ฟรีอินเทอร์เน็ตของทศท.ใครได้ผลประโยชน์?

เมื่อห้าหกเดือนก่อน ผมได้พูดถึงความไม่ชอบมาพากลในการเปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้ฟรีๆ ขององค์การโทรศัพท์ ผมบอกว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะเอาเครื่องมือเครื่องจักร์และแรงงานของรัฐมาทำลายธุรกิจเอกชน และทำให้เกิดความสับสนเพราะบอกว่าทำเพื่อส่งเสริมนโยบายของรัฐในด้านการผลักดันให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ตโดยเร็ว โดยจะให้ติดต่อและใช้งานได้แต่ในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งในทางเทคนิคทำได้ยากมาก ทั้งนี้เพราะเซิฟเวอร์ที่อยู่ในเครือข่ายนั้นไม่สามารถแยกระหว่างลูกค้าฟรีขององค์การโทรศัพท์กับของไอเอสพีทั่วๆไปได้ ผู้ใช้ทุกคนสามารถเปิดดูเว็บไซท์ได้ทุกแห่งในโลก และสามารถส่งอีเมล์ถึงใครๆ ก็ได้ที่มีแอดเดรสที่ถูกต้อง

ครับ, มาถึงวันนี้"ลวดลาย"เริ่มปรากฏ คือมีข่าวออกมาว่าองค์การโทรศัพท์แอบไปติดต่อกับบริษัทและมหาวิทยาลัย 2-3 แห่งเพื่อดำเนินการทางธุรกิจ 3 ด้าน ด้านแรก คือจะเปิดบริการอีเลินนิ่ง (E-learning) หรือคือเปิดการเรียนการสอนผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้โดยจะเอาบริษัทผู้เชื่ยวชาญมาจากต่างประเทศมาติดตั้งระบบซอฟท์แวร์ แล้วเอามหาวิทยาลัยของไทยแห่งหนึ่งเป็นลูกค้าใหญ่ มหาวิทยาลัยดังกล่าวนี้มีหน้าที่ผลิตครูและอาจารย์อยู่แล้ว มันจึงเท่ากับเปิดทางไปสู่การยืดระบบการศึกษาของไทยไปในตัว ผลดีผลเสียของเรื่องพวกนี้เราจะมาคุยกันในวันหลัง

ธุรกิจด้านที่สองคือ จะเปิดบริการประมูลสินค้าแบบออนไลน์ นี่ก็เหมือนกัน คือติดต่อบริษัทต่างประเทศให้เอาซอฟท์แวร์ประมูลออนไลน์เข้ามาติดตั้ง แล้วก็เปิดให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเสนอ ซื้อเสนอขายกันได้ หน่วยราชการก็จะเป็นลูกค้าทางด้านผู้ซื้อ

สำหรับธุรกิจด้านที่สามนั้นรายงานบอกว่าจะเป็นเรื่องการให้บริการด้านโทรศัพท์มือถือ เช่นการเปลี่ยนโลโก้ การเปลี่ยนเสียงกริ่งเรียกโทรศัพท์ การเรียกเกมไปเล่น การรับส่งข้อความสั้นๆ และการเรียกข้อมูลที่สำคัญๆ ธุรกิจด้านนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ เอาซอฟท์แวร์จากต่างประเทศเข้ามาติดตั้ง แล้วทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการมือถือของเมืองไทยทั้งหลาย ผู้ให้บริการมือถือจะไปสอนลูกค้าให้รู้จักใช้ฟังค์ชั่นต่างๆ บนเครื่องโทรศัพท์มือถือ แล้วก็เก็บเงินค่าบริการเพิ่มขึ้น ได้มาแล้วก็เอามาแบ่งปันกัน เจ้าบริการ"เรียกข้อมูลที่สำคัญๆ" นั้นจะรวมถึงการตรวจเช็คลายเซ็นอีเล็กทรอนิกส์ และการให้คำยืนยันตัวลูกค้า(ว่ามีบัญชีเงินฝากหรือธุรกิจจริงตามที่ลูกค้ากล่าวอ้าง)

