|
| สารบัญ บทความเก่าประจำเดือน |
| พฤษภาคม 43 |
27
พค.43 ................ เครื่องพีซีก็ทำนายหุ้นได้
29พค.43 ................ทำไมการเล่นหุ้นโดยติดตามข่าวรายวันจึงไม่ได้ผล
30พค.43............กราฟของราคาหุ้นบอกสภาวะย้อนหลังได้ |
| มิถุนายน 43 |
|
2 มิย. 2543 ...............อย่าเล่นหุ้นตามกระแส
4 มิย. 43 ..............ข่าวสำคัญที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง
6 มิย. 43........กราฟของราคาหุ้นบอกทิศทางในอนาตคได้ด้วย
8 มิย. 43..........แนวโน้มของกราฟราคาหุ้นหาได้อย่างไร
10 มิย.43 ...............การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นเหมีอนลูกคลื่นในทะเล
12 มิย. 43 ..........เล่นหุ้นต้องใจหนักแน่น
14 มิย. 43 ................เล่นหุ้นปีละกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม
16 มิย. 43.........เล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16
เดือน)
18 มิย.43..........การมองหาคลื่นความยาวขนาดกลาง
20 มิย.43........โปรแกรม
SC68EX
22 มิย.43................ผลการทำงานของโปรแกรม
SC68EXนับจากต้นปี
24 มิย.43............ประสบการณ์ของโปรแกรม
SC68EX
26มิย.43............ข่าวดีนั้นไม่แน่ว่าจะดีเสมอไป
28 มิย.43..........มีเงินเท่าใหร่จึงจะเล่นหุ้นได้โดยไม่เดือดร้อน
30มิย.43..........วิธีประหยัดค่าอินเทอร์เน็ต
|
| กรกฏาคม 43 |
|
2 กค.43...........ความหมายของคำว่าเล่นหุ้นระยะยาว
4 กค. 43..........ทำไมต้องแห่เล่นตามต่างชาติ
6 กค. 43........ทุนต่างชาตินั้นสำคัญใหม
8 กค.43......ปัญหาใหญ่ของคนคือไม่ยอมคัทลอส
10 กค. 43.......หุ้นแบ้งค์ตกเพราะNPLไม่กระเตื้องจริงหรือ?
12
กค. 43..........กบข. เสี่ยงเพราะอะไร?
14 กค. 43........วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX
16 กค. 43........วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX (ต่อ)
25 กค.43.......วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX (ต่อ)
28 กค.43........เล่นหุ้นตามข่าวรายวันนั้นเล่นยาก
31 กค. 43...........ขึ้นทะเบียนนักวิเคราะห์หุ้นดีจริงหรือ
|
| สิงหาคม 43 |
5 สค.43............อ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX (ต่อ)
7 สค.43 ...... อย่าเอาตัวเราเป็นตัวแทนของคนในตลาด
9 สค. 43............อย่าคิดว่าจะมีคนเชื่อนักวิเคราะห์ใด
หรือโปรแกรมใดเกิน 5%
11 สค. 43 .......ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
13 สค.43.............ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น(ต่อ)
16 สค.43........ผลตอบแทนจากการเล่นหุ้น
18 สค.43 ......เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น
20 สค.43 ...... จะเป็นนักวิเคราะห์หุ้นที่ดีนั้นเป็นได้ยาก
23 สค.43 .....แนวรับแนวต้าน
25 สค.43 ...... เล่นหุ้นระยะยาวต้องไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม
28 สค.43 ........ ลดคอมมิชชั่นแล้วจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มจริงหรือ
|
| กันยายน 43 |
4 กย.43..........การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
7 กย.43 .......... การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
(ต่อ)
13 กย.43 ......ข้อแตกต่างระหว่างโปรแกรมSC68EX
กับ โปรแกรมในตลาด
20 กย.43 ....ทำไมข้อมูลของ SC68EX
จึงดูจืดชืด
24 กย.43...ปัญหาของโปรแกรมในท้องตลาด
|
| ตุลาคม 2543 |
|
4 ตค.43.....ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีกับราคาหุ้นแต่ละตัว
6 ตค.43.....ความโลภกับความกลัว:ต้นเหตุแห่งการขาดทุน
10 ตค.43 ......ทำไมการเล่นหุ้นจึงเรียนไม่รู้จบ
16 ตค.43 ....โปรแกรม
SC68EX เป็นการเล่นหุ้นแบบใหน?
18 ตค.43 .....กองทุนต่างชาติขาดทุนจริงหรือ
22 ตค.43 ...เมื่อใหร่จึงจะถึงเวลาซื้อหรือขาย
26 ตค.43 ...คิดกับเล่นจริงนั้นต่างกัน
28 ตค.43 ...เล่นหุ้นต้องลงทุนค่าข้อมูล
2 พย.43 ..... โปรแกรม
SC68EX วิเคราะห์หุ้นราชบุรีได้ใหม?
9 พย.43....รู้ได้อย่างไรว่าหุ้นจะขึ้นใหญ่
15 พย.43....ท่านเห็น"แพทเทินของการซื้อ"แล้วหรือยัง
19 พย.43 ... "ขยัก"
26 พย.43....ความเหมือนและความต่างของ
Eliott Wave กับสูตร์ SC68EX
1 ธค.43 ...เขาปั่นหุ้นกันอย่างไร
5 ธค.43... เขากระชากราคาขึ้นลงได้อย่างไร
10 ธค.43....กองทุนมีประโยชน์อย่างไร
12 ธค.43...เฮดช์ฟันด์ชอบปั่นหุ้นหรือเปล่า
27 ธค.43 ... ข่าวสารบ้านเมืองมีผลต่อราคาหุ้นแค่ใหน
7 มค.44 .... รายงานโฉมใหม
10 มค.44 .... วิเคราะห์สัปดาห์แรกของปี 2544
20 มค.44 ....โทษของการไม่เชื่อโปรแกรม
24มค.44 ....เล่นระยะยาวเป็นอย่างนี้แหละ
26 มค. 44 ...หุ้นขึ้นแล้วจะเจอกับปัญหาอะไร
28 มค.44....ข่าวลือกับตลาดหุ้น
5 กพ.44 ....น่าเห็นใจ
กลต.
9 กพ.44 ....เมื่อหุ้นขึ้นแล้วโปรแกรมจะบอกจังหวะขายได้ดีแค่ใหน?
18 กพ.44 ....โปรแกรม
SC68EX เล่นรอบไม่เป็น
24 กพ.44 ...โปรแกรมทำนายผิดถูกแค่ใหน?
11 มีค.44 .... จุดเริ่มขายของ SC68EX
21 มีค.44 ...อย่ามองเข้าข้างตนเอง
23 มีค.44 ....เล่นหุ้นตอนใหนดีที่สุด
1 เมษ.44 ...ระบบบัญชีที่งี่เง่า
6 เมย.44 ...วันหยุดมีผลต่อราคาหุ้นแค่ใหน?
2 พค. 44 ....ทายหุ้นถูกกี่เปอร์เซนต์จึงจะกำไร
11 พค.44 ....อยากเจอหุ้นดีๆอย่างไทยธนาคารอีกสักครั้ง
31 พค.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ
อันใหนดี
1 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
4 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
6 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
14 มิย.44 ... งาน Investor Fair ให้อะไรเราบ้าง?
17 มิย.44...เล่นแบบ fundamental VS เล่นแบบ technical
20 มิย.44.....ใครจะเชื่อและยอมทำตามโปรแกรม
24 มิย.44..ความสำคัญของตลาดหุ้น
27 มิย.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น
(ต่อ)
29 มิย.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ต่อ)
5 กค.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ต่อ)
11 กค.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ตอนจบ)
15 กค.44...ซื้อครั้งเดียวได้ลุ้นพันครั้ง
27 กค.44....ทำไมบริษัทต้มตุ๋นจึงเกิดได้
6 สค.44....หุ้นจะขึ้นหรือลงเมื่อนายกหลุดคดีซุกหุ้น
18 สค.44...ขอถามหาความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุน
24 สค.44...ทำไมกองทุนจึงขาดทุนกันหนักๆ
3 กย.44...แตกพาร์แล้วได้อะไร?
9 กย.44...เศรษฐกิจจะถดถอยยาวถึง
8 ปี?
18 กย.44....หุ้นไทยตกเพราะอะไร
19 กย.44....ชนเวิล์ดเทรดเพื่อทำชอร์ตเซลล์
30 กย.44.....ทำไมต้องรอลงทุนที่
290
15 ตค.44...ใครได้ใครเสียเมื่อเกิดวิกฤตการณ์
27 ตค.44....หุ้นตกคราวนี้จะโทษใครดี
13 พย.44...ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน
18 พย.44....พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา
11 ธค. 44......ควรซื้อหุ้นชนิดใหน?
17 ธค.44...หุ้นปตท.
VS แชร์แม่ชะม้อย
28 ธค.44...สรุปประจำปี
07 มค.45...เมื่อใหร่จะถึงเวลาซื้อ
11 มค.45...เมื่อใหร่จะถึงเวลาขาย?
21 มค.45...เจริญด้วยการลดละเถอะครับ
2 กพ.45...ตัวอย่างการสร้างฐานอำนาจ
4 กพ.45...ขอพูดเรื่องหลักสูตร์
กลต. อีกสักนิด
7 กพ.45...เล่นหุ้นต้องใจรักและศึกษาหนัก
26 กพ.45...คนไทยไม่รู้จักใช้ข้อมูล
10 มีค.45...ซื้อหุ้นขายหุ้นต้องดูที่เวลา
ไม่ใช่ที่ราคา
27 มีค.45...การตอบสนองต่อหนังสือ-มาเล่นหุ้นกันเถอะ
12 เมษ.45...พยากรณ์เหตุการณ์ข้างหน้าด้วยข้อมูลย้อนหลัง
13 เมษ.45...ซื้อถัว
vs คัทลอส
14 เมษ.45...เล่นหุ้นอย่าหวังรวยลัด
28 เมษ.45...ซื้อถัวจะดีใหม?
18 พค.45...วอเรนบัฟเฟท
vs จอร์จซอรอส
19 พค.45...ปีนี้คงได้วัดใจ
22 พค.45...ให้คนถอนเงินมาซื้อหุ้นแล้วจะแก้ปัญหาเงินล้นแบงก์?
13 มิย.45...อะไรคือเสียดายดีกว่าเสียใจ?
6 กค.45...คนแก่ควรเล่นหุ้นหรือไม่?
11 กค.45...ใครว่าเงินล้นแบงก์?
13 สค.45....พันธบัตรช่วยชาตินั้นเลวจริงหรือ?
15 สค.45...หุ้นที่มือใหม่ไม่ควรแตะต้อง
16 สค.45...ทำไมต้องใช้โปรแกรมจำลองตลาดหุ้น?
21 สค.45...จะเป็นนักสถิติหรือนักสติปริ?
22 สค.45...ทำไมต้องตื่นเต้นกับMSCI?
03 กย.45...หุ้นซึมเพราะกลัวสิบเอ็ดกันยาจริงหรือ?
04 กย.45...ใครฆ่านักลงทุนไทย?
08 กย 45...การลดความเสี่ยง
11 กย.45...รัฐควรแทรกแซงตลาดหรือไม่?
21 กย.45...หุ้นที่ตกมากๆนั้นจะขึ้นจริงหรือ?
29 กย.45...หาหุ้นดีๆให้สักตัวได้ใหม?
10 ตค.45... บริษัทจัดอันดับมีประโยชน์ใหม?
18 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
19 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่2)
19 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่3)
21 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่4)
22 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่5)
24 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่6)
05 พย.45...กลต.เชือดไฟแนนซ์ทำชอร์ตเซล
06 พย.45...เสี่ยสองหลุดคดีปั่นหุ้น
08 พย.45....เฟดลดดอกเบี้ยจะกระทบหุ้นใหม?
21 พย. 45...อย่าตื่นเต้นกับการขึ้นลงระยะสั้น
24 พย.45....การเลือกซื้อหุ้น
2 ธค.45...กับดักอีกอันหนึ่งที่ควรระวัง
03 ธค.45....กลต.คุมเข้มตั๋วบีอี
10 ธค.45...ทำไมผมจึงขายหุ้น
KGI ?
12 ธค.45...ซื้อหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องต่ำสุด
19 ธค.45....ลงทุนแบบวอเรนบัฟเฟท
22 ธค.45.... สิ่งที่วอเรนบัฟเฟทไม่กล้าพูด
25 ธค.45.... หุ้นปี 2546 จะเป็นอย่างไร
30 ธค.45.... สรุปผลปี 2545
10 มค.46....ฟังเซียนหุ้นแนะนำนักลงทุนรายย่อย
16 มค.46... แก้NPLแล้วได้เป็นฮีโร่?
02 กพ.46...เกมจำลองหุ้นมีประโยชน์ใหม?
5 กพ.46.... การลงทุนในหุ้นเป็นอาชีพหลักได้ใหม?
11 กพ.46... ธุระกิจงี่เง่า
12 มีค.46...ผู้บริหารโง่หรือขี้จุ๊?
22 มีค.46... โปรแกรมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเกิดสงคราม
14 เมษ.46... โปรแกรมจำลองตลาดหุ้นสอนอะไรผมบ้าง?
12 พค.46 ... หุ้นขึ้นอย่ารีบขาย
25 พค.46 ... ทำไมหุ้นจึงมักจะฟื้นตัวกลับไปที่เก่า?
08 มิย.46.... เล่นหุ้นต้องใจเย็นจริงหรือ?
12 มิย.46... สลึงสุดท้าย
23 มิย.46... วิจิตรมาจะดีใหม?
24 มิย.46... นิทานอีสปกับนักเล่นหุ้น
04 กค.46... เห็นอะไรบ้างเมื่อวอลุ่มทะลุสามหมื่นเจ็ด?
14 กค.46 ... เล่นหุ้นนั้นเสี่ยงกว่าฝากเงินจริงหรือ?
21 กค.46... การคำนวณค่า Expected Gain
22 กค.46.... เชียร์หุ้นโดยไม่ดูกาละเทสะ
26 กค.46 ... ถามหาศักดิ์ศรีของคนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
28 กค.46 ... กองทุนวายุภักษ์ดีใหม?
30 กค.46 ... ลงทุนอย่างมีความสุข
05 สค.46... คนไทยเรานี่มักน้อยดีจริงๆ
11 สค.46 ... ความเสี่ยงของกองทุน
14 สค.46 ... MSCI จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
21 สค. 46 .... กลยุทธ์ระยะยาวของการเล่นหุ้น
24 สค.46 .... นักวิเคราะห์นกแก้วนกขุนทอง
26 สค.46 .... กองทุนเก่า
vs กองทุนใหม่
2 กย.46... ทำได้แค่ใหนจึงจะเป็นเซียนหุ้น
12 กย.46 ...หุ้นไทยถูกปั่นหรือเปล่า?
19 กย.46 .... ตลาดตอนนี้ถูกปั่นหรือเปล่า?
23 กย.46 .... พีอีเรโชมีความหมายจริงหรือ?
24 กย.46 .... เลห์แมนบราเธอร์สขายทิ้งหุ้นในไทย?
28 กย.46 .... หุ้นลงให้ซื้อหุ้นขึ้นให้ขาย?
01 ตค.46 .... หุ้นยอดนิยม/หุ้นยอดดอย?
15 ตค.46.... นโยบายดันเงินฝากมาเล่นหุ้น
01 พย.46 .... ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับกองทุนดัชนี
05 พย.46 ..... สงสารแมงเม่า
08 พย. 46 .... ถ้าแมงเม่าฉลาดขึ้นสักนิด
22 พย.46 .... ใครปั่นหุ้นกันแน่?
25 พย.46 ..... เมื่อกองทุนศอกกลับไส่หน้าตัวเอง
07 ธค.46 .... จะป้องกันการปั่นหุ้นได้อย่างไร?
13 ธค. 46 .... การแปรมติ
23 ธค.46 .... นี่ก็เป็นการแปรมติ
07 มค.47 .... สรุปผลปี
2546
14 มค. 47 .... กองทุนขี้จุหรือเปล่า?
22 มค.47 .... พีอีเรโชไม่ใช่ตัววัดที่ดี
23 กพ.47 .... กำไรสักกี่เปอร์เซนต์ต่อปีจึงจะพอใจ?
12 มีค.47 .... รมต.คลังจะพยุงราคาหุ้นได้จริงหรือ?
18 มีค.47 .... ผมไม่ได้เลือกให้ท่านเข้ามาเพื่อปั่นหุ้นนะครับ
19 มีค.47 .... นอกจากจะเพิ่งลืมตาแล้ว ท่านยังสายตาสั้นเสียอีก
24 มีค.47 .... เริ่มรู้ปัญหา
แต่แก้ไม่ถูกทาง
01 เมษ.47 .... วายุภักษ์จะพยุงหุ้นใหวหรือ?
11 เมษ.47 .... วายุภักษ์ล่มปากอ่าว
28 เมษ.47 .... เมื่อใหร่จะถึงวันซื้อของปี
47 เสียที?
21 พค.47 .... รมต.คลังตกเลขคณิต
9 มิย. 47 .... รมต.คลังกำลังเห็นชอบเป็นผิด
14 มิย.47 .... คำแนะนำหอยๆปูๆ
03 กค.47 .... คิดจะเล่นยาว
ต้องยาวให้ตลอด
22 กค.47 .... เรื่องดีๆ
ทำจนเป็นเรื่องเสียหาย
16 สค.47 .... เมื่อแบงก์ชาติโดนอัดกลับ
23 กย.47 .... รมต.คลังคนนี้ไม่รู้เรื่องการขึ้นลงของหุ้น
12 พย.47 .... โครงการวัวล้านตัว
29 พย.2547 .... วิบากกรรมของบริษัทเงินทุน
04 ธค.47 ... หุ้นปี2547 สอนอะไรเราบ้าง?
05 ธค.47 .... ทำนายหุ้นปี
2548
06 ธค.47 .... แก้พอร์ต-เรื่องง่ายหรือเรื่องยาก?
07 ธค.47 .... อย่าเสี่ยงกับหุ้นไอพีโอ
08 ธค.47 .... เทขายหุ้นเพราะวิตกธปท.แทรกแซงบาท?
13 ธค.47 .... กบข.รวยหุ้นไอพีโอ?
22 ธค.47 .... หุ้นดีๆมีเป็นร้อย
แต่ซื้อทีไรขาดทุนทุกทีี
25 ธค.47 .... ทักษิณตวาดใส่หม่อมอุ๋ย
05 มค. 48 .... สรุปผลปี 2547
06 มค.48 ..... ดัชนีหุ้นไทยปี
2548
07 มค.48 ..... ได้อะไรจากคลื่นซือนามิบ้าง?
12 มค.48 ..... การสร้างเด็กอย่างผิดๆ
21 มค.48 .... ทำไมคนไทยจึงต้องกลัวเฮดจ์ฟันด์?
26 มค.48 .... ขอจับโกหกไอ้คนเห็นแก่ได้
1 กพ.48 .... เล่นหุ้นนั้นดีกว่าฝากเงินแน่นอน
2 กพ.48 ..... ไม่ใช่ระบบผิด?
