รู้แค่ไหนถึงจะเพียงพอต่อการทำงานไอที

ถ้าเราถามกันอย่างเล่น ๆ ว่า “ ต้องมีความรู้มากแค่ไหนจึงจะทำงานด้านไอทีได้ในวันนี้ ?
( พ.ย. 2544 ) หลายๆ คนก็คงจะตอบง่าย ๆ ว่า “ ก็ต้องจบตรี โท หรือ เอก ทางไอที ตามหลักสูตรปัจจุบันของมหาวิทยาลัยที่เชื่อถือได้ “

ครับ , คำตอบข้างบนนี้ใช้ไม่ได้หรอก ทั้งนี้เพราะเราได้เห็นกันมาแล้วว่า ใน 30 ปีที่ผ่านมา นักเรียนที่จบ ตรี โท หรือเอกทางไอทีไม่เคยเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงาน บริษัท ห้างร้าน และหน่วยราชการที่รับเด็กเหล่านี้เข้าไปทำงาน ยังต้องนำไปฝึกหัดและขัดเกลาอีกมาก และมีไม่ถึงครึ่งที่ประสบความสำเร็จในสายงานไอที หลาย ๆ คนเข้าทำงานด้านไอทีแล้วต้องย้ายสายงาน และหลาย ๆ คนบอกว่าโชคดีที่ไปได้งานทางด้านอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรามองไปในอนาคต เราก็จะพบว่า ความรู้ทางด้านไอทีนั้นมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา คนที่ทำงานได้ในวันนี้อาจกลายเป็นคนที่ไร้ค่าใน 2-3 ปีถัดมา……ถ้าเขาไม่เรียนรู้อะไรเพิ่ม การมองไปในอนาคตนี้สำคัญ ถ้าการศึกษาของเราไม่ได้วางพื้นฐานให้คนรุ่นใหม่พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ลูกศิษย์ของพวกเราจะอดตายใน 2-3 ปี หรืออย่างมากก็อยู่รอดเท่ากับอายุใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นที่เขาเรียนมา

โอเค, ผมได้เกริ่นมาพอสมควรแล้ว คำถามที่ควรจะถามนั้นมันควรจะเป็นอย่างนี้เสียมากกว่า คือ “ ในช่วงชีวิตของการทำงานของคนไอทีคนใดคนหนึ่ง เขาจะต้องเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เป็นจำนวนสักกี่เรื่อง ? และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนสักเท่าใด ? “

เจอคำถามแบบนี้ หลาย ๆ คนคงจะบอกว่าตอบได้ยาก ทั้งนี้เพราะมันคลุมห้วงเวลาตั้งแต่เกิดไปจนถึงวันปลดเกษียณ และเนื่องจากเทคโนโลยีด้านนี้มีการพัฒนาไปเร็วขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงคาดเดาได้ยากมาก

แต่สำหรับผมแล้ว ผมพอจะมีคำตอบให้ท่านนำไปคิดเล่นได้ ที่ผมกล้าเสนอตัวเลขให้ท่านก็เพราะ ผมได้ผ่านชีวิตของการเป็นคนไอทีมาจนถึงจุดจบแล้ว และผมได้ถ่ายทอดความรู้เกือบทั้งหมดที่ผมมี ลงไว้ในรูปของบทความและเลคเชอร์ต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ ตลอดเวลาที่ผมทำงานมานั้น เมื่อผมได้ความรู้ทางไอทีมา ผมก็จะเขียนเป็นบทความ และ/หรือ เปิดการอบรมให้แก่ลูกทีมและนิสิตในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไปจนหมด ดังนั้นจำนวนหัวเรื่องและจำนวนชั่วโมงที่ต้องใช้ในการเรียนรู้ และจำนวนที่ต้องใช้ในการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ นั้น ผมพอจะประมาณให้ท่านดูได้

ตั้งแต่ผมทำงานมา ผมเขียนบทความโดยเฉลี่ยเดือนละ 4 เรื่อง และไปเลคเชอร์หรือสอนอีกเดือนละประมาณ 1 เรื่อง ผมทำอย่างนี้มาตั้งแต่อายุ 27 ปี มาจนถึง 65 ปี มันจึงเป็นจำนวนเรื่อง = ( 4+1 ) * ( 65 - 27+1) * 12 = 2,340 หัวเรื่อง

ครับ, คนทางไอทีนั้นต้องมีความรู้ประมาณ 2,340 หัวเรื่อง ซึ่งดูแล้วจะเห็นว่ามิใช่น้อยเลย แต่นี่ยังไม่ได้รวมถึงวิชาความรู้พื้นฐานที่ผมต้องเรียนจากชั้น ป. 1 มาจนถึงปริญญาเอกทางวิศวกรรมไฟฟ้า เจ้าความรู้พื้นฐานเหล่านี้พอจะประมาณได้ดังนี้

