ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ตรงไหน
เมื่อเช้านี้ผมได้ฟังการสนทนาเรื่องอินเทอร์เน็ตและธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตทางทีวีแล้วรู้สึกคันปาก คือทางทีวีเขาไปเชิญผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทที่ให้บริการด้านการพัฒนาธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตมาออกรายการ แล้วเขาก็ถามง่าย ๆ 2-3 คำถาม เช่น ข้อดีของการทำธุรกิจบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมันอยู่ที่ตรงไหน? การสร้างเว็บไซท์นั้นต้องลงทุนสักเท่าใด? ความสำเร็จของธุรกิจนี้มีมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งก็น่าจะตอบได้ง่าย ๆ ชี้ให้เห็นกันอย่างตรง ๆ มันจะได้เคลียร์ความข้องใจของคนไทยเราไป แต่กลับได้คำตอบที่วกวน เช่น อินเทอร์เน็ตเปิดช่องทางธุรกิจขึ้นมากเลย ช่วยให้เกิดการได้เปรียบในเชิงการค้า เข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ฯลฯ ส่วนในเรื่องของเงินลงทุนนั้นวนไปจนในที่สุดฟังไม่รู้ว่าลงทุนต่ำสุดเป็นกี่บาท และลงทุนสูงสุดเป็นกี่บาท
ครับ, วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องเหล่านี่สักหน่อยก็คงจะดี
สิ่งแรกที่ผมอยากจะพูดก็คือ อินเทอร์เน็ตนั้นไม่ได้เพิ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการขึ้นมาเลย มันเป็นแค่วิธีเสนอข้อมูล เสนอราคาสินค้าและบริการแบบใหม่เท่านั้น และมันดีกว่าวิธีการเสนอราคาแบบเก่าก็เพราะมันลดค่าใช้จ่าย และให้ความสะดวกและรวดเร็วขึ้น
มันลดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร ?
มองจากด้านผู้ผลิตหรือผู้สร้างบริการเราจะเห็นได้ว่า แทนที่จะต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ทีวี หรือพิมพ์เป็นใบโฆษณาไปแจกจ่ายตามท้องถนนหรือในงานแสดงสินค้า เรามาทำเป็นเว็บไซท์ แล้วเอาคำเด่น ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเราไปใส่ไว้ในเสิร์ชเอ็นจิ้นเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแล้วจะต่ำลงมาก เช่น ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ 1 วันก็โดนเข้าไปหลายหมื่นบาท หรือทำ สปอตโฆษณาออกทีวีก็ต้องจ่าย 5-6 แสนบาท พิมพ์ใบโฆษณาไปแจกจ่ายก็ครั้งละ 2-3 หมื่นบาท ถ้าต้องลงโฆษณาซ้ำ ๆ หลายครั้งก็ต้องจ่ายเป็นล้านบาทต่อปี แต่การทำเว็บไซท์เพื่อการโฆษณาสินค้าหรือบริการแต่อย่างเดียวนั้นจะเสียเงินแค่ 2-3 หมื่นบาท และเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนให้แก่ผู้ให้บริการโฮสติ้งและบริการเสิร์ชเอ็นจิ้นอีกเดือนละ 1-2 พันบาทเท่านั้น
