.................................. ผลเสียของไอที ....................................
มาถึงวันนี้(23กย.44) ถ้าไม่พูดถึงเรื่องของวินาศกรรมเวิลด์เทรดเซนเตอร์ที่นิวยอร์กก็คงจะเชย ทั้งนี้เพราะข้อมูลข่าวสารที่นำมาออกทางสื่อมวลชนต่างๆ ตั้งแต่วันเกิดเหตุ(11 กย.44) มาจนถึงวันนี้ เป็นเรื่องดังกล่าวเสียมากกว่าครึ่ง บางสถานีถึงกับบ่นว่า ข่าวนี้เข้าไปแย่งเวลาของรายการที่ทำรายได้ประจำเสียจนจะทำให้สถานีขาดทุน แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะไปแสวงหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับวินาศกรรมนี้มาออกให้ชม
ครับ, นั่นเป็นการยืนยันว่า "ข่าวสารข้อมูล" นั้นมีความสำคัญ แต่มันเป็นการแสดงเหตุผลทางอ้อม คือมันแค่บอกว่ามนุษย์เราต้องการบริโภคข้อมูลข่าวสารสูงมาก แล้วเราก็ไปสรุปเอาดื้อๆว่า เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารเข้าไปแล้วก็ได้นำไปทำประโยชน์
แต่ผมกลับคิดว่าเรากำลังใช้อย่างผิดๆ และนำมาซึ่งความฉิบหายได้มากกว่าอยู่แบบยุคดึกดำบรรพ์
โอเค, เรามาฟังเหตุผลกัน เอาเรื่องของการตอบโต้กันก่อน
จากการที่ชาวโลกได้เห็นถาพของการนำเครื่องบินเข้าชนตึกอย่างแบบเรียลไทม์ หรือคือเห็นพร้อมๆกันทั้งโลก เห็นในขณะที่เกิดเหตุการณ์จริง มันทำให้เกิดความกลัว เกิดความเห็นใจ เกิดความโกรธแทนผู้เสียหาย เกิดความสะใจเมื่อเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้เสียหาย ....
แล้วมันเป็นอย่างไร?
มันเกิดการแยกขั้วขึ้นมาทันที มันผลักดันให้คนทั้งโลกพร้อมที่จะเข้าประหัตประหารกัน ผมอาจพูดเกินเลยไปหน่อย แต่คนจำนวนไม่น้อยคิดอย่างนั้น อย่างน้อยคนอเมริกันก็คิดอย่างที่ผมว่ามานี้แน่ๆ
หลังจากเครื่องบินชนจนตึกเวิลด์เทรดพังลงมาแล้วเราก็มีข่าวแบบเรียลไทม์อีก เช่น ประธานาธิบดีบูชออกปราศรัยในรัฐสภา มันเป็นข้อมูลข่าวสารที่หวังจะให้เข้าถึงหูผู้คนทั่วโลก มันเป็นการประกาศถึงเจตนารมณ์ของคนอเมริกัน และเป็นการขอให้คนทั้งโลกยอมรับในคำตัดสินอันนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดในข้อกล่าวหาต่อนายบินลาเดน แต่ก็ทำให้คนค่อนโลกยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันคนกลุ่มน้อยในเกือบทุกประเทศไม่พอใจ คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง
ครับ, มันจุดชนวนของความขัดแย้งขึ้นมาได้ทั่วโลก และเรากำลังจะเข้าสู่ความกลัว เราเริ่มกลัวภัยสงคราม กลัวภัยของความขัดแย้ง กลัวการเอาคนหมู่มากทำร้ายชนกลุ่มน้อย และกลัวชนกลุ่มน้อยจะใช้วิธีก่อวินาศกรรมภายในประเทศทุกประเทศ เรื่องของสงครามและการปะทะกันระหว่างกลุ่มชนนี้ผมขอพูดไว้เพียงเท่านี้ ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเข้าใจผิดกันทางด้านศาสนา ผมจะขอหันมาพูดทางด้านเศรษฐกิจและสังคม แล้วลงลึกในวิชาชีพไอทีต่อไป
