มี กทช. แล้วก็ควรมี กปช.,กฟช., .ด้วย
กทช. คือ " คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ " หน่วยงานดังกล่าวนี้ตั้งขึ้นโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านให้มีขึ้นเพื่อกำกับ ควบคุม และดูแลหน่วยงานหรือบริษัทที่ทำงานทางด้านโทรคมนาคม เป้าประสงค์หลักคือ จะให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค และไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน หรือเข่นฆ่ากันในหมู่ผู้ประกอบการ .ฯลฯ
จากการที่กำหนดหน้าที่เอาไว้สูง คือมีอำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ และมีอำนาจต่อกิจการที่เป็นตัวเงินเป็นแสนล้าน มันก็เลยมีคนอยากเป็นคณะกรรมการดังกล่าวอย่างแรง เรื่องนี้ผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญรู้เป็นอย่างดี ท่านก็เลยกำหนดว่าต้องมีคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาเสียก่อน การเลือกคณะกรรมการสรรหานี้ก็เลยต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มข้น เข้มจนเกิดความสงสัยว่ามันจะผิดกฎหมายเสียเอง ฯลฯ รายละเอียดเรื่องนี้ท่านหาดูได้จากหนังสือพิมพ์และทีวี เพราะตอนนี้(31ตค.44)เขาว่ากันเละไปเลย
แต่วันนี้ผมอยากให้ท่านคิดไปให้ไกลออกไปอีกหน่อย คือถ้าการตั้ง กทช. นี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน เราก็น่าจะมี กปช.(คณะกรรมการกำกับกิจการประปาแห่งชาติ) กฟช. (คณะกรรมการกำกับกิจการไฟฟ้าแห่งชาติ) กพช. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ) กรช. (คณะกรรมการกำกับกิจการรถรับจ้างแห่งชาติ) .ฯลฯ ด้วย ทั้งนี้เพื่อจะได้ช่วยให้รัฐไม่สูญเสียเงินตราต่างประเทศไปลงทุนซ้ำซ้อน และประชาชนไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เช่นกัน ผมคิดว่าเราคงต้องการแค่ 40-50 คณะ แล้วมันก็จะครอบคลุมหมดทุกด้าน แล้วหลังจากนั้นเราก็ยุบกระทรวง ทบวง กรม ฯลฯ ต่าง ๆ ไปได้หมด
ครับ, สิ่งที่ผมอยากจะชี้ก็คือ บ้านเมืองนั้นมันอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีมือไม้มาทำงานกัน การคิดนั้นง่าย เอาคนที่ดี เอาคนที่มีคุณธรรม เอาคนที่มีประสบการณ์ มารวมหัวกัน 10-15 คนก็คิดเรื่องดี ๆ ได้แยะ แต่เมื่อออกแนวนโยบายมาแล้วมันจะเป็นไปตามนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนนำไปปฏิบัติ และเมื่อต้องมีคนนำไปปฏิบัติ มันก็มีการแสวงหาผลประโยชน์กันได้อีก การตั้งคณะกรรมการชนิด " องค์กรที่เป็นกลาง " นี้ผมเห็นว่ามันกลับเพิ่มภาระทางภาษี และเพิ่มความสับสนขึ้นมาในชาติ มันหนีไม่พ้นการวิ่งเต้นโดยพรรคการเมือง และมันหนีไม่พ้นที่จะทะเลาะกันจนต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน
ครับ, หนทางที่ถูกต้อง คือ ต้องแก้ที่คนปฏิบัติงาน และต้องแก้ด้วยการบังคับให้พวกเขาทำงานด้วยเหตุด้วยผล และ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาติและประชาชน
ครับ, มันต้องมองเป็น 3 ขั้นตอน เราจะพูดแค่ "มีคณะกรรมการที่ดีแล้วก็จะดีเอง" หรือ"ไปแก้ไขที่คน " หรือ" ทำให้คนของคุณมีเหตุมีผล "นั้นไม่ได้ มันต้องย้ำด้วยว่า " เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาติและประชาชน " ที่ผ่านๆมาเรามักจะสั่งไปแค่ประโยคแรก หรือประโยคที่ 2 แล้วมันก็เกิดความผิดพลาดและบิดเบี้ยวได้ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง
การประปานครหลวงได้สั่งยกเลิกการส่งพนักงานไปเดินเก็บค่าน้ำ เขาบอกว่าค่าใช้จ่ายด้านการเก็บค่าน้ำนี้สูง ทำให้กิจการขาดทุน จึงให้ยกเลิกเสีย เขาขอให้ลูกค้าหรือคือประชาชนไปชำระค่าน้ำตามศูนย์การค้า หรือที่หน่วยรับชำระเงินของการประปานครหลวง เขาอ้างว่าองค์การโทรศัพท์ก็ยังทำแบบนี้ได้ ซึ่งดูทันสมัยกว่า แล้วทำไมประชาชนผู้ใช้น้ำประปาจะทำไม่ได้
โอเค, เรามาเคราะห์กันว่านั่นเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลหรือไม่ ?
