03 ตค.2551 อะไรจริงอะไรเท็จ?
มีหลายท่านที่อยากให้ผมพูดถึงสภาพของสังคมไทย และให้แสดงข้อคิดเห็นต่างๆ
วันนี้ผมก็เลยลองตั้งเวปเพจขึ้นมาอีก 1 เพจ โดยให้ชื่อว่า SungKom
and SheVit
ผมจะขอเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณ 63 ปีให้ท่านฟัง แล้วค่อยมาสรุปเป็นคำตอบให้แก่คำถามข้างบน
เมื่อ 63 ปีก่อน ผมยังเป็นนักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนของผมอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่
วันหนึ่งเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม เขาเอาก้อนหินสีดำๆ หนักประมาณ 5 กก. มาให้ครูประจำชั้นดู
แล้วก็เล่าว่า มันตกมาจากฟากฟ้า ตกลงมาบนหลังคาห้องนอน แล้วก็ลงมานอนอยู่บนที่นอนของเขา
เขาคิดว่ามันเป็นก้อนอุกาบาต ซึ่งน่าจะเก็บไว้ที่โรงเรียนเพื่อให้นักเรียนดูกัน
ครับ, คุณครูประจำชั้นท่านก็สนใจ จึงได้นำเอาหินก้อนนั้นไปให้นักธรณีวิทยาตรวจดู
ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าน่าจะใช่
แต่เมื่อเอากลับมาที่ห้องเรียน และปรึกษากันว่า จะจัดวางไว้ตรงใหน และจะบอกห้องเรียนอื่นๆได้อย่างไร
ก็มีเพื่อนในชั้นเรียนอีกคนหนึ่งตั้งคำถามว่า แน่ใจแล้วหรือว่ามันเป็นของจริง เขาให้ข้อสังเกตุว่า
บ้านเพื่อนสนิทของผมนั้นเขาเคยไปแวะเยี่ยม เขาเห็นว่ามีเพดานเป็นแผ่นกระดานที่แข็งแรง
เจ้าอุกาบาตนั้นไม่น่าจะตกทะลุเพดานลงมาได้
เจอกับคำถามอย่างนี้ก็ทำให้ทุกคนรวนเรไปทันที
ครับ, โดนคำถามแบบนี้ เพื่อนสนิทของผมก็ตอบว่า บ้านของเขานั้นมีเพดานอยู่แค่ในห้องรับแขก
ห้องอื่นๆไม่มีเพดาน และกระเบื้องก็เป็นชนิดที่ทำด้วยปูนเป็นแผ่นบางๆ รูปร่างเป็นรูปขนมเปียกปูน
มันจึงตกทะลุลงมาได้
แต่เพื่อนที่ไม่เชื่อนั้นก็กลับถามใหม่ว่า ถ้าเป็นลูกอุกาบาตจริงมันต้องร้อน และน่าจะทำให้ฟูกติดไฟขึ้นมา
ป่านนี้บ้านน่าจะไม่เหลือหรออะไรแล้ว แล้วก็ท้าว่า จริงหรือไม่จริงก็หารถเช่าไปดูกัน
ทางเพื่อนสนิทของผมเขาก็ตอบอย่างไม่เต็มปากเต็มคำว่า เขาพูดผิดไป บ้านเขาไม่มีฟูก
แต่ใช้เสื่อทอด้วยเปลือกไม้ไผ่ การที่เขาพูดไม่เต็มปากนั้นผมเข้าใจว่า เขาอายที่จะเปิดเผยว่าบ้านเขายากจน
แต่มันกลับสร้างความไม่พอใจให้กับทุกคน ตัวคุณครูประจำชั้นนั้นท่านคิดว่าเพื่อนสนิทของผมนั้นพูดโกหก
ท่านจึงเอาเพื่อนสนิทของผมไปซักถามอย่างละเอียดในห้องพักครู ท่านปิดประตูและหน้าต่างทุกบานเพื่อไม่ให้ใครได้ยินว่าพูดอะไรกันบ้าง
แล้วก็ซักถามอยู่กว่า 1 ชั่วโมง
ครับ, เพื่อนสนิทของผมออกมาจากห้องพักครูก็เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว เขาบอกว่าคุณครูห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก
และจะไม่มีการเช่ารถไปดูหลักฐานกัน ทั้งทั้งที่เขาก็ยินดีที่จะพาไปดู
ครับ, เรื่องนี้ค้างอยู่ในใจของผมมากว่า 63 ปีแล้ว และมันสอนให้ผมรู้ว่า ความจริงหรือความเท็จนั้นมันเป็นแค่ความรู้สึกของแต่ละบุคคล
ทุกคนจะเอาใจ และประสบการณ์ของตนเป็นตัวตัดสิน
ในสายตาของผมนั้น เรื่องนี้เป็นจริงอย่างแน่นอน เพราะเพื่อนสนิทคนนี้ไม่ชอบพูดปด และนักธรณีวิทยาก็ยืนยันว่าหินก้อนนั้นน่าจะใช่อุกาบาต บ้านผมก็มีเพดานแค่ในห้องรับแขก นี่เป็นเรื่องธรรมดาของช่างเมืองเชียงใหม่ในยุคนั้น
สำหรับคุณครูประจำชั้นนั้นท่านก็คงจะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเท็จ เพราะท่านส่งคืนก้อนหินก้อนนั้น
แล้วห้ามใครพูดถึงอีก ท่านก็คงจะดูจากประสบการณ์ว่า โอกาสที่จะมีก้อนอุกาบาตตกลงมาไส่บ้านคนแล้วยังเป็นก้อนดีอยู่นั้นมีน้อยมาก
สำหรับเพื่อนคนที่แย้งขึ้นมานั้น ก็คงจะเชื่อว่าเป็นอุกาบาตจริง แต่ความเกลียดชังที่มีอยู่ในใจ
และความอิจฉา ทำให้ปิดใจ และยืนกระต่ายขาเดียวว่าเพื่อนสนิทของผมนั้นพูดโกหก นิสัยของเพื่อนคนนี้เป็นที่รู้กันในชั้นเรียน
แล้วตัวท่านล่ะ ท่านเชื่อว่าเป็นอย่างไรกันแน่?
ครับ, ผมเฝ้าเวียนถามตนเองในเรื่องนี้มานาน ผมเริ่มมาเห็นความจริงเมื่อเรามีกลุ่มพันธมิตร์ฯนี่แหละ
คือมนุษย์เรานั้นรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้โดยผ่านทาง หู ตา จมูก ปาก และผิวสัมผัส
เท่านั้น ที่ผ่านทางหูและตานั้นมีมากกว่าสิ่งใดๆ เพราะเรามีภาษาพูด เรามีสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์
เราได้รับรู้เรื่องต่างๆมากมายจากคำบอกเล่าจากคนอื่น แล้วเราก็เอามาคิด คนเราจะคิดและเชื่อไปทางใหนก็ได้
แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อตามน้ำหนักของคนที่บอกเล่ามา หรือตามคนที่มาออกความคิดเห็น
ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้บอกไว้แล้วว่า ไม่ควรทำเช่นนั้น คนเราควรจะนำไปวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล
คนเราต้องใช้ประสพการณ์เป็นเครื่องตัดสิน และต้องมีใจเป็นกลาง
แต่คนเรานั้นขี้เกียจที่จะคิดด้วยตนเอง และก็ไม่อยากไปสืบเสาะหาความจริงในทางอื่น เราจึงเชื่อตามคนที่พูดมาว่าน่าเชื่อถือแค่ใหน
ครับ, คนไทยเราจึงวนเวียนอยู่ในความมืด เราเชื่อคนง่าย เราไม่ได้ใช้เหตุผล นี่ผมไม่ได้บอกว่ากลุ่มพันธมิตร์เป็นคนผิดนะครับ
คนกลุ่มอื่นๆก็ใช้เทคนิคเดียวกันในการชักจูงใจเราให้เชื่อพวกเขา
สิ่งที่ผมต้องการสรุปก็คือ เมื่อได้รับฟังเรื่องมาจากคนอื่นแล้ว มนุษย์แต่ละคนจะสรุปไปตามประสพการณ์และความเชื่อถือในตัวแหล่งข้อมูล คนเราจึงมีข้อสรุปที่แตกต่างกันได้ และมันก็หนีไม่พ้นที่จะขัดแย้งกัน
ทางเดียวเท่านั้นครับ ที่จะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นี้ คือ กลับไปล้างความเชื่อผิดๆที่เราได้สะสมเอาไว้ในสมองของเรา
แล้วหันกลับมาใช้คำสอนของพระพุทธเจ้า ว่า อย่าเชื่อตามคนที่บอกเล่ามา
...........
16 ตค.2551 ... คนไทยตกเลขคณิตทั้งประเทศ
มีนักเรียนทุนท่านหนึ่ง ท่านจบดอกเตอร์ทางคณิตศาสตร์ จบมาประมาณ 5 ปีแล้ว ท่านกลับมาแล้วก็มาเป็นข้าราชการที่กระทรวงศึกษา
ท่านเคยแวะมาคุยกับผม ท่านให้ข้อสังเกตุดังกล่าว เหตุผลของท่านคือ ในการสอบประจำปีของเด็กชั้น
ป4.ทั่วประเทศครั้งหนึ่ง เด็กที่ได้คะแนนสูงสุด นั้นได้แค่ 44 คะแนนจากคะแนนเต็ม
100 คะแนน
ครับ, นั่นเป็นข้อสังเกตุที่ตรงกับความรู้สึกของผม ผมก็เลยคุยกันต่ออยู่เกือบ 2
ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นแล้วผมก็ไม่ได้เจอกับนักเรียนทุนท่านนั้นอีกเลย
มาวันนี้ ผมได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ว่า ปัจจุบันนี้ธุรกิจการสอนพิเศษด้านคณิตศาสตร์นั้นเจริญก้าวหน้ามาก
เรามีสถาบันคุมง(KUMON) เปิดอยู่นับร้อยสาขา แล้วก็ยังมีบริษัทที่เปิดสอนพิเศษอีกมากมาย
รวมแล้วเป็นธุรกิจปีละเป็นพันล้านบาท ผมก็เลยมีคำถามว่า
เสียเงินติวเข้มปีละพันล้านบาทแล้วสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่?
ครับ, ผมยังไม่มีคำตอบหรอก เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ผมจะไปเก็บสถิติมาวิเคราะห์ให้ได้
แต่ผมมีตัวอย่างที่น่าสนใจกว่า มาให้ท่านเอาไปถกกันดู
ท่านจำโครงการที่ชื่อว่า มิยาซาว่า ได้ใหม?
โครงการนี้เสียเงินไป 30,000 ล้านบาท เป้าประสงค์คือจะสอนการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา
Visual Basic ให้แก่ประชาชนประมาณแสนคนที่ยังไม่มีงานทำ หรือมีงานแล้ว แต่อยากจะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นโปรแกรมเมอร์
แต่ผลที่ได้นั้นมันแทบจะเป็นศุนย์ คือเรียนจบแล้วส่วนใหญ่ก็ยังเขียนโปรแกรมไม่เป็น
และเรื่องนี้ผมพอจะบอกได้ว่า ทำไมมันจึงล้มเหลว
เงิน 30,000 ล้านบาท ต่อผู้เข้าอบรม 100,000 คน มันก็เฉลี่ยออกไปเป็นค่าใช้จ่ายหัวละ
300,000 บาท ซึ่งเป็นเงินมิใช่น้อยเลย แต่การสอนมันทำกันอย่างผิดวิธี มันจึงล้มเหลว
ที่ผมบอกว่าผิดวิธีก็เพราะ ครูที่มาสอนนั้นส่วนใหญ่จะมาสอนว่าคำสั่งในภาษา
Visual Basic นั้นมันมีอะไรบ้าง และอธิบายไปทีละคำสั่ง แต่ไม่ได้สอนให้คิดและวางโครงสร้างของโปรแกรม
ไม่ได้สอนว่าต้องวางคำสั่งต่อเนื่องกันอย่างไรจึงจะทำให้เกิดผลงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
ที่ผิดหนักกว่านั้นก็คือ ครูที่มาสอนนั้นก็ไม่ใช่คนที่ทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์อย่างแท้จริง
พวกเขาเป็นนักสอนตามตำรา พวกเขาแค่เคยเขียนโปรแกรมมา 2-3 โปรแกรม เขียนในตอนที่ไปเรียนเมืองนอก
เขียนตามที่อาจารย์ฝรั่งให้ไปเขียนมา แล้วก็มารับงานสอนตามโครงการมิยาซาว่านี้
แล้วก็สอนโดยพลิกตำราสอนไปทีละหน้า เมื่อจบตามตำราแล้วก็จบกัน
ครับ, ทำไมผมจึงรู้ว่าครูที่ใช้สอน และวิธีสอนมันจึงเป็นอย่างนั้น?
คำตอบก็คือ ในตอนนั้น คนที่เขียนโปรแกรมเป็นมีอยู่ไม่ถึง 2,000 คน และคนที่รู้ภาษา
Visual Basic นั้นมีไม่ถึง 200 คน และเขาก็ไม่สามารถจะปลีกเวลามาสอนให้ แต่จำนวนครูที่ต้องใช้นั้นต้องไม่ต่ำกว่า
100,000/50=2,000 คน เจ้าของโครงการ(ซึ่งผมรู้จักดี) จึงต้องอาศัยอาจารย์จากมหาวิทยาลัย
ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่สอนการเขียนโปรแกรม เขาจึงต้องสอนกันแบบนั้น
ครับ, จริงๆแล้ว คนไทยนั้นเรียนอะไรๆก็สอบตกเกือบทั้งนั้น
และความผิดพลาดมันอยู่ที่วิธีการสอน ครูไทยของเราถูกบังคับให้สอนตามตำราที่มีอยู่
สอนโดยพลิกไปทีละหน้า จบบทนี้แล้วก็ขึ้นบทใหม่ จบเล่มแล้วก็จบวิชานั้น ครูที่สอนอย่างถูกวิธีนั้นเมื่อก่อนมีอยู่
แต่มาในระยะหลังนี้ถูกผู้บริหารในกระทรวงบังคับให้เข้าตามแผน จนกลายเป็นหุ่นยนต์ไปหมด
ครอบครัวไทยที่รู้ว่าลูกหลานเรียนหนังสือแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ต้องยอมเสียเงินให้ลูกหลานเรียนพิเศษ
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เราเสียเงินโดยไม่จำเป็นไปปีละกี่แสนล้านบาท และในอนาคตจะต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าใดฯลฯ
มองเห็นปัญหานี้แล้วผมก็เคยคิดว่า ผมควรจะเปิดหลักสูตร์ติวคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรม
แต่ผมพบว่า หลักสูตร์การเขียนโปรแกรมของผม ซึ่งมีราคาแค่ 30,000 บาทต่อหัว(ถูกกว่าโครงการมิยาซาว่า
10 เท่า) ไม่มีใครมาเรียน ผมพยายามหาเหตุผลอยู่นาน แล้วก็สรุปว่า เป็นเพราะคนไทยเราตกเลขคณิต
และเชื่อคนง่าย นั่นเอง คือเขาเห็นชื่อสถาบันแล้วเชื่อทันทีว่าจะได้ผล และไม่รู้ว่า
30,000 บาทต่อหัวนั้นมันถูกกว่า 30,000 ล้านบาท ต่อ 100,000 หัว
.........
22 ตค.2551...ใครหลอกใช้ใคร?
มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์อันประเสริฐ ทั้งนี้เพราะรู้จักคิด และคิดได้ลึกซึ้ง จนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ดีๆ
เช่น มีเมตตา มีกรุณา มีคุณธรรมประจำตัว ทำให้เกิดความเจริญต่อประเทศ
แต่... ความสามารถในการคิดนี้ก็มีความเป็นลบอยู่ด้วย ซึ่งผมจะขอหยิบเอามาพูดในวันนี้
คือ ทุกคนนั้นก็อยากได้ อยากมี อยากดี โดยไม่ต้องลงแรง ความอยากเหล่านี้ทำให้เกิดแนวคิดว่า
เขาจะต้องหลอกใช้คนอื่น เช่น คนบางคนอยากจะล้มล้างอดีตนายกทักษิณ แต่ไม่อยากเสียเวลาเสียแรงงานในการไปขับไล่ให้เขาลงจากตำแหน่งนายกด้วยตนเอง
ก็หันมาใช้วิธีจับไมค์ แล้วขึ้นไปยืนด่าบนเวที แล้วก็ชักจูงใจให้คนอื่นไปเดินขบวนขับไล่
เรื่องนี้ทำไปหลายเดือนแต่ไม่สำเร็จ
เมื่อไม่สำเร็จก็ไปเชียร์ให้ทหารมาปฏิวัติ แล้วนายทหารก็ตกหลุมของเขา เข้ามาปฏิวัติจนสำเร็จ
ครับ, ตรงนี้ผมอยากถามท่านผู้อ่านว่า ทหารถูกหลอกใช้หรือเปล่า
แน่นอนที่สุด เพราะคำกล่าวหาต่างๆที่กลุ่มคนถือไมค์ยัดเยียดไว้นั้น เกือบทั้งหมดไม่มีมูล
ทหารเข้ามาดูแลประเทศอยู่ปีกว่าๆ ไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ตัวนายทหารนั้น ไปที่ใหนที่ใหนในโลกนี้ก็ถูกผู้นำของชาติเหล่านั้นถามแยง
และไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ ประเทศไทยเสียหายไปเท่าใหร่ไม่มีใครประเมินได้
ทหารขึ้นมาครองเมืองแล้วก็มีการเลือกตั้ง แต่พรรคของรัฐบาลเก่าก็กลับเข้ามาอีก
พรรคฝ่ายค้านที่อุตส่าห์เอาใจช่วยทหารและนักด่าด้วยไมค์ นั้นจึงผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
แล้วก็เกิดความคิดว่า ต้องให้นักด่าไปยึดที่ทำงานของรัฐบาล
ตรงนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการหลอกใช้ เพราะเมื่อเดินขบวนไปยึดรัฐสภา ก็โดนระเบิดน้ำตาจนขาขาดไปสองสามคน
แต่ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านก็หละหลวมจนมีนักข่าวจับได้ว่าได้ส่งสส.ของตนไปร่วมเดินขบวนด้วย
ซึ่งทำให้เสียหลักการไปอย่างมาก ความน่าเชื่อถือหดหายไปจนมีแนวโน้มว่าจะต้องเป็นฝ่ายค้านตลอดชาติ
ตรงนี้ก็เกิดคำถามขึ้นมาเหมือนกัน คือ พรรคฝ่ายค้านนั้นถูกหลอกโดยนักถือไมค์หรือเปล่า?
