ขอวิจารณ์เรื่องพ่อรวยสอนลูกรวยเป็นครั้งที่ 2
บทความเรื่อง ขอวิจารณ์เรื่องพ่อรวยสอนลูกรวยสักหน่อย ของผมได้รับความสนใจพอสมควร คือ มีคนอีเมล์และลงข้อคิดเห็นในเว็บไซท์ drpunya.Com ของผมเกือบ 50 คนแล้ว พวกเขาอยากให้ผมเขียนต่อ ผมก็เลยต้องไปซื้อเล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 มาอ่าน และวางแผนว่าจะลงมือเขียนให้ในเร็วๆ นี้ แนวที่จะเขียนก็คือ ผมจะพยายามช่วยตีความคำพูดของคุณโรเบิร์ต คิโยซากิ และ ขยายความหรือวิจารณ์ เมื่อเห็นว่าจำเป็น ผมจะพยายามทำไปทีละบทนับตั้งแต่เล่มที่ 1 ไปเลย แต่เนื่องจากตำราทั้ง 3 เล่มนี้ยาวพอสมควร ดังนั้นท่านผู้อ่านคงจะต้องรอคอยนาน แล้วก็จะเบื่อเสียก่อน ดังนั้นผมจึงจะเขียนมาลงในวารสารคู่ขนานกันไปด้วย
โอเค, วันนี้ผมอยากจะตีความบทเรียนที่ 1 เรื่อง คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน ให้ท่านฟัง นี่อยู่ในหน้า 29 ของเล่มที่ 1
คุณโรเบิร์ทนี่มีสไตล์การนำเสนอเรื่องราวที่แปลกหน่อย คือแกชอบใช้วิธีเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองเมื่อตอนเป็นเด็กให้ฟัง มันมีข้อดีตรงที่ว่า อ่านง่าย ไม่เบื่อ แต่อ่านจบแล้วผู้อ่านอาจไม่เข้าใจว่าแกพูดเรื่องอะไร แม้แต่ชื่อเรื่องก็อาจทำให้งง ท่านผู้อ่านลองย้อนไปดู คุณโรเบิร์ทแกตั้งชื่อบทเรียนไว้ว่า คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน ซึ่งมันขัดแย้งกับความคิดของพวกเราโดยสิ้นเชิง อย่างนี้มันก็ต้องอ่านและตีความกัน
หลังจากไปทำงานได้ 3 เสาร์ คุณโรเบิร์ท ก็บอกว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว เพราะค่าจ้างก็ต่ำ แล้วพ่อรวยที่บอกว่าจะสอนวิธีหาทางรวยนั้นไม่ได้มาพบหน้าพบตา หรือมาสอนสั่งอะไรเลย เขาพูดกับไมค์ที่เป็นเพื่อนของเขา ซึ่งเป็นลูกชายของพ่อรวยด้วย และเมื่อพูดออกไปแล้วเพื่อนก็บอกว่า มันลงล๊อคที่พ่อรวยวางแผนไว้เลยทีเดียว ไมค์บอกว่าเมื่อไหร่ที่โรเบิร์ทบ่นเรื่องนี้ก็ให้นัดไปพบพ่อรวย
ครับ, เมื่อไปพบพ่อรวย โรเบิร์ทก็ระบายอารมณ์ไปอย่างเต็มที่ แต่ถูกโต้ตอบด้วยคำถามว่า การสอนนั้นหมายถึง การมาพูด มาอธิบาย มาชี้แนะจริงหรือ ? และในที่สุดโรเบิร์ทก็ยอมรับความจริงที่ว่า การสอนนั้นไม่จำเป็นต้องมาพบกันหรือพูดอธิบายกัน การให้ทำอะไรบางอย่างก็เป็นการสอนได้ และมันดีกว่าการสอนในชั้นเรียนด้วย เพราะเป็นการไปลงทำในสภาพแวดล้อมจริง ๆ คือได้เห็นร้านชำที่ไปทำงาน ได้ลงมือเอาสินค้าลงมาจากชั้นวางขาย ได้เช็ดฝุ่น ได้รู้ว่าเมืองร้อนและมีลมพัดมาก ๆ อย่างฮาวายนั้นมันทำให้มีฝุ่นมาเกาะได้มากแค่ไหน ได้รู้ว่างานนั้นทำยากหรือง่ายอย่างไร และได้รู้ว่ามันคุ้มกับค่าแรงที่ได้รับหรือไม่