08 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด
09 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนที่2)
10 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนที่3)
11 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนสุดท้าย)
15 กพ.48 ..... จะเล่นหุ้นตัวใหนต้องรู้นิสัยของมัน
16 กพ.48 ..... ธปท.
vs อดีตผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย
17 กพ.48.... คนไทยชอบปิดกอเอียะ
18 กพ.48 .... โฆษณาที่น่ารำคาญ
19 กพ.48 ..... ผลงานชี้นโบว์แดงหรือโบว์ดำ?
20 กพ.48 ..... แบ่งโซนตามเขา เราจะตกหลุมเขา?
22 กพ.48 .... ทำไมไทยน็อกซ์จึงต้องเพิ่มทุน?
25 กพ.48 ..... ทำไมต้องกลัวสินค้าจะขึ้นราคา?
27 กพ.48 .... หมอเลียบกับความคิดแบบเด็กๆ
09 มีค.48 .... รู้รสลมปากฝรั่งแล้วหรือยัง
10 มีค.48 .... นี่หรือคือหน้าที่ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน?
11 มีค.48 .... ขายไปก่อนแล้วค่อยช้อนซื้อในภายหลัง?
12 มีค.48 .... ครม.ชุดใหม่เป็นอย่างไร?
13 มีค.48 .... รู้แบบไทยๆ
20 มีค.48 .... นี่หรือที่เรียกว่าทำนายแม่นดั่งตาเห็น?
23 มีค.48 .... ผลกระทบจากข่าวร้ายๆ
02 เมษ.48 ..... คุณช้อนซื้อหุ้นแล้วหรือยัง?
03 เมษ.48 ..... ลมปากฝรั่งอีกแล้ว
13 เมษ.48 .... เจรจาเอฟทีเอต้องมองสวนทาง
17 เมษ.48 .... มามองโลกในแง่ดีกันดีกว่า
18 เมษ.48 ..... ข่าวร้ายจะมีผลแรงกว่าข่าวดี
21 เมย.48 .... เล่นหุ้นระยะยาวเป็นอย่างไร?
29 เมย.48 .... กองทุนไม่ได้ปั่นหุ้น?
07 พค.48 ..... กองทุนไทยไม่ได้ทุบหุ้น?
10 พค.48 ..... ปัญหาของหมา ปัญหาของคน เป็นเรื่องเดียวกัน
13 พค.48 ..... สูตร์เล่นหุ้นมักจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน
21 พค.48 .... ปีนี้ทำเงินตกน้ำไปเกือบห้าแสน
31 พค.48 .... เล่นระยะยาวไม่ใช่ซื้อแล้วถือไว้
5ปี 10ปี
07 มิย.48 .... นักวิเคราะห์จะฆ่าตัวตายจริงหรือ?
10 มิย.48 .... Stochastic Process คืออะไร?
12 มิย.48 .... การศึกษาและใช้ประโยชน์ของ stochastic process
13 มิย.48 ....
การศึกษาแบบอินพุต-เอ้าท์พุต
15 มิย.48 .... ธรรมชาติของ stochastic process
16 มิย.48 ..... การตัดต่อ stochastic process
22 มิย.48 .... ผิดใหมที่จะเข้าไปผสมโรงปั่นหุ้น?
05 กค.48 .... กลต., ระวังจะตกเป็นเหยื่อนักการเมือง
08 กค.48 ..... ข้อเสียของการทำนายด้วยข่าวสารบ้านเมือง
18 กค.48 .... ผลงานของ กลต.
21 กค.48 .... ปัญหาการแย่งตัวมาร์เก็ตติ้ง
01 สค.48 .... ข้อได้เปรียบของการลงทุนผ่านกองทุนรวม?
03 สค.48 .... ปัญหาการรวมชาติ
05 สค.48 .... ปัญหาการรวมชาติ2
09 สค.48 .... หลงป่า
18 สค.48 ..... ธุรกิจการผลักภาระความเสี่ยง
19 สค.48 .... ปีนี้หุ้นขึ้น แต่ทำไมจึงขาดทุน
20 สค.48 .... ตลาดสั่งให้ปลดประชัย
24 สค.48 .... ผลเสียของการดูทีวี
27 สค.48 .... อนาคตของตลาดหลักทรัพย์ไทย
30 สค.48 ..... ปัญหาของทีวี(อีกครั้งหนึ่ง)
31 สค.48 .... High Risk/High Return จริงหรือ?
03 กย.48 ..... เล่นหุ้นอย่างไรจึงจะลดความเสี่ยงให้เกือบเป็นศูนย์
05 กย.48 .... ลดความเสี่ยงให้ใกล้0.0(ตอนที่2)
07 กย.48 .... ตัวอย่างฝีมือผู้จัดการกองทุน
09 กย.48 ..... นายกสั่งกลต.ฟันนักไซฟ่อน
11 กย.48 .... ทำไมคำแนะนำของผมมักจะไม่ได้ผล?
16 กย.48 .... ธุรกิจสื่อควรออกไปจากตลาดหุ้น
24 กย.48 .... ระวังกฟผ.จะเป็นอย่างเดียวกับมติชน
30 กย.48 .... กองทุนพันธบัตรประกันเงินต้น
04 ตค.48 .... บิ๊กล๊อตปิคนิคไม่มีปัญหา
13 ตค.48 ..... มุมมองจากประธานบริษัทหลักทรัพย์
14 ตค.48 .... นักลงทุนไทยชอบหาเรื่องเสียเงิน
18 ตค.48 .... อย่าดูแค่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
21 ตค.48 .... ลงได้ก็ขึ้นได้
22 ตค.48 .... จวนหมดรอบของหุ้นพลังงานแล้วนะครับ
23 ตค.48 .... วิกฤติภาษาไทย
28 ตค.48 .... คุณภาพของสื่อ(อีกแล้ว)
29 ตค.48 .... รถไฟฟ้าไม่ใช่ถนน
31 ตค.48 .... ให้ขึ้นทะเบียนเป็นเอไอ แล้วช่วยอะไรได้?
2 พย.48 .... หุ้นวัฎจักรหรือวัฐเจ้ง?
07 พย.2548 ..... หุ้นกฟผ.จะชี้ว่าผู้บริหารไทยนั้นไร้สติ
13 พย.48 .... ได้อะไรจากคนสนิทวอร์เร็นบัฟเฟตต์บ้าง?
16 พย.48 .... โพรงสำหรับกระรอก
21 พย.48 .... กฟผ.-ไปใหนมา-สามวาสองศอก
23 พย.48 .... เมื่อคนโง่พูดถึงตลาดหุ้น
04 ธค.48 .... หุ้นตกอย่าโทษการเมือง
07 ธค.48 .... ใจที่บอดทำให้หูบอดไปด้วย
18 ธค.48 .... นี่หรือนักทำนายหุ้นระดับเซียน?
20 ธค.48 .... อีกตัวอย่างหนึ่งของความห่วย
21 ธค.48 .... ข่าวดี-ตลาดหลักทรัพย์โชว์ผลงานปี2548
27 ธค.48 .... ชีวิตต้องลงทุน
30 ธค.48 .... พรใดที่ผมต้องการ?
01 มค.49 .... สรุปผลปี 2548
03 มค.49 .... หุ้นปีหมานั้นเล่นยากจริงหรือ?
05 มค.49 .... ความเสือกของนักวิเคราะห์
06 มค.49 .... เห็นความเลวของนักวิเคราะห์แล้วใช่ใหม?
11 มค.49 .... กองทุนเพื่อความฉิบหาย
12 มค.49 .... เบียร์ช้างสำคัญอะไรนักหนา
18 มค.49 .... ศอกกลับคราวนี้เจ็บไปหลายคน
26 มค.49 .... นี่หรือที่เรียกว่านักสถิติ?
06 กพ.49 .... ทำไมคนไทยไม่สนใจลงทุนในหุ้น?
08 กพ.49 .... ระบบสังคมเพื่อให้เป็นคนง่อย
11 กพ.49 .... นายกก็ยังไม่รู้เรื่องภาษีซื้อขายหุ้น
17 กพ.49 .... วิกฤตพลังงานใน 3 ปีข้างหน้า
18 กพ.49 .... กลต.ผู้ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
21 กพ.49 ..... จะเล่นหุ้นต้องรู้จริงและเก่งจริง
24 กพ.49 ..... เลอะเทอะกันดีจังเลย
25 กพ.49 ..... จับโกหกประธานชมรมต่างๆ
04 มีค.49 ..... กฎหมายแท้-กฎหมายเทียม
06 มีค.49 ..... เสียงของกลต.นั้นไร้น้ำหนัก
14 มีค.49 ..... ตลาดฟิวเจอร์นั้นดีจริงหรือ?
17 มีค. 49 .... ทักษิณลาออกแล้วหุ้นจะขึ้น?
29 มีค.49 .... ใครบอกว่าซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษื?
04 เมษ.49 .... เลือกตั้งครั้งนี้ใครได้ใครเสีย?
05 เมษ.49 .... ทำไมจึงเป็นกรรมของประชาชนทุกที
29 เมษ.49 .... เบื่อแนวคิดของศาลและทนายความ
01 พค.49 .... คุณสมบัติของว่าที่นายก?
13 มิย.49 .... เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับตลาดหลักทรัพย์ไทย
18 มิย.49 .... การเลือกตัวหุ้น
20 มิย.49 .... อภิสิทธิ์ไม่รู้เรื่องหุ้น
26 มิย.49 ..... เมทาเส็กเจ้งแสนล้าน
13 กค.49 .... ปัญหาตัวกูของกูหรือตัวมึงของมึง?
26 กค.49 .... อ่านตำราผมแล้วอย่าด่วนสรุป
27 กค.49 .... วิจัยคือหัวใจของการพัฒนา
05 สค.49 .... คนไทยสมัยนี้ดีแต่พูดหลักการ
09 สค.49 .... สร้างเงินล้านด้วยมือคุณ
12 สค.49 .... มีใครรู้จักวอเรนบัฟเฟตต์บ้าง?
25 สค.49 .... เมื่อตลาดหุ้นคลั่งดารา
31 สค.49 .... การทำนายทิศทางหุ้นระยะยาว
09 กย.49 .... อนาคตของหุ้นปตท.
|
| (บทความเก่าข้างบนนี้ติดต่อขอรับได้ทางอีเมล์
punyap@ksc.th.com ครับ) |
17 กย.49 .... เรื่องชนิดใดที่ทำให้หุ้นตกแล้วไม่ฟื้น
เวลาที่คนไทยตกใจแล้วขายหุ้นทีไร ผมก็มักจะบอกว่าอย่าตกใจ เพราะส่วนใหญ่แล้วหุ้นมันจะตกเพียงชั่วคราว
แล้วมันก็จะกลับเข้าสู่แนวเดิม แต่มาถึงวันนี้ผมอยากจะเตือนว่า เหตุการณ์ส่วนน้อยกำลังจะเกิดขึ้น
นี่จะเป็นตัวอย่างให้ท่านคิด และตอนนี้มีถึง 2 ตัวอย่าง ดังนี้
1. การสอบสวนเรื่องคนไทยทำตัวเป็นนอมินีให้แก่ทุนต่างชาติ
นี่เป็นสิ่งที่ต่างชาติกลัวกันมาก ถ้าเมืองไทยขุดขุ้ยเรื่องนี้ แล้วออกกฎหมายเอาผิดอย่างรุนแรง
หรือไปปิดบริษัท หรือไปยึดเงินของต่างชาติเข้า เรื่องจะบานปลาย หุ้นจะตกอย่างแรง
แล้วก็จะไม่ฟื้นตัว สาเหตุที่หุ้นจะราคาตกก็คือ ต่างชาติจะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างถาวร
เงินของกองทุนต่างชาตินั้นมันมากกว่า 35 เปอร์เซนต์ของตลาด หรือคือเป็นเงินประมาณ
5.5*0.35=1.925 ล้านล้านบาท ถ้าเขาขายวันละ 3,000 ล้านบาท เขาต้องใช้เวลา
=1,925,000/3,000=641 วันทำการ หรือคือประมาณ 3 ปี จึงจะหมด หุ้นจะแกว่งลงไปตลอดทาง
2. การฟ้องให้ปตท.ออกจากตลาด ถ้าศาลตัดสินให้ออกจากตลาดจริง
มันจะกระทบทั้งนักลงทุนไทยและเทศ สำหรับคนไทยที่อาจได้เงินคืนแค่หุ้นละ
34 บาทนั้นไม่เป็นไร เพราะคนไทยทนได้ และไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ใหน(ปิดไฟแนนซ์ไปครั้งที่แล้วคนไทยเสียหายคนละหลายๆแสนยังทนได้)
แต่ต่างชาตินั้นเขามีอำนาจเงินและอำนาจปากสูงกว่า เมืองไทยต้องโดนบอยคอตจากต่างชาติแน่ๆ
และพวกเขาส่วนหนึ่งก็คงถอนตัวจากตลาดหุ้นไทย หุ้นมันจะแกว่งลงเป็นเวลาหลายปีเช่นกัน
ครับ, เราลองมาทำความเข้าใจในเรื่องการเป็นนอมินีกันสักหน่อยดีใหม?
นี่เป็นหนทางที่จะปั่นตลาด รีดกำไรเข้ากระเป๋า
และเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ผิดกฎหมาย เขาปั่นตลาดได้โดยทำให้ดูเหมือนว่าบริษัทมีคนไทยหลายตระกูลเป็นผู้ถือหุ้น
แต่จริงๆแล้วหุ้นเป็นของกองทุนต่างชาติเกือบทั้งหมด หุ้นที่ออกมาหมุนเวียนในตลาดจึงมีน้อย
พวกเขาสามารถกักตุน แล้วบีบให้ราคาสูงขึ้น แล้วก็ไปเพิ่มทุนได้ เวลาเพิ่มทุนก็โหวตให้สิทธิ์แก่พวกตัวแยะๆ(ในชื่อว่า
ผู้มีอุปการะคุณ) เขาจะทำอย่างนี้ทุกๆ 3-4 ปี แต่ละครั้งก็ลดค่าพาร์ลงไปด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้ดูเหมือนว่าหุ้นเขามีราคาต่ำ และมีจำนวนที่หมุนเวียนในตลาดมากขึ้น
แต่แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และหุ้นมีหมุนเวียนน้อยลง
จากการที่พวกเขาถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากขึ้น เขาก็รีดเอากำไรไปได้มากขึ้นโดยการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น
ชาวบ้านที่ถือหุ้นส่วนน้อยก็ยังดีใจ เพราะได้ปันผลดีกว่าหุ้นตัวอื่น
ครับ, ด้วยการจ้างคนไทยให้ถือหุ้นแทน พวกเขาก็ได้เป็นเจ้าของกิจการในระดับ
96-97 เปอร์เซนต์อย่างสบายๆ แถมยังเป็นกิจการที่ได้สัมปทาน หรือได้สิทธิ์พิเศษอื่นๆจากรัฐบาลด้วย
อันที่จริงแล้ว เรื่องของการจ้างคนในชาติมาถือหุ้นแทนกองทุนต่างชาตินั้น
เป็นสิ่งที่เขาทำกันมานานแล้ว และกิจการใหญ่ๆ(ประเภทได้สัมปทาน)นั้นเป็นของกองทุนต่างชาติเกือบทั้งหมด
เรื่องอย่างนี้นักลงทุนควรรู้ไว้ ถ้าเราจะไม่ให้เขามาจ้างเป็นนอมินี
เขาก็ไม่ให้เรากู้ยืม โครงการมันก็ไม่มีทางเกิดได้
ยอมรับความจริง แล้วหากินเล็กๆน้อยๆไปจะดีกว่า
............
30 กย.49 ..... ตอนนี้หุ้นไทยจะไปทางใหนกันแน่
ปฏิวัติรัฐประหารผ่านไปสองสัปดาห์แล้ว แต่คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังกลัวกันอยู่
นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในการทำนายทิศทางระยะสั้นต่างก็ส่ายหัว เพราะมันเดาได้ยาก
พวกเขาคุ้นเคยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งบอกผลได้ง่าย เช่น วันนี้ดัชนีต่างประเทศรอบตัวเราเขาขึ้นกันหมด
เราก็ต้องขึ้นกับเขาบ้าง หรือ วันนี้ราคาน้ำมันดิบขึ้นไป 2 ดอลล่าร์ต่อบาเรล
กลุ่มพลังงานก็คงจะขึ้นไปได้พอสมควร หรือ วันนี้เอมเอสซีไอประกาศลดเครดิตธนาคารไทย
กลุ่มแบงก์ก็ต้องถดถอย...ฯลฯ
ครับ, การปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้นกระทบต่อตลาดหุ้นแรง(ลงไป 29 จุดในวันแรก
แล้วก็แกว่งไปมา จนในที่สุดก็ติดลบไป 21-23 จุดโดยรวม) และเป็นเวลาที่ยาวนานกว่า(สองสัปดาห์แล้วยังไม่กลับเข้าที่)เพราะมันกระทบหลายด้าน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่สามารถคิดได้ครบถ้วน และเดาผลกระทบ(ว่าเป็นบวกหรือลบ)ได้ยาก
พวกเขาจึงเสียงแตก บ้างก็ว่าจะลงไปที่ 660 จุด แต่บางคนก็ยังยืนยันว่าจะไป
710-720 จุด ตอนนี้ก็ไปลือกันว่าจะมีปฏิวัติซ้อน กลุ่มหลังนี่บอกว่าจะลงไปถึง
200 จุดเพื่อไปตั้งต้นกันใหม่
แต่...ตัวผมนั้นเชื่อในทฤษฎีที่ว่า มนุษย์เรานั้นมีนาฬิกาอยู่ในตัว
มันเคาะบอกจังหวะให้คนกล้าแล้วก็กลัวเป็นรอบๆ มันจะซิงโครไนส์เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆที่มากระทบใจและกระเป๋าของเขา
ดังนั้นการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร หรือการปฏิวัติซ้อน จะกระทบเพียงชั่วคราว
ไม่ช้าไม่นานมันก็จะคืนเข้าที่ และมันจะมีผลไม่มากมายนัก ดัชนีจะแกว่งแค่
5-10 เปอร์เซนต์เป็นอย่างมาก และมันมีรูปร่างเป็น Poisson Distribution
หรือคือระฆังเบี้ยว(ตอนต้นจะขึ้นเร็ว ถึงจุดสูงสุดแล้วจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆช่วงเวลาที่เท่ากับตอนขาขึ้น)
ในเรื่องของการปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ ผลกระทบมันแรงใน 5 วันแรกเท่านั้น
ดังนั้นในทุกๆ 5 วัน มันจะกลับเข้าใกล้แนวเดิมครึ่งทาง ผลกระทบก็เหลือแค่
12.5 เปอร์เซนต์ใน 20 วัน หรือคือกลางเดือนหน้าก็จะหมดผลกระทบ
ครับ, ความหมายก็คือ ดัชนีจะกลับไปที่ 710 ในกลางเดือนตุลาคม
แต่ถ้าเกิดปฏิวัติซ้อนล่ะ?