ในระดับประถมศึกษา เราเรียนกันปีละประมาณ 10 วิชา แต่ละวิชานั้นแยกเป็นหัวเรื่องได้ประมาณ 10 หัวเรื่อง หัวเรื่องเหล่านี้จะมีน้ำหนักเท่า ๆ กับหัวเรื่องทางไอทีที่ผมพูดถึงข้างบน ดังนั้นในระดับประถมศึกษานั้น ผมได้เรียนรู้มาประมาณ 4 * 10 * 10 = 600 หัวเรื่อง

ในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งรุ่นผมเรียนกัน 6 ปี เรียนปีละประมาณ 12 วิชา

แต่ละวิชาแตกเป็นประมาณ 10 หัวเรื่อง ผมก็ต้องเรียนรู้ = 6 * 12 * 10 = 720 หัวเรื่อง

ในระดับเตรียมการเข้าสู่มหาวิทยาลัย หรือที่คนรุ่นผมเขาเรียกว่า ม. 7 และ ม. 8 ผมเรียนกัน 2 ปี เรียนปีละ 15 วิชา แต่ละวิชาแตกเป็นประมาณ 10 หัวเรื่อง ผมก็ต้องเรียนรู้ = 2 * 15 * 10 = 300 หัวเรื่อง

ในระดับปริญญาตรี ,โท และเอก ผมต้องใช้เวลาเรียน 4 บวก 2 บวก 3 = 9 ปี แต่ละปีเรียนประมาณ 15 วิชา แต่ละวิชาแตกเป็น 10 หัวเรื่อง ผมก็ต้องเรียนรู้ =9 * 15 * 10 = 1,350

หัวเรื่อง

ครับ, รวมกันแล้วผมต้องเรียนรู้ 2,340 + 600 + 720 + 300 + 1,350 = 5,310 หัวเรื่อง ท่านผู้อ่านควรสังเกตว่า วิชาความรู้ทางไอทีที่ผมต้องเรียนรู้เพิ่มเติมในช่วงที่ทำงานอยู่นั้น มันเป็นจำนวนหัวเรื่องและน้ำหนักเท่า ๆ กับที่ผมต้องเรียนจาก ป.1 จนถึงปริญญาเอกทางวิศวกรรมไฟฟ้า นี่เป็นข้อสนเทศอันหนึ่งที่พวกเราควรทราบ คือการที่จะเป็นนักคอมพิวเตอร์ที่ประสบความสำเร็จในการงาน คนคนนั้นจะต้องเรียนรู้เพิ่มอีกเท่าตัว

อันที่จริงแล้ว ความรู้ 5,310 หัวเรื่องตามที่กล่าวมาข้างบนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะประสบความสำเร็จในงานไอที ทั้งนี้เพราะคนทางไอทียังต้องมีความรู้รอบตัวอีกมาก เช่น ต้องมีความรู้ทางด้านรักษาสุขภาพและพลานามัย ถ้าเราไม่รู้เลยว่าถูกไฟรวกหรือน้ำร้อนลวกแล้วจะทำอย่างไร หรือไม่รู้ว่าถูกงูกัดแล้วจะต้องทำอย่างไร ?…….ฯลฯ คนคนนั้นก็คงจะตายเสียก่อนที่จะได้เข้าทำงาน ความรู้อื่น ๆ ที่จำเป็นนั้นก็มีอีกมากมาย เช่น จะเข้าสังคมได้อย่างไร จะเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานได้อย่างไร โทรศัพท์มีประโยชน์อย่างไร…………….ฯลฯ เรื่องพวกนี้ผมจะขอสมมติว่าเป็นจำนวนหัวเรื่องอีก 3 เท่าของที่กล่าวมาข้างบน

ครับ, โดยสรุปแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้ไม่น้อยกว่า 20,000 หัวเรื่อง ซึ่งดูแล้วไม่น่าเชื่อ สมองของมนุษย์เรานี้เก็บเรื่องต่าง ๆ เอาไว้ได้มากมายจริงๆ และนี่เป็นเรื่องขนาดปานกลางและขนาดใหญ่ทั้งนั้น มันยังไม่รวมเรื่องเล็ก น้อย ๆ อีกมากมาย เช่น คำว่า “ ดับเบิลคลิก “ หมายถึงอะไร ? คำว่า “ กิน “ มีความหมายได้กี่อย่าง ?