ครับ, ในสายตาของผมแล้ว พรรคฝ่ายค้านถูกหลอกเข้าเต็มเปา ทั้งนี้เพราะคนถือไมค์นั้นเขาไม่ใช่แค่ไล่พรรคของรัฐบาล
เขาจะเข้ามายึดประเทศไทย แล้วปกครองประเทศด้วยลัทธิใหม่ เขาได้ใช้โอกาสนี้ทำให้พรรคฝ่ายค้านจมไปไต้พระธรณีไปด้วย
ครับ, ผมขอหยุดไว้แค่ตรงนี้ ทั้งนี้เพื่อให้เหลือเรื่องราวเอาไว้ให้ท่านคิดเองบ้าง
การหลอกใช้กันและกันยังมีอีกมาก ท่านต้องมองโลกในแง่ร้ายเสียบ้าง แล้วจะได้เห็นความเป็นจริง
แต่เห็นแล้วก็อย่าไปตำหนิใครเลย มันเป็นความซวยของเราที่เกิดมาในยุคนี้เท่านั้น
................
26 ตค.2551 .... ใครหลอกใช้ใครกันแน่?
ในบทความครั้งที่แล้ว ผมบอกว่า คนเรามีความสามารถในการคิดสูงกว่าสัตว์อื่นๆ และเมื่อใช้ความคิดอย่างสร้างสรร
มันก่อให้เกิดความดี ความเจริญ แต่คนเราจำนวนไม่น้อย กลับใช้ความคิดไปในทางที่ผิด
คือคิดหลอกใช้คนอื่น และได้ยกตัวอย่างเอาไว้ว่า นักด่าผ่ายไมค์นั้นหลอกใช้ทหาร
โดยไปด่าว่าคุณทักษิณนั้นโกงชาติโกงเมืองหลายประการ แล้วก็ให้พรรคพวกเดินขบวนจนเกิดสถานการณ์วุ่นวายในประเทศ
จนในที่สุดทหารก็ปฏิวัติและทำลายนายทักษิณไปจนสำเร็จ
และในบทความดังกล่าว ผมได้ทิ้งท้ายไว้ให้ท่านคิดว่า ยังมีใครหลอกใช้ใครกันอีกบ้าง
ครับ, วันนี้จะขอให้ท่านมองต่ออีกสักนิด คือ ขอถามซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นักด่าผ่านไมค์นั้นหลอกใช้นายทหาร
หรือ นายทหารหลอกใช้นักด่าผ่านไมค์กันแน่?
มันเป็นไปได้นะครับ ว่า นายทหารนั้นก็อยากทำการปฏิวัติ แต่ยังไม่มีจังหวะที่จะทำ
ก็เลยให้ท้ายพวกถือไมค์ เราจะเห็นได้ว่า เมื่อปฏิวัติแล้วก็ส่งคนเข้าไปคุมองค์การของรัฐหลายอย่าง
แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจต่อ...ฯลฯ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกู้ชาติเลยแม้แต่น้อย
และเข้ามาแล้วกลับเป็นผลเสียต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง
นี่ไม่ได้หมายความว่าผมปักปลำพรรคนายทหารนะครับ แต่เราสามารถคิดไปได้ เรื่องอย่างนี้จะจริงหรือเท็จนั้นเจ้าตัวเท่านั้นที่จะรู้ได้
ครับ, ถ้ามันเป็นเรื่องจริง มันจะหมายถึงว่า การหลอกใช้ซึ่งกันและกันนั้นเป็นไปได้
และคนที่ทำตัวเป็นว่าถูกหลอกใช้นั้น(ทั้งๆที่ตัวเองก็อยากให้เขาหลอกใช้) มันเลวยิ่งกว่าใครใดๆเสียอีก
ครับ, คนโบราณจึงได้เขียนเอาไว้ว่า จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง
....................
28 ตค.2551... ทำไมทฤษฎีนั่งโต๊ะเจรจาจึงลัมเหลว?
ตอนนี้ใครๆก็ออกมาพูดว่า เราต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในบ้านเมืองโดยนั่งโต๊ะเจรจากัน
แต่คนที่พูดนั้นเคยทำหรือเปล่าไม่มีใครรู้ และคนไทยนั้นเคยเรียนทฤษฎีการนั่งโต๊ะเจรจามาหรือเปล่า
ก็ไม่มีใครรู้ พวกเขาทั้งหลาย(ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่ที่แก่จนหัวหงอกแล้ว)ต่างเชื่อมั่นในทฤษฎีนี้
ที่เขาเชื่อว่ามันจะจบลงได้เพราะเขาเห็นสหรัฐและประเทศบิ๊กๆไปบังคับให้ประเทศเล็กๆที่ทะเลาะกันไปนั่งโต๊ะเจรจากัน
และส่วนใหญ่ก็จบลงได้ด้วยดี
ครับ, มันเป็นความเชื่อที่ผิดๆ มันใช้ได้แต่ในกรณีของการใกล่เกลี่ยในประเทศเล็ก มันใช้ไม่ได้กับความขัดแย้งระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลไทยกับพันธมิตรฯ
ทำไมหรือครับ?
ก็เพราะมันอยู่กันคนละสภาวะ และมันอยู่ที่คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เรื่องนี้ผมจะขยายความให้ฟัง
ประการที่ 1 คือ ในกรณีของการขัดแย้งระหว่างประเทศเล็กๆนั้น
เรามีสหรัฐทำตัวเป็นตำรวจโลก เรามีประเทศใหญ่อื่นๆเป็นตัวแบกอัพสหรัฐ ประเทศเล็กๆต้องทำตามคำสั่ง
โอกาสที่จะดื้อดึง แล้วเดินออกจากห้องประชุมมีน้อย และหลังจากเดินออกแล้วก็จะโดนบีบจนต้องกลับมาประชุมกันใหม่และประชุมกันจนจบเรื่องจนได้
ประการที่ 2 คือ ถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ สหรัฐก็จะทุบประเทศที่ตนเห็นว่าผิด
โดยการบอยค็อตประเทศนั้น แล้วก็ชดเชยให้แก่ประเทศที่สหรัฐเห็นว่าทำถูก เราดูที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นตัวอย่าง
ประเทศใหนไปขัดแย้งกับอิสราเอลจะโดนทุบหัว แล้วอิสราเอลก็จะได้อาวุธและเงินชดเชย
ประการที่ 3 คือ ความขัดแย้งในระดับประเทศนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาสถานะการเป็นประเทศ
ต่างต้องยึดเอากฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐาน และต่างก็ต้องให้ประเทศดำเนินไปได้โดยไม่ต้องมาทำสงครามกัน
เขาจึงพร้อมที่จะจบเรื่องกันได้บนโต๊ะประชุม
ประการที่ 4 คือ ในกรณีของการขัดแย้งระหว่างพรรครัฐบาลกับพันธมิตรฯนั้นไม่มีใครเป็นตำรวจโลก
คนใหญ่คนโตในประเทศไม่กล้าบังคับ ไม่กล้าตัดสินใจ แถมบางคนไปถือหางกันคนละข้างเสียอีก
พวกเขาดีแต่พูด แต่ไม่ทำอะไรเลย เพราะเกรงว่าคนใหญ่คนอื่นจะคิดเห็นต่างออกไป และที่แย่มากๆก็คือ
ใครแสล๋นเข้าไปรับอาสาใกล่เกลี่ยจะโดนเขี่ยออกไปนอกทางทันที ดูท่านบิ๊กจิ๋วเป็นตัวอย่าง
ประการที่ 5 คือ ในกรณีของการขัดแย้งระหว่างพรรครัฐบาลกับพันธมิตรฯนั้น
ฝ่ายพันธมิตรฯเปลี่ยนข้อเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา ข้อเรียกร้องเก่ายังไม่ทันจะตกลง
ก็ยัดข้อเรียกร้องใหม่เข้ามา ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้น บางครั้งก็ยอมแพ้บางครั้งก็ปล่อยเรื่องให้ค้างอยู่
และไม่เคยไปนั่งโต๊ะเจรจา แต่ก็ทำเรื่องใหม่ให้เป็นประเด็นขัดแย้งอยู่เรี่อยๆ
ครับ, ผมไม่ใช่คนแรกที่บอกว่า การเจรจาระหว่างพรรครัฐบาลกับพันธมิตรฯนั้นไม่มีทางสำเร็จ
แต่คนที่พูดอย่างเดียวกับผมจะโดนนักวิชาการและคนใหญ่คนโตสวนเอาว่า ถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้วจะให้ทำอย่างไร?
มีครับ คนใหญ่คนโตของประเทศจะต้องเข้าใจ แล้วต้องทำหน้าที่เป็นผู้บังคับให้มาเจรจากัน
ถ้ามันเดินออกนอกห้องประชุม ก็ต้องใช้ความเป็นผู้ใหญ่บังคับมันให้กลับมาประชุม
ถ้ามันเจรจากันไม่จบ ก็เป็นศาลและจัดการกับมันเสีย ถ้าผู้ใหญ่ผู้โตเกิดแตกแยกกันเอง
ก็ต้องให้ผู้ใหญ่ที่อยู่เหนือขึ้นไปมาจัดการ
ครับ, อย่าทำเป็นคนดีมีวัฒนะธรรม แล้วไม่รู้หน้าที่ของตน เมื่อมีคนเขายกให้เป็นผู้ใหญ่ระดับประเทศ
ก็ต้องทำหน้าที่ตามที่คนเขายกให้เป็น ท่านต้องศึกษาทฤษฎีการสลายความขัดแย้งให้เข้าใจเสียก่อน
อย่าเอาทฤษฎีมาประยุกต์อย่างส่งเดช
..................
04 พย.2551 .... เหตุผลที่คนยุคใหม่เขาใช้กัน
จากวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้น คนไทยก็เลยใช้เหตุผลที่ดูแปลกๆ
วันนี้จะขอยกมาให้ฟังสักห้าหกเรื่อง ดังนี้
1. พรรคฝ่ายค้านบอกว่า พวกเขายินดีที่จะเจรจากับนายกและพรรครัฐบาล แต่มีเงื่อนใขอยู่นิดหน่อย
คือ นายกจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาเสียก่อน(ซึ่งหมายความว่า
ต้องลาออก)
คำถามของผมก็คือ ถ้านายกลาออกไปแล้ว แล้วใครจะมาเจรจากับพรรคฝ่ายค้าน และจะไปเจรจากันในเรื่องอะไร?
2. กลุ่มเสื้อแดงนั้นก็ไม่เลว เขาประกาศทางทีวี ว่า เขาพร้อมที่จะยุติการเคลื่อนใหว
และจะหันมาเจรจากับกลุ่มเสื้อเหลือง แต่มีเงื่อนใขว่า กลุ่มเสื้อเหลืองต้องออกไปจากทำเนียบรัฐบาล
และยอมรับผิดชอบต่อการกระทำทั้งหมดที่ผ่านมาเสียก่อน
คำถามของผมก็คือ เมื่อกลุ่มเสื้อเหลืองออกจากทำเนียบรัฐบาล และไปมอบตัวต่อตำรวจ
ในข้อหาเป็นกบฏ แล้วเขาจะไปเจรจากันที่ใหน และเจรจากันในเรื่องอะไร ทั้งนี้เพราะนักโทษในข้อหาเป็นกบฏนั้นมันไม่สามารถออกมาจากห้องขัง
คนที่ไปเยี่ยมเยียนนั้นต้องนั่งในห้องมีลูกกรงกั้นและพูดกันได้แบบตัวต่อตัวเท่านั้น?
3. มีบริษัทแห่งหนึ่ง ขอตั้งโรงงานถลุงเหล็ก แต่ชาวบ้านไปเดินขบวนคัดค้าน เพราะบริษัทยังไม่ได้ทำประชาพิจารณ์
และไม่ได้ทำการศึกษาผลกระทบต่องสิ่งแวดล้อม แต่บริษัทก็ทำการก่อสร้างไปเรื่อยๆ
ชาวบ้านทนไม่ใหวก็รวมตัวกันไปฟ้องศาลให้หยุดไว้ก่อน ผลคือศาลสั่งให้หยุดก่อสร้างตามที่ชาวบ้านขอ
แต่บริษัทก็ยังสร้างต่อไป แถมยังติดตั้งเครื่องมากกว่าที่ขออนุญาติไว้ ชาวบ้านเห็นไม่ได้ผลก็ไปฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัด
แต่เขาก็ยังทำต่อ ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า ต้องเร่งสร้างให้เสร็จ แล้วจะได้ทดลองเครื่อง
แล้วจึงจะเห็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านถามว่า ถ้ามันมีผลกระทบมาก แล้วจะทำอย่างไร?
เขาตอบง่ายๆว่า ก็จะหาทางแก้ใขต่อไป
คำถามของผมก็คือ โครงการใหญ่ๆนี่ เดี๋ยวนี้เขาใช้วิธีทำไปแก้ใขไปกันแล้วหรือ? บ้านเรารวยถึงขนาดนั้นแล้วหรือ?
4. ทางด้านเสื้อเหลืองก็ไม่เลว ท่านบอกว่ายินดีที่จะมานั่งโต๊ะเจรจากับฝ่ายตรงข้ามทุกฝ่าย
แต่มีเงื่อนใขอยู่นิดเดียว คือ ห้ามไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามานั่งโต๊ะด้วย
ผมจึงอยากถามว่าใครจะเป็นคนกลาง และคนกลางจะเข้ามาประชุมได้อย่างไร?
5. เรื่องล่าสุดคือ หลังจากกลุ่มเสื้อแดงได้พาเอาคนมาฟังอภิปรายได้เกือบแสนคน ทางฝ่ายเสื้อเหลืองก็บอกว่า
ยังไม่เก่งจริง ถ้าจะให้แน่ต้องเข้ายึดหน่วยราชการใหญ่ๆ แล้วเข้าไปกินไปนอนกันให้ได้หลายๆเดือน
ครับ, เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะท่านอีสปได้พูดไว้ในนิทานเรื่อง หมาป่าหางด้วน
มากว่า 1,000 ปีมาแล้ว
โดยสรุปแล้วก็คือ มนุษย์ในยุคนี้เขาใช้แนวคิดที่ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน
เขาจะทำอะไรบางอย่าง แล้วก็ยืนยันที่จะทำต่อไป โดยไม่คำนึงว่าจะไปก่อความวุ่นวายต่อผู้อื่น
ถ้ามีใครมาบอกให้ไปนั่งโต๊ะเจรจากัน เขาก็จะตั้งเงื่อนใขให้เขาบรรลุผลเสียก่อน
หรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามตายไปเสียก่อน แล้วจึงจะมาเจรจากัน
อย่างนี้คนโบราณเขาจะอุทานว่า แล้วจะไปเจรจากับผีอะไรกัน
ผมเพิ่งจะเข้าใจคำอุทานดังกล่าวในวันนี้เอง
ถึงตอนนี้ผมคิดว่าผมคิดถูก ที่ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย
..................
