|
| สารบัญ บทความเก่าประจำเดือน |
| พฤษภาคม 43 |
27
พค.43 ................ เครื่องพีซีก็ทำนายหุ้นได้
29พค.43 ................ทำไมการเล่นหุ้นโดยติดตามข่าวรายวันจึงไม่ได้ผล
30พค.43............กราฟของราคาหุ้นบอกสภาวะย้อนหลังได้ |
| มิถุนายน 43 |
|
2 มิย. 2543 ...............อย่าเล่นหุ้นตามกระแส
4 มิย. 43 ..............ข่าวสำคัญที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง
6 มิย. 43........กราฟของราคาหุ้นบอกทิศทางในอนาตคได้ด้วย
8 มิย. 43..........แนวโน้มของกราฟราคาหุ้นหาได้อย่างไร
10 มิย.43 ...............การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นเหมีอนลูกคลื่นในทะเล
12 มิย. 43 ..........เล่นหุ้นต้องใจหนักแน่น
14 มิย. 43 ................เล่นหุ้นปีละกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม
16 มิย. 43.........เล่นหุ้นระยะปานกลาง(10-16
เดือน)
18 มิย.43..........การมองหาคลื่นความยาวขนาดกลาง
20 มิย.43........โปรแกรม
SC68EX
22 มิย.43................ผลการทำงานของโปรแกรม
SC68EXนับจากต้นปี
24 มิย.43............ประสบการณ์ของโปรแกรม
SC68EX
26มิย.43............ข่าวดีนั้นไม่แน่ว่าจะดีเสมอไป
28 มิย.43..........มีเงินเท่าใหร่จึงจะเล่นหุ้นได้โดยไม่เดือดร้อน
30มิย.43..........วิธีประหยัดค่าอินเทอร์เน็ต
|
| กรกฏาคม 43 |
|
2 กค.43...........ความหมายของคำว่าเล่นหุ้นระยะยาว
4 กค. 43..........ทำไมต้องแห่เล่นตามต่างชาติ
6 กค. 43........ทุนต่างชาตินั้นสำคัญใหม
8 กค.43......ปัญหาใหญ่ของคนคือไม่ยอมคัทลอส
10 กค. 43.......หุ้นแบ้งค์ตกเพราะNPLไม่กระเตื้องจริงหรือ?
12
กค. 43..........กบข. เสี่ยงเพราะอะไร?
14 กค. 43........วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX
16 กค. 43........วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX (ต่อ)
25 กค.43.......วิธีอ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX (ต่อ)
28 กค.43........เล่นหุ้นตามข่าวรายวันนั้นเล่นยาก
31 กค. 43...........ขึ้นทะเบียนนักวิเคราะห์หุ้นดีจริงหรือ
|
| สิงหาคม 43 |
5 สค.43............อ่านข้อมูลจากโปรแกรม
SC68EX (ต่อ)
7 สค.43 ...... อย่าเอาตัวเราเป็นตัวแทนของคนในตลาด
9 สค. 43............อย่าคิดว่าจะมีคนเชื่อนักวิเคราะห์ใด
หรือโปรแกรมใดเกิน 5%
11 สค. 43 .......ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
13 สค.43.............ความเสี่ยงของการเล่นหุ้น(ต่อ)
16 สค.43........ผลตอบแทนจากการเล่นหุ้น
18 สค.43 ......เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น
20 สค.43 ...... จะเป็นนักวิเคราะห์หุ้นที่ดีนั้นเป็นได้ยาก
23 สค.43 .....แนวรับแนวต้าน
25 สค.43 ...... เล่นหุ้นระยะยาวต้องไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม
28 สค.43 ........ ลดคอมมิชชั่นแล้วจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มจริงหรือ
|
| กันยายน 43 |
4 กย.43..........การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
7 กย.43 .......... การวัดความเสี่ยงของการเล่นหุ้น
(ต่อ)
13 กย.43 ......ข้อแตกต่างระหว่างโปรแกรมSC68EX
กับ โปรแกรมในตลาด
20 กย.43 ....ทำไมข้อมูลของ SC68EX
จึงดูจืดชืด
24 กย.43...ปัญหาของโปรแกรมในท้องตลาด
|
| ตุลาคม 2543 |
|
4 ตค.43.....ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีกับราคาหุ้นแต่ละตัว
6 ตค.43.....ความโลภกับความกลัว:ต้นเหตุแห่งการขาดทุน
10 ตค.43 ......ทำไมการเล่นหุ้นจึงเรียนไม่รู้จบ
16 ตค.43 ....โปรแกรม
SC68EX เป็นการเล่นหุ้นแบบใหน?
18 ตค.43 .....กองทุนต่างชาติขาดทุนจริงหรือ
22 ตค.43 ...เมื่อใหร่จึงจะถึงเวลาซื้อหรือขาย
26 ตค.43 ...คิดกับเล่นจริงนั้นต่างกัน
28 ตค.43 ...เล่นหุ้นต้องลงทุนค่าข้อมูล
2 พย.43 ..... โปรแกรม
SC68EX วิเคราะห์หุ้นราชบุรีได้ใหม?
9 พย.43....รู้ได้อย่างไรว่าหุ้นจะขึ้นใหญ่
15 พย.43....ท่านเห็น"แพทเทินของการซื้อ"แล้วหรือยัง
19 พย.43 ... "ขยัก"
26 พย.43....ความเหมือนและความต่างของ
Eliott Wave กับสูตร์ SC68EX
1 ธค.43 ...เขาปั่นหุ้นกันอย่างไร
5 ธค.43... เขากระชากราคาขึ้นลงได้อย่างไร
10 ธค.43....กองทุนมีประโยชน์อย่างไร
12 ธค.43...เฮดช์ฟันด์ชอบปั่นหุ้นหรือเปล่า
27 ธค.43 ... ข่าวสารบ้านเมืองมีผลต่อราคาหุ้นแค่ใหน
7 มค.44 .... รายงานโฉมใหม
10 มค.44 .... วิเคราะห์สัปดาห์แรกของปี 2544
20 มค.44 ....โทษของการไม่เชื่อโปรแกรม
24มค.44 ....เล่นระยะยาวเป็นอย่างนี้แหละ
26 มค. 44 ...หุ้นขึ้นแล้วจะเจอกับปัญหาอะไร
28 มค.44....ข่าวลือกับตลาดหุ้น
5 กพ.44 ....น่าเห็นใจ
กลต.
9 กพ.44 ....เมื่อหุ้นขึ้นแล้วโปรแกรมจะบอกจังหวะขายได้ดีแค่ใหน?
18 กพ.44 ....โปรแกรม
SC68EX เล่นรอบไม่เป็น
24 กพ.44 ...โปรแกรมทำนายผิดถูกแค่ใหน?
11 มีค.44 .... จุดเริ่มขายของ SC68EX
21 มีค.44 ...อย่ามองเข้าข้างตนเอง
23 มีค.44 ....เล่นหุ้นตอนใหนดีที่สุด
1 เมษ.44 ...ระบบบัญชีที่งี่เง่า
6 เมย.44 ...วันหยุดมีผลต่อราคาหุ้นแค่ใหน?
2 พค. 44 ....ทายหุ้นถูกกี่เปอร์เซนต์จึงจะกำไร
11 พค.44 ....อยากเจอหุ้นดีๆอย่างไทยธนาคารอีกสักครั้ง
31 พค.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ
อันใหนดี
1 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
4 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
6 มิย.44 ....ดอกเบี้ยสูง/ดอกเบี้ยต่ำ อันใหนดี(ต่อ)
14 มิย.44 ... งาน Investor Fair ให้อะไรเราบ้าง?
