด ค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้ มีอัตรากำไรที่สูง ถ้าท่านไม่เล่นหุ้นในปีนี้ ท่านอาจเสียดายเมื่อถึงสิ้น ปี
....................................................................................................................
26มิย.43............ข่าวดีนั้นไม่แน่ว่าจะดีเสมอไป
บริษัทมูดี้ส์ปรับเกรดของธนาคารพาณิชย์ของไทยเมื่อวันที่21มิย.43 ท่านนักเล่นหุ้น คงพอจะจำได้
แล้วผลเป็นอย่างไร?
หุ้นวันที่22มิย.43กลับตกลงไป4.09จุด หุ้นกลุ่ม Bankเองนั้น ไม่มีตัวใหนเป็นบวกเลย อย่างมาก ก็เสมอตัว
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
นักวิเคราะห์ฝรั่งบอกว่าข่าวการจะปรับเกรดนี้ เราพูดกันมานานแล้ว มันจึงมีการให้ผลไปแล้ว ส่วนนักวิเคราะห์ไทยบอกว่า นักลงทุนต่างชาติยังไม่เข้ามาซื้อหุ้น เพราะNPL ของธนาคาร พาณิชย์ของไทย ยังไม่ลดลง
ครับ,โกหกและหลบฉากเอาตัวรอด กันทั้งนั้น
เรื่องนี้ถ้ามาถามผมว่าทำไมตลาดจึงให้ผลทางตรงข้ามกับข่าว ผมก็จะตอบว่า"มันมีเรื่องอื่น อีกมากที่มาออกผลในตรงนี้" และ "จงยอมรับเสียเถอะว่า คนเราไม่สามารถติดตามข่าว ได้ครบหมดทุกเรื่อง" และ "ถึงแม้ว่าจะได้ข่าวมากเกือบครบหมดทุกเรื่อง เราก็ไม่สามารถ คาดเดาได้ว่า มันจะออกหัว หรือก้อย ทั้งนี้เพราะ มันขึ้นอยู่กับคนเล่นหุ้น เป็นแสนๆคน แต่ละคน รับรู้และคิดไม่เหมือนกัน"
แต่..............ที่เราสามารถพูดได้อย่างชัดเจนก็ คือ "ไม่ว่าคนจะรับรู้ และคิดกันอย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดในวันที่22มิย.43 ยังใกล้เคียงกับ ของวันที่21มิย.43 " หรือคือ "แนวโน้มหุ้นเมื่อตกแล้วมักจะตกต่ออีกหลายวัน" หุ้นจะต้องใช้เวลาอีกหลายวัน หลายสัปดาห์ ในการที่จะปรับทิศทาง และเราต้องรอดูกันต่อไป
.........................................................................................
28 มิย.43..........มีเงินเท่าใหร่จึงจะเล่นหุ้นได้โดยไม่เดือดร้อน
คนส่วนใหญ่อยากได้สูตร์ที่ทำกำไรได้ทุกครั้งที่เล่น แต่เมื่อเล่นไปสักระยะหนึ่งก็จะพบว่า มันทำได้ยากมาก บางคนบอกว่าให้ทำดังนี้ คือ ให้เฝ้าดูหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เป็นระยะเวลานานๆ ดูกันเป็นปีๆ ดูจนกระทั่งเห็นแพทเทินของมัน แล้วจึงซื้อ ซื้อแล้วขายไปทันทีที่มีกำไรตามที่ เราต้องการ ถ้าราคามันตก ก็ให้ถือไว้ นานไปก็จะตีกลับขึ้นมาเอง
ครับ,วิธีการดังกล่าวอาจได้ผล แต่ถามว่าเวลาหุ้นมันตกนั้น จะเอาอะไรกิน?
ครับ, คนที่คิดจะเล่นหุ้นนั้นต้องมีรายได้ทางอื่น ที่พออยู่ได้ หร ือมีทรัพย์สินทางอื่น ที่พอจะให้รายได้ประจำ ที่เพียงพอต่อการกินอยู่เสียก่อน ทั้งนี้เพราะไม่มีสูตร์ หรือ วิธีการเล่นหุ้นอันใด ที่จะทำให้ได้กำไรทุกครั้งที่เล่น การลดความเ สี่ยง ด้วยการซื้อหุ้นหลายๆตัว หรือ หลายๆกลุ่ม นั้น ก็ช่วยเราได้ไม่มากนัก ทั้งนี้เพราะหุ้นมักจะขึ้นและลงตามกัน ในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ หุ้นเกือบทุกตัวจะใหลลงไปตามๆกัน
จริงๆ แล้วทรัพย์สิน ที่สามารถเพิ่มค่า ให้แก่เรานั้น มี 3 ประเภท คือ 1) บ้านและที่ดิน 2) เงินฝากในธนาคาร หรือ พันธบัตร์ และ 3) หุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ทรัพย์สิน 3 ประเภทนี้ มีข้อดีและข้อเสียต่างๆกัน เราควรมีไว้ทั้ง 3 ประเภท แต่ อัตราการตอบแทน จากทรัพย์สินเหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงได้ มันเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ เราจึงควรติดตามดู และคอยปรับเปลี่ยนสัดส่วน ไปตามอัตราการตอบแทนนี้ กล่าวคือ ควรถือทรัพย์สินที่ให้ผลเพิ่มสูง ให้มากขึ้น อย่างเช่น ในตอนนี้บ้านและที่ดินนั้น มีราคาอิ่มตัวแล้ว จึงควรถือลดลง เงินฝากและพันธบัตร์ ก็ให้ผลตอบแทนต่ำ เราจึงควรลดสัดส่วนลงเช่นกัน ส่วนหุ้นนั้น หลายๆท่านอาจคิดว่า มีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเลือกเล่นให้ถูกวิธี มันก็จะให้ผลตอบแทนสูง เราจึงควรถือไว้เพิ่มขึ้น
จากภาพข้างบนนี้เราจะเห็นว่า ถ้าท่านไม่มีรายได้อื่นใดอีกเลย เงินฝากหรือพันธบัตร์ ก็จะเป็นทรัพย์สินชนิดเดียว ที่ให้รายได้ที่แน่นอน จากตรงนี้ เราก็สามารถคำนวณได้ว่า ท่านต้องมีทรัพย์สินอยู่เท่าใด จึงจะเล่นหุ้นได้ โดยไม่เดือดร้อน เช่น ถ้าท่านต้องใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ท่าน ก็จะต้อง มีเงินฝากหรือพันธบัตร์ ประมาณ 6 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ จึงจะเอามาเล่นหุ้นได้
ดังนั้น การเล่นหุ้นนี้ จึงไม่เหมาะสำหรับคนที่ปลดเกษียณแล้ว และมีทรัพย์สินไม่ถึง 6 ล้านบาท แต่ถ้าท่านยังเป็นคนหน่มคนสาว และมีรายได้ประจำ ที่พอเพียงแล้ว ช่วงนี้ท่านควรลงทุนในหุ้น ให้มากที่สุด
..................................................................................................................
30มิย.43..........วิธีประหยัดค่าอินเทอร์เน็ต
วันนี้ขอแทรกเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้ อินเทอร์เน็ต เสียหน่อย คือ มีคนบ่นว่า ข้อมูลในเว็บไซท์ของผม มีมาก และดูยาก จึงต้องใช้เว ลาอินเทอร์เน็ตสูง เรื่องนี้ผมมีข้อแนะนำดังนี้ คือ
"เข้าดูเว็บไซท์ตอนประมาณ10.00น. เข้าแล้ว ให้คลิกไปที่เพจที่ท่านต้องการอ่าน แต่อย่าเพิ่งเสียเวลาอ่าน ให้คลิกไปจนหมดทุกเพจที่สนใจ เสร็จแล้ว log-off ไปเลย หลังจากนั้นจึงมาเปิดอินเทอร์เน็ตใหม่ แต่ทำงานแบบ off-line"
ครับ, การที่ผมแนะนำให้ทำอย่างที่กล่าวมานี้ ก็เพราะ เว็บไซท์ของผมนั้น จะอับเดทข้อมูล แค่วันละครั้ง ผมอับเดทในช่วงเวลาประมาณ 9.00-10.00น. ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องติดต่อ แบบ on-line ตลอดเวลา เมื่อเข้าดูตอน 10.00น.แล้ว ข้อมูลที่ท่านคลิกไว้ จะค้างอยู่ ในเครื่อง ของท่าน เมื่อท่านเปิดดูใหม่ และเลือกทำงานแบบ off-line มันก็จะได้ข้อมูลเหมือนเดิม แต่ตอนที่2นี้ ท่านไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ และค่าเวลาอินเทอร์เน็ต การทำงาน off-line จะใช้เวลาเท่าใดก็ได้ ไม่เสียเงิน และทำงานได้เร็วกว่าแบบ on-line ด้วย
เทคนิคนี้ใช้ได้ กับเว็บไซท์เกือบทุกแห่ง และใช้กับเรื่องการทำอีเมล์ด้วย
คือท่านควรจะวิ่งOutLookหรือ ทำอีเมล์แบบ off-line เอาไว้ก่อน เวลาเราคลิกที่ไอค่อน Send มันจะเก็บไว้ในจานแม่เหล็ก เราทำจดหมายจนหมดแล้วก็ปิดโปรแกรมOutLook หลังจากนั้นก็ให้รอไปส่งจริงในตอนที่เราเปิดใช้อินเทอร์เน็ตในครั้งต่อไป คือเมื่อ log-on และเปิดดูเว็บไซท์ใดก็ตาม ให้วิ่ง OutLook ด้วย เจ้า OutLook จะจัดส่งอีเมล์ให้เรา โดยแทรกไปพร้อมกับการดูเว็บไซท์
อนึ่งเวลาคลิกเพื่อเรียกเพจต่างๆ ในคำแนะนำตอนต้นนั้น ท่านควรดูสถานะของโปรแกรม ที่บรรทัดล่างด้วย ท่านต้องรอให้มันขึ้นคำว่า "Done" เสียก่อน จึงจะไปคลิกเพจอื่น หรือไป log-off ได้
................................................................................................................
2 กค.43...........ความหมายของคำว่าเล่นหุ้นระยะยาว
ในตลาดหลักทรัพย์นั้น เมื่อเราพูดถึง ระยะเวลาของการถือหุ้น ไว้ในมีอ มักจะมีแค่ 2 อย่าง คือ เล่นหุ้นระยะสั้น กับ เล่นหุ้นระยะยาว
เล่นหุ้นระยะสั้น จะหมายถึงการเก็งกำไรระยะ3-10วัน หรือคือ เมื่อคิดว่าหุ้นตัวใด จะมีราคาสูงขึ้น เราก็ซื้อเอาไว้ แล้วก็ติดตามดูอย่างกระชั้นชิด ถ้าราคามันลดลงอย่างรวดเร็ว เราก็จะขายออกไปใน 3 วัน แต่ถ้าราคามันขึ้น หรือยังแกว่งตัวอยู่ เราก็อาจถือไว้ รอจนราคาขึ้นถึงจุดที่เราคิดว่า มันจะไม่ขึ้นต่อแล้ว ก็ขายออกไป แต่ยังไงๆ ก็ไม่ถือไว้เกิน10 วัน
คนส่วนใหญ่นั้นจะเล่นหุ้นระยะสั้น ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจดี ก็จะมีกำไร แต่ช่วงเศรษฐ กิจไม่ดี ก็จะขาดทุน และเมื่อเล่นไปนานๆ แล้วก็มักจะขาดทุน พวกเขาจึงพยายามเปลี่ยนกลยุทธ์
กลยุทธ์ใหม่ ก็คือ เล่นหุ้นระยะยาว ซึ่งคนที่ไม่ได้ศึกษาให้ละเอียด มักจะคิดเอาเองว่า หมายถึง การซื้อหุ้นที่มีรากฐานดี มีผลประกอบการดี มีการปันผล และราคาไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ ซื้อแล้วถือไว้เป็นเดือน หรือเป็นปี เวลาราคามันตกลงไป ก็ทำใจเย็นๆ คือถือเอาไว้ แล้วรอจนกว่าราคามันจะตีกลับขึ้นมา เมื่อใหร่ราคามันสูงกว่าที่ซื้อไว้ ก็ขายทำกำไร
ครับ,นั่นเป็นการเ ข้าใจผิดอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะ หุ้นส่วนใหญ่มันมีทั้งขึ้นและลง เวลาขึ้นจะขึ้นไปเร็ว เขาจึงยังไม่ทันขาย แต่พอขาลง มันลงมายาวนานกว่า ถึงแม้จะรอจนมันตีกลับขึ้นมาได้ เขาก็จะขายไปในราคาที่มีกำไรเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะไม่คุ้มค่าดอกเบี้ยที่เสียไป (แต่คนส่วนใหญ่นั้นมักจะทำใจไม่ได้ แล้วไปขายเมื่อขาดทุน40-50% )
จริงๆแล้ว การเล่นหุ้นระยะยาว นั้นมี 2 ประเภท ประเภทแรก คือ ซื้อเมื่อสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างสุดๆ อย่างเช่นในช่วงปัจจุบัน แล้วต้องถือไว้ 4-5 ปี คือรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แล้วจึงไปขายเอา ในตอนเศรษฐกิจเฟื่องฟูที่สุด เล่นแบบนี้ ผมเรียกว่า "เล่นตามลูกคลื่นใหญ่ที่ขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจประเทศ"
เล่นหุ้นระยะยาวแบบที่ 2 คือการ "เล่นหุ้นตามลูกคลื่นรายปี" ลูกคลื่นนี้มีช่วงความยาว ประมาณ 10 ถึง 16 เดือน เวลามันขึ้น จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน เวลามันลง มันใช้เวลา 6-8 เดือน การเล่นแบบที่ 2 นี้ จะซื้อก็เมื่อราคาหุ้นมันใหลลงมา เป็นเวลา 6-8 เดือนแล้ว และเริ่มผงกหัวขึ้น ซื้อแล้วต้องดูว่า มันไต่ขึ้นได้นานเท่าใด ถ้าขึ้นแค่ 6-7 วัน แล้วใหลกลับลงมา ก็จะต้องยอมคัดลอสไป ทั้งนี้เพราะ มันไม่ใช่จังหวะขึ้นจริง แต่ถ้าซื้อแล้วไต่ขึ้นไปได้นานกว่า 10 วันมันน่าจะเป็นการขึ้นจริง กรณีย์นี้ ให้ถือเอาไว้ จนมันพุ่งไปสุดแรง ซึ่งจะใช้เวลา 2-3 เดือน เมื่อมันเริ่มตีกลับลงมา ก็ให้รีบขาย ซึ่งจะมีกำไร ประมาณ 40 ถึง 100%
ครับการเล่นหุ้นระยะยาว ที่เซียนหุ้นเขาเล่นกันนั้น เขาจะหมายถึงการเล่นหุ้นแบบที่ 2 ที่ผมกล่าวมา แต่ละปีมันจะมีการพุ่งขึ้น แค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น และมักจะถูกหลอก 2-3 ครั้ง เล่นแบบนี้ เวลาเก็งผิดนั้น จะต้องยอมคัดลอสทันที ไม่ใช่ถือเอาไว้โด่ จนราคาหดหายไป 40-50% แล้วจึงไปขายทิ้ง ในขณะเดียวกัน เวลาเก็งถูก ก็ต้องถือไว้จนมันขึ้นสุดแรง แล้วจึงขาย ไม่ใช่รีบขายเมื่อเริ่มมีกำไร
อนึ่งเล่นหุ้นระยะ 10-16 เดือนนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นที่มั่นคง หรือดีสุดขีด หุ้นพื้นฐานปานกลางก็พอแล้ว เล่นแบบนี้ มีหุ้นให้เลือกกว่า 40 ตัว
....................................................................................................
4 กค. 43..........ทำไมต้องแห่เล่นตามต่างชาติ
นักเล่นหุ้นไทยเกือบจะร้อยทั้งร้อย เล่นหุ้นตามทุนต่างชาติ เวลาฝรั่งต่างชาติเทขาย พวกเราก็เทขายตาม เวลาฝรั่งต่างชาติเขาไม่ซื้อไม่ขาย ตลาดไทยก็จะซบเซา พอฝรั่งต่างชาติเข้ามาซื้อ ทุกคนก็ซื้อตาม ดังนั้นทุนต่างชาติ จึงดูจะมีผลต่อตลาดทุนไทยอย่างแรง
ในช่วงนี้ฝรั่งและต่างชาติ ดูจะไม่ยอมเข้ามาซื้อหุ้นไทย ราคาหุ้น และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จึงใหลลงอย่างต่อเนื่อง
แล้วก็เลยมีคนไทยบางคนออกมาพูดว่า "ทำไมเราจึงต้องเล่นหุ้นตามฝรั่งต่างชาติ?" และย้ำอีกว่า "หุ้นไทยเราเล่นกันเองก็ได้"
ครับ, มันน่าคิดนะครับว่า ทำไมเราต้องเล่นตามต่างชาติ เรื่องนี้ผมคิดว่า คนไทยเรา คงจะต้องเถียงกันไปอีกนาน ทั้งนี้เพราะ ต่างมีเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเล่นตามนั้น ก็เห็นได้ชัดเจนว่า เวลาต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทย ราคาหุ้นไทยก็จะวิ่งขึ้นทุกที และ เวลาเขาเทขาย ราคาหุ้นไทยก็ตกฮวบทุกที ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น ก็มีเหตุผล คือจริงๆแล้ว หุ้นไทยอยู่ในมีอคนไทยมากกว่าต่างชาติ แล้วทำไมต้องไปปล่อยให้ผู้ถือหุ้นน้อย มาเป็นคนนำตลาด
สำหรับผมนั้นคิดว่า การแห่เล่นหุ้นตามต่างชาตินี้ คือต้นเหตุที่ทำให้ คนไทยขาดทุนมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะ ฝรั่งต่างช าติเหล่านี้ เวลาซื้อก็จะซื้อก่อนเรา เวลาขายก็จะขายก่อนเรา เขาจึงซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าเรา และขายได้ในราคาที่สูงกว่าเรา ดังนั้น เราจึงไม่ควรเล่นตามต่างชาติ
................................................
6 กค. 43........ทุนต่างชาตินั้นสำคัญใหม
ในบทความวันที่ 4 กค. 43 ผมบอกว่า เราไม่ควรเล่นตามต่างชาติ ทั้งนี้เพราะ เมื่อเขาเป็นผู้นำตลาด เขาจะซื้อได้ในราคาถูกกว่าเรา และขายได้ราคาสูงกว่าเรา เขาจึงโกยกำไรไปจากเราทุกปี
แต่เราจะต้องยอมรับความจริงอีกข้อหนึ่ง คือ ทุนจากต่างชาตินั้น ก็สำคัญต่อประเทศ และ สำคัญต่อพวกเราผู้เล่นหุ้นด้วย
เหตุผลมีดังนี้
(1) ถ้าไม่มีทุนจากต่างชาติเลย หุ้นในตลาดก็จะมีมากกว่าความต้องการ ราคาหุ้นก็จะตกลงไป อย่างแรง แล้วก็จะอยู่เลียดดินไปเรื่อยๆ จนกว่าคนไทยเรา จะมีเงินมาลงทุนในหุ้น ให้มากขึ้น ถ้าได้มาเท่ากับที่ฝรั่งต่างชาติเขาถอนออกไป ราคาหุ้น (โดยทางทฤษฎี) ก็จะกลับมาอยู่ที่เก่า ซึ่งก็คงจะใช้เวลายาวนานเลยทีเดียว
(2) ถ้าไม่มีทุนจากต่างชาติเลย ผู้ประกอบการต่างๆ ก็จะหาเงินมาขยายกิจการได้ยาก เศรษฐกิจไทยเรา ก็คงจะรูดกลับลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมืองไทยเราอาจถดถอยลงไปเท่าๆกับ เหมียนหม่า หรือ สาธารณรัฐประชาชนลาว
ครับ,เรื่องนี้ เราคงจะ ต้องแยกให้ออก ระหว่าง การเปิดให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทย (ไม่ว่าจะเป็นกระดานต่างประเทศ หรือกระดานไทย) กับ การเล่นหุ้นตามกระแสผลักดัน ของทุนต่างชาติ
หรือพูดง่ายๆก็คือ อย่าฮือตามฝรั่งต่างชาติ แต่ยอมให้เขาเข้ามาซื้อหุ้นไทยได้
เรื่องนี้ผมเชื่อว่า คนไทยจะค่อยๆคิดได้ คือ การฮือตามทุนต่างชาตินี้ ได้ผลไม่มาก คนที่ซื้อเร็วและขายเร็วเท่านั้น ที่มีโอกาสกำไร และ กำไรต่ำกว่าฝรั่งต่างชาติ แต่พลาดทีไรก็จะขาดทุนหนักๆทุกที ลงท้ายสู้ การลงทุนระยะยาว โดยดูแนวโน้มด้วยตนเองไม่ได้
........... ...........................................................................
8 กค.43......ปัญหาใหญ่ของคนคือไม่ยอมคัทลอส
ผมได้พูดไปแล้ว ว่า การเล่นหุ้นระยะยาวนั้นไม่ได้หมายถึง การซื้อแล้วเก็บไว้นานๆ การเล่นหุ้นทุกความยาวคลื่น นั้น มีหลักการเดียวกันหมด คือ ซื้อตรงจุดต่ำสุดของลูกคลื่น แล้วไปขายที่จุดสูงสุดของลูกคลื่น
ผมได้พูดไปแล้วเช่นกัน ว่า เล่นหุ้นตามลูกคลื่นที่มีความยาวปานกลาง หรือคือลูกคลื่นที่ยาวประมาณ 10-16 เดือน นั้นจะให้ผลกำไรสูงสุด ดังนั้น เราจึงควรเล่นหุ้นตามลูกคลื่นชนิดนี้
แต่.......หุ้นมีการขึ้นและลงตามลูกคลื่นระยะสั้น (20-40วัน) อยู่ด้วย ลูกคลื่นชนิดนี้ จะหลอกให้เราซื้ออยู่เสมอๆ ทั้งนี้เพราะ ลักษณะตอนเริ่มต้นของการไต่ขึ้น มันเหมือนกับลูกคลื่นระยะปานกลาง การถูกหลอกนี้ จะเกิดขึ้นปีละหลายครั้ง และเมื่อมันกลายเป็นลูกคลื่นระยะสั้น เราก็จะต้องยอมคัทลอส(Cutloss) ถ้าไม่ยอมคัทลอส มันจะทำให้เกิดการขาดทุนสะสมไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อถึงเวลาเป็นลูกคลื่นระยะปานกลางตัวจริง เราก็จะมีกำไรไม่มากพอกับที่ขาดทุนสะสมไว้
ยกตัวอย่างเช่น ซื้อที่100 มันขึ้นไปแค่103 แล้วก็ตกกลับลงมาที่95 ถ้าไม่ยอมคัทลอส มันก็อาจตกลงไปถึง70 แล้วจึงกลับขึ้นมาใหม่ ถึงแม้ว่าจะขึ้นมาถึง100 ดังเดิม เราก็ไม่มีกำไร
แต่ถ้าซื้อที่100 แล้วยอมคัทลอสที่95 แล้วรอจนมันขึ้นใหม่ จาก70 แล้วมาขายที่100 เราก็ยังมีกำไร
ครับ, การคัทลอสนั้นเป็นศิลปะ คนที่ทำใจไม่ได้ จะไม่ยอมคัทลอส แล้วก็เลยไม่เคยมีกำไรกับเขาสักที เรื่องนี้ผมประสพกับตนเองมาหลายครั้งแล้ว แม้แต่ครั้งหลังสุดนี้ ก็ยังโดนอีก คือ โปรแกรมบอกให้ซื้อเมื่อตอนดัชนีอยู่ที่ 400(31มี.ค.) 3สัปดาห์ต่อมา โปรแกรมคัทลอสไปแล้ว แต่ผมก็ยังถือโด่อยู่ ตอนนี้ดัชนีเหลือ 320 ผมจึงขาดทุนอยู่หนัก ถึงแม้ว่ามันจะตีกลับขึ้นไปที่ 400 หรือ 450 ผมก็คงจะกำไรน้อยมาก สู้เจ้าโปรแกรม SC68EXไม่ได้
.... .................................................................................
10 กค. 43.......หุ้นแบ้งค์ตกเพราะNPLไม่กระเตื้องจริงหรือ?
ตอนนี้ใครๆก็ออกมาบอกว่าหุ้นแบ้งค์ตกเพราะNPLไม่ลด คือพวกที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วนั้น กลับมาเป็นNPLใหม่อีก และการที่ลดNPLไม่ได้นี้ ทำให้ฝรั่งเทขายออกมา
ผมไม่เชื่อตามนั้นเลย ทั้งนี้เพราะจำนวนหุ้นแบ้งค์ที่ฝรั่งขายออกมานั้น ยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่เขาถืออยู่ อย่างน้อยก็ยังถือไว้ เต็มตามสัดส่วนที่กฏหมายยอมให้ถือได้ ที่ผมเชื่อเช่นนั้นก็เพราะ ราคาหุ้นแบ้งค์ในกระดานต่างประเทศ ก็ยังแพงกว่า ในกระดานไทย เมื่อใหร่ที่ ราคาในกระดานต่างประเทศ ต่ำกว่าของกระดานไทย ค่อยมาพูดกัน
ยิ่งไปกว่านั้น, เรื่องของNPLนี้ ใครๆก็รู้ว่า แบ้งค์ไทยยังแก้ไม่ได้ มันจะแก้ใขได้อย่างไร ในเมื่อตัวเขาไม่ทำเอง เขาให้แบ้งค์ชาติมาช่วยไกล่เกลี่ยอยู่ ปัญหาNPLนี้ มีผลต่อราคาหุ้นแบ้งค์ไปนานแล้ว มันไม่มามีผลกันตอนนี้หรอกครับ
แล้วอะไรคือตัวที่ทำให้ราคาหุ้นแบ้งค์ใหลลง?