ผมก็เชื่อว่าจะมีผลน้อย ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นจะลดแรงตกใจเมื่อเจอกับปัญหาเดียวกันอีก
เรามักจะตกใจในครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็ชินชาไป
สรุปก็คือ ไม่ว่าใครจะทำนาย หรือคิดว่าจะมีเรื่องร้ายๆยังไง
มันก็ไม่เสียหายไปมากกว่านี้แล้ว
เดือนตุลาคมจึงเป็นเดือนของการขึ้น และมันน่าจะไปถึง 710 จุดได้
...............
02 ตค.49 .... ซุนวู-ขงเบ้ง-พระพุทธเจ้า-ตลาดหุ้น
หมู่นี้มีคนเอาคำของซุนวูมาพูดอยู่บ่อยๆ หรือคือ...รู้เขารู้เรารบสิบครั้งชนะทั้งสิบครั้ง
ผมฟังดูแล้วก็อยากจะสวนกลับไป คือ เก่งจริงก็ลองมาเล่นหุ้นดูซิ
เล่นสิบครั้งมันจะกำไรทั้งสิบครั้งหรือเปล่า?
นี่ไม่ใช่เพราะไม่นิยมปราชญ์จีนนะครับ ผมนั้นนิยมปราชญ์จากทุกชาติทุกภาษา
แต่รำคาญคนที่เอามาพูด คือรู้ไม่จริงแล้วชอบเอามาพูด
ครับ, จริงๆแล้ว ซุนวู ขงเบ้ง และพระพุทธเจ้านั้นมีหลักการที่ตรงกัน
คือจะทำอะไรต้องมีข้อมูลและมีความเข้าใจในสภาวะที่เป็นอยู่อย่างถ่องแท้เสียก่อน
แล้วใช้ข้อมูลและความรู้นั้นช่วยในการตัดสินใจ ถ้าทำได้อย่างนั้นแล้วโอกาสที่จะสำเร็จจะมีสูง
แต่ซุนวูนั้นเน้นที่เรื่องคน เอาแค่รู้ความสามารถของตน และรู้ความสามารถของสัตรู
ก็จะรบชนะ ส่วนขงเบ้งนั้นเน้นเรื่องดินฟ้าอากาศ หรือสภาพแวดล้อมของยุทธภูมิ
แล้วก็เอาดินฟ้าอากาศเป็นตัวช่วย การรบจึงมีโอกาสชนะสูง สำหรับพระพุทธเจ้านั้นสอนให้หาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา
เมื่อเข้าใจแล้วจะเอาชนะความทุกข์ได้
แต่...ในเรื่องของโอกาสที่จะสำเร็จนั้น ซุนวูดูจะฟันธงมากเกินไปหน่อย
ส่วนขงเบ้งนั้นก็กลัวพลาดเอามากๆ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่บอกว่าโอกาสสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับบุญและกรรมของผู้เข้าทำสงคราม
หรือคือยอมรับในความแปรปรวนของเหตุการณ์ และให้ผู้เข้าสงครามคิดอ่านเอาเองและพึ่งตนเองให้มากๆ
ซึ่งน่าจะใช้กับการเล่นหุ้นได้ดีที่สุด
ครับ, จะเล่นหุ้นนั้นต้องทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของตลาดหุ้นให้ดีและครบถ้วน
เช่น ราคาหุ้นมันขึ้นลงอย่างไร? ดัชนีมีผลอย่างไรต่อนักลงทุน? ดัชนีมันคืออะไรกันแน่?
นักลงทุนมีกี่ชนิด? พวกเขาคิดกันอย่างไร? พวกเขามีกันกลุ่มละเท่าใด?
พวกเขามีเงินลงทุนกันประมาณคนละเท่าใด? ขนาดของสเตปราคามีผลต่อการเล่นหุ้นอย่างไร?
โบรกเกอร์ มาร์เก็ตติ้ง นักวิเคราะห์ เป็นใคร และมีความคิดอย่างไรกับตลาด?
กับลูกค้า? กับ กลต.? บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนมีอะไรบ้าง? พวกเขาเข้ามาเพื่ออะไร?.....ฯลฯ
ครับ, การที่จะทำความเข้าใจในองค์ประกอบของตลาดหุ้นนั้นมันต้องใช้เวลา
และความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นก็หายาก หลายๆคนไม่เคยคิดที่จะหาความรู้เหล่านี้
พวกเขาจึงเดินเข้ามาในตลาดเหมือนคนตาบอด แล้วก็ต้องเสียค่าโง่อย่างไม่รู้จบ
ครับ, ท่านนักลงทุน ท่านควรไปอ่านเรื่องของซุนวู เรื่องของขงเบ้ง และเรื่องของพระพุทธเจ้าเสียก่อน
แล้วจึงค่อยคิดจะเล่นหุ้น และก่อนจะไปสั่งซื้อสั่งขาย ก็ต้องศึกษาเรื่องตลาดหุ้นเสียให้แจ่มแจ้ง
ผมขอ hint ให้หน่อยหนึ่ง เช่น ตลาดหุ้นไทยมีสเตปของราคาที่สูงกว่าต่างประเทศ
และค่าธรรมเนียมก็สูงกว่าต่างประเทศมากๆ เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ตลาดหุ้นไทยต่างจากต่างประเทศอย่างไม่น่าเชื่อ
ตำราฝรั่งจึงใช้กับหุ้นไทยไม่ได้
ขอให้โชคดีนะครับ
...............
03 ตค.49 ..... ใหนว่าไล่แม้วได้แล้วหุ้นจะขึ้น?
เมื่อวันที่ 17 มีค.49 ผมได้เขียนบทความเอาไว้ว่า
เมื่อทักษิณลาออกไปแล้วหุ้นจะตก ไม่ใช่ขึ้น และผมได้บอกไว้ด้วยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ตอนนี้ก็มาถึงจุดที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันแค่ว่า ถูกปฏิวัติให้ออก ไม่ใช่ลาออกเอง
ซึ่งให้ผลอย่างเดียวกัน คือ หุ้นตกไปแล้ว และเมื่อวิเคราะห์ให้ลึกๆก็จะพบว่า
หุ้นตกเพราะการขายหุ้นของกลุ่มเครือญาติของทักษิณ กับการแย่งกันเข้ามาเป็นกรรมการต่างๆ
สิ่งที่ยังไม่เป็นจริง เช่น ประชาธิปัตย์จะได้เป็นฝ่ายรัฐบาล คุณจำลองจะได้เป็นที่ปรึกษา
ดัชนีจะลงไปจนถึง 280...นั้นก็คงต้องรอดูกันต่อไป
ครับ, การทำนายเหตุการณ์ในอนาคตนั้นมันจะให้ถูกเผง เต็มร้อยเปอร์เซนต์นั้นมันยาก
แค่ให้มันใกล้เคียงกันบ้างก็มีประโยชน์ พอจะเอามาวางแนวทางการเล่นหุ้นได้แล้ว
สำหรับผมนั้น ผมมองภาพว่า หลังจากที่ข่าวเรื่องปฏิวัติหมดแรงไป หุ้นก็จะกลับเข้าแนวระยะสั้น
หรือคือ ต้นปีหน้าก็จะถึงจุดสูงสุดของปี แต่ไปไม่ถึง 800 เสียแล้ว
ได้แค่ 740 ก็ดีใจแล้ว หลังจากนั้นมันก็คงจะลงไปต่ำสุดที่กลางปี 2550
มันน่าจะลงไปถึงระดับ 600 แล้วเราก็จะมีการเลือกตั้ง ถึงตรงนั้นประชาธิปัตย์ก็จะผงาด
แล้วเศรษฐกิจก็จะเริ่มเป็นขาลง นั่นหมายความว่า ดัชนีสูงสุดในปี 2551
ก็จะอยู่แถวๆ 700 และปีต่อๆมาก็จะลงไปที่ 600, 450, 300 ตามลำดับ และจะได้เห็นจุดต่ำสุดของปีในระดับ
200-280 ในปี 2555
จากภาพอย่างนี้ การลงทุนก็คงต้องเปลี่ยนแนว คือไม่เล่นแบบซื้อมาแล้วขายไป
แต่เล่นดัชนี และเน้นตอนขาลง
เมื่อพูดถึงการเล่นดัชนี ผมก็ต้องถามตัวเองว่าพร้อมแล้วหรือยัง?
ครับ, ผมได้ศึกษาและทดลองทำ simulation แล้ว มันมีสิ่งที่ต้องระวังอยู่หลายจุด
ซึ่งน่าจะเอามาคุยกัน
แล้วตัวท่านล่ะ ท่านได้ศึกษาดูแล้วหรือยัง? หรือว่าลองเล่นจริงไปแล้ว?
หรือว่าสรุปไปแล้วว่าไม่ควรเล่น?
ยังไงๆก็ต้องเรียนรู้เสียก่อนนะครับ เพราะรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม
..............
14 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่1)
เมื่อสองสามเดือนก่อน มีคนเขียนเข้ามาเสนอแนะให้เล่นฟิวเจอร์ แล้วผมก็ตอบไปว่า
เราจะต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน เพราะมันเป็นคนละเรื่องกับการเล่นหุ้นสามัญ
เรื่องนี้ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมลงมือศึกษาไปบ้างแล้ว และน่าจะถึงเวลาที่จะมาคุยกัน
ครับ, หลายๆท่านคงจะบอกว่า สองสามเดือนนั้นมันดูจะนานเกินไป พวกเขาจึงลงมือด้วยการเข้าคอร์สอบรมของโบรกเกอร์
แล้วก็ลงมือเล่นไปแล้ว ผลก็คือ ไปลงเล่นก่อนเกิดปฏิวัติเพียงสองสามวัน
แล้วสิบวันถัดมาก็ต้องรีบปิดโพซิชั่น แล้วออกมาเลียแผล มีอยู่ท่านหนึ่งที่แวะไปคุยกับผมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เธอบอกว่า กลัวแล้ว และจะไม่เอาอีกแล้ว
ปัญหามันเป็นอย่างไรหรือครับ?
ปัญหาคือ โบรกเกอร์สอนแค่ว่าฟิวเจอร์คืออะไร การเปิดบัญชีซื้อขายทำอย่างไร
เขาให้วางเงินแค่ใหน เมื่อเงินลดต่ำกว่าระดับต้องทำอย่างไร จะปิดโพซิชั่นทำอย่างไร
ถ้าปล่อยให้ครบอายุสัญญาเขาจะทำอะไรให้ เมื่อมีกำไรจะเอากำไรออกมาได้อย่างไร
ครับ, ความรู้แค่นั้นมันไม่พอต่อการเล่นฟิวเจอร์
เพราะ....มันยังขาดความเข้าใจในตัวตลาดฟิวเจอร์อย่างแท้จริง
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ซื้อฟิวเจอร์มาสองสัญญา ลงเงินไป 100,000 บาท
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ราคาฟิวเจอร์หายไป 3 จุด เงินจึงถูกหักไป 6,000
บาท รวมทั้งค่าคอมมิชชั่นอีกเล็กน้อย ก็เลยเหลือในบัญชีแค่ 92,000
กว่าๆ พอเขาปฏิวัติกัน สามวันถัดมา มันก็ลดอีก 14 จุด เงินก็เหลือแค่
60,000 กว่าบาท โบรกเกอร์ก็โทรมาให้เอาเงินเข้า 40,000 บาท เงินแค่นี้สำหรับเศรษฐีเงินร้อยล้านมันไม่น่าจะเป็นปัญหา
แต่ที่ต้องเอาไปให้เขาก่อน 15.30 น.ของวันรุ่งขึ้นนั้นมันยุ่ง เศรษฐีนั้นใช้เครดิตการ์ดกับบัญชีกระแสรายวัน
จะไปรูดการ์ดโอนเงินก็ไม่เคยทำ และจำเบอร์บัญชีโบรกเกอร์ไม่ได้ ตกลงต้องเขียนเช็คจ่ายเขา
ซึ่งต้องวิ่งไปส่งเขาตอนเช้า ทั้งนี้เพื่อให้เขาเอาเข้าบัญชีให้ทันเคลียริ่ง
แล้วยังต้องวิ่งไปแบงก์เพื่อโอนเงินจากบัญชีเซฟวิ่งมาเข้ากระแสรายวันไว้ให้พอตัดบัญชี
เหนื่อยไปหนึ่งวันเต็มๆ แต่วันนั้นฟิวเจอร์ลงอีก เงินในบัญชีเหลือ
90,000 กว่าๆ มองดูแล้วแค่สิบกว่าวันขาดทุนไป 50,000 บาท หรือเป็นเปอร์เซนต์ประมาณ
50,000/140,000= 35 เปอร์เซนต์
ครับ, เพื่อนผมคนนั้นช็อกแทบตาย เพราะตั้งแต่เล่นหุ้นมา
15 ปี ไม่เคยขาดทุนเร็วขนาดนั้น วันรุ่งขึ้นก็เลยขายเพื่อปิดโพซิชั่น
ซึ่งต้องขาดทุนอีกเกือบ 5,000 บาท
ครับ, วันนี้ขอพูดถึงวงเงินที่เราเข้าไปเสี่ยงกันเสียก่อน
การเข้าไปทำสัญญาซื้อล่วงหน้า 2 สัญญานั้นมันเป็นการลงทุนประมาณ 1
ล้านบาท ท่านเคยซื้อหุ้นตัวเดียวเป็นจำนวนเงิน
1 ล้านบาทบ้างใหม? นี่เป็นสิ่งที่เราควรจำเอาไว้ ครูที่สอนอาจพูดไว้แล้ว
แต่ท่านอาจไม่ตระหนัก ผลกระทบของการขึ้นลงของราคาฟิวเจอร์จึงสูง ปรกตินั้นตัวดัชนีจะขึ้นลงวันละ
0-2 เปอร์เซนต์ ยิ่งตอนที่เกิดเหตุการณ์ผิดปรกติมันจะขึ้นลงสูงกว่านั้น
แต่เงินที่ท่านเอาไปวางเป็นหลักประกันนั้นมันแค่ 10 เปอร์เซนต์ของวงเงินของสัญญา
แถมเขายังกำหนดว่าเมื่อใหร่เงินลดต่ำกว่า 7 เปอร์เซนต์เขาจะโทรมาให้เราเอาเงินไปเข้าบัญชีให้ถึงระดับ
10 เปอร์เซนต์ดังเดิม ดูจากตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าราคาลดวันละ
1 เปอร์เซนต์ 3 วันมันก็ถึงระดับที่ต้องเติมเงิน ในขณะที่ท่านเติมเงินนั้น
ราคาฟิวเจอร์รุ่นนั้นอาจลดลงอีก ถ้าเผลอไปแค่นิดเดียว
คือลืมเอาเงินเข้า และลืมดูราคาไปอีก 2-3 วัน เงินในบัญชีก็อาจเหลือต่ำกว่า
3.5 เปอร์เซนต์ ซึ่งโบรกเกอร์จะบังคับขาย(โดยไม่ต้องแจ้งเราด้วย)
และถ้าเขาขายโดยไม่ดูราคา มันก็อาจหดไปอีก 2-3 เปอร์เซนต์ หรือคือ
คืนเงินให้คุณแค่ 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น นั่นก็หมายความว่า
ลงไป 100,000 บาท จะเหลือแค่ 5,000 บาท
ครับ, ความจริงข้อแรกคือ การเข้าไปทำสัญญา
2 สัญญานั้นท่านต้องมีเงินสดอยู่กับตัว ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท
และควรเอาไปวางไว้ที่โบรกเกอร์ไม่ต่ำกว่า 100,000+200,000=300,000
บาท ทั้งนี้เพราะ ใน 1 ไตรมาสนั้นราคาฟิวเจอร์อาจแกว่งลงได้ถึง
20 เปอร์เซนต์ เจ้าเงิน 200,000 บาทนั้นคือตัวเอาไว้จ่ายยามที่ดัชนีมันลงหนักๆ
เจ้าตัวเลข 200,000 บาทนี้เป็นแค่ประมาณการแบบเดาสุ่ม ผมเคยบอกท่านไว้ว่าผมต้องทำ
simulation เสียก่อน นี่คือความหมาย คือ ต้องเก็บสถิติว่าฟิวเจอร์แต่ละตัวนั้นมันแกว่งตัวได้มากน้อยสักแค่ใหน
แล้วเราจึงจะมาหาจุด optimun ว่าควรเอาเงินไปวางไว้สักเท่าใดกันแน่
การคำนวนกำไรขาดทุนนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวเลขอันนี้ เพราะเงินลงทุนจริงๆมันคือตัวนี้
ครับ, พระพุทธเจ้าบอกว่า จะทำอะไรให้หาความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นเสียก่อน
อย่าเชื่อเพราะคนบอกเล่าเป็นคนดีหรือคนเก่ง ท่านต้องใช้เหตุผลเข้าพิจารณา
แล้วท่านจะตัดสินใจได้ถูกต้อง ท่านต้องศึกษาและคิดตามด้วยความเป็นกลาง
แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ
..............
15 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่2)
คำเตือนที่พวกเราได้ยินได้ฟังมาบ่อยที่สุด คือ ฟิวเจอร์ไม่เหมือนกับหุ้น
แล้วก็อธิบายว่า เป็นเพราะฟิวเจอร์นั้นไม่ใช่บริษัทหรือวัสดุหรือทรัพย์สินที่จับต้องได้
มันเป็นแค่ดัชนีชนิดหนึ่ง บางคนก็พูดต่ออีกว่า เมื่อฟิวเจอร์ครบอายุมันจะไม่มีค่าอะไรเหลืออยู่เลย
มันคล้ายกับวอแรนท์มากกว่า ....ฯลฯ
ครับ, ได้ฟังคำเตือนและคำอธิบายแล้วท่านเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง?