26 พย.2551 .... วิตกจริต, ภัยร้ายที่มองไม่เห็น
ช่วงนี้การเคลื่อนใหวทางการเมืองมีมากมายเหลือเกิน ถ้าจะหยิบเอาขึ้นมาวิจารณ์เป็นเรื่องๆ
ก็อาจถูกผู้อ่านหาว่าเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้า ผมจึงขอมองอย่างกว้างๆว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่
ครับ, ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังอยู่ในสภาพมีวิตกจริตอย่างสูง
เช่น ฝ่ายเสื้อเหลืองกำลังกลัวว่ารัฐบาลจะเปิดประชุมสภาร่วม แล้วยัดใส้เรื่องการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเข้ามา
ส่วนฝ่ายเสื้อแดงและรัฐบาลก็กลัวว่าคนเสื้อเหลืองจะบุกยึดสถานที่ทำงานต่างๆ และทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้
ส่วนทางคมช.นั้นก็ไม่อยากช่วยรัฐบาลกำหราบกลุ่มเสื้อเหลืองลง เพราะกลัวว่าปราบแล้วรัฐบาลจะรื้อฟื้นความผิดเรื่องปฏิวัติ
แต่จะปล่อยไปเรื่อยๆก็ไม่ได้ เพราะประชาชนกำลังถามหาความรับผิดชอบอยู่(กินเงินเดือนหลวง
แต่ไม่ทำอะไรเลย อย่างนี้หรือที่เรียกว่า ข้าราชการ?) ส่วนคนที่วิตกจริตอย่างแรงคือแกนนำกลุ่มเสื้อเหลือง
เพราะที่ดำเงินการต่างๆมาได้ก็เพราะคนไทยไปยอมรับว่า คนเสื้อเหลืองระดับล่างนั้นเป็นคนไทยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ใครจะมาทำร้ายไม่ได้ ถ้าเรื่องนี้คนไทยเกิดเปลี่ยนท่าทีขึ้นมา เจ้าคดีต่างๆก็จะเปิดขึ้น
ซึ่งพวกตนไม่มีทางแก้ตัวได้เลย
ครับ, เรื่องของการตกอยู่ในสภาวะวิตกจริตนั้น จริงๆแล้วนักลงทุนก็เจอกันมาแล้วทุกคน
เช่น หลังจากที่ตลาดปิดไปแล้ว และยังถือหุ้นที่มีกำไรประมาณ 3-4 เปอร์เซนต์อยู่ในมือ
แล้วก็มีข่าวร้ายเข้ามาในตอนค่ำ อย่างนี้ท่านจะทำอย่างไร หลายคนบอกได้เลยว่าควรตั้งขายในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น
แต่มันมีคำถามว่าจะตั้งราคาที่เท่าใด เรื่องนี้บางคนอาจจะใช้เวลาคิดทั้งคืน คิดจนนอนไม่หลับ
อาการมันร้อนรุ่มอยู่ในอก จะหาเรื่องอื่นมาคิดก็หาไม่ได้ มันจะวนกลับมาที่คำถามว่าจะขายหุ้นที่ราคาเท่าใดกันแน่
มันติดวนเป็นวงจรอุบาท เพราะเรากลัวว่าถ้าตั้งสูงเกินไป จะขายไม่ได้ จะโดนคนอื่นขายตัดหน้าไปเสียก่อน
ครั้นจะตั้งให้ต่ำลงไปอีกก็จะขาดทุน
ครับ, ผมมีเพื่อนที่เคยตกอยู่ในสภาพดังกล่าว แต่เขาหาทางออกโดยไปเอาซีดีสารคดีการท่องเที่ยวออกมาเปิดดู
ดูไปดูไป แล้วก็ฟุ๊บคาโต๊ะทำงาน มาตื่นเอา 3 วันให้หลัง เขามองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
เขาบอกว่าหน้าตาคุ้นๆ แต่จำชื่อไม่ได้ แล้วเขาก็ถามว่าผมอยู่ที่ใหน เด็กสาวก็ตะโกนว่า
คุณพ่อฟื้นแล้วๆๆๆ ทั้งนี้เพราะในช่วง 3 วันที่ผ่านมาเขานึกว่าเขาฝันไป และในฝันนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ครับ, โรควิตกจริตนั้นอาจทำให้เกิดอาการฟุ๊บและหลับฝันไป
และต้องใช้เวลาอีกหลายวันในการรื้อฟื้นความจำ
ครับ, ถ้าท่านเกิดอาการวิตกจริตอย่างแรง ท่านต้องคิดถึงคำของพระที่ว่า เกิดก็มาแต่ตัว
ตายก็ไปแต่ตัว ทรัพย์สินเงินทองนั้นเอาติดตัวไปไม่ได้....ผมตัดเอาส่วนท้ายๆทิ้งไป
คือเรื่องของการทำดีเพื่อฝากไว้ให้ลูกหลานนั้นผมไม่เห็นด้วย เพราะสมัยนี้ ประวัติศาสตร์มันเขียนใหม่ได้หมด
มันขึ้นอยู่ที่ตัวคนเขียน ถ้าเขาเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเรา เขาก็จะบอกว่าเราเลว
ถ้าเขาเป็นพวกเดียวกับเรา และได้ประโยชน์ถ้าเขียนเยินยอเรา เขาก็จะเขียนเยินยอเรา
ครับ, เนื่องจากตอนนี้ไทยแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นหมู่จนแทบจะนับไม่ถ้วย ในอนาคตจึงต้องเต็มไปด้วยคนเลวมากมาย
จะเหลือคนดีแค่กลุ่มเดียวเท่านั้น แล้วจะมานั่งกัดกันไปทำไม?
...................
02 ธค.2551 .... ทำไมผู้บริหารไทยจึงนิยม-อมสาก?
ข่าววานนี้บอกว่า พันธมิตร์ได้เข้ามาขอเจรจากับนายตำรวจผู้รับผิดชอบในงานสลายม็อบ
โดยมีข้อเสนอว่า พวกเขาจะย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลก็ได้ แต่ขอให้รัฐบาลยกเลิกข้อหาทั้งอาญาและแพ่งต่อพวกเขาทั้งหมด
ครับ, ข่าวมันจบอยู่แค่นี้แหละ มันไม่มีข่าวออกมาว่านายตำรวจที่ไปเจรจานั้นพูด
หรือคิด หรือโต้ตอบไปอย่างไรบ้าง มันดูเหมือนว่าจะมีสากอยู่เต็มปาก
ครับ, ทำไมผู้บริหารไทยจึงไม่ยอมพูด หรือแสดงอะไรออกมาเลย นี่เป็นการกระทำที่โง่และงี่เง่าอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะ ประชาชนคนไทยทุกคนต่างก็อยากทราบกันทั้งนั้น คนที่เชียร์ม็อบก็อยากจะรู้ว่าฝ่ายตำรวจจะเอายังไง และคนที่ต้องการสลายม็อบก็อยากจะรู้ว่ารัฐจะต้องเสียอะไรไปอีก และที่สำคัญคือ นายตำรวจเหล่านั้นอยู่ในฐานะตัวแทนของปวงชน ก็ควรที่จะแถลงให้คนไทยทั้งชาติได้รู้ว่าได้ทำหน้าที่อย่างที่ปวงชนเขาต้องการหรือไม่
ครับ, ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยที่ไม่เข้าข้างใคร ผมจึงรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่มาเจอข่าวแบบนี้
แล้วผมก็เริ่มคิด ผมคิดไปเยอะเลย คิดจนถึงขนาดอยากจะลาออกจากการเป็นประชาชนคนไทย
ทั้งนี้เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะต้องถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด ผมจะไว้ใจคนที่อยู่รอบข้างได้อย่างไร
ใครจะมาดูแลทุกข์สุขของครอบครัวผมได้ ในเมื่อตำรวจกลายมาเป็นคนอมสากไปหมด ถัาเป็นผม
ผมคงจะตอบไปง่ายๆว่า การจะออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วไปชุมนุมที่ใหนมันเป็นเรื่องของฝ่ายพันธมิตร์
ตำรวจไม่มีอำนาจมายกเลิกความผิดให้ได้ และบอกเลยว่าถ้าจะขอเจรจากันอีกก็ให้เรียกร้องในเรื่องที่เป็นไปได้
และถ้าไม่พอใจก็ให้ชุมนุมต่อในทำเนียบก็ได้ เพราะความรับผิดชอบเป็นของฝ่ายพันธมิตร์อยู่แล้ว
ครับ, การมีชีวิตเป็นคนไทยในยุคนี้ดูจะยากเย็นเข็ญใจมากขึ้นทุกวัน
.................
31 มค.2552 .... ตัวอะไรเบียดเบียนคนไทยมากที่สุด?
ถ้าท่านสำรวจดูบนร่างกายของท่าน ท่านจะพบว่า เรามีแผลเป็นอยู่มากมาย แผลเป็นคือประวัติของการถูกทำร้าย
และที่มีมากที่สุดก็คือ แผลเป็นจากการถูกยุงกัด ยุงจึงเป็นตัวเบียดเบียนที่ร้ายกาจที่สุด
นอกจากจะกินเลือดเราไปแล้ว มันยังทิ้งสารพิษเอาไว้ ซึ่งอาจออกฤทธิ์เมื่อเราไปกินอาหารที่มันแสลงต่อระบบน้ำเหลืองของเรา
คือเกิดอาการคันที่แผลเป็นเหล่านั้นได้
นั่นเป็นเรื่องของร่างกาย ซึ่งเมื่อคิดไปแล้วมันก็ไม่รู้จะแก้กันอย่างไร หมอเขาเตือนว่าอย่าไปพยายามหาวิธีกำจัดมัน
เพราะยิ่งไปตอแยกับมันแล้ว มันจะปรับตัวและกลายพันธ์ แล้วขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีก
แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นการถูกเบียดเบียนอย่างร้ายแรง และเรามองไม่ค่อยเห็น
มันไม่มีแผลเป็นขึ้นบนร่างกายเรา เรื่องนี้ก็คือ การเสียภาษี
ภาษีนี้มีทั้งทางตรงและทางอ้อม วันนี้จะขอพูดถึงภาษีทางตรงเสียก่อน
ครับ, เวลาเราทำงานแล้วได้เงินมา กรมสรรพากรก็มาเก็บจากเราไปประมาณ 15% ใครมีเงินได้มากก็โดนเก็บเป็นแบบอัตราก้าวหน้า
ซึ่งอาจเพิ่มไปจนถึง 50%
หลังจากได้เงินมาแล้ว เราจะไปซื้อหรือจ้างใครมาบริการ ก็จะโดนเก็บอีกรอบหนึ่ง หรือที่เขาเรียกว่า
VAT, นั่นก็อีก 7%
รวมแล้วคนไทยทั่วๆไปจะโดนเก็บภาษีประมาณปีละ 22%ของรายได้
มี่มันเงินมิใช่น้อยเลยทีเดียว
แล้วเราเคยถามบ้างใหมว่าเขาเอาเงินของเราไปใช้ในเรื่องใด? และเราได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าใหม?
เรื่องนี้คิดต่อออกไปแล้วรู้สึกคันขึ้นมาในหัวใจ
พวกเขาบอกว่า เก็บเงินไปแล้วเขาก็ไปสร้างสิ่งอำนวยความสดวกให้แก่เรา เช่น บริการ
น้ำ ไฟ ถนนหนทาง ท่าเรือ การขนส่ง การเรียนการสอน ตำรวจ(เพื่อดูแลทุกข์สุข แต่ก็ไปนั่งอมสากอยู่อย่างที่ผมเคยพูดไว้ในบทความที่แล้ว)
ทหาร หน่วยสงครามพิเศษ....ฯลฯ
แต่ดูแล้วมันไม่คุ้มเลย เพราะก่อนจะให้บริการ หรือสร้างสาธารณประโยชน์ เขาเอาไปจ่ายเป็นเงินเดือนเสีย
90% มันเกิดเป็นผลงานหรือสี่งของแค่ 10% ดูเรื่องน้ำประปาเป็นตัวอย่าง น้ำดิบมีมากมาย
แทบจะไม่ต้องลงทุนหา แต่ผลิตเป็นน้ำประปาแล้วราคาคิวละสิบกว่าบาท
แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เราต้องมีคนเข้ามาทำงานมากมาย ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่เรียกว่า
คณะรัฐมนตรี คนพวกนี้อ้างว่าต้องทำงานสำคัญ ต้องติดต่อกับคนใหญ่คนโตทั่วโลก
จึงต้องมีตึกสวยๆ มีเฟอรนิเจอร์ชนิดดีและคลาสิก แล้วก็ต้องเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ
ล่าสุดก็คือต้องไปประชุมที่เมืองโดฮา และเพื่อให้มันต้องใช้เงินจำนวนมากๆ ก็ต้องใช้คำว่า
กรุงโดฮา แทนคำว่า เมืองโดฮา
ครับ, ผมอยากจะถามว่า มันจะได้อะไรจากการไปประชุมที่เมืองโดฮา?
เจ้าความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเพราะไปนั่งอยู่ในที่ประชุมนั้นมันจะถูกนำมาใช้ได้คุ้มค่าหรือ? ไม่ช้ามันก็ต้องครบวาระ แล้วก็ต้องออกไปจากตำแหน่ง และถ้าจะนั่งอยู่ที่ทำเนียบแล้วอ่านรายงานเอาไม่ได้หรือ?
ครับ, คณะรัฐมนตรี และพรรคพวก ก็คือตัวเบิยดเบียนที่ร้ายกาจอีกประเภทหนึ่ง คนพวกนี้สูบเลือดเรามากกว่ายุงหลายร้อยเท่า
และถ้าเราไปตอแยมันเข้า มันจะกลายพันธ์ จะขยายพันธ์ แล้วก็กินเราจนตายทั้งประเทศก็ได้
จงปรงให้ตก แล้วรับสภาพเสียดีกว่า จะได้นอนตายอย่างตาหลับ
..............
15 กพ.2552 ..... คนไทยชอบเถียงข้างๆคูๆ
เมื่อสองวันก่อน มีเด็กที่เสียสิทธิ์ในการสอบเอเน็ตมาออกทีวี เขาแสดงความไม่พอใจด้วยการบ่นว่า
เขาอุตส่าห์นั่งดูหนังสือมาสองเดือนเต็มๆ เขามีความมุ่งมั่นที่จะเช้าสอบแข่งขันอย่างเต็มเปี่ยม
และมาขอร้องแค่ให้ได้สอบเท่านั้น เขายอมเสียสละที่ไม่มีโอกาสเลือกคณะที่ต้องการ...
ครับ, ที่เขาเสียสิทธิ์ก็เพราะเขาไม่มาชำระเงินตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครๆก็เข้าใจ
และมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่เขาได้เตรียมตัวสอบมาอย่างยาวนาน ความดีงาม กับความตั้งใจนั้นมันไม่สามารถเอามาชดเชยกับการลืมไปชำระเงินค่าสอบได้
แต่คนไทยในปัจจุบันเขาเอามาโยงกันเข้าไปได้
นี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ที่ผมเป็นห่วงก็เพราะ การกระทำแบบนี้เขาเรียกว่า การเถียงข้างๆคูๆ
ซึ่งเป็นนิสัยที่เลวอย่างหนึ่ง และจะส่งผลไปถึงเศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง
เรื่องนี้ผมขอขยายความให้ฟัง
ถัาท่านยอมให้เด็กเหล่านี้เข้าสอบได้ มันก็จะกระทบต่อระบบ เช่น สอบแล้วจะเอาคะแนนไปรวมกับคะแนนของเด็กอื่นๆที่มาชำระเงินตรงเวลา
แล้วจัดเรียงลำดับใหม่หรือไม่? ถ้าท่านทำอย่างนั้น คนที่เคยได้ที่สุดท้ายก็อาจถูกร่นลงไปจนกลายเป็นสอบไม่ติด
ซึ่งจะต้องถามกันว่าจะชดเชยให้คนที่เสียหายเหล่านี้ได้อย่างไร?
แต่ถ้าท่านให้สอบเพิ่มเติมแล้วเอาไปจัดลงในคณะที่ยังมีที่ว่างอยู่ มันก็จะมีคำถามว่า
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มันทำเช่นนั้นได้หรือเปล่า? และมันมีที่ว่างอยู่จริงหรือ?
นอกจากนี้ก็จะมีคำถามว่า เมื่อสอบเพิ่มแล้ว มันจะหมดปัญหาได้จริงหรือ? จะไม่มีใครมาขอยกเว้นอย่างข้างๆคูๆอีกหรือ?
แต่...สี่งที่จะมีผลตามมาในอนาคตก็คือ สังคมไทยก็จะกลายเป็นสังคมที่ต้องยอมรับการขอชดเชยกันไปตลอดชาติ
ทุกคนสามารถใช้เหตุผลข้างๆคูๆมาขอโน่นขอนี่กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
ท่านอย่าเถียงว่า เป็นไปไม่ได้
ผมขอบอกว่ามันมีให้เห็นอยู่เต็มตาอยู่แล้ว
เพราะขณะนี้เราก็เถียงกันจนเต็มหน้าจอทีวีอยู่ทุกวัน
บางคนบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมันไม่ถูกต้อง เพราะเขียนโดยคณะรัฐประหาร จึงเอามาใช้งานไม่ได้
บางคนบอกว่า รัฐบาลไปแถลงนโยบายนอกรัฐสภา จึงถือว่ายังไม่ถูกต้อง บางคนบอกว่า ทหารไปจับเอาสส.ของกลุ่มคุณเนวินมาบังคับให้โหวตเลือกคุณอภิสิทธิ์เป็นนายก
จึงถือว่าคุณอภิสิทธิ์ได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ....ฯลฯ
ครับ, สังคมไทยมันเต็มไปด้วยเรื่องการเถียงข้างๆคูๆอยู่แล้ว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ
พ่อแม่ในยุคปัจจุบันเขาสร้างลูกหลานในรูปนี้กันอยู่ อย่างเช่น กลัวว่าลูกหลานจะออกไปเสเพลกับเพื่อน
เขาก็หลอกให้อยู่บ้าน โดยซื้อคอมพิวเตอร์ให้ แต่พอได้คอมพิวเตอร์มาแล้วก็เล่นเกมจนเกินกว่าเหตุ
แล้วพ่อแม่ก็เปลี่ยนมาซื้อมอเตอไซด์ให้แทน โดยบังคับว่าต้องเรียนให้ได้เอ....
