คำถามที่ผู้บริหารควรระวัง
ผู้บริหารนั้นย่อมจะไม่รู้ในรายละเอียดทางด้านเทคนิค แต่ผู้บริหารต้องตัดสินใจในเรื่องของเทคนิคอยู่เสมอ ๆ เช่น ควรจะลงทุนขยายงานด้านไอทีไหม? ควรเปลี่ยนระบบเมนเฟรมเป็นระบบเซิฟเวอร์แล้วหรือยัง? ควรประกาศใช้ลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการของประเทศหรือไม่? ควรเปิดเสรีการให้บริการอินเทอร์เนตหรือไม่? ควรมีเว็บไซท์เป็นของตนเองแล้วหรือยัง? ควรจ้างคนนอกเข้ามาปรับปรุงเว็บไซท์หรือใช้คนภายในทำ?
ครับ, เมื่อมีเรื่องที่จะต้องตัดสินใจ ผู้บริหารก็ต้องถามรายละเอียดเอาจากหัวหน้าทางด้าน
ไอที ซึ่งผมพบว่าท่านจะได้คำตอบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงอยู่เสมอๆ คำถามที่ต้องระวังอย่างที่สุดก็คือ "เรื่องนี้ทำได้ไหม?" หรือพูดรวม ๆ กันก็คือ มันเป็นเรื่องของ "Technical Feasibility" เมื่อไหร่ที่ท่านถามคำถามนี้ ท่านจะต้องเจาะให้ลึก อย่ารีบด่วนสรุปโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะมันอาจพาให้ท่านพินาศฉิบหายได้ใหญ่หลวงมาก เมืองไทยเราตัดสินใจผิดในลักษณะแบบนี้ไปมากแล้ว และกำลังจะตัดสินใจผิดอยู่อีกมาก วันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง แล้วก็จะบอกวิธีที่จะตั้งคำถามเพื่อให้ไม่ผิดพลาดกันอีก
ผมอยากจะขอยกตัวอย่างให้ท่านดูสัก 2-3 เรื่อง แล้วจึงจะชี้ให้เห็นประเด็นปัญหา แล้วจึงจะมาสรุปให้ท่านฟัง
เรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2512 มันนานมากจนอาจไม่มีใครจำได้ เรื่องของเรื่องคือ กรมที่ดินนั้นออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนไม่ทัน ตัวเลขในตอนนั้นบอกว่ามันค้างอยู่ประมาณ 3 ล้านแปลง อธิบดีกรมที่ดินก็เรียกบริษัทต่าง ๆ ที่ขายคอมพิวเตอร์เข้าไปปรึกษา คำถามของท่านมันก็ง่าย ๆ คือ "คอมพิวเตอร์ช่วยออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่?" ซึ่งนักคอมพิวเตอร์ของบริษัทต่าง ๆ ต่างก็ออกความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า "ได้" แต่ไม่มีใครบอกรายละเอียดว่าทำได้อย่างไร ท่านอธิบดีก็ไม่เคยซักถามว่ามันทำได้อย่างไร ทำได้เร็วแค่ไหน ต้องใช้คนเท่าไหร่ และจะเป็นเงินเท่าใด ท่านคงไม่อยากให้ใครรู้ว่าท่านคิดอย่างไรด้วย และในที่สุดท่านก็ออกสเปคมาเป็นเครื่องเมนเฟรมขนาดกลาง ในวงเงินประมาณ 60 ล้านบาท อุปกรณ์ตามสเปคก็เป็นเครื่องธรรมดา ๆ คือมีเมมโมรี 32 กิโลไบท์ มีจานแม่เหล็ก 200 เมกกะไบท์ มีเครื่องอ่านบัตรความเร็วไม่ต่ำกว่า 800 บัตรต่อนาที มีเครื่องพิมพ์ชนิด line printer ที่มีความเร็วไม่ต่ำกว่า 1,200 บรรทัดต่อนาที ..ฯลฯ