ไม่มีเลย มันเป็นแค่ข้อสังเกตุ มันฟังดูแล้วเหมือนจะบอกว่า
อย่าเข้าไปแตะต้องมันนะ หรือจะมองในแง่ดีก็คือ เตือนให้ไปศึกษาให้ดีเสียก่อน
อย่าใช้ความรู้ในเรื่องหุ้นมาประยุกต์กับฟิวเจอร์...ฯลฯ
ครับ, จริงๆแล้ว ฟิวเจอร์กับหุ้นนั้นไม่แตกต่างกัน
เรายังสามารถใช้ความรู้ในเรื่องหุ้นเข้ามาประยุกต์ได้ เรื่องนี้ผมมีเหตุผลอย่างไรก็ลองมาฟังกันดู
ในตอนนี้เรามีฟิวเจอร์อยู่แค่อย่างเดียว คือ SET50 Index Futures ซึ่งแยกได้เป็น
4 รุ่น คือเป็นรุ่นที่จบสัญญาในเดือน มีค.,มิย.,กย.,และ ธค.ตามลำดับ
(คำว่าตามลำดับนี้ไม่ได้หมายความว่าจะจบตามลำดับเวลา เพราะถ้าเราอยู่ในไตรมาสที่
2,3,4 เจ้าตัวที่อยู่ข้างหน้าจะเป็นของปีถัดไป เช่น อยู่ในไตรมาส 3
ของปี 2006 เราจะมีฟิวเจอร์ที่จบในเดือน กย.2006,ธค.2006,มีค.2007,มิย.2007
ให้เลือกซื้อหรือขายกัน) มันจึงอธิบายได้ง่ายหน่อย คือสามารถใช้คำว่า
ฟิวเจอร์ ได้โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นดัชนีตัวใหน มันจะหมายถึง SET50
Index Futures ทุกครั้ง (อนึ่ง ควรสังเกตุว่า ผมใช้คำว่า
ฟิวเจอร์ ไม่ใช่ ฟิวเจอร์ส อย่างที่คนอื่นเขาใช้กัน
เหตุผลก็คือ ภาษาไทยนั้นไม่มีการเปลี่ยนรูปคำไปตามพจน์ ไม่ว่ามันจะเป็นเอกพจน์
หรือ พหูพจน์ เราก็ควรเรียกว่า ฟิวเจอร์ ทั้งนั้น ม้า
ก็คือ ม้า ไม่ว่ามันจะเป็นกี่ตัว)
โอเค, ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง เรามีฟิวเจอร์ให้เลือกเล่นได้ 4 รุ่น เจ้าสินค้า
4 ตัวนี้เขาบอกว่าให้อิงกับดัชนี SET50 นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณคิดว่าดัชนี
SET50 จะมีค่าสูงขึ้น เจ้าราคาของฟิวเจอร์ทั้งสี่ก็น่าจะสูงขึ้น และถ้าคุณคิดว่าดัชนี
SET50 จะมีค่าลดลง เจ้าราคาของฟิวเจอร์ทั้งสี่ก็น่าจะมีราคาลดลง แต่เนื่องจากฟิวเจอร์ทั้งสี่มันหมดอายุไม่ตรงกัน
ค่าของมันก็น่าจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่เหลืออยู่ด้วย ดังนั้นการขึ้นลงของราคาฟิวเจอร์ทั้งสี่ตัวจึงอาจแตกต่างกันได้
ในบางครั้งอาจสวนทางกันเองก็ได้
แต่...ในแต่ละวันนั้นเขาให้คิดกำไรขาดทุนจากราคาปิดของฟิวเจอร์แต่ละรุ่น
เขาไม่ได้เอาดัวดัชนี SET50 มาใช้ มันจะมียกเว้นแค่วันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น
ในวันสิ้นสุดสัญญาเขาให้เอา SET50 เป็นรายนาที ในช่วงเวลา 16.00-16.30
มาตัดตัวสูงสุดกับต่ำสุดออกไปอย่างละ 3 ตัว แล้วเอาที่เหลือมาเฉลี่ย
และตัดทศนิยมเหลือ 2 ตัว แล้วนำมาใช้คำนวนกำไรขาดทุนกัน นอกจากนี้แล้ว
ในวันสิ้นสุดสัญญานั้นเขาก็ไม่ให้เราซื้อขายฟิวเจอร์ตัวนั้น
ครับ, สรุปก็คือ ราคาที่เราใช้คำนวนกำไรขาดทุนของฟิวเจอร์นั้นมันมาจากการ
bid และ offer โดยพวกเราตั้งกันเองอยู่ตลอดเวลา มันจึงเป็นเรื่องของการเก็งกำไรของพวกเรากันเองโดยตลอด
มันแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัว SET50 สักเท่าใดเลย SET50 อาจมีผลในช่วง
3-5 วันก่อนหมดอายุสัญญาเท่านั้น
ทีนี้ก็ลองมาดูการซื้อขายหุ้นกันบ้าง เวลาเราซื้อขายหุ้นนั้น คนจำนวนหนึ่งบอกว่า
เรากำลังซื้อขายส่วนหนึ่งของบริษัท ซึ่งเป็นของจริง เราต้องดูว่าราคาที่เหมาะสม(fair
value)ของบริษัทเป็นเท่าใด แล้วตั้งราคาซื้อขายให้มันมีกำไร โดยเชื่อว่าราคาในอนาคตต้องวิ่งเข้าหาราคาที่เหมาะสมนั้น
แต่... ท่านเชื่อว่าตลาดมันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ? สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ
เรามีนักเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งเข้ามาตั้งราคาตามที่เขาเก็งเท่านั้น
ราคาพวกนี้ไม่มีอะไรโยงใยกับราคาจริงของกิจการเลย
และมันอาจพาให้ห่างจากราคาจริง หรือราคาเหมาะสมไปได้หลายเท่าตัว คนที่ถือหุ้นใหญ่นั้นก็ไม่สามารถกดดันราคาได้
เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาซื้อขายบ่อยนัก ราคาปิดในแต่ละวันจึงขึ้นอยู่กับนักเก็งกำไรระยะสั้นทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น, ท่านเคยคำนวนหาราคาจริง หรือราคาเหมาะสม(fair value)ของหุ้นบ้างใหม?
คำนวนออกมาแล้วท่านว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า? มันก็เป็นแค่การคาดเดาอย่างมีเหตุผลของแต่ละบุคคลเท่านั้น
คนพันคน มีความคิดและความเชื่อต่างกัน คำนวนออกมาแล้วก็จะได้ราคาเหมาะสมพันตัว
และพวกเขาก็ไม่เคยเอามาหาค่าเฉลี่ยรวมด้วย ดังนั้น เจ้าราคาที่เหมาะสมนั้นก็เชื่อถือไม่ได้
บางคนใช้แล้วมีกำไร บางคนใช้แล้วขาดทุน มันมีความแปรปรวนอยู่ในหุ้นทุกตัว
ลงท้ายก็ต้องอาศัยการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง แล้วอัตรากำไรมันก็เข้าใกล้การทำกำไรโดยเฉลี่ยของบริษัทเหล่านั้น
และถ้ามันเป็นบริษัทใน SET50 มันก็จะใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของดัชนี
SET50 นั่นแหละ
ครับ, ไม่ว่าจะเล่นหุ้นธรรมดา(ในกลุ่ม SET50)
หรือเล่นฟิวเจอร์(ของ SET50) กำไรหรือขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับการซื้อขายของนักเก็งกำไรระยะสั้นทั้งนั้น
และเป็นการตั้งราคาโดยอิงกับตัวดัชนี SET50 โดยรวมด้วยกันทั้งคู่ ผมจึงเห็นว่า
เล่นหุ้นธรรมดากับเล่นฟิวเจอร์นั้นเหมือนกัน
..............
21 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่3)
ครั้งที่แล้วผมบอกว่า ตลาดฟิวเจอร์เหมือนตลาดหุ้นในแง่ที่ว่า ราคาถูกกำหนดโดยนักเก็งกำไรระยะสั้น
เรื่องนี้มีอะไรเป็นข้อพิสูจน์? นักวิเคราะห์จำนวนมากตายเพราะไปตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเอง
แล้วก็วิเคราะห์ไปตามสมมุติฐานเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น มองไปโดยรอบตัวแล้วเห็นว่าโลกมันแบน
ก็เลยตั้งทฤษฎีว่าโลกแบน แล้วก็เดาว่าถ้านั่งเรือสำเภาไปจากยุโรปไปทางตวันตกมันก็จะไปตกที่ปลายขอบทะเล
พวกเขาจึงไม่กล้าไป
ครับ, ผมเสียเวลาไปกับการโหลดข้อมูลจาก TFEX ไปหลายวัน ข้อมูลที่ผมต้องการคือ
แต่ละวันมีคนทำสัญญาฟิวเจอร์เพิ่มขึ้นเท่าใด
เมื่อรวมกับสัญญาที่คงค้างอยู่จากวันก่อนเป็นเท่าใด ได้แล้วให้เอาจำนวนสัญญาที่คงค้างอยู่ในวันนี้ไปลบออก
มันก็จะเป็นจำนวนสัญญาที่ปิดไปในวันนั้น นี่จะเป็นตัวบอกว่าคนเล่นฟิวเจอร์นั้นปิดสถานะไปเร็วแค่ใหน
ครับ, เหนื่อยกับการค้นหาข้อมูลและตีความข้อมูลอยู่หลายวัน ที่เหนื่อยก็เพราะไม่มีที่ใหนบอกเลยว่าเขาเก็บข้อมูลไว้ที่ใหน
และเก็บอย่างไร ผมเปิดเข้าไปที่ TFEX แล้วก็ดูตารางสถิติย้อนหลัง ผมก็เห็นข้อมูลอยู่
11 คอลัมน์ ซึ่งมีหัวข้อว่า ชื่อย่อสัญญา, เดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ,
เปิด, สูง, ต่ำ, ปิด, ราคาที่ใช้ชำระราคา, เปลี่ยนแปลงจากราคาที่ใช้ชำระราคาล่าสุด,
ปริมาณ, มูลค่า,
สถานะคงค้าง เมื่อดูตัวเลขในช่อง ปริมาณ และช่อง สถานะคงค้าง
แล้วก็คิดว่านั่นคือข้อมูลที่ผมต้องการ แต่มันมีอะไรมาสะดุดใจอยู่นิดหน่อย
คือตัวเลขในช่องทั้งสองนี้มีทั้งเลขคู่และเลขคี่ ผมนั้นคาดว่ามันจะมีแต่เลขคู่
ทั้งนี้เพราะ เมื่อมีการแมทช์ราคากันได้แล้ว มันจะเกิดสัญญาทางด้านผู้ซื้อ(long
position)กับโบรกเกอร์ของผู้ซื้อ และสัญญาทางด้านผู้ขาย(short position)กับโบรกเกอร์ของผู้ขาย
ขึ้นมาพร้อมๆกัน รวมกันแล้วต้องเป็นเลขคู่
ครับ, ผมลองเปิดดูย้อนไปหลายๆวัน แล้วก็พบว่า บางวันมีปริมาณซื้อขายเป็น
1 สัญญาด้วย นั่นแสดงว่า TFEX เก็บข้อมูลเป็นทีละแมทชิ่ง ซึ่งมองในแง่ของการทำดาต้าโพรเซสซิ่งแล้วคงยุ่งยากพิลึก
แต่มันก็เป็นไปได้ว่าเขาพูดถึงแต่สัญญาด้านซื้อ(long position) เพราะมันจะมีสัญญาด้านขายคู่กันอยู่
ครับ, ผมขุดหาคำจำกัดความของข้อมูลแต่ละคอลัมน์ไม่ได้เลย และคงต้องปล่อยเอาไว้อย่างคลุมเครืออย่างนี้ไปก่อน
ถ้าผมเข้าใจผิดก็คงจะซวยเหมือนคนที่บอกว่าโลกแบน
โอเค, ได้เห็นข้อมูลปริมาณซื้อขาย และจำนวนสัญญาคงค้างแล้วผมก็เจาะลึกลงไปในฟิวเจอร์ตัวแรกสุด
ซึ่งก็คือ S50M06 (แต่กว่าจะรู้ว่าตัวนี้เป็นตัวแรกสุดก็เหนื่อย
เพราะหาอยู่นานว่าตลาดฟิวเจอร์เปิดวันแรกเป็นวันใหน) ข้อมูลปริมาณการซื้อขาย
และข้อมูลจำนวนสัญญาคงค้างเป็นดังนี้
ปริมาณ=152, 53, 75, 81, 109, 68, 320,
195, 176, 445, 254, 519, 133,122,194,182,352,156,79,97,266,
71, 154, 170, 71, 182, 364, 164, 240, 201, 273, 158, 66, 36, 172,
581, 159, 235, 88, 81, 0
สถานะคงค้าง=98,114,132,166,165,189,342,379,368,372,436,597,551,574,
608,668,765,
733,742,749,834,863,879,911,915,973,896,873,825,779,779,741,724,704,696,598,574,630,575,519,0
จากข้อมูลสองคอลัมน์นี้ ผมก็มาคำนวนหาจำนวนสัญญาที่ปิดไป(closed position)ได้ดังนี้
สัญญาที่ปิดไป=54,37,57,47,110,44,167,140,205,441,188,360,179,99,160,
122,255,188,
70,90,181,42,138,138,67,124,441,187,288,247,273,196,83,56,180,679,183,179,143,137,519
ครับ, จากตัวเลข 3 คอลั่มน์ข้างบนนี้ เราจะเห็นความจริงได้สองสามอย่าง
คือ
1. ในวันแรกที่เปิดตลาด ซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายน 2006 มีการซื้อขาย
152 สัญญา แต่คงค้างแค่ 98 สัญญา จึงคำนวนสัญญาที่ปิดไปได้เท่ากับ
54 สัญญา หรือคือ มีคนเล่นแบบ day trade ถึง (54/152)*100=35.5 เปอร์เซนต์
2. ในวันถัดๆมา เราจะเห็นได้ว่า ปริมาณซื้อขายจะใกล้เคียงกับจำนวนสัญญาที่ปิดไป
โดยในตอนแรกๆนั้นซื้อขายเพิ่มจะมากกว่าปิดไปเล็กน้อย แต่พอตอนท้ายๆ
หรือใกล้จะครบอายุสัญญา จะมีการปิดโพซิชั่นมากกว่าซื้อเพิ่ม นี่แสดงให้เห็นว่า
คนถือแค่ 1 วันมีมากมาย
3. ในวันสิ้นสุดของสัญญา ซึ่งตรงกับวันที่ 30 มิถุนายน 2006 มีสัญญาเหลือค้างและต้องปิดด้วยราคาเฉลี่ยของ
SET50 อยู่ 519 สัญญา นี่เป็นพวกที่อาจเรียกว่า ผู้เล่นระยะยาวได้
แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาซื้อแล้วถือไว้ตั้งแต่เมื่อใด คนเล่นยาวจริงๆน่าจะน้อยกว่านี้
แต่เมื่อเราเอาปริมาณการซื้อขายทั้งหมด(รวมปริมาณตั้งแต่วันแรกถึงวันก่อนปิดสัญญา
ซึ่งผมรวมได้เท่ากับ 2896 สัญญา) มาหาร ก็จะได้สัดส่วน=(519/2896)*100=17.9
เปอร์เซนต์ หรือคือ คนเล่นยาวมีน้อยกว่า 17.9 เปอร์เซนต์
ครับ, ข้างบนนี้เป็นหลักฐานที่เด่นชัดว่า คนเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้น(0-5
วัน)มีมากมาย ราคาที่ปิดไปในแต่ละวันจึงมาจากผู้เล่นระยะสั้นเหล่านี้
เมื่อสมมุติฐานของเราแน่นดีแล้ว เราก็จะวิเคราะห์เรื่องอื่นๆต่อไปได้ด้วยความมั่นใจ
...........
ปล. ใครรู้เรื่องคำจำกัดความของข้อมูลต่างๆดีกว่านี้ช่วยโพสต์เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยนะครับ
เราควรจะรู้ให้ลึกว่าเขาเก็บข้อมูลกันอย่างไร และทำโพรเซสซิ่งอย่างไร
..............
