ธุรกิจมือถือนั้นเป็นไอทีหรือเปล่า?

ในขณะนี้หนังสือพิมพ์ประเภทข่าวธุรกิจ เขามักจะมีเซ็คชั่นที่เรียกว่า"ไอที" อยู่ด้วย ผมก็รับหนังสือพิมพ์ประเภทนี้เอาไว้เป็นประจำอยู่ฉบับหนึ่ง ซึ่งได้อาศัยเซ็คชั่นดังกล่าวนี้แหละในการติดตามข่าวในวงการไอที แต่มาหลังๆ นี่ ผมชักจะหงุดหงิดอยู่เสมอ คือเขาชอบเอาข่าวเรื่องธุรกิจโทรศัพท์มือถือเข้ามาตีพิมพ์ ผมนั้นเป็นคนไม่ชอบการใช้โทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว แล้วเอาเรื่องพวกนี้มาไส่แทนเรื่องไอที ผมจึงหงุดหงิด แต่เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ทำหนังสือพิมพ์ ผมก็เลยอยากจะถามท่านผู้อ่านว่าธุรกิจโทรศัพท์มือถือนี่มันเป็นไอทีหรือเปล่า ท่านเขียนไปถึงผมได้ที่ PunyaP@ksc.th.com หรือจะแสดงความคิดเห็นให้ท่านอื่นได้ฟังด้วยก็ได้ คือเขียนลงในเว็บบอร์ดของ www.DrPunya.com สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่าธุรกิจโทรศัพท์มือถือนั้นยังไม่ใช่ไอที

เหตุผลของผมมีดังนี้

ประการแรกคือ ถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อนเราเคยมีปัญหาถามกันว่านาฬิกาข้อมือและนาฬิกาตั้งโต๊ะที่แสดงตัวเลขเป็นแบบดิจิตัลนั้นเป็นคอมพิวเตอร์หรือเปล่า ผู้ขายและผู้ที่นิยมนาฬิกาประเภทนี้เขายืนยันว่ามันเป็น"คอมพิวเตอร์" แน่นอน พวกเขาอ้างว่าวงจรภายในมันเป็นไอซี มันทำงานแบบ "ดิจิตัล" และบางรุ่น สามารถกดปุ่มให้มันทำงานเป็นเครื่องบวกเลขได้ด้วย นอกจากนาฬิกาข้อมือแล้ว ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าอัตโนมัติก็พยายามจะบอกว่าเขามีคอมพิวเตอร์อยู่ในเครื่อง มันสามารถ"ตั้งโปรแกรม" ได้ มันทำงานโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่เหมือนกับในเครื่องเมนเฟรมได้

ครับ, มันเลอะเทอะกันอยู่นานทีเดียว แม้แต่บริษัทที่ผลิตรถตู้เพื่อใช้ขนส่งพนักงานไปทำงานเช้า-เย็น ก็ยังบอกว่ารถของเขาเป็นคอมพิวเตอร์ แต่แท้จริงแล้วฝรั่งเขาเรียกรถพวกนี้ว่า"คอมมิวเตอร์" (Commutor) เสียงมันเกิดใกล้เคียงกัน

ครับ, จริงๆ แล้วนาฬิกาข้อมือแบบดิจิตัล นาฬิกาตั้งโต๊ะแบบดิจิตัล ตัวควบคุมในเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ และรถตู้ที่ใช้รับส่งพนักงานตอนเช้า-เย็น และอื่นๆ ที่ใช้วงจรดิจิตัลนั้นไม่ใช่คอมพิวเตอร์ การมีวงจรแบบดิจิตัล และการตั้งโปรแกรมได้นั้นไม่ใช่คอมพิวเตอร์เสมอไป พวกเขาพยายามใช้"ความเห่อคอมพิวเตอร์" เป็นเครื่องมือในการขายสินค้า

จริงๆ แล้เรายังมีเครื่องมือเครื่องใช้อีกมากมาย ที่ภายในของเครื่องมือนั้นมีวงจรดิจิตัล และมีโปรแกรม บางอย่างนั้นมีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างที่เราใช้กันเลยทีเดียว หรือมีไมโครชิพที่ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์อยู่ภายใน ด้วยซ้ำไป แต่เราไม่เรียกเครื่องมือเหล่านั้นว่าคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินจำโบ้เจ็ตนั้นมีคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรมและมินิอยู่ในนั้น เครื่องตรวจและรายงานสถานะภาพร่างการของคนป่วยก็มีเครื่องพีซีอยู่ในตัว เครื่องฉายรังสีและเครื่องฉายคลื่นแม่เหล็กก็มีคอมพิวเตอร์อยู่ในนั้น...ฯลฯ