ข้อแลกเปลี่ยนเหล่านี้ทำให้เด็กสับสน เขาจึงร้องขอสี่งต่างๆโดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล
ครับ, เมืองไทยกำลังจมลงไปเรื่อยๆ เราขัดแย้งกันมากขึ้น เราขอและบีบบังคับเอาจากพ่อแม่และสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วในที่สุดเราก็จะทำตัวเลวร้ายเพื่อประชดพ่อแม่และสังคม
หยุดเสียที่เถอะ ถ้าไม่อยากหมดเนื้อหมดตัวและ...สิ้นชาติ
กลับมาเป็นสังคมที่รู้เหตุรู้ผลกันเสียที
........................
09 เมษ.2552 ..... โลกนี้คือละคร
นี่เป็นอมตะวาจา มีคนพูดและเขียนเอาไว้มาก ฟังดูแล้วน่าทึ่ง แต่ผมยังไม่เห็นใครได้ใช้ประโยชน์
ครับ, คนส่วนใหญ่ฟังแล้วก็คิดอย่างผิวเผิน แล้วก็เชื่อว่าเป็นความจริง และเมื่อยอมรับว่าเป็นความจริงไปแล้วก็เก็บฝังไว้ในสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง
แล้วก็นำออกมาพูดเพื่อให้คนอื่นรู้ว่า ฉันก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน
ครับ, โลกนี้เป็นโรงละครโรงใหญ่ คนส่วนใหญ่คิดว่าทุกคนต่างมีบทเป็นของตนเอง แล้วก็แสดงบทออกมา
เช่น เรียนมาทางวิศวะก็ทำตัวเป็นวิศวกร เรียนมาทางบัญชีก็ทำตัวเป็นนักบัญชี เรียนมาทางครูก็เป็นครูสอนหนังสือ
และถ้าไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ก็แสวงหางานใหม่มาทำ ในขณะเดียวกันนั้น บางคนก็ต้องเป็นพ่อ
บางคนก็ต้องเป็นแม่ บางคนก็ต้องเป็นลูก เป็นหลาน เป็นเหลน เป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก
เป็นคนดี เป็นคนเลว เป็นคนเสียสติ เป็นคนร่าเริง เป็นคนขี้ขลาด เป็นคนเอื้ออารีย์...และ
เป็นคนรักชาติหรือผลาญชาติ
ครับ, ผมไม่เชื่ออย่างที่พูดมาข้างบนนี้
ไม่มีมนุษย์หน้าใหนที่ปฏิบัติตนตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตัวเองเลือกมาอย่างตรงไปตรงมา
เพราะ ถ้าเราทำกันอย่างนั้นบ้านเมืองนี้จะมีแต่ความสุขความเจริญ ทุกคนจะมีค่าใช้จ่ายไม่มาก
การแต่งเนื้อแต่งตัวจะราบเรียบ ไม่ต้องหรูหรา การติดต่อสื่อสารเพื่อทำธุรกิจกันมันก็ง่าย
ไม่ต้องระวังว่าใครจะมาโกงใคร ชาวนาชาวสวนชาวไร่ก็สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่พอมีพอกิน
พ่อค้าคนกลางก็ซื้อมาขายไปแล้วมีกำไร ผู้บริโภคก็ได้สินค้าที่พอจะจับจ่ายได้
สิ่งที่มนุษย์เราทำกันจริงๆนั้นมันเป๋ไปอย่างรุนแรง
เช่น คนในเมืองจะซื้อข้าวสารสักถุงหนึ่ง มันก็ไม่ได้คำนึงว่าตันทุนของชาวนาเขาเป็นเท่าใด
มันคิดอยู่อย่างเดียวคือ ขอกดราคามันลงไปเท่าที่จะทำได้
พ่อค้าคนกลางนั้นเมื่อถูกกดดันก็ไปกดราคาเอากับชาวนา มันกดดันกันเป็นทอดๆ ราคาที่ผู้ผลิตขายได้จริงๆจึงต่ำกว่าทุน
ชาวนาจึงยากจนลงทุกวัน แล้วก็ต้องตายลงไปอย่างทุกข์ทรมานมาหลายชั่วคน โลกเราเป็นอย่างนี้มานานแล้ว
นอกจากเรื่องการซื้อข้าวสารแล้ว ทุกอย่างที่คนเมืองซื้อหามาใช้นั้นก็เข้าอีหลอบเดียวกันหมด
จะซื้อตู้เย็น พัดลม เสื้อผ้า บ้าน รถยนต์ เครื่องประดับ เครื่องสำอางค์...มันกดราคากันอย่างรุนแรงทั้งสิ้น
แม้แต่ค่าบริการทางเพศมันก็กดราคา ซึ่งทำให้เกิดระบบแม่เล้า ระบบซื้อขายและค้ามนุษย์
ระบบนักเลงคุมซ่อง และการทารุณกรรมต่างๆ
ครับ, หันหน้าไปทางใหนก็เจอแต่การกดราคากันทั้งนั้น
คนทั้งโลกจึงอยู่ในสถานะถูกกดดันโดยถ้วนหน้า และก็ต้องกดดันคนอื่นเพื่อดึงตนเองให้พ้นจากแรงกดดันเหล่านี้
เราไม่เคยคิดที่จะหันมามองในทางตรงกันข้าม คือ ยอมจ่ายเงินให้สูงขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ลืมตาอ้าปาก
แล้วตนเองก็จะได้ขายในราคาอันสมควรเสียบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น, มนุษย์เรานั้น เมื่อได้เงินมาแล้ว แทนที่จะเก็บไว้ใช้ตามความจำเป็นในอนาคต
เรากลับเอามาละลายทิ้ง เช่น เอามาซื้อเสื้อผ้า อาภรณ์ รถยนต์ บ้าน เครื่องแต่งบ้านหรูหรู
ติดแอร์คอนดิชั่น สูบบุหรี่นอก ดื่มสุรานอก จัดสังสรร จัดปาร์ตี้มั่วเซกส์ ทำทุกอย่างที่จะหลอกล่อเด็กสาวเด็กหนุ่ม
เพื่อนฝูง ให้มาปรนเปรอตัว การทำตัวฟุ้งเฟ้อนี้ไม่ได้ทำกันแต่ในพวกที่มีเงิน มันทำกันทุกระดับ
บางคนกู้เงินเขามาสร้างภาพด้วยซ้ำไป
ครับ, เราโหดร้ายไส่กันและกัน แล้วเราก็เอาเงินที่ได้มามาฟุ่มเฟือยไปอย่างสุดๆ
ประสิทธิภาพของการใช้เงินจึงต่ำอย่างสุดๆ แล้วเราก็พากันจมลงก้นบึ้งของความทุกข์
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ บทละครของแต่ละคนนั้นเขียนโดยตัวคนเหล่านั้น มันไม่ได้เขียนโดยพระเจ้าที่มีความเป็นกลาง
มันไม่ได้เขียนขึ้นมาจากการมองให้ครอบคลุมทุกคนที่รวมกันอยู่ในสังคมนี้ มันเขียนขึ้นตามกิเลสตันหาในใจของแต่ละบุคคล
มันถูกเขียนขึ้นอย่างแยบยล เพราะถ้าถูกจับได้มันจะเสียหายกับตนเอง มันจึงยอกย้อนอย่างไม่น่าเชื่อ
เช่น บางคนออกมาบีบน้ำตาต่อหน้าสาธารณชนเพื่อบอกว่าเขารักชาติมาก เขาขอทรยศเพื่อนเพื่อให้ประเทศอยู่รอด
บางคนก็ออกมาประจานคนอื่น บางคนก็ออกไปปลุกระดมมวรชน บางคนก็ไปออกกฎหมายเพื่อโกงที่รัฐ
บางคนก็บุกรุกป่าสงวน บางคนก็ผลักดันให้ปิดป่าเพื่อจะได้รักลอบตัดไม้ไปขาย บางคนก็ตั้งมูลนิธิเพื่อบังหน้า...ฯลฯ
ครับ, โลกนี้คือละคร แต่เป็นละครน้ำเน่าที่ร้ายกาจ มันสกปรก
โสโครก และโหดร้ายอย่างสุดๆ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ต้องสร้างเกราะป้องกันตัว เกราะที่ดีที่สุดคือ มองคนให้ทะลุ
เพราะความเลวของคนนั้นมีดีกรีต่างๆกัน เลือกที่จะคบแต่คนที่เป็นกลาง หรือยังไม่เป็นพิษเป็นภัยกับตัวเรา
และหลีกหนีจากคนที่มีกิเลสหนา หมั่นดูแลรักษาทรัพย์สินของตนให้ดีๆ
อย่าเอาไปละลายทิ้งโดยไม่จำเป็น
................
11 เมย.2552 .... กดราคากันนั้นเลวจริงหรือ?
มองดูอย่างผิวเผิน การต่อรองราคา หรือพยายามกดราคาของสินค้านั้นมันเป็นเรื่องปรกติ
ใครๆก็พยายามต่อรองให้ได้ราคาดีที่สุดสำหรับตนเอง และถ้ามองแค่การต่อรองราคาเพียงคู่เดียวมันก็ไม่น่าจะมีผลกระทบมากมายอะไร
เช่น คนที่เดินเข้าไปกินก๋วยเตี๋ยว เขาอาจบ่นว่าราคามันแพงไป ชามหนึ่งมีเนื้อ มีหมู
มีผัก มีเส้นอยู่นิดเดียว แต่คิดราคาถึง 30-40 บาท และบ่นไปแล้วก็ยังต้องจ่ายตามราคานั้นอยู่ดี
มันไม่ถึงขนาดจะทำให้พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวยากจนลงจนต้องอดตาย
ครับ, เรามองแค่ชั้นเดียวอย่างนั้นไม่ได้ เรื่องราวมันไม่ได้จบลงแต่เพียงเท่านั้น
พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวเขาได้ยินแล้วก็นำกลับไปคิด แล้วเขาก็ไปกดดันคนอื่นต่อออกไป
บางคนก็พยายามลดปริมาณลง บางคนก็เปลี่ยนวัตถุดิบ และสิ่งเหล่านี้มันวนเวียนทบต้นไปเรื่อยๆ
คนที่อยู่ปลายทางนั้นจะถูกกดดันและต้องลดราคาไปจนถึงตายได้ ความเป็นความตายของเกษตรกรนั้นมันอยู่ห่างไกลจากตัวคนที่กินก๋วยเตี๋ยวจนไม่มีใครจะนำไปคิด
หรือเห็นใจกัน นี่แหละคือปัญหา
มีเรื่องที่คล้ายครึงกันอยู่อีกมาก เช่น คนเกือบทุกคนมีกิเลสและตันหา พวกเราคบหากันก็พอรู้กันอยู่
แต่เราก็ไปคิดว่า มันไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเราเท่าใดนัก เราคิดเสียว่าความคิดที่ไม่ดีของเพื่อนนั้นไม่น่าจะเป็นปัญหากับเรา
เพราะเขายังไม่ได้เอากิเลสตันหาเหล่านั้นมาพ่นใส่เรา
แต่... ในความเป็นจริงแล้ว ความเลวของเพื่อนเรานั้นมันไปแพร่ในสังคม แล้วก็มีผลกระทบมาถึงเรา
สังคมที่มีแต่คนเลวๆนั้นวุ่นวายไม่รู้จบ เป็นสังคมที่น่ากลัว ทุกคนต้องระวังเนื้อระวังตัว
สังคมต้องเสียแรงงานไปจำนวนหนึ่งเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อย สังคมต้องเลี้ยงดูและเยียวยารักษาคนที่ถูกกิเลสพ่นไส่
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้ต้องเก็บภาษี ซึ่งก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสังคมนั้นก็ล่มสลาย
พระพุทธเจ้าได้คิดและมองเห็นมากว่า 2500 ปีแล้วว่า กิเลสตันหาในใจคนนั้นคือความชั่วร้าย
และชั่วร้ายอย่างสุดๆ มันนำไปสู่การกระทำที่รุนแรง เช่น เกิดการฆ่า เกิดการลักทรัพย์
เกิดการประพฤติผิดทางกาม เกิดการโกหกมดเท็จกัน และเกิดการกินสุรายาเมาแล้วไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
แล้วก็ไปคิดไปทำในสิ่งที่ไม่ดีต่อเพื่อนมนุษย์กันต่อ
ครับ, อยากให้สังคมเราดีขึ้น ก็ต้องเลิกคบกับคนเลว และตนเองก็ต้องลดละกิเลสตันหาลง
มันก็มีอยู่แค่นี้แหละ
.............
17 เมษ.2552 .... ชี้แจงทูต77ประเทศ แล้วจะได้อะไร?
รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยชอบมีความคิดว่าคนต่างชาตินั้นไม่เข้าใจประเทศไทย แล้วก็จัดให้มีการประชุมและชี้แจง
นอกจากนี้ก็นิยมที่จะไปทำโรดโชว์ในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สูญเสียงบประมาณไปโดยใช่เหตุอยู่เสมอๆ
และทำแล้วก็ไม่เคยตรวจและวัดผล เราจึงทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้ผมขอมาอธิบายเรื่องนี้เสียที
ขอเริ่มจากคำถามว่า ทำไมจึงต้องชี้แจง?
เพราะไปเชื่อว่าต่างชาติเขาไม่มีข้อมูล หรือมีข้อมูลที่ผิดอยู่
นั่นเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะต่างชาตินั้นเขามีระบบข้อมูลและข่าวสารอยู่
และเป็นข่าวสารข้อมูลที่ดีกว่าการมารับฟังจากปากของคนไทยแค่ 2-3 คน ในเวลาแค่ 1-2
ชั่วโมง มากมายนัก การที่คนไทยคิดอย่างนี้ก็เพราะ มีแต่คนไทยและรัฐบาลไทยเท่านั้นที่ไม่มีระบบข่าวสารข้อมูล
เราไม่เคยเห็นความสำคัญของระบบข้อมูลข่าวสาร เราจึงไม่ได้สร้างไว้ เราจึงไม่รู้ว่าต่างชาตินั้นเขามีใช้กันทุกประเทศ
ครับ, ในเมื่อต่างชาติเขามีระบบข้อมูลอยู่แล้ว แล้วเราเอาคนแค่ 2-3 คนไปพูด และพูดในสิ่งที่ต่างจากที่เขารู้
มันจะเกิดอะไรขึ้น?
ยากครับ ที่เขาจะเปลี่ยนใจ มันมีโอกาสน้อยมากที่เขาจะมาได้ฟังข้อมูลใหม่ที่สายสืบของเขารายงานไว้ผิดๆ
ส่วนใหญ่เราจะพูดเรื่องที่ซ้ำกับที่เขาได้รู้แล้ว และเขาได้เคยวิเคราะห์จนเป็นบทสรุปไปนานแล้ว
การที่เขาสรุปในเชิงลบกับประเทศไทยนั้นมันมีเหตุผลมากมาย ซึ่งคนไทยเข้าไม่ถึง หรือคิดไม่ถึง
หรือไม่เคยคิดถึง ยกตัวอย่างเช่น ต่างชาติไม่เคยบอกคนไทยว่า
เขาเชื่อว่าคนไทยขี้ตอแหล นิสัยเลวๆของคนไทยมันฝังใจตนต่างชาติมาหลายร้อยปีแล้ว
มันฝังอยู่ในใจจนมีคำว่า ไซมีสทอร์ค และปรากฏอยู่ในพจนานุกรมของฝรั่งด้วย
ครับ, ทูต 77 ประเทศมาฟังแล้วก็ยังคงความคิดเดิมมากกว่าที่จะเปลี่ยนตามนักเทศน์แค่
2-3 คน
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทูตนั้นเป็นตัวแทนของประเทศ เขามีศักด์ศรี คนที่จะไปเชิญเขานั้นต้องเป็นระดับนายก
หรือ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเรื่องต้องสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเอาเรื่องการเมืองภายในประเทศไปยัดไส่หูเขานั้น ผมเห็นว่าผิดอย่างแรง และถ้าเป็นการให้ร้ายต่ออดีตนายกรัฐมนตรี
มันจะเกิดผลทางลบอย่างแรง
ครับ, อะไรจริง อะไรเท็จ นั้นปล่วยให้ต่างชาติเขาค้นหากันเองจะดีกว่า
พวกเขารู้ว่าข้อมูลใหนสำคัญ และรู้จักหากันเองทั้งนั้น อย่าเอาเงินภาษี และเวลาที่จ่ายโดยเงินภาษีของราษฎร
มาถลุงเล่นกันเลย มันไม่คุ้มค่า ยิ่งเรื่องการทำโรดโชว์ชนิดต้องเช่าเครื่องบินเหมาลำไปกันนั้นยิ่งไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
.................