มองทางด้านผู้ผลิตหรือผู้สร้างบริการต่อไปอีกหน่อยก็จะเห็นได้ว่า แทนที่เราจะต้องจ้างคนมาเป็นพนักงานขาย พนักงานเก็บเงิน พนักงานลงบัญชี เราก็สามารถใช้วิธีติดต่อกับธนาคารพาณิชย์ให้มีการหักและโอนเงินทางบัญชีโดยผ่านเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิคส์ได้เลย ที่ทำได้เพราะลูกค้าที่ใช้อินเทอร์เน็ตนั้นส่วนใหญ่มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคาร และมีการใช้บัตรเครดิตกันอยู่แล้ว เมื่อลูกค้าใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาดูโฆษณาสินค้าของเราในเว็บไซท์แล้ว เขาก็สามารถสั่งซื้อได้เลย คำสั่งซื้อดังกล่าวนี้จะถูกส่งไปยังธนาคารและโอนเงินได้ทันที ค่าใช้จ่ายในการหักโอนเงินเหล่านี่ครั้งละ 2-3 บาทเท่านั้น เพราะทำงานโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้แล้ว คำสั่งซื้อก็จะถูกส่งไปยังแผนกจัดส่งสินค้าในทันทีเช่นกัน แผนกจัดส่งก็สามารถไปเบิกสินค้าและนำส่งถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ในกรณีที่มีคนสั่งซื้อมากมายหลายคน และอยู่กันคนละทิศละทาง เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะจัดเรียงลำดับการขนสินค้าขึ้นรถ และทำใบคำสั่งให้ส่งสินค้าเรียงลำดับตามทิศทางได้ ซึ่งจะช่วยลดระยะทางของการนำส่งสินค้าไปได้มาก ทั้งหมดนี้จะทำได้ก็ต้องมีโปรแกรมเพิ่มเติมเข้าไปในระบบเว็บไซท์ที่กล่าวไว้ในตอนต้น ค่าซอฟแวร์ระบบการหักบัญชีโดยอัตโนมัตินั้นประมาณ 30-60 ล้านบาท และค่าซอฟแวร์ในระบบจัดส่งสินค้านั้นประมาณ 10-20 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคือ ลดพนักงานไปได้เป็นร้อย ๆ คน และลดค่าขนส่งไปได้ปีละเป็นร้อยล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าระบบหักบัญชีโดยอัตโนมัติและระบบจัดส่งอัตโนมัตินี้ มันจะคุ้มค่าก็เมื่อกิจการของเราใหญ่พอ ระบบแบบนี้จะเอามาใช้กับการขายปลาทู ขายกล้วยแขก ขายกล้วยปิ้ง ขายมะยมดอง ขายมะกอกดอง ขายกะปิ น้ำปลา .ตามนโยบาย 1 ผลิตภัณฑ์ ต่อ1 หมู่บ้าน..ไม่ได้
ครับ, ถ้าจะมองทางด้านผู้ผลิตสินค้าและบริการให้ยาวต่อไปอีกก็ทำได้ เช่น ข้อมูลการซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้นเราสามารถนำมาวิเคราะห์แล้วปรับปรุงหรือส่งเสริมธุรกิจของเราได้ด้วย เช่น ถ้าสินค้าของเราขายดีในภาคใด เราก็อาจตั้งโกดังไว้ใกล้ภาคนั้น หรือสินค้าใดเป็นที่นิยมของคนใช้วัยใดมาก เราก็ควรปรับปรุงหน้าตาของเว็บไซท์ให้เหมาะกับวัยเหล่านั้น ..ฯลฯ
ครับ, เราฝันไปได้อีกไกลเลยทีเดียว อย่างบริษัทไมโครซอฟท์ที่ผลิตและขายซอฟแวร์นั้นเขาพัฒนาไปจนถึงขั้นเอาข้อมูลเหล่านี้ไปวิจัยจนสามารถกำหนดได้ว่าควรจะเพิ่มการจัดสัมนา และประชาสัมพันธ์ในเขตเมืองไหนบ่อยขึ้น หรือลดลง ซึ่งทำให้เขาประหยัดเงินได้ปีละหลายร้อยล้านเหรียญ