การที่เราไม่เรียกเครื่องมือพวกนี้ว่าคอมพิวเตอร์ หรือ"ระบบคอมพิวเตอร์" ก็ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ
(1) มันมีหน้าที่เฉพาะกิจของมันอย่างเด่นชัด
(2) วงจรดิจิตัลและคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในนั้นเป็นองค์ประกอบย่อย

ครับ, ด้วยเหตุผลข้อนี้เพียงข้อเดียวเราก็อาจบอกได้แล้วว่าเจ้าโทรศัพท์มือถือนั้นไม่ใช่คอมพิวเตอร์ และเนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลักของเรื่องไอที เจ้าธุรกิจโทรศัพท์มือถือจึงไม่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องไอที

โอเค, พูดมาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านก็ยังอาจทักท้วงได้อีก คือได้มีความพยายามที่จะเอาโทรศัพท์มือถือ นี้เป็นเครื่องมือในการติดต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ เช่นใช้เครื่องโทรศัพท์มือถือติดต่อเข้าสู่เมนเฟรมของธนาคารพาณิชย์ แล้วให้เรากดปุ่มตามรหัสที่ธนาคารตั้งเอาไว้ แล้วคุณก็สามารถตรวจดูเงินในบัญชี ทำการโอนเงิน ทำการสั่งให้ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้แล้วผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือบางรายก็พยายามขยายขนาดของจอแอลซีดีให้ใหญ่ขึ้น ให้บรรจุข้อความและรูปภาพได้มากขึ้น แล้วก็ให้ติดต่อเข้าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้....ฯลฯ เรื่องอย่างนี้จะทำให้หน้าที่มันเปลี่ยน คือมาใช้เป็นเครื่องอินพุทและเอ้าพุทในระบบคอมพิวเตอร์ได้

ครับ, ตรงนี้มันอาจทำให้ไขว้เขวได้ แต่ผมยังมีความเห็นว่าตราบใดที่เรายังใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อการพูดคุยกันมากกกว่าการใช้ติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมก็ยังเห็นว่ามันยังไม่น่าจะจัดเป็นอุปกรณ์อินพุทและเอ้าพุทของคอมพิวเตอร์ เราควรรอดูว่าเครื่องพีดีเอ (Personal Digital Assistant, เครื่องช่วยเหลือในงานส่วนตัวที่เกี่ยวกับข้อมูลดิจิตัล) จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องโทรศัพท์มือถือหรือไม่ และคนจะยอมรับระบบที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอินพุทเอ้าพุท ของคอมพิวเตอร์ได้จริงหรือไม่ ถ้ามันทำได้และคนเรายกเลิกการใช้เครื่องพีดีเอ มันก็คงจะต้องยอมรับว่ามันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ได้

โอเค, ข้างบนนั้นเป็นการใช้ "หน้าที่หลักของเครื่องมือ" มาเป็นตัวพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์หรือไม่

แต่ผมก็ยังมีเหตุผลประการที่ 2 อยู่อีก เหตุผลประการที่ 2 ก็คือในขณะนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องของ "ไอที" หรือคือ "อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี" ดังนั้นเราจึงควรมาดูในแง่ของ "ผลกระทบต่อธุรกิจไอที" ด้วย ถ้าเราใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเป็นตัวอินพุทหรือเอ้าพุท มันก็เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไอทีในระดับเดียวกับแป้นคีย์บอร์ด และจอภาพของคอมพิวเตอร์เท่านั้นซึ่งไม่มีศักดิ์ศรี หรือความน่าสนใจเท่าใดนัก จุดที่เราควรขุดลึกต่อก็คือ ถ้าโทรศัพท์มือถือนี้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดต่อและสั่งงานคอมพิวเตอร์ ที่ได้ผลดีกว่าแป้นคีย์บอร์ดและจอภาพมันก็อาจทำให้เกิดการขยายตัวไอทีได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใดที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราสามารถรับคำสั่งด้วยเสียงพูดได้ เจ้าโทรศัพท์มือถือก็อาจเปลี่ยนโฉมหน้าของไอทีไปได้อีกขั้นหนึ่ง มันจะทำให้เราสามารถติดต่อและสังงานเครื่องคอมพิวเตอร์จากที่ไหนๆ ก็ได้ ที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบโทรศัพท์ได้ คนเดินทางอยู่ในทะเลทรายก็สามารถสอบถามหรือขอดูแผนที่จากคอมพิวเตอร์ได้ คนที่กำลังนั่งอยู่บนเรือบินก็สามารถทำงานได้