17 พค.2552 ..... ความคิดเฟ้อ
นักเศรษฐศาสตร์ไม่ชอบเงินเฟ้อ เพราะเมื่อเกิดสภาพเงินเฟ้อแล้วมันทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
แล้วพวกเขาก็จะต้องมาแก้ใข
คนทั่วๆไปก็ไม่ชอบเงินเฟ้อ เพราะมันมีความหมายว่า เงินที่มีอยู่นั้นเอาไปซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง
คนมีเงินก็กลายเป็นคนที่ยากจนลง
แต่เมืองไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในสภาวะความคิดเฟ้อ
หรือคือ เต็มไปด้วยความคิด ความเห็น หรือข้อเสนอแนะที่ไร้ค่า
ท่านผู้อ่านลองกวาดสายตาดูในหน้าหนังสือพิมพ์และจอทีวี ทุกวันมีคนพูดถึงปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจนับร้อยๆคน
แต่ละคนเสนอไอเดียใหม่ๆทุกวัน บางคนไม่ได้มีอะไรอยู่ในใจมาก่อนเลย เข้ามานั่งคิดและเสนอไอเดียกันในจอทีวีกันเลย
แม้แต่เจ้าสัวเลี้ยงไก่ก็ออกมาแนะนำให้รัฐบาลทำโน่นทำนี่โดยไม่มีการวิเคราะห์หรือวิจัยใดๆมาก่อน
ท่านเอาความรู้สึกจากงานที่ท่านทำ มาเป็นตัวชี้นำได้อย่างคล่องปาก จนผมอยากจะให้เชิญมาเป็นนายกของประเทศไทยเสียเลย
แล้วเราจะได้รู้ว่า การละเลงขนมเบื้องด้วยปากนั้นมันเป็นอย่างไร
ด่าคนอื่นไปแล้วก็ต้องหันกลับมาดูตัวเอง
อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ผมทำอยู่ในเวปไซท์นี้ก็เป็นเรื่องของการเสนอความคิด หรือให้คำแนะนำเช่นกัน
ผมทำมาสิบกว่าปีแล้ว และมีคนเข้ามาดูนับแสนคนแล้ว แต่หาคนที่รวยเพราะการเล่นหุ้นตามแบบที่ผมแนะนำได้ยากมาก
ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น? หรือว่าคำแนะนำของผมมันก็เป็นแค่ความคิดห่วยๆ และมีค่าน้อยมากๆ
หรือคือ เป็นความคิดแบบเฟ้อๆ?
ครับ, ผมได้นั่งคิดมาหลายวันแล้ว และจริงๆก็ได้คิดมาหลายครั้งแล้ว
แต่ผมยังเชื่อว่าคำแนะนำของผมมันมีค่า เหตุผลของผมมีดังนี้
1. ผมไม่ได้ทำแค่พูด บลาๆๆๆ ออกมา และไม่ได้คิดแบบปัจจุบันทันด่วน ผมมีทฤษฎีและหลักการ
ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาและค้นคว้าอยู่นาน และเป็นสิ่งที่พิสูจน์กันได้
2. ผมได้ทดลองเล่นหุ้นตามทฤษฎีและกฎเกณท์เหล่านี้มากว่า 10 ปี และก็มีกำไรมาโดยตลอด
คิดเป็นตัวเงินก็มากกว่า 1 ล้านบาทแล้ว
3. โปรแกรมก็ได้ออกรายงานให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าบางปีโปรแกรมจะขาดทุน แต่จำนวนปีที่มีกำไรนั้นมีมากกว่ามาก
และผลรวมมันก็มีกำไรเฉลี่ยได้สูงกว่า 10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อมากมาย
ครับ, ทฤษฎีและคำแนะนำของผมนั้นไม่ใช้ความคิดเฟ้อๆ แต่มันก็ไม่สามารถตอบคำถามที่ว่า
ทำไมจึงหาคนที่ยอมรับว่ารวยเพราะคำแนะนำของผมได้น้อยมาก
เรื่องนี้คงต้องทิ้งไว้ให้ท่านผู้อ่านได้คิด และตอบกันดู
..................
05 มิย.2552 .... คุณรู้หรือยังว่าอยู่อย่างพอเพียงนั้นเป็นอย่างไร?
มีคนมากมายที่พยายามแนะนำให้คนไทยอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง ในทีวีและหนังสือพิมพ์มีเรื่องเหล่านี้ออกมาให้ชมทุกวัน
วันละหลายๆเที่ยว ภาพส่วนใหญ่คือการทำไร่นาสวนผสม แล้วก็เก็บกินผลผลิตไปตามสบาย
เหลือกินเหลือใช้แล้วก็เก็บไปขาย ได้เงินมาแล้วก็สามารถเอาไปชำระหนี้จนหมดสิ้น
หมดแล้วก็สามารถซื้อข้าวของเครื่องใช้มาบำรุงชีวิตให้ดีขึ้น แล้วก็คิดต่อออกไปว่า
เมื่อมีเงินมากพอแล้วก็จะซื้อหาหรือลงทุนได้มากขึ้น สามารถทำเป็นธุรกิจการค้า แล้วก็เจริญตามฝรั่งไปได้...ฯลฯ
ครับ, ความฝันเหล่านี้อบอวนอยู่ในชีวิตคนไทยมาหลายปีแล้ว และรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้ประกาศว่าจะบริหารประเทศเพื่อให้ไปในแนวนั้น
แต่ท่านเคยบวกลบคูณหารออกมาเป็นตัวเลขจริงๆบ้างใหม?
ผมนั้นชอบวิชาคณิตศาสตร์ และหากินมากับวิชานี้มานมนาน นานพอที่จะลงมือคำนวณดูว่าชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะเป็นอย่างไร
แล้วผมก็พบว่า เราอาจคาดหวังมากเกินไป และถ้าลงมือทำเข้าจริงๆอาจต้องผูกคอตาย
ตัวเลขต่างๆมันเป็นอย่างนี้ครับ
สมมุติว่า ท่านเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง คือมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000
บาท เป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ และอยู่ในตำแหน่งที่มองดูแล้วหาทางก้าวหน้าได้ยาก
แถมยังเป็นหนี้สหกรณ์อยู่เกือบแสนบาท บ้านก็เช่าเขาอยู่ รถยนต์ก็ต้องผ่อนส่งอีก
20 กว่าเดือน แต่รถมันก็โทรมไปมากแล้ว ผ่อนหมดก็คงพอดีต้องผ่อนส่งคันใหม่พอดี
ครับ, คิดแล้วกลุ้ม ดูทีวีไปก็ได้เห็นรายการส่งเสริมการมีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าลาออกตอนนี้ ก็จะได้เงินก้อนจากกองทุนเลี้ยงชีพ ซึ่งพอจะชำระหนี้สหกรณ์ได้พอ
รถยนต์ก็เอาไปขายแล้วจ่ายให้ธนาคารจนหมดหนี้ ลงท้ายจะเหลือเงินนิดหน่อย พอที่จะอยู่ไปได้อีกหลายเดือน
บ้านก็เลิกเช่าเขา แล้วออกไปเช่าที่นาสัก 10 ไร่ แล้วก็ทำไร่นาสวนผสมตามที่เขาโชว์ในทีวี
ครับ, สิ่งแรกที่ต้องคำนวณก็คือ ผลผลิตในที่ดิน 10 ไร่นั้นมันจะเป็นสักเท่าใด?
ที่ดิน 10 ไร่ ขุดเป็นสระน้ำเสีย 3 ไร่ ปลูกบ้านเสีย 1 ไร่ ปลูกผักสวนครัวไว้รอบบ้าน
แค่นี้ก็พออยู่ได้ ที่ดินที่เหลือก็แบ่งไปปลูกพืชเศรษฐกิจล้มลุก สัก 3 ไร่ แล้วก็ปลูกไม้ยืนต้นอีก
3 ไร่ ซึ่งจะแบ่งเป็น มะม่วง ทุเรียน ลำใย เงาะ มะขาม มะนาว อย่างละครึ่งไร่ หรือคือ
เป็นมะม่วง ทุเรียน ลำใย เงาะ มะขาม อย่างละ 12-13 ต้น และมะนาวอีกสัก 30 ต้น ส่วนพืชล้มลุกนั้นจะได้แก่
พริก มะเขือ โหรพา กระเพา แมงลัก กล้วย อ้อย เผือก มัน แตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วฝักยาว
ถั่วลิสง ถั่วเหลีอง ... อย่างละครึ่งไร่ หมุนเวียน สลับเปลี่ยนกันไป
ครับ, เมื่อลงไปในรายละเอียด เราก็เริ่มชักงงๆ เพราะจะคำนวณผลผลิตได้อย่างไร? พืชแต่ละชนิดมันมีราคาต่างกัน
และมีช่วงเวลาของการเติบโตและเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน มันจะให้ผลเฉลี่ยได้เท่าใดกันแน่?
ถึงตรงนี้หลายๆคนหยุดคิดไปแล้ว เขาจะตัดสินใจโดยเสี่ยงเอา และจะเข้าสู่วังวนของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ปัญหานั้นนอกจากเรื่องสัตรูพืช การบำรุงดิน การรดน้ำ การทำแปลง การพรวนดิน การกำจัดวัชพืช
แล้วก็ยังมีเรื่อง การเก็บเกี่ยว การนำไปขาย
ครับ, พวกไม้ยืนต้นนั้นไม่ต้องคิดในตอนต้น เพราะมันไม่มีผลผลิต เจ้าพืชล้มลุกนั้นรายได้มันก็ไม่เกิน
5,000 บาทต่อไร่ ที่ดินปลูกพืชล้มลุกแค่ 3 ไร่มันก็ได้แค่ 15,000 บาทต่อปี สระน้ำนั้นถ้าเอาปลามาลงสัก
10,000 ตัว เมื่อโตก็จะเหลือสัก 2,000 ตัว ปลาเลี้ยงง่ายๆอย่างปลาดุก หรือปลานิล
ก็จะขายได้ไม่เกินตัวละ 10 บาท รวมแล้วก็ได้ปลาสัก 20,000 บาท ดังนั้นในปีแรกๆก็จะมีรายรับแค่
35,000 บาท แต่เวลาเก็บพริก เก็บมะเขือ เก็บแมงลัก เก็บกระเพา หรือตัดอ้อยไปขายนั้น
ทำคนเดียวไม่ได้หรอก เราต้องมีคนช่วย ค่าแรงพวกนี้ก็เข้าไป 30 เปอร์เซนต์ ค่าขนส่งไปขายก็โดนเข้าไปอีก
30 เปอร์เซนต์ ลงท้ายได้เงินมาแค่ 35,000/3=12,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินเดือนที่คุณเคยได้รับเสียอีก
รายได้ปีละ 12,000 บาทนั้นมันหมายถึงอะไร?
มันหมายความว่า คุณจะมีทีวี มีแอร์ มีเครื่องทำน้ำร้อน มีรถยนต์ ไม่ได้ แม้แต่มอเตอร์ไชค์ดีๆก็มีไม่ได้
คุณอาจต้องถีบจักรยานไปตลาด ต้องมีกะบะพ่วงเล็กๆที่ทำจากไม้และล้อรถจักรยานเก่า
เพื่อส่งผลผลิดไปสู่ตลาด
ท่านอาจเถียงว่า นั่นมันเป็นปีแรกๆ เมื่อไม้ยืนต้นออกผลก็จะรวย
ครับ, ไม้ยืนต้นนั้นให้ผลผลิตปีละ 10,000-20,000 บาทต่อไร่
แต่ท่านทราบใหมว่า เวลามะม่วงมันแก่พร้อมกัน 12-13 ต้น ท่านจะเก็บมันไปขายที่ตลาดไม่ทัน
มะม่วงครึ่งไร่จะให้ผลผลิตประมาณ 10,000 บาท ราคาขายส่ง กิโลละ 10 บาท มันก็ต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า
1,000 กิโล สินค้าขนาดนี้ต้องใช้รถปิกอัพ 1 คัน แต่ท่านจะมีรถยนต์นั้นมันเป็นไปไม่ได้
รายได้ท่านมันไม่พอค่าผ่อนส่ง การสอยมะม่วง 1,000 กิโลนี้ทำคนเดียวก็ไม่สำเร็จ
ท่านต้องจ้างเขามาทำ ถ้าขายให้พ่อค้าแบบมาเก็บเอง พ่อค้าก็ให้ราคาแค่กิโลละ 3-5
บาท ท่านก็จะได้แค่ 3-5 พันบาท แต่บางปีมันไม่ติดลูก ท่านก็อาจเก็บได้แค่พอกินเองกับฝากเพื่อน
2-3 บ้านเท่านั้น
ครับ, ตามทฤษฎีไร่นาสวนผสมนั้น ท่านก็จะได้บ้างเสียบาง ผลผลิดโดยเฉลี่ยมันก็แค่ปีละ
10,000 บาทต่อไร่ รวมแล้วผลลผิตจากไม้ยืนต้นก็แค่ปีละ 30,000 บาท รวมผลผลิตทั้งสิ้นมันก็แค่ปีละ
60,000-70,000 บาท หักค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้วจะเหลือแค่ 30,000-35,000 บาทต่อปี
นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเขาพอใจแล้ว แต่คนอย่างท่าน ที่เคยมีรายได้ เดือนละ 17,000
บาทนั้นมันอยู่ไม่ได้
ครับ, การอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียงในชนบทนั้น มันหมายถึงการมีที่ดินทำกิน
9-10ไร่ และมีผลผลิตแค่ปีละ 60,000-70,000 บาทต่อปี หักค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้วเหลือ
30,000-35,000 บาทต่อปี ต้องถีบจักรยานไปตลาด มีได้แค่ทีวีหรือเครื่องเล่นวีดีโอ
ต้องอาบน้ำจากในตุ่ม เก็บผักมาต้มจิ้นน้ำพริกวันละ 3 มื้อ มีไฟฟ้าแสงสว่างแค่ห้องละ
1 หลอด บ้านเป็นบ้านไม้หรืออิฐตากแดด หลังคามุงใบจากหรือสังกะสี หน้าบ้านเป็นถนนดิน
ต้องกินฝุ่นกันทั้งปี มีดีอยู่อย่างเดียวคือ ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร เมื่อใดที่คิดอยากจะเพิ่มรายได้ก็ต้องกู้เขามาทำ
แล้วก็ต้องเจ้งเหมือนกับที่ผ่านมา 60-70 ปี
อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้แค่คิดและคำนวณดู ผมได้ทดลองทำอะไรเล่นๆในบ้านผมมาแล้ว
คือ ผมทดลองปลูกพริกกระเหรี่ยงดู ในตอนที่มันงามเต็มที่ ผมมีอยู่ประมาณ 10 ต้น
ผมใช้เวลาเก็บพริกให้หมดทุกต้น ผมใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง ได้ผลผลิตประมาณ 1 กิโล
ผมถามพ่อค้าที่ไปรับผักจากตลาดสี่มุมเมืองมาขายว่า พริกชนิดนี้เขาขายส่งในราคาเท่าใด
ผมได้ตัวเลขมาว่า กิโลละ 10 บาท ผมฟังแล้วหัวใจมันหวิวไปเลย เพราะในซุปเปอร์มาร์เก็ตมันขายขีดละ
25 บาท หรือคือกิโลละ 250 บาท แต่กว่าจะปลูกให้โตขนาดนี้ได้ผมต้องใช้น้ำประปาไปไม่น้อยกว่า
10 คิว ซึ่งคิดเป็นเงินกว่า 160 บาท แล้วก็ยังต้องลงทุนซื้อปั๊มพ์น้ำและท่อยางอีก
2,500 บาท และที่ร้ายที่สุดคือ หลังจากเก็บพริกโดยวิธีเด็ดเอาทีละเม็ด เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง
ผมก็ต้องมาปวดแสบปวดร้อนที่ปลายนี้วอีกหลายชั่วโมง
ครับ, การทำไร่นาสวนผสมนั้นมันไม่ใช่ง่าย และผลผลิตมันไม่เพียงพอที่จะให้เราอยู่ได้อย่างชาวเมืองทั้งหลาย
ใครที่เบื่อชีวิตคนกินเงินเดือนเดือนละ 17,000 บาท ก็จงคิดให้ดีๆ
..............
07 มิย.2552 ..... ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย
มีคนกลุ่มหนึ่ง ออกมาพูดว่า อมาตยาธิปไตยคือปัญหาของสังคมไทย พวกเขาเชื่อว่า เมื่อทำลายคนที่มีอำนาจอย่างผิดๆเหล่านี้ไปแล้วจะเกิดความเสมอภาค
เกิดประชาธิปไตย แล้วชาติไทยก็จะเจริญ
นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า อำมาตย์ร้ายเหล่านี้มีเพียงไม่กี่คน เขาจึงพยายามชักจูงให้ประชาชนคนเดินดินออกมาชุมชุมแสดงพลัง
แล้วก็หวังว่าจะขับไล่อำมาตย์ร้ายเหล่านั้นไปได้โดยง่าย
ครับ, ผลมันออกมาตรงกันข้าม คนเดินขบวนถูกทำร้าย ถูกตั้งข้อหา และถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ
และที่น่าเศร้าที่สุดคือ เขาไม่รู้ว่า คำว่า อำมาตย์ร้าย
นั้นแท้ที่จริงมันแทรกซึมอยู่ทั่วเมือง และตัวพวกเขาส่วนใหญ่ก็คืออำมาตย์ร้ายเสียเอง
เหตุผลของผมมีดังนี้
มองย้อนไปที่ราคาพืชผลทางการเกษตร์ที่ผมเคยพูดถึง เช่น พริกขี้หนูกระเหรี่ยง ผมใช้เวลาเพาะ
เวลาปลูก เวลาดูแล ผมต้องเสียค่าน้ำค่าไฟ แล้วก็ต้องมาเก็บเกี่ยวอย่างมากมาย ผมได้มา
1 กิโลกรัม แต่มันมีราคาแค่ 10 บาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเขาขายกันที่กิโลกรัมละ
250 บาท แต่ พริกขี้หนู 1 กิโลกรัมนั้นมีคุณค่ามิใช่น้อยเลยทีเดียว เพราะผมสามารถใช้ประกอบอาหารได้หลายสิบวัน
มันช่วยให้รสชาติของอาหารนับร้อยๆจานในบ้านผมดีขึ้น
นั่นแสดงว่า ราคาที่ในสวนมันผิดปรกติ มันต่ำเกินไป มันไม่คุ้มทุนที่จะผลิตขาย แต่มันคุ้มค่าที่จะผลิตขึ้นมาใช้เอง
แล้วทำไมมันจึงเกิดความบิดเบือนในราคาได้ถึงขนาดนี้?