แต่, ผมขอเตือนว่า เราต้องมองดูตัวของเราเองเสียก่อนว่าธุรกิจของเรานั้นมันใหญ่เล็กแค่ไหน แล้วทำเท่าทีมันจะคุ้มกับเงินลงทุนเท่านั้น ในขณะนี้ผมยังไม่เห็นบริษัทที่ก้าวไปถึงขั้นโอนเงินโดยอัตโนมัตินั้นมีกำไร ธนาคารพาณิชย์ 2-3 แห่งเปิดบริการนี้แล้ว และพยายามช่วยบริษัทต่าง ๆ สร้างเว็บไซท์ที่มีการหักบัญชีโดยอัตโนมัติ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างขาดทุน คนที่ได้กำไรคือฝรั่งผู้ขายซอฟแวร์ พวกเราอย่าเอาแต่เชียร์ว่าจะได้เปรียบอย่างโน้นอย่างนี้
โอเค, ขอมาดูทางด้านผู้ซื้อกันบ้าง ผู้ซื้อได้ประโยชน์ตรงที่ว่า ไม่ต้องแต่งตัวออกไปมองหาสินค้าตามห้างร้านต่าง ๆ การแต่งตัวออกจากบ้านแต่ละครั้งมันมีค่าใช้จ่ายเป็นร้อย เช่นค่าเสื่อมของเสื้อผ้าครั้งละ 10 บาท ถึง 1,000 บาท มันขึ้นอยู่กับราคาของเสื้อผ้าและอุปนิสัยของการใช้ คนธรรมดาใช้เสื้อผ้าชุดละ 300-400 บาท ใช้ไปถึง 100 ครั้งจึงจะทิ้ง เวลาซักรีดก็ทำเอง จึงมีค่าใช้จ่ายแค่ครั้งละ 10 บาท แต่บางคนนั้นต้องออกแบบโดย"เวอซาเช่" เสื้อผ้าจึงราคาชุดละเป็นหมื่น แถมใช้เพียง 6-7 ครั้งก็เก็บเข้าตู้ มันจึงคิดเป็นค่าใช้จ่ายครั้งละ 1,000-2,000 บาท
นอกจากค่าเสื้อผ้าแล้ว ผู้ซื้อก็ยังต้องเสียค่าเดินทาง คนธรรมดาขึ้นรถเมล์ก็โดนเข้าไป 10-20 บาท รวยน้อยก็ใช้รถญี่ปุ่น ซึ่งต้องเสียค่าเสื่อมราคาครั้งละ 100-200 บาท แล้วยังต้องเสียค่าน้ำมันอีก 20-30 บาท ส่วนคนรวยมากนั่งเบนซ์คอมเพรสเซอร์คันละ 5-6 ล้าน ออกจากบ้านแต่ละทีก็โดนค่าเสื่อมราคา 2,000-3,000 บาทแล้วยังโดนค่าน้ำมันอีก 100-200 บาท
ครับ, ถ้าเปลี่ยนมาเป็นการซื้อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มันก็เป็นเงินครั้งละ 3-4 บาทเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถประหยัดไปได้ 120 ถึง 2,500 บาทต่อครั้ง
นั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่เรามองเห็นได้ ซึ่งดูแล้วก็จะเห็นได้ว่ามันคุ้มค่าที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการค้นหาสินค้าและสั่งซื้อ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คนพวกนี้ (บริษัทที่หากินกับการพัฒนาระบบ) ไม่ยอมพูดถึงคือ การซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตนี้จะมีค่าธรรมเนียมอยู่ด้วย มันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้บัตรเครดิต ตรงนี้แหละ ที่มันอาจทำให้ผู้ซื้อต้องหัวหด เพราะเขามักจะชาร์จเอาในอัตราประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้า แล้วก็อาจคิดค่าขนส่งอีกด้วย เอาแค่เรื่องค่าธรรมเนียม 4 เปอร์เซ็นต์เราก็แย่แล้ว เช่น ซื้อตู้เย็น 1 ตู้ ราคาจริง 12,000 บาท แต่เราจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 480 บาท นี่มันมากกว่าค่าแต่งตัวออกจากบ้านไปซื้อด้วยตนเองแล้ว แต่ถ้าเราสั่งซื้อของเล็ก ๆ ลงมา เช่น ซื้อหนังสือราคา 300 บาท ค่าธรรมเนียมเหลือแค่ 12 บาท แต่เขาก็จะบอกว่าเขาเสียค่าจ้างคนส่งของ จึงชาร์จค่าขนส่งอีก 40 บาทเป็นต้น ซึ่งก็จะทำให้ประโยชน์ทางด้านผู้ซื้อลงลงไปพอสมควร