ตอบง่ายนิดเดียว คนส่วนใหญ่ยังไม่อยากซื้อหุ้น ถึงจะมีคนอยากซื้ออยู่บ้าง เขาก็ซื้อหุ้นสื่อสาร กับ พลังงาน หุ้นแบ้งค์จึงตกมากหน่อย มันเป็นธรรมชาติของมันครับ
แต่ไ ม่ช้ามันก็จะกลับขึ้นไปใหม่ ปีนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 5 เดือนกว่าๆ มันยังจะมีโอกาสตีกลับขึ้นไป ถ้าใครไปเชื่อตามคำวิเคราะห์ ว่า ฝรั่งหมดความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาNPL และเริ่มถอนเงินกลับ ท่านก็จะต้องเชื่อด้วย ว่า เมืองไทยต้องล้ม ทั้งนี้เพราะ เมื่อขาดเงินทุนจากต่างชาติ สถาบันการเงินไทยก็ต้องล้มแน่นอน
......... ....................................................................................
12 กค. 43..........กบข. เสี่ยงเพราะอะไร?
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่น "ถนนนักลงทุน" ฉะบับวันที่ 9 กค.43 ลงบทความในหัวข้อ "พอร์ตกบข.เข้าสู่แดนเสี่ยงภัยในตลาดหุ้น" ผมอ่านแล้วมีความเห็นที่แตกต่างออกไป จึงอยากจะหยิบเอามาพูดเสียหน่อย
กบข. คือ "กองทุนบำเหน ็จบำนาญข้าราชการ" ตามบทความนั้นบอกว่า กบข. ได้นำเงินของกองทุนประมาณ6% หรือเท่ากับประมาณ 7000 ล้านบาท ไปลงทุนในหุ้น ซึ่งทีมงาน "ถนนนักลงทุน" วิเคราะห์แล้วพบว่า ฉะเพาะในปี2543นี้ ขาดทุนไปแล้ว 36% นี่ยังไม่รวมกับที่อาจขาดทุนมาจากปีก่อนๆอีกมาก ดังนั้นทีมงานจึงมีความเป็นห่วงว่า ในอนาคต เมื่อถึงเวลาปลดเกษียณแล้ว ข้าราชการจะไม่มีเงินเหลือพอเลี้ยงชีพ
ครับ, เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอกครับ เพราะเขามีระเบียบไม่ให้นำเงินกองทุน ไปเล่นหุ้นเกินอัตราที่กำหนด แต่สิ่งที่เราควรพูดกันก็คือ การเล่นหุ้นแบบซื้อแล้วถือโด่เอาไว้ นั้น มันถูกต้องแล้วหรือ
เรื่องนี้ต้องโทษคนใน กลต. ทั้งนี้เพราะ ไปวางกฏเกณท์การถือหุ้น ของกองทุนอื่นๆเอาไว้ ในลักษณะเดียวกันนี้ เป็นเวลานานแล้ว ท่านผู้อ่านลองย้อนเหตุการณ์ไปถึงเมื่อประมาณปี 2535-2537 ช่วงนั้นหุ้นไทยเป็นช่วงขาขึ้น กองทุนที่ตั้งขึ้นมา ต่างมีกำไรกันทั้งนั้น ที่ กลต.บังคับให้ถือหุ้นโด่เอาไว้ก็เพราะ เขาไม่ต้องการให้มีการซื้อขายมาก เพราะจะทำให้ราคาหุ้นแกว่ง เขาอยากให้กองทุนเป็นตัวดูดหุ้น แล้วเก็บเ อาไว้ แต่นโยบายดังกล่าว มันทำให้กองทุนทุกกองทุนขาดทุนอย่างย่อยยับในช่วงปี2537ถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะ ดัชนีมันใหลลงมาจาก 1700 แล้วมาแกว่งอยู่ที่ 320 อย่างที่เราเห็นอยู่ ผมเองนั้นไม่รู้เรื่องกฏเกณท์การถือหุ้น(โด่)อันนี้มาก่อน ผมลงทุนซื้อหน่วยลงทุนไว้กว่า 2 ล้านบาท ก็เลยต้องขาดทุนไปกว่า 1.4 ล้านบาท
ครับ, กบข. จะขาดทุนน้อยลงถ้ารู้จักซื้อและขายให้ถูกจังหวะ และโดยถัวเฉลี่ยแล้วจะมีกำไรมากกว่าฝากกินดอกเบี้ย หรือไม่ก็เล่นหุ้นแต่ในช่วงเศรษฐกิจเป็นขาขึ้นเท่านั้น จงอย่าเอาแนวคิด กลต. มาใช้
.....................................................................
14 กค. 43........วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม SC68EX
รายงานจากโปรแกรม SC68EX นั้น มี 3 ชนิด คือ (1) รายงานกราฟของหุ้นแต่ละตัว (2) รายงานกำไรขาดทุนของหุ้นแต่ละกลุ่ม (3) รายงานกำไรขาดทุนของหุ้นแต่ละกลุ่ม แต่เปิดให้ดูเพียงตัวเดียว
วันนี้จะขอพูดถึงรายงานชนิดที่ (1) ก่อน
ท่านสามารถเปิดดูรายงานชนิดที่ (1) ได้ โดยคลิกที่ stocks เซ็กชั่น เมื่อเข้าถึงเว็บเพจนี้แล้ว จะเห็นบรรทัดถัดลงมา ที่เขียนว่า Member Zone ตรงนี้ท่านไม่ต้องกรอก login name และ password ให้เลื่อนเม้าส์ไปคลิกที่ไอค่อน GO ได้เลย เบร้าเซอร์ก็จะไปเรียกรายงานออกมาให้ดู
รายงานชนิดที่ (1) หรือรายงานกราฟของหุ้นรายตัว นี้ จะอยู่ในคอลัมน์ทางขวามีอ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า charts ท่านสามารถสกรอลดาวน์ ลงไปจนถึงกราฟอันสุดท้ายได้ มันมีทั้งหมด40รูป
ทีนี้เรามาดูกันที่รูปบนสุด รูปบนสุดนี้ คือกราฟของธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) ในบรรทัดบนด้านซ้ายมีอ ท่านจะเห็นชื่อของโปรแกรม(=SETC68EX) ถัดลงมาคือชื่อของหลักทรัพย์(=BAY) ถัดลงมาเขียนว่า FITRANGE=90 นั้นหมายความว่า ขณะนี้เราใช้ข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน เพื่อคำนวณ ตัวดัชนีต่างๆ ถัดลงมาอีกหน่อยก็จะมีข้อความว่า RECOMMENDATION=NOACTION นี่หมายความว่า โปรแกรมได้คำนวณดัชนี และพิจารณาแล้วเห็นว่า วันนี้(=14กค.43) "ควรอยู่เฉยๆไปก่อน"
จริงๆแ ล้ว ดูแค่คำแนะนำ(RECOMMENDATION) แล้วทำตามโปรแกรม ก็พอแล้ว แต่สำหรับคนที่สนใจในราย ละเอียดก็ให้ดูต่อไป
ถัดลงมาจะเป็นกราฟ ท่านจะเห็นได้ว่า กราฟนี้มีเส้นสีน้ำเงินทางแนวดิ่งอยู่ 2 เส้น เส้นแรกอยู่เกือบชิดขอบซ้ายของรายงาน เส้นนี้คือ วันที่(-90) หรือคือ ย้อนหลังไป 90 วัน เส้นที่ 2 ที่อยู่ด้านขวามีอ คือเส้น "TODATE" หรือ "วันปัจจุบัน" ซึ่งจริงๆแล้วจะหมายถึง วันที่โพรเซสล่าสุด (ซึ่งจะแตกต่างจาก "วันนี้" ของเราอยู่ 1 วัน) ถ้าท่านอยากจะรู้ว่า วันนี้ของเครื่อง คือวันอะไร ก็ให้มองขึ้นไปด้านบนขวาของกราฟ ท่านจะเห็นข้อความว่า DATE=560=JUL00-13 หรือคือ มันตรงกับวันที่ 13 เดือนกรกฎาคม คศ 2000 และวันดังกล่าวนี้ เมื่อนับเทียบจากวันที่ 1 มกราคม ของปีที่แล้ว มันจะเป็นวันที่ 560 (ในกรณีย์ที่ท่านมาอ่าน บทความนี้ หลังวันที่ 14 ตัวเลขเหล่านี้ จะเลื่อนไป เท่ากับจำนวนวัน ที่ท่านอ่านช้าไป) ท่านควรจะเช็ควันที่อันนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า เป็นวันล่าสุดจริงๆ เสียก่อนที่จะทำตามคำแนะน ำ (RECOMMENDATION)
โอเค, ขอมาดูกราฟกันต่อ จากการกำหนดเส้นแนวดิ่งทั้งสอง เราจะบอกได้ว่า อะไรที่อยู่ทางซ้ าย ของเส้นดิ่งที่สอง จะเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว และอะไรที่อยู่ทางขวามีอ ของเส้นดิ่งที่สอง ก็จะเป็นเหตุการณ์ในอนาตค
นอกจากเส้นดิ่งทั้งสองแล้ว เราก็มีเส้นตามแนวนอน เป็นสีน้ำเงินอีกสองเส้น เส้นล่าง ซึ่งขีดยาวไปจรดขอบขวามีอ นั้นคือ เส้นแกน X หรือคือ เส้นมี ค่าเป็น 0.0 เส้นด้านบน ที่ขีดยาวไม่ถึงขอบขวา คือเส้นค่า 1.0 นี่คือเส้นกำหนดสะเกลทางด้านความสูงของกราฟ
ทีนี้เราก็มาดูเส้นที่หงิกงอกันบ้าง จริงๆแล้วจะมีเส้นกราฟที่หงิกงออยู่ 3 เส้น เส้นแรกมีสีชมพู นี่คือ เส้นกราฟของราคาปิดของหุ้นตัวนี้ แต่หารด้วยค่าพาร์ (par value) และถูกปรับให้มีค่าเฉลี่ยเป็น 1.0 (normalization) แล้ว การปรับทั้งสองชนิดนี้ ทำเพื่อ ให้กราฟของหุ้นตัวนี้ เข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน กับตัวอื่นๆ จะได้ใช้ตัว แพทเทินร่วมกันได้ กราฟเส้นนี้เราเรียกว่า Per-unit-Price กราฟสีชมพูนี้ บางทีจะถูกกราฟสีอื่นๆทับจนเกือบหมด
กราฟหงิกงอเส้นที่สอง เป็นสีขาว กราฟนี้ คือ ราคาปิดของหุ้นตัวนี้ แต่หารด้วยค่าพาร์ มันคือราคาจริง (Actual-price) มันมีไว้เพื่อเปรียบเทียบกับเส้นPer-unit-Price คือ ถ้ากราฟเส้นนี้อยู่ใกล้เส้นสีชมพู ก็จะแสดงว่า หุ้นตัวนี้ขึ้นลงเป็นปรกติ แต่ถ้าอยู่ ห่างกัน มันจะแสดงว่า หุ้นตัวนี้ขึ้นลงไม่ค่อยปรกติ ถ้าจะเล่นตัวนี้ก็อาจต้องระมัดระวังด้านข่าวการปั่นหุ้น (ดูTPI และ BANPU เป็นตัวอย่าง) ทางที่ดีอย่าเล่นหุ้นชนิดนี้
กราฟหงิกงอเส้นที่ 3 เป็นสีน้ำเงิน กราฟเส้นนี้มีความโค้งมนมากกว่า สองเส้นที่กล่าวมาแล้ว กราฟนี้ คือ เส้นที่เราฟิตด้วยสูตร์คณิตศาสตร์ กราฟนี้มีต่อออกไปจากเส้นวันนี้ ไปทางขวามีอ ส่วนที่อยู่ขวามีอของเส้นวันนี้ คือ "การพยากรณ์ออกไปสู่อนาตค" แนวพยากรณ์ดังกล่าวนี้ ถ้าโค้งขึ้น มันแสดงว่า แนวโน้มของราคาจะเป็นทางบวก หรือคือ ไต่ขึ้น แต่ถ้าแนวพยากรณ์นี้ โค้งลง มันแสดงว่า แนวโน้มของราคาจะเป็นลบ หรือคือ ลดลง กราฟสีน้ำเงินที่งอโค้งได้นี้ จึงมีประโยชน์ในการดูทิศทางราคาในอนาตค กราฟสีน้ำเงินของ BAY ในตอนนี้เข้าลักษณะที่จะเป็นจุดซื้อ ในสถานะแบบนี้ ท่านควรจะไปเตรียมเงินในกระเป๋าเอาไว้ให้พร้อม ไม่ช้าไม่นาน มันจะบอกให้เราซื้อ
แต่เราจะดูแค่แนวโน้มของกราฟอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสายตาของเรา มันไม่แม่นยำเหมือนเครื่องจักร์ ท่านควรดูตัวเลขในสองบรรทัด ล่างด้านซ้ายมีอ เป็นตัวประกอบ สองบรรทัดนี้ จะเป็นตัวเลข 0 กับ 1 แถวละ 15 ตัว นี่คือ ตัวดัชนี (index) หรือตัวบ่งชี้(indicator) แถวบนจะเป็นดัชนีหรือตัวบ่งชี้ทางด้าน "ซื้อ" แถวล่างจะเป็นดัชนี หรือตัวบ่งชี้ ทางด้าน "ขาย" ดัชนีเหล่านี้มันออกเสียงโหวตกัน ถ้ามีค่าเป็น 1 ก็แ สดงว่าโหวต "เห็นด้วย" ถ้ามีค่าเป็น 0 ก็แสดงว่าโหวตทาง "ไม่เห็นด้วย" ในตอนนี้เราจะเห็นได้ว่า มันมีเลข 0 กับ 1 สลับกันอยู่ ทั้งสองบรรทัด ซึ่งแสดงว่าเสียงโหวตนั้น "แตก" มันไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ข้อสรุปของโปรแกรมจึงเป็น "ให้อยู่เฉยๆไปก่อน"
โอเค,วันนี้ขอจบ เพียงแค่นี้ก่อน
.............................................................................................
16 กค. 43........วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม SC68EX (ต่อ)
โอเค, ขอมาดูเส้นกราฟกันต่อ
กราฟสีชมพู กราฟสีขาว และกราฟสีน้ำเงิน ที่กล่าวมานั้น จะมีค่าจริง อยู่ในช่วงระหว่าง เส้นแกนแนวดิ่งสีน้ำเงินทั้งสอง หรือคือมันเป็น ค่าย้อนหลัง ตั้งแต่ 90 วัน มาจนถึง วันล่าสุด ที่มีการทำโพรเซสซิ่ง แต่เราเคยพูดกันมาแล้วว่า หุ้นนั้นมีการขึ้นและลงเป็นลูกคลื่น ความยาวประมาณ 10-16 เดือน ความยาวคลื่นโดยเฉลี่ย จะอยู่แถวๆ 360 วัน ดังนั้น เราจึงเห็นข้อมูลเพียง 1 ส่วน 4 ของลูกคลื่น
การมองเห็นภาพ เพียง 1 ส่วน 4 นี้ ทำให้เราพอจะทราบว่า ขณะนี้ เราอยู่ตรงใหนของกราฟ เช่นในตอนนี้(16 กค.) ส่วนใหญ่กราฟจะมีลักษณะ ใหลลงจากเส้น Y=1.0 และมาอยู่ที่ Y=0.50 นี่คือส่วนของลูกคลื่น ที่อยู่เกือบก้นของลูกคลื่น ดังนั้น ในไม่ช้า มันก็จะเริ่มตีตื้นขึ้นไป
ครับ, จริงๆแล้วกราฟจะมี 4 ลักษณะใหญ่ๆดังนี้
(ก) ถ้ากราฟวิ่งจากค่าความสูงประมาณ 0.5 ไปสู่ 1.0 มันจะเป็น ช่วงตอนของการวิ่งขึ้น ของราคาหุ้น แต่วิ่งขึ้นไปได้ครึ่งทาง
(ข) ถ้ากราฟวิ่งจากค่าความสูง 1.0 ไปสู่ค่าประมาณ 1.7 มันจะเป็น ช่วงตอนของการวิ่งขึ้น ของราคาหุ้นเช่นกัน แต่ขึ้นไปจวนจะหมดแรงแล้ว
(ค) ถ้ากราฟวิ่งจากความสูงประมาณ 1.7 ลงมาสู่ 1.0 มันจะเป็น ช่วงตอนของการวิ่งลง ของราคาหุ้น แต่วิ่งลงมาได้ครึ่งทาง
(ง) ถ้ากราฟวิ่งจากค่าความส ูง 1.0 ลงไปสู่ 0.5 มันจะเป็น ช่วงตอนของการวิ่งลงในช่วงสุดท้าย คือวิ่งลงไปสู่จุดต่ำสุดของลูกคลื่น
ดังนั้น การดูลักษณะของกราฟ ในรายงานชนิดที่ (1) นี้ จึงพอจะบอกให้เราทราบ ว่า หุ้นกำลังอยู่ส่วนใหน ของลูกคลื่น และเราควรจะซื้อหรือขายหุ้น จุดซื้อจะอยู่ที่ข้อ (ง) จุดขายจะอยู่ที่ข้อ (ข) แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็ควรซื้อที่ข้อ (ก)
.................................................................................
25 กค.43.......วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม SC68EX (ต่อ)
.หลังจากดูเส้นกราฟต่างๆแล้ว ท่านก็ควรมาดูข้อมูลด้านผลการลงทุน
ข้อมูลชิ้นแรกอยู่ที่บรรทัดที่ 5 นับจากด้านล่างของรายงาน มันเขียนว่า P/L= -11.56 (ณวันที่ JUL00-25) นี่คือผลกำไรหรือขาดทุน นับจากต้นปี ในขณะนี้มันติดลบอยู่ จึงหมายถึง การขาดทุนอยู่ 11.56%
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อความถัดมาเขียนว่า PGAIN=2.67 นี่เป็นข้อมูลชิ้นที่ 2 ทางการเงิน ซึ่งหมายความว่า นับจากวันนี้ไปอีก 360 วัน มันมีโอกาสที่จะ ตีกลับขึ้นไปถึง 2.67 เท่าตัว หรือคือจะกำไรได้ถึง 167% ทั้งนี้โดยมีเงี่อนใขว่า "ถ้ามันตีกลับขึ้นไปสูงเท่ากับจุดสูงสุดใน 360 วันที่ผ่านมา"
คำว่า PGAIN นี้ย่อมาจากคำว่า POSSIBLE GAIN ตัวเลขนี้สูงเกินไปก็ไม่ดี เพราะมันหมายถึงว่า หุ้นตัวนี้ไ ด้ใหลลงมามาก มันจึงมีโอกาส จะถูกไล่ออกจากตลาด ค่าปรกติจะอยู่ที่ 1.0 ถึง 4.0
ข้อมูลชิ้นที่ 3,4 ด้านการลงทุนนั้น อยู่ที่ด้านขวามีอของรายงาน มันเป็นบรรทัดที่ 4 และ 3 นับจากด้านล่าง เช่นในขณะนี้( ณวันที่ JUL00-25) มันเขียนว่า MONEY=86450.82 และ STOCK=0.00 ซึ่งหมายความว่า โปรแกรมนี้ถือเงินเอาไว้ 86,450.82 บาท และไม่มีหุ้นนี้อยู่ในมีอ หรือคือ มันขายหุ้นตัวนี ้(=BAY)ไปแล้ว
ค่า MONEY กับ STOCK นี้ ตัวใดตัวหนึ่งจะต้องเป็น 0.00 ทั้งนี้เพราะเรา บังคับว่า เมื่อ โปรแกรมบอกให้ซื้อ มันจะเอาเงินที่ให้ไว้ สำหรับเล่นหุ้นตัวนี้ ซื้อทั้งหมด และเวลาโปรแกรมบอกให้ขาย มันก็จะขายหุ้นนี้ไปหมดในทันที
ี ครับ, จากข้อมูลข้างบนนี้ เราจะเห็นได้ว่า หุ้นตัวนี้(=BAY) ยังอยู่ในสถานะที่ดี โปรแกรมเล่นไปแล้ว 7 เดือน ขาดทุนไป 11.56% แต่มันมีโอกาสที่จะไต่กลับขึ้นไปถึง 2.67 เท่าใน 360 วันข้างหน้า การตีกลับคงจะมาในเวลาไม่นานนัก
สำหรับกราฟของหุ้นตัวอื่นๆอีก 39 ตัวก็อ่านได้เ ช่นเดียวกัน
ผมอยากให้ท่านสังเกตหุ้น TPI และหุ้นบางตัวในกลุ่ม Finance สักเล็กน้อย คือค่า PGAIN ของหุ้นเหล่านี้สูงกว่า 4.0 มันจึงดูน่าเป็นห่วง มันเป็นไปได้ว่าบริ ษัทเหล่านี้จะไปไม่รอด แต่ถ้าพวกเขาฝ่าอุปสรรคไปได้ ผู้ซื้อหุ้นเหล่านี้ไว้ก็จะรวยมหาศาล
...........................................................................
28 กค.43........เล่นหุ้นตามข่าวรายวันนั้นเล่นยาก
วันอาทิตย์ที่ 23 กค.43 คุณ สมัคร สุนทรเวช ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม.
วันจันทร์ที่ 24 กค.43 หุ้นก็ตกรูดลงมาอย่างระเนระนาด
เรื่องนี้ใครๆก็เดาได้ ทั้งนี้เพราะคนที่จะได้เป็นผู้ว่า กทม.นั้นมีแ ค่ 2 คน คือคุณ สมัคร สุนทรเวช กับ คุณ สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ เท่านั้น ซึ่งมาจากพรรคการเมือง ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบันด้วยกันทั้งสองคน
เมื่อมองเห็นกันทนโท่อยู่อย่างนี้ เราก็น่าจะขายหุ้นทิ้งในวันศุกร์ที่ 21 กค.43 แล้วเอาเงินนั้นมาช้อนซื้อกลับคืนในราคาถูกๆ ในวันจันทร์ที่ 24 กค.43
แล้วทำไมจึงไม่มีคนทำ?
ที่ผมรู้ว่า ไม่มีคนเทขายในวันศุกร์ที่ 21 กค.43 ก็เพราะ วอลลุ่มในวันที่ 21 กค.43 นั้นยังเป็นปร กติ และดัชนีก็ลดลงนิดเดียว
ครับ, จริงๆแล้วการเล่นหุ้นมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด คือเราจะเอาแค่ข่าวชิ้นเดียว มาเป็นเครื่องตัดสินใจนั้นไม่ได้ ข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งที่ส ำคัญ และฝังอยู่ในใจคน ในตอนนี้ก็คือ หุ้นไทยได้ตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานแล้ว มันทำให้คนไม่อยากซื้อไม่อยากขายหุ้น ดังนั้นเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. จึงไม่ไปกระตุ้นคนให้เก็งกำไรระยะสั้น
ครับ, จริงๆแล้วในใจของนักเลงหุ้นในขณะนี้ ก็คือ เขายังกลัวว่า ราคาหุ้นจะยังตกต่ำลงไปอีกได้ เขาจึงไม่อยากซื้อหุ้น ในขณะเดียวกัน หุ้นที่มีอยู่ในมีอ เขาก็ไม่อยากขาย ทั้งนี้เพราะถือไว้นานแล้ว ไม่ช้าไม่นานมันก็จะตีกลับ
ครับ, เจ้าความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ คือแรงผลักดันให้เกิดลูกคลื่นขนาดกลาง คือราคาหุ้นจะขึ้นลงอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น และมั่นคง จุดสูงสุด กับ จุดต่ำสุด จะห่างกันประมาณ 5-8 เดือน ใครที่ถือหุ้นเอาไว้ได้นานในตอนนี้ ก็จะมีกำไรในตอนหน้า
........... .................................................................
