|
1. ต้องการเป็นสมาชิก จะให้ทำอย่างไร?
ตอนนี้ผมยังเปิดให้ดูฟรีอยู่ สาเหตุที่ผมยังต้องเปิดให้ดูฟรีก็เพราะ
กลต.แจ้งมาว่า ใครที่เปิดเว็บไซท์ และมีการแนะนำว่าให้ซื้อหุ้นหรือขายหุ้น
และมีการเก็บเงิน จะต้องมีใบอนุญาตการเป็นผู้แนะนำการลงทุน ซึ่งเขาเรียกว่า
Investment Advisor ความผิดจะเกิดขึ้นเมื่อครบองค์สาม คือ แนะนำแก่คนมากกว่า
9 คน, มีการฟันธงว่าให้ซื้อหรือขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัว, เก็บเงินค่าแนะนำ
ดังนั้นผมจึงเก็บเงินไม่ได้
2. อยากได้โปรแกรมไปใช้ส่วนตัว ไม่ทราบว่าจะขายในราคาเท่าใด?
ในตอนนี้ผมยังไม่ขายแก่บุคคลทั่วไป ผมต้องการขายให้แก่ผู้ใช้รายใหญ่
เช่น โบรกเกอร์ หรือผู้จัดการกองทุน และเป็นการขายให้แก่ผู้ซื้อรายเดียว
โดยให้ผู้ซื้อนำไปใช้ให้บริการ หรือทำประโยชน์ต่างๆได้ทุกด้าน ยกเว้นการขายสิทธิ์ต่อให้แก่ผู้อื่น
ผมตั้งราคาไว้ ชุดละ 60 ล้านบาท โปรแกรมมี 2 ชุด คือ SEAX ซึ่งใช้สำหรับเล่นระยะสั้น
และ SC68EX ซึ่งใช้สำหรับเล่นระยะยาวปานกลาง
ภายในสองสามปีข้างหน้านี้ ถ้าผมไม่สามารถขายในแนวข้างบนนี้ได้ ผมอาจขายให้แก่รายย่อยเพื่อใช้เป็นการส่วนตัว
ราคานั้นจะพิจารณาให้เหมาะสมเมื่อถึงเวลา
ในช่วงนี้ ถ้าใครมีทุน หรือมีใบอนุญาตเป็นผู้แนะนำการลงทุนจะมาร่วมลงทุนกับผมก็ได้
ผมยินดีเจรจาการใช้ประโยชน์จากเว็บไซท์ หรือจากโปรแกรมต่างๆได้
3. โปรแกรม SEAX และ SC68EX นี้ต่างจากโปรแกรมในตำราเรื่อง "มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ"
อย่างไร?
โปรแกรมในตำรา "มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ" นั้นเป็นเวอร์ชั่นเก่า
เป็นเวอร์ชั่นที่ใช้ตัวแปรน้อยกว่า และทำกำไรโดยเฉลี่ยต่ำกว่า คือทำกำไรได้ประมาณ
10-15 เปอร์เซนต์ต่อปี ส่วนโปรแกรม SEAX และ SC68EX ที่อยู่ในเว็บไซท์นี้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
มีความซับซ้อนสูงกว่า และทำกำไรได้โดยเฉลี่ยปีละ 20-30 เปอร์เซนต์
4. จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าโปรแกรมจะทำกำไรได้จริง? อาจารย์กล้ารับประกันใหม?
โปรแกรมเหล่านี้จะทำกำไรได้จริงก็เมื่อตลาดหุ้นยังอยู่ในกรอบปรกติ
แต่พวกเราก็ทราบกันดีว่า เหตุการณ์บ้านเมืองและสภาวะบนโลกนี้อาจผันผวนได้
มันอาจเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับที่เกิดใตลาดนิวยอร์คปี 1912 หรือในตลาดฮ่องกงเมื่อประมาณปี
1970 หรือ ในตลาดไทยสมัยวิกฤตราชาเงินทุน ได้ ดังนั้นผมจึงไม่สามารถรับประกันได้
ท่านต้องติดตามดูผลงานของโปรแกรม แล้วตัดสินใจเอาเอง
5. โปรแกรมเหล่านี้พัฒนามานานแค่ใหน และใช้เทคนิคอะไร?