นอกจากจะชี้ถึงเคล็ดความจริงว่าการเรียนนั้นลงมือทำโดยตรงจะดีกว่าการฟังเล็คเชอร์แล้ว พ่อรวยยังชี้อีกว่า มีลูกจ้างของเขาจำนวนไม่น้อยเข้าไปพบเขาในแบบเดียวกัน คือเข้าไประบายอารมณ์เมื่อได้เงินเดือนน้อย แล้วผลที่ได้รับคือ ลาออกเมื่อตกลงกันไม่ได้ ส่วนคนไหนที่ยอมรับเงินเดือนเก่าก็จะอยู่ต่อไป และจะไม่กล้าเข้าไปเจรจาต่อสู้อีกเลย พ่อรวยบอกว่าจริง ๆ แล้วโลกนี้ต่างผลักดันซึ่งกันและกัน ลูกจ้างผลักดันให้นายจ้างเพิ่มเงินเดือน นายจ้างผลักดันให้ลูกจ้างทำงานมาก ๆ ใครที่มีความกลัวที่จะสูญเสียผลประโยชน์ก็จะยอมทำงานแบบเดิมไป ใครที่ไม่กลัวการสูญเสียผลประโยชน์ก็จะมีเสรีในการเปลี่ยนงานเดิม แต่คนเกือบทั้งโลกยอมทำงานเดิม เพราะพวกเขากลัวว่าจะไม่ได้ค่าจ้างไปชำระหนี้และไปจับจ่ายใช้สอย
เพื่อทดสอบความเข้าใจในเรื่องข้างบนนี้ พ่อรวยได้ถามว่ายังอยากจะเรียนรู้วิธีหาทางร่ำรวยอีกหรือไม่ และเมื่อทั้งโรเบิร์ทและไมค์ยืนยัน พ่อรวยก็บอกว่ามีงานให้ทำต่อ แต่จะไม่จ่ายค่าจ้างเลยแม้แต่เซนต์เดียว
ซึ่ง,แน่นอนครับ, เด็กทั้งสองยังไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมที่จะเรียนรู้ต่อไป พวกเขาจึงไปทำงานที่ร้านชำอันเดิม ซึ่งสัปดาห์ต่อ ๆ มาก็พบว่างานมันง่ายขึ้น ทั้งนี้เพราะเกิดความชำนาญ แต่คนทั้งสองก็ยังคิดไม่ออกว่าพ่อรวยสอนให้ใช้สมองนั้นทำอย่างไร
เวลาผ่านไปอีก 3 สัปดาห์ แล้วพ่อรวยก็มาสอนต่อ พ่อรวยซื้อไอศครีมให้คนละแท่ง แล้วก็พาไปนั่งดูคนเล่นซอฟต์บอล พ่อรวยชี้ให้ดูถึงความพยายามทำงานหนักของคนที่ชื่อว่ามาร์ติน แต่ก็ได้เงินเดือนน้อย พ่อรวยบอกว่าพวกนี้ยึดติดกับงานที่คิดว่ามั่นคง พวกนี้รอคอยวันพักร้อนและรอเงินสำรองเลี้ยงชีพที่ไม่มากนัก เสร็จแล้วก็หันมาถามว่า จะเอาอย่างคนพวกนี้ไหม พ่อรวยบอกว่าสามารถจะเพิ่มค่าแรงเป็นชั้วโมงละ 25 เซนต์ได้
หลังจากลองเพิ่มให้ชั่วโมงละ 25 เซนต์แล้วเด็กทั้งสองยังไม่ตกลง พ่อรวยก็ลองเพิ่มเป็นชั้วโมงละ 1 เหรียญ...... 2 เหรียญ......5 เหรียญ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทั้ง สองได้คิด
คุณโรเบิร์ทบอกว่า ตอนได้รับข้อเสนอเป็นชั่วโมงละ 25 เซนต์นั้นมันต่ำไป จึงไม่ตกลง เมื่อเพิ่มเป็นชั่วโมงละ 1 เหรียญก็ดูน่าสนใจ และเมื่อเพิ่มเป็นชั่วโมงละ 2 เหรียญก็ใจสั่น เขานึกถึงภาพของการจะได้เงินไปซื้อของเล่นใหม่ ๆ จะได้ไม่ถูกดูถูกโดยเพื่อนในชั้นเรียน แต่เมื่อได้รับข้อเสนอเป็นชั่วโมงละ 5 เหรียญก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า นั่นเป็นการทดสอบความคิด เขารู้ว่าในอัตราชั่วโมงละ 5 