31 กค. 43...........ขึ้นทะเบียนนักวิเคราะห์หุ้นดีจริงหรือ
กลต. เชิญประชุมประชาพิจารณ์เรื่องการขึ้นทะเบียนนักวิเคราะห์หุ้น แบบม้วนเดียวจบ ไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กค. 2543 แต่ผมไม่เชื่อว่า มันจะจบได้จริง
การทำประชาพิจารณ์นั้นผมเห็นว่าไม่มีทางได้ผล ทั้งนี้เพราะ จะให้คนนับร้อยนันพัน ไปออกความคิดเห็นในเวลาอันจำกัด นั้นไม่ได้ ผู้คนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ครบทุกแง่ทุกมุม และ ถ้ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ไม่สามารถจะถกกันจนเป็นที่ยอมรับ ทั้งสองฝ่ายได้ ขนาดคดีเล็กๆเขายังต้องนัดไต่สวน และว่าความกันเป็นเดือนๆ แล้วเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาชีพของคนเป็นหมื่นๆคน จะมาสรุปกันใน 3 ชั่วโมงได้อย่างไร
โอเค, ประเด็นของผมก็คือ ผมไม่เห็นด้วยกับการห้ามบุคคลทั่วไป มาให้บริการ วิเคราะห์และแนะนำการลงทุนในหุ้น การมากล่าวอ้างว่า กลต. ต้องควบคุมให้เหมือนกับการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม หรือ ผู้ตรวจบัญชีนั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะ วิชาชีพเหล่านั้น ต้องใช้ความรู้พิเศษ และผู้รับบริการ ไม่มีโอกาสตรวจเช็คความถูกต้องของการดำเนินงาน ของนักวิชาชีพนั้นๆ อย่างเช่น วิศวกรออกแบบอาคาร หรือสพานใหญ่ๆ เมื่อออกแบบและก่อสร้างเสร็จแล้ว ผู้ใช้ไม่มีหนทางตรวจเช็คได้ ถ้าปล่อยให้คนที่ไม่มีความรู้มาออกแบบและก่อสร้าง ก็อาจเกิดความเสียหาย ต่อผู้ใช้จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
แต่การวิเคราะห์ และแนะนำการลงทุนนี้ ผู้ลงทุนมีสิทธิ์ตรวจสอบ และมีสิทธิ์ ตัดสินใจไม่เชื่อได้ และ การลงทุนซื้อหุ้นไม่ใช่สิ่งที่จะกระทบกับคนหมู่มาก ผู้ลงทุนต้องร่วมตัดสินใจ ถ้ามันจะขาดทุน ก็ขาดทุนแต่เพียงผู้เดียว มันไม่ กระทบกับคนข้างเคียงที่รัฐต้องดูแล
แต่ถ้า กลต. ยังยืนยันจะห้ามคนทั่วไป ไม่ให้ทำธุรกิจวิเคราะห์และแนะนำการ ลงทุนในหุ้น ผมก็อยากจะให้มีบทลงโทษ กับนักวิเคราะห์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เหล่านั้น อย่างแรง เช่นเดียวกันกับวืชาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียนอย่างอื่นๆ เช่น ถ้าลูกค้าขาดทุน 10 ล้านบาทขึ้นไป ก็ให้ติดคุกตลอดชีวิต หรือ ถ้าลูกค้า เล่นจนหมดตัว ก็ให้นักวิเคราะห์คนนั้นต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ที่ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะ ต้องการรักษาอาชีพนี้เอาไว้ให้กับคนไทยนะครับ ทั้งนี้เพราะ ถ้าให้มีการสอบขึ้นทะเบียนเป็นนักวิเคราะห์หุ้น ฝรั่งต่างชาติก็จะ เอาไปกินหมด
เรื่องนี้ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยหรอก เพราะเว็บไชท์ของผมตอนนี้ไม่ได้ เก็บค่าสมาชิก และ ถ้าผมจะเก็บค่าสมาชิก มันก็เป็นเรื่องของการรับจ้าง วิ่งโปรแกรม SC68EX ให้แก่ท่านสมาชิกเท่านั้น โปรแกรม SC68EX เป็น โปรแกรมประเภท "จำลองภาพ" (Simulation) ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ มันคำนวณจากตัวเลขราคาปิดของหุ้น ซึ่งหลอกกันไม่ได้
...................................................
5 สค.43............อ่านข้อมูลจากโปรแกรม SC68EX (ต่อ)
ผมได้พูดถึงการอ่านข้อขูลจากรายงานที่เป็นกราฟไปแล้ว วันนี้เรามาอ่านข้อมูลจากรายงานประเภทกำไร-ขาดทุน กันดูบ้าง
ท่านสามารถเปิดดูรายงานชนิดนี้โดยเข้าไปที่ STOCKs Section แล้วคลิกที่ไอค่อน "GO" ในบรรทัดที่เขียนว่า Member Zone รายงานจะอยู่ในคอลัมน์ด้านซ้ายมือ มันมีทั้งหมด 4 รายงาน รายงานละ 1 กลุ่ม (Bank, Finance, Energy, Communication) มันจะอยู่เรียงกันลงไป
ผมจะขออธิบายรายงานของกลุ่ม Bank ซึ่งอยู่บนสุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ ท่านก็จะอ่านได้เหมือนกัน
ผมจะขอให้ท่านอ่านไล่จากบรรทัดบนลงไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย ซึ่งมีดังนี้
บรรทัดแรกบอกชื่อโปรแกรม คือ SET68EX
บรรทัดที่ 2 บอกปีคศ.ที่เป็นข้อมูลที่ต้องใช้ คือ YEAR=99/00 หมายถึงข้อมูลปี คศ.1999 กับ ปี คศ.2000 และใน บรรทัดเดียวกัน ที่เขียนว่า LAST UPDATE DATE=AUG00-04 หมายถึงว่า ข้อมูลสุดท้ายเป็นของวันที่ 4 สค. ปี คศ.2000 ตรงนี้ท่านต้องดูเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นข้อมูลล่าสุดจริง โดยปรกติแล้ว ข้อมูลของวันที่ n จะถูกโพรเซส ในวันที่ n+1 ตอนเช้า ก่อนเปิดตลาด ถ้าข้อมูลยังไม่ล่าสุด ท่านอาจต้องรอตอนสายๆ แล้วเปิดดูใหม่อีกที สำหรับวันที่ 4 สค. คศ.2000 นั้นเป็นวันศุกร์ ดังนั้นข้อมูลนี้จะถูกโพรเซสประมาณ 9.00 น. ของวันเสาร์ที่ 5 สค.คศ.2000
บรรทัดที่ 3 ที่เขียนว่า LM1=0.650 LM2=0.650 WCR1=0.560 นั้นเป็นค่าจุดแบ่งโซนของพารามีเตอร์ ซึ่งท่านไม่ต้องดูก็ได้
บรรทัดที่ 4 เป็นหัวของคอลัมน์ต่างๆ 6 คอลัมน์ ซึ่งมีความหมายดังนี้ คอลัมน์แรกคือชื่อหลักทรัพย์ คอลัมน์ที่ 2 (P/L) คืออัตรากำไรหรือขาดทุน คอลัมน์ที่ 3(MIN) คือค่าต่ำสุดของกำไรขาดทุน คอลัมน์ที่ 4(MAX) คือค่าสูงสุดของกำไรขาดทุน คอลัมน์ที่ 5(STATUS) คือสถานะของโปรแกรมที่เกียวกับหุ้นตัวนี้ คอลัมน์ที่ 6 (RECOMM) คือคำแนะนำของโปรแกรมที่เกียวกับหุ้นตัวนี้ บรรทัดที่ 5 ถึง 14 จะเป็นข้อมูลของหลักทรัพย์ต่างๆตามลำดับ เช่น BAY หมาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และเมื่ออ่านไปตามคอลัมน์ต่างๆก็จะเป็นดังนี้ คือ .....P/L=-11.44 หมายถึงว่า จากต้นปี 2000 ถึงปัจจุบัน โปรแกรมเล่นหุ้นตัวนี้แล้วขาดทุนอยู่ 11.44 เปอรเซนต์ ......MIN=-13.55 หมายถึงว่า โปรแกรมเคยขาดทุน สูงสุด 13.55 เปอรเซนต์ .....MAX=1.64 หมายถึงว่า โปรแกรมเคยมีกำไรถึง 1.64 เปอรเซนต์ ......STATUS= SELL หมายถึงว่า ขณะนี้โปรแกรมขายหุ้นตัวนี้ไปแล้ว ......RECOMM=SELL หมายถึงว่า ขณะนี้โปรแกรม แนะนำว่าให้ขายหุ้นตัวนี้
บรรทัดสุดท้ายของรายงานจะเป็นค่าสรุป เช่น AVE=-7.37 (ในคอลัมน์ที่ตรงกับ P/L) ก็หมายความว่า เฉลี่ย หุ้นกลุ่มนี้ขาดทุนอยู่ 7.37 เปอรเซนต์ และเมื่อดูตรงคอลัมน์ STATUS จะเห็นว่า AVE=0B/10S นั่นหมาย ความว่า โปรแกรมซื้อหุ้นไว้ 0 ตัว และขายไป 10 ตัว
รายงานนี้นอกจากจะดูว่าหุ้นแต่ละตัวมีกำไร หรือขาดทุนแล้ว เราจะพบว่า อัตราส่วนของจำนวนหุ้น ที่ซื้อไว้ต่อหุ้นที่ขายออกไป (ซึ่งเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้าย ของบรรทัดสุดท้าย) นั้นจะบอกทิศทางของกลุ่ม ได้เป็นอย่างดี คือ ถ้ามันเปลี่ยนจาก 0B/10S ไปสู่ 4B/6S ก็จะหมายถึงว่า หุ้นกลุ่มนี้กำลังไต่ขึ้น จนถึงจุดที่น่าเชื่อได้ว่ามันขึ้นจริง คนที่ไม่อยากเสี่ยงก็อาจรอจนมันถึง 5B/5S แล้วจึงซื้อหุ้น และควร ซื้อทั้ง 10 ตัวเลยทีเดียว .....ในทางตรงกันข้าม เมื่อมันเปลี่ยนจาก 10B/0S ลงมาเป็น 5B/5S ก็จะถึงเวลาขาย และควรขายไปทั้ง 10 ตัวเลย นี่เป็นวิธีเล่นหุ้นตามคำแนะนำของโปรแกรม SC68EX อีกแบบหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นว่า เล่นตามคำแนะนำในคอลัมน์ RECOMM จะดีกว่า
ครับ ถ้าท่านดูข้อมูลในรายงานนี้อย่างกว้างๆแล้วจะเห็นได้ว่า ค่าอัตรากำไรขาดทุน(P/L) เมื่อเฉลี่ย ออกมาแล้ว จะอยู่ในเกณท์ที่ดีกว่า การเล่นหุ้นแบบเดาสุ่ม คือ ขณะนี้เราขาดทุนในกลุ่ม Bank อยู่เพียง 7.37 เปอรเซนต์ แต่ดัชนีของตลาดมันตกมากกว่า 50 เปอรเซนต์ เมื่อใหร่ที่หุ้นวิ่งขึ้น เราก็จะถึงจุดกำไร ได้ไม่ยาก
...............................................................................
7 สค.43 ...... อย่าเอาตัวเราเป็นตัวแทนของคนในตลาด
หุ้นไฟแนนซ์และหุ้นธนาคารดีดตัวขึ้นมาอย่างแรงเมื่อสัปดาห์ก่อน นักวิเคราะห์ หุ้นต่างงงกันไปทั่ว
แล้วก็มีนักบริหารชั้นแนวหน้าท่านหนึ่งออกมาบอกว่า การดีดตัวครั้งนี้ เป็นเรื่องผิด ปรกติ นักบริหารท่านนี้บอกว่า ปัจจัยพื้นฐาน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แถมบอก อีกว่า ไฟแนนซ์ทั้งหลาย อยู่ในสถานะย่ำแย่ ท่านบอกว่า ไฟแนนซ์จะต้องล้มอีกรอบ หนึ่ง หนทางอยู่รอดมีอยู่ทางเดียว คือ ต้องรวมตัวกัน ท่านคาดการณ์ว่า จะเหลือไฟแนนซ์ใหญ่ๆแค่ 5-6 บริษัทเท่านั้น
ครับ, นักบริหารทั้งหลายนั้นชอบเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน คือ ชอบคิดไปว่า คนอื่นเขาต้องคิด และต้องเห็นประเด็นอย่างที่ตัวเองคิดและเห็น
แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น คนในตลาดกว่า 99 เปอร์เซนต์ไม่ได้คิดลึก หรือรู้ลึก เท่านักบริหารท่านนั้น การที่หุ้นไฟแนนซ์ ดีดกลับอย่างแรง นั้นเป็นเพราะนักลงทุนในตลาดคิดว่า ถึงเวลาที่จะซื้อหุ้นไฟแนนซ์เอาไว้แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องไปวิเคราะห์ ให้ลึกลับซับซ้อนอะไร คนในตลาดกว่า 99 เปอร์เซนต์ไม่รู้สถานะที่แท้จริงของ บริษัทไฟแนนซ์ และผมเชื่อว่า ไม่มีใครเคยคิดว่าบริษัทเหล่านี้จะล้มจนเหลือแค่ 5-6 บริษัท
ที่เขาหันมาซื้อหุ้นไฟแนนซ์กันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เพราะดัชนีมันหล่นลงมาถึง จุดที่เคยดีดกลับเมื่อปีที่แล้ว(283) มากกว่าครับ
....................................................
9 สค. 43............อย่าคิดว่าจะมีคนเชื่อนักวิเคราะห์ใด หรือโปรแกรมใดเกิน 5%
เด็กที่มาช่วยผมทำเว็บไซท์ ถามผมว่า ถ้าโปรแกรมของผมทำกำไรได้จริง ก็จะมี คนเชื่อกันมาก และเมื่อเชื่อกันหมดทั้งตลาดมันก็คงจะทำให้เกิดความวุ่นวายใน ตลาดได้ เรื่องนี้จะแก้ใขอย่างไร?
ครับ, นี่ก็เป็นตัวอย่างอีกอันหนึ่งของการเอาตัวเราเป็นตัวแทนของคนทั้งตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
้ ผมบอกเด็กคนนั้นว่า ไม่มีคนมาเชื่อตามโปรแกรม หรือตามนักวิเคราะห์ คนใดรวมกันเกิน 5 เปอร์เซนต์หรอก เรามีโปรแกรมเล่นหุ้นนับร้อย และมี นักวิเคราะห์นับพัน โปรแกรม ต่างๆ และนักวิเคราะห์ต่างๆ จะทำนายไม่เหมือนกัน บางครั้งบางคราวก็เห็นตรงกัน บางครั้งบางคราว ก็เห็นไม่ตรงกัน และไม่มีใครทำนายถูกหมดทุกครั้ง ดังนั้นจึงไม่มี โปรแกรมใด หรือนักวิเคราะห์หุ้นคนใดสามารถครองใจคนได้หมด
ยิ่งไปกว่านั้น คนเล่นหุ้นนั้นมีหลายแสน แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากัน โอกาสที่พวกเขาจะเชื่อโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง หรือนักวิเคราะห์คนใด คนหนึ่งพร้อมๆกันหมด จึงไม่มี
เรื่องนี้ดูกันง่ายๆได้ คือ ทุกครั้งที่มีการซื้อขายกัน เราจะต้องมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย คนสองคนนี้ก็คิดต่างกันแล้ว
ถ้าคนทุกคนคิดเหมือนกันหมด มันก็จะไม่เกิดการ ซื้อขาย ตลาดก็จะอยู่นิ่งๆ มันไม่ทำให้เศรษฐกิจพังหรอก
เรื่องนี้ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์น่าจะทราบดี และไม่น่าจะ มาบังคับ ให้นักวิเคราะห์ หุ้นต้องไปสอบขึ้นทะเบียน เพราะการสอบขึ้นทะเบียน ก็คือการเข้ารีตชนิดหนึ่ง ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องเศร้า เมื่อศาสดา ของศาสนานั้นเกิดวิปริต หรือเมื่อสภาพตลาด มันวิปริตขึ้นมา
..................................................................
11 สค. 43 .......ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
การลงทุนในหุ้นนั้นหลายคนบอกว่า เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผล ตอบแทนสูง ซึ่งในภาษาฝรั่งเรียกว่า High Risk High Return เรื่องนี้คนไทย ส่วนใหญ่ฟังแล้วสรุปไปเลยว่า ไม่ควรเล่นหุ้น เพราะมันเหมือนเล่นการพนัน นี่คือสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถเติบโตเป็นปึกแผ่นได้
แต่ถ้าเราถามคนที่สรุปไปอย่างนั้น ว่า เขาเข้าใจข้อความข้างบนนั้น จริงๆหรือไม่ เราก็จะพบว่า เกือบจะไม่มีใครเข้าใจเลย เขาไม่รู้ว่ามันเสี่ยงอย่างไร และมันมี ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเท่าใด
ครับ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของการเล่นหุ้นกันก่อน ส่วนเรื่อง อัตราการตอบแทนนั้นจะเก็บไว้พูดวันหลัง
ราคาหุ้นในตลาดนั้นมีการขึ้นลงที่รวดเร็วมาก ในช่วงที่ตลาดตื่นตัว ราคาอาจ ขึ้นลงถึงวันละ 10-15% ส่วนในช่วงที่ไม่มีข่าวดีหรือข่าวร้าย ราคาก็อาจขึ้นลง ประมาณ 1-3% ดังนั้น ถ้าใครคิดจะซื้อแล้วขายในวันรุ่งขึ้น เขาจะมีโอกาสกำไร หรือขาดทุนได้ 1-3% เป็นอย่างน้อย และอาจกำไรหรือขาดทุนถึง 10-15% ได้ นี่คือความเสี่ยงต่การเล่นหุ้น 1 วัน 1 ครั้ง
แต่หุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง ดังนั้น ถ้าเขาเล่นหุ้นหลายๆครั้ง มันก็จะถัวเฉลี่ยออกไป ค่าทางทฤษฎีแล้วจะเป็น 0% และเมื่อรวมกับ ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย แล้วก็จะขาดทุนแน่นอน แต่ก็อาจมีบางคน ที่เล่นหลายครั้งแล้วมีกำไรมากกว่าขาดทุน และเมื่อบวกค่าธรรมเนียมแล้ว ก็จะกำไรไม่มาก ดังนั้น การเล่นแบบวันต่อวันนั้นมีความเสี่ยงสูง
แต่ราคาหุ้นนั้นมักจะไม่ขึ้นติดต่อกันหลายวัน และก็ไม่ลงติดต่อกันหลายวัน ดังนั้นเราอาจต้องพิจารณาการซื้อแล้วถือไว้หลายๆวันแล้วจึงขายด้วย
เรื่องนี้ทำได้ดังนี้ คือ ให้เอาสถิติย้อนหลัง ของราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง มาพิจารณาดู คือดูความแตกต่างระหว่างราคาของวันที่ n กับวันที่ n+k เราจะพบว่า ค่าความแตกต่างอันนี้จะมีขอบเขตที่กว้างขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันจะมีความถี่ หรือมีโอกาส ที่จะตกอยู่ในช่วงใกล้ 0% มากกว่าที่จะ ไปตกที่ขอบทั้งสองด้าน เจ้าการกระจาย ของอัตรากำไรหรือขาดทุนนี้ เราเรียกว่า Frequency Distribution ซึ่งเมื่อนำ มาพล๊อตเป็นกราฟแล้วจะ มีรูปร่างคล้ายระฆังคว่ำ
ในยามที่ราคาหุ้นมีแนวโน้ม สูงขึ้น มันจะเป็นระฆังที่มีก้นเอียง ไปอยู่ทางด้านบวก(มีกำไร) และในยามที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มลดลง มันจะเป็นระฆังที่มีก้นเอียงไปทางด้านลบ(ขาดทุน)
อัตราความเสี่ยงนั้นจะขึ้นอยู่กับค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) กับระยะห่างของก้นระฆังจากจุด 0%
สำหรับหุ้นที่กำลังไต่ขึ้นนั้น ความเสี่ยงที่จะขาดทุน จะเท่ากับ พื้นที่ไต้กราฟ ที่อยู่ทางด้านลบ หารด้วยพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งจะมีค่าลดลงเมื่อ k มีค่าสูงขึ้น
แต่อย่างไร ก็ตาม ระยะห่างของก้นระฆังที่เบี่ยงเบนออกไปจากแกน 0% จะมีผลสูงมาก ระยะห่างอันนี้ในทางทฤษฎีจะมีค่าเท่ากับ k * p / 365 เมื่อ p เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นต่อปีในช่วงนั้น
ครับ ค่า p นี้อาจสูงถึง 500-1000% ซึ่งถ้าเราเลือกหุ้นได้ถูกจังหวะ อัตราเสี่ยง ในการขาดทุนจะต่ำมาก คือจะมีค่าในระดับเพียง 5-10% เท่านั้น
ในขณะเดียวกัน เมื่อเราศึกษาการขึ้นลงของหุ้นแล้วจะพบว่า ทุกๆปีจะมีการ ขึ้นใหญ่และลงใหญ่ประมาณ 1 ครั้ง ในช่วงขาขึ้นนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 2-4 เดือน ดังนั้น ค่า k นั้นจะต้องมีค่าไม่เกิน 60 วัน
โดยสรุปแล้ว อัตราเสี่ยงของการขาดทุนนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกจังหวะของการ ซื้อและขาย ซึ่งอาจลดลงมาอยู่ในระดับ 5-10% ได้ ทั้งนี้โดยรอจัวหวะขึ้น แล้ว ซื้อและถือไว้ไม่เกิน60 วัน ....................................................
13 สค.43.............ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น(ต่อ)
ในบทความวันก่อน ผมได้บอกว่า ความเสี่ยงจะลดลง เมื่อเราเล่นแบบ ซื้อแล้วถือไว้หลายวัน แต่ก็ต้องเลือกจังหวะให้ดีๆ
ตรงนี้จะเกิดคำถามว่า ถ้าเลือกซื้อผิดจังหวะ จะเป็นอย่างไร ?
มันก็ต้องขาดทุนน่ะซิครับ
แต่เราจะรู้ตัวเสียก่อน คือ ซื้อแล้วถือไว้ 1-2 สัปดาห์ก็จะรู้แล้วว่ามันไม่ขึ้นจริง กรณีย์นี้เราต้องขายออกไป เราเรียกว่า การคัทลอส (Cut Loss) หรือการยอมขาดทุน
ครับ ตรงนี้ก็จะเป็นความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง คือถ้าเราซื้อผิดจังหวะ เราก็จะขาดทุน ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้วจะขาดทุนประมาณ 5 ถึง 10 เปอรเซนต์
การซื้อผิดจังหวะนี้จะเกิดขึ้นได้ 2-4 ครั้งต่อปี ทั้งนี้เพราะจุดต่ำสุดของกราฟ ราคาหุ้นนั้นมันคลาดเคลื่อนได้ 2-4 เดือน มันจะอยู่ห่างจาก จุดสูงสุดในครั้งก่อน ประมาณ 6 ถึง 8 เดือน
ครับ การคัทลอสนี้เป็นศิลปะ คือ ถ้าเราไม่รู้จักยอมรับการขาดทุน เราจะถือหุ้นเอาไว้ ซึ่งราคามันจะใหลลงต่อไปอีกมาก แล้วจะไปเริ่มตกใจเมื่ออัตราขาดทุนมันขึ้นสูงถึง 30-40 เปอรเซนต์ และคนส่วนใหญ่จะไปขายเอาตรงนั้น ซึ่งจะขาดทุนสูง
แล้วยังมีโอกาสที่จะเกิดความเสียใจอีกขั้นหนึ่ง คือ ขายไปได้เดี๋ยวเดียวหุ้นก็ขึ้นใหญ่ และตัวเองก็ไม่กล้าเล่น จึงสูญเสียโอกาสที่จะได้ทุนคืน นี่เป็นภาพที่ ดร. ไพบูลย์ พูดไว้ในรายการ MoneyTalk อยู่บ่อยๆ
นี่คือความเสี่ยงของการเล่นหุ้นแบบซื้อแล้วถือไว้หลายๆวัน
................................................
16 สค.43........ผลตอบแทนจากการเล่นหุ้น
เล่นหุ้นแบบซื้อขายวันต่อวันนั้นสนุกดี มันขึ้นเร็วและลงเร็วดี ซื้อไว้ 2 ล้าน หุ้นตก 2 เปอร์เซนต์ ก็เท่ากับทำเงินหายไป 4 หมื่นบาท แต่ถ้ามันขึ้นไป 2 เปอร์เซนต์ ก็ พอจะเอาไปเลี้ยงโต๊ะจีนได้ 5 วัน มันจึงมีความเสี่ยงสูง แต่เล่นไปนานๆแล้วมัน ถัวเฉลี่ยเป็นเท่าทุน ลงท้ายก็เสียเป็น ค่าธรรมเนียมจนหมดตัว
เล่นหุ้นแบบระยะยาวปานกลาง หรือคือ มองหาจุดสูงสุดและต่ำสุดประจำปี จะลด ความเสี่ยงลงได้ ทั้นี้เพราะจุดทั้งสองหาไม่ยาก จุดต่ำสุดจะอยู่ หลังจุดสูงสุดครั้งที่แล้วประมาณ 6-8 เดือน แต่มีความเสี่ยงตรงที่ว่า จุดต่ำสุดอาจเคลื่อนไปมาได้ 2-3 เดือน ซื้อผิดจังหวะก็จะขาดทุน
แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะพบว่า การเล่นหุ้นแบบที่สองนี้ เกือบไม่มีความเสี่ยงเลย
เหตุผลก็คือ เราอาจซื้อผิดจังหวะไป 2-3 ครั้ง ซึ่งจะขาดทุนไปครั้งละ 5 ถึง 10 เปอร์เซนต์ รวมแล้วขาดทุนไปไม่เกิน 30 เปอร์เซนต์ แต่เมื่อซื้อถูกจังหวะ เราจะ พบว่า เราจะมีกำไรในครั้งนั้นประมาณ 50 ถึง 200 เปอร์เซนต์
เรื่องนี้ท่านอาจฟังดูแล้วไม่อยากเชื่อ
วิธีพิสูจน์ก็คือ ไปเอาข้อมูลหุ้นย้อนหลังประมาณ 10 ปีมาพล๊อตดู ท่านต้องพล๊อตดูทีละปี แล้วท่านจะเห็นจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดประจำปีได้ชัดเจน ทุกๆปีเราจะพบว่า จุดต่ำสุดกับจุดสูงสุดนี้ มีค่าต่างกันได้ 50 ถึง 200 เปอร์เซนต์
การพล๊อตดูนี้ท่านควรจะพล๊อตดูหุ้นหลายๆตัวด้วย ทั้งนี้เพื่อ จะได้เห็นความแปรปรวน ของอัตรากำไรดังกล่าวนี้
แต่การซื้อและขายของเรานั้นมันไม่สามารถเลือกได้ตรงจุดต่ำสุดและสูงสุดพอดี เรามักจะซื้อช้าไปหน่อย และขายเร็วไปหน่อย อันนี้จะทำให้กำไรจริง ลดลงเหลือ แค่ 30 ถึง 100 เปอร์เซนต์
์ แล้วผลจะเป็นอย่างไร ?
