กว่าจะได้เป็นเศรษฐี

คนเราทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วก็อยากจะได้เป็นเศรษฐีกันทั้งนั้น แต่คำว่าเศรษฐีนั้นก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันไปได้มากมาย และวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นก็อาจแตกต่างกันลิบโลก ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คือน่าที่จะเอามาถกกันเล่น แล้วหาทางที่ไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวตามความเหมาะสม วันนี้ผมอยากจะเริ่มด้วยการชี้ว่าผมให้ความหมายของคำว่า "เศรษฐี" เอาไว้อย่างไร และผมพาตัวไปสู่ตำแหน่งแบบนั้นได้อย่างไร ใครที่พอใจกับคำจำกัดความของผมก็อาจนำเอาประสบการณ์ของผมไปใช้ได้ และเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นเศรษฐีแบบของผมได้

คำว่าเศรษฐีของผมนั้นจะหมายถึงว่า เมื่ออายุครบ 60 ปีก็ควรจะมีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอที่จะอยู่กินอย่างสบายไปอีก ไม่น้อยกว่า 30 ปี และไม่มีหนี้สินหรือภาระผูกพันทางการเงินต่อใคร ๆ อีกแล้ว แต่เพื่อให้มันเป็นรูปธรรมมากขึ้นอีกสักหน่อย ผมก็จะขอขยายความว่า ทรัพย์สินที่เพียงพอที่จะอยู่กินไปได้อีก 30 ปีนับจากวันนี้ ก็น่าจะมีค่าประมาณ 36 ล้านบาทในวันนี้ หรือคือ สามารถจับจ่ายใช้สอยในอัตราประมาณปีละ 1.2 ล้านบาทสำหรับวันนี้ และอาจเพิ่มขึ้นไปเป็น (1+r 1) ,(1+r1)(1+r2),…………ในปีถัด ๆ ไป ทั้งนี้โดย r1,r2,r3,………เป็นอัตราเงินเฟ้อของปีถัด ๆ ไป

ครับ, คำจำกัดความของผมมันเป็นแบบง่าย ๆ ไม่มีการซ่อนเงื่อน หรือเล่นคำ ผมพูดจริง มีตัวเลขให้เห็นเป็นตัวอย่าง และมีเหตุผลสนับสนุนได้ คือถ้าเราไม่มีภาระหนี้สินหรือผูกพันที่จะไปเลี้ยงดูคนอื่น และอายุถึง 60 ปีแล้ว มันก็เหลืออยู่แค่ 2 คนผัวเมีย การใช้จ่ายเดือนละประมาณ 100,000 บาท(ในค่าของเงินปัจจุบัน) มันก็น่าจะมีความสุข ความสบายที่เพียงพอแล้ว ใครที่ตั้งเป้าไว้สูงกว่านี้ หรืออยากมีอยากใช้มากกว่านี้ผมเห็นว่ามันเกินความจำเป็น

โอเค , จากคำจำกัดความอันนี้ เรามีคนไทยอยู่สักกี่คนที่เข้าฐานะเป็นเศรษฐี ? และมีใครบ้างที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ?

ผมคิดว่ามีคนไทยที่อยู่ในฐานะแบบนี้นับล้านคน และพวกเขารู้ดีว่าตัวเองอยู่สบายแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนไทยที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ที่จะสร้างคนจนให้เป็นเศรษฐีได้ แต่…..จากคำจำกัดความอันนี้ ผมบอกได้ว่า คนที่เรามองดูว่าร่ำรวยอยู่ในขณะนี้ ก็อาจตก สเปค คือยังไม่ใช่เศรษฐี ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ดู เช่น ท่านนายกทักษิณ หรือคุณพานทองบุตรชาย ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐี ทั้งนี้เพราะพวกเขายังมีภาระหนี้สินที่จะต้องหาเงินมาชำระอยู่