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นก็ยังต้องดูกันอีกว่า จะมีคนใช้งานในแบบนั้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าคนส่วนใหญ่ยังนิยมนั่งทำเดต้าโพรเซสซิ่งในที่ทำงาน และใช้ข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์กันในห้องประชุมเท่านั้น เจ้าการประยุกต์ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อสั่งงานจากนอกสถานที่มันก็ไม่เกิดชึ้น

ครับ, ผลกระทบต่อธุรกิจไอทีในตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น มันทำได้แค่แทนแป้นคีย์บอร์ดและจอภาพ แต่มีราคาค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิม และใช้ก็ไม่สะดวก ถึงแม้ว่าจะพัฒนาไปถึงขั้นสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยเสียงพูด ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำให้มีคนเอาไปใช้อย่างแพร่หลาย ดังนั้นโทรศัพท์มือถือจึงยังไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธุรกิจไอที

แล้วทำไมถึงมีคนเอามันมาปนกับเรื่องไอที?

ครับ, ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นการเอาไอทีมาผูกโยงเพื่อผลทางการค้า ทั้งนี้เพราะโทรศัพท์มือถือนั้นได้รับความนิยมอยู่แล้วมันขายดีกว่าเครื่องมือทางไอทีเสียอีก ราคามันเคยแพงกว่าเครื่องพีซี แต่ขายดีกว่า เห็นตัวเลขแล้วผมยังตกใจ คือเข้ามาขายเป็นเวลาแค่ 1 ใน 3 ของพีซี (พีซีมีมาประมาณ 20 ปีแล้ว แต่โทรศัพท์มือถือเพิ่งเข้ามาได้ 7 ปีเท่านั้น) แต่ขายได้มากกว่าเครื่องพีซีกว่า 5-6 เท่า คือขายไปแล้วกว่า 5 ล้านเครื่อง (ตัวเลขอันนี้ผมไม่ขอยืนยัน เพราะไม่ได้สนใจหรือติดตามอย่างจริงจัง ตรงนี้ขอร้องนักวิชาการทั้งกลายอย่ามาด่าว่า "ไม่รู้แล้วยังเสือกเขียนมาให้คนเขาอ่าน" ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าถ้าไปบังคับว่าต้องรู้จริงทุกอย่างเสียก่อนจึงจะเขียนบทความได้ โลกนี้คงไม่มีบทความให้อ่าน)

เมื่อไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ทางการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เป็นไปได้อยู่อย่างเดียวคือ เราไปเห็นว่ามันเป็นไฮเทคด้วยกันทั้งคู่ และใช้วงจรดิจิตัลด้วยกันทั้งคู่ เราก็เลยเหมาเอามาเป็นเรื่องเดียวกัน

ครับ, เรื่องนี้ผมใคร่ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อะไรที่เป็นเรื่องไฮเทค และใช้วงจรดิจิตัลนั้นไม่จำเป็นจะต้องเข้ากลุ่มของ "ไอที" เสมอไป เราต้องดู 3 ประเด็น (1) หน้าที่หลักของมันเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์หรือไอทีหรือไม่ (2) วงจรดิจิตัลที่ใช้อยู่ในเครื่องนั้นเป็นงานหลักหรือไม่ และ (3) มันมีผลกระทบต่อการใช้ไอทีได้มากพอหรือไม่ ถ้ามันตกไปแค่ข้อใดข้อหนึ่ง มันก็ไม่ใช่เรื่องทางไอทีแล้ว

เรื่องนี้ผมคิดว่าคนทางไอทีควรจะระมัดระวัง และควรบอกต่อๆ กันว่าอะไรคือไอทีกันแน่

.....................