โอเค, ขอกลับมาดูเรื่องความรู้จำนวน 20,000 หัวเรื่องกันอีกสักหน่อย ผมอยากจะประมาณดูว่าเราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และเวลาในการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญสักเท่าใด เรื่องนี้เราคงต้องลงไปแยกประเภทของหัวเรื่อง แล้วประมาณเวลาตามประเภท ทั้งนี้เพราะมันมีความแตกต่างกันพอสมควร

วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่ผมกล่าวมานี้ผมคิดว่าแยกได้เป็น 3 ระดับ คือ ใหญ่ กลาง และเล็ก เรื่อง “ ใหญ่ “ นั้นผมหมายถึงเรื่องที่เป็นหลักการสำคัญ เป็นหลักการที่ใช้ได้เป็นระยะเวลายาวนาน เช่น “ คอมพิวเตอร์นี้เป็นเครื่องมือที่ทำฝานตามคำสั่งที่เราเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เราสามารถบรรจุคำสั่งที่เราเตรียมเอาไว้ในเมมโมรี่ แล้วให้มันควักเอาไปทำทีละคำสั่งอย่างต่อเนื่อง คำสั่งเหล่านี้กระทำต่อข้อมูลและอุปกรณ์พ่วงต่าง ๆ ตามกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด ถ้าเราวางคำสั่งได้ถูกต้อง มันก็จะเกิดผลการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลตามจุดต่าง ๆ ในระบบได้ตรงกับที่เราต้องการ…….ชุดคำสั่งเหล่านี้เราสามารถเปลี่ยนได้โดยง่าย เครื่องคอมพิวเตอร์จึงสามารถทำงานได้หลายอย่าง มันจึงเกิดความคล่องตัว(Flexibility) และเกิดประโยชน์ได้สูง ….“ เรื่องแบบนี้เราต้องใช้เวลาในการรับทราบและซึมซับ การอ่านบทความในหัวข้ออย่างนี้ใช้เวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง แต่ต้องเจอซ้ำ ๆ ต้องมีคนเข้ามาพูดย้ำหลาย ๆ ครั้ง และต้องคิดทบทวนด้วยตนเองอีกเป็นสิบ ๆ ครั้งมันจึงจะเข้าไปอยู่ในสมอง มันต้องใช้เวลากลั่นกรองครั้งละ 1-2 ชั่วโมง และทำซ้ำ ถึง 10-20 ครั้ง รวมแล้วใช้เวลา 100 –400 ชั่วโมง

ความรู้ในระดับ “ กลาง “ นั้นจะเป็นทั้งหลักการและเรื่องที่ต้องฝึกฝน เช่น ความรู้ในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาโคบอล เรื่องอย่างนี้สำคัญพอสมควร ต้องใช้เวลาในการอ่านหรือทำความเข้าใจในตอนต้น 1-20 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะต้องวนกลับมาอ่านหรือค้นคว้าอีกนับร้อยครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง มันจึงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ 100-200 ชั่วโมง แต่ในขณะเดียวกัน หัวเรื่องประเภทนี้ต้องฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ คนเราต้องใช้เวลาในการฝึกปีละ 100-200 ชั่วโมง เป็นเวลา 2-3 ปี หรือคือฝึกฝนอีก 400-600 ชั่วโมง การที่ผมจัดความรู้ประเภทนี้ว่าเป็นระดับ

” กลาง “ ก็เพราะ มันจะอยู่กับเราแค่ 10-20 ปีเท่านั้น ความรู้ประเภทนี้มีการเปลี่ยนแปลง เราต้องเรียนรู้เรื่องใหม่เหล่านี้อยู่เสมอ ๆ ใน 1 ช่วงชีวิตของคนทางไอที จะต้องเรียนรู้เรื่องแบบนี้ประมาณ 5 ครั้ง แต่อย่าลืมว่ามันมีอยู่หลายเรื่อง เดี๋ยวเราจะมาประมาณจำนวนหัวเรื่องกัน ตอนนี้จำเอาไว้ก่อนว่าเรื่องระดับนี้ต้องใช้เวลาเรียนประมาณ 100–200 ชั่วโมง และต้องฝึกฝนอีก 400–600 ชั่วโมง