โครงการดาวเทียมและเป็นตัวแทนโทรศัพท์มือถือนั้นยังไม่จบโครงการ เราอาจมองดูค่าของหุ้นในมือ แล้วเห็นว่ามันสูงกว่าหนี้สิน แต่ชีวิตของครอบครัวนี้ก็ยังมีความเสี่ยงค้างอยู่ เช่น ถ้าเกิดมีอะไรไปชนดาวเทียมของท่าน หุ้นในมือที่มีค่า 2-3 หมื่นล้านบาทอาจเหลือค่าไม่ถึง 1,000 บาท ถึงแม้ว่าท่านจะมีประกันอุบัติเหตุกับตัวดาวเทียม แต่เงินที่ได้จากบริษัทประกัน บวกกับค่าหุ้นที่เหลืออยู่ ก็อาจไม่พอชำระหนี้ได้ ตัวเลขที่ผมพอจะเดาให้ฟังได้คือ โครงการเหล่านี้มีมูลค่าเป็นหมื่นล้าน โครงการผ่านมาได้แค่ 4-5 ปี ชำระคืนหนี้ไปได้ก็คงไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ หนี้จึงอาจคงเหลืออยู่กว่า 6,000ล้านบาท แต่วงเงินประกันอุบัติเหตุต่อดาวเทียมก็คงจะไม่ถึง 5,000 ล้านบาท รวมกับค่าหุ้นที่เหลือก็จะไม่พอชำระหนี้ ครอบครัวนี้ก็อาจต้องหาทางดำเนินกิจการต่อ ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงต่อไป การที่จะขายทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วให้เหลือเงิน 36 ล้านบาทนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าปิดโครงการแล้วจะต้องหาทุนมาเพิ่มอีกแยะ

โอเค , ทีนี้มาพูดถึงวิธีการที่จะเป็นเศรษฐีแบบของผม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ผมมีหลักการง่าย ๆ อยู่ 3-4 ข้อ ซึ่งมีดังนี้

หลักการข้อที่ 1 คือ เมื่ออยู่ในวัยทำงาน หรือมีอายุประมาณ 20-60 ปี เราจะต้องใช้ไม่เกิน 65 % ของรายได้ที่ได้มา แล้วเก็บสะสมเอาไว้ 35 % ขึ้นไป สัดส่วนอันนี้ได้มาจากการเปรียบเทียบระหว่างจำนวนปีที่ต้องทำงาน คือประมาณ 40 ปี กับจำนวนปีที่เราจะมีชีวิตต่อไปจากวันปลดเกษียณ หรือคือ 30 ปี พูดง่าย ๆ คือ 35 %ของรายได้ใน 40 ปีนั้นจะเป็นจำนวนประมาณเท่ากับค่าใช้จ่ายใน 30 ปีหลังปลดเกษียณ ตัวเลขเหล่านี้จะแจ่มชัดขึ้นเมื่อดูหลักการข้อถัด ๆ ไป

หลักการข้อที่ 2 คือ ต้องทำงานให้ได้ผลดี จนนายจ้างเขาเพิ่มเงินเดือนไปในอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อประมาณ 2 เท่า อัตราเงินเฟ้อนี้ผมไม่เชื่อตัวเลขของหน่วยงานราชการไทย ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้เห็นว่าสูง มันทำให้รัฐบาลเดือดร้อน ตัวเลขประมาณของผมคือ เงินเฟ้อในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมามันอยู่แถว ๆ 5% ต่อปี ดังนั้นอัตราเงินเดือนจึงควรเพิ่มโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 10 % ซึ่งผมบอกได้ว่าทำได้ไม่ยาก อัตราเงินเดือนนั้นส่วนใหญ่เพิ่ม 1 ขั้นก็จะเป็นประมาณ 6.5 % ดังนั้นอัตราเพิ่ม 10 % จึงเท่ากับทำงานให้ได้เพิ่มเฉลี่ยปีละ 1 ขั้นครึ่ง หรือคือได้เลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น กับ 2 ขั้น สลับกันไป นาน ๆ ก็ให้ได้ 3 ขั้นเสียบ้าง ถ้านายจ้างไม่เห็นผลงาน หรือเห็นแต่ให้ไม่ถึงปีละ 10 % ก็จงลาออกมาแล้วไปหาที่ใหม่ที่ดีกว่าเก่า การหางานที่ได้เงินเดือนเพิ่มในขณะที่ไม่มีปัญหากับนายจ้างเก่านั้นทำได้ง่ายมาก เจ้านายเก่าก็ยังอยากดึงตัวเอาไว้ นายใหม่ฟังเสียงดูก็รู้ว่าจริง การขอเพิ่มเงินเดือนสัก 10-20 % ในตอนย้ายงานจึงเป็นเรื่องง่าย เมื่อบวกกับที่ได้บ้างแล้วก็จะเกินปีละ 10 %