ครับ, โดยสรุปแล้วอินเทอร์เน็ตสามารถลดค่าใช้จ่ายทางด้านผู้ขายได้มากพอสมควร และลดค่าใช้จ่ายทางด้านผู้ซื้อได้เล็กน้อย แต่เราจะต้องเลือกซอฟแวร์ให้เหมาะกับขนาดของธุรกิจ และเสนอขายสินค้าที่มีขนาดเหมาะกับค่าธรรมเนียม หรือไม่ก็ต้องปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมลงเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับผลประโยชน์ตอบแทนคุ้มกับที่ไม่ต้องแต่งตัวออกจากบ้าน เท่าที่ผมเห็นอยู่ในปัจจุบันก็จะเป็นการขายสินค้าขนาดเล็ก เช่น ดอกไม้ หนังสือ เครื่องประดับ เครื่องเสียง เครื่องเรือนชนิดถอดชิ้นส่วนได้ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ ซีดีเพลง วีซีดี(หนัง) ของที่ระลึก และสำหรับเมืองไทยเรานั้นจะเป็นระบบที่ยังไม่ต้องหักบัญชีโดยอัตโนมัติ
โอเค, มาถึงตรงนี้ก็จะเป็นจุดของความขัดแย้ง คือ สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นไปได้นั้นเป็นการสร้างเว็บไซท์เพื่อการโฆษณา และรับคำสั่งซื้อแบบกรอกฟอร์ม และส่งเข้ามาที่เว็บไซท์เท่านั้น ส่วนการส่งสินค้าและการชำระเงินจะยังใช้แรงคนอยู่ การลงทุนในเว็บไซท์แบบนี้มันแค่ 2-3 หมื่นบาท มันเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งผู้ให้บริการพัฒนาเว็บไซท์เขาไม่ค่อยจะสนใจ ผู้เชี่ยวชาญที่มาออกทีวีในวันนั้นพยายามที่จะบอกว่า การลงทุนนั้นควรเน้นที่ภาพใหญ่ คือให้ความสะดวกในทุกขั้นตอน เขาจึงหลีกเลี่ยงการที่จะตอบว่าเงินลงทุนมันจะเป็นเท่าใด เขาพยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อให้ลงทุนเป็นระบบใหญ่ แต่พิธีกรใจดีเกินไป จึงไม่ได้ถามซ้ำ ลงท้ายก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องลงทุนเท่าไหร่กันแน่
ครับ, ที่ผมคันปากก็คือ อยากจะเป็นพิธีกรในวันนั้น ผมอยากจะจี้ให้บอกมาเลยว่า ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญคนนั้นมันต้องลงทุนเป็น 100 ล้านบาทขึ้นไปใช่หรือไม่ ซึ่งจะมีกิจการเพียง 1 หรือ 2 อย่างเท่านั้นที่จะทำได้ เช่น ผู้ได้รับสัมปทานคลื่นวิทยุเพื่อใช้กับโทรศัพท์มือถือ พวกนี้ค้าขายในระดับปีละหมื่นล้านบาท
ครับ, โดยสรุปแล้ว การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยนั้นยังมีขอบเขตจำกัด ใครอยากจะเข้ามาในเรื่องนี้ควรระวังตัว คืออย่าปล่อยให้ผู้ให้บริการพัฒนาระบบชักจูงไปจนเลยเถิด คนพวกนี้ต้องการให้ท่านลงทุนเป็นร้อยล้านบาท ทั้งนี้เพื่อให้ตัวเขาได้ค่าพัฒนาระบบ 10-20 ล้านบาท เสร็จแล้วปล่อยให้ท่านไปตายใน 1-2 ปีข้างหน้า
และที่แย่ที่สุดก็คือ เงินลงทุน 100-200 ล้านบาทที่ท่านต้องจ่ายไปนั้น มันจะเป็นค่าซอฟแวร์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเสีย 80-160 ล้านบาท
ผมเสียดายเงินตราต่างประเทศเหล่านี้ครับ