เรื่องนี้เป็นกับพืชทุกชนิด อย่างในตอนนี้ ราคาต้นคื่นไฉ่มันสูงถึงกำละ 19 บาท
ผมเห็นราคาในซูเปอร์มาร์เก็ตสูงขนาดนี้ก็เลยไม่ซื้อ โดยจะแวะไปซื้อที่ตลาดข้างบ้าน
แต่พอไปถึงตลาดข้างบ้าน ผมก็หาซื้อไม่ได้ แม่ค้าบอกว่าราคาขายส่งมันแพงเกินไป เขาไม่กล้าเสี่ยงเอามาขาย
ขายไม่ได้จะขาดทุนเป็นพันบาท
ครับ, คื่นไฉ่ 1 กำนั้นมีแค่ 4 ต้นเล็กๆ น้ำหนักไม่ถึง 50 กรัม คื่นไฉ่ 1 กิโลจึงแบ่งได้
20 กำ มันจึงมีราคาถึง 20*19=380 บาท
เห็นตัวเลขอย่างนี้แล้วทำให้นึกถึงเจ้าเครื่องปลูกผักแบบไฮโดรโพนิค ราคามันชุดละ
20,000 บาท มีขนาดประมาณ 2 ตารางเมตร์ มันพอจะปลูกต้นคื่นไฉ่ได้ 2*20*20=800 ต้น
เก็บเกี่ยวแล้วได้ประมาณ 200 กำ ขายได้ประมาณ 200*19=3,800 บาท ปลูกได้ปีละ 3 เที่ยว
เครื่องปลูกผักอันนี้ก็จะคืนทุนได้ใน 2 ปี และถ้าทำกันเป็นโครงการใหญ่ ใช้เนื้อที่สัก
10 ไร่ เราก็เป็นเศรษฐีใน 2-3 ปี(คิดแบบนี้ก็ฉิบหายได้ในพริบตา เพราะ คุณจะขนมันไปขายที่ใหน
และขายอย่างไร)
ครับ, จากคำถามที่ว่า คุณจะขนเอาไปขายที่ใหน และขายอย่างไร? เราก็จะเริ่มมองเห็นปัญหา
ปัญหาก็คือ มันมีกลไกในระบบการซื้อขายสินค้าอยู่ ท่านไม่มีหนทางที่จะแทรกเข้าไป
กลไกที่สำคัญที่สุดคือ การกำหนดราคา พวกพ่อค้าเขาสร้างระบบเหล่านี้เอาไว้นมนานแล้ว
พวกเขาคือผู้กำหนดราคา และเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะขายผลผลิตได้
นอกจากพ่อค้าแล้ว พนักงานในออฟฟีสต่างๆก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบ ทุกคนเพิ่มราคาเข้าไปในสินค้าและบริการต่างๆ
พวกเขาคือคนที่ทำให้สินค้าและบริการเคลื่อนย้ายไปถึงมือผู้บริโภค เจ้า value added
นี่แหละที่ทำให้ราคาพริกขี้หนูเพิ่มจาก กิโลกรัมละ 10 บาท กลายเป็นกิโลกรัมละ 250
บาท
ครับ, พ่อค้าและพนักงานในออฟฟีสต่างๆก็คือ อำมาตย์ร้ายตัวจริง
พวกเรานี่แหละที่ไปกดราคาผลผลิตจากท้องไร่ท้องนา พวกเรานี่แหละที่สร้างความบิดเบือนในราคา
และพวกเรานี่แหละเป็นผู้มีอำนาจมืดในสังคมไทย
ครับ, เมื่อผมมองย้อนไปในชีวิตการทำงานของตัวผมเอง ผมเคยภูมิใจที่สามารถเลือกทำอาชีพเป็นนักคอมพิวเตอร์
อาชีพนี้ตัวลูกจ้างมีอำนาจต่อรอง หรือกำหนดราคาค่าตอบแทนได้สูง ถ้าผมไม่พอใจ ผมก็ลาออกและไปหาที่ทำงานใหม่ได้
ผมสามารถกอบโกยจากสังคมนี้ได้มากพอควร แต่มาตอนนี้ ผมรู้สึกสลดใจ เพราะผมอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวนาชาวสวนชาวไร่จำนวนหนึ่งต้องอดตาย
และทำให้สังคมนี้ยังวุ่นวายอยู่มิได้หยุดหย่อน ที่ทนอยู่ได้ก็เพราะ ผมคิดว่าในชีวิตของผม
ผมได้ช่วยเหลือสังคมมาไม่น้อยเหมือนกัน มันน่าจะชดเชยได้เพียงพอ และน่าจะได้รับการอภัยโทษ
เพราะผมไม่เคยคดโกงสังคม
ครับ, มาถึงตรงนี้ ท่านคงจะมองเห็นได้แล้วว่า ต้นปัญหาของสังคมไทยก็คือ เราเลิกเป็นชาวไร่ชาวนา
เราทะยอยหนีเข้าเมือง เราหันมาช่วยในการซื้อขายและขนส่งสินค้า เรามาช่วยกันเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ
เรากำหนดราคาสินค้าและบริการ เราเพิ่มราคาเข้าไป หลายๆอย่างเราเพิ่มเข้าไปถึง 20-30
เท่า มันทำให้ชาวนาชาวสวนชาวไร่ขาดทุน
แต่ผมจะขอทิ้งคำถามเอาไว้ว่า ในยุโรปและอเมริกามันก็มีการทิ้งไร่ทิ้งนาเข้ามาหากินในเมือง
แล้วทำไมเขาจึงไม่มีปัญหา? เรื่องนี้จะขอมาใขให้ฟังในคราวหน้า
................
09 มิย.2552 .... เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนเมือง
เศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ใช่สำหรับคนในชนบทแต่กลุ่มเดียว คนในเมืองก็มีหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ใช้
แต่เราไม่ค่อยจะได้เห็นตัวอย่าง ผู้ใหญ่ไม่เคยพูดให้เราฟัง เราจึงไม่ทราบกันเลยว่า
หน้าตาของเศรษฐกิจพอเพียงในเมืองจะเป็นอย่างไร ที่ผมจะวาดภาพให้ดูต่อไปก็จะเป็นการเดาให้ใกล้ที่สุดที่จะทำได้
เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนเมืองก็คือ ต้องรู้จักจัดรายรับกับรายจ่ายให้พอเหมาะกัน
คนมีรายได้น้อยก็ต้องใช้น้อยกินน้อย คนมีรายได้มากก็กินได้มากและใช้ได้มาก คนมีรายได้มากต้องไม่ประหยัดจนกลายเป็นการเบียดเบียนร่างกายตนเอง
เงินที่หามาได้มากๆต้องใช้เพื่อให้เงินกระจายไปสู่มือผู้อื่น เศรษฐกิจจะได้เจริญเติบโต
แล้วก็จะได้มีความสุขกันทั้งประเทศ
แต่พูดแบบนี้มันฟังแล้วดูคลุมเคลือ ผมจึงอยากจะยกตัวอย่างขึ้นมาให้ดู ตัวอย่างของผมคือ
สมมุติว่าท่านเป็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ตำแหน่งอยู่ในระดับกลาง เงินเดือนอยู่ที่
17,000 บาท ยังเป็นโสดอยู่ อย่างนี้ท่านจะอยู่อย่างไร?
หลักข้อแรกของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนเมืองก็คือ ต้องออมเอาไว้ใช้ในอนาคต ถ้ามีเงินเดือน
17,000 บาท ก็ต้องออมไม่น้อยกว่าเดือนละ 6,000 บาท หรือคือประมาณ 33 เปอร์เซนต์
การออมไว้ 33 เปอร์เซนต์นั้นไม่ใช่มาก เพราะ ถ้าท่านดูแลให้เงินเติบโตได้เท่ากับอัตราเงินเฟ้อ
ท่านก็จะมีเงินเท่ากับ 33 เปอร์เซนต์ของเงินได้ทั้งหมดเมื่อท่านปลดเกษียณ หรือคือประมาณ
40*12*6000=2,880,000 บาท(ในค่าของเงินปัจจุบัน) แต่คนในยุคนี้จะมีอายุเฉลี่ยที่
80 ปี หรือคือทำงาน 40 ปี แล้วก็ต้องออมเอาไว้ใช้อีก 40 ปีถัดไป ดังนั้นท่านก็จะมีเงินใช้แค่เดือนละ
2,880,000/(40*12)=6,000 บาท(ในค่าของเงินปัจจุบัน) เจ้าตัวเงินจริงๆในค่าของเงินใน
40 ปีข้างหน้านั้นอาจมากกว่านี้หลายเท่า แต่มันไม่มีความหมายอะไร เพราะค่าของเงินมันลดลงไปตามสัดส่วนอันเดียวกัน
สรุปก็คือ ท่านจะอยู่กินหลังเกษียณได้ประมาณครึ่งหนึ่งของที่ท่านอยู่กินในปัจจุบัน
นั่นเป็นภาพในอีก 40 ปีข้างหน้า
ที่นี้ก็มาดูภาพในปัจจุบันกัน
เมื่อออมไว้ 6,000 บาท ท่านก็เหลือสำหรับการกินอยู่แค่ เดือนละ 11,000 บาท ซึ่งจะแบ่งได้คร่าวๆดังนี้
คือ เป็นค่าอาหารประมาณ 3,000 บาท เป็นค่าที่พักประมาณ 3,000 บาท เป็นค่าเดินทางประมาณ
3,000 บาท เป็นค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ 2,000 บาท แค่นี้ก็หมดแล้ว นี่หมายความว่าท่านไม่มีโอกาสที่จะไปเที่ยวเตร่
หรือไปเลี้ยงสังสรรกับเพื่อน หรือไปพักผ่อนหย่อนใจได้เลย ในเรื่องค่าเดินทางไปทำงานเดือนละ
3,000 บาทนั้นมันก็หมายถึงว่าท่านจะมีรถนั่งส่วนตัวก็ไม่ได้ อย่างมากก็ได้นั่งแค่รถเมล์ปรับอากาศเท่านั้น
เงิน 3,000 ต่อเดือนนั้นมันไม่พอสำหรับค่าน้ำมันรถในยุคปัจจุบันแล้ว ในเรื่องค่าอาหารเดือนละ
3,000 บาทนั้นก็มีความหมายว่า เช้าท่านต้องกินอะไรง่ายๆ เช่น ใข่ดาว ไส้กรอกหมู
และกาแฟ เป็นเงิน 20 บาท กลางวันต้องกินข้าวแกง 1 จาน กล้วยแขก 1 ถุง โอเลี้ยง
1 ถ้วย และนานๆจะได้กินขนมสักถ้วยหนึ่ง นี่เข้าไปวันละ 40 บาท ส่วนมื้อเย็นก็ต้องกินก๋วยเตียวหรือข้าวต้มกับกับข้าว
2-3 อย่าง หรือกลับไปต้มบะหมี่สำเร็จรูปกินที่บ้าน นานๆจะได้กินข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง
หรือข้าวขาหมูสักที เพราะท่านมีเงินไว้กินมื้อเย็นแค่วันละ 40 บาท
ครับ, ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนเมืองมันต้องเป็นอย่างนี้ ท่านจะเล่นอินเทอร์เน็ต
มีโอมเทียเตอร์ ไปเช่าวิดีโอมาดู หรือบอกรับเป็นสมาชิกสัญญาณดาวเทียมไม่ได้เลย
โทรศัพท์นั้นจริงๆแล้วก็อาจต้องเลิกใช้ชนิดมือถือ เพราะมันแพงเกินไปสำหรับคนที่ไม่ต้องติดต่อในขณะเดินทาง
ท่านต้องหันกลับมาใช้โทรศัพท์บ้าน
แล้วมีใครทำอย่างที่ผมพูดไว้ข้างบนนี้บ้าง?
ไม่มีเลยครับ อย่างดีที่สุดคือใช้ให้พอดีเดือนละ 17,000
บาท ส่วนอนาคตนั้นไปตายเอาดาบหน้า ขาดเหลืออะไรก็ขอยืมเพื่อนบ้านไปก่อน
เพื่อนคู่คิดที่ดีที่สุดคือบัตร์เครดิต กู้จนเต็มวงเงินแล้วก็ไปเปิดใบใหม่ในที่ใหม่
กู้จนไม่มีเงินจะผ่อนดอกเบี้ยก็ต้องหาช่องทางโกงต่อไป จี้ปล้นร้านค้าปลีกจึงเกิดขึ้นทุกวัน
ครับ, ผมจะไม่ขอพูดเรื่องนอกประเด็นแล้ว ขอกลับมาถามว่า ท่านจะอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียงได้หรือไม่?
ที่ผมถามนี่ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย แต่ถามเพื่อให้ท่านได้คิด คือ คิดว่าท่านมีทางออกทางอื่นหรือไม่
ถ้าไม่มีทางออกก็จงยอมรับสภาพเสียแต่โดยดี แล้วบ้านเมืองนี้ก็จะสงบสุขไปได้
คิดดูนะครับ
..............
28 กค.2552 .... ปัญหาของ พรบ.คอมพิวเตอร์
เมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ผมได้ไปสัมนาที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเรื่องการออกกฎหมายนี้
แล้วผมก็ตั้งคำถามเอาไว้ว่า เมื่อใหร่เราจึงจะได้กฎหมายดังกล่าว ที่ตั้งคำถามไว้อย่างนั้นก็เพราะว่า
เขามัวแต่เถียงกันว่า มันมีปัญหาอะไรอยู่ในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตบ้าง
เรื่องที่เขาสนใจในตอนนั้นก็มีแค่เรื่องการขะโมยโปรแกรมของคนอื่นไปขาย กับเรื่องเด็กติดเกม
เขาไม่รู้ว่าทำไมจึงต้องมีกฎหมาย เขาไม่รู้เลยว่า กฎหมายนี้มีไว้เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตทรัพย์สินทางปัญญา
ครับ, เราออกกฎหมายเรื่องคอมพิวเตอร์ไปเมื่อ 10 ปีก่อน โดยเน้นเรื่องการป้องกันไม่ให้คนขะโมยโปรแกรมของคนอื่นไปขาย
ทั้งนี้โดยบอกว่าโปรแกรมเป็นวรรณกรรม ห้ามคนอื่นคัดลอกทั้งหมดหรือบางส่วนไปใช้
แล้วเราก็ปล่อยให้ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายดังกล่าว ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ผลที่ตามมาคือ การบริหารกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นไปได้ยาก
เพราะการจะพิสูจน์ว่าเป็นการลอกกันหรือไม่นั้นต้องเข้าไปยึดเครี่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้มาตรวจดู และมันก็บอกไม่ได้ว่าต้นตอมาจากคนใหน ใครเป็นคนเอามาขาย ขายจริงหรือกอปปี้ให้ฟรี
แถมคนไทยส่วนใหญ่เขาก็ยังไม่พอใจกับเรื่องการปล่อยให้ลูกๆหลานๆเขาเล่นเกมกันจนเสียการเรียนไปหมด
ครับ, กฎหมายเรื่องคอมพิวเตอร์ถูกแก้ใข และเขียนเพิ่มเติมใหม่อีกมาก แล้วเราก็ได้ฉะบับที่บอกว่าสมบูรณ์เมื่อ
2 ปีก่อน แต่ก็มีคนบ่นว่า มันยังไม่ถูกต้อง อย่างเช่น หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้ลงไว้ในหน้า
7 ว่า ยังมีจุดอ่อนที่จะต้องกำจัดอีก เช่น ยังมีปัญหาเรื่องการชี้เจตนาของผู้กระทำความผิด
เจ้าหน้าที่มีอำนาจมากเกินไป การเมืองเข้ามาแทรก และระบบอินเทอร์เน็ตยังมีช่องโหว่
ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบเปิด และต้องมีการร่วมมือกันให้มากกว่านี้...ฯลฯ
ครับ, ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า กฎหมายเรื่องคอมพิวเตอร์ของไทยไม่ได้มีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ
มันเป็นแค่เครื่องมือในการข่มขู่และข่มเหงเน์ตคาเฟ่ทั้งหลาย
และเป็นแค่เครื่องมือในการปิดเวปทางการเมือง เวปของผมคงต้องปิดตัวลงเร็วๆนี้
เพราะผมไม่มีระบบที่จดบันทึกในรูปแบบที่ราชการต้องการ และมีการตำหนิหน่วยราชการอยู่บ่อยๆ
(ก็มันเลวนี่ครับ)
ครับ, ผมขอพูดซ้ำอีกครั้งว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์นั้นต้องให้ความคุ้มครองต่อความคิดหรือเทคนิคที่ใช้ในโปรแกรม
เช่น คนที่คิดเรื่องระบบทำนายทิศทางของราคาหุ้น ก็ควรได้จดทะเบียนวิธีการคิดในโปรแกรมนั้น
ไม่ใช่เศษเล็กๆของโปรแกรม คนที่คิดเรื่องระบบอินเทอร์เน็ตก็ควรได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าของความคิดเรื่องอินเทอร์เน็ตอันนั้น
คนที่คิดเรื่องเครือข่าย twitter ก็ควรได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าของไอเดียเรื่องระบบ
twitter อันนั้น ส่วนคนที่เขียนข้อความลงไว้ใน twitter ก็ได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าของข้อความนั้น(ซึ่งคุ้มครองโดยกฎหมายลิขสิทธิ์อยู่แล้ว)...ฯลฯ
กฎหมายแบบนี้จึงจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ เพราะใครอยากได้สิทธิ์ที่คล้ายกันจะต้องไปค้นคิดให้มันเหนือกว่าของเก่าที่ให้สิทธิ์ไปแล้ว
ส่วนเรื่องการควบคุมเวป การป้องกันเด็กเล่นเกมจนเกินกว่าเหตุนั้น มันต้องใช้กฎหมายแพ่งและพานิชย์
และกฎหมายอื่นๆเข้าจัดการ และถ้าไม่มีกฎหมายมันก็ต้องทำให้เด็กรู้จักคิด และลดความอยากเอาเอง
ครับ, โลกและสังคมในยุคนี้มันยุ่งเหยิงมากขึ้นทุกวันเพราะเราชอบแก้ผิดที่ผิดจุด
ถ้าจะให้ดีก็ห้ามนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เสียเลย คนมันจะได้ไม่สามารถด่ารัฐบาลได้
สื่อก็ให้มันเหลือแค่แห่งเดียว และคุมโดยรัฐบาลแต่ผู้เดียว มันจะได้ปิดหูปิดตาคนได้โดยสิ้นเชิง
...............