23 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่4)
เมื่อเรารู้แล้วว่าราคาซื้อขายของฟิวเจอร์นั้นขึ้นอยู่ที่ใจของนักเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้น(0-5
วัน) เราก็ต้องมาเดาว่าพวกเขาคิดกันอย่างไร
ผมขอย้อนไปดูที่นักเล่นหุ้นระยะสั้นเสียก่อน พวกเขาซื้อขายหุ้น
พวกเขาต้องดูที่ราคาหุ้นและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทผู้ออกหุ้นตัวนั้นๆ
เมื่อมีข่าวดี หรือหุ้นราคาขึ้นไปได้สักหน่อยหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ในระดับแค่
1-2 เปอร์เซนต์เท่านั้น พวกเขาก็เข้ามาซื้อแล้ว ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแนวโน้มมันเป็นขาขึ้น
แต่ถ้ามีข่าวร้าย หรือราคาหุ้นลดลง ซึ่งก็มีระดับแค่ 1-2 เปอร์เซนต์เช่นกัน
พวกเขาก็จะเทขายเอาตัวรอด ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแนวโน้มมันเป็นขาลง
ในกรณีที่ซื้อมาแล้วราคาขึ้นต่อ พวกเขาก็จะถือไว้ก่อน เมื่อใหร่มีข่าวร้าย
หรือราคาลดลง เขาก็จะขายออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าราคาหุ้นมันขึ้นมาถึง
4-5 วันแล้ว พวกเขาก็จะขาย ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่าราคาหุ้นจะไม่ขึ้นติดต่อกันนานๆ
ครับ, ราคาหุ้นนั้นจะแกว่งตัวแคบๆ(1-4เปอร์เซนต์) เป็นเวลาแค่ 5-10
วัน เมื่อมีแต่นักเก็งกำไรระยะสั้น แต่หุ้นบางตัวนั้นมีเจ้ามืออยู่ด้วย
คนพวกนี้ปั่นให้ราคาขึ้น เมื่อขึ้นแล้วจะรับซื้อคืนจากนักลงทุนระยะสั้น
ราคาจึงสดุดแค่ 1-2 วัน เมื่อไม่มีเหตุร้ายอะไรนักลงทุนระยะสั้นก็จะกลับเข้ามาซื้ออีก
ราคาก็จะไต่ขึ้นไปอีก มันอาจขึ้นแบบเป็นพักๆอย่างนี้ไปได้ไกล คือรวมแล้วอาจขึ้นถึง
50-100 เปอร์เซนต์ได้ การไต่ขึ้นของราคาหุ้นนี้แทบจะไม่มีขีดจำกัดเพราะไม่มีใครสนใจตัวบริษัทอย่างแท้จริงเลย
นักลงทุนระยะสั้นจะสนุกกับหุ้นชนิดนี้ หุ้นอาจขึ้นทั้งหมดถึง 100 เปอร์เซนต์
แต่พวกเขาเข้ามาถือเป็นระยะสั้นๆถึง 10 ครั้ง โดยได้กำไรครั้งละ 1-2
เปอร์เซนต์ รวมแล้วได้แค่ 10-20 เปอร์เซนต์ แต่หุ้นแบบนี้มีไม่กี่ตัว
เวลาที่เจ้ามือเขาขายเอากำไร ราคาจะใหลลงไปอย่างช้าๆ และผู้ที่ขาดทุนก็คือนักลงทุนระยะสั้นนั่นแหละ
คือ ซื้อแล้วก็ต้องขายคัทลอสไปเรื่อยๆ ลงท้ายนักลงทุนระยะสั้นจึงขาดทุนกันโดยถ้วนหน้า
และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมราคาหุ้นส่วนใหญ่จะแกว่งตัวแคบๆ แต่จะมีหุ้นอยู่จำนวนหนึ่งที่แกว่งขึ้นได้นานๆ
แล้วก็แกว่งลงได้นานๆ
ที่ควรสังเกตุมากคือ พวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องของความมั่นคง หรือข้อมูลด้านพื้นฐานเลย
พวกเขาเห็นว่ามันไม่มีความเสี่ยง เพราะพวกเขาถือไว้แค่
1-5 วันเท่านั้น พวกเขาจึงกล้าเล่นกับหุ้นทุกตัวบนกระดาน พวกเขาเชื่อว่าบริษัททั้งหมดจะไม่เจ้งภายใน
1-5 วันนั้น
แต่เมื่อมามองในตลาดฟิวเจอร์ เราจะพบว่า เรามีตัวเลือกน้อยมาก คือมีแค่
4 ตัว และตัวที่นักเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้นจะเล่นได้ก็น่าจะเป็นตัวที่มีอายุสั้นที่สุดเท่านั้น(จริงๆแล้วพวกเขาสามารถเล่นเก็งกำไรระยะสั้นได้ทุกตัว
แต่ความกลัวที่จะต้องปิดสถานะในราคาที่เสียเปรียบมาก หรือปิดสถานะไม่ได้เพราะไม่มีใครเข้ามาซื้อขายในฟิวเจอร์ที่มีอายุเหลือยาวๆ
ทำให้เขาไม่กล้าเล่น)
ยิ่งไปกว่านั้น เราจะพบว่า SET50 ไม่ใช่บริษัท
มันเป็นสิ่งสมมุติ มันไม่มีข้อมูลข่าวสารที่จะมากระทบโดยตรงในระยะสั้นๆ
สิ่งที่นักเก็งกำไรระยะสั้นจะใช้ได้ก็มีอยู่อย่างเดียว คือ การขึ้นลงของราคาที่ใช้ชำระราคากัน
ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เจ้า SET50 นั้นก็เป็นตัวยืนค้ำหัวอยู่
เพราะถึงวันปิดสัญญาเราต้องเอาค่าเฉลี่ยในช่วง 16.00-16.30 ของ SET50
มาใช้เป็นราคาชำระกำไรขาดทุน ดังนั้น นักลงทุนฟิวเจอร์จึงไม่กล้าเสนอราคาที่แตกต่างจาก
SET50 มากนัก และตัวนี้ทำให้ผมเชื่อว่าจะไม่มีใครเข้ามาปั่นราคาฟิวเจอร์ได้
โดยสรุปแล้ว ตลาดฟิวเจอร์จะมีแต่นักลงทุนทั่วไป
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น และพวกเขาจะตั้งราคาโดยดูแค่ทิศทางระยะสั้นๆของ
SET50 เท่านั้น เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จก็ต้องดูที่สถิติย้อนหลัง
ครับ, ผมกลับไปดูข้อมูลของฟิวเจอร์รุ่น S50M06 แล้วก็พบว่า
ราคาที่ใช้ชำระ=536.00,536.10,538.50,535.70,541.00,543.30,543.40,543.70,535.50,
530.30,531.00,518.70,518.00,505.10,506.90,496.30,488.50,497.00,497.10,491.40,
492.30,490.90497.50,495.30,490.10,479.30,467.00,463.00,443.10,448.60,459.20,
455.20,444.50,446.00,457.70,453.70,454.00,454.60,459.80,466.06,
เปลี่ยนแปลงของราคาที่ใช้ชำระ=0,0.10,2.40,-2.80,5.30,2.30,0.10,0.30,-8.20,-5.20,0.70,
-12.30,-0.70,-12.90,1.80,-10.60,-7.80,8.50,0.10,-5.70,0.90,-1.40,6.60,-2.20,-5.20,
-10.80,-12.30,-4.00,-19.90,5.50,10.60,-4.00,-10.70,1.50,11.70,-4.00,0.30,0.60,5.20,6.26,
SET50=533.89,534.05,539.40,533.79,545.51,547.53,546.14,544.68,531.05,528.21,
528.11,518.01,516.61,501.08,504.03,493.36,482.89,495.93,499.74,494.09,492.52,
493.06,502.47,495.30,486.83,476.06,466.93,462.23,444.27,446.22,460.00,455.56,
446.06,448.17,455.90,456.01,456.12,456.51,462.27,465.74,
เปลี่ยนแปลงของ SET50=0.00,0.16,5.35,-5.61,11.72,2.02,-1.39,-1.46,-13.63,-2.84,-0.10,
-10.10,-1.40,-15.53,2.95,-10.67,-10.47,13.04,3.81,-5.65,-1.57,0.54,9.41,-7.17,-8.47,
-10.77,-9.13,-4.70,-17.96,1.95,13.78,-4.40,-9.50,2.11,7.73,0.11,0.11,0.39,5.76,3.47,
ผลต่างระหว่าง ราคาที่ใช้ชำระ กับ SET50=2.11,2.05,-0.90,1.91,-4.51,-4.23,-2.74,-0.98,
4.45,2.09,2.89,0.69,1.39,4.02,2.87,2.94,5.61,1.07,-2.64,-2.69,-0.22,-2.16,-4.97,0.00,
3.27,3.24,0.07,0.77,-1.77,2.38,-0.80,-0.36,-1.56,-2.17,1.80,-2.31,-2.12,-1.91,-2.47,0.32,
จากตัวเลขข้างบนนี้ผมมีข้อสังเกตุดังนี้
1. ราคาที่ใช้ชำระนั้นขึ้นลงตรงกับ SET50 เกือบจะทุกวัน
หรือคือมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น(highly correlated) มันจึงตรงกับที่ผมคาดเดาว่านักเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้นนั้นดูที่
SET50 เป็นหลัก พวกเขาไม่มีอะไรเป็นตัวชี้นำเลย
2. แต่การแกว่งตัวของราคาที่ใช้ชำระ(คอลัมน์ที่2) เมื่อเทียบกับการแกว่งตัวของ
SET50(คอลัมน์ที่4) แล้วจะพบว่า ราคาที่ใช้ชำระแกว่งตัวแคบกว่า
นั่นแสดงว่า นักเล่นฟิวเจอร์ไม่กล้าตั้งราคาที่หวือหวา พวกเขาไม่แน่ใจว่าฟิวเจอร์จะขึ้นหรือลงกันแน่
พวกเขาไม่กล้าเสี่ยง เรื่องนี้อาจเปลี่ยนไปในอนาคต เพราะโดยธรรมชาติแล้วนักเก็งกำไรจะต้องตั้งราคาที่ผลักดันให้แกว่งมากๆ
3. จากข้อมูลในข้อที่ 2 นั้น มันแสดงว่าในตอนนี้ยังไม่มีใครเข้ามาปั่นราคา
4. ในช่วงเวลา 2 เดือนกว่าๆนั้น SET50 ลดจาก 533.89
ลงมาเหลือ 465.74 จุด หรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้=100*(533.89-465.74)/533.89=12.76
เปอร์เซนต์ แต่ดูในคอลัมน์ผลต่างระหว่างราคาที่ใช้ชำระกับ SET50(คอลัมน์สุดท้าย)
แล้วมีทั้งบวกและลบ นั่นแสดงว่านักลงทุนฟิวเจอร์ส่วนใหญ่ไม่รู้ล่วงหน้าว่า
SET50 จะลดลง คนที่รู้ล่วงหน้า หรือทำนายทิศทางระยะยาวของ SET50
ได้จึงมีโอกาสทำกำไรได้
ครับ, จากข้อสังเกตุต่างๆที่กล่าวมาข้างบน ผมเชื่อว่า SET50
Index Futures นั้นเป็นสิ่งที่เล่นได้ง่ายกว่า และคนที่จะทำกำไรได้นั้นต้องสามารถทำนายทิศทางของ
SET50 ได้ดี และต้องเล่นระยะยาว
..................
25 ตค.49 .... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่5)
ถึงแม้ว่าเราจะสรุปไปแล้วว่าควรเล่นฟิวเจอร์แต่เราก็ยังมีเรื่องที่ต้องวิเคราะห์อีกหลายอย่าง
วันนี้ผมจะขอพูดถึงว่า ใครจะเป็นคนกินเงินเรา
เราจะไปกินเงินใคร และอัตรากำไรน่าจะเป็นสักเท่าใด?
มีคนบอกว่า ฟิวเจอร์เป็นเกมแบบ Zero Sum
ทั้งนี้เพราะสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นจะมีทั้งการซื้อฟิวเจอร์ และการขายฟิวเจอร์ในราคาที่เท่ากัน
เมื่อปิดตลาดไปในแต่ละวันก็จะมีคนหนึ่งกำไร และอีกคนหนึ่งขาดทุน และเป็นจำนวนเงินที่เท่ากัน
แต่นั่นเป็นการมองอย่างหยาบๆ
ในความเป็นจริงแล้วเราต้องคิดถึงค่าคอมมิชชั่น
และเงินวางค้ำประกันด้วย เมื่อดูตรงนี้แล้วก็จะเห็นได้ว่า
โบรกเกอร์โดยรวมนั้นจะเป็นผู้มีกำไร
พวกเขาจะได้ค่าคอมมิชชั่น แล้วก็ได้เงินประกันของเราไปออกดอกออกผล
แต่ในทางปฏิบัตินั้น การซื้อขายฟิวเจอร์เป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ซื้อกับโบรกเกอร์ของผู้ซื้อ
และระหว่างผู้ขายฟิวเจอร์กับโบรกเกอร์ของผู้ขาย ดังนั้นในหมู่โบรกเกอร์เหล่านี้ก็จะมีการกำไรและขาดทุนซึ่งกันและกันอยู่
พวกเขาต้องไปทำเคลียริ่งที่ TFEX ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาแก้ใขสถานะการณ์ได้
คือ ทุกๆวัน พวกเขาจะมาดูว่าสถานะของเขาเป็นอย่างไร ถ้าเขามีสัญญาซื้อ(เป็นจำนวนเงิน)มากกว่าสัญญาขาย(เป็นจำนวนเงิน)
เขาสามารถเข้ามาขายเพื่อให้สถานะของเขาสมดุลได้ในวันรุ่งขึ้น เรื่องของการเข้ามาซื้อขายนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเรียกว่าการทำตลาด(market
making) ซึ่งปรกติแล้วไม่ค่อยจะจำเป็นเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่แล้วคนซื้อกับคนขายของแต่ละโบรกเกอร์จะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว
ในเมื่อโบรกเกอร์ทั้งหลายสามารถจัดสถานะให้เป็นกลางได้
แล้วก็มีกำไรกันทุกโบรกเกอร์ แล้วอย่างนี้เราจะไปเอากำไรมาจากใคร?
ครับ, เราก็ต้องเอากำไรมาจากนักเล่นฟิวเจอร์ที่ฉลาดน้อยกว่าเรา
มันมาจากที่อื่นไม่ได้แน่ เรื่องนี้แตกต่างจากการเล่นหุ้นธรรมดา เพราะเล่นหุ้นธรรมดาๆนั้นเราจะมีรายได้จากเงินปันผลและราคาที่เพิ่มขึ้น
ในตลาดหุ้นนั้น บริษัทโดยรวมจะมีกำไร กำไรเหล่านี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วน
คือ เงินปันผล กับเก็บเข้าเป็นกำไรสะสม ซึ่งเจ้ากำไรสะสมนี้จะช่วยให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น
คนเล่นหุ้นจึงมีโอกาสทำกำไรได้โดยถ้วนหน้า ที่เล่นแล้วขาดทุนก็เพราะกำไรมันไม่คุ้มกับค่าคอมมิชชั่น
โอเค, เล่นฟิวเจอร์ไม่มีเงินปันผล และราคามันก็จะหมดไปเมื่อครบอายุสัญญา
กำไรจึงต้องมาจากคนเล่นฟิวเจอร์ที่ฉลาดน้อยกว่าเรา
แล้วเราจะไม่กลายเป็นคนฉลาดน้อยในตลาดฟิวเจอร์เสียเองหรือ?
มันก็อยู่ที่ความสามารถในการทำนายทิศทาง การจัดจังหวะการเข้าซื้อหรือขาย
และการจัดจังหวะของการปิดโพซิชั่น ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการเล่นหุ้นธรรมดาๆ
แต่...มันมีข้อดีกว่าอยู่อย่างหนึ่งคือ เราสามารถทำกำไรได้ทั้งตอนขาขึ้นและขาลงของดัชนี
ผมจะขอพูดถึงแนวปฏิบัติในการเล่นฟิวเจอร์เสียหน่อย
1. จากที่ผมพบว่าหุ้นนั้นมีขึ้นแล้วก็มีลง มันเป็นไซเกิล ซึ่งมีหลายขนาด
แต่ที่น่าสนใจก็คือคลื่นรายปี คลื่นนี้ใช้เวลาขึ้นประมาณ 6 เดือน แล้วก็ลงประมาณ
6 เดือน เราสามารถประมาณวันที่มันจะพลิกจากขาลงมาเป็นขาขึ้น และพลิกจากขาขึ้นมาเป็นขาลงได้
จุดพลิกผันทั้งสองนี้ส่วนใหญ่ไม่ลงตรงวันปิดไตรมาส ดังนั้น เราจะเข้าไปซื้อหรือขายณ.วันเริ่มต้นสัญญา
และไปปิดโพซิชั่นในวันสิ้นสัญญาไม่ได้ เราจะต้องแยกการลงทุนเป็นช่วงๆ
ดังนี้
1.1 สมมุติว่า อีก x วันจะถึงวันที่กราฟจะพลิกจากขาลงเป็นขาขึ้น เราก็ต้องเตรียมตัว
โดยเอาเงินไปเข้าบัญชีไว้ที่โบรกเกอร์ เราต้องเอาไส่ไว้จำนวนหนึ่ง
ซึ่งผมประมาณไว้คร่าวๆว่า=150,000 บาทต่อ 1 สัญญา เมื่อ x วันผ่านไป
และดัชนี SET50 เริ่มเป็นขาขึ้นเราก็ต้องเข้าไปซื้อ(เพื่อให้มีโพซิชั่นเป็น
long) ตรงนี้ก็จะมีคำถามว่า เราจะซื้อฟิวเจอร์ตัวใหน? เรื่องนี้ผมเห็นว่า
ในตอนนี้ควรซื้อตัวที่มีอายุสั้นที่สุด แต่ก็ไม่ควรจะน้อยกว่า 1 เดือน
ทั้งนี้เพราะถ้าอายุเหลือสั้นเกินไป เราจะเสี่ยงต่อความผันผวนที่เกิดจากการปิดโพซิชั่นของนักเก็งกำไรระยะสั้น
1.2 เมื่อซื้อได้แล้วก็ให้ถือไป และคอยติดตามทิศทางของ SET50 ให้ดีๆ
ถ้ามันยังอยู่ในแนวที่เราคาดเดาไว้เราก็จะกำไร และไม่ช้ามันก็จะครบอายุสัญญา
ซึ่งเราจะปล่อยให้มันจบไปตามปรกติ ช่วงนี้มันจะยังไปไม่ถึงจุดที่ SET50
จะพลิกเป็นขาลง ในกรณีที่ดัชนีเดินผิดปรกติ เราก็ต้องทบทวนการทำนายทิศทาง
และอาจต้องปิดโพซิชั่น
1.3 เมื่อครบอายุสัญญาแล้วก็จะมีคำถามว่า มันจะเหลือเวลาของขาขึ้นอีกกี่วัน
ถ้ามันเกิน 1 เดือนเราก็ควรเข้าซื้อฟิวเจอร์ตัวใหม่ที่มาแทนที่ตัวเก่าที่หมดอายุไป
แต่ถ้าเหลืออีกไม่ถึงเดือนก็จะพลิกลง เราก็ควรจะรอจนถึงวันพลิกเป็นขาลง
ทั้งนี้เพราะการเข้าซื้อเมื่อเหลือเวลาขึ้นเพียงไม่ถึง 1 เดือนนั้นมันมีกำไรน้อย
และมีโอกาสผิดพลาดได้ คือดัขนี SET50 อาจเป็นขาลงเร็วกว่าที่คิด
1.4 ในกรณีที่เรายังมีสัญญาอยู่ในมือ แล้วเข้าถึงเวลาที่ดัชนีจะพลิกเป็นขาลง
เราจะต้องยอมเสียเงินเพื่อปิดโพซิชั่น คือต้องขายในวันที่ดัชนีจะพลิกลง
ซึ่งก่อนถึงวันครบอายุสัญญา
1.5 เมื่อถึงวันที่ดัชนีเริ่มพลิกลง เราก็จะต้องเข้าไปขายด้วย(เพื่อทำให้โพซิชั่นเป็น
short) เรื่องนี้ก็จะมีคำถามเช่นกัน ว่าควรขายฟิวเจอร์ตัวใหน? และกฏเกณท์ก็จะล้อกับข้อ
1.1 คือขายตัวที่มีอายุเหลือต่ำสุด แต่ไม่น้อยกว่า 1 เดือน
1.6 เมื่อทำสัญญาขายไว้แล้วก็ต้องติดตามทิศทางของดัชนีต่อไป ถ้ามันลงไปตามคาดก็ให้ถือไว้
โบรกเกอร์ก็จะจ่ายเงินเข้าบัญชีของเราเรื่อยๆ ถ้ามีเหตุผิดปรกติก็ต้องทบทวนคำทำนาย
และอาจต้องปิดโพซิชั่นอย่างเดียวกับข้อ 1.2
ครับ, เราจะทำล้อกันกับตอนขาขึ้น แล้วในไม่ช้ามันก็จะกลับมาเป็นขาขึ้นในรอบใหม่
และด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ ใน 1 ปีก็จะมีกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า รวมแล้วจะกำไรสักเท่าใด?
SET50 กับ SET นั้นขึ้นลงเกือบจะตรงกันทุกวัน(highly correlated) แต่ขนาดจะเป็นสัดส่วนตามค่าของมัน
หรือคือ ขึ้นลงเป็นเปอร์เซนต์เกือบเท่ากัน ในขณะนี้ SET เข้าใกล้ peak
ของ economic cycle แล้ว และมันขึ้นลงประมาณปีละ 700*0.25=175 จุด
ดังนั้น SET50 ก็จะขึ้นลงประมาณ 500*0.25=125 จุด รวมทั้งปีก็น่าจะกำไรได้ไม่เกิน
125*2*1000=250,000 บาท
แต่เราไม่สามารถจัดจังหวะเข้าซื้อเข้าขายได้เต็มทุกช่วงเวลา และการเล่นเกมแบบนี้มันมีความผันผวนอยู่พอสมควร
ผมจึงคาดทางต่ำเอาไว้ที่ปีละ 125,000 บาทก็พอ และถ้าเงินที่เราต้องเอาไปวางไว้นั้นเป็นประมาณสัญญาละ
150,000 บาท เราก็จะมีกำไรปีละประมาณ (100*125,000/150,000)-4.50-2.00
= 83.33-6.50 = 76.83 เปอร์เซนต์ (ที่ผมเอา 4.50 มาลบออกก็เพราะเราสูญเสียดอกเบี้ยของเงินที่เราเอาไปวางประกันสัญญา
และต้องเอา 2.00 มาลบออกก็เพราะเราต้องเสียค่าคอมมิชชั่นการซื้อขาย
ปีละประมาณ 4-8 ครั้ง)
ครับ, อัตรากำไรในการเล่นฟิวเจอร์นั้นจะสูงกว่าการเล่นหุ้นแบบซื้อมาขายไป
ที่มันสูงกว่าก็เพราะมันทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง สำหรับคนที่ไม่อยากเลิกเล่นหุ้นธรรมดา
เราก็อาจเล่นหุ้นธรรมดาในตอนขาขึ้น แล้วไปเล่นฟิวเจอร์ในตอนขาลง กำไรต่อปีก็น่าจะเป็นประมาณ
15.00+76.83/2=53.41 เปอร์เซนต์ต่อปี และในตอนคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลง
ถ้าไม่อยากเสี่ยง ก็ควรเล่นฟิวเจอร์ตอนขาลงของปีแต่เพียงอย่างเดียว
ซึ่งน่าจะมีกำไรปีละ 76.83/2=38.41 ปอร์เซนต์
อนึ่ง, ท่านควรสังเกตุว่า ทุกปีท่านจะต้องจ่ายให้แก่โบรกเกอร์ประมาณ
4.50+2.00=6.50 เปอร์เซนต์ ดังนั้น ถ้าท่านไม่สามารถเอากำไรจากการเก็งราคาดัชนีได้
ท่านจะสูญเสียหนัก
ครับ, เล่นฟิวเจอร์นั้นเป็นการพนันแบบ high
risk high return ถ้าท่านไม่เก่งจริง หรือไม่รู้จริงก็อย่าไปเล่นมัน
..............