จากการที่เงินเดือนเพิ่มในอัตราเฉลี่ยปี ละ 10 % เราจะพบว่าคนที่เริ่มต้นทำงานที่อัตราเงินเดือน 2,450 บาทต่อเดือนอย่างผม ก็จะปลดเกษียณที่อัตราเงินเดือนประมาณ 110,885 บาทต่อเดือน เป็นอย่างน้อย หรือเริ่มต้นในวันนี้ที่ 24,500 บาทต่อเดือน ท่านก็จะปลดเกษียณที่เงินเดือน 1,108,805 บาทต่อเดือน ใน 40 ปีข้างหน้า

อย่าเพิ่งหัวเราะ อย่าคิดว่าผมบ้า ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงใน 40 ปีข้างหน้าจะมีเงินเดือนเกินเดือนละ ล้านกันทั้งนั้น ผมที่ใช้จ่ายอยู่เดือนละ 100,000บาทในตอนนี้ ก็จะต้องทำให้ทรัพย์สิน 36 ล้าน ที่มีอยู่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจนสามารถอยู่ได้ในอัตราค่าใช้จ่ายเดือนละเป็นล้านบาทเช่นกัน ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาขยายความให้ฟังว่า จะทำได้อย่างไร

หลักการข้อที่ 3 คือ เงินที่สะสมมาได้นั้น ท่านต้องพยายามทำให้มันออกดอกออกผลให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อประมาณ 2 เท่า ครับ, ถ้าอัตราเงินเฟ้อมันเป็นประมาณปีละ 5 % เราก็ต้องทำให้มันเพิ่มพูนในอัตราไม่ต่ำกว่าปีละ 10 %

อย่าเพิ่งหัวเราะ หรือดูถูกว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในตอนนี้มันผิดปรกติ ใน 40 ปีข้างหน้ามันต้องดีกว่านี้ และผมมีหนทางที่จะลงทุนโดยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงในระดับปีละ 10 % ได้เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง

จากหลักการข้อที่ 1,2, และ3 นี้ ท่านจะเห็นได้ว่า ถ้าท่านเริ่มทำงานที่อัตราเงินเดือน 24,500บาทในตอนนี้ และไปปลดเกษียณใน 40 ปีข้างหน้า ที่อัตราเงินเดือน 1,108,850 บาท เงินที่สะสมไว้จะเริ่มที่เดือนละ 8,575 บาท และเพิ่มเป็น 388,098 บาทในเดือนสุดท้าย เงินสะสมนี้ไม่ใช่ผลบวกธรรมดา ทั้งนี้เพราะเงิน 8,575 บาทในเดือนแรกนั้นจะกลายเป็น 8,575 x (1.1 ยกกำลัง 40 ) = 388,098 บาทในวันปลดเกษียณ หรือคือยอดเงินรวมจะเป็นประมาณ 40 x 12 x388,098 = 186,287,000 บาท ทั้งนี้เพราะแต่ละยอดเงินที่เก็บสะสมไว้นั้นมีขนาดเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10 % แล้วมีมูลค่าเพิ่มอีกปีละ 10 % โดยมีจำนวนปีที่ลดลงเรื่อย ๆ สองแฟคเตอร์นี้คูณกันแล้วจะเท่ากับ 1.1 ยกกำลัง 40 เท่ากันหมด ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนกันนิด ๆ เพราะตัวคูณระหว่างเดือนมันจะไม่เท่ากับ 1.1 ยกกำลัง 40 ไปหมดทุกยอด