ฟังดูมันสมเหตุสมผลดี ยกตัวเลขให้ดูกันง่าย ๆ ก็ได้ พนักงานเก็บเงินเดินทางไปเก็บเงินค่าน้ำได้ประมาณ 10 ถึง 30 บ้านต่อวัน ถ้าทำงานเดือนละ 22 วัน ก็น่าจะเก็บได้ประมาณ 440 บ้าน พนักงานเก็บเงินนั้นเงินเดือนเฉลี่ยก็คงจะไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท บวกค่าสวัสดิการอื่น ๆ และค่าอาคารสถานที่ทำงานแล้วก็คงไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นการประปาจึงต้องเสียเงินเป็นค่าเดินทางไปเก็บเงินรายละ 10,000/440 = 22.72 บาท แต่ค่าน้ำประปาของชาวบ้านธรรมดา ๆ นั้นมันก็แค่ 20-200 บาทเท่านั้น ค่าเดินทางไปเก็บเงินจึงเป็นภาระสูงจริง ๆ ถ้าลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ได้ก็จะทำให้ลดการขาดทุนได้จริง
แต่ ทั้งหมดนี้เป็นการมองที่ตัวการประปานครหลวงเพียงด้านเดียว เขาไม่ได้มองดูในระดับชาติและประชาชน เรามามองดูในระดับชาติกัน การส่งพนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินตามบ้านผู้ใช้น้ำ กับการให้ประชาชนเดินทางไปชำระค่าน้ำตามจุดต่าง ๆ ที่การประปาเตรียมไว้ให้นั้น อย่างไหนมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ากัน ?
ครับ, ส่งพนักงาน 1 คน ออกไปเก็บค่าน้ำตามบ้านย่อมจะต้องสร้างค่าใช้จ่ายต่อชาติต่ำกว่าการให้เจ้าบ้าน 440 คนเดินทางไปจ่ายเงินตามศูนย์การค้า เราจะอ้างว่าประชาชนต้องออกจากบ้านไปศูนย์การค้าอยู่แล้วนั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังอาศัยซื้อสินค้าจากตลาดและร้านชำข้างบ้านอยู่
นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ใช้น้ำแล้ว การประปานครหลวงก็ยังต้องใช้เงินอีกมาก เช่น ต้องเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเพื่อเปิดเป็นออฟฟิส ต้องจ้างคนมานั่งเก็บเงิน ต้องมีระบบติดตามการค้างชำระ ต้องมีระบบการสั่งตัดน้ำต่อน้ำแบบใหม่ และที่มีค่าใช้จ่ายพอ ๆ กับของเดิมก็คือ ต้องมีคนส่งใบแจ้งค่าน้ำ เรื่องนี้ถ้าไม่ทำเองก็ต้องใช้บริการของไปรษณีย์ ซึ่งเป็นเงินใบละไม่ต่ำกว่า 10 บาท แล้วก็ยังจะต้องเสียเงินจ้างให้พนักงานเก็บเงินที่มีอยู่เดิมลาออกไปอีกด้วย
แล้วในด้านผู้ใช้น้ำล่ะ ?
ผู้ใช้น้ำก็ต้องเสียเงินค่าเดินทางไปจ่ายเงินค่าน้ำเดือนละครั้ง แล้วก็ต้องมานั่งภาวนาว่าเงินจะไปเข้าบัญชีของการประปาได้ถูกต้อง และจะไม่มีใครมาปิดก๊อกหรือถอดมิเตอร์น้ำออกไป
โอเค, มันกลายเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลขึ้นมาทันทีเมื่อเรามองในแง่ของประเทศชาติและประชาชน
แล้วเรื่องนี้เราควรแก้ไขกันอย่างไร ?