31 ตค.49 ..... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่6)
ช่วงนี้ผมใช้เวลาไปกับการทำโปรแกรมเพื่อเก็บสะสมข้อมูล แล้วก็ทำโปรแกรมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ
ซึ่งต้องใช้เวลามาก ดังนั้นการเขียนบทความจึงขาดหายไปบ้าง แต่ก็มีประเด็นที่น่าจะนำมาให้ท่านขบคิดกันดู
ประเด็นคือ ตลาดฟิวเจอร์นี้มีไว้เพื่ออะไร?
ในตำราฝรั่งบอกว่า ตลาดฟิวเจอร์มีไว้เพื่อให้พ่อค้ารู้ว่าราคาสินค้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร
และเมื่อรู้แล้วก็จะได้วางแผนการผลิตการจำหน่ายได้ถูกต้อง การวางแผนที่ดีนั้นจะช่วยให้ราคาสินค้ามีความแน่นอนและมั่นคงยิ่งขึ้น
ตลาดฟิวเจอร์จึงเป็นตัวลดความผันผวน
แต่....นั่นเป็นจริงในตลาดของสินค้าที่จับต้องได้(=AFET)มากกว่า
ครับ, ฟิวเจอร์ของดัชนี SET50 นั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
รู้ล่วงหน้าไปก็ไร้บอย เพราะพอถึงวันครบอายุของสัญญามันก็ไม่เกิดการส่งมอบสินค้า
มันก็แค่เอาค่าเฉลี่ยของ SET50 ในช่วงเวลา 16.00-16.30 มาใช้คิดกำไรขาดทุนกันเท่านั้น
ครับ, คนที่ตั้งตลาดฟิวเจอร์(ของดัชนี)ก็เลยต้องมาคิดหาเหตุผลมาบอกคนเล่น
เช่น เขาบอกว่า มันจะช่วยหลบภัยจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้
โดยยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าท่านมีหุ้นอยู่ในมือจำนวนหนึ่ง
และยังไม่อยากจะขายออกไป แต่มองดูสภาพตลาดแล้วเกรงว่าจะเกิดความผันผวนสูง
อย่างนี้ก็ให้ทำสัญญาขายฟิวเจอร์เอาไว้ ทำอย่างนี้แล้วจะทำให้ท่านหมดความเสี่ยง
เพราะถ้าราคาหุ้นขึ้น ท่านก็จะกำไรจากหุ้น แต่ไปเสียในสัญญาขายฟิวเจอร์
และถ้าราคาหุ้นลง ท่านจะขาดทุนในหุ้น แต่กำไรในสัญญาฟิวเจอร์ เทคนิคอย่างนี้เขาเรียกว่า
Hedging ซึ่งฝรั่งนิยมใช้กัน
ครับ, ผมฟังแล้วก็ได้แต่หวัวเราะ เพราะ ถ้าเป็นผม
ผมจะขายหุ้นไปเสียเลย เพราะจะได้เงินสดมาถือไว้ อย่างน้อยเอาไปฝากบัญชีออมทรัพย์ก็ยังพอมีดอกเบี้ยบ้าง
การไปขายฟิวเจอร์นั้นเราต้องเพิ่มเงินลงทุน
ลงแล้วหวังแค่ไม่ให้มีกำไรหรือขาดทุนก็น่าจะเรียกว่าบ้า
นอกจากนั้นแล้ว ผมคิดว่านักวิเคราะห์ที่ออกมาพูดทางทีวีคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์
คือคนไทยเรานั้นซื้อหุ้นแค่ตัวละ 100,000 บาทเท่านั้น นี่เป็นค่าเฉลี่ยของตลาดไทย
และมักจะถืออยู่แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น แต่เจ้าฟิวเจอร์นั้นมันเท่ากับการลงทุนสัญญาละ
500,000 บาท มันจึงถ่วงดุล(offset)กันไม่ลงตัว แถมเจ้าหุ้นที่ถือไว้ส่วนใหญ่ก็ไม่อยู่ในกลุ่ม
SET50 เสียด้วย ความเสี่ยงก็เลยไม่ลดลง
ครับ, จริงๆแล้ว ตลาดฟิวเจอร์(ของดัชนี)นั้นไม่มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเลย
มันเป็นการพนันอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่พวกเขาตั้งขึ้นมาและเชียร์ให้เล่นก็เพราะพวกเขา(=TFEX
และโบรกเกอร์)นั้นมีแต่กำไรกับกำไร มันไม่ใช่เกมประเภทวินวิน(กำไรโดยถ้วนหน้า)เลยสักนิด
ผู้เล่นเป็นเหมือนจิ้งหรีด พวกเขาปั่นหัวให้มืนงง แล้วก็ให้เรากัดกันเอง
ทุกสัญญาจะมีคนหนึ่งเสียคนหนึ่งได้ แต่ทั้งคู่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น
และต้องเอาเงินสดไปวางไว้ ขณะนี้จำนวนสัญญาที่คงค้างมีกว่า 6,000 สัญญา
ฝ่ายผู้ซื้อก็ต้องวางเงินไม่น้อยกว่า 6,000*50,000=300,000,000 บาท
ฝ่ายผู้ขายก็ต้องวางเงินอีก 300,000,000 บาท เงิน 600 ล้านบาทนี่เอาไปซื้อพันธบัตรไว้ก็ได้ผลตอบแทน
600*0.05=30 ล้านบาทต่อปี และตัวเลขนี้ก็โตขึ้นเรื่อยๆเพราะเราเข้าไปเล่นกันมากขึ้น
ครับ, ตลาดฟิวเจอร์ของดัชนีนี้เป็นตลาดการพนัน ถ้าท่านจะเล่น ท่านต้องยอมรับความไร้คุณธรรมและจริยธรรมพอสมควร
มันเหมือนกับวันแรกที่คุณเข้าไปซื้อเบียร์มานั่งจิบ เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะมาแก้ตัวในวันหลังไม่ได้เลยว่า
ผมไม่รู้ว่ามันผิดจริยธรรม
ครับ, คิดให้ดีๆ ก่อนที่จะเข้าไปเล่น
.................
03 พย.49 ..... จะเล่นฟิวเจอร์ดีใหม?(ตอนที่7)
มีพวกเราคนหนึ่งเขียนมาแสดงความคิดเห็นว่า เงิน 50,000 บาทนั้นก็เป็นสิ่งที่หามาได้โดยยาก
เมื่อนำไปวางค้ำประกันสัญญาซื้อหรือขายฟิวเจอร์ก็ได้แค่สัญญาเดียว
ดังนั้นการทำนายทิศทางของดัชนีนั้นจึงสำคัญมาก ถ้าเกิดผิดพลาดอย่างที่ผมทำพลาดเมื่อตอนต้นปี
คือซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นกลับลดลงจนขาดทุนเกือบ 10 เปอร์เซนต์ อย่างนั้นก็จะโดน
forced sell แล้วก็ต้องขาดทุนจนเกือบหมดตัว
ครับ, ท่านผู้อ่านท่านนั้นพูดถูก คือ การทำนายทิศทางของดัชนีนั้นสำคัญต่อการเล่นฟิวเจอร์
แต่ท่านผู้อ่านท่านนั้นพูดผิดไป 2 ประการ คือ 1) ท่านคาดหวังมากเกินไป
2) ท่านไม่เข้าใจธรรมชาติของการขึ้นลงของราคาหุ้นและดัชนีหุ้น
การเล่นหุ้นและเล่นฟิวเจอร์นั้น ท่านจะคาดหวังว่าซื้อไปแล้วราคาต้องขึ้น
หรืออยู่เหนือราคาทุน ตลอดไป หรือดัชนีต้องไปในทิศทางที่คาดหวังตลอดไป
ไม่ได้ การซื้อหุ้นแล้วราคาอยู่เหนือราคาทุนตลอดไปนั้นเป็นความฟลุ๊ค
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้น้อยครั้งมาก ยิ่งเป็นตัวดัชนี ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยจากราคาหุ้นหลายๆตัว
ยิ่งเป็นเรื่องยาก การเล่นดัชนีจึงต้องมีเงินสำรองเอาไว้อีกจำนวนหนึ่งเสมอ
ครับ, ธรรมชาติของหุ้นและดัชนีหุ้นก็คือ มันอาจขึ้นหรือลงตามที่เราคาดไว้
หรือสวนทางกับที่เราคาดไว้ได้เสมอ มันจะแกว่งไปมา ซึ่งนักวิชาการให้เรียกว่า
random walk แต่ถ้าในระยะเวลาที่เรากำหนด มันรวมแล้วไปในทิศทางที่เราทำนาย
แค่นั้นก็พอแล้ว ทั้งนี้เพราะกำไรหรือขาดทุนมันอยู่ที่จุดต้นทางกับปลายทางเท่านั้น
เมื่อมองกันแค่จุดเริ่มต้นกับจุดปลายทาง การเล่นฟิวเจอร์ก็ดูจะเป็นเรื่องง่าย
เราแค่ดูว่าดัชนีมันขึ้นมามากแล้ว หรือลงไปมากแล้วก็พอ จุดทั้งสองคือจุดขายและจุดซื้อ
แต่เมื่อเข้าไปขายหรือซื้อแล้วเราอาจถือรอไปเรื่อยๆได้ รอจนกว่าจะมีกำไรค่อยปิดโพซิชั่น
ถ้าสัญญามันหมดอายุลง เราก็ทำสัญญาใหม่ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน แต่ยังไงก็ตาม
ท่านต้องมีเงินสำรองเอาไว้ในระหว่างทางอย่างเพียงพอ
ครับ, ทำตามที่กล่าวมาข้างบนนี้ก็ไม่ต้องมาพึ่งพาอาศัยการทำนายทิศทางของผม
นี่เป็นข้อแนะนำสำหรับคนที่กลัวว่าผมจะทำนายผิด
................
16 ธค.49 .... ฟังไม่ได้ศัพท์อย่าเพิ่งจับเอาไปกระเดียด
ช่วงนี้มีคนพูดกันมากว่าฝรั่งกำลังจะโจมตีค่าเงินบาท
นักลงทุนไทยก็เลยตกอกตกใจเทขายหุ้นออกมา ส่วนคนที่ถือเงินสดอยู่แล้วก็ไม่กล้าเข้าซื้อ
แถมยังคิดเลยเถิดไปว่า ถ้าเงินไทยตกเหมือนครั้งก่อนก็จะเสียหาย จึงถามหาหนทางหลบเงินไปไว้ที่อื่น...ฯลฯ
ครับ, ท่านควรฟังให้ดีเสียก่อน และทำความเข้าใจด้วยตนเองให้ดีๆ เรื่องมันไม่เหมือนกัน
ครั้งก่อนโน้นฝรั่งไม่ได้เอาเงินเข้ามาไว้ในประเทศไทย เขาซื้อเงินบาทเอาไว้ที่ต่างประเทศ
แล้วก็บอกว่าเงินบาทไม่มีค่า เขาบอกขายในราคาถูกๆ แล้วแบงก์ชาติไทยก็เอาเงินดอลล่าร์ไปซื้อ(เพื่อพยุงราคาของบาท)
ซื้อแล้วก็ไปทำสัญญา ซื้อดอลล่าร์คืนเอาไว้ล่วงหน้า การกระทำอย่างนี้เขาเรียกว่า
สวอปเงิน ซึ่งมีผลทำให้เงินบาทก็กลับไปสู่ตลาดโลก
การซื้อคืนนี้ถึงแม้ว่าเราจะไปทำสัญญากับคนอื่น แต่เจ้าโซรอสมันสืบได้
มันก็เอาเงินดอลล่าร์ที่ได้รับจากเราไปซื้อเงินบาทกลับเข้าบัญชีของมันอย่างเดิม
มันยอมขาดทุนจากผลต่างของราคาที่มันขายบาท กับที่มันต้องซื้อจากคนอื่น
... เมื่อได้บาทกลับเข้าบัญชีแล้วมันก็บอกขายถูกๆอีก ซึ่งเราก็หลงกลเอาเงินดอลล่าร์ของเราไปซื้อมันอีก
แล้วก็ทำสัญญาสวอปอีก
ครับ, วนอยู่อย่างนี้ไม่กี่รอบ เราก็ยอมแพ้ ค่าเงินบาทก็ตกฮวบไปจริงๆ
จาก 26 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ก็กลายเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ซึ่งทำให้ไทยต้องขาดทุนในสัญญาสวอปต่างๆที่ทำไว้
แต่คราวนี้มันเป็นคนละเรื่องกัน
คือฝรั่งเอาดอลล่าร์เข้ามาเมืองไทย แต่ไม่เอามาซื้อหุ้น มันกลับซื้อพันธบัตร์และตราสารอื่นๆเอาไว้
ถ้ามันคิดจะโจมตีค่าบาทโดยบอกขายบาทในราคาถูกๆ
มันก็ฉิบหายเองซิครับ มันไม่ทำอย่างนั้นแน่ และถ้ามันทำจริง
มันจะหาเงินบาทมาถล่มอีกได้อย่างไร เพราะธปท.เขาไม่คิดจะทำสัญญาสวอปอีกแล้ว
เขารู้แล้วว่าการทำสัญญาสวอปคือช่องโหว่ในระบบ
ครับ, ถ้าฝรั่งจะโจมตีเงินบาทในครั้งนี้ มันต้องปั่นให้ค่าเงินบาทแข็งยิ่งขึ้น
หรือคือ ต้องบอกซื้อเงินบาทในราคาแพงๆ ถ้ามันทำสำเร็จ พันธบัตร์และเงินบาทในมือมันก็จะมีกำไร
แต่....พันธบัตร์และเงินบาทในมือมันมีแค่ 5-6 หมื่นล้านบาท กำไรอย่างมากก็แค่
5-6 พันล้านบาท เงินแค่นี้มันไม่พอกับการสูญเสียในการปั่นราคาหรอกครับ
โดยสรุป ท่านอย่าเชื่อพวกนักวิเคราะห์ที่ออกมาบอกให้ท่านขายหุ้น ตอนนี้พวกเขาแบ่งเป็น
2 ค่าย ค่ายหนึ่งบอกว่าหุ้นจะลงไปถึง 600-700 อีกค่ายหนึ่งบอกว่าหุ้นจะขึ้นถึง
800-880 ค่ายแรกนั้นสนับสนุนข่าวการโจมตีค่าบาท เพราะอยากเห็นความพินาศฉิบหายของตลาดหุ้นไทย
พวกนี้สมคบกับฝรั่งที่เอาเงินเข้ามาพักไว้ในตลาดพันธบัตร์ เมื่อหุ้นตกถึงที่เขาพอใจก็จะขายพันธบัตร์
แล้วเข้ามาซื้อหุ้น
ครับ, จำไว้ง่ายๆ การปั่นราคาค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่งนั้น มันต้องมีเป้าทำกำไรเป็นแสนล้านบาท
เพราะถ้าพลาดก็จะเสียหายเป็นแสนล้านเช่นกัน เขาไม่ทำกันในวงเงินแค่
5-6 หมื่นล้านบาทหรอกครับ
ฟังให้ได้ศัพท์แล้วค่อยจับเอามากระเดียดนะครับ
..............
