เมื่ออินเทอร์เน็ตได้ออกทีวี

ในช่วงนี้ได้เกิดความขัดแย้งเชิงความคิดมาในเมืองไทยสูงมาก อย่างเช่น การโอนหุ้นของนายกทักษิณให้ไปอยู่ในมือของคนใช้และคนขับรถนั้น บ้างก็บอกว่าผิด บ้างก็บอกว่าไม่ผิด บ้างก็บอกว่าถึงจะผิดก็ควรผ่อนผัน เราก็เลยเกิดกลุ่มต่าง ๆ ออกมาเคลื่อนไหวกันมากมาย นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องที่ค้างเก่าอยู่อีกหลายเรื่อง เช่น นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้นดีจริงหรือ มันทำให้เกิดการกู้เงินไปลงทุนจริงหรือ หรือมันกลับทำให้เงินทุนไหลออก เราเถียงกันเป็นปี ลงท้ายถึงกับมีการปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกไป แล้วเราก็มาเถียงกันต่อ เราเถียงกันจนไม่มีท่าทีว่าจะยุติกันที่ตรงไหน อีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาก็คือ การปฏิรูปการศึกษา นี่มีหลายเรื่องซ้อนกัน คือเมืองไทยถูกต่างชาติเขาจัดอันดับว่ามีขีดความสามารถในระดับรั้งท้ายเกือบทุก ๆ ด้าน ก็เลยคิดที่จะลุกขึ้นมาสู้ นักการศึกษาออกมาโต้กันว่าควรจะปรับปรุงการเรียนการสอนกันไปอย่างไรดี แต่พอรัฐบาลใหม่เข้ามาก็เกิดมีแนวคิดที่จะรวมทบวงมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาเข้าเป็นกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรม มันก็เลยแตกลูกออกมาเป็นปัญหาของวิธีการรวม เรื่องนี้ยังเถียงกันไม่จบก็มีเรื่องของการจะเอาไอทีมาเป็นตัวเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน อันนี้ไปจี้ต่อมความกลัวของคนเป็นแสน มันก็เลยเกิดความอึมคลึมขึ้นมา

ครับ , มากมายหลายเรื่องที่คนไทยยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เรื่องเหล่านี้นักข่าวได้รับอานิสงฆ์เต็มที่ เพราะมีข่าวดีข่าวเด่นมาลงในหน้าหนังสือพิมพ์ และออกทางทีวีกันทุกวัน แต่นาน ๆ เข้าก็ชักจะแย่ เพราะเสียงทั้ง 2 ด้านมันก้ำกึ่งกัน พวกเขาก็เลยหันไปพึ่งสำนักโพลล์ทั้งหลาย คือไปเอาข่าวการสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติออกมาให้ดู แต่สำนักโพลล์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่ค่อยจะมีสตังค์เพื่อลงไปเก็บตัวอย่าง รายงานจึงออกมาในรูปแบบที่ยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมยิ่งขึ้น

ครับ, ลงท้ายก็มีอัศวินม้าขาวออกมาช่วย คือ แทนที่จะมานั่งรอสำนักโพลล์ทั้งหลาย พวกเขาก็เลยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสุ่มตัวอย่าง เขาเปิดโอกาสให้คนคีย์เข้าทางอินเทอร์เน็ตเพื่อแสดงความคิดเห็น เสร็จแล้วสำนักข่าวดังกล่าวก็เอาข้อความสั้น ๆ มาออกเป็นตัวอักษรวิ่งอยู่บนจอภาพไปเลย วิธีนี้ทำให้ได้รับข้อมูลอย่างสด ๆ เลยทีเดียว ผมจึงตั้งชื่อว่า "เมื่ออินเทอร์เน็ตได้ออกทีวี"

โอเค, ท่านผู้อ่านคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดี เป็นอินโนเวชั่นที่โดดเด่นหรือเปล่า?

ผมเห็นว่ามันจะพาเราไปลงเหวนรกเสียมากกว่า

คนที่เอาความคิดนี้ไปเสนอทีมนักข่าวจะต้องเป็นคนที่สติไม่ดี หรือไม่ก็ไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ตเลยอย่างแน่นอน ปัญหามันเป็นอย่างนี้ครับ