ในปีนั้นท่านก็จะทำได้แค่เท่าทุน ไปจนถึงกำไร 70 เปอร์เซนต์
แค่นี้พอใจใหม ?
สำหรับผมนั้นไม่พอใจ ผมต้องการลดความเสี่ยงลงไปอีก ซึ่งทำได้โดยการ เล่นหุ้นหลายๆตัว พร้อมๆกัน
ด้วยการทำโปรแกรมขึ้นมา และจำลองภาพเหตการณ์ให้คล้ายของจริง ผมพบว่าหุ้นธนาคาร 10 ตัว ในปี คศ. 1999 มันให้ผลกำไรที่แตกต่างกัน ดังนี้
BAY=+26.0%, BBL=+40.4%, BOA=-26.7%, IFCT=+81.1%, KTB=+62.4%, NTB(ปัจจุบันคือ SCNB)=-47.1%, SCB=+137.9%, TDB(ปัจจุบันคือ DTDB)=+10.4%, TFB=+36.4%, TMB=+106.6%
ซึ่งเมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วจะกำไรประมาณ 42.77 เปอร์เซนต์
ท่านจะเห็นได้ว่า ถ้าผมเล่นแค่ตัวใดตัวหนึ่ง ผมมีโอกาสขาดทุน
ครับ นี่คืออัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของการเล่นหุ้นแบบมองหาจุดพุ่งขึ้น ประจำปี
และด้วยการทดลองจำลองภาพ(Simulation) การเล่นย้อนหลังเป็นปีๆ นับจากปี คศ. 1991 มาจนถึงปี 1999 ผมก็พบว่า บางปีก็มีการขาดทุน แต่ขาดทุนไม่มาก ค่าเฉลี่ย ตลอด 9 ปีจะเป็นประมาณ +25.93 เปอร์เซนต์ ต่อปี
ด้วยอัตรากำไรอย่างนี้ ถ้าลงทุน 2 ล้านบาทในวันนี้ อีก 9 ปี ผมจะมีเงิน ประมาณ 15.92 ล้านบาท ซึ่งพอจะเอาไปซื้อรถสปอร์ตมาขี่เล่นได้ 1 คัน
นี่คือผลตอบแทนจากการเล่นหุ้น ซึ่งผมจะต้องพิสูจน์ให้ได้
..........................................................
18 สค.43 ......เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น
เรื่องหุ้นนี้ ถึงแม้ผมจะหาจนได้สูตร์ที่ง่ายต่อการเล่น คือ เล่นตามที่โปรแกรมมันเล่น แต่ผมก็ยังต้องหาความรู้จากประสบการณ์ ของผู้อื่นด้วย
วันนี้ผมขอแนะนำให้ลองอ่านบทความเรื่อง "รู้จักคุณหมอเจเอฟเค" ของหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่น "ถนนนักลงทุน" ประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2543
จากบทความดังกล่าว ผมได้ข้อมูลดังนี้
1. หมอเจเอฟเคเห็นว่า "อารมณ์ตลาด" เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
2. หมอเสียค่าติดตามข้อมูล ปีละ 40,000-50,000 บาท
3. หมอเคยขาดทุนหุ้น เอสพีแอล โดยซื้อราคา 15 บาท 2 ล้านหุ้น แล้วไปขาย ที่ 6-7 บาท แต่อีกไม่กี่เดือน มันก็ไต่ขึ้นถึง 67 บาท จึงเท่ากับ ทำเงินหาย 120 ล้านบาท
4. หมอเน้นการลงทุนระยะกลาง คือ 1-2 เดือน
5. หมอใช้เทคนิค "ตั้งราคาซื้อและราคาขายในอัตราเท่าๆกัน เพื่อเก็บส่วน ผลตอบแทน"
ครับ, ข้อ 1 ถึง 4 นั้นเหมือนกับที่ผมได้พูดไปแล้ว คือ ข่าวสารการเมือง การเศรษฐกิจ การตลาดต่างประเทศ ... ฯ ล ฯ นั้นสู้ข่าวเรื่อง อารมณ์ของ ตลาด ไม่ได้ เวลาอารมณ์ตลาดมันดี ราคาหุ้นมันก็ขึ้นไปเอง, การเล่นหุ้นนั้น ต้องเล่นระยะปานกลาง ไม่ใช่ซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ และ เล่นหุ้นระยะปานกลาง นี้เวลาหุ้นตกต้องตัดใจขาย แต่พอมันขึ้นใหม่ต้องกล้าซื้อ
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่เข้าใจข้อ 5 ของคุณหมอ ถ้าท่านผู้อ่านเข้าใจ เรื่องนี้ ก็ลองนำมาเล่าสู่กันฟังดูบ้าง อีเมล์ของผมคือ punyap@ksc.th.com ครับ
.............................................................
20 สค.43 ...... จะเป็นนักวิเคราะห์หุ้นที่ดีนั้นเป็นได้ยาก
ผมได้ลองคลิกเข้าไปดู ห้องสินธร ของ พันทิพย์ดอทคอม ทั้งนี้เพื่อจะทำความรู้จัก กับ ดอกเตอร์ เจเอฟเค ที่ได้กล่าวมาแล้ว แล้วผมก็ได้ข้อคิดอย่างอื่นมาฝากท่าน
คือในห้องสินธรนั้นมีกระทู้อยู่อันหนึ่ง ซึ่งถามว่า ผู้อ่านชอบหรือไม่ชอบ นักวิเคราะห์หุ้น ที่ชื่อว่า วีระ....... กระทู้อันนี้มีคนตอบค่อนข้างมาก ผมใช้เวลาอ่านอยู่ 3 ชั่วโมง ซึ่งพอสรุปได้ว่า มีคนชอบประมาณ 10 เปอร์เซนต์ และมีคนชังประมาณ 90 เปอร์เซนต์ เรื่องที่เขาชอบ และเขาชัง เป็นเรื่องอะไรบ้างขอให้ท่านคลิกไปดูเองจะดีกว่า ถ้าผมเอามาพูดตรงนี้ เดี๋ยวจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท และมันก็ไม่เกี่ยว กับประเด็นของผม
ประเด็นของผมก็คือ ในบรรดาคนที่ไม่ชอบนั้น มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่บอกเลยว่า ไม่ชอบ เพราะไปแนะนำหุ้นผิดหลายครั้ง คนกลุ่มนี้มีเท่าๆกับคนที่ชอบคุณวีระ นั่นแสดงว่า อาชีพวิเคราะห์หุ้นและแนะนำการลงทุนนี้เป็นอาชีพที่เสี่ยงมาก โอกาสผิดพลาด มีสูง
เรื่องนี้จึงเกิดเป็นคำถามว่า ทำไมงานนี้จึงผิดพลาดสูง
ครับ เรื่องนี้จริงๆแล้วมีนักวิเคราะห์หุ้นหลายคนได้ออกมาพูดแล้ว เช่น 1. ตลาดหุ้นไทยนั้นเลวมาก ผู้บริหารหลายคนเอาเปรียบผู้ถือหุ้น 2. กิจการเมืองไทยมันมี ขนาดเล็ก และไม่มั่นคง 3. ผู้ควบคุมกำกับดูแล ขาดความรู้ที่จะควบคุมดูแล ชอบ ออกมาตราการณ์ที่เสียเปรียบต่างชาติ 4. กองทุนต่างชาติมีเงินทุนมาก สามารถ ปั่นตลาดอย่างถูกกฏหมาย........ฯลฯ
แต่ผมเห็นว่าขาดไปอยู่ข้อหนึ่ง คือ x. มันเป็นธรรมชาติของวิชาชีพนี้ กล่าวคือ ไม่มีใคร และไม่มีวิธีการใดๆ ที่จะพยากรณ์การขึ้นลงของราคาหุ้น ได้ถูกต้อง 100 เปอร์เซนต์
ยิ่งไปกว่านั้น "การขึ้นจริง" ของตลาดนั้นมีน้อยครั้งกว่า "การขึ้นหลอกๆ" หลายเท่าตัว
เท่าที่ผมดู เกือบทุกเดือนจะมีการขึ้นหลอกๆ แต่ปีหนึ่งจึงจะมีขึ้นจริงแค่ครั้ง เดียว ดังนั้น โอกาสที่นักวิเคราะห์หุ้นจะทายถูกนั้น เป็นแค่ 1 ต่อ 12 ใครที่ทาย ได้ถูกในระดับ 1 ต่อ 2 ก็เรียกว่า เยี่ยมยอดแล้ว
นอกจากนี้แล้ว คนเล่นหุ้นนั้นชอบเล่นระยะสั้น แต่หวังที่จะซื้อได้ ในตอนขึ้นจริง ประจำปี ดังนั้นผู้แนะนำจึงต้องเหนื่อย
ทั้งนี้เพราะการพยากรณ์แบบวันต่อวัน หรือระยะเพียง 1 สัปดาห์นั้น ผู้ทำตามก็ยังมีโอกาสทำผิดจังหวะได้อีก เช่น เมื่อนักวิเคราะห์บอกว่า หุ้นจะขึ้นเมื่อธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง แต่ผู้เล่นอาจซื้อช้าไป 1 วัน แล้วก็กลายเป็นซื้อที่ราคาแพง แล้ว ก็ต้องไปขาย ขาดทุน ใน 2-3 วันถัดมา ทั้งๆที่การทำนายอันนั้นถูกต้อง ซึ่งลงท้าย ชาวบ้านก็ด่าเอาอีก
ครับ การเป็นนักวิเคราะห์หุ้นนั้นเป็นวิชาชีพที่ถูกด่าได้มาก ผมไม่รู้ว่าการเอา โปรแกรม SC68EX ออกมาเผยแพร่นี้จะเป็นการคิดผิดหรือไม่ แต่ก็จะลอง กัดฟันทำดู
.............................................................
23 สค.43 .....แนวรับแนวต้าน
ในรายการทีวี(ยูบีซี8) ของ ดร.วีระ ครั้งหนึ่ง ได้มีคนโทรศัพท์เข้าไป ให้ข้อคิดเห็น ว่า นักวิเคราะห์หุ้นชอบพูดถึง แนวรับ และ แนวต้าน ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นคำพูดที่ ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ก็ยังสงสัยว่า ทำไมคนฟังส่วนใหญ่จึงยังชอบฟังเรื่องนี้
ครับ, แนวรับก็คือค่าดัชนีที่จะเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการซื้อเป็นจำนวนสูง ซึ่งจะ ทำให้ดัชนีไม่ลื่นใหลลงต่อ ส่วนแนวต้านก็คือ ค่าดัชนีที่จะทำให้เกิด การขายออกมา เพื่อทำกำไร ซึ่งจะทำให้ดัชนีไม่สามารถจะพุ่งทะลุขึ้นไปได้
แนวรับและแนวต้านนี้จะอยู่คล่อมค่าดัชนีเมื่อปิดตลาดของวันก่อน แต่ระยะห่าง มันไม่แน่ไม่นอนนัก นักวิเคราะห์ที่ทำนายเรื่องนี้มักจะอิงทางด้านเทคนิคัล หรือคือ อ่านเอาจากการขึ้นลงของกราฟ
ประเด็นคำถามก็คือ มันมีแนวทั้งสองนี้จริงๆหรือไม่ และมีประโยชน์ใหม?
เรื่องนี้หลายๆคนบอกว่า มันมีจริง และ สาเหตุที่ดัชนีมักจะไม่ทะลุลงมา หรือ ทะลุขึ้นไปนั้น เป็นเพราะคนเชื่อว่ามันมีจริง กล่าวคือ เมื่อเปิดตลาดขึ้นมาแล้ว คนจำนวนหนึ่งก็จะดูว่า มันจะมีทิศทางไปทางใด ถ้ามันใหลลงมาเขาก็จะดูว่า ถึงแนวรับแล้วหรือยัง ถ้าถึงแล้วมันก็น่าซื้อเอาไว้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่า มันจะไม่อ่อนลงไปกว่านี้ และเมื่อหลายๆคนคิดและทำอย่างเดียวกัน ค่าดัชนี มันก็เลยไม่ทะลุลงไป คำอธิบายทางด้านแนวต้านก็เหมือนๆกันนั่นแหละ
ครับ, สรุปแล้วมันคือการสะกดจิตหมู่ เมื่อคนทั้งกลู่มคิดและทำเหมือนๆกัน มันก็เกิดเหตุการณ์ตามที่คาดเดาเอาไว้
แต่เรื่องนี้ผมคิดว่า มันน่าจะมีเหตุผลมากกว่านี้
ในความเห็นของผมก็คือ นักวิเคราะห์หุ้นนั้นต้องการสร้างความประทับใจ ให้แก่ผู้ฟัง การทำนายแนวรับแนวต้านนี้มีโอกาสทำนายผิดน้อยมาก เช่น ถ้า ให้แนวรับและแนวต้านมันอยู่ห่างจากดัชนีของวันก่อนประมาณ 2 เท่าของ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) ของการแกว่งตัวของดัชนี โอกาสที่เขาจะทำนายผิดมีแค่ 4.56 เปอร์เซนต์เท่านั้น(ดูจากตารางของพื้นที่ ไต้กราฟของ normal distribution)
ท่านผู้อ่านควรสังเกตด้วยนะครับ ว่า ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวดัชนีตลาด นั้นมันสั้นกว่าของหุ้นแต่ละตัวหลายเท่า
แต่อย่างไรก็ตาม การทำนายแนวรับแนวต้านนี้ ช่วยทำให้ตลาดไม่แกว่งตัวมาก มันจึงมีประโยชน์อยู่บ้าง
เรื่องนี้ใครจะคิดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ผมจะไม่ขอทำนายด้วย
....................................................
25 สค.43 ...... เล่นหุ้นระยะยาวต้องไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม
บทความในเซคชั่น "ถนนนักลงทุน" ของหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2543 บอกว่า คนในของกิจการหลายกิจการ กำลังทะยอยเก็บหุ้นของบริษัทตนเข้าพอร์ตไว้
แต่พอเปิดตลาดในสัปดาห์ต่อมา คือ วันที่ 21,22,23 สิงหาคม 2543 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ดิ่งลงจาก 319.22 ลงมาเหลือแค่ 308.37 โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ 23 สิงหาฯ นั้น หุ้นไฟแนนซ์หล่นลงมากว่า 10 เปอร์เซนต์
อย่างนี้ไม่รีบเทขายหรือ ?
ไม่หรอกครับ, คนเล่นหุ้นระยะยาวนั้นเขาไม่ตกใจกับการแกว่งตัวของตลาด ในระยะ 2-3 วันหรอก ถ้าใครเป็นกระต่ายตื่นตูม ก็มีโอกาสขาดทุน ไปทีละ 10-15 เปอร์เซนต์ และขาดทุนติดต่อกันไปเรื่อยๆจนหมดตัว
การที่เขาไม่ตกใจ หรือรีบขาย นั้น เป็นเพราะ ตอนนี้มันยังไม่มีเหตผลอะไร ที่เด่นชัด ว่า ตลาดจะพัง ในขณะนี้ดัชนีได้ลดลงมาต่ำมากแล้ว มันเคยลงไปจนถึง 280 เมื่อเดือนก่อน แล้วมันก็ตีตื้นขึ้นมาที่ 320 การที่มันจะแกว่งลงไปที่ 308.37 นั้นเป็นเรื่องปรกติ ข่าวการบ้านเมือง ก็ซึมๆเหมือนเดิม
แต่ท่านก็อย่าคิดว่านักเล่นหุ้นระยะยาวเหล่านี้ไม่มีความรู้สึก พวกเขารู้ดีว่า หุ้นใหลลง 10-15 เปอร์เซนต์นั้นมันเป็นเงินหลายแสนหลายล้านบาท และเขาจะต้องรีบหาข้อมูลเพื่อดูว่าตลาดยังจะไปต่อได้หรือไม่ คนพวกนี้ไม่ได้นั่งนิ่งๆ
ครับ, นี่คือการเล่นหุ้นระยะยาว มันมีความกดดัน และมีความเร่งรีบ อยู่เหมือนกัน พวกเขาต้องเร่งรีบหาข้อมูล แต่ไม่ใช่เร่งรีบขาย ถ้าจำเป็นต้องขาย เขาจะทะยอยขาย ทั้งนี้เพราะตลาดมันไม่พังในวันเดียว
............................................................
25 สค.43 ...... เล่นหุ้นระยะยาวต้องไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม
บทความในเซคชั่น "ถนนนักลงทุน" ของหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2543 บอกว่า คนในของกิจการหลายกิจการ กำลังทะยอยเก็บหุ้นของบริษัทตนเข้าพอร์ตไว้
แต่พอเปิดตลาดในสัปดาห์ต่อมา คือ วันที่ 21,22,23 สิงหาคม 2543 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ดิ่งลงจาก 319.22 ลงมาเหลือแค่ 308.37 โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ 23 สิงหาฯ นั้น หุ้นไฟแนนซ์หล่นลงมากว่า 10 เปอร์เซนต์
อย่างนี้ไม่รีบเทขายหรือ ?
ไม่หรอกครับ, คนเล่นหุ้นระยะยาวนั้นเขาไม่ตกใจกับการแกว่งตัวของตลาด ในระยะ 2-3 วันหรอก ถ้าใครเป็นกระต่ายตื่นตูม ก็มีโอกาสขาดทุน ไปทีละ 10-15 เปอร์เซนต์ และขาดทุนติดต่อกันไปเรื่อยๆจนหมดตัว
การที่เขาไม่ตกใจ หรือรีบขาย นั้น เป็นเพราะ ตอนนี้มันยังไม่มีเหตผลอะไร ที่เด่นชัด ว่า ตลาดจะพัง ในขณะนี้ดัชนีได้ลดลงมาต่ำมากแล้ว มันเคยลงไปจนถึง 280 เมื่อเดือนก่อน แล้วมันก็ตีตื้นขึ้นมาที่ 320 การที่มันจะแกว่งลงไปที่ 308.37 นั้นเป็นเรื่องปรกติ ข่าวการบ้านเมือง ก็ซึมๆเหมือนเดิม
แต่ท่านก็อย่าคิดว่านักเล่นหุ้นระยะยาวเหล่านี้ไม่มีความรู้สึก พวกเขารู้ดีว่า หุ้นใหลลง 10-15 เปอร์เซนต์นั้นมันเป็นเงินหลายแสนหลายล้านบาท และเขาจะต้องรีบหาข้อมูลเพื่อดูว่าตลาดยังจะไปต่อได้หรือไม่ คนพวกนี้ไม่ได้นั่งนิ่งๆ
ครับ, นี่คือการเล่นหุ้นระยะยาว มันมีความกดดัน และมีความเร่งรีบ อยู่เหมือนกัน พวกเขาต้องเร่งรีบหาข้อมูล แต่ไม่ใช่เร่งรีบขาย ถ้าจำเป็นต้องขาย เขาจะทะยอยขาย ทั้งนี้เพราะตลาดมันไม่พังในวันเดียว
............................................................
28 สค.43 ........ ลดคอมมิชชั่นแล้วจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มจริงหรือ
ตลาดหลักทรัพย์เสนอลดค่าคอมมิชชั่น ทั้งนี้โดยหวังว่าจะทำให้วอลลุ่มการซื้อขายเพิ่มขึ้น แล้วก็ไปคาดหวังต่อ ว่า เมื่อวอลลุ่มเพิ่มขึ้นแล้วจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มด้วย
ครับ, ทุกคนยอมรับว่า วันใหนวอลลุ่มสูง ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น นี่เป็นข้อเท็จจริงทางสถิติที่เชื่อถือได้ แต่สิ่งที่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์เข้าใจผิดก็คือ วอลลุ่มที่เพิ่มขึ้นกับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น นี้ไม่ใช่เหตุและผลของกันและกัน มันจึงไม่ใช่ตัวผลักดันซึ่งกันและกัน
ในความเป็นจริงก็คือ วอลลุ่มที่เพิ่มขึ้น กับราคาที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลจาก "ความต้องการซื้อ ที่สูงกว่าความต้องการขาย" เจ้าตัวความต้องการต่างหากล่ะ ที่เป็นตัวผลักดัน และความต้องการนี้มีสองทิศทาง คือเมื่อความต้องการซื้อมีมากกว่าขาย มันก็จะดันทั้งวอลลุ่มและราคาขึ้นไป แต่เมื่อความต้องการซื้อมันน้อยกว่าความต้องการขาย ทั้งวอลลุ่มและราคาก็จะลดลง
ทีนี้ผมก็จะขอถามว่า การลดค่าคอมมิชชั่นนั้น จะทำให้ความต้องการซื้อและความต้องการขาย มันเปลี่ยนหรือไม่?
ไม่หรอกครับ ตราบใดที่เงาของความเสื่อมของตลาดยังมีอยู่อย่างที่เป็นอยู่ ความต้องการซื้อ และความต้องการขาย จะมีอยู่เหมือนเดิม มันอาจมีผลบ้าง เล็กๆน้อยๆ สำหรับคนที่ไม่ได้คิดให้ลึกซึ้ง และผลมันคาดเดาได้ยาก มันออกได้ทั้งหัวและก้อย เช่น
ก. คนที่เชื่อมั่นในผู้บริหารตลาดก็จะเกิดความอยากซื้อมากกว่าอยากขาย แต่ก็เป็นแค่ระยะหนึ่ง
ข. คนที่ไม่เชื่อน้ำยาผู้บริหารตลาดก็จะคิดถึงรายได้ของโบรกเกอร์ที่จะลดลง แล้วก็จะเทขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ออกมา และพาลจะทำให้หุ้นกลุ่มอื่นทะลายลงมาตามไปด้วย แต่ไม่ช้ามันก็เหมือนเดิม
ครับ, ไม่ช้าความอยากซื้ออยากขายมันก็กลับเข้าที่เดิม
การจะแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ผลอย่างจริงจังและถาวร ก็ต้องไปสร้างแรงจูงใจให้ลงทุน ในตลาดหุ้นให้มากขึ้น เช่น หาบริษัทที่ดีมาเข้าตลาด สร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีกว่าเก่า(ทำให้ NPL หมดไป, ทำให้แบงค์ทังไทยและเทศอยู่ได้, ทำให้สินค้าส่งออกแยะๆ, ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น .......ฯลฯ)
แต่ถ้าท่านทำสิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างบนไม่ได้ ผมขอแนะนำให้ไล่บริษัทเลวๆ ออกจากตลาดเสียให้หมด เหลือมันแค่ 20-30 ตัว แล้วจะเกิดสภาวะ "ความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย" ขึ้นมาเอง แล้วราคามันก็จะพุ่งขึ้น และตลาดทุนก็จะเติบโตได้
แต่ถ้าอยากเห็นผลระยะสั้นๆ ผมเสนออีกแบบหนึ่ง คือ ลดค่าคอมมิชชั่นการซื้อให้เป็น 0.00 เปอร์เซนต์ และเพิ่มค่าคอมมิชชั่นการขายเป็น 1.00 เปอร์เซนต์ แบบนี้สามารถดึงคนที่มีเงินฝากในแบงค์แยะๆ ให้มาซื้อหุ้นบลูชิปเอาไว้เพื่อกินเงินปันผลแทนดอกเบี้ย คนพวกนี้ขี้ตืด เห็นค่าคอมมิชชั่น เป็นกำแพงขวางกั้นการลงทุนในหุ้นอยู่ แล้วยังจะทำให้นักเลงหุ้น ลดความอยากขาย เพื่อเปลี่ยนตัวเล่นอีกด้วย
........................................................................