ทางด้านเศรษฐกิจนั้นจะเห็นได้ชัด ในวันเกิดเหตุนั้น ซีกโลกด้านญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย ไทย มลายู เป็นช่วงกลางคืนและหัวค่ำ ซีกโลกด้านอินเดียไปจนถึงอังกฤษนั้นเป็นช่วงกลางวัน ส่วนสหรัฐอเมริกาเป็นช่วงเช้า ที่ฮาวายนั้นคงจะหลับกันสนิท ดังนั้นผลกระทบจึงแตกต่างกันออกไป คือ ตลาดหุ้นของญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย ไทย มลายู และสิงค์โปร์นั้นปิดตลาดไปหมดแล้ว คนในซีกนี้จึงต้องคิดถึงวันรุ่งขึ้น หลายประเทศเขาไม่หวั่นใหว เขาบอกว่าเปิดตลาดมาหุ้นก็คงตก แต่เขายอมให้ตกไปตามสถานการณ์จะดีกว่า แต่ประเทศไทย ไต้หวัน และมาเลเซียนั้นขี้ขึ้นสมอง จึงสั่งไม่เปิดตลาดในวันรุ่งขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ในวันถัดๆมาหุ้นตกมากกว่าคนอื่น(ยกเว้นสิงค์โปร์ ซึ่งเกี่ยวโยงกับทุนตะวันตกสูงมาก)
สำหรับตลาดหุ้นอินเดียและยุโรปนั้นก็คล้ายๆเอเซีย คือบางประเทศไม่เปิดในวันถัดมา แต่เขากลับตกไม่มาก นี่เป็นผลจากการที่ข้อมูลข่าวสารของเขามันกว้างไกลกว่าพวกเรา เรามีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยพอๆกับเขา แต่เราใช้เพื่อการบันเทิงเสียมากกว่า เมื่อมีข่าวใหญ่อย่างวินาศกรรมนิวยอร์ก เราก็หันมาโหมให้ดูกัน ความกลัว ความกระวนกระวาย ความสับสน ผสมกับการดำเนินการของภาครัฐที่ไม่ถูกต้อง จึงทำให้หุ้นของเราตกมากกว่าเขา
แล้วตลาดหุ้นสหรัฐเป็นอย่างไร?
เขาปิดตลาดไป 7 วัน ทั้งนี้โดยอ้างว่าตัวที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์ของเขาอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียง 2 ช่วงตึก และเมื่อเปิดตลาดขึ้นมามันก็ใหลลงไปตามปรกติ คือลดลง 7.1, 0.1, 1.6 เปอร์เซนต์ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าของไทยเราถึงเท่าตัว ไทยเราติดลบไป 15.81 เปอร์เซนต์
ครับ, ถ้าผมจะถามว่า ข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับมานี้ทำให้เกิดผลดีหรือผลเสีย หลายๆคนก็จะพยายามดึงดันพูดว่า "ดี" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่นักเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้น พวกเขาจะยืนยันว่า "รู้แล้วรีบขายหุ้นออกไปก่อนย่อมจะปลอดภัยกว่า"
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์แบบนี้ ราคาหุ้นจะตก แล้วมันก็จะฟื้นกลับมาใน 10 วัน ถึง 30 วัน นักเล่นหุ้นเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะขาดทุน และจำนวนหนึ่งจะมีกำไร ซึ่งมองดูอย่างกว้างๆแล้วไม่กระทบต่อประเทศนั้นๆ แต่เมื่อมองลึกลงไป โดยแยกแหล่งที่มาของทุน เราก็จะพบว่ากองทุนต่างชาตินั้นจะซื้อมากกว่าขายในช่วงขาลง แล้วนำมาขายทำกำไรเมื่อราคาหุ้นกลับสู่สภาวะปรกติ สำหรับครั้งนี้ กองทุนฝรั่งเขาซื้อไว้วันละ 300-500 ล้านบาท รวม 5 วันจะเป็นการลงทุนเพิ่มประมาณ 1500-2500 ล้านบาท แล้วเขาก็จะนำไปขายโดยได้กำไรเฉลี่ยประมาณ 15 เปอร์เซนต์ หรือคือโกยเงินจากเมืองไทยไป 225 ถึง 375 ล้านบาท เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ใช้ข้อมูลไม่เป็น
อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรสังเกตุก็คือ การวินาศกรรมในครั้งนี้ มีแค่บริษัทในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่สูญเสียหนัก ประเทศอื่นๆทางยุโรปและเอเซียไปร่วมเสียหายน้อยมาก อเมริกาสูญเสียตึกใหญ่ 2 ตึก เครื่องบิน 4 ลำ และส่วนหนึ่งของเพนตากอน รวมแล้วเป็นเงิน 5000-6000 ล้านเหรียญ แต่ที่เสียหายมากกว่านี้คือชีวิตคน คนอเมริกันแต่ละคนที่เสียไปนั้นจะทำให้ผลผลิตหายไปกว่า 10 ล้านเหรียญ ในแง่เศรษฐกิจจึงเสียไป 30,000-50,000 ล้านเหรียญ แต่คนชาติอื่นเสียหายรวมกันไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญ แต่ผลกระทบกลับมาตกต่อหุ้นในต่างประเทศมากกว่าสหรัฐ ในประเทศไทยแห่งเดียวนั้น ราคาหุ้นหายไปประมาณ 300,000 ล้านบาท
นี่แสดงให้เห็นว่า "ไม่รู้เรื่องเสียเลยน่าจะดีกว่า"
ครับ, เรื่องนี้ผมอยากจะขอเปรียบเทียบกับเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ญี่ปุ่นบุกขึ้นที่อ่าวมะนาวเมื่อผมอายุได้ 6 ขวบ ผมนอนอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ บ้านผมไม่มีวิทยุ บ้านผมไม่ได้รับหนังสือพิมพ์ กว่าจะรู้ข่าวก็เมื่อญี่ปุ่นนั่งรถไฟขึ้นไปถึงเชียงใหม่แล้ว หรือคือประมาณ 3 วันให้หลัง ญี่ปุ่นเข้ายึดโรงเรียนและวัดเจดีย์หลวงเป็นที่ตั้ง โรงเรียนดังกล่าวนี้อยู่ติดกับบ้านผมชนิดใช้รั้วเดียวกัน แล้วก็เข้ายึดที่ทำการของบริษัทเดินอากาศไทย ที่อยู่เยื้องกับบ้านผม เป็นโรงพยาบาล พวกผมได้แต่ไปเยี่ยมมองดู เราไม่รู้เลยว่ามันจะมีผลกระทบอย่างไรกับชีวิตพวกเรา อยู่มาอีกเกือบ 1 ปีจึงมีเครื่องบินบี24 มาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟ แล้วอีกไม่กี่วันก็มาทิ้งระเบิดที่สพานนวรัตน์และตลาดวโรรส การทิ้งระเบิด 2-3 แห่งดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นข้อมูลและข่าวสารมันเกือบจะไม่มี คือฝรั่งอเมริกันก็ยังไม่รู้เลยว่าที่ตั้งกองทหารของญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ตรงใหน แต่คิดขึ้นมาแล้วก็เสียวหัวใจ คือถ้าข้อมูลข่าวสารในยุคนั้นดีเท่ากับยุคนี้ ผมก็คงจะเป็นผีนอนเฝ้าหลุมร่วมกับทหารญี่ปุ่นที่มาตั้งกองบัญชาการอยู่ติดบ้านผม
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบมา ก็คือ ผมไม่เคยรู้เรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่นเลย ผมมารู้เอา 18 ปีให้หลัง คือมารู้ว่าญี่ปุ่นทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้าสงครามเพราะถูกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ทั้งนี้เพราะผมได้รับทุนที่จะไปเรียนต่อที่สหรัฐ แล้วคนของสำนักงาน ก.พ.เขาต้องมาสอนเรื่องประวัติศาสตร์ของสหรัฐ เขาเอาเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อเตือนว่า อย่าไปสะกิดใจคนอเมริกันในเรื่องนั้น มันเป็นความอัปยศอันหนึ่งของเขา แต่จากการที่ผมไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย ผมจึงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับคนอเมริกัน ซึ่งมันก็เป็นผลดีต่อชีวิต
ครับ, จาก 2 เรื่องที่เล่ามา ท่านจะเห็นได้ว่า "การไม่รู้เสียเลยนั้นบางทีก็มีประโยชน์"
แต่.......เราจะปิดหูปิดตาไปหมด แล้วทำให้ใจสบายนั้นมันก็คงจะไม่ดีแน่ มันจึงมีคำถามว่า เราควรจะรู้แค่ใหนกันแน่?