เหรียญ นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ครับ,ในที่สุดพ่อรวยก็เฉลยว่า คนทุกคนมีความโลภและความกลัว ความกลัวทำให้พวกเขารีบลุกขึ้นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน เวลาทำงานก็ทำอย่างขยันขันแข็งเพราะกลัวถูกไล่ออก เมื่อได้เงินเดือนมาก็รีบจับจ่ายใช้สอย แล้วความโลภจะเข้ามา คืออยากได้เงินเดือนเพิ่ม คิดแล้วก็รีบไปทำงาน แต่ทำแล้วก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เพราะความโลภนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ได้มาแล้วก็อยากได้อีก แล้วก็รีบไปทำงาน มันวนเวียนอยู่กับการหาเงิน เงินมีอำนาจเหนือคนเหล่านี้ หรือคือ คนเราถูกซื้อได้ด้วยเงิน มันเกิดขึ้นได้เพราะความกลัวและความโลภเหล่านั้น ถ้าเราใช้ความคิดให้ดี ๆ ก็จะหาทางออกจากวงจรอันนั้นได้ ถ้าไม่รู้จักคิดก็จะติดอยู่ใน หลุมพราง อันนั้น (ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะใช้คำว่า กับดัก มากกว่า เพราะมันดักจับคนให้เข้าสู่วงจรอุบาทว์ คือ อยากได้เงินจึงรีบหางานทำ ได้เงินมาแล้วก็รีบใช้จ่ายเพาะอยากได้โน่นอยากได้นี่ เงินหมดก็รีบไปทำงาน ทำงานก็พยายามทำอย่างขยันขันแข็งเพราะกลัวถูกไล่ออก ทำจนสิ้นเดือนก็ได้เงินมาจับจ่าย เสร็จแล้วก็รีบวิ่งไปทำงาน วนเวียนอยู่อย่างนี้จนไม่มีเวลาหยุดคิด เมื่อไม่ได้คิดมันก็หมุนเวียนไม่รู้จบ)
หลังจากฟังคำเฉลยแล้วคุณโรเบิร์ทกับไมค์ก็ยังไม่เข้าใจ พ่อรวยจึงต้องอธิบายต่อ พ่อรวยบอกว่า แม้แต่คนที่ทำงานได้เงินมามากมายจนได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีนั้นก็ไม่มีความสุข เพราะถ้าเขาทำงานเพื่อเงินมันก็จะเกิดความกังวล คือกลัวว่าเงินจะหมดไปหรือหายไป พ่อรวยบอกอีกว่า แม้แต่คนที่ทำงานในตำแหน่งสูง ๆ มีความรู้มาก ๆ แต่ถ้ายังทำงานเพื่อเงินก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากกับดักอันนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้โรเบิร์ทนึกถึงพ่อจนของเขา พ่อจนจบปริญญาเอก มีความสามารถสูง แต่ก็ยังต้องรีบไปทำงานทุกวัน พ่อจนชอบพูดว่าเงินไม่สำคัญ และบอกว่าทำงานเพราะชอบงานนั้น แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เขาสับสน