4 กย.43..........การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
เราพูดถึงความเสี่ยงของการเล่นหุ้นมาหลายครั้งแล้ว แต่เรายังไม่เคยให้คำจำกัดความ หรือวิธีการวัดค่าของความเสี่ยง อันนี้สักที วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน และจะได้เข้าใจตรงกัน
เมื่อเราพูดถึง "ความเสี่ยง" เรามักจะหมายถึง "โอกาสที่จะเกิด ความเสียหาย" หน่วยวัดของมันจะเป็นคำทั่วๆไป คือ "หน่วย" (unit) และค่าที่จะเป็นไปได้ของมันคือ ตั้งแต่ 0.0 ไปจนถึง 1.0 ทั้งนี้เพราะมันคืออัตราส่วนระหว่าง จำนวนครั้งที่เสียหาย ต่อจำนวนครั้งทั้งหมดที่เราเคยพบมา แต่บางทีเราก็เอา 100 คูณเข้าไป แล้วเปลี่ยนหน่วยวัดเป็น "เปอร์เซนต์"
ความเสี่ยง 0.0 เปอร์เซนต์นั้นจะหมายถึงว่า โอกาสที่จะเกิดความเสียหาย ไม่มี และความเสี่ยง 100 เปอร์เซนต์นั้นจะหมายถึงว่า ทำทีไรเกิด ความเสียหายทุกที
โอเค, ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น ก็คือ โอกาสทีจะเกิดความ เสียหายเมื่อเอาเงินไปซื้อหุ้นขายหุ้น แต่ก็จะมีคำถามว่า เราจะดู กำไรหรือขาดทุนกันเมื่อใหร่ และคำนวณกันอย่างไร
ถ้าเราจะพูดถึง การเสี่ยงของการซื้อหุ้นแต่ละครั้ง เราก็น่าจะ หมายถึง การดูกำไรหรือขาดทุน ณวันที่ที่เราขายไป การดูแบบนี้ เห็นได้เด่นชัด เพราะเมื่อตอนซื้อนั้นเรารู้ว่าต้องจ่ายเงินไปเท่าใด และเมื่อถึงวันวันขายมันก็ได้เป็นตัวเงินกลับมาเท่าใด มันจึง เปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจน เราจะไม่สนใจว่าถือหุ้นไว้นาน เท่าใด
อย่างเช่น ซื้อในราคา หุ้นละ 12.50 บาท เป็นจำนวน 10,000 หุ้น เสียค่าหุ้น 125,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมและ ภาษี 0.55 เปอร์เซนต์ = 687.50 บาท รวมจ่าย = 125,687.50 บาท ต่อมาอีก 3 เดือนกว่าๆ ขายไปในราคา หุ้นละ 11.00 บาท ได้ค่าหุ้น 110,000 บาท หักค่าธรรมเนียม และภาษี 0.55 เปอร์เซนต์ = 605.00 บาท เหลือ = 109,395.00 บาท สรุปแล้วเล่นหุ้นครั้งนี้ขาดทุนไป 16,292.50 บาท
ครับ, จริงๆแล้วกำไรหรือขาดทุนไปเท่าใดมันไม่สำคัญ ข้อมูล ที่ได้ในครั้งนี้ ก็คือ "เล่นแล้วขาดทุน" หรือ "เกิดความเสียหาย" 1 ครั้ง
ในการที่จะหาว่าความเสี่ยงเป็นเท่าใดนั้น เราต้องกลับไปดูสถิติ คือต้องจดเอาไว้หมดว่า ซื้อแต่ละครั้งเป็นต้นทุนเท่าใด และขาย ไปแล้วได้กำไรหรือขาดทุน สำหรับผมนั้นโชคดีหน่อย คือทำ โปรแกรมเก็บการซื้อขายเอาไว้ แล้วผมก็พบว่า ผมซื้อ 43 ครั้ง ขาดทุนไป 37 ครั้ง ดังนั้นโอกาสที่จะเล่นแล้วขาดทุน = 37/43 = 0.860 หรือคือ โอกาสขาดทุน = 86 เปอร์เซนต์
ครับ, เห็นตัวเลขแล้วน่าตกใจ นี่เป็นการเล่นหุ้นโดยการเก็งกำไร ด้วยตัวผมเอง มันเป็นการทดลองเพื่อให้รู้และเข้าใจตลาด หุ้นให้ลึกและซึ้ง ผมซึ้งกับผลการทดลองอันนี้จริงๆ และผม ก็เชื่อว่าคนเล่นหุ้นแบบ "เน้อๆ" หรือคือ แบบไม่มีเครื่องมือ ช่วยจะมีประสบการณ์แบบเดียวกัน ผมเสียเงินไปกับเรื่องนี้ หลายตังค์
การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้นยังมีอีกหลายแบบ เอาไว้ พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้จะมาพูดต่อ
....................................................................
7 กย.43 .......... การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น (ต่อ)
การวัดความเสี่ยงโดยการนับจำนวนครั้งที่เล่นเสีย แล้วหารด้วย จำนวนครั้งของการเล่นทั้งหมด นั้น มีข้อตำหนิอยู่อย่างหนึ่ง คือ มันไม่ได้เอาจำนวนเงินมาคิด
มีคนจำนวนหนึ่ง ที่เล่นโดยมองหาจังหวะการขึ้นยาวของหุ้น พวกนี้จะมีการซื้อผิดจังหวะ แล้วต้องยอมขาดทุน หรือที่เราเรียก ว่าการคัทลอส ไปหลายๆครั้ง แต่เมื่อซื้อถูกจังหวะเพียงครั้งเดียว ก็จะมีกำไรพอ สำหรับชดเชยการคัทลอสทั้งหมดได้
ครับ, ในกรณีย์เช่นนี้ เราจะวัดความเสี่ยงกันอย่างไร?
วิธีที่ผมเสนอให้ใช้ ก็คือ ให้เปรียบเทียบทรัพย์สิน ณ วันและ เวลาที่ต่างกันเป็นจำนวนหนึ่ง ทรัพย์สิน ณ วันเริ่มต้นอาจมี ทั้งเงินและหุ้น เมื่อเล่นไปเป็นระยะเวลาตามที่กำหนด เราก็ นับเงินและหุ้นที่เหลือ อีกครั้งหนึ่ง จุดทั้งสองนี้ต้องห่างกันพอสมควร ทั้งนี้เพราะถ้าอยู่ติดๆกัน มันจะยังไม่มีโอกาส ซื้อขายเพื่อทำกำไร
เรื่องนี้ผมขอใช้ระยะห่างเป็น 1 ปี และให้ เริ่มต้นที่วันที่ 1 มกราคม แล้วไปสิ้นสุดที่วันที่ 31 ธันวาคม และเพื่อให้แฟร์กับผู้เล่น เราควรเก็บสถิติดังกล่าวประมาณ 11 หรือ 12 ปี ทั้งนี้เพื่อให้มัน ครอบคลุมห้วงเวลาของการขึ้น และลง ของเศรษฐกิจครบรอบพอดี หรืออย่างน้อยก็ต้อง ผ่านช่วงของการเติบโตดีของเศรษฐกิจ และช่วงของการ ซบเซาของเศรษฐกิจมาพอสมควร
ครับ, เรื่องนี้ผมยังไม่มีตัวเลขจากประสบการณ์จริง แต่ผมมี ตัวเลขจากการทำซิมูเลชั่น (simulation, การจำลองเหตุการณ์) ของการ เล่นหุ้นของโปรแกรมของผม ซึ่งพอจะเอามาแสดง วิธีการคำนวณให้ดูได้
ในตัวอย่างของผม โปรแกรมจะเล่นหุ้นตั้งแต่ปี คศ.1991 มาจน ถึง คศ.1999 มันจึงเป็นเวลา 9 ปี ผมให้มันเล่นหุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นจำนวน 10 ตัว
ในตอนเริ่มต้นมันจะมีเงิน 1 ล้านบาท เงินนี้จะถูกแบ่งเป็นก้อนละ 1 แสนบาท ทั้งนี้เพื่อแยกให้มันลงทุนเท่าๆ กันในแต่ละตัว ในขณะที่มันยังไม่มี สัญญาณให้ซื้อ เงินเหล่านี้จะถูกสมมติว่า ฝากเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์ เมื่อหุ้นตัวใดมีสัญญาณให้ซื้อ มันจะซื้อเต็มจำนวนที่กันไว้ (100,000) เมื่อหุ้นตัวนั้นมีสัญญาณ ให้ขาย มันก็ขายไป ได้เงินเท่าใดก็ฝากไว้เท่านั้น การซื้อหุ้นตัวนี้ครั้งต่อไปก็ใช้เงินอันนั้น(บวกดอกเบี้ย) ด้วยวิธีนี้ การลงทุนใน หุ้น 10 ตัวนั้นจะไม่ปะปนกัน และมีน้ำหนักเท่าๆกัน
เมื่อครบปี มันจะมาคำนวณกำไรขาดทุน มันจะทำอย่างนี้ไปจนถึงสิ้นปีคศ.1999 ผลที่ได้รับเป็นดังนี้
ปี 1991=กำไร 28.28%, ปี 1992=กำไร 58.51%, ปี 1993= กำไร 49.56%, ปี 1994=กำไร 24.58%, ปี 1995=ขาดทุน 0.26%, ปี 1996=กำไร 3.50%, ปี 1997=ขาดทุน 9.70%, ปี 1998= กำไร 57.99%, ปี 1999=กำไร 42.77%
ในวิชาสถิติ เราเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่า "จุดตัวอย่าง" (sample points) จากค่ากำไรขาดทุนเหล่านี้ ให้หาค่าเฉลี่ยออกมา ตัวเลขกำไรจะเป็นบวก ตัวเลขขาดทุนจะเป็บลบ ค่าเฉลี่ย คือผลบวกตัวเลขทั้ง 9 ตัว แล้วหารด้วย 9 ซึ่งจะได้=28.35%
หลังจากนั้น เราก็คำนวณหาค่า "อัตราเบี่ยงเบนมาตรฐาน" (standard deviation)ของมัน ซึ่งทำได้โดยเอาค่าเฉลี่ยไปลบค่า ทั้ง 9 จุด แล้วยกกำลังสองออกมาทุกจุด ได้แล้วเอา 9 ไปหาร แล้วจึงถอดรากที่สอง ซึ่งผลที่ได้=24.36%
จากตรงนี้เราก็สมมติว่า การกระจายของตัวเลขกำไรหรือ ขาดทุนนี้ เป็นรูปที่ใกล้เคียงกับ "การกระจายมาตรฐาน" (normal distribution) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่าเป็นรูประฆังคว่ำ โอกาสที่เล่นแล้วขาดทุน จะเท่ากับพื้นที่ใต้กราฟด้านต่ำกว่า 0.0 ของกราฟดังกล่าว ซึ่งค่านี้เปิดหาได้จากตารางที่เขา เรียกว่า Distribution of T. เราต้องเอาค่าเฉลี่ยมาหารด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (=28.35/24.36=1.16) แล้วนำไปเปิดดูค่า ในตารางดังกล่าว ผลที่ได้คือ พื้นที่ใต้กราฟ=0.1230 ซึ่ง หมายถึงว่า โอกาสที่มันจะมาตกในบริเวณที่ขาดทุน= 12.30%
ครับ, โปรแกรมของผม เมื่อให้เวลามันเล่น 1 ปี มันจะมีโอกาส ที่จะขาดทุน 12.30% หรือมีโอกาสกำไร 87.70%
นี่ไม่ใช่อัตรา ขาดทุนหรือกำไรนะครับ มันเป็น "โอกาส" หรือคือ probability ที่จะเกิดเหตุการณ์
จากตัวเลขข้างบนนี้ หลักสถิติจะบอกได้ว่า ถ้าให้เวลามันเล่น สัก 11 หรือ 12 ปี โอกาสที่จะขาดทุนนั้นจะมีค่าเกือบเป็น 0.0 หรือคือเกือบจะไม่มีความเสี่ยงเลย
แต่นี่เป็นความเสี่ยงของโปรแกรมของผมเท่านั้น สูตร์ของ คนอื่นเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ ท่านต้องไปหากันเอาเอง
............................................
13 กย.43 ......ข้อแตกต่างระหว่างโปรแกรมSC68EX กับ โปรแกรมในตลาด
โปรแกรมSC68EXนั้นจัดเป็นประเภท"เล่นแบบเทคนิคัล" เช่นเดียวกับโปรแกรมในตลาดหุ้นที่เขาใช้กัน คือมันเอา ข้อมูลราคาปิด และสถิติอื่นๆจากตลาดหุ้นมาใช้เพื่อการ ตัดสินใจ
โปรแกรมประเภทเทคนิคัลนี้มีสมมติฐานว่า
1. ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับหุ้นแต่ละตัวนั้น จะส่งผลเป็น การขึ้นและลงของราคาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปดู ข้อมูลพื้นฐานซ้ำอีก
2. การขึ้นและลงของราคาหุ้นแต่ละตัวนั้น จะมีแนวโน้มที่พุ่ง ไปตามแรงส่งที่มีอยู่ เป็นเวลาหลายวันหลายเดือน จนกว่า จะโดนข้อมูลข่าวสารใหม่ๆมาผลักดันให้เปลี่ยนทิศทางไป ดังนั้น ข้อมูลเก่าที่ผ่านมาแล้วนั้น สามารถใช้ทำนายทิศทาง ในอนาคตได้
แต่โปรแกรมSC68EXนี้เป็นประเภทคำนวณแล้วตัดสินใจ ด้วยตนเองไปเลย มันจะซื้อเมื่อเข้าแพทเทินของการซื้อ และมันจะขาย เมื่อเข้าแพทเทินของการขาย ส่วนโปรแกรม เทคนิคัลในท้องตลาด(เช่น CandleStick, Elliott Wave, MetaStock) นั้นเป็นเพียงเครื่องมือ ในการพลอตกราฟ และลากเส้นโยงผ่านจุดสูงสุด(Peak) และจุดต่ำสุด (Bottom)ประเภทต่างๆ แล้วให้ท่านตีความเอาเอง ท่านต้องไปเรียนรู้วิธีตีความ ซึ่งซับซ้อนมาก
ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ โปรแกรมSC68EXนี้ กระทำกับข้อมูลย้อนหลังของหุ้นทีละตัว และตัดสินใจ ซื้อขายทีละตัว มันไม่วิเคราะห์ดัชนีตลาด แต่โปรแกรม ทั่วๆไปเขาใช้วิเคราะห์ดัชนีตลาด ทั้งนี้เพื่อมองหาทิศทาง ของตลาดในระยะสั้นมาก(1-5วัน) และระยะสั้น(1-3เดือน) เป็นส่วนใหญ่ แล้วให้ผู้ลงทุนเลือกซื้อหรือขายหุ้นตัวที่ ตนชอบ โปรแกรมพวกนี้สามารถเอามาวิเคราะห์หุ้นเป็น รายตัวก็ได้ แต่ความเชื่อมั่นจะต่ำกว่าการวิเคราะห์ทิศทาง ของดัชนี
ครับ จากข้อแตกต่างทั้งสองดังกล่าวมา เราจะพบว่า ผู้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในท้องตลาด จะต้องใช้การ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานตามไปด้วย แล้วก็มักจะต้อง ติดตามดูดัชนีของตลาดทุกวัน ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลา และแรงงานมาก ไม่เหมาะสำหรับข้าราชการและพนักงาน ของบริษัทต่างๆ และการคาดเดาเหล่านี้จะทำให้เครียด สูง ทั้งนี้เพราะมีทั้งผิดและถูก ถึงแม้จะถูกมากกว่าผิด แต่ก็ไม่ต่างกันนัก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเล่นหุ้นตามโปรแกรมSC68EX นั้นจะง่าย คือซื้อตามและขายตามโปรแกรมโดยไม่ต้อง ศึกษาหาข้อมูลอื่นมาประกอบ แต่มันก็เหมือนกับปิดตา เดินตามใครก็ไม่รู้ ดังนั้นท่านจึงอาจต้องใช้เวลาติดตาม ดูผลการเล่นหุ้นของโปรแกรมSC68EXเสียก่อน มัน ต้องใช้เวลา 1 ถึง 3ปี ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี แถมโปรแกรม ยังถูกหลอกให้ซื้อผิดได้ปีละหลายๆครั้งด้วย
เรื่องนี้ผม ขอใช้ภาษิตว่า "หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" คนในที่นี้คือผมและโปรแกรมของผม แนวทางของผมนี้ นับว่าใหม่สุด คือยังไม่มีใครคิดทำมาก่อน ผมพิสูจน์ทาง ทฤษฎีได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่ผมไม่สามารถจะนำมาเปิด เผยได้ ผมยินดีจะเปิดเผยถ้ามีผู้ซื้อ ในราคาไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งผมไม่เชื่อว่าในตอนนี้จะมีใครกล้าสู้ราคา ทั้งๆที่สามารถนำไปบริหารกองทุนให้กำไรเพิ่มขึ้นปีละ หลายร้อยล้านได้
เราคงต้องดูกันต่อไป
....................................
20 กย.43 ....ทำไมข้อมูลของ SC68EX จึงดูจืดชืด
หลายคนเปิดดูเวบไซท์นี้แล้วบอกว่า ข้อมูลของโปรแกรม SC68EX ดูจืดชืด มันไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
ครับ เรื่องนี้เราคงต้องมาทำความเข้าใจกัน
โปรแกรม SC68EX เป็นการเล่นหุ้นระยะยาวปานกลาง มันพยายามจับแพทเทินของการขึ้นใหญ่ประจำปี ซึ่งจะมา แค่ปีละครั้ง หรืออย่างมากก็ต้นปีกับปลายปี ดังนั้น ใน 365 วัน จะมีเรื่องให้ตื่นเต้นจริงๆเพียงครั้งเดียวหรือสอง ครั้งเท่านั้น
นอกจากนี้แล้ว ในการจับแพทเทินดังกล่าวนี้ เราต้องใช้ ข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน และ 360 วันมาสร้าง "ตัวบ่งชี้" (Indicators) ตัวบ่งชี้เหล่านี้มีทั้งหมด 30 ตัว ท่านสามารถ ดูได้ในรายงานที่เป็นกราฟ มันอยู่ด้านล่างซ้ายของภาพ กราฟ มันคือตัวเลข 0 กับ 1 ที่เรียงแถวกันอยู่ 2 แถว ตัว บ่งชี้เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงช้ามาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ถ้าเราดูค่าจริงของมัน ณ วันที่อยู่ติดกัน เราจะพบว่า ความ แตกต่างของมัน จะมาจากการเปลี่ยนค่าสถิติที่จุดหัวกับท้าย เท่านั้น อย่างเช่น ค่าบ่งชี้ในวันที่ n จะมาจากราคาปิดของ วันที่ n, n-1, n-2,.....,n-90 ส่วนตัวบ่งชี้ในวันที่ n+1 จะมา จากราคาปิดของวันที่ n+1, n, n-1, n-2,....,n-89 ซึ่งท่านจะ เห็นได้ว่าข้อมูลต่างกันม ีแค่ราคาปิด ณ วันที่ n+1 กับ n-90 เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของเส้นกราฟก็เช่นกัน เราจะพบว่ามันดู เหมือนเดิม และเปรียบเทียบระหว่างหุ้นแต่ละตัวก็ดูคล้ายๆ กันไปหมด
แต่.........ท่านอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้หลอกตาเรา ตัวเส้นกราฟ และตัวบ่งชี้ต่างๆมันเปลี่ยนอยู่เสมอ และผลของมัน(ตาม โลจิกที่หามาได้) จะบ่งถึงจุดหักเหต่างๆได้
ใน 9 เดือนที่ผ่านมา มันบอกซื้อ และต้องคัทลอสไปแล้ว 3 ครั้ง ในเดือนนี้ก็อาจมีการขึ้นสั้นๆ แล้วก็ต้องคัทลอสอีก แต่ในที่สุด "การขึ้นใหญ่ประจำปี" ก็จะมาถึง ซึ่งท่านต้อง ไม่ลืมว่า 1ปีมีหนหรือสองหนเท่านั้น ถ้าท่านพลาดโอกาส นี้ ท่านจะขาดทุน แต่ถ้าท่านเดินตามโปรแกรมอย่างกระชั้น ชิด มันจะทำกำไร 30 ถึง 150 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะคุ้มกับที่ ต้องคัทลอสมา
เล่นหุ้นแบบ "ระยะยาวปานกลาง" อย่างนี้ต้องใจเย็นครับ แต่ก็ห้ามกระพริบตาเมื่อใกล้ถึงจุดจะขึ้นใหญ่ประจำปี
..........................
24 กย.43...ปัญหาของโปรแกรมในท้องตลาด
อันที่จริงแล้ว การโจมตีจุดอ่อนของกันและกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย เพราะมันเป็นการทำลายแนวคิดการเล่นหุ้นแบบเทคนิคัล แต่เพื่อแยกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างโปรแกรมSC68EXกับโปรแกรมเทคนิคัลอื่นๆ เราก็จำเป็นต้องพูด
วันนี้จะขอพูดถึงจุดอ่อนของโปรแกรมประเภท Elliott Wave เสียหน่อย ทั้งนี้เพราะเป็นโปรแกรมที่มีคนใช้กันมากที่สุด และทำลายความเชื่อถือมากที่สุด
Elliott Wave อยู่ในตลาดมานานกว่า 10 ปีแล้ว มีคนเขียนตำราและโปรแกรมออกมามากมายหลายค่าย ถ้าอยากจะดูผลงานก็ให้เข้าไปดูใน "โต๊ะสินธร" ของเว็บไซท์ Pantip.Com ผมได้เข้าไปอ่านกระทู้และความคิดเห็นในเว็บบอร์ดดังกล่าวเกือบทุกกระทู้ เป็นเวลากว่า 3 เดือน แต่ก็เป็นช่วงที่ตลาดซบเซามาก คือเป็นช่วงเดือนมิย.ถึงกย.ของปี43นี้
สิ่งที่ผมพอจะเก็บมาเล่าให้ฟัง คือ
1. มีเว็บไซท์กว่า 6 แห่ง ซึ่งได้รับการสนันสนุนจากบริษัทหลักทรัพย์ ให้ใช้โปรแกรมแบบ Elliott Wave แล้วนำออกเผยแพร่ผ่านเว็บบอร์ดโต๊ะสินธรดังกล่าว
2. ทุกคนใช้ข้อมูลเดียวกัน คือ ดัชนีของตลาด และวอลุ่มของตลาด
3. แต่ผลการวิเคราะห์กลับขัดแย้งกัน และแย้งกันรุนแรงมาก เช่น ฝ่ายหนึ่งฟันธงว่าดัชนีจะขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าดัชนีจะลง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำนายผิดก็เสียใจจนขนาดจะเลิกวิเคราะห์
4. ความนิยมของคนเล่นหุ้นมีน้อยมาก สาเหตุเพราะพวกเขาไม่สามารถจะเข้าใจวิธีการวิเคราะห์ ไม่สามารถอ่านกราฟ...ฯลฯได้ จนทำให้เว็บๆหนึ่งประกาศจะเลิกทำแล้ว ทั้งนี้เพราะไม่มีรายได้
5. ปัญหาความขัดแย้งเกิดจากตัววิธีการวิเคราะห์เอง คือในวิธีของ Elliott Wave นี้ต้องมีการชี้ด้วยตัวนักวิเคราะห์ว่าตรงใหนเป็นยอดคลื่นชนิด a,b,c,... และตรงใหนเป็นท้องคลื่น.... แล้วจึงลากเส้นโยงตามยอดคลื่นและท้องคลื่นเหล่านั้น แล้วไปดูว่ามันตัดกันตรงใหน จุดตัดจะเป็นค่าทำนายต่างๆ ความแตกต่างจึงมาจากการกำหนด หรือเลือกว่าตรงใหนเป็นยอดคลื่นและท้องคลื่น แล้วก็เลยทำนายไปคนละทิศทาง
6. ปัญหาพื้นฐานจริงๆของเทคนิค Elliott Wave นี้ก็คือ ทิศทางตลาดที่เป็นผลการวิเคราะห์นี้ ได้มาจากตำแหน่งของจุดยอดคลื่นและท้องคลื่นเพียงไม่กี่จุด มันจึงเป็นการใช้ข้อมูลเพียงน้อยนิด จุดอื่นๆบนเส้นกราฟไม่ได้มีส่วนในการชี้ทิศทางเลย ความถูกต้องแม่นยำจึงต่ำ
7. นอกจากนี้แล้ว การพิสูจน์ทางสถิติก็ไม่เด่นชัด เพราะทำโดยผู้สร้างทฤษฎีเพียงครั้งเดียว ทำโดยใช้ข้อมูลต่างประเทศ ทำเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ทำแล้วใช้กันมาตลอด มันจึงไม่น่าจะถูกต้องตามหลักสถิติ เพราะไม่ได้รับการปรับปรุงให้ตรงกับข้อมูลใหม่
8. Elliott Wave นี้กระทำกับข้อมูลดัชนีตลาด กับ วอลุ่มตลาด เมื่อเอามาใช้คาดเดาการขึ้นลงของราคาหุ้นทีละตัว มันจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้อีก ทั้งนี้เพราะการขึ้นลงของดัชนีกับการขึ้นลงของราคาหุ้นแต่ละตัวมีความสัมพันธ์(Correlation)ไม่มากนัก นักลงทุนที่อ่านผลวิเคราะห์แล้วนำไปซื้อขายหุ้นจะผิดหวังบ่อยๆ ความเชื่อถือจึงต่ำมาก
ครับ ผมขอชี้เอาใว้เพียงเท่านี้ก่อน วันหลังจะเอาเรื่องการเปรียบเทียบความแม่นยำมาให้ดู
.........................................
