คนไทยชอบพูดแต่ทิศทาง
คนไทยเรานั้นชอบพูดแต่ทิศทางของสิ่งต่าง ๆ แต่ไม่พูดเรื่องขนาดของมัน เช่น เรารู้ว่าอัตราดอกเบี้ยลงแล้วจะทำให้เกิดการลงทุน แต่เราไม่รู้ว่าลดไป 1 เปอร์เซ็นต์จะเกิดผลในการลงทุนกี่หมื่นล้านบาท ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็บอกว่ารัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลัง คือต้องให้ภาครัฐเร่งการใช้จ่าย หรือเพิ่มการใช้จ่าย แต่มันก็เข้าอีหรอบเดียวกัน คือรู้ว่าเพิ่มการใช้จ่ายแล้วจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ก็ไม่รู้ว่าใส่เงินเข้าไป 1 หมื่นล้านบาทแล้วจะเกิดผลการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าใด จะลดการว่างงานไปได้กี่คน . ฯลฯ
ครับ , เรื่องนี้ใช่ว่าจะเกิดแต่ในวงการเศรษฐกิจและการเงิน มันเกิดขึ้นทั่วไปในทุกวงการและทุกอาชีพ เช่น อยากจะเป็น อี-กัฟเวอร์เม้นท์ (E-Government) ก็เร่งให้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้แก่ทุกหมู่บ้าน แต่ไม่รู้หรอกว่าใส่เข้าไป 1 เครื่องต่อ 1 หมู่บ้านจะได้ผลสักแค่ไหน .. อยากได้ระบบการศึกษาแบบ อี-เลินนิ่ง (E- Learning ) ก็เร่งให้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้แก่โรงเรียนในเครือของกระทรวงศึกษา ติดตั้งไป 2,800 แห่ง แห่งละ 1-2 เครื่อง แต่ไม่รู้หรอกว่าใส่เข้าไปแล้วจะเกิดการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้แค่ไหน และจะเสียหายไปอีกเท่าใด .
อยากให้ลูกค้าหันมาทำธุรกิจผ่านแบงค์แบบออนไลน์ก็จัดสัมมนากันใหญ่โต เอาบริษัทผู้ค้าไอทีและผู้ค้าเครื่องมือสื่อสารมาออกงานกัน แต่ไม่รู้หรอกว่าต้องจัดกันอีกกี่ครั้ง และจัดในหัวเรื่องอะไรอีกบ้าง จึงจะทำให้คนไทยหันมาใช้อี - แบ้งค์กิ้ง (E-Banking) และทำไปอีกเท่าไหร่จึงจะคุ้มทุน .
โอเค, วันนี้ผมอยากจะขอให้ท่านผู้อ่านลองมาใช้ความพยายามให้มากขึ้นอีกนิด คือ มาลองคิดคำนวณหาผลในเชิงปริมาณกันบ้าง ผมจะทำเป็นตัวอย่างให้ดู แต่นี่ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด คือผมจะลองใช้ความรู้เท่าทีมีอยู่มาคำนวณให้ดู วิธีนี้ง่ายหน่อย เพราะไม่ต้องไปลงทุนหาข้อมูลเพิ่มเติม เรามีแค่ความรู้ในสมอง และมีกระดาษกับดินสอ ก็พอจะทำได้แล้ว
โอเค , มาดูเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยกันก่อน เราลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจาก 12-14 % ลงมาเหลือ 2-3 % และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จาก 18-23 % ลงมาเหลือ 7-9 % แล้วเราได้ผลอะไรบ้าง ?
คนแบงค์ชาตินั้นคิดทางด้านเงินกู้ เพราะเขามุ่งเน้นที่จะให้เกิดการลงทุน แต่ผลที่เราเห็นได้ก็คือ ธุรกิจเก่าก็ยังไม่สามารถจะขยายได้ แค่จะให้ฟื้นคืนชีพก็ยังทำไม่ได้ มันไม่เกิดการปล่อยให้กู้ให้แก่คนเก่าเหล่านี้ ส่วนธุรกิจใหม่ก็เกิดไม่ได้ เพราะผู้ประกอบการเก่าก็ยังยืนขวางทางอยู่ ครั้นจะไปเปิดธุรกิจใหม่มันก็เสี่ยง เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ใครจะมาซื้อสินค้าและบริการแบบใหม่ ๆ เรื่องพวกนี้เราก็คิดกันไปต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็บอกว่าแบงค์ชาติเข้มงวดเกินไป บ้างก็บอกว่าบ้านเราขาดช่างขาดผู้รู้ที่จะมาทำงาน บ้างก็บอกว่าเราไปเปิดให้ต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการ และใช้ความรู้ที่เหนือกว่ามายึดตลาดหมด ..ฯลฯ
ครับ, ถ้าคิดแบบไทย ๆ อยู่อย่างนี้ คือดูแค่เหตุผลและทิศทาง มันก็ไม่มีวันจบ จริง ๆ แล้วมันจบตั้งแต่ยอมรับกันแล้วว่าการปล่อยกู้มันไม่เกิดขึ้นหรือคือ มันมีสมการอันหนึ่งที่บอกว่า " การเพิ่มของเงินกู้ = 0.0 * การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ + แฟคเตอร์อื่น ๆ "
ครับ ,ปริมาณการกู้เงินไปลงทุนในตอนนี้มันเป็นศูนย์ ( 0.0 ) การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในขณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรในทางตรง แต่มันก็จะมีคำถามว่า มันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นเลยหรือ ?