17 มิย.44...เล่นแบบ fundamental VS เล่นแบบ technical
20 มิย.44.....ใครจะเชื่อและยอมทำตามโปรแกรม
24 มิย.44..ความสำคัญของตลาดหุ้น
27 มิย.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น
(ต่อ)
29 มิย.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ต่อ)
5 กค.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ต่อ)
11 กค.44...ความสำคัญของตลาดหุ้น(ตอนจบ)
15 กค.44...ซื้อครั้งเดียวได้ลุ้นพันครั้ง
27 กค.44....ทำไมบริษัทต้มตุ๋นจึงเกิดได้
6 สค.44....หุ้นจะขึ้นหรือลงเมื่อนายกหลุดคดีซุกหุ้น
18 สค.44...ขอถามหาความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุน
24 สค.44...ทำไมกองทุนจึงขาดทุนกันหนักๆ
3 กย.44...แตกพาร์แล้วได้อะไร?
9 กย.44...เศรษฐกิจจะถดถอยยาวถึง
8 ปี?
18 กย.44....หุ้นไทยตกเพราะอะไร
19 กย.44....ชนเวิล์ดเทรดเพื่อทำชอร์ตเซลล์
30 กย.44.....ทำไมต้องรอลงทุนที่
290
15 ตค.44...ใครได้ใครเสียเมื่อเกิดวิกฤตการณ์
27 ตค.44....หุ้นตกคราวนี้จะโทษใครดี
13 พย.44...ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน
18 พย.44....พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา
11 ธค. 44......ควรซื้อหุ้นชนิดใหน?
17 ธค.44...หุ้นปตท.
VS แชร์แม่ชะม้อย
28 ธค.44...สรุปประจำปี
07 มค.45...เมื่อใหร่จะถึงเวลาซื้อ
11 มค.45...เมื่อใหร่จะถึงเวลาขาย?
21 มค.45...เจริญด้วยการลดละเถอะครับ
2 กพ.45...ตัวอย่างการสร้างฐานอำนาจ
4 กพ.45...ขอพูดเรื่องหลักสูตร์
กลต. อีกสักนิด
7 กพ.45...เล่นหุ้นต้องใจรักและศึกษาหนัก
26 กพ.45...คนไทยไม่รู้จักใช้ข้อมูล
10 มีค.45...ซื้อหุ้นขายหุ้นต้องดูที่เวลา
ไม่ใช่ที่ราคา
27 มีค.45...การตอบสนองต่อหนังสือ-มาเล่นหุ้นกันเถอะ
12 เมษ.45...พยากรณ์เหตุการณ์ข้างหน้าด้วยข้อมูลย้อนหลัง
13 เมษ.45...ซื้อถัว
vs คัทลอส
14 เมษ.45...เล่นหุ้นอย่าหวังรวยลัด
28 เมษ.45...ซื้อถัวจะดีใหม?
18 พค.45...วอเรนบัฟเฟท
vs จอร์จซอรอส
19 พค.45...ปีนี้คงได้วัดใจ
22 พค.45...ให้คนถอนเงินมาซื้อหุ้นแล้วจะแก้ปัญหาเงินล้นแบงก์?
13 มิย.45...อะไรคือเสียดายดีกว่าเสียใจ?
6 กค.45...คนแก่ควรเล่นหุ้นหรือไม่?
11 กค.45...ใครว่าเงินล้นแบงก์?
13 สค.45....พันธบัตรช่วยชาตินั้นเลวจริงหรือ?
15 สค.45...หุ้นที่มือใหม่ไม่ควรแตะต้อง
16 สค.45...ทำไมต้องใช้โปรแกรมจำลองตลาดหุ้น?
21 สค.45...จะเป็นนักสถิติหรือนักสติปริ?
22 สค.45...ทำไมต้องตื่นเต้นกับMSCI?
03 กย.45...หุ้นซึมเพราะกลัวสิบเอ็ดกันยาจริงหรือ?
04 กย.45...ใครฆ่านักลงทุนไทย?
08 กย 45...การลดความเสี่ยง
11 กย.45...รัฐควรแทรกแซงตลาดหรือไม่?
21 กย.45...หุ้นที่ตกมากๆนั้นจะขึ้นจริงหรือ?
29 กย.45...หาหุ้นดีๆให้สักตัวได้ใหม?
10 ตค.45... บริษัทจัดอันดับมีประโยชน์ใหม?
18 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
19 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่2)
19 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่3)
21 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่4)
22 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร? (ตอนที่5)
24 ตค.45...กำไรขาดทุนในหุ้นมันมาจากใคร?
(ตอนที่6)
05 พย.45...กลต.เชือดไฟแนนซ์ทำชอร์ตเซล
06 พย.45...เสี่ยสองหลุดคดีปั่นหุ้น
08 พย.45....เฟดลดดอกเบี้ยจะกระทบหุ้นใหม?
21 พย. 45...อย่าตื่นเต้นกับการขึ้นลงระยะสั้น
24 พย.45....การเลือกซื้อหุ้น
2 ธค.45...กับดักอีกอันหนึ่งที่ควรระวัง
03 ธค.45....กลต.คุมเข้มตั๋วบีอี
10 ธค.45...ทำไมผมจึงขายหุ้น
KGI ?
12 ธค.45...ซื้อหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องต่ำสุด
19 ธค.45....ลงทุนแบบวอเรนบัฟเฟท
22 ธค.45.... สิ่งที่วอเรนบัฟเฟทไม่กล้าพูด
25 ธค.45.... หุ้นปี 2546 จะเป็นอย่างไร
30 ธค.45.... สรุปผลปี 2545
10 มค.46....ฟังเซียนหุ้นแนะนำนักลงทุนรายย่อย
16 มค.46... แก้NPLแล้วได้เป็นฮีโร่?
02 กพ.46...เกมจำลองหุ้นมีประโยชน์ใหม?
5 กพ.46.... การลงทุนในหุ้นเป็นอาชีพหลักได้ใหม?
11 กพ.46... ธุระกิจงี่เง่า
12 มีค.46...ผู้บริหารโง่หรือขี้จุ๊?
22 มีค.46... โปรแกรมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเกิดสงคราม
14 เมษ.46... โปรแกรมจำลองตลาดหุ้นสอนอะไรผมบ้าง?
12 พค.46 ... หุ้นขึ้นอย่ารีบขาย
25 พค.46 ... ทำไมหุ้นจึงมักจะฟื้นตัวกลับไปที่เก่า?
08 มิย.46.... เล่นหุ้นต้องใจเย็นจริงหรือ?
12 มิย.46... สลึงสุดท้าย
23 มิย.46... วิจิตรมาจะดีใหม?
24 มิย.46... นิทานอีสปกับนักเล่นหุ้น
04 กค.46... เห็นอะไรบ้างเมื่อวอลุ่มทะลุสามหมื่นเจ็ด?
14 กค.46 ... เล่นหุ้นนั้นเสี่ยงกว่าฝากเงินจริงหรือ?
21 กค.46... การคำนวณค่า Expected Gain
22 กค.46.... เชียร์หุ้นโดยไม่ดูกาละเทสะ
26 กค.46 ... ถามหาศักดิ์ศรีของคนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
28 กค.46 ... กองทุนวายุภักษ์ดีใหม?
30 กค.46 ... ลงทุนอย่างมีความสุข
05 สค.46... คนไทยเรานี่มักน้อยดีจริงๆ
11 สค.46 ... ความเสี่ยงของกองทุน
14 สค.46 ... MSCI จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
21 สค. 46 .... กลยุทธ์ระยะยาวของการเล่นหุ้น
24 สค.46 .... นักวิเคราะห์นกแก้วนกขุนทอง
26 สค.46 .... กองทุนเก่า
vs กองทุนใหม่
2 กย.46... ทำได้แค่ใหนจึงจะเป็นเซียนหุ้น
12 กย.46 ...หุ้นไทยถูกปั่นหรือเปล่า?
19 กย.46 .... ตลาดตอนนี้ถูกปั่นหรือเปล่า?
23 กย.46 .... พีอีเรโชมีความหมายจริงหรือ?
24 กย.46 .... เลห์แมนบราเธอร์สขายทิ้งหุ้นในไทย?