4 ตค.43.....ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีกับราคาหุ้นแต่ละตัว
วันก่อนผมพูดถึงข้อเสียของการเอาทิศทางของดัชนี มาใช้ ทำนายทิศทางของหุ้น แล้วก็บอกว่าจะคำนวณให้ท่านดู พูดแล้วก็เงียบหายไปหลายวัน ทั้งนี้เพราะต้องไปทำโปรแกรม เพื่อคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (correlation coefficient) ดังกล่าว
สูตร์การคำนวณเป็นดังนี้
ถ้า A, B เป็นสถิติแบบ time series เราคำนวณเจ้าสัมประสิทธ์ได้ โดย ขั้นแรกให้หาค่าเฉลี่ยของ A และ B เสียก่อน เสร็จแล้วเอาค่า เฉลี่ยไปลบออกจากค่าใน time series และให้เรียกตัวใหม่ว่า X กับ Y เมื่อได้ X กับ Y แล้วให้คำนวณค่า X*Y, X*X, Y*Y เอาใว้ ได้ 3 คอลัมน์นี้แล้วให้บวกตามแนวดิ่งลงมา ซึ่งให้เรียกว่า SUMXY, SUMXX, SUMYY ตามลำดับ เจ้าสัมประสิทธ์ก็คือ SUMXY หารด้วย สแควรูทของ SUMXX * SUMYY
ครับ เมื่อได้สูตร์และโปรแกรมแล้วผมก็ลองเอาตัวเลขจาก ตารางหุ้นในหนังสือพิมพ์(ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2543 ย้อนหลัง ไป 20 วันทำการ)มาไส่เข้าไป ผลปรากฏว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ดัชนีกับราคาหุ้นแบงค์กรุงเทพ(BBL) มีค่า=0.9592 ซึ่งนับว่า สูงมาก ค่าสัมประสิทธ์นี้จะมีค่าได้ตั้งแต่ -1 ไปจนถึง +1 ค่าทางบวกแสดงว่ามันขึ้นลงไปด้วยกัน ค่าลบแสดงว่ามันสวนทาง กัน ของ BBL นี้ใกล้ +1 แสดงว่าไปด้วยกันได้ดีมาก พูดอย่าง กว้างๆก็คือ ใน 20 วัน มันขึ้นลงตามกันประมาณ 19 วัน ซึ่งก็ตรงกับการดูค่าแตกต่างระหว่างวัน คือ ในวันที่ 30 สค.43 เท่านั้นที่ดัชนีขึ้นแต่ราคา BBL ลดลง
แต่ท่านอย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะ BBL คือตัวนำตลาด ผมลองเอาข้อมูลแบงค์กรุงศรีอยุธยา(BAY)ใส่เข้าไปดูบ้าง ในห้วงเวลาเดียวกัน ค่าสัมประสิทธ์ลดลงเหลือแค่ 0.8273 เท่านั้น และเมื่อดูค่าเปลี่ยนแปลงก็พบว่า BAYมีการขัดแย้งกับดัชนี อยู่ 2 วัน
ครับ ถ้าให้เวลาผมอีกนิดหน่อย ผมก็คงจะหาหุ้นที่ขึ้นลงไม่ ตรงกับดัชนีให้ดูได้ ซึ่งค่าสัมประสิทธ์จะมีค่าใกล้ 0.0
อันที่จริงเรามีตัวเลขที่จะใช้ดูสัมประสิทธ์อย่างคร่าวๆได้อีก กลุ่มหนึ่ง คือ จำนวนหุ้นบวก จำนวนหุ้นลบ และ จำนวนหุ้น ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น วันที่ 3 สค. 43 นั้น ดัชนีเป็น -5.31 จุด แต่มีหุ้นบวก 46 ตัว หุ้นลบ 117 ตัว และหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง 81 ตัว ถ้าเราบอกว่าหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงนั้นถือว่าทายถูกครึ่ง ทายผิดครึ่ง เราก็จะเห็นได้ว่า ดัชนีทายทิศทางได้ถูกแค่ (117+40.5)/(46+117+81)= 64.5% เท่านั้น
.....................................
6 ตค.43.....ความโลภกับความกลัว:ต้นเหตุแห่งการขาดทุน
คนเล่นหุ้นนั้นไม่เคยมีใครบอกว่าเข้าไปเล่นหุ้นโดยไม่ได้ศึกษา การเล่นหุ้นมาก่อน
ในขณะเดียวกัน คนที่เข้าไปเล่นหุ้นแล้วก็ไม่มีใครบอกว่าได้เห็น ได้เรียนรู้เรื่องหุ้นจนหมดแล้ว
มันดูเหมือนว่า ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ
และเมื่อถามพวกเขาว่าเรียนรู้เรื่องอะไร 80-90 เปอร์เซนต์จะ บอกว่า เรื่องการตัดสินใจผิด คือ ซื้อเร็วไปบ้าง ซื้อช้าไปบ้าง ขายเร็วไปบ้าง และขายช้าไปบ้าง ส่วนที่เหลือจะพูดถึงการตีความ ข้อมูลผิด
แต่เมื่อลงซักในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ทุกอย่างมาจากใจ
มันมากับความโลภและความกลัว
กล่าวคือ ขณะที่หุ้นใหลลงมายังไม่ถึงจุดต่ำสุด เรามักจะเกิด ความโลภ จึงซื้อเอาใว้ แต่พอมันใหลลงต่อเราก็ต้องคัทลอส คนโลภมักจะซื้อเร็วไป แล้วต้องคัทลอสหลายๆครั้ง แต่ในที่สุดเขาก็ซื้อจนถูกจังหวะ
แต่พอหุ้นมันขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง ความกลัวก็จะเข้ามาครอบงำ แล้วก็ขายออกไปก่อนที่จะถึงจุดสูงสุด หลังจากขายออก ไปแล้วหุ้นก็มักจะยังไม่ลง แล้วความโลภก็จะกลับเข้ามาอีก เขาจะกลับเข้าไปซื้อ ถ้าหุ้นขึ้นต่อเขาก็จะเริ่มกลัวอีก เพราะ มันดูขึ้นสูงมากแล้ว แล้วเขาก็จะขายออกไปอีก เขาจะทำซ้ำๆ อย่างนี้ไปจนครั้งสุดท้ายซื้อแล้วราคาตีกลับลงมา ซึ่งจะต้อง คัทลอสอีก
ข้างบนนั้นคือพวกที่ซื้อเร็วและขายเร็ว สิ่งที่เขาเรียนรู้ก็คือ เขารู้ว่าเขาซื้อเร็วและขายเร็ว ซึ่งปีใหนต้องคัทลอสบ่อยๆก็จะ ขาดทุน
สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นจะทำตรงกันข้าม คือซื้อช้าขายช้า พวกนี้เห็นหุ้นถึงจุดต่ำสุดแล้วก็ยังกลัวว่ามันจะลงต่อ จึงไม่ได้ซื้อเอาใว้ พวกเขาไปตัดสินใจซื้อเมื่อราคาขึ้นไปมากแล้ว และเมื่อหุ้นขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วก็ยังไม่ขาย เพราะความโลภ ในใจยังอยากให้ขึ้นต่อ ลงท้ายไปขายเอาหลังจากราคาตก ลงมาจนขาดทุน
ครับ, จริงๆแล้วยังมีการเล่นหุ้นผิดอีกหลายรูปแบบ และ ทั้งหมดนี้เกิดจากความโลภและความกลัว
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า เมื่อเรียนรู้แล้วทำไมจึงไม่รวยสักที
คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ คนเราระงับความโลภและ ความกลัวไม่ได้ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเขามักจะทบทวน หลายๆครั้ง แล้วความลำเอียงก็จะเกิดขึ้น พวกเขาปล่อยให้ ความโลภและความกลัวมาบิดเบือนความรู้สึกที่แท้จริง
หนทางแก้ทางหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือ หาเครื่องมือช่วยในการ ตัดสินใจชนิดที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่น การทำตามโปรแกรมSC68EXที่มีอยู่ในเว็บไซท์นี้ เรื่องนี้เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้ทำตามโปรแกรม 100% เต็ม เพราะไปคิดว่าเราน่าจะดูข้อมูลอื่นๆประกอบ แต่5ปีผ่านไป ผมพบว่า ทุกครั้งโปรแกรมมันทำได้ดีกว่าผม
ครับ, อย่าปล่อยให้ความโลภและความกลัวเข้ามาครอบงำ จิตใจของท่าน แล้วท่านจะเล่นหุ้นได้กำไร กำไรจะมาจาก คนที่ยังมีความโลภและความกลัวสูงๆนั่นแหละ
..............................
10 ตค.43 ......ทำไมการเล่นหุ้นจึงเรียนไม่รู้จบ
คนเล่นหุ้นนั้นเมื่อเข้าไปใหม่ๆจะเหมือนกับคนที่ไม่มีศาสนาประจำใจ คือไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้นนั้น ทำนายแบบวันต่อวันไม่ได้ว่าจะขึ้นหรือลง ในบางครั้งบางคราวมันดูเหมือนว่าจะทำนายได้ถูก แต่ลงท้านมันก็ไม่เป็นไปตามคิดตลอด มันสามารถพลิกผันไปได้เรื่อยๆจนดูไม่รู้จบ
จากความแปรปรวนดังกล่าวนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาพึ่งพิงข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ข่าวที่จะมีผลต่อกิจการโดยตรง และข่าวที่จะมีผลต่อกิจการทางอ้อมถูกนำมาใช้ ซึ่งตรงนี้ก็ย่อมจะใด้ผลบ้าง เพราะข่าวดีย่อมจะทำให้คนอยากซื้อมากกว่าขาย ส่วนข่าวร้ายย่อมจะทำให้คนอยากขายมากกว่าซื้อ ราคาจึงขึ้นลงตามที่คาดเดามากขึ้น
ครับ, ตรงนี้คือหลุมที่ขุดล่อนักลงทุน ทั้งนี้เพราะ มันดูเหมือนว่าจะคลำถูกทิศทางแล้ว มันดูดีกว่าการดูที่การขึ้นลงของราคารายวัน
แต่ ข้อมูลข่าวสารที่จะมีผลกระทบต่อกิจการมันมีได้มากมาย มันมีใหม่ๆอยู่เสมอ และแต่ละวันมิได้มีแค่ข่าวเดียว ข่าวทุกข่าวที่ผ่านมามีผลกระทบต่อราคาหุ้นทั้งนั้น มันจะกระทบแรงถ้าเป็นข่าวใหม่ แล้วจะมีผลกระทบลดลงเมื่อเกิดขึ้นนานแล้ว
นี่แหละครับ ที่คนเล่นหุ้นบอกว่าเรียนไม่รู้จบ
ทั้งนี้เพราะ มันมีการผสมของข่าวได้เกือบไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพวกเขาก็เลยเวียนว่ายอยู่ไม่รู้จบ
ครับ, จงถอยออกมา แล้วตั้งสมาธิให้ดี ข้อมูลราคาย้อนหลังนั้นเป็นข้อมูลจริง การวิเคราะห์ทางสถิติก็เป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์ให้เห็นจริงได้ การเชื่อตามการวิเคราะห์เหล่านี้ จึงเหมือนการมีศาสนาประจำใจ มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่ดีที่สุด
เลิกใขว่ขว้าหาทิศทางจากข่าวรายวัน แล้วหันมาใช้วิธีการที่มั่นคง และที่มีแนวโน้มจะกำไรสูง อย่างโปรแกรม SC68EX จะดีกว่า
......................
16 ตค.43 ....โปรแกรม SC68EX เป็นการเล่นหุ้นแบบใหน?
มีสมาชิกท่านหนึ่งเขียนมาถามผมว่า
-------------------------------------------
ผมกําลังเฝ้าติดตามวิธีการของอาจารย์อย่างใกล้ชิด จึงรบกวนขอเรียนถามคําถาม 4 ข้อดังนี้ครับ
1 . วิธีการลงทุนตามโปรแกรมของอาจารย์เหมาะกับ การลงทุนแบบไหน ? สั้น กลาง หรือ ยาว ครับ
2 . โปรแกรมจะสั่งให้ซื้อขายบ่อยแค่ไหน ?
3 . การวัดผลการลงทุนตามโปรแกรมนี้จะใช้เวลา นานแค่ไหนจึงจะสามารถบอกได้ว่าเราชนะหรือแพ้
4 . จะวัดผลการลงทุนเทียบกับดัชนีตลาดหรือไม่ ? ( เหมือนที่กองทุนรวมในบ้านเรานิยมใช้วัดกัน... ซึ่งผมไม่เห็นด้วย )
--------------------------------------------
ซึ่งเมื่อผมตอบทางอีเมล์ไปแล้วก็คิดว่า คงจะมีประโยชน์ ต่อผู้ที่มาเยี่ยมชมเว็บนี้ ผมจึงขอนำมาให้อ่านกัน คำตอบคือ
****************************
โปรแกรมของผมเป็นการเล่นแบบระยะปานกลาง คือ มองหาไซเคิลของการขึ้นลงที่มีระยะเวลาประมาณ 1 ปี เรื่องนี้จะเห็นได้เมื่อเราเอาข้อมูลราคาปิดย้อน หลังมาพล๊อตดูทีละปี ในกราฟแต่ละปีจะเห็นจุดสูงสุด และจุดต่ำสุดอย่างละ1 ถึง 2 ครั้ง และจุดสูงสุดจะมีค่า ประมาณ 1.3 ถึง 2.5 เท่า ของจุดต่ำสุด นี่มันหมายความว่า ถ้าเราซื้อได้ที่จุดต่ำสุด แล้วไปขายได้ที่จุดสูงสุด เราจะมีกำไรประมาณ 30% ถึง 150% แต่เวลาทำจริงๆ จะได้ต่ำกว่านี้ คือ ได้แค่ประมาณครึ่งเดียว
โปรแกรมมักจะถูกหลอกโดยการขึ้นระยะสั้นประมาณ ปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งมันต้องคัทลอส และเสียหายประมาณ 10-15% แต่เมื่อการขึ้นประจำปีมาถึง กำไรก็จะเกิน ส่วนที่ต้องคัทลอสไป
โปรแกรมนี้ทำกำไรเฉลี่ยได้มากกว่า 26%ต่อปี ตัวเลขที่ได้จาก simulation ย้อนหลังของกลุ่มแบงค์ เป็นดังนี้
1991=+21.47%,1992=+67.40%, 1993=+78.95%, 1994=+34.62%,1995=-0.71%, 1996=+3.97%, 1997=-12.64%,1998=+62.23%
จะเห็นได้ว่าปี1995(พศ 2538) นั้นเป็นปีที่ตลาดเริ่มตกต่ำ มันจึงขาดทุน ส่วนปี1997(พศ 2540)นั้นคือปีที่ ตลาดดิ่งลงมาอย่างแรง มันจึงขาดทุนมาก
สรุปแล้วโปรแกรมนี้ซื้อขายประมาณปีละ 3-4 ครั้ง แต่ซื้อถูกจังหวะแค่ปีละครั้ง (เพราะมันขึ้นใหญ่แค่ปีละครั้ง)
การเล่นตามโปรแกรมนี้จะดูน่าเบื่อมาก เพราะมันจับ แค่แพทเทินของการขึ้นครั้งใหญ่ๆเท่านั้น มันไม่เหมาะ กับคนที่อยากมีลุ้นทุกๆวัน
การวัดผลนั้นจริงๆแล้วต้องใช้เวลา 10 ถึง 13 ปี เพราะ ต้องให้ผ่านทั้งช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและรุ่งเรือง แต่เราจะ ดูกันเป็นปีต่อปีก็พอได้ คือในแต่ละปีมันก็มักจะได้เห็น ลูกคลื่นรายปีผ่านมา มันก็จะทำให้มองเห็นได้ว่าปีใหน กำไรหรือขาดทุน
สำหรับปีนี้ลูกคลื่นใหญ่ยังไม่มาเลย โปรแกรมยังอยู่ใน สถานะขาดทุนผมต้องอดใจรออยู่ คาดว่าจะมาใน 2-4เดือน ข้างหน้า
การวัดผลโดยเทียบกับดัชนีนั้นดูไม่เข้าท่าอย่างที่คุณ-----ว่า ทั้งนี้เพราะดัชนีมันรวมหุ้นห่วยๆเอาใว้แยะ ถ้าจะให้แฟร์ต้องเลือกเอาหุ้นที่คุณ------เห็นว่าดีมาสัก 10-20 ตัว แล้วให้คิดว่าราคาที่ต้นปีเป็น 100% เสร็จแล้ว มาดูว่าณวันนี้ราคาเหลือกี่เปอร์เซนต์ แล้วมาหาราคาเฉลี่ย ของทั้ง 20 ตัวนั้น นี่จึงจะเป็นดัชนีที่แฟร์
การคำนวณข้างบนนี้ ง่ายนิดเดียว คือ ในทางปฏิบัติเราแค่เอาราคาปัจจุบัน หารด้วยราคาต้นปี ทำทีละตัว แล้วนำมาบวกกัน แล้วหาร ด้วยจำนวนหุ้นที่เป็นตัวอย่าง มันก็จะเป็นดัชนีของเรา คุณ------ลองเลือกหุ้นมาให้ผมสัก 10 ตัว แล้วผมจะทำให้ดู แต่อย่าเลือกโดยเอาแต่ตัวที่มีกำไรมานะครับ เพราะมันไม่แฟร์ คิดแค่ว่าตัวใหนที่คุณเคยสนใจจะลงทุน
โปรแกรมของผมมันมีข้อมูลจริงย้อนหลัง 10 ปีเป็น ตัวประกอบ ในตอนสร้างสูตร์จะให้มันเห็นข้อมูลเพิ่มทีละวัน มันจึงไม่เห็นอะไรล่วงหน้า เมื่อได้สูตร์แล้วจึงนำมาลองให้ มันเล่นกับข้อมูลของตัวมันเองโดยไม่มีการจำข้อมูลเดิมใว้ นี่เราเรียกว่าการทำ simulation ทั้งนี้เพื่อดูกำไรขาดทุน ในขณะเดียวกัน ก็มีการลองเอาสูตร์ของกลุ่มหนึ่งไปเล่น กับข้อมูลของอีกกลู่มหนึ่ง ซึ่งให้ผลเป็นกำไรเหมือนกัน แต่กำไรลดลงเล็กน้อย มันจึงเป็นการพิสูจน์ความเชื่อถือได้ ของโปรแกรมไปแบบหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม มันต้องตีความตามหลักสถิติ มัน ไม่สามารถใช้เป็นคำมั่นสัญญาได้ ขณะนี้ผมเองก็เจียดเงิน มาลงอยู่ 3 แสนกว่าเพื่อทดสอบความถูกต้องของโปรแกรม ผมต้องศึกษาด้วยว่าใจของเราจะแน่วแน่แค่ใหน ทั้งนี้เพราะ โปรแกรมไม่สามารถบังคับให้เราซื้อขายตามที่มันแนะนำได้
เมื่อ 3 ปีก่อนผมเสียไปหลายตังค์เพราะโปรแกรมบอกให้ คัทลอส แต่ผมดื้อ แต่พอขายขาดทุนแล้วมันบอกให้ซื้อ ผมก็กลับไม่ซื้อ(ปี 1998 มันกำไรถึง 62.23%) ผมยังเสียใจ ไม่หาย
**************************
หมายเหตุ: ตัวเลขกำไร/ขาดทุน ในบทความนี้มาจากสูตร์ ของปี 1998 ซึ่งยังไม่ได้ปรับเมื่อสิ้นปี 1999
.....................................................................
18 ตค.43 .....กองทุนต่างชาติขาดทุนจริงหรือ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เช็คชั่น หุ้น-การเงิน ฉะบับวันที่ 17 ตค. 43 ได้ลงข่าวว่า เอเซี่ยนวอลล์สตรีท เจอร์นัล ได้สำรวจผลประกอบการของกองทุนต่างๆที่ มาลงทุนในเอเซียแล้วพบว่า ส่วนใหญ่ขาดทุนกันหนัก เฉพาะที่มาลงทุนในไทยอยู่ 13 กองทุนนั้นขาดทุน 23.56% นี่เป็นตัวเลขของไตรมาส 3 ของปี 2543 ตัวเลขในประเทศอื่นๆมีเช่น ในไต้หวันขาดทุน 22.89% ในเกาหลีไต้ขาดทุน 22.18% ในอินเดียขาดทุน 18.24% ในอินโดนีเซียขาดทุน 17.38% ในฟิลิปปีนส์ขาดทุน 14.60% และแม้แต่ในญี่ปุ่นก็ขาดทุน 11.28%
ครับ ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงอะไร?
ผมไม่เชื่อว่านี่เป็นตัวเลขรวมการเล่นหุ้นทุกประเภท ของกองทุนเหล่านี้ ผมได้แต่เดาว่ามันเป็นการลงทุนแบบ ระยะยาวเท่านั้น ซึ่งตัวเลขพวกนี้ยังไม่ใช่กำไรขาดทุนที่ แท้จริง ทั้งนี้เพราะพวกเขายังถือหุ้นพวกนี้เอาใว้อยู่ กองทุนเหล่านี้ไม่สามารถรายงานการขาดทุนขนาดนี้ได้ เพราะถ้าเป็นขาดทุนจริง ราคาของหน่วยลงทุนก็จะลดฮวบ ทันที หลายๆกองทุนก็จะต้องปิดไป
ครับ นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้คนมองแล้วน่าสงสาร แล้วประเทศอย่างเราก็จะต้องคิด คือ ถ้ากองทุนเหล่านี้ จะเจ้ง กองทุนก็จะถอนการลงทุน หุ้นเราก็จะรูดมหาลาด ลงไป ผู้นำประเทศก็จะต้องรีบออกหามาตรการมาจูงใจ ให้เขาอยู่ต่อ
ผมเชื่อว่ากองทุนเหล่านี้แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปเล่นระยะสั้น ซึ่งเขาปั่นตลาดได้ และมีกำไรมหาศาล ตัวเลขด้านนี้เป็น กำไรจริง เพราะมันซื้อขายและหักกลบลบกันจนเสร็จสิ้น เกือบทั้งหมดแล้ว ตัวเลขพวกนี้เขาไม่ยอมเปิดเผยหรอก และด้วยวิธีการทางบัญชี พวกเขาก็สามารถแสดงผล ประกอบการเป็นกำไรจนได้ ซึ่งจะไม่มีใครเอามาเปิดเผย ให้เราดู
ครับ อย่ามองเห็นกองทุนเหล่านี้เป็นลูกแกะ พวกนี้เขี้ยว เล็บแหลมคมกว่าเราแยะ
อนึ่ง ควรสังเกตุว่า การลงทุนระยะยาวนั้นมันอาจขาดทุนไปช่วงหนึ่งได้ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องปรกติ ถ้าใครคิดว่าสูตร์ต่างๆจะต้องแสดงกำไรตลอดเวลา ก็คงต้องค้นหาไปตลอดชาติ
..................................
22 ตค.43 ...เมื่อใหร่จึงจะถึงเวลาซื้อหรือขาย
มันเป็นการยากที่จะบอกว่าเมื่อใหร่ควรซื้อ และเมื่อใหร่ควรขาย เวลาที่ราคาหุ้นมันใหลลงมานาน บางคนก็คิดว่า มันถึงเวลาช้อนซื้อแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ถือหุ้นอยู่นั้นอาจคิดตรงกันข้าม คือราคาที่ลดลงนั้นทำให้เขาขาดทุน เขากลัวว่ามันจะใหลลงต่อ ซึ่งจะทำให้เขาขาดทุนมากขึ้น เขาจึงยอมขายเพื่อหยุดการขาดทุน (ฝรั่งเรียกว่าการ Stop Loss หรือ Cut Loss) กรณีย์อย่างนี้ก็จะเกิด การซื้อขายกัน แต่เราจะไม่รู้เลยว่าใครคิดผิด
เขามีเรื่องเล่ากันว่า สามีภรรยาคู่หนึ่ง เมื่อปลดเกษียณแล้วก็ไป เล่นหุ้น แต่ความคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่เสมอๆ ในที่สุดต้องแยก พอร์ตกัน คือต่างคนต่างเล่น และไปเล่นคนละโบรกเกอร์ วันหนึ่ง เหตุการณ์แบบที่กล่าวมาข้างบนก็เกิดขึ้น คือ ภรรยาถือหุ้นอันหนึ่ง ใว้ ราคามันตกมานาน ก็เลยยอมคัทลอส ส่วนสามีนั้นเล็งซื้อหุ้น ตัวเดียวกันนี้อยู่นาน มาถึงวันนั้นก็ตัดสินใจซื้อ เมื่อกลับบ้านแล้วก็ คุยกันที่โต๊ะกินข้าว ภรรยาพูดขึ้นว่า "วันนี้โชคดีจัง คือถือหุ้น xxx บ้าเอาใว้ตั้งนาน เห็นมันจะตกอีก ก็เลยขายออกไป ไม่รู้ว่าใอ้บ้า ที่ใหน ดันมาซื้อเอาใว้ได้" สามีได้ฟังแล้วรู้สึกสะอึก เคี้ยวข้าวแล้ว กลืนไม่ลงคอ และคิดในใจว่า "มันว่ากูบ้าว่ะ"
ในทางตรงกันข้าม เวลาหุ้นไต่ขึ้นเป็นเวลาพอสมควรแล้ว คนหนึ่ง จะคิดว่าถึงเวลาขายแล้ว แต่อีกคนหนึ่งคิดว่ามันเป็นหุ้นที่ดี เพราะ ราคายังไต่ขึ้น แล้วมันก็เกิดการซื้อขาย ผู้ขายก็จะบอกว่า "วันนี้ โล่งอก เพราะขายเอากำไรได้แล้ว" แต่อีกคนหนึ่งก็จะคิดว่า "โง่จังเลย หุ้นดีๆกลับปล่อยออกมา"
ครับ หนทางที่ดีคือ เอาประสบการณ์ที่แท้จริง จากสถิติย้อนหลัง มาใช้ เราจะเอาแค่ความรู้สึกที่ได้จากสัมผัสสั้นๆมาใช้ไม่ได้ คนจำนวนไม่น้อยที่ขายหุ้นออกไปแล้ว แล้วก็กลับไปซื้อเข้ามา ใหม่ และกลายเป็นคนขาดทุนไปในที่สุด
โปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น ที่เก็บและใช้ประสบ การณ์เก่าทั้งหมดได้ เพราะมันถูกสร้างโดยข้อมูลย้อนหลังที่ ยาวนานและครบถ้วนกว่า
..........................................