เรื่องนี้ผมเห็นว่า "ทางสายกลาง" ตามแนวของพระพุทธเจ้านั้นดีที่สุด เราลองมาคิดกันดู ข้อมูลข่าวสารนั้น ต่อให้ท่านมีระบบที่รวดเร็วและกว้างไกลแค่ใหน ก็ไม่สามารถขจัดความกลัวและภัยสงครามได้ อย่างเรื่องการก่อวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดครั้งนี้ ถ้าเอฟบีไอมีเครื่องมือสื่อสารที่กว้างไกลและรวดเร็วขึ้นสัก 100 เท่า พวกเขาก็คงพอจะหาหลักฐานมาได้ว่าใครเป็นผู้ก่อวินาศกรรม แต่เราก็จะมาติดคำถามที่ว่า ในใจของผู้ก่อวินาศกรรม และในใจของคนที่ถูกวินาศกรรม พวกเขาคิดอะไรกันแน่? ข้อมูลชิ้นนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกเรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น สมมุติว่ามีการทำสงครามกันจริงๆ มันก็ยังมีคำถามว่า สงครามจะมากระทบกับชีวิตของเราในลักษณะใด และมากน้อยแค่ใหน? นี่เป็นข้อมูลที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าระบบข่าวสารจะดีแค่ใหนมันก็ไม่สามารถให้คำตอบเหล่านี้ได้ เมื่อมองทางด้านนี้ คือมองในลักษณะขยายขีดความสามารถข่าวสารไปจนสูงสุด มันก็แก้ปัญหาให้เราไม่ได้
ครับ, ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลข่าวสารที่เราต้องใช้ในการตัดสินใจนั้นมี 3 อย่าง อย่างแรกคือความรู้ความเข้าใจในกฏเกณท์ของโลกที่เราอยู่อาศัยนี้ อย่างที่สองคือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านมาแล้วจนถึงปัจจุบัน อย่างสุดท้ายก็คือข้อมูลที่เป็นการคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ข้อมูลข่าวสารประเภทที่ 3 นี้สำคัญที่สุด ทุกคนอยากได้ ทุกคนอยากรู้ล่วงหน้า เมื่อรู้แล้วจะได้เลือกหนทางปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองให้มากที่สุด ข้อมูลประเภทที่ 3 นี้สามารถหามาได้จากข้อมูล 2 ชนิดแรก มันมีทฤษฎีและหลักการที่จะเอาข้อมูล 2 ชนิดแรกมาคาดเดาให้เห็นข้อมูลชนิดที่ 3 ทฤษฎีและหลักการเหล่านี้คือหัวใจของวิชา "ไอที" ซึ่งคนไทยเรายังขาดอยู่มาก เราไปสนใจไอทีไปใช้ในลักษณะเป็นเครื่องมือที่จะเอาข้อมูลประเภทที่ 2 ไปสู่สายตาของผู้ใช้เท่านั้น คือถ่ายทอดภาพเครื่องบินที่กำลังบินชนตึดเวิลด์เทรด แล้วเราก็ชื่นชมความสามารถแค่ตรงนี้ แต่นั่นคือการนำเอาความหวาดกลัวและสงสัยมาสู่มวลชน ซึ่งเป็นผลเสียอย่างที่ผมได้ชี้ให้เห็นในเรื่องตลาดหุ้นไปแล้ว
ครับ, ไอทีนั้นมีหลักการ เราควรทำความเข้าใจกับมันอย่างถ่องแท้ แล้วประยุกต์มันให้ถูกต้อง
..........................................................................