28 กย.46 .... หุ้นลงให้ซื้อหุ้นขึ้นให้ขาย?
01 ตค.46 .... หุ้นยอดนิยม/หุ้นยอดดอย?
15 ตค.46.... นโยบายดันเงินฝากมาเล่นหุ้น
01 พย.46 .... ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับกองทุนดัชนี
05 พย.46 ..... สงสารแมงเม่า
08 พย. 46 .... ถ้าแมงเม่าฉลาดขึ้นสักนิด
22 พย.46 .... ใครปั่นหุ้นกันแน่?
25 พย.46 ..... เมื่อกองทุนศอกกลับไส่หน้าตัวเอง
07 ธค.46 .... จะป้องกันการปั่นหุ้นได้อย่างไร?
13 ธค. 46 .... การแปรมติ
23 ธค.46 .... นี่ก็เป็นการแปรมติ
07 มค.47 .... สรุปผลปี
2546
14 มค. 47 .... กองทุนขี้จุหรือเปล่า?
22 มค.47 .... พีอีเรโชไม่ใช่ตัววัดที่ดี
23 กพ.47 .... กำไรสักกี่เปอร์เซนต์ต่อปีจึงจะพอใจ?
12 มีค.47 .... รมต.คลังจะพยุงราคาหุ้นได้จริงหรือ?
18 มีค.47 .... ผมไม่ได้เลือกให้ท่านเข้ามาเพื่อปั่นหุ้นนะครับ
19 มีค.47 .... นอกจากจะเพิ่งลืมตาแล้ว ท่านยังสายตาสั้นเสียอีก
24 มีค.47 .... เริ่มรู้ปัญหา
แต่แก้ไม่ถูกทาง
01 เมษ.47 .... วายุภักษ์จะพยุงหุ้นใหวหรือ?
11 เมษ.47 .... วายุภักษ์ล่มปากอ่าว
28 เมษ.47 .... เมื่อใหร่จะถึงวันซื้อของปี
47 เสียที?
21 พค.47 .... รมต.คลังตกเลขคณิต
9 มิย. 47 .... รมต.คลังกำลังเห็นชอบเป็นผิด
14 มิย.47 .... คำแนะนำหอยๆปูๆ
03 กค.47 .... คิดจะเล่นยาว
ต้องยาวให้ตลอด
22 กค.47 .... เรื่องดีๆ
ทำจนเป็นเรื่องเสียหาย
16 สค.47 .... เมื่อแบงก์ชาติโดนอัดกลับ
23 กย.47 .... รมต.คลังคนนี้ไม่รู้เรื่องการขึ้นลงของหุ้น
12 พย.47 .... โครงการวัวล้านตัว
29 พย.2547 .... วิบากกรรมของบริษัทเงินทุน
04 ธค.47 ... หุ้นปี2547 สอนอะไรเราบ้าง?
05 ธค.47 .... ทำนายหุ้นปี
2548
06 ธค.47 .... แก้พอร์ต-เรื่องง่ายหรือเรื่องยาก?
07 ธค.47 .... อย่าเสี่ยงกับหุ้นไอพีโอ
08 ธค.47 .... เทขายหุ้นเพราะวิตกธปท.แทรกแซงบาท?
13 ธค.47 .... กบข.รวยหุ้นไอพีโอ?
22 ธค.47 .... หุ้นดีๆมีเป็นร้อย
แต่ซื้อทีไรขาดทุนทุกทีี
25 ธค.47 .... ทักษิณตวาดใส่หม่อมอุ๋ย
05 มค. 48 .... สรุปผลปี 2547
06 มค.48 ..... ดัชนีหุ้นไทยปี
2548
07 มค.48 ..... ได้อะไรจากคลื่นซือนามิบ้าง?
12 มค.48 ..... การสร้างเด็กอย่างผิดๆ
21 มค.48 .... ทำไมคนไทยจึงต้องกลัวเฮดจ์ฟันด์?
26 มค.48 .... ขอจับโกหกไอ้คนเห็นแก่ได้
1 กพ.48 .... เล่นหุ้นนั้นดีกว่าฝากเงินแน่นอน
2 กพ.48 ..... ไม่ใช่ระบบผิด?
08 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด
09 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนที่2)
10 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนที่3)
11 กพ.48 ..... ขอติเพื่อก่อกันสักนิด(ตอนสุดท้าย)
15 กพ.48 ..... จะเล่นหุ้นตัวใหนต้องรู้นิสัยของมัน
16 กพ.48 ..... ธปท.
vs อดีตผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย
17 กพ.48.... คนไทยชอบปิดกอเอียะ
18 กพ.48 .... โฆษณาที่น่ารำคาญ
19 กพ.48 ..... ผลงานชี้นโบว์แดงหรือโบว์ดำ?
20 กพ.48 ..... แบ่งโซนตามเขา เราจะตกหลุมเขา?
22 กพ.48 .... ทำไมไทยน็อกซ์จึงต้องเพิ่มทุน?
25 กพ.48 ..... ทำไมต้องกลัวสินค้าจะขึ้นราคา?
27 กพ.48 .... หมอเลียบกับความคิดแบบเด็กๆ
09 มีค.48 .... รู้รสลมปากฝรั่งแล้วหรือยัง
10 มีค.48 .... นี่หรือคือหน้าที่ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน?
11 มีค.48 .... ขายไปก่อนแล้วค่อยช้อนซื้อในภายหลัง?
12 มีค.48 .... ครม.ชุดใหม่เป็นอย่างไร?
13 มีค.48 .... รู้แบบไทยๆ
20 มีค.48 .... นี่หรือที่เรียกว่าทำนายแม่นดั่งตาเห็น?
23 มีค.48 .... ผลกระทบจากข่าวร้ายๆ
02 เมษ.48 ..... คุณช้อนซื้อหุ้นแล้วหรือยัง?
03 เมษ.48 ..... ลมปากฝรั่งอีกแล้ว
13 เมษ.48 .... เจรจาเอฟทีเอต้องมองสวนทาง
17 เมษ.48 .... มามองโลกในแง่ดีกันดีกว่า
18 เมษ.48 ..... ข่าวร้ายจะมีผลแรงกว่าข่าวดี
21 เมย.48 .... เล่นหุ้นระยะยาวเป็นอย่างไร?
29 เมย.48 .... กองทุนไม่ได้ปั่นหุ้น?
07 พค.48 ..... กองทุนไทยไม่ได้ทุบหุ้น?
10 พค.48 ..... ปัญหาของหมา ปัญหาของคน เป็นเรื่องเดียวกัน
13 พค.48 ..... สูตร์เล่นหุ้นมักจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน
21 พค.48 .... ปีนี้ทำเงินตกน้ำไปเกือบห้าแสน
31 พค.48 .... เล่นระยะยาวไม่ใช่ซื้อแล้วถือไว้
5ปี 10ปี
07 มิย.48 .... นักวิเคราะห์จะฆ่าตัวตายจริงหรือ?
10 มิย.48 .... Stochastic Process คืออะไร?
12 มิย.48 .... การศึกษาและใช้ประโยชน์ของ stochastic process
13 มิย.48 ....
การศึกษาแบบอินพุต-เอ้าท์พุต
15 มิย.48 .... ธรรมชาติของ stochastic process
16 มิย.48 ..... การตัดต่อ stochastic process
22 มิย.48 .... ผิดใหมที่จะเข้าไปผสมโรงปั่นหุ้น?
05 กค.48 .... กลต., ระวังจะตกเป็นเหยื่อนักการเมือง
08 กค.48 ..... ข้อเสียของการทำนายด้วยข่าวสารบ้านเมือง
18 กค.48 .... ผลงานของ กลต.
21 กค.48 .... ปัญหาการแย่งตัวมาร์เก็ตติ้ง
01 สค.48 .... ข้อได้เปรียบของการลงทุนผ่านกองทุนรวม?