31 กค.2552 .... ขอให้ดวงตาเห็นธรรม?
ผมไม่ได้ฟังประโยคนี้มาโดยตรง และก็ไม่แน่ใจว่าใช้ถ้อยคำตรงกับที่ท่านนายก อภิสิทธิ์
พูด แต่ก็อยากจะให้ข้อคิดเสียหน่อย ข้อคิดของผมก็คือ ถ้าท่านนายก
อภิสิทธิ์ พูดอย่างนี้จริง ท่านก็คงจะไม่ใช่ชาวพุทธ
ทำไมหรือครับ?
ก็เพราะ ธรรมะ นั้นเป็น นามธรรม หรือคือเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด
เป็นเรื่องของการรู้ดีรู้ชั่ว มันไม่มีรูป หรือคือมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นรูปธรรม
มันจึงมองด้วยตาไม่ได้ มันต้องมองด้วยจิต การมาตั้งจิตอธิฐานให้อดีตนายก(นาย ทักษิณ)ได้มีดวงตาที่จะเห็นธรรมะ
จึงเป็นเรื่องงี่เง่า
ครับ, การจะเห็นธรรมะได้นั้นต้องตั้งจิตให้มั่น แล้วเพ่งพินิจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ถ้าจะพินิจในเรื่องของการเมือง ก็ให้เพ่งไปที่เรื่องการเมือง แล้วคิดดูว่าใครทำอะไร
และตัวเองทำอะไร ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้านายก อภิสิทธิ์ ทำดู
ก็จะรู้ว่าใครผิดใครถูก และคงจะไม่เปล่งวาจาอย่างที่เปล่งออกมา
...............
11 สค.2552 .... ไอซีทีพอเพียง ต้องเอื้อประชาชน
นี่เป็นคำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งเรียบเรียงโดยคุณ เรวดี ตั้งสกุล และตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉะบับวันที่ 10 สิงหาคม 2552 หน้า 10
จากชื่อหัวเรื่อง พวกเราคงจะเดากันได้ว่า ต้องมีการบ่น และมันก็เป็นความจริง คือท่านเริ่มต้นด้วยเรื่องงบประมาณ
กระทรวงนี้ได้งบไป 9,700 ล้านบาท เพื่อทำเรื่อง
อีเซอวิส ท่านให้ข้อสังเกตว่า "ไม่มีใครทราบว่า
เงินจำนวนมากมาย กับเป้าหมายที่คาดฝันไว้สวยหรูให้สังคมไทย จะมีประโยชน์คุ้มค่าจริงหรือไม่อย่างไร"
โครงการนี้จะเชื่อมโยงชุมชน 300 ชุมชน หรือ อบต.ประมาณ 6,000 แห่ง ซึ่งอยู่ใน 700
อำเภอ แล้วให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยราชการต่างๆ
ท่านบอกว่า เท่าที่ท่านได้สัมผัสกับชาวบ้าน พวกนี้ไม่ต้องการไอทีเพื่อสิ่งใด
นอกจากใช้เป็นเครื่องมือทำให้ทำงานง่ายขึ้น เช่น ขอให้มีโปรแกรมด้านบัญชี
หรือระบบรวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ มาประมวลให้เป็นคู่มือวางแผนการปลูกพืชผล
หรือเมื่อเดินทางเข้าไปในเมือง ก็ขอให้รัฐช่วยให้ข้อมูลทางการเกษตรทันที หรือไม่ก็ตอบคำถามได้
เช่น ถ่ายภาพตัวเพลี้ยไปให้เจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่สามารถแนะนำสูตร์ยาฆ่าเพลี้ยได้ทันท่วงทีเป็นต้น
เรื่องที่สองที่ท่านบ่นก็คือ ท่านบอกว่าเราเริ่มต้นกันผิดๆ คือ
เริ่มต้นก็คิดแต่การซื้อเครื่องใหญ่ๆจากไอบีเอ็ม(ฟังแล้วเสียวใหม?) เราเริ่มพร้อมกับสิงค์โปร์
แต่เขาคิดวางหลักสูตร์กันก่อน เขาห้ามหน่วยราชการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ เขาเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐมาช่วย
เมื่อเปิดเรียนไป 4 ปีก็จบ แล้วก็พอดีกับที่สเปคของฮาร์ทแวร์เสร็จพอดี การใช้ฮาร์ทแวร์จึงมีประสิทธิภาพ
แต่คนไทยนั้น เมื่อมีปัญหาก็วิ่งไปแหล่งศูนย์การค้าไอที และเพราะขาดความรู้ เราจึงกลายเป็นจับแพะชนแกะจนเละตุ้มเป็ะ
แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่างการใช้ไอทีที่ถูกวิธี คือชี้ให้ดูงานของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและเกษตร์(องค์การมหาชน)
สสนก. ของ ดร.รอยล จิตรดอน ท่านบอกว่าที่นั่นเขาเซตระบบให้ทั้งต้นทางผู้ป้อนข้อมูล
จนถึงปลายทาง ให้ระดับบริหารเรียกดูข้อมูลได้ง่าย
แล้วท่านก็ยังบอกว่า ข้อมูลนั้นมันเปลี่ยนแปลงทุกวัน ข้อมูลที่ใช้จึงต้องป้อนเข้าทุกวัน
แม้ว่าจะไม่มีอะไรผิดปรกติ เราก็ต้องป้อนเข้าไปว่าวันนี้ปรกติ...ฯลฯ
ครับ, ผมฟังดูแล้วก็ดีใจ คืออย่างน้อยก็มีผู้ใหญ่ที่เข้าใจเรื่องความต้องการทางไอทีอย่างแท้จริงอยู่บ้าง
และก็อยากถามเช่นเดียวกันว่า 9,700 ล้านบาทนั้นเขาจะเอาไปทำอะไรกันแน่? มันจะได้ระบบอะไรออกมา?
และ ดร.รอยล(อ่านว่า รอ-ยล)จะได้มีส่วนในการใช้งบประมาณนี้บ้างใหม?
ผมกลัวว่า ถึงจะมีดร.รอยลเข้าไปช่วย มันก็จะยังเละตุ้มเป็ะเหมือนเดิม
เพราะเราขาดคนทางไอทีไปหมดทุกด้าน แค่ระบบบัญชีง่ายๆเรายังทำกันไม่ได้เลย
...............
12 สค.2552 .....จะปั้นสุดยอดคนไอที
นี่น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คือมีข่าวจาก
ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี(ทีเอ็มซี) ต้นสังกัดของเขตอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ประเทศไทย(ซอฟท์แวร์พาร์ค)
ว่า ได้ลงนามกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย(เอไอที) จัดทำหลักสูตร์ระดับโลก เพื่อสร้างบุคคลากรที่เชี่ยวชาญทางด้านไอทีสูง
เป็นหลักสูตร์ปริญญาโทด้านวิศวกรรมซอฟท์แวร์ สำหรับนักวิชาชีพภาคภาษาอังกฤษ เทียบชั้นมหาวิทยาลัย
คาเนกี้ เมลลอน สหรัฐอเมริกา
ครับ, ประโยคข้างบนนั้นผมต้องเขียนอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะถ่ายทอดข้อความมาไม่ถูกต้อง
ข่าวนี้อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉะบับวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2552 หน้า
7 ที่ผมต้องเกร็งไปหมดเพราะผมไม่คุ้นเคยกับชื่อของหน่วยงานต่างๆที่เขาพูดถึง และไม่รู้ว่าหน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่ทำอะไรกันบ้าง
โอเค, โดยย่อๆก็คือ มีการตั้งหลักสูตร์ปริญญาโท สอนเป็นภาษาอังกฤษ
ที่เอไอที โดยจะสร้างบุคคลากรที่เชี่ยวชาญระดับสูง และให้มีคุณภาพเทียบเท่ามหาวิทยาลัย
คาเนกี้ เมลลอน ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วมันจะตรงกับแนวคิดของท่าน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คือ สร้างคนที่แกร่งเสียก่อน แล้วค่อยไปจัดซื้อฮาร์ทแวร์มาพัฒนาโปรแกรม
ครับ, ฟังดูแล้วน่าจะเป็นข่าวดี เพราะเป็นการเริ่มอย่างถูกทาง แต่เมื่ออ่านรายละเอียดแล้ว
ผมเห็นว่า มันก็ยังจะวนอยู่ในชามอ่าง เพราะ...
1. เขาจะรับแต่คนประเภทที่มีประสบการณ์ แต่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรมซอฟท์แวร์
2. เขาจะรับรุ่นแรกเพียง 30 คน
3. เขาจะใช้เวลา 1 ปี
4. เขาหวังว่าคนเหล่านี้จะไต่เต้าไปเป็นผู้บริหารต่อไป
ครับ, ข้อผิดพลาดของคนไทยก็คือ เราชอบทำอะไรๆทีละเล็กที่ละน้อย
ในเรื่องของอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์นี้ ในตอนนี้ตลาดมันมีขนาดถึง ปีละ 70,000 ล้านบาท
และต้องการผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบระบบและพัฒนาระบบไม่น้อยกว่า 70,000 คน และมันต้องการคนที่เชี่ยวชาญในการบริหารโครงการไม่น้อยกว่า
7,000 คน คนที่จบหลักสูตร์ดังกล่าวมาข้างบนนี้จะเริ่มงานเป็นผู้ออกแบบระบบและพัฒนาระบบเสียก่อน
แล้วค่อยไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหารโครงการ แล้วไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหารศูนย์
และเป็นซีไอโอ(Chief Information Officer)ในที่สุด
ถ้าท่านผลิตแค่ปีละ 30 คน มันจะพอใช้หรือ?
แถมท่านยังไปสอนเป็นภาษาอังกฤษเสียอีก จบแล้วมันก็ไปทำงานที่สิงค์โปร์ ไต้หวัน
ฮ่องกง และสหรัฐกันหมด แล้วเจ้าเอไอทีนี่เขามีหน้าที่ทำอะไร? เขาตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาคนทางเทคโนโลยีให้แก่เอเซียทั้งภาคมิใช่หรือ?
ครูก็มาจากยุโรป สหรัฐ และทุกประเทศในเอเซีย แล้วเขาจะมาเน้นเพื่อประเทศไทยได้อย่างไร?
ครับ, ยิ่งคิดยิ่งบ้า นี่คือลักษณะของคนไทย จะทำอะไรไม่เคยดูว่าผลสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น
ทำไปแล้วก็สูญเวลาไปเปล่าๆ
............
13 สค.2552 ..... วิสัยทัศน์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาพลเมือง
ตั้งแต่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้เพิ่มหน้าพิมพ์ทางด้านไอที-อินเทอร์เน็ต และทัศนะวิจารณ์ขึ้นมา
เราก็ได้เห็นบทความดีๆเพิ่มขึ้น สำหรับวันนี้ เขามีบทความจากคุณ อนันต์
วรธิติพงศ์ ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิก และเป็นรองประธานคณะกรรมมาธิการพัฒนาสังคม
และรองประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์วุฒิสภามาให้อ่าน หัวเรื่องนั้นเป็นอันเดียวกันกับที่ผมยกขึ้นมาไว้ข้างบน
ครับ, ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ คุณ อนันต์ บอกว่า สังคมยุคใหม่นี้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา
และท่านก็เสนอแนะว่าต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วย
คือต้องสร้างสื่อการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ แล้วเผยแพร่ออกไปให้ทั่วถึง
ท่านบอกว่าต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ ต้องสร้างสื่อแบบผสม(Multimedia) แล้วบันทึกลงแผ่นซีดี
หรือดีวีดี หรือหน่วยความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถทบทวนผ่านโทรทัศน์
และคอมพิวเตอร์ ทั้งแบบผ่านออนไลน์และออฟไลน์
แต่ท่านก็เป็นห่วงในเรื่องของการผลิตสื่อเหล่านี้ คือมันทำยาก ท่านจึงเสนอแนะว่า
ให้มีการประกวดการทำสื่อเหล่านี้ แล้วคัดเลือกชิ้นที่ดีๆ มีคุณภาพมาใช้ และต้องให้รางวัลตอบแทนครูผู้ผลิตสื่อเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งเสริมให้มีการใช้สื่อเหล่านี้อย่างเต็มที่
ครับ, เรื่องนี้จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เราพูดกันมากว่า
15 ปีแล้ว ทบวงมหาวิทยาลัยได้เคยเสนอเข้าไปในคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ของรัฐ
งบประมาณที่ต้องใช้นั้นหลายพันล้านบาท แต่มันถูกท้วงติงว่าแพงเกินไป และเทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่ดีพอ
เพราะเขาไปเสนอให้ใช้ระบบ ออนไลน์ความเร็วสูง ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่า Video On Demand
ครับ, ทีนี้ก็หันมาดูแนวคิดของท่าน สว.อนันต์ กันหน่อย ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้บ่งว่าต้องใช้
Video On Demand แต่มันก็ดูเหมือนจะใส่ไว้ด้วย เพราะท่านพูดถึงการบรรจุสื่อการเรียนการสอนเอาไว้ในเซิร์ฟเวอร์
แล้วเรียกใช้แบบออนไลน์ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมก็คงจะยังไม่เห็นด้วย ทั้งนี้เพราะ
จนถึงวันนี้ ระบบ Video On Demand ก็ยังแพงเกินไป และไม่จำเป็นต้องใช้
เพราะการเรียนแบบออฟไลน์ หรือใช้เครื่องวิดีโอก็เพียงพอแล้ว เครื่องเล่นวิดีโอนั้นตอนนี้ราคาไม่ถึง
1000 บาท และมันกระจายไปได้ทั่วทุกซอกทุกมุมของประเทศ ตัวแผ่นก็ราคาแค่ 10-20 บาทเท่านั้น
ครับ, ปัญหาที่แท้จริงมันมาอยู่ที่ว่า มีสื่อแล้วจะมีคนใช้สื่อหรือไม่? คนไทยเราไม่ชอบการเรียนรู้
แค่ให้อ่านหนังสือพิมพ์วันละ 1 ฉะบับ เขายังไม่ทำกันเลย ส่งแผ่นวิดีโอไปให้เขาก็โยนทิ้งเปล่าๆ
เขาจะเอาวิดีโอเกม(สำหรับเด็ก) และวิดีโอโป้(สำหรับผู้ใหญ่) เสียมากกว่า
ครับ, คิดอะไรก็คิดได้ แต่ต้องให้ละเอียดถี่ถ้วน จนถึงระดับปฏิบัติได้
นะครับ
..............
16 สค.2552 ..... รัฐบาลขาดอะไร?