นอกจากความสับสนเหล่านี้ พ่อรวยยังบอกอีกว่า การที่จะหลุดพ้นจากเรื่องเหล่านี้ต้องใช้ความคิด และต้องตัดสินใจโดยไม่ใช้อารมณ์ พ่อรวยบอกว่า อย่าใช้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ ให้ใช้สมองเป็นตัวกำหนดการกระทำ เรื่องนี้โรเบิร์ทได้ซักถามจนกระจ่างว่า ความอยากได้งานเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ เพราะอยากทำเพื่อให้ได้เงิน ความพยายามทำเงินเดือนให้สูง ๆ ของพ่อจนนั้นก็เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ เพราะกลัวว่าลูก ๆ จะไม่มีเงินใช้ จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม การคิดว่าคนรวยขี้โกง การพูดว่าผมควรได้เงินเพิ่มขึ้น ถ้าไม่เพิ่มจะลาออก....ก็เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ส่วนการตั้งคำถามว่า ฉันมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า นั้นเป็นการตัดสินใจโดยไม่ใช้อารมณ์ พ่อรวยได้ยกตัวอย่างเรื่องลาโง่ที่พยายามเดินเข้าหาแครอตที่แขวนอยู่ข้างหน้า เดินเท่าไหร่ก็เข้าไม่ถึงสักที แต่ก็พยายามอยู่ตลอด นั่นเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ถ้าลาตัวนั้นหยุดคิด แล้วมองดูให้ครบวงจร คือคิดถึงเลื่อนและไม้ที่ใช้แขวนแครอต มันก็จะรู้ว่าเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงเจ้าแครอตที่ลอยอยู่ข้างหน้า ทั้งนี้เพราะตัวจะดันให้เลื่อนขยับไปข้างหน้า และเลื่อนจะดันไม้และแครอทไปข้างหน้าเช่นกัน ถึงตรงนั้นมันก็จะหลุดพ้น
นอกจากจะพูดกันในเรื่องการหยุดคิด และการตัดสินใจโดยไม่ใช้อารมณ์แล้ว พ่อรวยยังบอกอีกว่า การหยุดคิดนั้นจะทำให้มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และคุณโรเบิร์ทก็เล่าว่า หลังการคุยกันวันนั้นเขาก็ได้ลองไปนั่งใช้ความคิดกัน พวกเขายังไปทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างอย่างเดิม แล้ววันหนึ่งก็มองเห็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยสังเกต คือป้ามาร์ตินที่เป็นคนคุมร้านชำนั้นทุกวันจะนั่งฉีกปกหนังสือการ์ตูนที่ขายไม่หมดออก แล้วรวบรวมปกเหล่านั้นไปหักเงินในการสั่งหนังสือครั้งต่อไป ส่วนหนังสือที่ไม่มีปกนั้นก็จะรวบรวมไว้ให้คนส่งหนังสือมาเก็บไปทำลาย หนังสือที่ไม่มีปกแล้วนี้ไร้ค่าแล้ว คุณ โรเบิร์ท กับไมค์จึงขอจากคนส่งหนังสือ แล้วนำมาเปิดเป็นห้องสมุดให้เด็ก ๆ เข้าอ่านกัน เขาเก็บเงินค่าเข้าอ่านคนละ 10 เซนต์ เขาจ้างน้องสาวของไมค์เป็นผู้ดูแล โดยให้ค่าจ้างอาทิตย์ละ 1 เหรียญ..
แล้วเขาก็สรุปว่า การที่เราไม่ต้องคิดแต่เรื่องค่าจ้าง ทำให้เรามีอิสระทางความคิด และสามารถมองหาโอกาสอื่น ๆ การเริ่มธุรกิจห้องสมุดทำให้เรามีอิสระทางการเงิน และไม่ต้องง้อนายจ้าง และที่ดีที่สุดคือ เราไม่ต้องไปนั่งเฝ้ามันทุกวันด้วยซ้ำไป
โอเค, ผมได้พยายามเรียบเรียงคำพูดของคุณโรเบิร์ทให้ท่านฟังแล้ว แล้วท่านเข้าใจหรือยังว่าทำไมมันจึงเป็นการอธิบายว่า คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน ?