20 ธค.49 .... มาตรการที่ปฏิบัติไม่ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นค่าเงินบาทสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เลยกลัวว่าจะถูกโจมตีค่าเงินบาท
แล้วก็ออกมาตรการว่า ต่างชาติคนใหนจะเอาเงินต่างประเทศเข้ามาจะต้องถูกยึดไว้
30 เปอร์เซนต์ และถ้าจะเอากลับออกไปในเวลาไม่ถึง 1 ปีก็จะคืนให้แค่
2 ใน 3 คนที่เอาไว้ในประเทศไทยเกิน 1 ปีจึงจะได้รับคืนครบ 30 เปอร์เซนต์ที่ยึดไว้
มาตรการนี้ใช้บังคับกับเงินที่จะเอาเข้ามาใหม่เท่านั้น
ครับ, ประกาศออกไปในวันที่ 18 ธค.49 และให้มีผลบังคับในวันที่ 19 ธค.49
ผลที่ตามมาคือ ดัชนีหุ้นไทยในวันที่ 18 ธค.49 ตกไป 5.74 จุด แล้ววันที่
19 ธค.49 ก็ดิ่งลงไป 140 จุด หรือคือ ทำให้มูลค่าหุ้นหายไปประมาณ
1,050,000 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการปิดตลาดชั่วคราวในระหว่างทำการ
แต่ตอนบ่ายก็ฟื้นขึ้นมาที่ติดลบไป 108.41 จุด
เรื่องนี้จริงๆแล้วกระทบไปถึงตลาดหุ้นรอบเมืองไทยด้วย พวกเขาเปิดตลาดวันที่
19 ธค.49 เป็นบวก แต่ปิดเป็นลบโดยถ้วนหน้า
ครับ, คนส่วนใหญ่ตีความว่า มาตรการของ ธปท. อันนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่นักลงทุนต่างชาติ
ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำกำไรได้ เงินทุนจากต่างชาติจะไม่มีเข้ามาเพิ่ม
มันจึงเกิด panic sell ขึ้นมาในตลาดหุ้นไทย
แต่ผมไม่เชื่อทฤษฎีนั้น
เหตุผลก็คือ (1) การกักเงินของเขาเอาไว้ 1 ปี นั้นไม่ใช่ปัญหา เขาสามารถเอาเงินที่กำไรจากหุ้น
หรือกำไรจากการเก็งค่าเงินบาท ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย แล้วเอาไปค้ำประกันเงินกู้ต่างประเทศได้
ครบปีแล้วก็ไถ่ถอนออกมาขาย แล้วเอาเงินออกนอกประเทศคืนจนครบ 100% ได้
เงินนั้นมันใหลเข้าออกได้มากมายหลายทาง (2) มาตรการนี้มีผลแต่เงินที่จะเอาเข้ามาใหม่
แล้วทำไมเขาจึงต้องเทขายหุ้นที่เป็นเงินลงทุนเก่าออกไปถึง 26,067.42
ล้านบาท (3) ทำไม MSCI และสถาบันประเมินความเสี่ยงต่างๆจึงออกมาประท้วงด้วย
ครับ, ผมเห็นว่า เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่เรามองเห็น ท่านต้องเจาะให้ลึก
ดังนี้
1. กองทุนต่างชาติและนักลงทุนต่างชาตินั้นเขาไม่ได้ลงบัญชีแยกว่าเงินแต่ละล็อตที่นำเข้ามานั้นเขาเอาไปลงทุนในด้านใดบ้าง
ถ้าซื้อหุ้นเขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเอาไปซื้อหุ้นตัวใหน เมื่อไร เป็นเงินเท่าใด
หุ้นที่ซื้อมามันก็เข้าไปในพอร์ตรวมกับหุ้นเก่าที่มีอยู่ เมื่อเขาขายหุ้นออกไปเขาก็ไม่ได้จดบันทึกว่าขายหุ้นจากล็อตใหน
หรือซื้อมาเมื่อใด เงินที่เขาเอาไปซื้อหุ้นแต่ละครั้งนั้นก็มาจากบัญชีเงินฝากที่รวมกับเงินที่ค้างอยู่เก่า
มันจึงแยกไม่ออกว่าเป็นเงินกำไรที่ค้างอยู่ในบัญชี หรือเป็นเงินที่เอาเข้ามาใหม่...ฯลฯ
มาตรการนี้จึงเป็นมาตรการที่ปฏิบัติไม่ได้
2. ไม่มีประเทศใดที่ใหนในโลกนี้ที่ประกาศจะยึดทรัพย์ของคนต่างชาติเมื่อไม่ปฏิบัติตามประกาศ
ถ้าเราจะเก็บภาษีก็ควรออกเป็นกฏหมาย และบอกให้ชัดว่าการลงทุนแบบใดเข้าข่ายการเก็งกำไรค่าเงินบาท
และจะเก็บภาษีในอัตราเท่าใด การใช้คำว่า จะกักเงินเอาไว้ 30% มันกระทบต่อนักลงทุนทุกประเภท
และการใช้คำว่า จะคืนให้แค่ 2 ใน 3 มันเป็นการยึดทรัพย์ ซึ่งกระทบต่อความกลัวของนักลงทุน
เจ้าคำนี้แหละที่ทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นออกมา แล้วก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด
panic sell
3. ธปท.บอกว่า ประกาศฉบับนี้น่าจะกระทบแต่นักลงทุนระยะสั้น และได้อธิบายแล้วว่ามุ่งเป้าไปที่นักเก็งกำไรค่าเงินบาทเท่านั้น
แต่ไม่ได้คำนึงถึงสภาวะของบ้านเมือง จริงๆแล้วสภาวะทางการเมืองของไทยกำลังวิ่งเข้าสู่วิกฤต
ต่างชาตินั้นเฝ้ามองว่าสภาวะทางการเมืองจะเป็นอย่างไร การปฏิวัตินั้นถ้าจับฝ่ายตรงข้ามไว้ได้
หรือมีหลักฐานที่ชัดเจนพอจะเอาผิดฝ่ายตรงข้ามได้ มันก็จะคลี่คลาย แต่นี่ผ่านไป
3 เดือนแล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น แถมยังเกิดการโต้คารมผ่านสื่อออกไปทั่วโลก
การเผาโรงเรียนกลับแพร่ออกไปหลายภาค แล้วคณะปฏิวัติกลับไปยอมรับว่าฝ่ายตรงข้ามสามารถเข้ามาป่วนบ้านเมืองได้
.....ฯลฯ อย่างนี้ใครจะมาลงทุน ทุนที่ลงไปแล้วมันก็ต้องรีบถอนคืน
ครับ, ผมอยากจะสรุปสั้นๆว่า การออกมาตรการสกัดเงินเก็งกำไรค่าเงินบาทครั้งนี้
ออกโดยไม่รู้ว่าเขาลงบัญชีกันอย่างไร ไม่รู้ว่านักลงทุนต่างประเทศเขาคิดกันอย่างไร
ไม่รู้ว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานะอย่างไร และไม่รู้ว่านักลงทุนไทยนั้นตื่นตกใจได้ง่ายแค่ใหน
และรากเง่าของความผิดพลาดก็คือ คนฉลาด แต่ขาดประสพการณ์
นั้นชอบคิดว่าชาวบ้านน่าจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดได้
.............
22 ธค.49 .... นักลงทุน over react?
เช้าวันนี้ ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า
มาตรการกักเงิน 30% นั้นมุ่งเน้นที่การป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท
แต่เกิดผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรงก็เพราะ
นักลงทุน over react
ครับ, ผมฟังดูแล้วรู้สึกแปลกใจ เพราะเท่ากับว่าท่านไม่ยอมรับความจริง
การกระทำของนักลงทุนทั้งไทยและเทศ เป็นจำนวนนับแสนคนนั้น มันเป็นความจริงที่เห็นโดยเด่นชัด
มันไม่มีคำว่า over react แน่นอน ถ้าท่านออกมาตรการคล้ายๆอย่างนี้อีก
ความฉิบหายในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเกิดขึ้นอีก นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
มันไม่มีการบิดเบือนแน่นอน ท่านน่าจะเข้าใจเรื่องนี้
ครับ, คำว่า over react นั้นมันใช้กับคนที่กระทำการเกินกว่าคนโดยส่วนรวม
เช่น ออกมาตรการอย่างนี้ออกมาแล้วขายหุ้น ขายบ้าน แล้วย้ายไปอยู่อเมริกา
หรือ เห็นคนเขาเทขายหุ้นแล้วออกไปด่าเขาว่าบ้า หรือ เดินเข้าไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
แล้วเอาปืนจ่อคอหอย แล้วขอให้ท่านผู้ว่าการออกมาพบ...
นอกจากท่านจะไม่ยอมรับความจริงแล้ว อีกตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ก็คือ
ท่านบอกว่า ออกมาตรการครั้งนี้แล้วก็คงจะมีคนโกรธท่านเป็นจำนวนไม่น้อย
เช่นคนที่ขายหุ้นไปแล้วต้องขาดทุน
ครับ, นั่นแสดงว่าท่านเล่นหุ้นไม่เป็น ท่านไม่รู้ว่าใครเสียหายในครั้งนี้
คนขายหุ้นออกมานั้นส่วนใหญ่ไม่เสียหาย และถึงจะเสียหายเขาก็พอใจ
เพราะคนที่ขายหุ้นออกไปจำนวนหนึ่งได้กลับเข้ามาช้อนซื้อในราคาถูกๆ
พวกนี้กลับมีกำไร ส่วนคนที่ขายแล้วไม่กล้าซื้อกลับ เขาก็พอใจ เพราะเขาได้ลดความเสี่ยงลงไปตามที่เขาต้องการ
หลายๆคนที่ขายหุ้นนั้นก็ขายในราคาที่สูงกว่าทุน มันมีเพียงไม่กี่คนที่เพิ่งซื้อเข้ามา
แล้วต้องขายขาดทุน
ครับ, จริงๆแล้วคนที่ได้รับความเสียหายคือคนที่ยังถือหุ้นไว้
คนพวกนี้เสียหายเพราะทรัพย์สินของเขาลดค่าลง มันลดไปถึง 800,000 ล้านบาท(ตามที่หนังสือพิมพ์เขาคำนวณให้ดู)
คนพวกนี้ต่างหากที่ไม่พอใจท่านผู้ว่าการ และเป็นคนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้น
ครับ, ท่านเล่นหุ้นไม่เป็น ท่านไม่เข้าใจนักลงทุน
ผมขอทำนายเอาไว้ว่า ไม่ช้าท่านก็จะทำให้ตลาดหุ้นพังลงจริงๆ
............
04 มค.50 .... สรุปผลปี 2549
ปี 2549 นับเป็นปีที่ไม่สวยงามสำหรับนักลงทุน ดัชนีเริ่มต้นที่ 725.64
แล้วมาปิดที่ 679.84 ซึ่งเท่ากับถดถอยลงไปประมาณ (725.64-679.84)/725.64=6.31
เปอร์เซนต์ นอกจากนี้แล้ว มันยังมีเรื่องให้ตกอกตกใจมากมาย เช่น 24/02/06
รัฐบาลทักษิณยุบสภา, 08/05/06 ศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ,
13/07/06 ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง, 21/09/06 เกิดการปฎิวัติรัฐประหาร,
19/12/06 ธปท.ออกประกาศคุมการเข้าออกของเงิน...ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พวกเราขาดทุนกันไปเกือบ
900,000 ล้านบาท
สำหรับโปรแกรมของผมนั้นก็เช่นกัน และดูจะหนักกว่าดัชนีอยู่เล็กน้อย
คือ โปรแกรมเล่นยาว(SC68EX) นั้นขาดทุนในทุกกลุ่ม และรวมแล้วขาดทุนไป
6.82 เปอร์เซนต์ ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)นั้นก็ขาดทุนในทุกกลุ่ม
และขาดทุนรวม 10.14 เปอร์เซนต์
การที่โปรแกรมของผมมันขาดทุนก็เพราะ ทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย ราคาหุ้นก็จะตก
แต่โปรแกรมมักจะขายใน 1-2 วันถัดไป ซึ่งจะไปตรงกับวันที่ราคาหุ้นลงต่ำสุดในช่วงนั้น
แต่กว่าโปรแกรมจะกลับเข้ามาซื้อ มันก็มักจะเป็นตอนที่ราคาหุ้นฟื้นคืนขึ้นมาแล้ว
มันจึงขาดทุนไปทีละ 3-5 เปอร์เซนต์
ครับ, ตรงนี้จะต่างกับการเล่นหุ้นด้วยตัวผมเอง ผมรู้ว่าเหตุร้ายส่วนใหญ่นั้นหุ้นราคาตกก็จริง
แต่มันมักจะกลับขึ้นมาเท่าๆเดิมในเวลา 3-10 วัน ผมจึงไม่ขายออกไป แต่ผมก็ดูข้อมูลจากโปรแกรมด้วย
นี่ทำให้ปีนี้ผมสามารถทำกำไรได้ 11.21 เปอร์เซนต์
หรือเป็นตัวเงินประมาณ 270,000 บาท
ครับ, นี่แสดงว่า ข้อมูลจากโปรแกรมต่างๆของผมนั้นมันมีประโยชน์
เราสามารถใช้มาประกอบการตัดสินใจได้ และใช้ได้ทั้งกรณีที่เป็นปีที่หุ้นตกต่ำด้วย
...............
06 มค.50 .... สงสารคุณธีระชัย
วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงข่าวว่า คตส.เรียกคุณธีระชัยเข้าไปเค้น
โดยมีประเด็นว่า ทำไมบริษัทแอมเปิลริช ซึ่งมีทุนจดทะเบียนแค่ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ
จึงสามารถซื้อขายหุ้นชินคอร์ปเป็นจำนวนถึง 329 ล้านหุ้นได้
ครับ, ฟังแล้วรู้สึกเสียวไปจนถึงกระดูกสันหลัง
ที่เสียวก็เพราะว่า คนของรัฐในปัจจุบันมีแนวคิดถึงขนาดจะให้
กลต.ควบคุมถึงตัวผู้ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยหรือนี่? ถ้าบริษัทแอมเปิลริชซื้อขายหุ้นไม่ได้
แล้วคนอย่างผมจะซื้อขายหุ้นได้หรือ?
ครับ, การซื้อขายหุ้นนั้นมันไม่ขึ้นกับฐานะของผู้ซื้อขาย
นี่เป็นกฏหมายขั้นพื้นฐาน ใครๆก็ซื้อขายหุ้นได้ทั้งนั้น จะเป็นชาวนาชาวไร่
หรือคนติดคุกติดตะราง หรือเป็นคนล้มละลาย หรือเป็นเศรษฐี(รวมทั้งเศรษฐีที่มีทรัพย์สินสุทธิเป็นลบ)
ต่างมีสิทธิ์ซื้อขายหุ้นทั้งนั้น ท่านน่าจะรู้ดี เพราะส่วนใหญ่ของ
คตส.นั้นเป็นนักกฏหมาย
และที่น่าเศร้าใจมากๆก็คือ จะไปเค้นเอากับคุณธีระชัยได้อย่างไร? คนที่เข้าไปซื้อขายหุ้นกันนั้นคุณธีระชัยไม่มีทางรู้จัก
ยิ่งเป็นการขายกันนอกตลาดยิ่งไม่มีทางรู้ได้ ถึงแม้จะมีข้อกำหนดว่าผู้ซื้อขายต้องแจ้ง
กลต.เมื่อจำนวนหุ้นมันถึงระดับหนึ่ง แต่คุณธีระชัยจะเอาข้อกฏหมายอันใหนไปสั่งระงับการซื้อขาย?
สิ่งที่ กลต.ทำได้ก็มีแค่แจ้งว่ามีการถือหุ้นเกินข้อกำหนด และให้ดำเนินการตั้งโต๊ะรับซื้อภายในเวลาที่กำหนด
หรือไม่ก็ต้องออกจากตลาดไป
ครับ, ผมถึงบอกว่า สงสารคุณธีระชัย
แต่ที่น่าสงสารมากกว่าก็คือ ประชาชนชาวไทยตาดำๆอย่างเราๆ
เพราะข่าวนี้แสดงว่า คตส.มีแนวคิดที่จะควบคุมความประพฤติของพวกเราในทุกๆเรื่องเลยทีเดียว
อำนาจท่านดูจะล้นฟ้าไปแล้ว
แบบนี้คงต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศเสียแล้วละครับ
................
10 มค.2550 .... ได้เวลารำลึกถึงตำรามาเล่นหุ้นให้รวยฯ
นี่จวนครบ 5 ปีที่ตำราเรื่อง มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ
ออกสู่ตลาด และมันก็จวนจะถึงเวลาที่ต้องมาเตือนความจำกันว่า ผมได้ทำนายทิศทางหุ้นไว้อย่างไร
ครับ, ผมได้เขียนเอาไว้ในบทที่ 6 ว่า หุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นไซเกิล
มันมีคลื่นขนาดใหญ่ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 10-13 ปีอยู่ แล้วก็ให้กลยุทธ์ที่
6.1 เอาไว้ในหน้า 41-43 ว่าคลื่นนี้ได้ลงไปต่ำสุดในปี 2544 แล้ว และมันถึงเวลาที่ท่านจะลงทุนได้แล้ว
(ตำราเล่มนี้เขียนเมื่อกลางปี 2544 และพิมพ์เมื่อ 26 มค. 2545) คำแนะนำของผมในตอนนั้นก็คือ
ให้ซื้อหุ้นดีๆเอาไว้ แล้วถือไว้ 3-5 ปี แล้วค่อยเอาออกมาดู ผมคาดว่าท่านจะได้กำไรประมาณ
180% เป็นอย่างน้อย....
ครับ, แล้วผลเป็นอย่างไร?
26 มค.2545 ดัชนีอยู่ที่ 338.99
26 มค.2546 ดัชนีอยู่ที่ 376.30
26 มค.2547 ดัชนีอยู่ที่ 725.56
26 มค.2548 ดัชนีอยู่ที่ 702.66
26 มค.2549 ดัชนีอยู่ที่ 761.14
ถ้าท่านเชื่อผม ท่านก็จะมีกำไรประมาณ 100*(761.14
- 338.99)/338.99=124.53% และตอนนี้ท่านก็จะลอยตัว เพราะผมบอกไว้แล้วว่า
เมื่อขายหุ้นออกไปแล้ว ให้รออีก 5-6 ปี
นั่นเป็นการมองจากดัชนี ซึ่งเป็นตัววัดปานกลางของตลาด แต่ถ้าท่านมองดูราคาหุ้นตัวจริง
ท่านจะพบว่ามันดีกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น
26 มค.2545 BAY อยู่ที่ 5.90
26 มค.2546 BAY อยู่ที่ 7.70
26 มค.2547 BAY อยู่ที่ 12.70
26 มค.2548 BAY อยู่ที่ 13.20
26 มค.2549 BAY อยู่ที่ 16.80
กำไรจาก BAY ก็จะเป็นประมาณ 184.75%
นี่เป็นการมองจากวันที่ท่านซื้อตำราเล่มนี้ไปอ่านนะครับ ถ้าจะดูที่จุดต่ำสุดจริงๆของรอบนี้
กับสูงสุดจริงๆของรอบนี้ก็จะพบว่า อัตรากำไรมันไปถึง 100*(794.01-207.31)/207.31=283.00
เปอร์เซนต์โน่น
ทีนี้ก็จะมาถึงประเด็นสำคัญ คือผมได้ทำนายเอาไว้ว่า
คลื่นใหญ่ดังกล่าวนี้จะเริ่มเป็นขาลงในปี 2551 ซึ่งก็ใกล้เข้ามาแล้ว
และเมื่อมาดูสภาวะของบ้านเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมก็ขอปรับใหม่ว่า
ปี 2550 คือปีที่เริ่มเป็นขาลง ที่ผมเห็นว่ามันเป็นไปได้ก็เพราะ
วันนี้มันห่างจากปีต่ำสุด(=2544)เป็นจำนวน 6 ปีแล้ว และสภาวะตลาดมันแย่จริงๆ
ครับ, ถ้าท่านเชื่อผม ท่านจะต้องถอนตัวออกจากตลาดหุ้น
หรือไม่ก็เข้าเล่นตลาดฟิวเจอร์ หรือไม่ก็เล่นแบบขายล่วงหน้า
เรื่องของการขึ้นลงเป็นไซเกิลของราคาหุ้นนี้ เมื่อตอนออกตำรามาใหม่ๆ
ก็มีคนจำนวนไม่น้อยหัวเราะเยาะผม พวกเขาบอกว่า เรื่องอย่างนี้ถ้ามีจริงนักลงทุนก็คงจะมองเห็นกันหมดแล้ว
หลายๆคนเอาตำราผมไปเปรียบเทียบกับของท่าน ดร.นิเวศน์ แล้วก็บอกว่า
อ่านของ ดร.นิเวศน์ แล้วเชื่อถือได้มากกว่าแยะ ทั้งนี้เพราะฝรั่งผู้มีประสบการณ์เขาก็พูดเหมือนของ
ดร.นิเวศน์
ครับ, เรื่องของการขึ้นลงเป็นไซเกิลนี้จะมีจริงหรือไม่ เป็นประเด็นหนึ่ง
ซึ่งท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ทั้งนั้น แต่การเอาตำราผมไปเปรียบเทียบกับของ
ดร.นิเวศน์นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะทำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะแนวคิดของคนเรานั้นต่างกันได้ มันขึ้นอยู่กับข้อมูล ประสบการณ์
และความสนใจของแต่ละบุคคล
สำหรับท่านที่เคยซื้อไปแล้ว แล้วโยนทิ้ง หรือยังไม่เคยอ่านตำรานี้
ท่านสามารถติดต่อซื้อได้ที่ โทร.02-944-6104 หรือ book@sumsystems.com
...............