03 สค.48 .... ปัญหาการรวมชาติ
05 สค.48 .... ปัญหาการรวมชาติ2
09 สค.48 .... หลงป่า
18 สค.48 ..... ธุรกิจการผลักภาระความเสี่ยง
19 สค.48 .... ปีนี้หุ้นขึ้น แต่ทำไมจึงขาดทุน
20 สค.48 .... ตลาดสั่งให้ปลดประชัย
24 สค.48 .... ผลเสียของการดูทีวี
27 สค.48 .... อนาคตของตลาดหลักทรัพย์ไทย
30 สค.48 ..... ปัญหาของทีวี(อีกครั้งหนึ่ง)
31 สค.48 .... High Risk/High Return จริงหรือ?
03 กย.48 ..... เล่นหุ้นอย่างไรจึงจะลดความเสี่ยงให้เกือบเป็นศูนย์
05 กย.48 .... ลดความเสี่ยงให้ใกล้0.0(ตอนที่2)
07 กย.48 .... ตัวอย่างฝีมือผู้จัดการกองทุน
09 กย.48 ..... นายกสั่งกลต.ฟันนักไซฟ่อน
11 กย.48 .... ทำไมคำแนะนำของผมมักจะไม่ได้ผล?
16 กย.48 .... ธุรกิจสื่อควรออกไปจากตลาดหุ้น
24 กย.48 .... ระวังกฟผ.จะเป็นอย่างเดียวกับมติชน
30 กย.48 .... กองทุนพันธบัตรประกันเงินต้น
04 ตค.48 .... บิ๊กล๊อตปิคนิคไม่มีปัญหา
13 ตค.48 ..... มุมมองจากประธานบริษัทหลักทรัพย์
14 ตค.48 .... นักลงทุนไทยชอบหาเรื่องเสียเงิน
18 ตค.48 .... อย่าดูแค่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
21 ตค.48 .... ลงได้ก็ขึ้นได้
22 ตค.48 .... จวนหมดรอบของหุ้นพลังงานแล้วนะครับ
23 ตค.48 .... วิกฤติภาษาไทย
28 ตค.48 .... คุณภาพของสื่อ(อีกแล้ว)
29 ตค.48 .... รถไฟฟ้าไม่ใช่ถนน
31 ตค.48 .... ให้ขึ้นทะเบียนเป็นเอไอ แล้วช่วยอะไรได้?
2 พย.48 .... หุ้นวัฎจักรหรือวัฐเจ้ง?
07 พย.2548 ..... หุ้นกฟผ.จะชี้ว่าผู้บริหารไทยนั้นไร้สติ
13 พย.48 .... ได้อะไรจากคนสนิทวอร์เร็นบัฟเฟตต์บ้าง?
16 พย.48 .... โพรงสำหรับกระรอก
21 พย.48 .... กฟผ.-ไปใหนมา-สามวาสองศอก
23 พย.48 .... เมื่อคนโง่พูดถึงตลาดหุ้น
04 ธค.48 .... หุ้นตกอย่าโทษการเมือง
07 ธค.48 .... ใจที่บอดทำให้หูบอดไปด้วย
18 ธค.48 .... นี่หรือนักทำนายหุ้นระดับเซียน?
20 ธค.48 .... อีกตัวอย่างหนึ่งของความห่วย
21 ธค.48 .... ข่าวดี-ตลาดหลักทรัพย์โชว์ผลงานปี2548
27 ธค.48 .... ชีวิตต้องลงทุน
30 ธค.48 .... พรใดที่ผมต้องการ?
01 มค.49 .... สรุปผลปี 2548
03 มค.49 .... หุ้นปีหมานั้นเล่นยากจริงหรือ?
05 มค.49 .... ความเสือกของนักวิเคราะห์
06 มค.49 .... เห็นความเลวของนักวิเคราะห์แล้วใช่ใหม?
11 มค.49 .... กองทุนเพื่อความฉิบหาย
12 มค.49 .... เบียร์ช้างสำคัญอะไรนักหนา
18 มค.49 .... ศอกกลับคราวนี้เจ็บไปหลายคน
26 มค.49 .... นี่หรือที่เรียกว่านักสถิติ?
06 กพ.49 .... ทำไมคนไทยไม่สนใจลงทุนในหุ้น?
08 กพ.49 .... ระบบสังคมเพื่อให้เป็นคนง่อย
11 กพ.49 .... นายกก็ยังไม่รู้เรื่องภาษีซื้อขายหุ้น
17 กพ.49 .... วิกฤตพลังงานใน 3 ปีข้างหน้า
18 กพ.49 .... กลต.ผู้ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
21 กพ.49 ..... จะเล่นหุ้นต้องรู้จริงและเก่งจริง
24 กพ.49 ..... เลอะเทอะกันดีจังเลย
25 กพ.49 ..... จับโกหกประธานชมรมต่างๆ
04 มีค.49 ..... กฎหมายแท้-กฎหมายเทียม
06 มีค.49 ..... เสียงของกลต.นั้นไร้น้ำหนัก
14 มีค.49 ..... ตลาดฟิวเจอร์นั้นดีจริงหรือ?
17 มีค. 49 .... ทักษิณลาออกแล้วหุ้นจะขึ้น?
29 มีค.49 .... ใครบอกว่าซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษื?
04 เมษ.49 .... เลือกตั้งครั้งนี้ใครได้ใครเสีย?
05 เมษ.49 .... ทำไมจึงเป็นกรรมของประชาชนทุกที
29 เมษ.49 .... เบื่อแนวคิดของศาลและทนายความ
01 พค.49 .... คุณสมบัติของว่าที่นายก?
13 มิย.49 .... เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับตลาดหลักทรัพย์ไทย
18 มิย.49 .... การเลือกตัวหุ้น
20 มิย.49 .... อภิสิทธิ์ไม่รู้เรื่องหุ้น
26 มิย.49 ..... เมทาเส็กเจ้งแสนล้าน
13 กค.49 .... ปัญหาตัวกูของกูหรือตัวมึงของมึง?
26 กค.49 .... อ่านตำราผมแล้วอย่าด่วนสรุป
27 กค.49 .... วิจัยคือหัวใจของการพัฒนา
05 สค.49 .... คนไทยสมัยนี้ดีแต่พูดหลักการ
09 สค.49 .... สร้างเงินล้านด้วยมือคุณ
12 สค.49 .... มีใครรู้จักวอเรนบัฟเฟตต์บ้าง?
25 สค.49 .... เมื่อตลาดหุ้นคลั่งดารา
31 สค.49 .... การทำนายทิศทางหุ้นระยะยาว
09 กย.49 .... อนาคตของหุ้นปตท.
10 กพ.2550 ..... การตัดสินใจในเรื่องหุ้นไม่มีคำว่าดีที่สุด
15 กพ.2550 .... มาตรการที่ผิดธรรมชาติ
16 กพ.2550 .... เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร?
20 กพ.2550 .... ยึดสัมปทานคืนมา?
24 กพ.2550 ... เกราะคุ้มกันภัยของนักลงทุน
26 กพ.2550 ..... เทมาเส็กซื้อไป คนเกลียดแม้วน่าจะยินดี
27 กพ.2550 ..... วอเรนบัฟเฟตต์เป็นเศรษฐกิจพอเพียง?
03 มีค.2550 .... ตลาดหุ้นมีประโยชน์ตรงใหน?
05 มีค.2550 ..... หุ้นไทยตอนนี้ราคาถูก?
09 มีค.2550 .... ท่านเรียนรู้อะไรจากกรณีไอทีวีบ้าง?
18 มีค.2550 .... คนบางคนมันบ้าอำนาจ
22 มีค.2550 .... รัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง?
25 มีค.2550 .... น่าจะถึงเวลาไพรเวทไตส์ตลาดหลักทรัพย์แล้ว
27 มีค.2550 .... ควบคุม-ดูแล-กำกับ?
30 มีค.2550 .... เมื่อนักโฆษณาพาไป
15 เมษ.2550 .... High Risk High Return ในงานเล่นหุ้น?