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเรียกว่า"ลวดลาย"ก็คือ การให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีขององค์การโทรศัพท์นี้ได้เปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นบริษัทในเครือขององค์การโทรศัพท์ไปแล้ว นี่เป็นการแยกเอาทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจออกไปตั้งเป็นบริษัทเพื่อทำมาหากิน และที่แย่มากๆก็คือ ได้เอารายชื่อลูกค้าและอินเทอร์เน็ตแอดเดรสของลูกค้าออกไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวโดยไม่ได้แจ้งให้รัฐและเจ้าตัวผู้เป็นเจ้าของข้อมูลทราบเลย

โอเค, ผมขอพูดถึงประเด็นของการ "เอาข้อมูลของลูกค้าองค์การโทรศัพท์ไปใช้เป็นของส่วนตัว"เสียก่อน

ตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ คือเรายังไม่มีกฏหมายว่าด้วยเรื่องการใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น กฏหมายนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า DataPrivacy ฝรั่งนั้นเขาเห็นว่าข้อมูลส่วนตัวของใคร ใครคนนั้นก็จะเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เมื่อมีการติดต่อและทำธุรกิจ เช่นไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร เจ้าข้อมูลส่วนตัวของลูกค้านั้นเป็นของผู้เปิดบัญชี ถึงแม้ว่าธนาคารจะเป็นผู้จดบันทึก หรือ นำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ธนาคารก็ไม่ใช่เจ้าของข้อมูลนั้น เรื่องนี้ผมก็มีความคิดอย่างเดียวกัน และได้พยายามเรียกร้องให้รัฐออกกฏหมายมาคุ้มครองหลายครั้งแล้ว แต่รัฐก็ดูจะเฉยเมยมาโดยตลอด ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายมามากแล้ว ผมก็โดนมาแล้ว

มันเสียหายได้อย่างไร?

ยกตัวอย่างง่ายๆ พวกเราที่ไปขอใช้โทรศัพท์นั้นก็มักจะถูกซักถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร มีรายได้มากน้อย แค่ไหน...ฯลฯ ข้อมูลเหล่านั้นองค์การโทรศัพท์ต้องเก็บไว้เป็นความลับ จะใช้ได้ก็แต่ในด้านธุรกิจที่ติดต่อกันอยู่ เช่น ใช้เลขที่บ้านเพื่อติดต่อแจ้งค่าโทรศัพท์ในแต่ละเดือน ใช้ข้อมูลด้านอาชีพและรายได้เพื่อประเมินเครดิตลูกค้า ใช้ข้อมูลด้านอาชีพและค่าใช้โทรศัพท์โดยเฉลี่ยเพื่อศึกษาต้นทุนและเพื่อขยายธุรกิจขององค์การโทรศัพท์ในอนาคต...แต่ไม่ใช่กอปปี้ข้อมูลเหล่านี้แล้วขายไปให้แก่บริษัทอื่น ในขณะนี้ ,จะโดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนในองค์การโทรศัพท์, หรือจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่หละหลวมก็ไม่ทราบ, รายชื่อลูกค้าขององค์การโทรศัพท์ถูกขายต่อๆ กันไปในหมู่บริษัทที่ทำธุรกิจใหม่ๆ พวกนี้นำไปใช้เพื่อส่งจดหมายเข้าไปตามบ้านต่างๆ ส่งแฟคโฆษณาเข้าไป และบางรายถึงกับโทรศัพท์เข้าไปเลย ซึ่งก่อให้เกิดความรำคราญอย่างใหญ่หลวง สำหรับผมนั้นโดนหนักกว่านี้ คือวันดีคืนดี ก็มีคนโทรเข้าไปทวงหนี้ค่าใช้บัตรเครดิต แต่ธนาคารที่กล่าวอ้างนั้นผมไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก และไม่เคยมีบัตรเครดิต

ครับ, การที่ใครจะเอาข้อมูลของใครไปให้คนอื่นใช้งานนี้ฝรั่งเขาถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ ไม่ว่าเจ้าบริษัทในเครืออันนี้จะจ่ายเงินให้องค์การโทรศัพท์หรือไม่ บริษัทก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ ทั้งนี้เพราะองค์การโทรศัพท์ยังไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูล และเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่คนสองคน มันเล่นกอปปี้ไปเป็นแสนๆ คนเลยทีเดียว ถ้าข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้จนเกิดความเสียหายแก่ลูกค้า มันก็ต้องเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน เรื่องอย่างนี้คนในองค์การโทรศัพท์ต้องรู้อยู่แล้ว การงุบงินทำกันแบบนี้จึงเป็นเรื่องของความเลวร้ายอย่างไม่ควรให้อภัย

โอเค, เราลองหันมาดูบริการ 3 ชนิดที่เขาจะทำกันเสียหน่อย ประเด็นคือ มันเหมาะสมหรือเปล่าที่องค์การโทรศัพท์จะขยายไปทำ และมันจะได้ประโยชน์ต่อลูกค้าหรือเปล่า?