ครับ, เรื่องนั้นดีอยู่หน่อยหนึ่ง คือเปิดประมูลออกมาแล้วพบว่าไม่มีใครเข้าสเปคได้ครบถ้วนแม้แต่บริษัทเดียว ทางกรมที่ดินจึงยกเลิกการประมูลไปเสีย ที่ผมบอกว่าโชคดีก็เพราะ ถ้าใครได้ประมูลครั้งนั้นไป บริษัทนั้นก็อาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้เพราะเจ้าคอมพิวเตอร์ตามสเปคนั้นมันพิมพ์ตัวหนังสือทางด้านหน้าของโฉนดได้ แต่มันไม่สามารถวาดแผนที่ด้านหลังโฉนดให้เราได้
เรื่องที่ 2 ที่ผมอยากจะยกขึ้นมาให้ฟังคือ งานจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร นี่เป็นเรื่องเมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้ว ในระยะนั้นกรมสรรพากรมีปัญหาว่า การเก็บภาษีของประเทศไทยเรานั้นมีการรั่วไหลแยะ และโครงสร้างอัตราภาษีมันก็ยุ่งยากและสลับซับซ้อนเกินไป กรมต้องการเปลี่ยนเป็นระบบการจัดเก็บตามมูลค่าเพิ่ม หรือที่เราเรียกว่า "แวท" (VAT) นั่นแหละ นักวิชาการทางภาษีเขาบอกว่ามันจะเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี เพราะทุกคนจะถูกเก็บในอัตราที่เท่ากันหมด แต่เก็บบนฐานของมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็ไปถามนักคอมพิวเตอร์ว่า เมื่อได้ข้อมูลจากผู้เสียภาษีมาแล้วมันจะเอามาต่อโยงกันเพื่อให้เห็นคนที่หนีภาษีได้หรือไม่? มันเป็นคำถามง่าย ๆ อย่างที่ผมพูดไว้แต่แรก แล้วก็ได้คำตอบจากนักคอมพิวเตอร์ว่า "ทำได้" แถมยังจะได้ข้อมูลอื่น ๆ อีกมากมาย
ครับ, กรมสรรพากรนั้นจริง ๆ แล้วได้เห็นปัญหาของการใช้คอมพิวเตอร์มาแล้ว คือเดิมนั้นใช้เครื่องร่วมกันกับกรมอื่นๆ ของกระทรวงการคลัง แต่พัฒนางานได้ไม่เป็นที่พอใจ การใช้เครื่องก็ไม่สะดวก แล้วก็ได้แยกมาตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ของตนเอง ซึ่งก็เจอกับปัญหาเรื่องการพัฒนาระบบไม่ได้ดังใจอีก ดังนั้นในครั้งนี้จึงไปจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากอังกฤษมาช่วยดู
ด้วยความร่วมมือของบริษัทที่ปรึกษา กรมสรรพากรจึงเปิดประมูล มันเป็นระบบแบบเบ็ดเสร็จ(Turnkey) หรือคือ เป็นการกำหนดทั้งเป้าหมายด้านการเก็บภาษี ด้านเครื่อง ด้านระบบงาน และด้านเวลา กรมสรรพากรจะจ่ายเงินก็เมื่องานเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น และถ้าหากพัฒนาไม่เสร็จตามเวลา หรือจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ก็มีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย
ครับ, เปิดประมูลเสร็จก็มีผู้ชนะ แล้วก็มีการเซ็นสัญญากัน แต่ผู้ชนะการประมูลนั้นฉลาดคิด คือถ้าตนเองเซ็นสัญญาแต่เพียงผู้เดียวก็ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของผู้ทำสัญญาช่วง เขาจึงจับเอาทุกบริษัทที่มารับช่วงงานมาเซ็นกับกรมสรรพากรด้วย