16 มค.2550 .... นิทานเรื่องห่านง่อย
วันนี้ ดร.นิเวศน์ เขียนเรื่อง -ห่านง่อย-
เอาไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผมอ่านดูแล้วเห็นว่าสนุกดี แต่ก็อยากจะให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกหน่อย
ดร.นิเวศน์บอกว่า มีฟาร์มแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกพายุพัดจนถล่มทลาย หลังจากพายุผ่านไปแล้วก็มีหมูตัวหนึ่งตั้งตัวเป็นหัวหน้า
หมูพบว่าในยุ้งฉางบางอันยังมีอาหารเหลืออยู่แยะ หมูได้เอาออกมาแจกจ่ายพวกเป็ดไก่
ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของฟาร์ม หมูจึงได้รับความนิยมและยกย่อง ส่วนสัตว์ใหญ่ในฟาร์มก็พอใจ
เพราะเมื่อเป็ดไก่และสัตว์เล็กได้กินแล้วก็ขี้ออกมาทั่วฟาร์ม ซึ่งทำให้หญ้าและต้นไม้งอกงาม
ทำให้มีอาหารกินกัน
ดร.นิเวศน์เล่าต่อว่า ในฟาร์มนี้มีห่านอยู่กลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กมาก มันเป็นห่านที่ใข่ออกมาเป็นใข่ทองคำ
ห่านกลุ่มนี้ได้รับการเลี้ยงดูเป็นพิเศษจากหมูผู้เป็นหัวหน้า หมูผู้เป็นหัวหน้าให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะสามารถนำใข่ทองคำไปขาย
แล้วนำเงินมาทำนุบำรุงฟาร์มได้มาก...
แต่นิสัยของหมูนั้นชอบกินจุ และโลภมาก มันจึงกอบโกยและเบียดบังเอาอาหารและใข่ทองคำไปเป็นของตนเอง
พวกสัตว์ทั้งหลาย ยกเว้นเป็ดกับไก่ ต่างไม่พอใจ พวกเขาออกมาเรียกร้องให้หมูออกจากตำแหน่ง
แต่หมูก็ไม่ยอม จนในที่สุดหมีก็ออกมาขับไล่หมูออกไป หมีนั้นขับไล่หมูออกไปได้เพราะมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม
และมีพละกำลังสูงกว่า
ดร.นิเวศน์เล่าต่อว่า หมีนั้นเป็นสัตว์ที่ดุ มีเขี้ยวเล็บที่น่าเกรงขาม
ซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา แต่หมีไม่ใคร่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก และไม่ค่อยจะเข้าใจการทำงานของสัตว์ต่างๆในฟาร์มมากนัก
สิ่งที่มันตั้งใจจะทำก็คือ การป้องกันหมูไม่ให้กลับมามีอำนาจอีก และขจัดความชั่วร้ายที่พวกหมูทำไว้
สัตว์ที่หมีไม่ชอบ และไม่ไว้วางใจ เนื่องจากมันดูเหมือนว่าจะเป็นพรรคพวกหรือร่วมอุดมการณ์กับหมูก็คือห่านทองคำ
และสัตว์จากฟาร์มอื่น ที่เข้ามาอิงอาศัยหากินอยู่ในฟาร์ม ดังนั้นหมีจึงออกกฎระเบียบต่างๆ
ที่จะจำกัดไม่ให้พวกมันสามารถหากินได้สะดวก...วันแรกที่หมีเข้ามาเสียงมันดังอึกทึกโกลาหล
ทำให้ห่านตกใจจนเป็นใข้ไปหลายวัน ต่อมาหมีก็สั่งกักบริเวณห่าน แต่ทำรุณแรงจนห่านขาหัก
แต่ยังไม่ทันหายก็ถูกหมูโยนมะพร้าวเข้ามาโดนปีกจนหักอีก...ฯลฯ
ครับ, อ่านแล้วผมก็ตีความว่า ฟาร์มนั้นหมายถึงประเทศไทย หมูหมายถึงอดีตนายกทักษิณ
เป็ดไก่ทั่วไปคือคนที่สนับสนุนอดีตนายกทักษิณ ห่านที่ออกใข่เป็นใข่ทองคำคือตลาดหลักทรัพย์
หมีคือคณะปฎิวัติ กฎระเบียบที่ทำให้ห่านทองคำขาหักคือการกักเงินจากต่างประเทศ
30% ลูกมะพร้าวคือข่าวการเคลื่อนใหวของอดีตนายก....และตอนนี้ที่ห่านทองคำกำลังเจ็บหนักก็คือราคาหุ้นกำลังตกต่ำ
ครับ, ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่เป็นการตีความโดยตัวผมเอง
มันไม่ใช่คำบอกจากดร.นิเวศน์ ถ้าหมีจะไปตะปบหลังหรือใหล่ดร.นิเวศน์
ก็โปรดไปถามเอาความหมายที่แท้จริงเสียก่อน
โอเค, นับเป็นนิทานที่น่าสนใจ ภาพที่บรรยายมาถูกใจผมมาก แต่ผมอยากเพิ่มเติมข้อเท็จจริงอีกสักเล็กน้อย
คือ
ห่านประเภทออกใข่เป็นใข่ทองคำนั้น มันต้องได้อมเลือดของสัตว์จนพุงกางจึงจะออกใข่เป็นทองคำ
มันอมเลือดของสัตว์ในฟาร์มเข้าไป 4 ล้านล้านบาท และอมเลือดของสัตว์ต่างฟาร์มเข้าไป
1.5 ล้านล้านบาท และออกใข่มาในราคาเท่าๆกับผลผลิตทั้งฟาร์ม แล้วเจ้าสัตว์ต่างชาติก็ใช้สิทธิ์แบ่งใข่ทองคำออกไปเป็นจำนวนประมาณ
30% ของเลือดที่มันบริจากมา นี่เป็นปัญหาที่คนไทยยังไม่เคยคิดถึง แต่พอหมีทำตามคำแนะนำว่าให้กีดกันเลือดจากต่างประเทศ
เจ้าคุณค่าของเลือดในตัวห่านก็หายไป 900,000 ล้านบาท เพราะห่านมันตกใจ
และใข่น้อยลง
ครับ, สัตว์ทั้งหลายในฟาร์มที่ยกขึ้นมาให้ดูนี้ ต่างกร่นด่ากันทั่วฟาร์ม
เพราะค่าของเลือดของพวกเขาลดลง แต่หารู้ไม่ว่า
การใช้เลือดของในฟาร์มเองนั้นจะให้ผลดีกับฟาร์มของตนเองมากกว่า
ครับ, เลิกพึ่งพาเลือดจากต่างชาติเสียเถอะ เพราะมันโกยเป็นใข่ทองคำกลับไปจนประเทศเราซีดจนเหลือแต่กระดูกแล้ว
ถ้าผมเป็นหมี ผมจะจับคอห่านทองคำแล้วดึงขึ้นมา
แล้วเขย่าสักสามที แล้วก็บอกให้คายเลือดต่างประเทศออกไปให้หมด ถ้ามันไม่ยอมคายก็ตีมันให้ตายเสียจะดีกว่า
เพราะมันทำให้ประเทศยากจนลง ถ้าปล่อยไว้ต่อไป บ้านเมืองฉิบหายแน่
...........
18 มค.2550 ..... ฟังฝรั่งแล้วควรฉุกคิดกันไว้บ้าง
วันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงบทความเรื่อง ดอกไม้หายไปใหน
โดยเริ่มต้นว่า หน้าร้อนที่ผ่านมา เสียงกบที่เคยร้องระงมเขา กลับแผ่วเบากว่าที่เคยบรรเลงกล่อมไพร
ดอกหญ้าที่เคยสพรั่งทั่วทุ่งราบ เหลือแต่พื้นดินแข็งกระด้าง อากาศโลกที่สูงขึ้นหนึ่งองศาส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต
วิถีชีวิต และลมหายใจของโลกเอง...
แล้วก็บรรยายต่อไปว่า ในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมา อากาศของโลกร้อนขึ้นประมาณ
1 องศาเซลเซียส ซึ่งมีผลทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย และสัตว์ในเขตหนาวสูญพันธ์ไปหลายชนิด
ส่วนเมืองไทยนั้น ฝรั่งได้มาศึกษาที่เขตบางขุนเทียน
แล้วก็พบว่า เสาไฟฟ้าที่เคยอยู่บนดิน ตอนนี้มันปักอยู่ในทะเล ทั้งนี้เพราะฝั่งทะเลมันร่นเข้ามา
1 กิโลเมตร์...
ครับ, อ่านดูแล้วมันน่ากลัว มันน่ากลัวจนคนเขียนใช้หัวข้อว่า อวสานชาวโลก
แต่พอมาคิดดูอีกที คือถามตัวผมเองว่า ทำไมฝรั่งถึงชอบตีข่าวเรื่องนี้
ผมก็เริ่มสงสัย เพราะในความเป็นจริงแล้ว นกเพ็นกวินหรือหมีขาวมันจะสูญพันธ์
มันก็ไม่หนักหัวกระบาลผม ส่วนเทศบาลบางขุนเทียนจมน้ำนั้นมันก็ไม่ใช่เพราะน้ำแข็งละลาย
ถ้าน้ำมันมาจากขั้วโลก ป่านนี้ก็ท่วมทุกชายทะเลไทยไปแล้ว...ยิ่งไปกว่านั้น
ผมอ่านและดูสารคดีเรื่องนี้มาก็มาก ผมกลับพบว่า เจ้าภาวะโลกร้อนนี้จะทำให้มีฝนตกในประเทศไทยมากขึ้น
ซึ่งจะช่วยให้การเพาะปลูกของไทยดีขึ้น
แล้วทำไมคนไทยจึงต้องโวยวายไปตามฝรั่ง?
ครับ, สงครามข่าวสารนั้นมันเกิดขึ้นแล้ว
ฝรั่งไม่ต้องการให้ประเทศอย่างเราๆใช้ถ่านหินที่มีอยู่ มันอ้างว่าถ่านหินและน้ำมันดิบนั้นไปเพิ่มกาซคาบอนไดอ็อกไซด์
แล้วก็ทำให้โลกร้อน แล้วก็จะเกิดความพินาจฉิบหาย.....
ครับ, นั่นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ฝรั่งจับแพะชนแกะ
แล้วใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมือทำลายชาติอื่น
และเมื่อเหลียวดูทางด้านการเงิน เราจะเห็นเรื่องอย่างนี้อีกมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น ในหมู่โบรกเกอร์ของไทยนั้น ตอนนี้อกสั่นขวัญแขวน คือถูกฝรั่งขู่ว่าทุนนอกจะไม่ใหลเข้ามา
ตลาดจะซบเซา มาร์เก็ตแคปจะหดหาย วอลุ่มจะน้อยลง คอมมิชชั่นจะไม่พอเลี้ยงท้อง...
ครับ, รู้จักฉุกคิดกันเสียบ้าง
เจ้าลูกค้าต่างชาติเหล่านี้ชอบปล่อยข่าว จริงๆแล้วนักลงทุนจากต่างชาตินั้นนำเงินเข้ามาได้หลายทาง
เขาเอาเข้ามาตั้งโรงงานและผลิตสินค้าเองก็ได้ กำไรนั้นอยู่ในระดับ
20-25% แต่ต้องถูกหักภาษี 30% ของกำไร มันก็จะเหลือ 14-16% ต่อปี วิธีที่สองคือให้กู้ผ่านธนาคารพาณิชย์
ซึ่งจะได้ผลตอบแทน 10-12% ต่อปี และไม่มีความเสี่ยงเลย แต่ทั้งสองวิธีนั้นมันได้น้อยกว่าการเอามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ลงในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้กำไร 25-30% แล้วไม่ต้องเสียภาษี แถมจะเอาออกนอกประเทศเมื่อใดก็ได้
ตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงเป็นที่โปรดปรานของกองทุนต่างชาติ
ครับ, ทุนฝรั่งไม่หายไปใหนหรอกครับ เมื่อเราออกระเบียบที่ไปกระทบผลประโยชน์ของเขา
เขาก็ทุบให้ราคาหุ้นตกเพื่อเป็นการเสริมกับคำพูดของเขา และถ้าเรายังยืนอยู่ต่อ
เขาก็จะทุบนานขึ้นอีกหน่อย..ฯลฯ
และถ้าเราจะขับไล่เขาออกไปจริงๆ มันก็ไม่ได้เกิดผลเสียหายมากมายนัก
เพราะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม ฝรั่งไม่สามารถถอนเสาโรงงานเราไปได้
ถึงฝรั่งจะขายจนหมดมือ เราก็รับซื้อเอาไว้ได้ เพราะฝรั่งมันถืออยู่แค่
30%ของตลาด ยิ่งมันเทขายเร็วราคาก็ยิ่งตก คนไทยก็จะได้ซื้อของถูก เราอาจใช้เงินไม่ถึง
1 ล้านล้านบาทซื้อหุ้นในมือฝรั่ง หลังจากนั้นราคาหุ้นก็จะไต่กลับขึ้นมา
และถ้าฝรั่งถอนตัวกันจริงๆละก็ มาร์เก็ตติ้งนั้นไม่อดตายหรอก
เพราะจะได้วอลุ่มถึง 1 ล้านล้านบาทใน 3 ปี หรือเป็นค่าคอมมิชชั่นถึง
5,000 ล้านบาทในเวลา 3 ปี ใครที่บอกว่าจะอดตายนั้นให้แวะไปที่บ้านผม
ผมจะต้มโจ๊กให้กินทุกวัน แต่ถ้ารวยกว่าเดิมต้องเอาเงินซื้อข้าวสารมาให้ผม
คิดซิครับ คิดให้ละเอียด อย่าให้ฝรั่งเป่าหูแล้วไปบีบคนไทยด้วยกัน
...................
22 มค.2550 ..... หนทางรวยลัดของประเทศไทย
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บล.บีฟิท สมาคมศิษย์เก่าทันตแพทย์มหิดล
และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้จัดสัมนาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเซียนหุ้นของเมืองไทย
แล้วก็มีรายงานผลในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันนี้ว่า
เซียนหุ้นระดับบิ๊กๆของไทยมีพอร์ตรวมกันกว่าหมื่นล้านบาท
พวกเขามีกำไรกันทุกคน คือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บางคนกำไรถึง
600 เปอร์เซนต์ และในช่วงที่เกิดการปฎิวัติ กับช่วงที่เกิดการเทขายเพราะระเบียบการกักเงินนำเข้าไว้
30 เปอร์เซนต์นั้นพวกเขาก็มีกำไร...และตอนนี้พวกเขากำลังทะยอยเก็บหุ้นเพราะมองเห็นแนวโน้มว่าจะเป็นขาขึ้น...
ครับ, จากข่าวนี้ผมก็มาคิดดู แล้วก็สรุปว่า เมืองไทยนี้ไม่น่าจะมาบ่นเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่กันแล้ว
เพราะเรามีหนทางจะร่ำรวยลัด คือ เราควรจะตั้งบริษัทให้เหมือนกับเทมาเส็ก
แล้วจ้างเซียนหุ้นพวกนี้มาบริหาร โดยตัดเอาเงินจากงบประมาณ หรือเงินกองทุนประกันเงินบาท
มาสัก 300,000 ล้านบาท มาเป็นทุนเริ่มต้น แล้วก็ออกไปเล่นหุ้นให้ทั่วโลก
ภายในเวลา 5 ปี เราก็จะมีกำไร 600 เปอร์เซนต์ หรือคือได้เงินเข้าประเทศ
1.8 ล้านล้านบาท และเนื่องจากเซียนเหล่านี้ก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ พวกเขาน่าจะช่วยบริหารได้สัก
4 รอบ คือ 20 ปีข้างหน้า เราก็จะขยายเงินออกไปได้ถึง 7*7*7*7=2401
เท่า หรือคือ จากเงินทุน 300,000 ล้านบาท ก็จะกลายเป็น
2401*0.3=720.3 ล้านล้านบาท
ครับ, แค่นี้ก็กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยกว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันแล้ว
นั่นเป็นความฝันครับ ผมอ่านข่าวนี้แล้วกลัวว่าท่านผู้อ่านจะหลงกลเขา
จึงเอาเรื่องนี้มาพูด ผมขอเตือนว่า การเล่นหุ้นในระดับ
10 ล้านบาท แล้วกำไร 600 เปอร์เซนต์ ในเวลา 5 ปี นั้นเป็นไปได้
แต่ถ้าเล่นเป็นหมื่นล้านบาทนั้นเป็นไปได้ยาก
เพราะปริมาณการซื้อขายจะมีผลกระทบต่อตลาด อย่างเช่น หลังวันประกาศการกักเงินทุนต่างชาติไว้
30 เปอร์เซนต์นั้น ถ้าจะให้มีกำไรต้องขายจนหมดพอร์ต แล้วไปซื้อกลับคืนมาในเวลาที่มันลงต่ำสุด
แล้วก็เข้าไปขายในวันรุ่งขึ้น หุ้นช่วงนั้นมันรูดลงมาเร็วแล้วขึ้นแรงในวันรุ่งขึ้น
หลังจากนั้นมันก็ไม่ขึ้นต่อ และมาจนถึงวันนี้มันก็แค่เตาะแตะอยู่ที่
650 จุด
ครับ, การขายจนหมดพอร์ตหมื่นล้านบาทในวันเดียว
แล้วกลับเข้าซื้อในวันเดียวกัน แล้วมาขายในวันรุ่งขึ้น นั้นเป็นไปไม่ได้
และดูจากวอลุ่มของสองวันนั้นมันก็ไม่ใช่มาจากเซียนเหล่านี้แน่นอน
พวกเขาอาจทำได้บางส่วน แต่หุ้นอีกมากยังค้างอยู่ในพอร์ต และยังขาดทุนอยู่
สิ่งที่ผมกลัวก็คือ พวกเขามองเห็นแล้วว่าเหตุการณ์บ้านเมืองมันไม่คลี่คลายไปได้ง่ายๆ
หุ้นจะซึมลงอีกนาน เขาจึงออกมาเชียร์ให้ชาวบ้านเข้าไปซื้อ
พวกเขาจะได้ถอยออกไปโดยขาดทุนน้อยลง
ครับ, ฟังอะไรแล้วต้องคิด โบรกเกอร์ เซียนหุ้น
และหนังสือพิมพ์นั้น เขาจะมาสนใจส่งเสริมให้ชาวบ้านรวยขึ้นจริงหรือ
ผมอยากให้มาร์เก็ตติ้งที่ดูแลพอร์ตของเซียนเหล่านั้นติดตามดู
ท่านอาจไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ เพราะจะผิดระเบียบตลาด แต่ท่านจะได้เห็นความจริงใจของคนเหล่านั้น
.................
05 กพ.2550 ..... ทำไมคนไทยจึงเกลียดการกอบโกย?
เปิดดูทีวีทีไรก็ต้องมีคนออกมาด่าคนที่กอบโกย
เปิดหนังสือพิมพ์ก็เห็นไปอีกแบบหนึ่ง คือมีแต่คนที่มักน้อย
เช่น ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 13 ของวันอาทิตย์ที่ 4 กพ.
ก็มีเรื่อง "มองการเกษียณอายุอย่างมีอนาคต" และเรื่อง "ตั้งเป้าหมายในสิ่งที่เป็นไปได้"
ออกมาให้อ่าน ในเรื่องแรกนั้นบอกว่า ถ้าเกษียณที่ 60 แล้วคาดว่าจะอยู่ไปถึง
80 ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณปีละ 138,000 บาท ซึ่งรวมแล้วจะเท่ากับ 138,000*20=2,760,000
|