22 เมษ.2550 .... ตัวอย่างการหาสูตร์ในการเล่นหุ้น
28 เมษ.2550 .... ความเสี่ยงของตลาดฟิวเจอร์ส
11 พค.2550 ... ข้อมูลสาธารณะเป็นดาบสองคม
26 พค.2550 .... หุ้นตกในระดับเกินสิบเปอร์เซนต์มีผล
30 พค.2550 .... ทฤษฎีสัมพัทธภาพกับการเล่นหุ้น
06 มิย.2550 .... เมื่อกูรูทางแวลูอินเวสเตอร์มองเทคนิคัล
15 มิย.2550 .... ทำไมสถิติใช้กับการเล่นสั้นไม่ได้?
15 กค.2550 .... หุ้นขึ้น ฝรั่งซื้อ ไทยขาย ใครกำไร?
08 สค.50 .... ฝรั่งซื้อไปแล้วจะขายใคร?
28 สค.2550 ..... ได้เวลาทบทวนศักยภาพของกลุ่มไฟแนนซ์แล้ว
01 กย.2550 .... UCOM ตัวอย่างหุ้นที่ไม่ควรเล่น
02 กย.2550 .... ต่างชาติขายหมดแล้วหรือยัง?
11 กย.2550 .... ระวังภาพลวงตาเมื่อเล่นTFEX
14 กย.2550 .... เกาไม่ถูกที่คัน
15 กย.2550 .... เป้าหมาย ตลท. อยู่ที่ใหน?
19 กย.2550 .... ซื้อหุ้นหลายๆตัวเพื่อลดความเสี่ยง?
20 กย.2550 .... เมื่อทำนายได้แม่นยำดังตาเห็น
21 กย.2550 .... ตัวอย่างการเล่นหุ้นระยะยาวที่ผิดวิธี
23 กย.2550 .... SET แกว่งมากแค่ใหนถึงจะเรียกว่าผิดปรกติ?
26 กย 2550 .... ปั่นหุ้น-ปั่นตลาด เป็นคนละเรื่องกัน
30 กย.2550 .... หลากหลุมพราง?
07 ตค.2550 .... ก่อนจะฝันเป็นเงินก้อนโต
09 ตค.2550 .... ทำไมนักวิเคราะห์บางคนเกลียดผม?
13 ตค.2550 .... ใครรับผิดชอบเมื่อหุ้นราคาตกมาก?
18 ตค.2550 .... ปตท., หุ้นที่สวนทางหลักการค้า
19 ตค.2550 .... นักวิเคราะห์ในสายตาของเชียนหุ้น
20 ตค.2550 .... สิ่งที่นักเล่นฟิวเจอร์ควรระวัง
12 พย.2550 .... ทำไมฝรั่งจึงปั่นหุ้นพลังงานและแบงก์?
23 พย.2550 ..... ปตท., ระเบิดที่พร้อมจะแตก
25 พย.2550 .... จะออกพันธบัตร 1.1 ล้านล้านบาท?
27 พย.2550 .... เยาร์วัยของนักลงทุนแบบแวลูอินเวสเตอร์
28 พย. 2550 .... ใหนว่าจะไป 1100,1200,1300?
04 ธค.2550 .... เศรษฐศาสตร์, ศาสตร์ที่มีความผันผวนสูง
05 ธค.2550 .... ประชัยปั่น, ผู้ถือหุ้นเจ็บ
15 ธค.2550 .... คำตัดสิน ปตท.จะไม่มีผลต่อตลาด?
19 ธค.2550 .... พยุงราคาปตท.เอาไว้เพื่ออะไร?
21 ธค.2550 .... ปตท.ยิ่งพูดยิ่งซ้ำเติมปัญหา
24 ธค.2550 .... นักวิชาการแท้/นักวิชาการเทียม
03 มค.2551 .... สรุปผลปี 2550
08 มค.2551 .... ทิศทางหุ้นในปี 2551
10 มค.2551 .... โอกาสที่จะเล่นฟิวเจอร์ระยะสั้น
23 มค.2551 .... เพิ่งจะรู้ว่าตลาดหุ้นเริ่มเป็นหมี?
08 กพ.2551 .... โฆษณาห่วยๆ
25 กพ.2551 .... ทำไมคนไทยจึงถูกหลอกได้ง่าย?
|
| (บทความเก่าข้างบนนี้ติดต่อขอรับได้ทางอีเมล์
punyap@ksc.th.com ครับ) |
28 สค. 2551 โปรแกรมเพื่อเล่น TFEX
(ตอนที่1)
ผู้เข้าชมเว็บนี้คงสังเกตุเห็นได้ว่า ผมไม่ได้เขียนบทความมาหลายเดือนแล้ว
หลายๆคนสงสัยว่าผมหายไปใหน และบางคนที่อยากปิดเว็บไซท์นี้ก็คงจะดีใจ
เพราะคิดว่าผมคงจะหมดแรง และคงจะปิดเว็บในเร็วๆนี้
เปล่าครับ, ผมไม่ได้ไปใหน ผมไปเร่งทำโปรแกรมเพื่อใช้เล่น TFEX ชนิดระยะสั้น
เร่งจนไม่มีเวลาที่จะเขียนบทความ และถึงวันนี้ผมเห็นว่าโปรแกรมชุดนี้พร้อมที่จะใช้งานแล้ว
ผมจึงจะขอมาแนะนำโปรแกรมใหม่นี้ให้ท่านรู้จัก
โปรแกรมชุดนี้ให้เรียกว่า TFEX3 มันมี 3 โปรแกรม และโปรแกรมที่ออกรายงานเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
คือ AE21A ตัวอย่างรายงานอยู่ในหน้า
Stock Section รายงานนี้เรียกว่า Status
of the Last 14 Days
จากชื่อของรายงาน ท่านคงพอจะเดาออกว่า มันคือรายงานเพื่อบอกว่า โปรแกรมมันเล่น
TFEX แล้วมีสถานะเป็นอย่างไรในห้วง 14 วันที่ผ่านมา รายงานนี้มีหลายคอลั่มน์
ซึ่งผมจะทะยอยอธิบายให้ฟัง วันนี้ผมขอให้ดูที่คอลัมน์ที่ชื่อว่า Status
เสียก่อน เพราะมันคือข้อมูลที่สำคัญที่สุด เมื่อเข้าใจคอลั่มน์นี้แล้วจะเล่น
tfex ได้เลย
Status คือสถานะของโปรแกรม รหัสที่ใช้มีสองอย่าง คือ รหัส= 1 = มันถือโพซิชั่น
long, ส่วน รหัส= -1 = มันถือโพซิชั่น short ผมขอแนะนำให้ท่านกอปปี้รายงานของวันนี้(28
สค.2551)เอาไว้ ทั้งนี้เพราะรายงานนี้จะเปลื่ยนไปทุกวัน ท่านใดที่ไม่ทันกอปปี้เอาไว้ให้ขอได้ทางอีเมล์(คลิกที่
email to Dr Punya)
จากรายงานของวันที่ 28 สค.2551 นี้ท่านจะเห็นได้ว่า โปรแกรมถือโพซิชั่นเป็น
long ตั้งแต่ AUG08-15 หรือคือวันที่ 15, เดือน สิงหาคม, ปี 2008 (หรืออาจถือมาก่อนนั้นก็ได้)
แล้วก็มาเปลี่ยนโพซิชั่นเป็น short ในวันที่ AUG08-21 การเปลี่นสถานะนี้จริงๆแล้วพวกเราจะทำตามได้ในวันถัดมา
ทั้งนี้เพราะพวกเราจะเห็นรายงานในตอนเย็นของวันที่ออกรายงาน การเทคแอกชั่นช้ากว่าโปรแกรมไป
1 วันนี้อาจทำให้กำไรหดไปบ้าง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะการขึ้นลงของ
tfex นั้นคาดเดาเป็นวันต่อวันไม่ได้ เราอาจได้ราคาที่ดีกว่าของวานนี้ก็เป็นได้
ท่านต้องอาศัยการเฝ้าหน้าจอสักครึ่งวัน แล้วตัดสินใจปิดโพซิชั่นในตอนภาคเช้า
แล้วกลับเข้าไปถือโพซิชั่นตามที่โปรแกรมแนะนำในภาคบ่าย
ครับ, หลังจากวันที่ 21 สค.2551 เป็นต้นมา โปรแกรมก็ถือโพซิชั่นเป็น
short มาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ซึ่งก็หมายความว่า พวกเราจะถือโพซิชั่น
short ตามมันมา
ครับ, ตอนนี้โปรแกรมถือ short มา 8 วันแล้ว ซึ่งก็นานพอสมควรแล้ว
ผมจึงคาดเดาว่า โปรแกรมน่าจะเปลี่ยนโพซิชั่นอีกครั้ง ในเวลาไม่นานนัก
เรื่องนี้ท่านอาจดูข่าวสารการเมืองและจากต่างประเทศเข้าประกอบ และอาจปิดโพซิชั่นก่อนโปรแกรมก็ได้
แต่ถ้าจะให้ง่าย ท่านรอดูสัญญาณในคอลั่มน์ status จะดีกว่า ทั้งนี้เพราะ
มีหลายครั้งในการเล่นของโปรแกรม มันถืออยู่ 3-4 เดือน แล้วมันก็ทำกำไรได้สูงกว่ามาก
ครับ, วันนี้เอาแค่นี้ก่อน
ปล. ถ้าท่านยังไม่แน่ใจในโปรแกรมนี้ ท่านก็ทดลองเล่นแบบชกลมไปก่อนก็ได้
คือวันใหนที่โปรแกรมเปลี่ยนโพซิชั่น ท่านก็สมมุติว่าเข้าเทคตามในวันรุ่งขึ้น
โดยเอาราคา tfex ในตอน 10.00 น.เป็นราคาซื้อขาย แล้วไปคำนวนกำไร-ขาดทุนดู
................................