แน่นอนที่สุด ธุรกิจทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่ใช่หน้าที่ขององค์การโทรศัพท์ การก้าวล้ำเข้าไปในธุรกิจเหล่านี้ทำให้มีโอกาสขาดทุน แล้วก็จะทำให้บริการด้านโทรศัพท์หย่อนยานไปได้ด้วย ธุรกิจ 3 ด้านที่กล่าวมานั้นจะต้องใช้ทุนและแรงงานอีกมาก แค่ด้านอีเลินนิ่งอย่างเดียวก็อาจใหญ่กว่างานเดิมขององค์การโทรศัพท์แล้ว ทั้งนี้เพราะมันโยงไปสู่ครูและนักเรียนเป็นล้านคน แต่ละคนต้องการบริการมากกว่าการต่อสายโทรศัพท์เข้าบ้าน เช่น ครูก็จะต้องจัดตารางสอน จัดเตรียมเนื้อหาเพื่อสอน จัดเตรียมบททดสอบ... สิ่งเหล่านี้บังคับให้ต้องมีฐานข้อมูล ฐานของเอกสาร และตำรา ซึ่งมันยุ่งยากและลงทุนสูงกว่าการลากสายสื่อสารเข้าบ้านลูกค้า นอกจากเงินทุนและแรงงานที่จะต้องทุ่มเทลงไปแล้วธุรกิจทั้ง 3 จะดึงองค์การโทรศัพท์ให้เข้าไปรับผิดขอบต่อความผิดพลาดบกพร่องด้วย เช่น ถ้าหลักสูตร์จากบริษัทฝรั่งนั้นไม่ดี เด็กนักเรียนและนิสิตเรียนแล้วโง่กว่าเดิม ความเสียหายอันนั้นองค์การโทรศัพท์คงแบกรับไม่ไหวแน่ๆ หรือในการประมูลซื้อสินค้าทางออนไลน์นั้นเกิดการคดโกงกัน องค์การโทรศัพท์ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ

สำหรับธุรกิจด้านโทรศัพท์มือถือนั้นจะมีความซับซ้อนมาก โทรศัพท์มือถือนั้นมีผู้จำหน่ายหลายราย การพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้เครื่องของแต่ละยี่ห้อทำบริการพิเศษแต่ละอย่างนี้จะใช้เวลาและแรงงานต่างๆกัน ถ้าพัฒนาให้รายใดรายเดียวก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความเสมอภาค แต่พัฒนาพร้อมๆ กันหลายๆ รายก็จะใช้แรงงานสูง มันจึงมีโอกาสทที่จะเกิดการทะเลาะและโต้เถียงกันขึ้นได้ การพัฒนาโปรแกรมเหล่านี้ก็อาจมีข้อผิดพลาดขึ้นได้ บริการของบริษัทเหล่านั้นก็อาจเสียหายได้ รายได้และโอกาสที่สูญเสียไปเหล่านี้ก็คงจะถูกโยนมาใส่องค์การโทรศัพท์

ครับ, มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่จะเข้าไปทำธุรกิจที่ตนเองไม่มีความชำนาญ และมันก็คงจะชี้แจงต่อสำนักงบประมาณได้ยากเมื่อจะขอเงินและขอคนเพิ่ม ทั้งนี้เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ขององค์การโทรศัพท์

โอเค, เมื่อไม่ให้ลงไปทำธุรกิจเหล่านี้ด้วยตนเอง ผู้บริหารขององค์การโทรศัพท์ก็ใช้วิธีผลักดันให้พ้นตัว แต่ผมไม่เห็นเหตุผลอันใดที่จะแยกไปตั้งเป็นบริษัทในเครือ แล้วก็ยังมาใช้เครื่องมือเครื่องจักร์ขององค์การโทรศัพท์อยู่อย่างนี้ ผมกลับมองเห็นว่าองค์การโทรศัพท์ควรเลิกบริการฟรีอินเทอร์เน็ตนี้เสียเลย ทั้งนี้เพราะเท่าที่ผมฟังมา บริการฟรีอินเทอร์เน็ตอันนี้อยู่ในสภาพแย่มาก บริการตอนกลางวันจะช้ามากมันไปดีเอาตอนกลางคืนเท่านั้น