ผมคิดว่าส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ บางท่านอาจบอกว่ามองไม่เห็นประเด็น บางท่านอาจบอกว่ามีประเด็นอยู่มากมาย แต่จับมาเชื่อมต่อเพื่ออธิบายประโยคว่า คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน ไม่ได้ มันมากจนสับสนไปหมด
ครับ,ผมก็คงจะต้องช่วยตีความและขยายความ ให้ท่านฟัง และอาจต้องวิจารณ์บางขั้นตอนไปด้วย
โอเค, เราลองมาทบทวนเรื่องที่คุณโรเบิร์ทเล่าให้พวกเราฟัง เรื่องต่าง ๆ ที่เล่าในตอนต้น ๆ นั้นมันเป็นแค่แนวคิด หรือหลักการ หรือทฤษฎีเท่านั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดมาอยู่ในเรื่องของการขอหนังสือการ์ตุนที่ถูกฉีกหน้าปกออกแล้วมาทำธุรกิจห้องสมุด ธุรกิจห้องสมุดอันนี้ได้จากการสังเกตเห็นการทำงานของป้ามาร์ติน ซึ่งคนทั่วไปจะไม่สนใจ คุณโรเบิร์ทพยายามบอกเราว่าเขามองเห็นเพราะตอนนั้นเขาทำงานโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องค่าจ้างและแรงงาน และเมื่อสังเกตเห็นก็เอามาคิดให้รอบ คิดให้กว้าง เขาก็เลยเห็นธุรกิจห้องสมุด เขาไม่ใช้อารมณ์เป็นเครื่องตัดสิน เขามองลึกลงไปถึงขั้น ต้องจ้างน้องสาวของไมค์มาดูแลกิจการ ซึ่งจะทำให้เขาและไมค์ไม่ต้องลงแรงเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างเกิดได้ด้วยความคิด แล้วมันเกิดผลตอบแทน คือได้เงินมาอย่างสบาย ๆ สิ่งที่คุณโรเบิร์ทอาจลืมพูดถึงไปก็คือ เขาไม่ได้สนใจว่าจะเอากำไรไปทำอะไรเสียด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้คือความหมายของคำว่า คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน เงินเป็นแค่ผลพลอยได้ ได้มากได้น้อยไม่สำคัญ เพราะถ้าไปกังวลกับเรื่องเงินที่ได้รับมาก็จะเป็นเหมือนเศรษฐีที่กลัวเงินหมด กลัวรถยนต์หาย กลัว.....ฯลฯ
ครับ,ทำได้อย่างโครงการ ห้องสมุดของคุณโรเบิร์ทจึงจะเรียกว่าเป็นอิสระจากเงิน หรือคือเป็นนายของเงิน
ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านก็คงร้องอ๋อ
แต่ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ในความคิดของคุณโรเบิร์ทก็คงจะบอกว่าทำได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสายตาของผมแล้ว ผมคิดว่าทำได้ไม่ครบทุกคน เหตุผลของผมก็คือ การมองหาธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนเป็นเงิน และไม่ต้องลงแรงทำด้วยตนเอง นั้นมันหายาก อย่างตัวอย่างที่คุณโรเบิร์ทพูดถึงนี้ผมก็มีคำถามว่า ถ้าตกลงจ้างน้องสาวของไมค์มาดูแลห้องสมุด แล้วรายได้ไม่พอจ่ายจะทำอย่างไร
ครับ, ผมจะไม่ขอขยายความตรงนี้ ทั้งนี้เพราะมันจะทำให้ท่านเสียมู๊ดไปเปล่า ๆ ผมขอสรุปแต่เพียงว่า ผมเห็นด้วยในหลักการคิด และวิธีการที่จะทำให้เกิดธุรกิจตามที่คุณโรเบิร์ทพูดมา และถ้าคิดให้ตลอดก็จะประสบความสำเร็จมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
อนึ่ง, ผมอาจเป็นคนที่โชคดี คือได้ผ่านการใช้หลักการทุกหลักการที่คุณโรเบิร์ทพูดถึง เช่น เมื่อผมเรียนหนังสือจบมาจากต่างประเทศ ผมต้องทำงานใช้หนี้ทุนที่กระทรวงพาณิชย์ แต่เขาไม่มีงานให้ผมทำ ผมก็ไปช่วยราชการ กอ.รมน. โดยไม่สนใจเลยว่าเขาจะให้ผลตอบแทนเท่าใด ผมต้องการเปิดหูเปิดตาและสร้างชื่อเสียง หลังจากทำงานอยู่กระทรวงพาณิชย์ได้ 3 ปี ผมก็ย้ายงานไปเป็นทหาร ทำที่ บก.ทหารสูงสุด แล้วย้ายงานไปอีกถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งผมถามตัวเองเสมอว่า ผมย้ายงานเพราะโกรธนายจ้างหรือเปล่า ซึ่งตรงกับหลักการของคุณโรเบิร์ทที่ว่า อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ และทุกครั้งผมก็มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าที่ใหม่ดีกว่าที่เก่า และนายจ้างเก่าไม่เคยโกรธผม