ถ้าจะคิดอย่างมีเหตุมีผล ผู้บริหารของการประปาต้องศึกษาค่าใช้จ่ายของชาติใน 2 รูปแบบ คือส่งคนไปเก็บเงินตามบ้าน กับการบังคับให้ประชาชนไปจ่ายเงินที่ศูนย์การค้าหรือที่การประปา ต้นทุนของการประปาจะต้องแยกเป็น 2 ด้าน คือด้านเก็บเงิน กับด้านผลิตและส่งน้ำ เมื่อได้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เด่นชัดแล้ว ก็สามารถเสนอรัฐบาลให้เลือกหนทางที่เป็นค่าใช้จ่ายต่อประเทศต่ำสุด รัฐบาลที่ดีก็จะเลือกหนทางที่ดีที่สุดแก่ประเทศชาติและประชาชนได้ เมื่อเลือกแล้วการประปาก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ และในบิลล์ค่าน้ำก็จะต้องแยกให้เห็นเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือค่าเก็บเงินเป็นเท่าใด และค่าผลิตและส่งน้ำมาให้นั้นเป็นเท่าใด เรื่องนี้จริง ๆ แล้วควรแยกต้นทุนเป็นทุก ๆ ขั้นตอน และต้องมีค่าบริหารออกมาให้เห็น บิลล์ค่าน้ำก็จะได้โปร่งใส ประชาชนคนใดหรือกลุ่มใดไม่เห็นด้วยก็จะได้ชี้ชัดว่าไม่เห็นด้วยที่ค่าใช้จ่ายส่วนไหน แล้วรัฐบาลก็จะได้สั่งให้ศึกษาและเสนอได้ถูกต้อง
มาถึงตรงนี้ก็จะมีคำถามว่า อะไรทำให้ผู้บริหารของไทยเราคิดแต่ในด้านของหน่วยงานของตนเท่านั้น ? ทำไมจึงไม่เปิดใจให้กว้างให้ครอบคลุมในระดับชาติ ? ถ้าผู้บริหารเหล่านี้คิดถึงประเทศชาติ เราก็ไม่ต้องมี กทช. , กปช. , กฟช. , กพช. , กรช., .ฯลฯ ให้รกบ้านรกเมือง
เหตุผลที่แท้จริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ผมมีความรู้สึกว่า มันน่าจะมาจากการเกิดความรู้สึกเป็น " เจ้าของ " ของผู้บริหาร คนเหล่านี้เมื่อเข้ามาทำงานไปสักระยะหนึ่งก็จะคิดว่าหน่วยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของตน ความเจริญก้าวหน้าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตน เขาจึงต้องรักษาไว้ คนภายนอกที่เข้ามาใช้บริการนั้นเปรียบเหมือนเพื่อนร่วมโลก ซึ่งมีแต่จะมาเอารัดเอาเปรียบหน่วยงานที่ตนดูแล ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานจะถูกชี้ไปว่าเกิดจากความพยายามของลูกค้าที่จะเอาประโยชน์จากหน่วยงาน สิ่งเหล่านี้จะตอกย้ำเพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน ดังนั้นการแก้ปัญหาของพวกเขาจึงกลายเป็นการลดภาระของตน แล้วไปเพิ่มภาระให้แก่ลูกค้า
อีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้บริหารกิจการเหล่านี้ไม่มองทางด้านลูกค้าก็คือ กิจการเหล่านี้เป็นประเภทโมโนโปลี ลูกค้าไม่มีทางหนีไปไหน กิจการจะอยู่ได้ตลอดกาล พวกเขาไม่จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของลูกค้า
ครับ, ถ้าข้อสังเกตของผมเป็นความจริง หนทางแก้ในเรื่องนี้ก็คือ เราต้องให้ลูกค้าประเมินผลงานของหน่วยงานเหล่านี้ทุก ๆ ปี และให้มีสิทธิ์ที่จะโหวตให้ผู้บริหารคนใดออกจากงานได้ เรื่องนี้จะทำได้ก็โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปสู่มือของผู้ใช้บริการ หรือคือ ให้คำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกิจการ แล้วหารด้วยจำนวนผู้ใช้บริการ นั่นคือมูลค่าหุ้นที่แต่ละคนจะต้องถือไว้ ใครไม่ต้องการสิทธิ์การเป็นผู้ถือหุ้นนี้ ก็สามารถขายให้แก่ผู้อื่นได้ ด้วยวิธีนี้ ผู้บริหารและพนักงานทุกคนจะเริ่มเห็นความสำคัญของลูกค้า และเมื่ออยากจะอยู่ทำงานต่อไปก็ต้องทำตัวให้โปร่งใส ต้องเป็นคนมีเหตุผล และเหตุผลนั้นต้องเป็นไปในลักษณะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