26 ตค.43 ...คิดกับเล่นจริงนั้นต่างกัน
มีหลายคนที่ยังไม่เคยเล่นหุ้นแล้วลองนั่งทายอยู่หน้าจอทีวี
และก็มีอีกหลายคนที่เคยเล่น และเสียเงินจนต้องหยุด แต่ ก็ยังอดที่จะนั่งทายอยู่หน้าจอไม่ได้
คนทั้งสองประเภทนี้มักจะเชื่อว่าตัวสามารถทำกำไรได้ และได้แยะๆด้วย
เช่น ดูหุ้น KK เมื่อตอนสองปีก่อน ราคามันเหลือแค่ 2-3 บาท ตอนนั้นอยากซื้อใจจะขาด แต่ไม่กล้า แล้วมันก็ขึ้นไป 20-30 บาท ถึงตอนนี้จะเหลือแค่ 15-16 บาท มันก็กำไรตั้ง 5 เท่า....
หุ้น BC ก็เหมือนกัน ราคาเคยลงมาถึง 2-3 บาท แล้วก็ขึ้นไป กว่า 20 บาท ซื้อใว้มันกำไรแง๋ๆ.....
หุ้น SHIN ก็เช่นกัน ราคา 160 บาท แตกพาร์เหลือครึ่งเดียว แต่ราคาลดนิดเดียว แล้วมันก็กลับมาสูงกว่าเดิมเสียอีก ฯลฯ
ครับ, เล่นหุ้นบนจอทีวีนั้นคนเล่นสามารถเลือกที่จะซื้อ หุ้นตัวใหนก็ได้ และเมื่อทายถูกแล้วจะสมมุติการลงทุน เป็นกี่ล้านก็ได้ แล้วก็จะจำได้แต่ตัวที่มีกำไร
เรื่องนี้ต่างจากการเล่นหุ้นจริงไปคนละโยชน์เลยทีเดียว
ประสบการณ์จริงๆก็คือ ตัวที่มีกำไรนั้นมักจะขายไป ที่ราคาได้กำไรเพียง 10-15% แต่จะมีตัวขาดทุนทิ้งอยู่ในพอร์ตประมาณครึ่งหนึ่ง และแต่ละตัวถ้าขายไปในตอนนี้ ก็จะขาดทุน 50-80%
บางคนแย่กว่านั้นอีก คือ หลายตัวถูกขายขาดทุนไปแล้ว และขาดทุนมากกว่าที่เคยมีกำไรมา แล้วยังเหลือหุ้นเน่าๆ อยู่ในพอร์ตอีกแยะ หักกลบลบหนี้แล้วเงินลงทุน 10-20 ล้านบาทเหลืออยู่แค่ 2-3 ล้านบาท
ครับ, เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า "อย่าเอาแค่ความรู้สึกที่หน้าจอ ทีวีมาใช้ตัดสินใจเล่นหุ้น" ท่านต้องศึกษาจากผู้รู้ และหา เครื่องมือมาใช้
โปรแกรม SC68EX เป็นโปรแกรมที่พิสูจน์ได้แล้วว่า มันเล่นแล้วมีกำไร
..........................................
28 ตค.43 ...เล่นหุ้นต้องลงทุนค่าข้อมูล
คนส่วนใหญ่เมื่ออยากเล่นหุ้นก็ไปเปิดพอร์ตแล้วก็สั่งซื้อขายหุ้น ไปเลย กว่าจะเริ่มรู้ตัวว่าต้องใช้ข้อมูลก็เมื่อขาดทุนไปแล้วเป็นแสน
เงินแสนบาทนี้จริงๆแล้วพอจะจ่ายเป็นค่าสมาชิกเว็บไซท์ที่ให้ข้อมูล ทางหุ้นได้กว่า 20 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เสียไปแล้วเป็นแสน และรู้แล้วว่าต้องใช้ ข้อมูล พวกเขาก็ยังไม่ยอมมองหาข้อมูลที่ถูกต้อง กว่า 99%ใช้วิธี อ่านหนังสือพิมพ์และคุยกับเพื่อน
หนังสือพิมพ์กับค่าโทรศัพท์นั้นมีราคาถูกดี จ่ายแค่เดือนละ 400-500 บาท แต่มันจะได้ข้อมูลที่ดีจริงหรือ?
ครับ, ส่วนใหญ่ก็จะเล่นแล้วขาดทุนเข้าไปอีก 3-4 แสน แล้วจึงจะ ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องมีข้อมูลที่ดี
จริงๆแล้วต้องคิดย้อนกลับ คือถ้าท่านคิดจะเล่นหุ้นในวงเงิน 2-3ล้านบาท และอยากได้กำไรสักปีละ 15%(สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยก่อนเกิดวิกฤติการณ์IMF) มันหมายถึง การหารายได้ปีละ 450,000 บาท ท่านก็ต้องพร้อมที่จะจ่ายปีละ 45,000 บาท เพราะถ้าไปจ้างเขาเล่นแทน เขาคิดกันในราคานี้ ทั้งนั้น
ครับ, การเป็นสมาชิกเว็บไซท์ที่ให้ข้อมูลที่ดี ในราคาแค่เดือนละ 400-500 บาทนั้นถูกมาก ถูกกว่าจ้างกองทุน 10-20 เท่า มันไม่มีอะไรถูกกว่านี้แล้ว
เว็บไซท์นี้คงจะเปิดให้ดูฟรีไปอีกไม่นานหรอกครับ รีบๆอ่านเสียก่อนที่จะหมด free-trial period นะครับ
..........................................
2 พย.43 ..... โปรแกรม SC68EX วิเคราะห์หุ้นราชบุรีได้ใหม?
เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อน มีคนแวะมาคุย แล้วเขาก็ถามว่า "โปรแกรมของอาจารย์ใช้วิเคราะห์หุ้นโรงไฟฟ้าราชบุรีได้ใหม?"
ผมตอบไปว่า "ไม่ได้ เพราะมันไม่มีสถิติย้อนหลัง"
เขายังถามต่ออีกว่า "แล้วอาจารย์ไม่คิดจะจองเอาใว้บ้างหรือ?"
ผมตอบว่า "ไม่เอา เพราะมันเสี่ยงที่จะเล่นหุ้นที่เราไม่มีข้อมูล"
วันนี้(2 พย.43, 14.35น) เพื่อนคนเก่าแวะมาอีก ผมก็เลยเปิดทีวีดูราคาหุ้น เห็นหุ้นโรงไฟฟ้าราชบุรีอยู่ที่ 14.50 บาท แล้วเขาก็ถามว่า "ไม่เสียใจบ้างหรือ? ซื้อใว้สักแสนหุ้นก็ได้กำไรแสนห้าอย่างสบายๆ"
นึกอยากจะย้อนกลับว่า แสนหุ้นน่ะมันล้านกว่านะครับ แต่ก็เปลี่ยนใจ จึงตอบไปง่ายๆว่า "ไม่เสียใจ เพราะหุ้นมีให้เล่นอีกตั้ง 200-300 ตัว ตัวดีๆ มีสถิติย้อนหลัง 10 ปีก็มากกว่า 40 ตัว ทำไมต้องเล่นตามกระแส"
ตอบเสร็จก็โดนสวนกลับมาเลยว่า "ใหนบอกให้ดูมู๊ดของตลาด?"
ครับ, ตรงนี้ก็คงต้องอธิบายกันหน่อย
สิ่งที่ผมพูดในเกร็ดความรู้เรื่องหุ้นนี้เป็นประสบการณ์และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเล่นหุ้น มันอาจใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเล่นหุ้นแบบ "Manually" หรือคือ "เมื่อไม่มีโปรแกรมเข้าช่วย" มันเป็นเทคนิคการเล่นหุ้นที่ผมไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จะกำไรมากน้อยแค่ใหน มันอาจให้ผลกำไรสูงกว่าการเล่นหุ้นตามโปรแกรมก็ได้ แต่ผมไม่ชอบสิ่งคลุมเครือ ผมจึงไม่ยอมจองหุ้นโรงไฟฟ้าราชบุรี
ครับ, สิ่งที่ผมใช้จริงนั้นมีอยู่อย่างเดียว คือเล่นหุ้นตามโปรแกรม ทั้งนี้เพราะมันพิสูจน์กันได้ มันมีอัตรากำไรเฉลี่ยสูงพอควร และเล่นง่าย เราแค่ซื้อตามและขายตามเท่านั้น
เอ้อ เกือบลืมไป การตามมู๊ดของตลาดนั้นสำคัญมากเมื่อเล่นแบบ "Manually" ทั้งนี้เพราะมู๊ดตลาดคือแรงผลักดันเกือบ 90% ของแรงผลักดันทั้งหมด หุ้นโรงไฟฟ้าราชบุรีคงจะทำให้คนนันหมื่นมีกำไร ทั้งนี้เพราะมู๊ดของตลาดครั้งนี้ดูจะเห็นได้เด่นชัด แต่ในอนาตคมันไม่แน่
่ ..........................................
9 พย.43....รู้ได้อย่างไรว่าหุ้นจะขึ้นใหญ่
สัปดาห์ที่แล้ว มีคนเอาคำทำนายระยะยาว(6 เดือน)ของผมไปลงในห้องสินธรของพันธ์ทิพย์ดอทคอม คำทำนายนั้นบอกว่าหุ้นมีโอกาสขึ้นในเดือน พย. และจะขึ้นในอัตราประมาณ 1-2 เปอร์เซนต์ต่อวัน และจะทำให้ดัชนีมีโอกาสกลับไปที่ 440 จุดในสิ้นปีนี้ เรื่องนี้ทำให้เกิดการฮือฮากันยกใหญ่ แล้วก็เลยมีคนตั้งคำถามว่าผมไปเอามาจากใหน
ครับ, ผมไม่ได้หลับตาเห็น หรือนั่งเทียน แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้มีเทคนิคอะไรที่จะฟันธงว่าต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ผมแค่เอาหลักสถิติพื้นฐานมาใช้ เทคนิคของผมเป็นดังนี้
1. จากการศึกษาการขึ้นลงของหุ้น 40 ตัว เป็นเวลาย้อนหลัง 10 ปี ผมพบว่า หุ้นแต่ละตัวจะมีการขึ้นใหญ่ประมาณ 11-12 ครั้ง ทั้งนี้โดยมีระยะห่างระหว่างจุดสูงสุด(Peak-to-Peak) 7เดือนถึง 14 เดือน ค่าเฉลี่ยจะเท่ากับ 10.5 เดือน
2. การขึ้นใหญ่แต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 70 ถึง 90 วัน ค่าเฉลี่ยจะเท่ากับ 80 วัน
3. การขึ้นใหญ่จะมีอัตราส่วนระหว่างจุดต่ำสุดกับจุดสูงสุดประมาณ 1.30 ถึง 2.50 หรือคือกำไร 30 ถึง 150 เปอร์เซนต์
4. ปีที่ดัชนีมีค่าสูงจะกำไรต่ำ(กำไร 30-90%) ปีที่ดัชนีมี่ค่าต่ำจะกำไรสูง(กำไร 90-150%) ปีนี้ดัชนีมีค่าต่ำ จึงคาดว่าจะกำไรสูง คืออยู่ระหว่าง 90/80=1.1% ถึง 150/80=1.88% คิดคร่าวๆคือ 1-2%
5. ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันนี้ยังไม่ขึ้นใหญ่เลย ถ้าหุ้นจะขึ้นในเดือน พย.นี้ มันจะเป็นประเภทมีระยะห่างของจุดสูงสุดเป็น 10+80/30=12.67 เดือน ซึ่งยาวกว่าค่าเฉลี่ยในข้อ 1. ไปแล้ว ดังนั้นโอกาสขึ้นใหญ่ในเดือนนี้จึงสูง แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นเท่าใด
6. เพื่อตอบคำถามในข้อ 5. ผมได้ทำการแจงนับความถี่ของความยาวคลื่นในกลุ่ม Bank ซึ่งได้ผลดังนี้
Peak-to-Peak ห่างกัน 7 เดือนเกิดขึ้น 15 ครั้ง
Peak-to-Peak ห่างกัน 8 เดือนเกิดขึ้น 16 ครั้ง
Peak-to-Peak ห่างกัน 9 เดือนเกิดขึ้น 20 ครั้ง
Peak-to-Peak ห่างกัน 10 เดือนเกิดขึ้น 20 ครั้ง
Peak-to-Peak ห่างกัน 11 เดือนเกิดขึ้น 16 ครั้ง
Peak-to-Peak ห่างกัน12 เดือนเกิดขึ้น 17 ครั้ง
Peak-to-Peak ห่างกัน 13 เดือนเกิดขึ้น 11 ครั้ง <<<
Peak-to-Peak ห่างกัน 14 เดือนเกิดขึ้น 3 ครั้ง
รวมจุดตัวอย่าง 118 ครั้ง
7. จากตารางความถี่ข้างบนนี้ โอกาสที่จะขึ้นใหญ่ในเดือน พย. ก็คือ ระยะห่างของจุดสูงสุด(Peak-to-Peak)จะเป็น 12.5 ถึง 13.5 เดือน ซึ่งจะตรงกับช่องที่ 6 ของตาราง ดังนั้นค่าความเป็นไปได้(Probability) จะเท่ากับ 11/(11+3)=0.785 หรือคือ=78.5%
ครับ, นี่เป็นตัวเลขคร่าวๆ เท่าที่หลักสถิติจะให้ได้ มันไม่ใช่การเดาสุ่ม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามายึดถือว่าต้องเกิดขึ้น ท่านผู้อ่านต้องใช้วิจารณญานของตนเองเข้าช่วยด้วย
.......................................
15 พย.43....ท่านเห็น"แพทเทินของการซื้อ"แล้วหรือยัง
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ หุ้นได้เปลี่ยนจากการใหลลงมาเป็นเงยหัวขึ้น เรื่องนี้คนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็น ทั้งนี้เพราะ ตอนที่ใหลลงมานั้นมันก็ไม่ได้ลงทุกวัน และเวลามันเงยหัวขึ้นมันก็มิได้เพิ่มขึ้นทุกวัน ผมจะขอให้ท่านดูค่าเปลี่ยนแปลงของดัชนีในช่วงเวลาดังกล่าว มันเป็นดังนี้
-6.39, -4.31, -6.38, +7.14, -3.48, +3.82, +1.87, +8.23, +8.01, +0.41, -1.12, -4.38, +4.29, -1.05, -4.00, +1.50, +7.93, +0.53, +7.54, +4.09, +0.43, +7.01, -5.78, -0.36, -6.05, +1.10
และถ้าเราไปดูหุ้นเป็นรายตัว เราจะยิ่งมองไม่เห็น ข้างล่างนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น PTTEP
-4.5, -4.5, -6.5, +5.5, +12, +3, +5, +2, +8, -7, +5, -10, +2, -2, -4, +2, +6, +1, +3, +1, +2, +6, -8, -3, -1, +2
ครับ, การแกว่งตัวเป็นรายวันนั้นทำให้เรามองหาแนวโน้ม(Trend)ของมันได้ยากมาก
เราต้องดูที่กราฟ หรือดูตัวเลขอย่างอื่นๆเข้าช่วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรานับจำนวนของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นลบ กับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวก แล้วนำมาหารกัน เราก็จะได้ตัวเลขอันหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้(Indicator)ได้
อย่างในตัวเลขข้างบนนี้ จำนวนครั้งที่ดัชนีลดลง=11 และจำนวนครั้งที่ดัชนีเพิ่มขึ้น=15 อัตราส่วนก็จะเป็น 11 ต่อ 15 ซึ่งพอจะชี้นำให้เราเชื่อว่าหุ้นทั้งตลาดกำลังไต่ขึ้น(เพราะมีขึ้นมากกว่าลง)
ในทำนองเดียวกัน เมื่อดูอัตราส่วนของ PTTEP มันเท่ากับ 10 ต่อ 16 ซึ่งพอจะชี้ให้เราเชื่อได้ว่า หุ้นตัวนี้กำลังไต่ขึ้น และไต่เร็วกว่าตลาด(เพราะจำนวนขึ้นสูงยิ่งขึ้น)
ตัวชี้นำที่ดีกว่านี้ก็คือ ตัวกราฟในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
เรื่องนี้ท่านต้องคลิกไปดูในรายงานที่เป็นกราฟ(ใน Stocks Section, ปุ่ม Report) ท่านจะพบว่ากราฟของหุ้นเกือบทุกตัวมีลักษณะเป็น "กะทะหงาย" และเส้นสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นพยากรณ์ไปข้างหน้า(Forecasting) นั้นจะชี้ในทิศทางที่ไต่ขึ้น
นี่แหละครับ คือ "แพทเทินของการซื้อ" ละครับ
............................................................................
19 พย.43 ... "ขยัก"
"ขยัก" คืออาการสะดุดที่เกิดขึ้นก่อนที่หุ้นจะไต่ขึ้นเป็นภูเขาใหญ่(Peak)ประจำปี ถ้าจะบรรยายเป็นข้อความสั้นๆ ก็คือ
"หลังจากที่หุ้นใหลลงมา และขึ้นลงเป็นลูกคลื่นเล็กๆที่มีความยาวประมาณ 48 วัน ต่อเนื่องไปประมาณ 8 เดือน มันก็จะถึงเวลาของการขึ้นใหญ่ประจำปี แต่ก่อนจะขึ้นใหญ่ มันมักจะไต่ขึ้นไป 7-8 วัน แล้วเกิดอาการสะดุด คือหักมุมตกลงมาอย่างแรง 4-5 วัน ราคาที่ขึ้นไปในช่วง 7-8 วันนั้นจะเป็นประมาณ 6-10% และราคาที่ดิ่งลงมาใน 4-5 วันนั้นจะเป็นประมาณ 5-8% แล้วหลังจากนั้นมันจึงจะวิ่งขึ้น"
"ขยัก" อาจเกิดขึ้นอีก 1 หรือ 2 ครั้งในช่วงที่มันไต่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดประจำปี
ครับ, "ขยัก" มีทั้งดีและเสีย ข้อดีของมันคือ เป็นตัวบอกว่ามันจะถึงการขึ้นใหญ่ประจำปี แต่มันก็ไม่ถูกทั้ง 100% เท่าที่ผมลองย้อนกลับไปดูกราฟของหุ้นกลุ่มแบงค์ของผม ซึ่งมี 10 ตัว และดูย้อนไป 10 ปีกว่า(คศ.1990-2000) มันขึ้นโดยมีขยักอยู่ข้างหน้า 83 ครั้ง และขึ้นโดยไม่มีขยัก 28 ครั้ง
ข้อเสียของขยัก คือ โปรแกรมไปคิดว่ามันไม่ขึ้น จึงขายออกไปเสียก่อน แล้วไปซื้อกลับใน 8-9 วันถัดมา ซึ่งทำให้กำไรหายไป 10-20%
มันมีคำถามว่า "ขยัก" นี้มีจริงหรือไม่ และเกิดขึ้นจากเหตุใด?
ถ้ามองจากกราฟ มันก็ตอบยากพอควร คือที่ผมนับได้ 83 ต่อ 28 นั้นมันไม่แจ่มชัดนัก ทั้งนี้เพราะกราฟมันสะดุดและตกลงมาไม่เท่ากัน บางปีมันขึ้นแค่ 4-5 วันแล้วตกลงมา บางปีมันขึ้นไป 10-12 วันแล้วตกลงมา บางปีตกเห็นชัด บางปีตกเห็นไม่ชัด ... แต่ตัวเลข 83 ต่อ 28 มันก็สูงพอที่จะบอกได้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง
เมื่อมาถึงเรื่องสาเหตุ ผมก็คงต้องใช้ logical reasoning หรือคือคาดเดาตามตรรกวิทยา ว่า "เรามีผู้เล่นรายย่อย ที่เล่นระยะสั้นอยู่มาก เวลาหุ้นมันใหลลงมานานๆนั้น พวกเขาจะซื้อแล้วขายไป 4-5 รอบแล้ว ซึ่งก็มักจะขาดทุน(เพราะแนวโน้มมันใหลลง) พอหุ้นขึ้นจริงไปได้แค่ 7-8 วันพวกเขาก็ขายเพื่อทำกำไร หุ้นจึงขยักลงมา แต่แรงซื้อจากนักเล่นระยะยาวยังมีอยู่ หุ้นจึงกลับขึ้นมาใหม่ ถึงตรงนี้พวกเล่นสั้นก็กลับเข้ามาใหม่ แล้วก็เลยวิ่งพรวดขึ้นไปเป็นการขึ้นประจำปี"
สำหรับขยักที่ 2 และ 3 นั้นเกิดจากพวกเล่นหุ้นระยะสั้นเช่นกัน คือหุ้นขึ้นต่อแค่ 10-15% เขาก็เทขายเอากำไร แล้วก็กลับเข้ามาใหม่อีก
ครับ, ขยักเป็นธรรมชาติของหุ้นอย่างหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่น่าศึกษาในรายละเอียดต่อไป
..............................
26 พย.43....ความเหมือนและความต่างของ Eliott Wave กับสูตร์ SC68EX
Eliott Wave กับ SC68EX นี้ต่างใช้ข้อมูลย้อนหลังของตลาด ดังนั้นมันต้องมีอะไรๆที่เหมือนกันอยู่บ้าง แต่เนื่องจากผมไม่ได้ศึกษา Eliott Wave อย่างละเอียด ดังนั้นผมจึงให้ข้อสังเกตุได้ไม่ลึกนัก สิ่งที่ผมเห็นมีดังนี้
(1) ทั้งสองวิธีต่างมองเห็นว่าการขึ้นลงของกราฟหุ้นนั้นมีลูกคลื่นอยู่ 3 ชนิด ชนิดแรกคือขึ้นลงระยะยาวมาก ชนิดที่สองคือขึ้นลงระยะปานกลาง และชนิดที่สามคือขึ้นลงระยะสั้น ทั้งสามคลื่นจะซ้อนกันอยู่ (กลุ่ม Eliott Wave ไม่ได้บอกความยาวคลื่น แต่ SC68EX บอกว่ายาวประมาณ 13ปี, 1ปี, และ 48วัน ตามลำดับ)
(2) คลื่นขนาดกลางนั้นเวลาขาขึ้นจะสั้น เวลาขาลงจะยาว (กลุ่ม Eliott Wave บอกว่าขาขึ้นจะประกอบด้วยคลื่นระยะสั้น 3 ครั้ง และเวลาขาลงจะประกอบไปด้วยคลื่นระยะสั้น 5 ครั้ง ส่วน SC68EX บอกว่าขาขึ้นใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ซึ่งหารด้วย 48 วัน จะเท่ากับ 2.5 คลื่นเล็ก และขาลงจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน หรือเท่ากับ 5.0 คลื่นเล็ก)
(3) กลุ่ม Eliott Wave บอกว่าคลื่น 5 ลูกในตอนใหลลงมานั้นมันมีลักษณะเป็นฟันเลื่อย แต่จะเป็นฟันที่ใหญ่ก่อนแล้วค่อยๆลดขนาดลงมา คลื่นลูกสุดท้าย(ก่อนที่จะพลิกกลับเป็นขาขึ้น)จะเล็กจนมองเห็นได้ไม่ค่อยชัด จึงทำให้การพยากรณ์การพลิกกลับได้ยาก แต่สูตร์ SC68EX ไม่ได้ให้ความสนใจคลื่นลูกเล็ก สูตร์ SC68EX พยายามเอากราฟพาราโบล่าเข้ามาฟิตกับคลื่นขนาดกลาง ดังนั้นคลื่นลูกเล็กจะทำให้กราฟพาราโบล่ามีความคลาดเคลื่อน(error)ได้สูงเมื่อเข้าใกล้จุดพลิกกลับ การหาจุดพลิกกลับจึงหาได้ยากเช่นกัน
(4) กลุ่ม Eliott Wave พยายามพยากรณ์เพื่อทำกำไรทุกคลื่นลูกเล็ก ซึ่งถ้าทำได้ถูกต้องทุกครั้งจะมีกำไรต่อปีสูงมาก แต่ต้องใช้ทักษะสูง และเนื่องจากมีการซื้อขายบ่อยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมมาก แต่ SC68EX พยายามเล่นตามคลื่นขนาดกลาง ปีหนึ่งๆซื้อขายไม่กี่ครั้ง ทำกำไรได้แค่ปีละครั้ง เสียค่าธรรมเนียมต่ำกว่า มีอัตรากำไรเฉลี่ยระยะยาวได้แน่นอน
ครับ, จริงๆแล้วสองวิธีการนี้ก็คล้ายๆกัน แต่เน้นคนละจุด และต้องใช้ทักษะที่ต่างกัน ใครชอบชนิดใหนก็เลือกกันเอาเอง
.................................