ผมค้นคว้าและวิจัยเรื่องการลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวมากว่า
40 ปีแล้ว หลักการที่ใช้เป็นไปทางสถิติและ operation research แต่ในตอนแรกๆนั้นทำไม่ได้
ทั้งนี้เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นเป็นเมนเฟรมที่เชื่องช้า(ในแง่ของการทำโปรแกรม
และทดสอบโปรแกรม) ผมมาจับใหม่เมื่อมีเครื่องพีซีออกมาขาย หรือคือเมื่อประมาณ
20 ปีก่อน โปรแกรมชุดแรกที่ให้ผลกำไรได้ดีพอสมควรคือโปรแกรมในตำรา
"มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ" ซึ่งใช้เวลาค้นคว้าถึง 10 ปี
หลังจากนั้นไอเดียต่างๆก็เข้าร่องเข้ารอย และปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะนี้ก็ยังมีหนทางปรับปรุงให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่างๆได้
6. โปรแกรมเหล่านี้มันทำงานอย่างไร ผมจะใช้ประโยชน์มันได้อย่างไร?
โปรแกรมทำตัวเหมือนเป็นนักลงทุน มันคำนวณค่าต่างๆจากสถิติย้อยหลังของราคาปิดของหุ้น
แล้วทำการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขาย มันคำนวณและตัดสินใจเป็นรายหุ้น
ถ้าตัวแปรต่างๆบอกว่าควรซื้อ มันก็จะดูว่าขณะนั้นมันซื้อหุ้นนั้นไว้แล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่ได้ซื้อมันก็จะซื้อ เงินที่จะซื้อนั้นจะมีแค่ตัวละ 100,000
บาทในตอนเริ่มต้นปี และจะเปลี่ยนไปเมื่อมันขาย มันจะไม่มีการหยิบยืมจากทุนของหุ้นตัวอื่น
แต่ถ้ามันซื้อหุ้นตัวนั้นไว้แล้วมันก็จะไม่ซื้อเพิ่ม เพราะมันไม่มีการหยิบยืมจากทุนของตัวอื่น...ดังนั้น
การใช้ประโยชน์นั้นง่ายมาก คือท่านต้องซื้อตามมัน และขายตามมัน แต่เลือกเล่นฉะเพาะตัวที่ท่านสนใจเท่านั้น
7. โปรแกรมของอาจารย์เล่นแค่ 4 กลุ่ม อาจารย์จะวิ่งกลุ่มอื่น เช่น
อสังหา ได้ใหม?
ในการพัฒนาโปรแกรมนั้นจะมีสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการหาตัวพารามีเตอร์ที่จะใช้ในการตัดสินใจ
ในขั้นตอนนี้เราไส่ข้อมูลย้อนหลังเข้าไปทั้งหมด(เท่าที่จะหามาได้)
และต้องวิ่งโปรแกรมเป็นเวลายาวนานมาก ด้วยเครื่องที่ความเร็ว 333 เมกกะเฮิร์สยังต้องใช้เวลา
5-10 วันต่อหนึ่งกลุ่ม ส่วนในขั้นตอนที่สองนั้นเป็นการทำโปรแกรมที่จะใช้วิ่งเป็นรายวัน
โปรแกรมนี้ใช้ข้อมูลย้อนหลังแค่ 360 วัน โปรแกรมจะคำนวณค่าต่างๆออกมาแล้วเปรียบเทียบกับพารามีเตอร์ที่โปรแกรมแรกหามาไว้ให้
แล้วบอกว่าควรซื้อหรือควรขาย แล้วมันก็ซื้อหรือขายตามที่พูดไว้ในข้อ
6
ครับ, การเติมกลุ่มอสังหานั้นต้องวิ่งโปรแกรมขั้นตอนที่หนึ่ง แล้วมาแก็ใขเพิ่มเติมโปรแกรมในขั้นตอนที่สอง
มันต้องใช้เวลาและแรงงาน ผมจึงขอตอบว่า จะเติมกลุ่มใหนก็ได้ แต่ผมยังไม่อยากทำ
เพราะมันต้องใช้แรงงาน และไม่มีค่าตอบแทนในตอนนี้
8. เทคนิคของอาจารย์ใช้แค่ข้อมูลราคาปิดย้อนหลัง มันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัท
และไม่มีข้อมูลสภาวะด้านเศรษฐกิจ มันจึงไม่แม่น ทำไมไม่เอาข้อมูลพวกนี้เข้าไปประกอบในการตัดสินใจ?