17 กย.2551 เมื่อใหร่หุ้นจะหยุดลงเสียที?
นี่คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ ซึ่งผมได้เคยพูดมาหลายทีและพูดนานมาแล้ว
แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากฟัง ฟังแล้วก็ไม่เข้าหู เพราะมันไม่สบอารมณ์
ครับ, เมื่อกลางปีที่แล้ว(2550) ผมเตือนว่า คลื่นเศรษฐกิจจะเริ่มเป็นขาลง
มันกำลังเข้าสู่เฟสที่3 ซึ่งจะยาวประมาณ
3 ปี เฟสนี้ปีแรกจะลงไม่มาก แต่อีกสองปีจะลงแรงมาก ผมจึงไม่แนะนำให้เล่นหุ้น
ตัวผมเองก็หยุดเล่นหุ้น ซึ่งหลายคนสังเกตเห็น และได้ถามเข้ามาว่าทำไมไม่เล่นหุ้น
นอกจากนี้แล้ว เมื่อตอนต้นปีนี้(กพ.-มีค.2551) ผมก็ทำนายว่าดัชนีจะลงไปถึง
620 ทั้งๆที่นักวิเคราะห์เขาชี้เป้าไปที่ 920-960 พวกนักวิเคราะห์ที่เกลียดผม(เพราะถ้าทุกคนเชื่อผม
คือไม่เล่นหุ้นในเฟสที่3 ของคลื่นเศรษฐกิจ มันก็จะไม่มีการซื้อขาย
แล้วพวกเขาก็จะอดตาย)ก็ไปโพสต์ด่าผมในพันทิพดอตคอม เขาด่ากันสนุกมาก
แล้ววานนี้เป็นอย่างไร?
ดัชนีหลุด 620 ลงมาอยู่หลายชั่วโมง
แต่ถึงจะกลับมาปิดสูงกว่า 620 ได้ มันก็ไม่ได้หมายความว่า วันนี้ และวันต่อๆไปจากวันนี้
มันจะไต่ขึ้นไปได้ เพราะถ้าท่านดูอย่างใจเป็นกลาง สภาวะตลาดเงินของสหรัฐก็ยังจะวุ่นวายต่ออีกนาน
และมันอาจลากเอาเศรษฐกิจทั้งโลกถดถอยไปด้วย
ครับ, ผมขอยืนยันว่า ใน 4-5 ปีข้างหน้า หุ้นไทยยังจะถดถอยลงไปอีก
แต่มันไม่ใช่ลงตลอดเวลานะครับ ธรรมชาติของหุ้นนั้นมันมีขึ้นมีลงตลอดเวลา
มันจะขึ้นเพราะคลื่นรายปีและคลื่นรายเดือนได้ แต่แนวโน้มก็คือ มันขึ้นน้อย
แต่ลงมาก คลื่นรายปีนั้นจะแกว่งประมาณ +10% กับ -30%ต่อปี ส่วนคลื่นเล็กรายเดือนนั้นจะแกว่งประมาณ
+5% กับ -15%ต่อ 41 วัน
เมื่อรู้ทิศทางของหุ้นไทยแล้ว ท่านจะทำอย่างไร?
หลายคนบอกว่า ตลาดก็ไม่ได้ลงทุกตัว แม้ในวันที่เลวร้ายสุดๆ อย่างวันที่
11 กย. หรือเมื่อวานนี้ เรามีหุ้นที่สวนทางขึ้นไปได้หลายสิบตัว เราก็เลือกให้ถูกตัวก็แล้วกัน
ถ้าคิดเองไม่ได้ก็ให้ถามนักวิเคราะห์เอา
หลายคนอาจบอกว่า เจ้าแนวโน้มที่ผมทำนายไว้นั้นมันไม่มีประโยชน์ เพราะมันเป็นแนวโน้มระยะยาว
เรามาเล่นหุ้นรายวันก็ได้ ทุกวันมีหุ้นทั้งขึ้นและลง มันต้องดูที่เหตุการณ์บ้านเมืองและข่าวจากบริษัท
ถ้าท่านคิดเองไม่เป็นก็ฟังเสียงของนักวิเคราะห์ได้ พวกเขาชำนาญการในเรื่องนี้
ฯลฯ
ครับ, ถ้าท่านอยากจะเสี่ยงแบบนั้น ก็ตามใจท่าน ผมไม่ขัด
แต่ที่ผมอยากจะเตือนไว้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านอย่าเชื่อคนที่เข้ามาบอกว่าฝรั่งนั้นมีต้นทุนที่
690 และฝรั่งจะหยุดขายแล้ว ทั้งนี้เพราะ จริงๆแล้วหุ้นที่ฝรั่งถืออยู่ในมือประมาณ
2 ล้านล้านบาทนั้น มันมีต้นทุนต่ำกว่า 0 บาทต่อหุ้น
ในการคำนวณหาต้นทุนของหุ้นในมือกองทุนต่างชาตินั้น เขาไม่ได้ดูจากการเข้ามาช้อนซื้อครั้งสุดท้าย
วิชาเลขคณิตนั้นคุณครูท่านสอนมานานแล้วว่า
ราคาทุนของหุ้นในมือ=(จำนวนเงินที่นำเข้ามาทั้งหมด
- จำนวนเงินที่เอากลับไปแล้ว)/จำนวนหุ้นที่คงเหลืออยู่ในมือ
ครับ, เจ้าตัวเลข 3 ตัวที่ใช้ในสูตร์ข้างบนนี้ ถ้าจะหากันจริงๆก็พอทำได้
มันอยู่ในมือของแบงก์ชาติ แต่เขาไม่สนใจที่จะคำนวนให้เรา ผมจึงต้องประมาณเอา
จากบทความในวารสารด้านการเงินของต่างชาติ เขาบอกว่า กองทุนต่างชาติที่เข้ามาเล่นหุ้นในประเทศไทยนั้นมีกำไรประมาณ
28-30 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่พวกเขานำเงินออกไปประมาณ 2 ใน 3 หรือคือเอากำไรกลับไปประมาณ
20 เปอร์เซนต์ของทุนที่นำเข้า ด้วยอัตราการถอนออกไปอย่างนี้ ทุนทุกก้อนที่นำเข้ามาจะได้คืนไปหมดภายในเวลา
5 ปี แต่เราเปิดตลาดมาเกือบ 30 ปีแล้ว ดังนั้นกองทุนต่างชาติพวกนี้ได้ถอนทุนไปจนหมดแล้ว
หุ้นที่เหลืออยู่ในมือ 2 ล้านล้านบาทนั้นจึงเป็นกำไรที่สะสมไว้อยู่ในรูปของหุ้นเท่านั้น
ครับ, โดยสรุปแล้ว หุ้นที่กองทุนต่างชาติถืออยู่ในขณะนี้มันไม่มีต้นทุน
พวกเขาจะขายต่อไปอีกเท่าใดก็ได้ ในราคาใดก็ได้
รู้อย่างนี้แล้วท่านจะทำยังไง?