เกิดครับ , เกิดแน่ , เกิดหลายอย่างด้วย เช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ลดลง มันก็ทำให้พ่อค้าขายรถยนต์ต้องลดอัตราดอกเบี้ยตามไปด้วย ดอกเบี้ยในที่นี้คือดอกเบี้ยในการผ่อนส่งรถยนต์ มันเกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือด บางรายไม่คิดดอกเบี้ยไปเลย แต่คิดราคาซื้อเต็มที่ตามราคาเดิม บางรายไม่คิดดอกเบี้ยในปีแรก แต่จะคิดตามอัตราตลาดบวก 2 เปอร์เซ็นต์ ในปีถัด ๆ ไป ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการซื้อรถยนต์เงินผ่อนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ปีนี้ตัวเลขออกมาแล้วคือ ขายเพิ่มขึ้น 20 % คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 100,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนรถยนต์ก็ตกประมาณ 70,000 คัน ตัวเลขนี้ผมฟังมาจากทีวีช่องหนึ่ง ผมไม่สามารถยืนยันได้ แต่มันก็คงไม่เกินความสามารถของเราที่จะสำรวจกันจริง ๆ
อย่างนี้ซิครับ ที่เราควรเอามาพูดกัน เรื่องนี้น่าจะเป็นผลทางบวก คือเกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการผลิตและการประกอบรถยนต์ รถยนต์ที่ต้องผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 70,000 คันจะทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 10,000 คน เกิดรายได้และเงินหมุนเวียนประมาณ 1,000 ล้านบาท รัฐได้ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 ล้านบาท ..ฯลฯ
ผลทางอื่นยังมีอีกนะครับ
ผลที่เราควรพิจารณาอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้ว แต่ยังไม่เกิดการกู้ยืม มันก็เลยมีเงินเหลือจนล้นแบงค์ นี่พูดตามสำนวนนายแบงค์ ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่จริง และเป็นการสร้างภาพที่ผิด ๆ ความจริงก็คือ นายแบงค์ไม่เคยเก็บเงินสดเอาไว้เกินความจำเป็น เงินส่วนเกินนี้เขารีบเอามาแลกเป็นเงินดอลล่าร์หรือเงินเยน แล้วนำไปชำระหนี้เงินกู้ที่เขาเคยกู้มาจากธนาคารต่างประเทศ ตรงนี้เป็นเงินเท่าใดท่านทราบไหม?
มันเป็นเงินกว่า 35,000 ล้านดอลล่าร์ หรือโดยเฉลี่ยไหลออกไปเดือนละ 1,000 ดอลล่าร์ เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันมาแล้ว
ครับ, ตรงนี้คนแบงค์ชาติทราบแน่ เพราะติดตามตัวเลขกันอยู่ แต่เขาไม่ยอมบอกให้ใครทราบ แบงค์ชาตินี่เห็นตัวเลขทุกอย่างเป็นความลับไปหมด ถ้าไม่จี้กันให้หนักจะไม่ยอมปริปากพูด ตัวเลขนี้เพิ่งจะโผล่ออกมาให้เห็นเมื่อรัฐบาลและ ส.ว. เขาจี้เอาเมื่อต้นเดือน พ.ค. 44 นี้เอง
ทีนี้ก็ลองมาถามกันว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ?
ในสายตาของแบงค์ชาติเขาก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพราะเป็นการเอาเงินที่เหลือในประเทศไปลดหนี้ต่างประเทศ มันช่วยลดดอกเบี้ยที่ "ประเทศไทย" ต้องจ่ายให้แก่ "ต่างประเทศ" นี่เป็นการมองภาพแบบกว้าง หรือที่เรียกว่า "Macro View" หรือ "Macro Economic"
แต่ผมเห็นว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง คือธนาคารแห่งประเทศไทยควรออกเป็นพันธบัตรไปดูดซับเงินเหล่านี้ แล้วนำไปชำระหนี้ต่างประเทศเสียเองจะดีกว่า มันมีผลเท่ากัน คือลดดอกเบี้ยที่ประเทศไทยจะต้องจ่ายให้แก่ต่างประเทศ แต่กำไรจากผลต่างอัตราดอกเบี้ยมันตกอยู่ในมือของแบงค์ชาติเอง การปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากจากประชาชนในอัตราดอกเบี้ย 2-3 % แล้วไปลดเงินกู้ต่างประเทศที่กู้มาในอัตราดอกเบี้ย 7-11 % นั้นมันเป็นการให้ประโยชน์แก่ธนาคารพาณิชย์แต่เพียงกลุ่มเดียว
ครับ , ท่านทราบไหมว่าแบงค์ชาติทิ้งประโยชน์ตรงนี้ไปกี่ตังค์ ?