ความรู้ในระดับ “ เล็ก “ นั้นเป็นความรู้ประเภทฉาบฉวย เป็นสิ่งที่ต้องจำ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยาก มีคนมาแนะนำเพียงครั้งเดียวก็พอจะเข้าใจได้แล้ว หรืออ่านบทความครั้งเดียวก็เข้าใจได้ ตัวอย่างความรู้ระดับ “ เล็ก “ จะได้แก่ ความรู้ในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป การใช้แกงค์ชาร์ทเพื่อติดตามโครงการ การอ่านงบดุล การใช้เวิคชีทเพื่อช่วยการลงบัญชีให้ถูกต้อง การใช้อีเมล์แอดเดรสบุ๊ค ความรู้ว่าเว็บไซท์ไหนมีอะไรอยู่บ้าง ………ฯลฯ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้อยู่กับเราแค่ 2-3 ปี และมีความสำคัญน้อย คือไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมดทุกอย่าง เมื่อจำเป็นต้องใช้ค่อยไปศึกษาก็ได้ หรือใช้วิธีการอื่น ๆ แทนก็ได้ เรื่องพวกนี้อ่านคู่มือสัก 10–20 นาทีก็เข้าใจได้แล้ว จะใช้เวลาในการสร้างความชำนาญแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น

โอเค, ผมแยกประเภทของความรู้ให้แล้ว ทีนี้ก็มาดูว่ามันเป็นสัดส่วนเท่าใด

เรื่องประเภท “ เรื่องใหญ่ “ นั้นผมประมาณเอาจากประสบการณ์แล้วเห็นว่าจะมีอยู่ประมาณ 200 หัวเรื่องเท่านั้น ความเข้าใจในเรื่องที่เป็นหลักการใหญ่ ๆ เหล่านี้มีความสำคัญมาก มันเป็นตัวสร้างบุคลิกของตัวคนเรา เขาจะเป็นนักคอมพิวเตอร์ชั้นเซียนเมื่อรู้เรื่องเหล่านี้โดยละเอียดและลึกซึ้ง เขาจะเป็นนักคอมพิวเตอร์ฝีมือระดับปานกลางเมื่อรู้เรื่องเกือบหมดทุกหัวข้อ และใช้ได้อย่างคล่องแคล่วสักครึ่งหนึ่ง และเขาจะเป็นนักคอมพิวเตอร์ฝีมือต่ำเมื่อรู้ไม่ถึงครึ่งของเรื่องเหล่านี้ หรือเรียนมาหมดแล้ว แต่ยังประยุกต์ใช้ไม่ถูกต้อง

เรื่องในระดับ “ กลาง “ นั้นผมประมาณว่าขณะใดขณะหนึ่งจะต้องเรียนรู้อยู่ประมาณ 100 เรื่องเท่านั้น แต่ทุก ๆ 3 ปีจะต้องเรียนรู่ใหม่ประมาณ 20 เรื่อง แล้วก็ทิ้งของเก่าไป 20 เรื่อง ดังนั้นตลอดอายุการทำงานจะต้องมีความรู้พวกนี้ประมาณ 100+20 * 39 / 3 = 360 เรื่อง

ครับ, ส่วนที่เหลือ 20,000 – 200 – 360 = 19,440 หัวเรื่องนั้นเป็นเรื่องระดับ “ เล็ก “ มันผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแล้วก็ออกไป เราอาจจำมันได้อย่างแจ่มชัดแค่ 2,000 เรื่อง แต่ทุกครั้งที่เราจำเป็นต้องใช้ เราก็ไปค้นตำราหรือคู่มือมาอ่านเอาได้

ครับ, จากตัวเลขโดยประมาณดังกล่าวข้างบนนี้ ผมก็พอจะประมาณเวลาในการเรียนรู้และเวลาในการสร้างความชำนาญได้ดังแสดงในตาราง ที่ 1

 

ระดับของหัวเรื่อง

จำนวนเรื่อง

จำนวนชั่วโมง

ใช้ในการเรียนรู้

จำนวนชั่วโมงใช้ในการสร้างความชำนาญ

ใหญ่

200

*2 = 400

*400 = 80,000

กลาง

360

*200 = 72,000

*600 =216,000

เล็ก

19,440

*0.3 = 5,832

*3 = 58,320

รวม

20,000

78,232

354,321

       