ครับ, จากยอดเงินสะสมอันนี้ เมื่อหารด้วย 30 ปี หรือ 360 เดือน ท่านก็จะมีพอจ่ายได้เดือนละ 517,463 บาท(ในค่าของเงิน ณ.วันที่ท่านปลดเกษียณ) หรือเป็นเงินที่มีค่าประมาณ 517 ,463 /(1.05 ยกกำลัง 40) = 73,503 บาทต่อเดือนในค่าของเงินในวันนี้

โอเค , เปรียบเทียบระหว่างตัวเลขเป้าหมายของผม หรือตามคำจำกัดความของผม กับค่าประมาณการข้างบน มันยังแตกต่างกันอยู่ประมาณ สองหมื่นกว่าบาท (100,000-73,503) แล้วจะหามาเพิ่มได้อย่างไร ? เรื่องนี้ต้องใช้หลักการข้อที่ 4

หลักการข้อที่ 4 คือ ท่านต้องหารายได้เพิ่มเติมพิเศษ หรือตัดลดค่าใช้จ่ายบางอย่างด้วยการใช้ความสามารถพิเศษของท่าน ในอาชีพทุกอาชีพ ถ้าท่านใช้ความพยายามอีกสักนิด ท่านก็จะหารายได้พิเศษได้ เช่น ผมทำงานด้านคอมพิวเตอร์ ผมก็เขียนบทความลงวารสารด้านคอมพิวเตอร์ และเมื่อตอนยังหนุ่มยังแน่น ผมก็วิ่งไปหางานทำ เช่นรับเขียนโปรแกรมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานอื่นได้ ผมทำทุกอย่าง เช่น รับศึกษาวิธีดัดแปลงเครื่องพิมพ์ (Line Printer) ของคอมพิวเตอร์ฝรั่ง ให้มันพิมพ์ภาษาไทย ช่วยทำโปรแกรมเป็นภาษาโคลบอล เพื่อจำลองการทำงานตามโปรแกรมในภาษาอาร์พีจี ช่วยทำโปรแกรมออกรายงานจากข้อมูลสำรวจความคิดเห็น ช่วยฝึกอบรมพนักงานของบริษัท …ฯลฯ ทั้งหมดนี้ได้เงินมารวมกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเก็บสะสมโดยฝากไว้ที่ ไฟแนนซ์คำปะนีที่ดี ได้ดอกเบี้ย 30 ปี มันก็กลายเป็นเงินกว่า 6 ล้านบาท

ในด้านการลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวนั้นผมก็ทำได้ไม่เลว เรื่องทุกเรื่องที่พอจะประหยัดได้ให้รีบทำ เช่นผมตัดผมตัวเอง ผมลงทุนแค่ไปซื้อหวีซอยผมมา 1 อัน หัดซอยผมด้วยมือข้างซ้าย คลำดูความไม่สม่ำเสมอด้วยมือขวา ผมก็ประหยัดเงินได้เดือนละ 20-30 บาทไปจนถึงเดือนละ 60-100 บาท เงินเหล่านี้เมื่อรวมกับดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 20 ปี มันก็กลายเป็นแสนบาทได้ ในเรื่องของการทำสวนดอกไม้ในบ้าน ถ้าผมใช้น้ำประปา ผมก็จะเสียเงินประมาณ เดือนละ 300-400บาทผมไม่เอาวิธีนั้น ผมลงทุนจ้างคนมาขุดบ่อน้ำ เสียเงินไป 3 ครั้ง 3 บ่อ เป็นเงิน 1,800 บาท แล้วซื้อปั้มพ์มาสูบขึ้นมารดต้นไม้ 40 ปี ผมก็ประหยัดไปได้กว่า 1.2 ล้านบาท

ทำไมมันจึงประหยัดได้สูงขนาดนั้น ?