เงิน35 ,000 ล้านดอลล่าร์ กับผลต่างดอกเบี้ยประมาณ 7 % มันคิดเป็นเงินได้ปีละ 2,450 ล้านดอลล่าร์ หรือคือประมาณ 110,250 ล้านบาทต่อปี ในปีแรกจะหายไป 1 ส่วน 3 ปีที่สองหายไป 2 ส่วน 3 และปีสุดท้ายหายไปเต็ม ๆ 110,250 ล้านบาททั้งนี้เพราะเงินมันทะยอยไหลออกไป ทั้งหมดนี้รวมแล้วสูญเสียไปประมาณ 220,500 ล้านบาท
แต่ .เงิน 220,500 ล้านบาทที่แบงค์ชาติเตะเข้าปากนายธนาคารพาณิชย์ไปนี้ก็ไม่สามารถจะช่วยกู้สถานการณ์ได้ ทั้งนี้เพราะความเสียหายที่เกิดจากการบริหารผิดพลาดของนายธนาคารทั้งหมดมันมากกว่า 1.88 ล้านล้านบาท นี่คำนวณได้จากสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์ คือเกือบ 5 ล้านล้านบาท แล้วมากลายเป็น เอ็น พี แอล 47 % ( = 2.35 ล้านล้านบาท ) ซึ่งขายได้ไม่เกิน 20 % ของหนี้สินที่ติดค้างกันอยู่ ( = เสียหาย 80 % ของ 2.35 ล้านล้านบาท = 1.88 ล้านล้านบาท)
ผลดีผลเสียทางอื่น ที่ผมอยากให้ท่านพิจารณาอีกอย่างหนึ่งก็คือ การลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงจาก 12-14 % มาเหลือแค่ 2-3 % นั้นมันทำให้รายได้ของประชาชนหายไปประมาณ 5.5 * 0.10 = 550,000 ล้านบาท เจ้าตัวเลข 5.5 นั้นคือเงินฝากทั้งหมด มีหน่วยเป็น "ล้านล้านบาท" เจ้า 0.10 คืออัตราดอกเบี้ย ที่ลดหายไป ทั้งหมดนี้คิดเป็นรายปี มันเกิดขึ้นทุกปี มันทะยอยลดลงมา 4-5 ปีแล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องคิดเป็นผลรวมก็ได้ คือดูแค่ปีปัจจุบันมันก็ทำให้กำลังซื้อหายไป 550,000 ล้านบาท แต่เงินงบประมาณแผ่นดินนั้นมันแค่ปีละ 900,000 ล้านบาท ถ้าไปใช้นโยบายการคลังโดยเพิ่มจนเกินดุล 5 % ก็ได้แค่ 45,000 ล้านบาทเท่านั้น มันจะไปชดเชยกับแรงซื้อที่หายไป 550,000 ล้านบาทได้อย่างไร ?
ครับ, ด้วยกระดาษและดินสอเพียง 2-3 แท่ง ผมก็สามารถคำนวณและมองเห็นได้แล้วว่า ความพยายามต่าง ๆ ที่เราทำออกไปนั้นมันจะไม่ได้ผล เรื่องนี้จริง ๆ แล้วมันต้องใช้ไอทีเข้าช่วย คือต้องมีการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมา ต้องเก็บสถิติย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี แล้วต้องนำมาสร้างโมเดลทางด้านต่าง ๆ โมเดลด้านเศรษฐศาสตร์นั้นเร่งด่วนที่สุด มันเป็นหน้าที่ร่วมระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย โมเดลเหล่านี้จะให้ทั้งทิศทางและปริมาณ เมื่อเห็นปริมาณที่จะเกิดขึ้นแล้วจึงจะรู้ว่าต้องผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงในระดับใด ถ้าทำไปแล้วไม่เกิดผลก็ไม่ควรทำ เพราะมันจะทำให้เราเสียโอกาสไปเปล่า ๆ
ครับ, โลกตะวันตกและโลกตะวันออกนั้นเขาใช้ไอทีในลักษณะนี้กันไปนานแล้ว เมื่อไหร่ไทยเราจึงจะเดินให้ถูกวิธีเสียที