ตารางที่ 1 ความรู้และจำนวนชั่วโมงที่ใช้

จากตารางที่ 1 นี้ เรามาลองวิเคราะห์กันดู สิ่งแรกที่เราควรสังเกตก็คือ เรื่อง “เล็ก “ นั้นถึงแม้ว่าจะมีมากมาย แต่เราใช้เวลาในการเรียนรู้และสร้างความชำนาญน้อยกว่าเรื่องระดับกลางและใหญ่ นอกจากนี้แล้ว มันยังเป็นเรื่องที่สามารถไปค้นหาและทำความเข้าใจได้โดยง่าย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ มนุษย์เราอาจมีความรู้ในเรื่องเล็กเหล่านี้มากกว่ากันเป็นสิบ ๆ เท่า แต่มันไม่ได้ทำให้กลายเป็นคนเก่งกว่ากันสักเท่าใด ในทางตรงกันข้าม เราอาจต้องลืม ๆ เรื่องพวกนี้ไปเสียบ้าง เราควรเก็บเอาไว้แต่ที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตการงานเท่านั้น ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบจดจำเรื่องเล็กเหล่านี้ ผมไม่เห็นด้วยกับการเล่นเกมประเภทถามหาความรู้รอบตัว เพราะนั่นจะทำให้เราสูญเสียเวลาและโอกาสที่จะฝึกฝนเรื่องที่สำคัญกว่า

ข้อสังเกตข้อที่สอง คือ เรื่องระดับ “ กลาง “ นั้นจริง ๆ แล้วมีไม่มาก มันเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ประกอบอาชีพ และมันต้องใช้เวลาในการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ คนที่ขาดความชำนาญในหัวเรื่องเหล่านี้จะผลิตผลงานได้ต่ำลงมาก คนทางไอทีนั้นอาจผลิตผลงานได้ต่ำกว่ากันถึง 100 เท่า หรือจะพูดในทางตรงกันข้ามคือ คนที่รู้จักคิด รู้จักทบทวน และรู้จักฝึกฝน จะทำงานได้มากกว่าคนไอทีทั่ว ๆ ไปได้ถึง 100 เท่า

ข้อสังเกตข้อที่สาม คือ จำนวนเวลาที่เราใช้ในการเรียนรู้นั้นเป็นแค่ประมาณ 1 ใน 5 ของเวลาที่เราใช้ในการสร้างความชำนาญ และเมื่อมันเป็นเรื่องระดับ “ ใหญ่ “ หรือคือเรื่องที่เป็นหลักการสำคัญ เราจะใช้เวลาในการคิด ทบทวน กลั่นกรอง ทดสอบ และทำให้เกิดความมั่นใจว่าเราเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว และสามารถนำมาใช้กำหนดแนวทางปฏิบัติตน แนวทางออกแบบระบบ แนวทางแก้ปัญหา……มากกว่าเวลาที่ใช้อ่านบทความที่เกี่ยวกับหลักการนั้นเป็นร้อย ๆ เท่า

ครับ,มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านพอจะทราบไหมว่า ที่ผมพูดมานี้ ผมมีวัตถุประสงค์อะไร ?

อย่าเสียเวลาเดาเลยครับ สิ่งที่ผมต้องการชี้ก็คือ จริง ๆ แล้ว หัวเรื่องที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต และจำเป็นต่อการประกอบอาชีพนั้นมันมีแค่ 500–600 เรื่องเท่านั้น มันคือเรื่องในระดับ “ กลาง “ และ ระดับ “ ใหญ่ “ บวกกัน ความรู้ที่จำเป็นนี้มีมากกว่าของสัตว์ระดับสูง (หมา แมว ม้า แพะ ลิง ……)เพียงนิดเดียว และที่เราคิดว่าเราเก่งกว่าสัตว์เหล่านั้นมากมายนั้นก็ไม่น่าจะจริง ทั้งนี้เพราะเรายังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดกันอยู่เท่า ๆ กับสัตว์เหล่านั้น มันเป็นไปได้ว่ามนุษย์อาจสูญพันธุ์ไปก่อนสัตว์ชนิดอื่นด้วยซ้ำไป สิ่งที่สัตว์มีเหนือเราก็คือ สัตว์ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการสร้างความชำนาญ แต่คนเรานั้น (จำนวนหนึ่ง) ไม่สนใจกับเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมองย้อนหลังไปแล้วจะพบว่า มนุษย์ที่ประสบความสำเร็จสูงนั้นจะมีความชำนาญในงานสูง

ครับ,มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะใช้เวลาของท่านเพื่อสร้างความชำนาญในสิ่งที่ท่านทำอยู่?

อนึ่ง ,ท่านควรสังเกตว่า ผมลืมตาอยู่บนโลกนี้โดยเฉลี่ยวันละ 16 ชั่วโมง หรือคือเป็นเวลาทั้งหมด =16 * 365 * 65 = 379,600 ชั่วโมง แต่ผมใช้เวลาในการสร้างความชำนาญในงานถึง 354,320 ชั่วโมง หรือคือ ผมใช้เวลาเกือบตลอดเวลาไปกับการสร้างความชำนาญ

แล้วท่านละ บุตรหลานของท่านละ จะใช้เวลาไปกับเรื่องนี้มากน้อยสักเท่าใดดี ?