ตัวเลขที่คูณออกมาโดยตรง = 400 คูณ 40 คูณ 12 = 192,000 บาทเท่านั้น แต่เงินที่ประหยัดได้นี้ฝากกินดอกเบี้ยร้อยละ 10 เป็นเวลาเฉลี่ย 20 ปี มันก็เพิ่มขึ้นไป 6.72 เท่า มันจึงทำให้ผมมีเงินสะสมเพิ่มขึ้นได้กว่า 1.2 ล้านบาท

ในเรื่องของการใช้เครื่องปรับอากาศผมก็ประหยัดได้ แต่ไม่ใช่ประหยัดด้วยการไม่ใช้ ผมประหยัดด้วยการเอาน้ำไปสาดที่ต้นไม้รอบ ๆ ตัวคอยล์ร้อน มันทำให้เครื่องทำความเย็นได้เร็วขึ้น แล้วมันก็จะตัดการปัมพ์แกสไปได้ เครื่องจะทำงานเพียง 5-10 นาที แล้วก็ตัด แล้วหยุดพักไปประมาณ 10-20 นาที ค่าไฟฟ้าก็ลดลงได้ประมาณ ครึ่งหนึ่ง หรือคือประหยัดได้เดือนละประมาณ 600 บาท เป็นเวลา 40 ปี บวกกับดอกเบี้ยที่ได้อีก 6.72 เท่า มันก็เป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท ในตอนแรก ๆ ผมก็คิดว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เครื่องเป็นสนิมและผุพังเร็วขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว 40 ปี ผมเปลี่ยนเครื่อง 1 ครั้งเท่านั้น ช่างซ่อมแอร์มาตรวจซ่อมแล้วยังรู้สึกทึ่ง มันเป็นเครื่องยี่ห้อ เฟดเดอร์ ซึ่งผู้ผลิตเลิกผลิตไปกว่า 20 ปีแล้ว

ครับ , จากตัวเลขต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างบน การเป็นเศรษฐีแบบของผมนั้นมันเป็นไปได้ แต่มันต้องใช้ความรู้ความสามารถมากหน่อย มาถึงตรงนี้ผมก็จะขอตอบคำถามว่า การที่จะทำให้เงินออมมันเพิ่มพูนสูงในอัตราประมาณ 2 เท่าของอัตราเงินเฟ้อ หรือคือประมาณ ปีละ 10 % ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมานั้นทำได้อย่างไร?

40 ปีที่ผ่านมานั้นทำได้ไม่ยาก ในช่วงต้น ๆ นั้นอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากมันค่อนข้างสูง คือ ฝากธนาคารจะได้ประมาณ 8.5 ถึง 12 % ต่อปี ฝากไฟแนนซ์คัมปะนี จะได้เพิ่มอีก 2-3 % ผมจึงแยกไปฝากไว้ที่ธนาคารเท่าที่จำเป็นต้องใช้ประจำเดือน และเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้อีกนิดหน่อย เงินส่วนใหญ่จึงฝากไว้ในไฟแนนซ์คัมปะนี

ในช่วงตอนถัดมา (25 ปีก่อน) ที่ดินมีราคาตกต่ำเกือบที่สุด และผมรู้ว่าธุรกิจกำลังจะขยายตัว ที่ดินชานเมืองจะแพงขึ้น และจะมีทางด่วนเกิดขึ้น ผมก็ไปเล็งดูที่ดินที่อยู่ชานเมือง และที่จะมีทางด่วนผ่าน ผมซื้อที่ได้ในราคาแค่ตารางวาละ 1,250 บาท แต่มีเงินซื้อได้แค่ประมาณ 300 ตารางวา เงินจำนวนหนึ่งต้องใช้ปลูกบ้านและเปลี่ยนรถยนต์ ปัจจุบันนี้เขาซื้อขายที่กันที่ตารางวาละ 4 หมื่นบาท มันเคยมีราคาสู.ถึงตารางวาละ 70,000 บาท หรือคือมีมูลค่าในปัจจุบันถึง 12 ล้านบาท