โอเค, สมมุติว่าเราแยกไปตั้งเป็นบริษัทที่ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การโทรศัพท์ และไปจัดซื้อจัดหาเครื่องเซิฟเวอร์และตัวเชื่อมโยงมาเอง และซื้อรายชื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไปจากองค์การโทรศัพท์อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ทีนี้ก็จะมีคำถามว่าบริการทั้ง 3 ชนิดนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าหรือไม่?

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ผมจะขอเอาตัวผมเป็นตัวอย่าง ผมเป็นคนแก่ที่ปลดเกษียณแล้ว ผมคงไม่สามารถไปใช้ประโยชน์จากบริการอีเลินนิ่งได้ ในเรื่องของการประมูลสินค้าแบบออนไลน์นั้นผมก็คงจะใช้ได้น้อยมาก ทั้งนี้เพราะผมไม่ต้องซื้อหาข้าวของเครื่องใช้มากมายอะไร กิจกรรมประจำวันก็คงจะมีแค่หาอาหารมาใส่ปากใส่ท้อง มีเวลาว่างก็เปิดดูเว็บและรับส่งอีเมล์กับคนที่รู้จักกัน เล็กๆ น้อยๆ สำหรับโทรศัพท์มือถือนั้นผมไม่เคยใช้ ผมเห็นว่าไม่จะเป็น ใช้โทรศัพท์ที่บ้านก็ได้ผลเพียงพอแล้ว เจ้าบริการโลโก้....ฯลฯ จึงไม่มีประโยชน์อันใดเลย

ครับ, ตัวผมอาจไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี แต่ผมอยากจะชี้ให้ท่านเห็นว่า ธุรกิจทั้ง 3 ด้านนั้นเป็นธุรกิจใหญ่ และไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการให้บริการฟรีอินเทอร์เน็ต ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผมอันใดที่จะจับมารวมกัน คนที่มีความต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตนั้นหลายๆ คนไม่จำเป็นต้องใช้บริการ 3 ด้านที่กล่าวมา ส่วนใหญ่เขามีอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าดูเว็บไซท์และรับส่งอีเมล์เท่านั้น ผมจึงเป็นตัวแทนของกลุ่มคนได้ และเมื่อมองจากด้านนี้ ผมก็บอกได้เลยว่า เจ้าบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมานี้คงจะต้องเจ้งไปในไม่กี่ปี จะมีข้อยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือให้บริการฟรีไปได้สัก 1-2 ปี บริการจนผู้ใช้ทุกคนแลกเปลี่ยนอีเมล์แอดเดรสจนทั่วถึงแล้ว ก็ออกหนังสือแจ้งขอเก็บเงินค่าบริการ หรือ คือผันตัวเองให้กลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ธรรมดาๆรายหนึ่งเท่านั้นเอง

ครับ, ประโยชน์มันอยู่ที่ตรงนี้แหละ คือเป็นการหลอกให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรีสัก 1-2 ปี แล้วก็หันมาเก็บเงินค่าบริการอินเทอร์เน็ตในภายหลัง ผู้ใช้จะไม่อยากย้ายไปแห่งอื่นๆ ทั้งนี้เพราะไม่อยากเสียเวลาไปเปลี่ยนอีเมล์แอดเดรส การเปลี่ยนอีเมล์แอดเดรสนี้จะต้องแจ้งไปยังเพื่อนฝูงทุกคน และต้องแก้กันหมดทุก Address book มันเป็นเรื่องใหญ่ และมีโอกาสที่อีเมล์บางฉะบับจะหลงไปที่แอดเดรสเดิม ซึ่งจะเกิดความเสียหายได้

ครับ, ลวดลายเริ่มออกมาให้เห็นแล้ว ใครที่ยังไม่เชื่อผมก็ลองติดตามดูกันต่อไป อีกไม่กี่ปี ก็จะได้เห็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่ชัดเจน และใครคือผู้ได้ผลประโยชน์ในเรื่องนี้

..................