ในเรื่องของเงินก็เช่นเดียวกัน ผมได้มาก็เก็บสะสมไว้ เก็บไว้เป็นหลักประกันของชีวิต และเอาไว้ใช้เมื่อแก่เฒ่า เมื่อมีเงินมากพอ ผมจึงซื้อที่และปลูกบ้าน บ้านผมปลูกเสร็จก็ไม่เคยเชิญเพื่อนมาเลี้ยงฉลอง เพราะไม่เคยเห็นประโยชน์ของการประกาศฐานะทางการเงิน ผมไม่ยอมเป็นทาสของเงินและทาสของระเบียบสังคม
ในเรื่องของการเรียนรู้ ผมก็ปฏิบัติแบบเดียวกับที่พ่อรวยสอนคุณโรเบิร์ท คือ ผมเรียนเพื่อรู้ และเรียนเองนอกชั้นเรียนมากกว่าที่เขาสอนกันในชั้นเรียนเป็น 2-3 เท่า เช่น อยู่ ม.7 - ม.8 ผมไปซื้อตำราวิชาแคลคูลัสมาอ่านเอง ผมจึงรู้เรื่องก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ตอนที่ผมเตรียมตัวเพื่อจะสอบพลีคอลลิฟิเคชั่น ผมก็ไปลงทะเบียนเรียนวิชาในระดับปริญญาตรี ปี 4 เพื่อทำให้พื้นมันแน่น ซึ่งทำให้เพื่อนบางคนคิดว่าผมเรียนไม่ได้ จึงถูกแอดไวซ์เซอร์บังคับให้เรียนซ้ำชั้น
ในเรื่องของการใช้เวลาว่างเพื่อคิด และไม่ให้ตกลงไปในวงจรอุบาทว์ทั้งหลายนั้น ผมทำอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขึ้นปีใหม่ของทุกปี ผมจะถามตัวเองว่าได้ทำอะไรไปบ้าง เกิดผลดีหรือเสียอย่างไร และชีวิตครอบครัวมีการเจริญขึ้นหรือไม่ ทุก ๆ ปีผมจะพยายามหาเวลาพักผ่อนโดยขับรถพาภรรยาไปเที่ยวจังหวัดสำคัญ ๆ ของประเทศ มันคือโอกาสที่จะทำใจให้ปลอดโปร่ง และ คิดหาหนทางปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น และทุกครั้งผมจะมองเห็นโอกาสของการทำธุรกิจดี ๆ แต่ก็เก็บเอาไว้เมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น
ในเรื่องของการฝึกจิตฝึกใจไม่ให้มีความโลภและความกลัวนั้นผมทำอยู่เสมอ ผมไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องเงินเดือนและตำแหน่ง ผมมองเห็นชัดเจนว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิตคนเรานั้นไม่ต้องรีบร้อนทำเงิน การตัดสินใจที่ถูกต้องทางการเงินเพียง 10 ครั้งก็เพียงพอแล้ว เช่น ลงทุนซื้อรถยนต์ทันทีที่มีเงินพอซื้อ มันช่วยให้เราติดต่อธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น ซื้อที่ดินให้อยู่ในทิศทางที่ขับรถแล้วไม่ถูกพระอาทิตย์แยงตา และเป็นถิ่นที่จะเจริญในอนาคต ปลุกบ้านให้มีลักษณะมั่นคง ไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษามาก ในยามที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู อัตราดอกเบี้ยสูง ก็ให้สะสมทรัพย์สินไว้ในรูปของเงินฝากและตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทไฟแนนซ์ ก่อนที่เศรษฐกิจจะเป็นฟองสบู่นั้นที่ดินจะมีราคาสูงขึ้น ก็ควรลงทุนในที่ดิน ซื้อที่ปลูกบ้านก็ต้องซื้อให้กว้าง ๆ เข้าไว้....ฯลฯ
ครับ, เดี๋ยวบทความนี้จะกลายเป็นการเล่าชีวิตส่วนตัวให้ท่านฟัง ผมจึงขอจบไว้เพียงเท่านี้ จุดที่สำคัญที่สุดคือ อย่ายอมเป็นทาสของเงิน ตามที่คุณโรเบิร์ทพูด และขอแถมว่า อย่ายอมเป็นทาสของกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เลว ๆ ด้วย