แล้วในที่สุดมันก็เกิดปัญหาหาตามที่ผมพูดเอาไว้ คือข้อมูลการเสียภาษีแบบมูลค่าเพิ่มนี้มันมากมาย สินค้าแต่ละชิ้นนั้นมันอาจผ่านการผลิตย่อยหลายต่อ เช่น รถจักรยาน 1 คันนั้นอาจจะประกอบไปด้วยโครงตัวถังรถ ลูกล้อ เท้าถีบ จาน โซ่ ตัวโซ่ แฮนเดิล โคมไฟ สายไฟ ยาง ซึ่งผู้ผลิตรถจักรยานอาจไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด เขาผลิตเองบางส่วน ไปซื้อส่วนประกอบมาจากบริษัทอื่นบางส่วน แล้วนำมาประกอบจนเป็นตัวรถจักรยาน เวลาขายออกไปเขาก็ขายให้ตัวแทนจำหน่าย แล้วตัวแทนจำหน่ายจึงไปขายต่อ เมื่อมองขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็จะเห็นได้ว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนนั้นต้องเสียภาษีส่วนของตนไปแล้ว ผู้นำมาประกอบจึงเสียภาษีแค่ส่วนของมูลค่าที่เพิ่มขึ้น เขาต้องแจ้งรายละเอียดว่าชิ้นส่วนไหนซื้อมาจากใคร ในราคาเท่าใด ซึ่งจะมีส่วนของภาษีที่จ่ายให้รัฐไปแล้วเท่าใด และเมื่อขายไปให้ตัวแทนจำหน่าย เขาก็ต้องบอกว่าเป็นใคร ขายในราคาเท่าใด มูลค่าเพิ่มเป็นเท่าใด และขอเสียภาษีเพียงเท่าที่เกิดมูลค่าเพิ่ม
ครับ, ข้อมูลมันแยะ และสินค้ามันไม่ใช่เป็นชิ้นโดด ๆ มันมีการผ่านมือ ผ่านกระบวนการขายต่อๆ กันมาหลายทอด มันจึงไม่สามารถจะนำมาเชื่อมโยงให้เห็นว่าใครหนีภาษีได้ตามที่นักคอมพิวเตอร์พูดไว้ นอกจากนี้แล้วระบบงานก็พัฒนาไม่เสร็จตามกำหนด มันเกิดความเสียหายต่อราชการ กรมสรรพากรจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ประมูลได้ แต่ผู้ชนะประมูลก็บอกว่าส่วนของระบบงานที่ทำไม่เสร็จนั้นเป็นของบริษัทที่มารับช่วงต่อ ซึ่งเซ็นสัญญากับกรมสรรพากรโดยตรง กรมสรรพกรต้องไปฟ้องร้องเอาเอง
ครับ, เรื่องนี้เกิดความเสียหายขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการประนีประนอม และรัฐได้ประโยชน์โดยได้เครื่องคอมพิวเตอร์มาฟรี ๆ แต่มันไปฉิบหายอีกหลายด้าน คือ ภาษีไม่เข้าเป้า ภาษีได้ไม่ครบ มีการปลอมใบคืนภาษี และ ระบบแวทนี้เปิดช่องให้คนทำหลักฐานว่าส่งสินค้าออก ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะขอคืนภาษีได้ แล้วก็มาทำการขอคืนภาษี ตรงนี้ทำให้รัฐถูกโกงไปกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ยึดมาได้
เรื่องที่3 ที่ผมอยากจะยกขึ้นมาให้ฟังก็คือ กระทรวงเกษตรนั้นอยากจะส่งเสริมให้มีการคัดเลือกสายพันธุ์โคนม ท่านก็ศึกษาจากตำรา แล้วก็ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของต่างประเทศ เมื่อศึกษาแล้วก็มาถามนักคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัทว่า "มันทำได้ไหม?" หรือคือ จะเก็บข้อมูลจากผู้เลี้ยงโคนมทั้งหมดในประเทศ เก็บทุกวัน เก็บว่าแม่โคแต่ละตัวให้นมเป็นปริมาณเท่าใด และถ้าเกิดเจ็บป่วยอะไรก็ให้แจ้งเข้ามาด้วย แม่โคที่ผสมพันธุ์กับพ่อโคตัวใดก็ให้เก็บบันทึกไว้ เมื่อออกลูกมาก็จะมีหมายเลขทะเบียน แล้วก็จะเก็บสถิติการให้น้ำนมเช่นเดียวกับแม่โคทั้งหลาย ..ฯลฯ