1 ธค.43 ...เขาปั่นหุ้นกันอย่างไร
ในยุคหนึ่งผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์และผู้กำกับตลาดหลักทรัพย์ดูจะกลัวเรื่องการปั่นหุ้นเอามากๆ มีการกล่าวโทษบุคคลหลายคน แต่แล้วก็เอาผิดใครไม่ได้ ทั้งนี้เพราะคำว่า"ปั่นหุ้น"นั้นมันใกล้เคียงกันการ"เก็งกำไร" ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในตลาดหุ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การปั่นหุ้นนั้นยังถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งใครๆก็เห็นด้วย เพราะเป็นการเอาทุนที่สูงกว่ามาเอาเปรียบรายย่อย
เรื่องการปั่นหุ้นได้เงียบหายไปหลายปีแล้ว นี่ไม่ใช่เพราะการกำกับดูแลดีขึ้น มันหายไปเพราะตอนหลังๆคนปั่นหุ้นเขาปั่นแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ที่ไม่สำเร็จเพราะเหตุดังนี้
การปั่นหุ้นในยุคแรกนั้นเขาใช้วิธีเอาเงินมาทุ่มซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เขาอาจทยอยซื้อใว้โดยไม่ให้คนรู้ หรือซื้ออย่างโจ๋งครึ่มเลยก็ได้ เมื่อมีหุ้นนั้นอยู่ในมือแยะแล้วก็ปั่นราคาขึ้นไป เขาทำโดยโยนขายจากโบรกเกอร์หนึ่งไปยังอีกโบรกเกอร์หนึ่ง ทั้งนี้โดยตั้งราคาให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าไม่นานรายย่อยก็จะซื้อตาม พอแรงซื้อมีพอเขาก็ทยอยขายหุ้นของเขาออกมา เขาต้องขายไม่มาก แต่ขายอยู่นาน ขายหมดได้ในราคาสูงตลอดก็รวยมากหน่อย ขายแล้วราคาตกลงมาก็ยังพอมีกำไร
ครับ วิธีการดังกล่าวนี้พังลงเมื่อรายย่อยซื้อแล้วรีบขายทำกำไร เพราะราคาจะขึ้นไม่นานพอที่ตัวเขาจะทิ้งหุ้นได้หมด
อีกประการหนึ่งก็คือ การปั่นราคานั้นต้องขายจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่ง มันไม่มีกำไรแต่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ช่วงทำราคาขึ้นนั้นเสียเงิน 5-15%
ครับ มันดูเหมือนว่า ผู้ดูแลตลาดจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลย และคงจะเป็นเพราะเหตุนี้ผู้ดูแลตลาดก็เลยยอมให้อัตราค่าธรรมเนียมมันลอยตัว เขาไม่กลัวการปั่นหุ้น
แต่ผมคิดว่าผู้ดูแลตลาดกำลังคิดผิด เพราะการปั่นหุ้นนั้นมีอีกหลายรูปแบบ ผมจะยกตัวอย่างให้ดู
ในตอนนี้ตลาดหุ้นซบเซา ราคาไม่ขึ้นไม่ลง มันทำให้ปั่นราคาได้อีก เขาทำได้โดยการกระชากราคาขึ้นหรือลงในตอนจะปิดตลาด อย่างเช่น ในตอนเช้าเขาทยอยซื้อ ราคาจะขึ้นไปเล็กน้อย พอตอนปิดตลาดเขาก็รับซื้อหมดทุกราคาที่มีเสนออยู่ เมื่อหมดข้อเสนอแล้วเขาก็ตั้งราคาแล้วกระชากลงมาอยู่เท่าๆกับเปิดตลาดได้ การกระชากราคาลงนี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และใช้หุ้นน้อยมาก ผลที่ตามมาก็คือ หลังปิดตลาดแล้วรายย่อยก็กลับไปคิด หุ้นที่ถืออยู่นั้นทำท่าดีในตอนต้นวัน แต่ลงท้ายไม่มีกำไร ไม่ช้าก็ต้องขายทิ้ง หลังจากเก็บหุ้นใว้ได้พอควรแล้วก็จะกระชากขึ้นไป 10-15%ใน2-3วัน แล้วก็ทำในทางตรงกันข้าม คือขายในตอนเช้าแล้วกระชากราคาขึ้นในตอนปิดตลาด รายย่อยเห็นราคามันพุ่งขึ้นแรงในตอนแรกก็จะเข้าไปซื้อ แต่ถือไปแล้วไม่มีกำไร ในไม่ช้าก็ต้องเทขาย
ครับ การปั่นราคาในแบบใหม่นี้ใช้เงินไม่มาก ไม่มีความเสี่ยง จัดขนาดของวงเงินให้พอดี ไม่โลภซื้อใว้แยะๆ แต่ปั่นได้พร้อมๆกันหลายตัว โดยให้ทิศทางมันสลับกัน ดัชนีตลาดไม่ไปใหน ดัชนีกลุ่มกลับข้างกับราคาปิด รายย่อยทยอยขาดทุน และที่สำคัญคือ ผู้ดูแลตลาดมองไม่เห็นการปั่น
ข้างบนนี้เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ นี่ไม่ใช่การปรักปรำ ผมไม่มีข้อมูลที่จะมาพิสูจน์ว่ามีการปั่นหุ้นกัน แต่เมื่อดูตามตรรกแล้วมันเป็นไปได้ ถ้าท่านคิดว่าไม่จริงก็ลองตามดูการกระชากราคาได้นะครับ
ผมตามดูมา 2 เดือนแล้ว ผมมีหุ้นกลุ่มไฟแน้นซ์อยู่แยะ บางวันดัชนีกลุ่มเป็นบวก แต่พออัพเดทพอร์ตตอนเช้าก็พบว่าขาดทุน แต่บางช่วงตอนมันกลับกัน คือ ดัชนีกลุ่มเป็นลบ ทำให้ใจแป้ว แต่อัพเดทตอนเช้าแล้วกลับมีกำไร มันจึงทำให้เกิดความสงสัย
..............................................................
5 ธค.43... เขากระชากราคาขึ้นลงได้อย่างไร
มีคนถามผมว่าการกระชากราคาขึ้นหรือลงนั้นทำได้อย่างไร และทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงไม่จับ เรื่องนี้ทำได้ดังนี้
กรณีที่ 1 : เมื่อราคาเสนอซื้ออยู่เหนือราคาที่ต้องการปิด
สมมุติว่าวานนี้ราคาปิดที่ 10.00 บาท วันนี้ราคาได้ไต่ขึ้นไปแล้วมาหยุดอยู่ที่ 10.50 บาท และบนกระดานมีผู้เสนอซื้อที่ 10.50 บาท อยู่ 2000 หุ้น กับที่ 10.25 บาทอยู่ 2500 หุ้น(อาจมีผู้เสนอขายเข้ามาด้วย แต่จะอยู่สูงกว่า 10.50 บาท) อย่างนี้เขาต้องกระชากลง เขาก็จะให้เพื่อนเสนอซื้อที่ 10.00 บาทเข้ามาซัก 2000 หุ้น แล้วตัวเองก็บอกขายที่ 10.00 บาท เป็นจำนวน 6500 หุ้น เครื่องของตลาดก็จะจับแมทช์ได้หมด มันจะจับจากราคาสูงมาสู่ต่ำเพราะผู้เสนอซื้อราคาสูงจะได้สิทธิ์ก่อน คุ่สุดท้ายก็คือ 2000 หุ้นในราคา 10.00 บาท มันจึงปิดที่ 10.00 บาท
กรณีที่ 2 : เมื่อราคาเสนอซื้ออยู่คล่อมราคาที่ต้องการปิด
สมมุติว่าวานนี้ราคาปิดที่ 10.00 บาท วันนี้ราคาได้ไต่ขึ้นไปแล้วมาหยุดอยู่ที่ 10.50 บาท และบนกระดานมีผู้เสนอซื้อที่ 10.25 บาท อยู่ 2000 หุ้น กับที่ 9.90 บาทอยู่ 2500 หุ้น(อาจมีผู้เสนอขายเข้ามาด้วย แต่จะอยู่สูงกว่า 10.25 บาท) อย่างนี้เขาต้องกระชากลง เขาก็จะให้เพื่อนเสนอซื้อที่ 10.00 บาทเข้ามาซัก 2000 หุ้น แล้วตัวเองก็บอกขายที่ 10.00 บาท เป็นจำนวน 4000 หุ้น เครื่องของตลาดก็จะจับแมทช์ได้สองคู่ มันจะจับจากราคาสูงมาสู่ต่ำเพราะผู้เสนอซื้อราคาสูงจะได้สิทธิ์ก่อน คุ่สุดท้ายก็คือ 2000 หุ้นในราคา 10.00 บาท มันจึงปิดที่ 10.00 บาท
กรณีที่ 3 : เมื่อราคาเสนอขายอยู่คล่อมราคาที่ต้องการปิด
สมมุติว่าวานนี้ราคาปิดที่ 10.00 บาท วันนี้ราคาได้ไต่ขึ้นไปแล้วมาหยุดอยู่ที่ 9.90 บาท และบนกระดานมีผู้เสนอขายที่ 10.25 บาท อยู่ 2000 หุ้น กับที่ 9.90 บาทอยู่ 2500 หุ้น(อาจมีผู้เสนอซื้อเข้ามาด้วย แต่จะอยู่ต่ำกว่า 9.90 บาท) อย่างนี้เขาต้องกระชากขึ้น เขาก็จะให้เพื่อนเสนอขายที่ 10.00 บาทเข้ามาซัก 2000 หุ้น แล้วตัวเองก็บอกซื้อที่ 10.00 บาท เป็นจำนวน 4500 หุ้น เครื่องของตลาดก็จะจับแมทช์ได้สองคู่ มันจะจับจากราคาต่ำมาสู่สูงเพราะผู้เสนอขายราคาต่ำจะได้สิทธิ์ก่อน คุ่สุดท้ายก็คือ 2000 หุ้นในราคา 10.00 บาท มันจึงปิดที่ 10.00 บาท
กรณีที่ 4 : เมื่อราคาเสนอขายอยู่ต่ำกว่าราคาที่ต้องการปิด
สมมุติว่าวานนี้ราคาปิดที่ 10.00 บาท วันนี้ราคาได้ไต่ขึ้นไปแล้วมาหยุดอยู่ที่ 9.70 บาท และบนกระดานมีผู้เสนอขายที่ 9.70 บาท อยู่ 2000 หุ้น กับที่ 9.60 บาทอยู่ 2500 หุ้น(อาจมีผู้เสนอซื้อเข้ามาด้วย แต่จะอยู่ต่ำกว่า 9.60 บาท) อย่างนี้เขาต้องกระชากขึ้น เขาก็จะให้เพื่อนเสนอขายที่ 10.00 บาทเข้ามาซัก 2000 หุ้น แล้วตัวเองก็บอกซื้อที่ 10.00 บาท เป็นจำนวน 6500 หุ้น เครื่องของตลาดก็จะจับแมทช์ได้หมด มันจะจับจากราคาต่ำมาสู่สูงเพราะผู้เสนอขายราคาต่ำจะได้สิทธิ์ก่อน คุ่สุดท้ายก็คือ 2000 หุ้นในราคา 10.00 บาท มันจึงปิดที่ 10.00 บาท
ครับ ทั้งหมดนี้เขากับเพื่อนเขาจะต้องเสนอเข้ามาตอนเกือบ 16.30 น.พอดี และจำนวนต้องพอเหมาะ ซึ่งผู้อ่านอาจถามว่าถ้ามีใครรู้ก็สามารถแกล้งแทรกราคาเข้ามาได้ แล้วเขาจะทำอย่างไร คำตอบก็คือไม่มีใครแซกแซงหรอก เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย รายย่อยก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีโบรกเกอร์ทำให้
สำหรับปัญหาจากผู้ดูแลตลาดนั้นไม่มี เพราะผู้เสนอราคา 10.00 บาทคู่สุดท้ายนั้นเป็นคนละคน ไม่มีใครโง่ถึงขนาดใช้แอคเค้าเดียวกัน
เรื่องนี้จะมีปัญหาได้อยู่กรณีหนึ่งคือ มีคนเสนอซื้อหรือขายเป็นล็อตใหญ่ค้างอยู่และมาขวางทางพอดี เรื่องอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่าควรซื้อหรือขายล็อตนั้นด้วยหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่กว้านซื้อไว้แล้วว่ามีมากแล้วหรือยัง และเขาอยู่ในช่วงตอนของการซื้อหรือขายทำกำไร
อันที่จริงแล้ว คนปั่นหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเสนอซื้อและขายให้ลงตัวพอดีก็ได้ ราคาก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากับราคาปิดของวันก่อนเปะๆ หลักใหญ่มันอยู่ที่การปั่นให้คนทิ้งหุ้นเสียก่อน แล้วจึงไปลากขึ้น ขึ้นแล้วก็ทะยอยขาย ทำสลับกันไปอย่างนี้ทุกๆ 50-60 วันต่อรอบ ยิ่งตลาดซึมและเล่นแบบเปลี่ยนตัวกันง่ายๆอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ทำได้สบาย
........................................
10 ธค.43....กองทุนมีประโยชน์อย่างไร
กองทุนหมายถึงบริษัทที่รับฝากเงินของประชาชนแล้วนำไปลงทุนในที่ต่างๆโดยมีเงื่อนใข เงื่อนใขนี้มีได้ร้อยแปดพันประการ เช่นบางแห่งบอกว่าจะนำไปฝากธนาคารกับเล่นหุ้น โดยจะเล่นหุ้นไม่เกิน 20 เปอร์เซนต์ ค่าบริการจะคิดเป็นเปอร์เซนต์ของรายได้ แต่ไม่มีการรับผิดชอบต่อการขาดทุน... บางแห่งบอกว่าจะนำเงินไปเล่นหุ้นอย่างเดียว ค่าบริการจะคิดเป็น 10 เปอร์เซนต์ของกำไร ถ้าไม่มีกำไรก็จะไม่คิดค่าบริการ แต่หากขาดทุนก็ไม่มีการรับผิดชอบ.... บางแห่งบอกว่าจะนำไปซื้อตราสารหนี้กับเล่นหุ้น โดยจะเล่นหุ้นไม่เกิน 20 เปอร์เซนต์ ค่าใช้จ่ายก็จะหักไป มีกำไรเหลือก็ลงทุนเพิ่มโดยถือว่าเป็นของผู้ฝาก...ฯลฯ
กองทุนต่างๆนี้ตั้งขึ้นโดยอยู่ในความดูแลของธนาคาร หรือกรรมการควบคุมตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนั้นๆ การคุ้มครองเงินฝากก็จะแตกต่างกันไปตามนโยบายของประเทศ ดังนั้นผู้ฝากเงินต้องคิดกันเอาเองว่าจะใช้บริการนี้หรือจะลงทุนด้วยตนเอง
ครับ, ส่วนใหญ่แล้วฝรั่งเขานิยมใช้บริการเหล่านี้มากกว่าลงทุนด้วยตนเอง กองทุนของเขาจึงมีขนาดใหญ่โตมาก กองทุนเล็กๆยังมีเงินทุนถึง 2-3 พันล้านเหรียญสหรัฐ พวกใหญ่ๆจึงมีทุนเป็นแสนล้านเหรียญ
เหตุผลที่ฝรั่งเขาใช้บริการกองทุนก็เพราะถ้าลงทุนเองจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่า
ที่มันต่ำกว่าก็เพราะ
1. กองทุนสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้สูงกว่าฝากเงินที่ธนาคาร
2. ส่วนที่ฝากไว้ในธนาคารก็ได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าคนธรรมดา
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า กองทุนทำงานอย่างไรจึงเล่นหุ้นได้ดีกว่าคนธรรมดา
คำตอบก็คือ
1. เขาสามารถกระจายเงินลงทุนไปซื้อหุ้นได้หลายๆตัว หลายๆประเทศ
2. เขาใช้คนน้อยกว่า
3. เขามีแหล่งข้อมูลที่ดีกว่า
ครับ, การกระจายเงินลงทุนออกไปซื้อหุ้นหลายๆตัว และหลายๆประเทศนั้นช่วยลดความแปรปรวน หุ้นบางตัวให้กำไรสูงในช่วงหนึ่ง แล้วก็ไปให้กำไรต่ำหรือขาดทุนในอีกช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเอามาถัวเฉลี่ยกันก็จะได้ค่าที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก และจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินที่ธนาคาร นี่เป็นความจริงที่พิสูจน์กันได้ มันให้ผลที่แน่นอนกว่าการมาเล่นเองโดยซื้อแค่ 2-3 ตัว
ในเรื่องค่าใช้จ่าย เราก็จะเห็นได้ ถ้าเราเล่นเองจะมีค่าติดตามข่าวสารเดือนละ 5-6,000 บาท ค่าเวลาในการสั่งซื้อสั่งขายอีกเดือนละ 5-6,000 บาท เล่นในวงเงิน 200,000 บาทก็จะไม่คุ้ม เล่นในวงเงินคนละ 1,000,000 บาทก็สู้บริษัทไม่ได้ เพราะกองทุนขนาด 50,000 ล้านบาท(=50,000 ลูกค้า) นั้นเขาใช้คนแค่ไม่ถึง 100 คน แต่เราเล่นกันเองตั้ง 50,000 คน
ในด้านข้อมูลและข่าวสารนั้นบริษัทต้องเสียเงินมากขึ้นก็จริง แต่นำมาเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายต่อลูกค้าแล้วต่ำกว่าพวกเรามาก เช่นเขาอาจจ่ายไปเดือนละล้านบาท แต่เฉลี่ยออกมาแล้วตกหัวละ 20 บาทเท่านั้น
โอเค, โดยหลักการแล้วลงทุนผ่านกองทุนนั้นดีกว่า ฝรั่งเขาทำอย่างนั้นกันมาแล้ว แล้วทำไมเมืองไทยจึงไม่ประสบความสำเหร็จ ?
เรื่องนี้เราก็ต้องโทษ 3-4 สาเหตุ เช่น กองทุนเราเล็กไป ผู้บริหารกองทุนขาดความรู้ความชำนาญ การควบคุมของผู้ควบคุมมันเข้มเกินไป ตลาดเราแย่ลง หรือเศรษฐกิจเราแย่ลง มันเป็นไปได้ทั้งนั้น
แต่มีคำถามว่า เราจะยังควรลงทุนผ่านกองทุน หรือ หันกลับมาเล่นเอง ?
ในความเห็นของผม ถ้าท่านมีเงินลงทุนไม่ถึง 200,000 บาทท่านลงทุนผ่านกองทุนจะดีกว่า นอกเสียจากว่าท่านอยากได้ลุ้นให้สนุกๆ กองทุนน่าจะทำได้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะอะไรๆจะดีขึ้นในไม่ช้า สำหรับคนมีเงินลงทุนระหว่าง 200,000 ถึง 1,000,000 บาทนั้น จะเล่นเองหรือผ่านกองทุนก็ได้ ส่วนผู้ที่มีเงินลงทุนเกิน 1,000,000 บาท ท่านควรเล่นเอง และต้องซื้อข้อมูล อย่างเช่น เป็นสมาชิกของเว็บไซท์นี้เป็นต้น
ที่ผมแนะนำเช่นนี้ก็เพราะในวงเงิน 1,000,000 บาทขึ้นไปนั้นค่าซื้อข้อมูลจะต่ำกว่าค่าบริการของกองทุน จำนวนเงินก็มากพอที่จะกระจายความเสี่ยง แถมยังได้ลุ้นให้สนุกๆไปด้วย
.............................
12 ธค.43...เฮดช์ฟันด์ชอบปั่นหุ้นหรือเปล่า
คำว่า Hedge นั้นแปลว่ารั้วต้นไม้ คำว่า Hedging นั้นแปลว่าการหลบหลีกเอาตัวรอด โดยโผล่หัวขึ้นมาที่หนึ่งแล้วมุดไปโผล่อีกที่หนึ่ง คำว่า Hedge Fund จึงหมายถึงกองทุนที่พยายามเอาตัวรอดโดยการกระโดดหนีไปมา พวกนี้อาจกระโดดหนีจากหุ้นไปสู่การถือเงินตราต่างประเทศ หรือไม่ก็ย้ายไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่น เมื่อตลาดเราดีขึ้นเขาก็กลับเข้ามาลงทุนใหม่ ดังนั้นในความหมายดั้งเดิมนั้น เขามักจะเทขายจนหมดพอร์ต แล้วย้ายไปลงทุนที่อื่นอยู่เรื่อยๆ วิธีการนี้จะได้ผลเมื่อเขาหยั่งความรู้สึก(mood)ของตลาดได้ถูกต้อง
เฮดช์ฟันด์นั้นทำได้ดี มีกำไรสูง แต่ส่วนใหญ่มันเข้าลักษณะปั่นหุ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเฮดช์ฟันด์เข้ามาซื้อราคาก็จะขึ้น และเมื่อเฮดช์ฟันด์ขายออกไปราคามันก็ลดลง เฮดช์ฟันด์จึงถูกมองว่าเป็นผู้ปั่นตลาด
แต่มาในปัจจุบันนี้ ขนาดของกองทุนประเภทนี้มันใหญ่ขึ้นมาก เอดช์ฟันด์ของฝรั่งขนาดเล็กๆก็เกิน 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเล่นแบบขายจนหมดพอร์ตได้ เพราะจะกระทบกับราคามาก ราคาหุ้นตัวที่ขายออกมาก็ตกไปด้วย จะใช้วิธีทยอยขายก็ใช้เวลาหลายเดือน นอกจากนี้แล้ว การเล่นหุ้นระยะยาวก็ให้ผลดีพอสมควร พวกเขาจึงลงทุนทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว
จากการที่เอดช์ฟันด์ในปัจจุบันถือหุ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว การดึงทุนระยะสั้นไปที่อื่นนั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าขายออกมาเร็ว ราคาหุ้นจะตกทั้งตลาด ซึ่งจะกระทบต่อหุ้นระยะยาวที่เขาถืออยู่ด้วย
ครับ, ผมไม่เชื่อว่าเอดช์ฟันด์นั้นชอบปั่นหุ้น การที่ราคาหุ้นของไทยมันขึ้นลงตามปริมาณการซื้อขายของเอดช์ฟันด์ก็เพราะพวกเรากันเองมากกว่า คือชอบซื้อตามและขายตามกองทุนฝรั่ง ถ้าเราเลิกเล่นตามฝรั่งได้ ตลาดก็จะดีกว่านี้
..............................
27 ธค.43 ... ข่าวสารบ้านเมืองมีผลต่อราคาหุ้นแค่ใหน
โดยทั่วๆไปแล้วหุ้นนั้นขึ้นลงเพราะความรู้สึกของคนในตลาดมากกว่าข่าวสาร
"ความรู้สึก" ในที่นี้หมายถึงความอยากซื้ออยากขายของคน
ส่วน "ข่าวสาร" นั้นหมายถึงข่าวด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ความรู้สึกของคนนั้นเกิดจากใจผสมกับข่าวสาร คือ เมื่อหุ้นมันลงไปนานพอและมากพอ คนก็จะเกิดความอยากซื้อ และเมื่อหุ้นมันขึ้นไปมากพอและนานพอ คนก็จะเกิดความอยากขาย ราคาจะพลิกกลับก็เมื่อมีข่าวสารที่มากระทบใจได้จังหวะพอดี ด้วยเหตุนี้ สูตร์การเล่นหุ้นต่างๆจึงดูที่ใจหรือความรู้สึกของคนมากกว่าดูที่ข่าวสารบ้านเมือง
พวกเขาเชื่อว่า ความรู้สึกมีน้ำหนักมากกว่าข่าวสารในอัตรา 9 ต่อ 1
แต่ในปี 2543 นี้ สูตร์ต่างๆดูจะผิดพลาดไปหมด เช่น สูตร์ของ Eliott นั้นบอกว่า ลูกคลื่นในขาลงจะมีแค่ 5 ลูก แต่ปีนี้นับได้กว่า 6 ลูกไปแล้ว ส่วนสูตร์ของผม (SC68EX) นั้นบอกว่าขาลงจะยาวประมาณ 8 เดือน แต่ปีนี้ใหลลงมา 12 เดือนแล้วก็ยังไม่ขึ้น
ถ้าถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ?
คำตอบก็มีอยู่อย่างเดียว คือ ข่าวสารด้านการเมืองและเศษฐกิจมันเกิดมีอิทธิพลมากกว่า ที่มันมีอิทธิพลมากกว่าก็เพราะมันย่ำแย่มาโดยตลอด เรื่องนี้เราคงต้องยอมรับกัน เช่น ตลอดปีนี้นักวิชาการออกมาโจมตีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล เขาหาว่าแก้ผิดวิธี ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็แย่ มาตอนปลายปีก็มีเรื่องความขัดแย้งในบริษัทเอกธำรงและทีพีไอ ......ฯลฯ
ครับ, ผมไม่อยากจะแก้ตัว แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และได้เป็นไปแล้ว ดังนั้นในอนาคตเราคงจะต้องระมัดระวังในเรื่องการทำนายหุ้นกันให้มากขึ้น
ผมต้องกราบขอโทษพวกเราที่ได้ติดตามสูตร์ SC68EX มาตลอดปี ซึ่งต้องเสียแรง เสียเวลา และเสียเงินไปพอสมควร
ครับ, ปีหน้า ผมคงต้องให้น้ำหนักแก่ข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองให้มากขึ้น
.......................................