ทำใจเสียเถอะ หุ้นไทยยังลงได้อีกมาก มันขึ้นอยู่กับความคิดของต่างชาติเหล่านี้เท่านั้น
ถ้าเขาจะเลิกเล่นหุ้นไทย SETก็อาจลงต่ำกว่า 100 ได้ ท่านดู SET50 และ
SET100 ซิครับ ตอนนี้มันต่ำกว่าจุดเริ่มต้น(ที่ 500 และ 1000)ไปแล้ว
....................
23 ตค.2551 .... ให้บจ.ซื้อหุ้นตนเองได้,
เพื่อใคร?
หุ้นตกมาเป็นเวลาเกือบ 7 เดือนแล้ว แล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ผู้บริหารตลาด
และ กลต.ก็เลยเสนอแนะว่าจะอนุญาตให้บริษัทจดทะเบียนเข้าซื้อหุ้นของตนเอง
และหวังว่าหุ้นจะหยุดตก
ครับ, การอนุญาตให้บริษัทซื้อหุ้นจากตลาดคืนมาอยู่ในมือนั้นจะทำให้ราคาหุ้นขึ้น
ทั้งนี้เพราะปริมาณหุ้นในตลาดจะลดลง เมื่อ จำนวนหุ้นลดลง แต่ความต้องการยังอยู่เท่าเดิม
ราคามันก็ต้องขึ้น นี่เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ธรรมดาๆ ใครๆก็รู้
แต่ผู้บริหารตลาดและกลต.จะคิดแบบซื่อๆอย่างนั้นไม่ได้ มันจะกลายเป็น
ซื่อบื่อ ไปเสียเปล่าๆ
เหตุผลของผมก็คือ
1. เมื่อออกแนวนโยบายดังกล่าวแล้ว ผู้บริหารของ บจ.ต่างๆจะคิดอย่างไร?
มีใครที่ใหนที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของบริษ้ทแต่เพียงอย่างเดียว? ไม่มีหรอกครับ
เพราะถ้าเขาคิดว่าทำแล้วหุ้นขึ้น เขาก็ต้องเอาเงินส่วนตัวเข้าซื้อเสียก่อน
แล้วค่อยเอาเงินบริษัทเข้าซื้อ เมื่อราคาขึ้นแล้วก็ขายหุ้นในมือของตนออกไป
การห้ามไม่ให้ผู้บริหารซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเป็นผู้บริหารนั้นมันไม่ได้ผลหรอก
เพราะเขาสามารถใช้ชื่อ พี่ น้อง ลูก หลาน คนใช้ และคนสนิท ซื้อได้
แต่ถ้าเขาคิดว่า เอาเงินบริษัทเช้าซื้อหุ้นของบริษัทแล้วราคาจะยังใหลลงต่อ
เขาก็ได้โอกาสทำเงินอีกเช่นกัน คือเอาเงินบริษัททุ่มซื้อจนหมด แล้วก็รอไปสักระยะหนึ่ง
เมื่อราคาใหลลงจนเกือบต่ำสุดก็เชิญกรรมการบริหารมาประชุม แล้วก็แจ้งว่า
เงินสดในมือของบริษัทจะหมดแล้ว การจะไปกู้จากแบงก์มาเพิ่มนั้นก็มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ย
แล้วเขาก็เสนอให้ขายหุ้นออกไปก่อน โดยเขาจะหาคนมาซื้อเป็นล็อตใหญ่ให้
เสร็จแล้วเขาก็เอาบริษัทส่วนตัว หรือของพรรคพวกกันเข้ามาซื้อ การซื้อบิ๊กล็อตนั้นเขาทำกันตอน
10 นาทีก่อนปิดตลาด และบ่งชื่อผู้ซื้อกับผู้ขายได้ มันจึงไม่มีใครเข้ามาตัดหน้าซื้อไปได้
และเมื่อตลาดเป็นปรกติแล้ว เขาก็เอาหุ้นนั้นออกขายทำกำไร
ครับ, แนวคิดของผู้บริหารตลาดและกลต.นี้จึงเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้บริหารบจ.ทำเงินเข้ากระเป๋าอย่างแยบยล
2. ผมอยากให้พวกเราย้อนถามผู้บริหารตลาดและกลต.ว่า การอนุญาตให้บจ.ซื้อหุ้นของตนเองกลับนั้นจะทำให้ราคาหุ้นดีดกลับได้
แล้วทำไมตลาดจึงมีข้อห้ามเอาไว้? แล้วอยู่ๆมายกเลิกข้อกำหนดนี้ไป มันจะไม่เป็นการละทิ้งนโยบายเดิมไปหรือ?
ครับ, ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเขามีข้อห้ามการซื้อหุ้นของตัวเองกันทั้งนั้น
ทั้งนี้เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารเอาเปรียบนักลงทุน พวกเขาจะสามารถปั่นราคาหุ้นได้
การอนุญาตให้ซื้อหุ้นของตนเองนั้นมันร้ายยิ่งกว่าการอนุญาตให้บริษัทถือหุ้นใขว้กันเสียอีก
เพราะมันปั่นและทำกำไรได้ด้วยตัวผู้บริหารเพียงบริษัทเดียว ไม่ต้องไปพึ่งพาอาศัยผู้บริหารของบริษัทอื่นเลย
3. ผู้ที่จะได้รับผลทางลบนั้นไม่ได้มีแต่นักลงทุนรายย่อยไทย คนที่จะโดนหนักคือนักลงทุนต่างชาติ
เพราะพวกเขาจะขาดทุนเมื่อตลาดยอมให้บจ.ปั่นหุ้นได้ นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้เขาผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาแล้วทั้งนั้น
เขาสอนต่อๆกันมาเป็นร้อยปีแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศใดทำอย่างนี้เมื่อใด
เขาก็ต้องขายหุ้นทิ้งให้หมดพอร์ต แล้วแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน
ครับ, ผมไม่รู้ว่าผู้บริหารตลาดและ กลต.นั้นไม่รู้เรื่องที่ 3 นี้หรือยังไง
จึงได้เสนอแนวคิดอันนี้ออกมา
ถ้าท่านยังยืนการที่จะออกระเบียบนี้ โดยบอกว่าคิดอย่างซื่อๆ
ผมก็ขอบอกว่า มันเป็นความคิดแบบ ซื่อบื้อ จริงๆ
.................