ครับ, คำตอบก็คือ "ทำได้" กระทรวงเกษตรจึงทำโครงการเสนอเข้ามาที่สำนักงบประมาณ ผมเห็นโครงการนี้แล้วก็ถามไป 2-3 คำถาม เช่น ข้อมูลมันมากมายอย่างนี้จะต้องใช้เครื่องขนาดไหน? เวลาคำนวณหาข้อสรุปอะไรบางอย่าง เช่นสายพันธุ์ไหนผสมกับสายพันธุ์ไหนดีที่สุด นั้นจะใช้เวลาสักเท่าใด? จะต้องจัดเก็บข้อมูลอยู่นานเท่าใดจึงจะเริ่มตอบคำถามข้างบนได้? และจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเกษตรกรจะส่งข้อมูลมาให้ครบถ้วนและถูกต้อง? ซึ่งเขาตอบไม่ได้เลยสักข้อ
อันที่จริงแล้วโครงการอย่างนี้มันทำในเมืองไทยไม่ได้ แม่โคของเรามีแค่ 2-3 หมื่นตัว พ่อโคอีก 2-3 พันตัว แต่แม่โคนั้นเป็นพันธุ์ผสมเกือบทั้งสิ้น เราไม่สามารถจะบอกได้ว่าลูกวัวที่ผสมได้นั้นเป็นเลือดผสมอะไรกันแน่ แล้วข้อมูลก็จะไม่สามารถจัดหมวดหมู่ได้ เมื่อจัดหมวดหมู่ไม่ได้ ตัวเลขแสดงความถี่ต่าง ๆ ก็จะทำไม่ได้ ข้อมูลจากแม่โคแต่ละตัวไม่สามารถนำไปนับรวมกับแม่โคตัวอื่นได้ ทั้งนี้เพราะมันเป็นคนละสายพันธุ์ ดังนั้นมันจึงตอบคำถามข้อที่ 2 ไม่ได้ การที่จะตอบว่าลูกวัวตัวไหนให้นมดีนั้นทำได้ใน 5-6 ปี แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าเอาพ่อโคพันธุ์เดียวกันมาทับแม่โคพันธุ์เดียวกันกับที่สร้างลูกวัวตัวนั้น แล้วมันจะให้ลูกวัวที่จะมีน้ำนมดีเช่นเดียวกัน เรื่องพวกนี้ต้องทำกันหลาย ๆ รุ่น (generation) เราต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 30 ปี ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นล้านบาท แต่ตลาดนมโคมันแค่ปีละ ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท แล้วมันจะคุ้มทุนได้อย่างไร
ครับ, แต่ลงท้ายสำนักงบประมาณเขาก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ ซึ่งผมได้พยายามติดตามมาตลอด จนป่านนี้ยังไม่เห็นฐานข้อมูลตามที่กล่าวอ้าง เงินลงทุนขั้นต้นหมดไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท
โอเค, จากตัวอย่างต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่า ความล้มเหลวมันเกิดได้ตั้งแต่ระดับ
"โง่สุดขีด" ไปจนถึง "งมงายสุดขีด" นี่ผมหมายถึงความเห็นจากคนทางคอมพิวเตอร์ คือเวลาที่ผู้บริหารถามนักคอมพิวเตอร์ว่าอะไรทำได้ และอะไรทำไม่ได้ เขาก็จะตอบโดยไม่ได้ใช้ความคิดเลย
ไปจนถึงคิดมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว
แต่ ..ผมขอชี้ว่า พวกเขาจะคิดในแง่ของเดต้าโพรเซสซิ่งเท่านั้น เขาไม่ได้ดูว่ามันนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เขาไม่ได้ดูเรื่องคนที่จะมาช่วยกันออกแบบ เขาไม่ได้ดูเรื่องคนที่จะมาพัฒนาโปรแกรม เขาไม่ได้ดูว่าต้องใช้เครื่องขนาดไหน เขาไม่ได้ดูว่าฝ่ายยูสเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง เขาไม่ได้ดูว่าจะมีใครส่งข้อมูลเข้าระบบ เขาไม่ได้ดูว่าสูตรในการคำนวณมันจะยุ่งยากแค่ไหน เขาไม่ได้ดูว่ามันจะต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลอยู่นานเท่าใด เขาไม่ได้ดูว่าค่าจัดเก็บข้อมูลจะเป็นเท่าใด .ฯลฯ คนทางคอมพิวเตอร์บางคนนั้นคิดแค่หลักการง่าย ๆ ว่า "ถ้ามีข้อมูล เราก็สร้างข้อสนเทศได้" ยิ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เรียนจบปริญญาโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเลยนั้นจะตอบว่า "ทำได้ทุกอย่าง" ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
อันที่จริงผมมีอีกโครงการหนึ่งที่น่าจะนำมาเล่าให้ท่านฟัง โครงการนี้เริ่มไปแล้ว แต่ยังไม่ขยายตัวไปจนถึงจุดที่จะล่มสลาย โครงการนี้คือ การเปิดเว็บไซท์ฟรีให้แก่ผู้ส่งออก นี่เป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เขาบอกว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมสินค้าไทย กระทรวงจึงเปิดเว็บไซท์ขึ้นมา แล้วก็ให้พ่อค้าไทยสามารถมาขอมีเว็บเพจอยู่ในเว็บไซท์นี้ กระทรวงจะมีเจ้าหน้าที่ทำการออกแบบทำการสร้าง และทำการอัพเดทข้อมูลให้ทุกวัน ซึ่งในหลักการของเดต้าโพรเซสซิ่ง มันก็น่าจะทำได้ แต่ผมมีคำถามว่าเมื่อพ่อค้าเป็นหมื่นๆ คนมาเปิดเว็บเพจไว้คนละ 5-10 เพจ แล้วเขาจะเอาคนที่ไหนมาอัพเดทข้อมูลได้ทัน? เว็บเพจเป็นจำนวนแสนหน้านั้นต้องใช้คนเป็นหมื่นคน และงานพวกนี้ไม่ใช่งานที่จะไปจ้างเสมียนมาทำได้ พวกเขาต้องรู้ภาษา เฮจทีเอ็มแอล (HTML) หรือไม่ก็ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่จัดการกับเว็บเพจได้โดยอัตโนมัติ? เช่น ภาษา Dreamweaver
ทีนี้ท่านก็คงจะรู้แล้วนะครับว่า อย่าถามแค่ "ทำได้หรือไม่" ท่านต้องถามในหัวข้อต่อไปนี้ด้วย
(1) ทำได้อย่าไร
(2) ต้องใช้เครื่องขนาดไหน
(3) ต้องใช้คนกี่คน, ชนิดไหนบ้าง, จำนวนในแต่ละชนิด
(4) ต้องใช้เวลาเท่าไหร่
(5) เรามีคนทำเองได้หรือไม่ หรือต้องจ้างคนอื่นทำ
(6) เมื่อขยายงานไปเต็มที่แล้วจะต้องเพิ่มอะไรบ้าง
(7) รวมเป็นเงินลงทุนเท่าใด และเป็นค่าใช้จ่ายรายปีเท่าใด
(8) โอกาสที่จะล้มเหลวเป็นเท่าใด
(9) คุณทำมันได้จริง ๆ หรือ
(10) ถ้าล้มเหลวคุณจะรับผิดชอบได้แค่ไหน
ครับ, เป็นผู้บริหารในยุคไอทีนี้เป็นได้ยาก ท่านต้องรู้จักตั้งคำถามและต้องรู้จักซักให้ละเอียด ถ้าท่านไม่ซัก เขาก็จะบอกว่าทำได้ไปหมดทุกเรื่อง แล้วท่านก็จะพังเพราะคอมพิวเตอร์ได้