ในช่วงประมาณ 10 ปีก่อน หุ้นมีแนวโน้มที่จะเติบโต และเกิดมีการจัดประชุมนายธนาคารทั่วโลกที่กรุงเทพ ผมก็เจียดเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อหุ้นแบงค์ แล้วผมก็ได้กำไรมา 3-4 แสนบาท แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ลงทุนหลังจากนั้นแล้วก็ขาดทุน แถมไปซื้อหน่วยลงทุนก็ขาดทุนไปอีกเกือบ 2 ล้านบาท แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมลงไปศึกษาตลาดหุ้นอย่างแท้จริง และได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะเล่นหุ้นให้ได้กำไรโดยเฉลี่ยถึงปีละ 24-26 % นอกจากนี้แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า ทรัพย์สินที่เรามีอยู่นั้น ควรแบ่งลงทุนเป็นทรัพย์สิน 3 ประเภท คือ เงินฝาก ที่ดิน และหุ้น ในยามที่บ้านเมืองปรกติจะต้องลงทุนเท่า ๆ กัน แต่ในยามที่ความต้องการเงินลงทุนในประเทศสูงขึ้น ก็ควรเพิ่มสัดส่วนของเงินฝาก เพราะอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ในยามที่อุตสาหกรรมขยายตัวเราก็ควรเพิ่มสัดส่วนของที่ดิน และในยามที่หุ้นมันตกต่ำถึงที่สุดแล้วเราก็ควรเพิ่มสัดส่วนของหุ้น

ครับ, จริง ๆ แล้วนี่ก็คือหลักการข้อสุดท้าย คือ ควรลงทุนเป็นเงินฝาก ที่ดิน และหุ้น ในสัดส่วนที่เป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การมองภาพเศรษฐกิจนั้นไม่ยาก การขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย ของราคาที่ดิน และของราคาหุ้น (มองระยะยาว) นั้นเป็นไปอย่างช้า ๆ เราไม่จำเป็นต้องผลีผลามยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และอย่าลงไปในด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว มันจะทำให้เกิดความไม่คล่องตัว และอาจขาดทุนได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงนี้ใครที่เอาไว้เป็นเงินฝากแต่อย่างเดียวจะขาดทุน ทั้งนี้เพราะอัตราเงินเฟ้อนั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ มันจึงเป็นการกินทุนตัวเอง แล้วยังแจกจ่ายไปช่วยค้ำจุนนายธนาคารที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

ครับ , ทางเดินของการเป็นเศรษฐีแบบของผมนั้นยาวนาน ต้องใช้ความสามารถ แต่ไม่มีความเสี่ยง และคนส่วนใหญ่สามารถทำได้ ท่านจะชอบหรือไม่ชอบก็ลองเอาไปคิดดู ผมนั้นอาจเป็นคนโชคดีหน่อย คือสอบชิงทุนไปเรียนจนได้ปริญญาเอก ผมจึงสะสมไว้ได้มาก มันมากพอที่จะอยู่ไปได้จนอายุเกิน 100 ซึ่งผมเห็นว่ามันเกินความจำเป็น

อนึ่ง ผมอยากจะย้ำว่า ความรู้ที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ เราต้องคำนวณค่าของเงินและดอกเบี้ยที่จะได้รับ แล้วเปลี่ยนเป็นค่าในวันข้างหน้า หรือค่าในวันปัจจุบัน (Present Value)ให้ได้ มันเป็นสูตรคณิตศาสตร์ที่ไม่ซับซ้อนอะไร กลับไปศึกษาซ้ำใหม่สักเล็กน้อย แล้วท่านจะเห็นประโยชน์ ของการเก็บออม และการลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน (โดยไม่ลดคุณภาพของชีวิต)

………………………………….