ยังครับ, ยังไม่จบปัญหา ทั้งนี้เพราะ ถ้าผู้บริหารเหล่านี้ยังโง่เง่าอยู่ อย่างเช่น คิดอะไรไม่เป็น ทำได้แค่มองดูกิจการข้างเคียง แล้วก็บอกว่าองค์การโทรศัพท์เขายังใช้วิธีนี้บังคับให้ลูกค้าไปเสียเงินตามศูนย์การค้าได้ แล้วทำไมลูกค้าการประปาจะทำอย่างเดียวกันไม่ได้หรือ ? แถมยังสรุปเอาดื้อ ๆ ว่านั่นเป็นวิธีการที่ทันสมัยเสียอีก ฯลฯ อย่างนี้มันก็แก้ปัญหาไม่ได้
ครับ,โลกเรานี้มีพัฒนาการอยู่มากมาย ในยุคนี้เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์ เรามีความรู้ทางไอที การเสนอทางแก้ปัญหานั้นต้องรู้จักเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้งาน มันคือการทำรีเอ็นจีเนียริ่งนั่นเอง ผู้บริหารของไทยต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ด้วย ขณะนี้เรายังขาดความรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แม้แต่วิธีการขององค์การโทรศัพท์ที่คนของการประปายกย่องนั้น ผมก็ยังเห็นว่าเชย ยกตัวอย่างเช่น องค์การโทรศัพท์มีเครือข่ายโทรศัพท์อยู่ในมืออยู่แล้ว ทำไมจึงต้องใช้บริการของไปรษณีย์ในการส่งใบแจ้งค่าโทรศัพท์? องค์การโทรศัพท์สามารถทำโปรแกรมใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วให้มันโทรไปแจ้งลูกค้าได้ ลูกค้าไม่ต้องถือใบแจ้งค่าโทรศัพท์ไปที่ศูนย์การค้า ผู้รับชำระเงินไม่ต้องรูดใบแจ้งค่าโทรศัพท์ แต่ใช้หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าคีย์เข้าไปที่เทอร์มินัลเท่านั้น ข้อมูลทุกอย่างก็จะมา
ปรากฏบนจอภาพ เมื่อลูกค้ายืนยันว่าถูกต้องก็จ่ายเงิน แล้วเครื่องก็จะพิมพ์ใบเสร็จให้ ด้วยวิธีนี้เราจะลดค่าใช้จ่ายได้อีกมากมายเช่น ไม่ต้องพิมพ์ใบเตือน ไม่ต้องเสียเงินส่งไปรษณีย์ ไม่ต้องมีเครื่องอ่านบาร์โค๊ต แต่นั่นก็อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดนะครับ เพราะผมยังเชื่อว่าการส่งพนักงานไปเก็บเงินตามบ้านนั้นมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ลองคิดดูซิครับ ทำไมเราไม่ลองคิดให้พนักงานอ่านมาตร์วัดน้ำทำหน้าที่เก็บเงินไปด้วย เขาอาจต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระเป๋าหิ้วติดตัวไป ไปอ่านมาตร์น้ำแล้วก็คีย์เข้าไป เครื่องสามารถติดต่อศูนย์กลางด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครื่องจะคำนวณค่าน้ำจนถึง ณ วินาที่นั้นเลยได้ แล้วก็ถามเจ้าของบ้านว่าจะจ่ายทันทีหรือออกใบเตือน เจ้าบ้านตอบแล้วก็ให้เครื่องมันพิมพ์บิลล์หรือใบเตือนได้เลย ด้วยวิธีนี้เราจะลดขั้นตอนไปได้มาก เงินค่าน้ำก็จะเก็บได้เร็วขึ้น
ครับ, ในฐานะที่ผมเคยสัมผัสทั้งงานด้านไอทีและงานบริหาร ผมเห็นว่าความรู้ทางไอทีนี้สำคัญกว่า เราต้องรีบเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ไปสู่นักการเมืองและนักบริหาร แล้วเขาจะได้หาหนทางแก้ไขปัญหากันได้ถูกวิธี อย่าเสียเวลาตั้ง กทช.,กปช.,กฟช., .เลย มาเรียนคอมพิวเตอร์กันก่อนดีกว่า