อินเทอร์เน็ตนั้นเป็นหม้อต้มตุ๋นที่ใหญ่ที่สุดในโลก คนเข้าไปแสดงความคิดเห็น หรือเข้าไปหาเพื่อนคุย ส่วนใหญ่นั้นเข้าไปเพื่อต้มตุ๋นคนอื่น หรือไม่ก็เข้าไปเพื่อระบายอารมณ์อันขุ่นมัวของตน สังคมอินเทอร์เน็ตนั้นมีข้อเสียที่เป็นพื้นฐานอยู่อย่างหนึ่ง คือ แต่ละคนจะไม้รู้จักตัวที่แท้จริงของกันและกัน ทุกคนสามารถใช้ชื่อเล่นหรือ " นามแฝง " เจ้าความสะดวกที่สร้างเอาไว้ตั้งแต่ต้นอันนี้ทำให้คนกล้าทำสิ่งที่ผิด ๆ ได้เกือบทุกชนิด เช่น ทำตัวเป็นเด็กหญิงเพื่อหาเพื่อนชายมาคุยด้วย แต่พอนัดเดทกันจริง ๆ แล้วกลายเป็นไอ้เฒ่าโฮโมเซกช่วล เป็นต้น

ครับ, การให้ข้อมูล และการแสดงความคิดเห็นของคนในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นจะสะเด็ดและเผ็ดมันมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ตรงไปตรงมา ข้อมูลเหล่านี้จึงเกือบจะไม่มีประโยชน์ในเชิงสถิติ เรื่องอย่างนี้คนในสังคมอินเทอร์เน็ตรู้กันโดยทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรเอามาถ่ายเทออกสู่สายตาประชาชนผ่านสื่อมวลชนเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าสำนักข่าวจะอ้างว่า ความเห็นทุกความเห็นจะถูกกรองโดยสำนักข่าวเสียก่อน แต่มันก็ช่วยได้น้อยมาก แล้วกลับจะเป็นภัยแก่ตัวสำนักข่าวเสียอีก

มันจะเป็นภัยได้อย่างไร ?

ก็เพราะคนที่เขาฟังหรือดูอยู่นั้นเขาจะไม่ชอบฟังหรือเห็นข้อความที่ตรงข้ามกับในใจของเขา แล้วเขาก็จะพยายามจับผิดสำนักข่าว แม้แต่ตัวผมเองก็ยังเห็นความผิดปรกติ เช่น เมื่อไม่มีความเห็นใหม่ ๆไหลเข้ามา สำนักข่าวก็เอาข้อความเดิมกลับเข้ามาอีก แต่เลือกแต่ชนิดที่ตัวเองชอบ ผมบอกได้เลยว่า สำนักข่าวที่ออกทีวีในวันนั้นมีอคติกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ความเห็นในทางลบได้กลับมาหลายครั้ง แต่ความเห็นในทางสนับสนุนนายกรัฐมนตรีกลับถูกตัดออกไปหมด

ครับ, จะโดยจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม สำนักข่าวก็ถูกผมตราหน้าไปแล้วว่ามีอคติ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดของธุรกิจการสื่อข่าว ถ้าสำนักข่าวถูกลดเครดิตของความเชื่อถือในเรื่องของความเป็นกลาง สำนักข่าวนั้นจะอยู่ไม่ได้นานอย่างแน่นอน

ครับ, จริง ๆ แล้วประเด็นเรื่องความบิดเบือนของข้อคิดเห็นที่ผ่านไปมาในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนี้ ผมและนักวิชาการอื่น ๆ หลายท่านก็ได้เอามาพูดแล้วหลายครั้ง ผมพูดไว้มากจนมีคนบางคนเขาหาว่าผมเป็นเต่าล้านปี หาว่าเป็นคนที่ไม่ยอมทันสมัย หาว่าเป็นคนที่พยายามปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และหาว่าเป็นคนขัดขวางความเจริญของประเทศ แต่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้คิดให้ดีๆ อินเทอร์เน็ตนั้นมีประโยชน์ในทางอื่นๆมากมาย แต่อย่าเอามาใช้ในการให้คนออกความคิดเห็นทางทีวีโดยเด็ดขาด ถ้าจะถามอะไรผ่านอินเทอร์เน็ต ท่านต้องให้เขาเลือกได้แค่ "เห็นด้วย" กับ "ไม่เห็นด้วย" เท่านั้น และจะต้องมีระบบที่จะป้องกันไม่ให้คนออกความเห็นซ้ำ คือต้องเก็บอีเมล์แอทเดรสของผู้ออกความเห็นเอาไว้และตรวจไม่ให้ซ้ำเสียก่อนที่จะนับเป็นคะแนนเพิ่ม

ครับ , อินเทอร์เน็ตขึ้นจอทีวีนี้จะดังหรือดับก็ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบคำถาม คนทำถูกวิธีก็รุ่ง คนทำผิดวิธีก็ฟุบ โลกนี้เป็นที่อยู่ของคนเก่งเท่านั้น