จริงๆแล้วราคาหุ้นนั้นขึ้นลงด้วยเหตุ 4 ประการใหญ่ๆ คือ
8.1 ตัวบริษัท ซึ่งหมายถึง ชนิดของธุรกิจ ความสามารถของผู้บริหาร ผลประกอบการที่ผ่านมา...ฯลฯ
8.2 สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งหมายถึง สภาวะเศรษฐกิจ เหตุการบ้านเมือง
เหตุการณ์ต่างประเทศ ข่าวดีและไม่ดีที่มากระทบต่อบริษัท อัตราแลกเปลี่ยน
กฎหมายที่เพิ่งออกใหม่ การตัดสินใจของหน่วยราชการ การคาดเดาผลประกอบการ...ฯลฯ
8.3 แรงส่งจากการขึ้นลงของราคาที่ผ่านมา
8.4 จิตของนักลงทุน(บางคนใช้คำว่า จิตวิทยาของนักลงทุน)
ครับ, คนที่เล่นหุ้นโดยดูข้อมูลตามข้อ 8.1 นั้นเขาเรียกว่านักลงทุนแบบดูข้อมูลพื้นฐาน(Fundamental)
คนที่เล่นหุ้นโดยดูข้อมูลตามข้อ 8.2 นั้นเขาเรียกว่านักลงทุนแบบดูสภาวะตลาด
และพวกนี้จะเล่นหุ้นระยะสั้นมากๆ ทั้งนี้เพราะข่าวเหล่านั้นมีผลระยะสั้นมากๆ
เราจึงมักจะเรียกพวกนี้ว่านักเก็งกำไร(Speculator) คนเล่นหุ้นโดยข้อมูลตามข้อ
8.3 นั้นจะสนใจสถิติย้อนหลัง และมักจะต้องใช้เทคนิคในการคำนวณสูง เขาจึงเรียกกันว่านักลงทุนแบบเทคนิคัล(Technical)
สำหรับคนที่เล่นหุ้นโดยดูว่านักลงทุนกำลังคิดอะไรอยู่ และจะทำอะไรในวันนี้และในไม่กี่วันข้างหน้านั้นถูกเรียกว่าเป็นนักเก็งกำไร(Speculator)เข้าไปกับกลุ่มที่สอง
แต่จริงๆแล้วเราน่าจะเรียกว่านักปั่นหุ้นมากกว่า ทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้ทำแค่ทำนายว่านักลงทุนกำลังคิดอะไรอยู่
พวกเขาสร้างสถานะการณ์และชี้นำตลาดอยู่ด้วย แต่ทำในระดับที่ กลต.ไม่สามารถเอาผิดได้
ครับ, วิธีการทั้งสี่ที่กล่าวมาข้างบนนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในขณะนี้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าวิธีใหนดีที่สุด
ท่านสนใจแบบใหนก็เลือกเอา หรือจะใช้ผสมกันก็ได้
แต่ขออย่างหนึ่ง คือ อย่ามาบังคับให้ผมลองทำวิธีโน้นวิธีนี้ให้ดู โดยใช้วิธีตำหนิว่าผมทายผิดบ้าง
โปรแกรมใช้ไม่ได้บ้าง...ทั้งนี้เพราะ มันทำให้เสียอารมณ์ไปเปล่าๆ
|