ผมขอประกาศเสียก่อนว่า ผมไม่ใช่พวกนายแม้วหรือนายอภิสิทธิ์ และวันนี้ชักทนไม่ใหว
จึงขอบ่นให้ท่านฟังสักหน่อย
สิ่งที่ผมทนไม่ใหวคือความบกพร่อง และเป็นความบกพร่องที่ทำให้บ้านเมืองนี้เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
ผมจะขอพูดของนายอภิสิทธิ์เสียก่อน เพราะยังอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคุณและมีโทษต่อประเทศชาติอย่างสูง
และอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายเดือนหลายปี
สิ่งแรกก็คือ นายอภิสิทธิ์ขาดความรู้ไปเกือบทุกด้าน เช่น
ไม่รู้ว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์นั้นมันแพงกว่าใช้กาซหรือน้ำมันและกังหันเทอร์ไบน์ที่เราใช้อยู่
จึงไปเห็นดีเห็นงามกับการติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มที่ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ช่วยในการทำลายเชื้อโรค
เครื่องทำน้ำดื่มแบบนี้มันเหมาะกับท้องถิ่นที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ เช่นโลกพระอังคารโน่น
และก็ไม่ใช่ในชนบท เพราะชนบทเขามีน้ำบ่อธรรมชาติที่สะอาดพออยู่แล้ว
ทางด้านการเงินการคลังและการธนาคารก็ไม่มีความรู้ อยู่ดีๆตั้งงบประมาณขึ้นมามากมายเพื่อจะใช้ช่วยแก้วิกฤติของชาติโดยไม่มีแผนงาน
ได้รับอนุมัติจากสภาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปกู้จากตรงใหน อยู่ดีๆก็บอกว่าจะกู้ในประเทศ
ทำแบบนี้ระบบการเงินในประเทศก็สั่นสะเทือนไปทั่ว ชาวแบงก์ต่างไม่รู้ว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยกันอย่างไร
ในขณะเดียวกันก็ไปบีบให้ธนาคารลดอัตราดอกเบี้ยลงไปจนต่ำติดดิน คนแก่คนเฒ่าไม่มีดอกเบี้ยจะกิน
ต้องกินเงินต้น ไม่ช้าเงินก็จะหมดก่อนตาย แล้วก็จะเป็นภาระของประเทศอีก
ทางด้านบริหารนั้นยิ่งแย่ไปใหญ่ อยู่ดีๆก็บอกว่า การแจกเงินให้ข้าราชการคนละ 2000
บาทนั้นเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ คนๆนี้แยกไม่ออกระหว่างเป้าหมาย(แก้เศรษฐกิจ)
กับวิธีการไปสู่เป้าหมาย(การแจกเงิน) การแจกเงินนั้นมันเหมือนกับการออกจากบ้านไปตลาด
ส่วนการได้วัตถุดิบมาทำอาหารกินนั้นคือเป้าหมาย ถ้าไปถึงตลาดแล้วกลับมาบ้านมือเปล่าเขาไม่เรียกว่าประสบผลสำเร็จนะครับ
เรื่องแค่นี้ก็ยังไม่รู้ แล้วดันเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ เงินที่แจกไปมันไม่ทำให้เกิดผลดีอะไร
แจกไปให้ เขาก็เอาไปฝากแบงก์ แล้วก็เสียเวลาเปล่าๆ คนจำนวนหนึ่งได้มีเงินฝากเพื่มขึ้นนิดหน่อย
และคนอีกจำนวนหนึ่งได้ลดหนี้ที่ธนาคารไปนิดหน่อย มันไม่ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินสักนิด
ทางด้านกฎหมายก็ไม่รู้ อยู่ดีๆก็บอกว่าสำนักราชเลขาจะต้องส่งรายชื่อผู้ส่งฎีกาไปให้รัฐบาลตรวจสอบ
เมื่อถูกแย้งเข้าก็หันไปบังคับให้หน่วยราชการออกมาตั้งโต๊ะลงชื่อคัดค้าน
ทางด้านสถิติก็ไม่รู้ เพราะถ้าไปตรวจสอบรายชื่อคนเข้าชื่อฎีกาเหล่านั้นมันก็ต้องมีที่ผิด
เช่น คนอาจตายหลังจากที่ลงชื่อไปแล้ว คนอาจเปลี่ยนใจหลังลงชื่อไปแล้ว คนอาจลืมไปว่าตนเองได้ลงชื่อไปกับเขาหรือไม่
คนอาจหลงลืมจึงลงชื่อซ้ำ คนอาจเขียนชื่อตัวเองผิดฯลฯ ถ้าเจอแล้วจะบอกว่าให้ไปทำใหม่หรือยังไง?
หรือจะกล่าวหาว่าผู้นำส่งฎีกานั้นผิดกฎหมายหรือยังไง?
ครับ, ผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คุณอภิสิทธิ์นั้นขาดความรู้ความสามารถที่จะบริหารประเทศ
ส่วนทางด้านคุณทักษิณนั้น ผมเห็นว่าขาดการยับยั้งชั่งใจ ทำงานมาจนรวยแล้วไม่รู้จักหยุด
ไม่รู้จักให้ทาน ยังแสวงหาผลประโยชน์และกำไรอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน พยายามดึงคนให้เป็นพรรคเป็นพวก
ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสทำความร่ำรวย แล้วก็ไม่เคยแบ่งปันให้ใคร ตลอดเวลาที่เข้ามาบริหารประเทศ
ได้แก้ใขกฎหมายและระเบียบราชการเพื่อเอื้ออำนวยให้ตนได้ทำกำไรจากธุรกิจมากขึ้น
มันเข้าลักษณะฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกลายๆ แต่คนอื่นเอาผิดไม่ได้ และในที่สุดก็มีคนหักหลัง
ครับ, สองคนนี้ดูจะขาดในสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังมีที่ครงกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ
ขาดคุณธรรมและจริยธรรมอย่างรุนแรง ทั้งสองต่างพยายามเอาชนะโดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด
และได้เลือกที่จะใช้วิธีการที่เลวร้ายอย่างสิ้นดี ดังนั้น ผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า
ชะตากรรมของคนทั้งสองจะเหมือนกัน คือ ตายอย่างทุกข์ระทม
และอย่างไร้ญาติขาดมิตร์
นี่คือ คำทำนายที่ผมขอมอบให้แก่ท่านผู้อ่าน
............
20 สค.2552 ..... ตัวอย่างการใช้งบ 800,000 ล้านที่ผิดที่ผิดทาง
วันนี้ผมมีคำถาม คือ งบประมาณเพื่อการแก้ใขปัญหาเศรษฐกิจ
800,000 ล้านบาทนั้นมันตั้งเอาไว้เพื่ออะไรกันแน่? หลายๆคนออกมาบ่นกันว่า
รัฐบาลตั้งงบใว้มากมายโดยไม่มีรายละเอียด และเป็นห่วงเป็นใยว่าจะมีการทุจริตกันอย่างมโหฬาร
แล้วก็เอะอะโวยวายเมื่อเกิดมีการเปิดโปงว่าราคาอุปกรณ์เพื่อใช้ในโครงการชุมชนพอเพียงมันแพงอย่างไม่น่าเชื่อ
ครับ, จริงๆแล้ว งบประมาณ 800,000 ล้านบาทนี้ส่วนหนึ่งเอาไปชดเชยการเก็บภาษีที่ไม่เข้าเป้า
แต่ส่วนที่เหลือนั้นมันต้องกันเอาไว้แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุผิดปรกติ เช่น ธนาคารล้ม
โรงแรมล้ม ธุรกิจการท่องเที่ยวล้ม ตลาดหุ้นล้ม การส่งออกติดขัด สินค้าเกษตร์ราคาดิ่งเหว
ถูกกีดกันทางการค้า ประชาชนลุกฮือขึ้นมาเพราะอดอยาก ...ฯลฯ ท่านดูตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา
เมื่อเกิดวิกฤตซับไพรม์ เขาก็ตั้งงบประมาณเอาไว้แก้ปัญหา เขาไม่ได้บอกว่าจะเอาไปทำโครงการอะไรบ้าง
แต่เขาพร้อมที่จะเอาเงินหลวงเข้าทุ่มซื้อกิจการที่เกิดปัญหาทางการเงิน เช่นในตอนนี้ก็เข้าค้ำจุนธนาคารโคโลเนี่ยลที่เงินขาดมือไปแล้ว
ครับ, คนไทยนั้นชอบทำอะไรๆไปตามพิธีปฏิบัติที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายสอนๆกันมา เมื่อมีการตั้งงบประมาณ
สส.และสว.ต่างก็ต้องการจะเห็นโครงการ แล้วรัฐบาลก็เร่งทำมาเสนอ บางอย่างทำเร็วเกินไป
จนไม่ทันรู้ตัวก็เกิดการคอรัปชั่นกันแล้ว
ครับ, จริงๆแล้วยังมีโครงการอีกมากมายที่รัฐบาลนี้ออกมาพูดว่าจะทำ ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี
เพราะมันอาจทำให้เงินหมดเสียก่อนที่จะได้เห็นปัญหาที่แท้จริง และการมาเร่งทำโน่นทำนี่ในตอนนี้มันจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
มันจะเป็นการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเสียมากกว่า ตัวอย่างโครงการที่ไม่น่าจะมาทำในตอนนี้มีเช่น
1.นายอภิรักษ์บอกว่า ได้ตั้งงบไว้ 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อทำโครงการ "ปั้นครีเอตีฟไทยแลนด์"
นี่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณของกระทรวงไอซีที งบนี้จะใช้เพื่อสร้าง "คน"
และ "ครีเอตีฟซิตี้" ซึ่งจะเป็นการสร้างชีวิตและไลฟ์สไตล์แบบใหม่...ฯลฯ
โดยจะเริ่มที่ กทม.เสียก่อน แล้วขยายไป ราชสีมา เชียงใหม่ ภูเก็ต...ฯลฯ
2. เนคเทคบอกว่า ได้รับงบประมาณ 180 ล้านบาท เพื่อหนุนโอเพ่นซอร์ส
นี่เป็นส่วนหนึ่งของโดรงการไทยเข้มแข็ง เขาจะใช้สร้างคน 2.7 หมื่นคน ของบริษัทไทย
60 แห่ง ได้แล้วจะให้พัฒนาซอฟท์แวร์ที่เหมาะกับเครื่องโลคัลแบรนด์...ฯลฯ
3. ในเรื่องของ"ไทยเข้มแข็ง"นั้น จริงๆแล้วจะมีโครงการรวมกันถึง 400
โครงการ ซึ่งจะต้องใช้เงินกว่า 30,000 ล้านบาทในปีนี้
ครับ, ยังไม่ทันจะเห็นว่าภัยคุกคามทางเศรษฐกิจจะมาในรูปใหน เราก็ตั้งโครงการกันไว้หมด
และได้จองกันเอาไว้แล้วว่าจะจ่ายไปในเรื่องวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยว 2.5 แสยล้าน
ด้านศิลปการแสดงโขน 500 ล้านบาท ด้านสื่อบันเทิง 6.7 หมื่นล้านบาท และด้านแฟชั่นดีไซนด์
5.2 ล้านบาท ผมฟังดูแล้วมันสนุกแน่ แต่ไม่รู้ว่ามันจะเกิดผลดีได้อย่างไร
และที่บ้าอย่างสุดๆก็คือ จะให้สร้างโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์สที่เหมาะกับเครื่องชนิดโลคัลแบรนด์นั้นมันจะออกมายังไง?
ในเมื่อเครื่องทั้งแบบโลคัลแบรนด์และจากต่างประเทศนั้นมันทำงานเหมือนกัน(compatible)หมด
ครับ, มันจะบ้ากันไปหมดแล้ว
..............
24 สค.2552 ..... ดังแล้วหายตัวไปใหน?
วันนี้มีคำถามในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า เด็กไทยที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันบนเวทีโอลิมปิกวิชาการนั้น
ตอนนี้พวกเขาหายไปใหน ทำไมจึงดังแล้วหายตัว?
คำตอบนั้นไม่ยาก พวกเขาก็ยังอยู่ในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาเป็นได้ก็แค่ หมอ
วิศวะ อาจารย์ นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย ลูกจ้าง และข้าราชการ และก็ดำเนินชีวิตแบบคนไทยทั่วๆไป
ที่มันเป็นเช่นนี้ก็เพราะ พวกเขาไม่มีเวทีที่จะแสดงออก หรือขยายผล
ในเมืองไทย
มันไม่เหมือนกับนักดนตรี นักร้อง ศิลปิน และพิธีกรต่างๆ คนประเภทที่สองนี้เขามีเวทีให้แสดง
เขามีคนสนับสนุนให้แสดงผลงาน และถ้าดีจริง ก็จะขายได้ พวกทำแผ่นเสียง เทป และซีดี
เขาสนับสนุน พวกนักโฆษณาก็สนับสนุน ห้างร้านต่างๆก็มีเงินใส่เข้ามาเพื่อให้ช่วยโปรโหมดสินค้าของพวกเขา
เราจึงได้เห็นความเจริญเติบโตที่ต่อเนื่อง
ครับ, จริงๆแล้วมันก็ไม่ยากที่จะสร้างเวทีให้แก่คนเก่งทางวิชาการ ฝรั่งเขาทำกันมานานแล้ว
เช่น มีการตั้งชมรม หรือ สมาคม หรือ มูลนิธิ เพื่อสนับสนุน มีการจัดประชุม สัมมนา
และให้เด็กเก่งๆได้แสดงผลงาน แต่เมืองไทยเราทำเช่นนั้นไม่สำเร็จ มันขาดเงิน และขาดคนที่จะมาทำงานให้แก่สมาคม
และที่ร้ายที่สุดคือ มันไม่มีคนที่จะมาเอาผลงานของเด็กเหล่านี้ไปทำประโยชน์
ทำไมจึงไม่มีใครเอาผลงานไปทำประโยชน์?
เพราะนักลงทุนของไทยนั้นเขาไม่เชื่อว่าจะมีสิ่งดีๆจากเด็กไทย เขาไปมองหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่า
และถ้าจะหันมามองหาจากคนไทย เขาจะทำเองมากกว่า
ครับ, มันยังเป็นเรื่องของความคิด เรายังไม่สามารถมองผ่านม่านเหล็กที่มืดมิดนี้ไปได้
หรือคือ เรายังไม่ยอมรับความสามารถของคนไทยด้วยกัน
..............
23 กย.2552 ..... ทำไมต้องกัดกัน?
นั่งดูทีวี เห็นรัฐมนตรี ผู้บริหาร ทหารใหญ่ๆ นักวิชาการ และตำรวจใหญ่ๆ เขาทะเลาะกันแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า
คนเหล่านี้เขายากจนมาก จนต้องออกมาแก่งแย่งกันหรือเปล่า? คำตอบก็คือไม่ใช่ เพราะน้อยครั้งมากที่เราจะเจอกับรัฐมนตรีที่บอกว่า
ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีทรัพย์สินแค่บัญชีเงินฝากหมื่นเดียว คนเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีเงินมีทองเกินพอที่จะอยู่อย่างสบายไปหลายชั่วโคตร
แล้วทำไมจึงต้องมากัดกัน?
ถ้ามองหาคำตอบจากตำราฝรั่ง มันก็คงจะเป็นเพราะ คนเหล่านี้ร่ำรวยแล้ว จึงต้องแสวงหาชื่อเสียง
นี่เป็นทฤษฎีที่มีคนเชื่อกันมาก
ถ้ามองหาคำตอบจากปรัชญาของชาวพุทธ ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวตะวันออก มันก็คงจะเป็นเพราะคนเหล่านี้ยังมีความโลภสูง
ถึงจะมีเงินมีทองมากมายก็ยังอยากจะมีให้มากขึ้นไปอีก นี่เป็นไปตามข้อสรุปที่ว่า
ความโลภนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
ครับ, จะเชื่อทางใหนดี?
ผมไม่เชื่อทั้งสองทาง เพราะ ถ้าร่ำรวยแล้วมาแสวงหาชื่อเสียง
มันก็ไม่ต้องมาสู้นจนถึงชีวิต สู้กันด้วยเหตุผล สู้กันด้วยคำพูด โชว์ความคิดแล้วให้ประชาชนเขาตัดสินก็ย่อมได้
แต่ทำไมจึงต้องกัดกันลับหลัง ทำไมต้องฟ้องร้องกัน ทำไมต้องเอาตำรวจ เอาทหารไปทำลายมัน
ทำไมต้องเอามือปืนไปถล่มกันกลางถนน?
ในเรื่องของความโลภก็เช่นกัน ทำไมต้องประทุษร้ายกัน? มีเงินแล้วเอามาลงทุนสร้างงาน
สร้างเศรษฐกิจ ทำให้ทุกคนร่ำรวยไม่ได้หรือ? ทำไมต้องมาแย่งกัน? มันเป็นเพราะเห็นว่าโกงจากประชาชนมันง่ายกว่าเสียมากกว่า
ต่างคนต่างพยายามแสดงว่าตนเองเป็นคนดี ช่วยปกป้องผลประโยชน์ให้แก่ราษฎร แต่แท้ที่จริงเพราะเห็นว่าทรัพย์สินเหล่านี้(จากการเก็บภาษี)มันได้มาโดยง่าย
และโกงแล้วคนมันมองไม่เห็น หรือออกกฎหมายให้พวกมันโกงได้อย่างถูกกฎหมาย มันจึงได้ทำกัน
ครับ, ความโง่ของประชาชน คือต้นเหตุของการกัดกัน
ประเทศที่ประชาชนเขารู้ทันกัน เขาจะไม่ใช้วิธีคอรัปชั่น เขาอาสาเข้ามาสร้างงาน
สร้างอาชีพ สร้างโอกาสในการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน
ดังนั้น หนทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ พัฒนาความรู้ นี่ผมหมายถึงความรู้ในการพัฒนาบ้านเมืองที่ถูกวิธี
ไม่ใช่ความรู้ในการคอรัปชั่น ไม่ใช่ความรู้ในการโกหกหลอกลวงกัน สื่อนับเป็นตัวสำคัญในการสร้างคน
เลิกออกอากาศเรื่องของการชิงดีชิงเด่นของคนบิ๊กๆเหล่านี้เสียที แล้วเอาวิชาการที่ดีๆมาเผยแพร่จะดีเสียกว่า
ดูทีวีแล้วเซ็งครับ
................