28 ตค.2551... ทำไมวานนี้หุ้นไทยจึงตกถึง
10 เปอร์เซนต์
วานนี้หุ้นไทยตกจนต้องให้หยุดการซื้อขายไป 30 นาที หลายๆคนคงบอกว่า
เป็นเพราะเกิดภาวะวิกฤตในตลาดการเงินของโลก แต่ผมขอถามย้ำว่าทำไมจึงตกมากกว่าประเทศอื่นๆ
และตกจนถึงระดับที่ต้องหยุดการซื้อขายไป 30 นาที
ครับ, ท่านอาจไม่ได้นึกย้อนหลังไป เรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนก็คือ เมื่อวันพุธที่
22 ตุลาคม ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารของ กลต. และประธานสมาคมหลักทรัพย์ไปสัมนากัน
แล้วก็พูดว่า หุ้นไทยจะใหลลงต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี
จากการชี้นำของคนเหล่านี้ หุ้นไทยดิ่งลงไปเกือบ 10 เปอร์เซนต์ในวันศุกร์ที่
24 แล้วก็มาดิ่งลงเกิน 10 เปอร์เซนต์เมื่อวานนี้
ครับ, ผมได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่า ผู้บริหารระดับนี้ไม่ควรจะมาทำนายทิศทางของหุ้น
คำพูดของคนระดับนี้มีผลต่อตลาด เขาเหล่านี้ควรปล่อยให้ผู้วิเคราะห์ทั่วไปเป็นผู้ทำกัน
คนระดับผู้วิเคราะห์นั้นเขาวิเคราะห์แล้วก็แนะนำนักลงทุนเป็นรายตัว
และถึงแม้ว่าจะพูดผ่านทีวี มันก็ได้ผลในวงแคบ เพราะทำนายมามากแล้ว
มันมีทั้งถูกและผิด คละกันไป
แล้วทำไมผู้บรหารระดับสูงจึงชอบมาพูดเรื่องทิศทางของตลาดหุ้น?
ตีความได้ทางเดียวคือ เขาอยากดัง
ที่จริงแล้วคนเหล่านี้เคยผ่านงานจากธปท. หรืออย่างน้อยก็ผ่านงานธนาคารพาณิชย์มาแล้ว
พวกเขาย่อมรู้ดีว่า ธปท.และธนาคารพาณิชย์นั้นต้องไม่พูดถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ย
และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ครับ, เลิกอยากดังกันได้แล้ว คนเขายอมรับให้มาดำรงตำแหน่งเหล่านี้เพราะเขาเชื่อว่ามีการกลั่นกรองหรือสรรหามาเป็นอย่างดีแล้ว
ถ้าท่านยังทำลายตลาดอีก ท่านอาจอยู่ไม่ได้ ลองนึกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แล้วจะหนาวสั่น
แค่หุ้นตกไป 10 เปอร์เซนต์ มันก็ทำให้คนที่ยอมถือหุ้นไว้
เสียเงินไป กว่า 0.10*3.451=345,000 ล้านบาท(3.451 ล้านล้านบาท คือมาร์เก็ตแคบของวันศุกร์ที่
24 ตุลาคม)
............
23 มค.2552 ..... เมื่อใหร่หุ้นจะหยุดลงเสียที(ถามเป็นครั้งที่2)?
จำบทความเมื่อวันที่ 17 กย. 2551 ได้ใหม ในบทความนั้นผมบอกว่า หุ้นไทยเมื่อมองระยะยาว
มันเป็นขาลง และจะลงไปอีก 2-3 ปี แต่ก็ได้บอกไว้ว่า มันไม่ได้ใหลลงตลอดเวลา
มันจะมีคลื่นรายปีและรายเดือนเข้ามาผสม แล้วก็ทำให้มีการขึ้นลงสลับกันไป
เพียงแต่ว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ มันจะขึ้นน้อย แต่ลงลึกกว่า
ครับ, ตอนนี้มันลงมาประมาณ 6 เดือนแล้ว และถึงเวลาที่คลื่นรายปีจะดันให้มันกลับขึ้นมาได้สัก
6 เดือน แต่ผมก็ยังไม่แนะนำที่จะให้ท่านเข้ามาเล่นหุ้น เพราะโอกาสขาดทุนจะมีมากกว่าโอกาสกำไร
เจ้า SET นั้นอาจขึ้นจาก 400 ไปสู่ 500-550 เท่านั้น ท่านต้องเข้าให้ถูกจังหวะจริงๆจึงจะมีกำไร
ขึ้นไป 500-550 แล้วมันจะไปใหนต่อ?
รอดูกันนะครับ เมื่อมันเข้าใกล้ 500 นักวิเคราะห์จะชี้เป้าไปที่ 800-900
กันอีก นักวิเคราะห์หลายท่านกำลังเชียร์ให้ท่านเก็บหุ้น คำถามในหน้าจอทีวีเริ่มพุ่งไปในแนวนั้น
นักวิเคราะห์เริ่มบอกว่าในตอนนี้หุ้นหลายตัวน่าซื้อแล้ว แต่ก็บอกว่าให้เลือกให้ดีๆ
เพราะหุ้นส่วนใหญ่ยังเป็นขาลง
ครับ, มันจะไม่ไปที่ 800-900 นะครับ เพราะถึง top ของปีแล้วมันก็จะลง
ผมคาดว่าจะลงถึง 250-300
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า จะเลือกหุ้นดีๆได้อย่างไร?
เรามีวิธิการที่ง่ายๆอยู่หลายวิธี เช่น (1)ดูผลประกอบการย้อนหลังไปสัก
2-3 ปี (2)ดูประเภทของธุรกิจ (3)ดูสภาวะเศรษฐกิจ (4)ดูนโยบายของรัฐบาล
(5)ดูชื่อผู้บริหาร (6)ดูชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ....ฯลฯ
ครับ, แนวทางกาวิเคราะห์เหล่านี้ฝรั่งใช้กันมายาวนานเป็นร้อยปีแล้ว
ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้ผล
แต่.....มันใช้ได้กับตลาดของฝรั่งเท่านั้น ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะหุ้นในตลาดฝรั่งนั้นเขาดีพอๆกัน
โอกาสที่จะเจ้งแล้วออกจากตลาดไปมีน้อย และหุ้นเกือบทุกตัวมันใหญ่ มีหุ้นกระจายอยู่ทั่วประเทศ
ไม่มีใครปั่นได้ และผู้บริหารเขาเป็นมืออาชีพทั้งนั้น
ครับ, อย่าไปพยายามค้นหาหุ้นเด่นหรือหุ้นดีเลยครับ หุ้นไทยมันปั่นกันได้เกือบทั้งนั้น
มันขึ้นอยู่ที่นักปั่นหุ้น ว่าเขาจะปั่นตัวใหน ผมนั้นจะเลือกเอาแต่ตัวที่นักปั่นเขาไม่สนใจ
และขึ้นลงเป็นไซเคิลที่ตรงกับ SET ตัวที่เขาปั่นกันมากอย่างเช่น BANPU,
PTT, JAS, IEC ผมไม่เคยซื้อ และมันก็เห็นผล คือ ผมไม่ขาดทุนเหมือนกับหลายๆคนที่เข้าไปเล่นหุ้นปั่นในปีที่แล้ว
พูดถึงเรื่องนี้แล้วต้องขอปรบมือให้กับประธาน กลต.คนปัจจุบัน เพราะท่านเริ่มปราบนักปั่นหุ้นได้หลายรายแล้ว
และคงจะทำให้ตลาดสะอาด และน่าลงทุนมากขึ้น
สรุปคือ เล่นหุ้นตามทฤษฎีลูกคลื่นนั้นดี และง่าย
ที่สุด และหนีจากหุ้นปั่นให้จงได้
.............
15 มีค.2552 ...... กบข.เล่นหุ้นเป็นหรือเปล่า?
ข่าวตอนแรกมีออกมาว่า กบข.ขาดทุนหุ้นใป 74,000 ล้านบาท ข่าวต่อมาบอกว่าไม่ใช่
มันเป็นแค่การขาดทุนกำไรไป 16,000 ล้านบาท ข่าวต่อมาบอกว่า ไม่มีความเสียหายใดๆ
มันเป็นแค่การปรับพอร์ตและการลงบัญชีเท่านั้น
ครับ, มันเป็นข่าวที่สับสน และทำให้เกิดคำถามว่า กบข.เล่นหุ้นเป็นหรือเปล่า?
เรื่องนี้วิเคราะห์ได้ไม่ยาก คือดูจากข่าวของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ประจำวันที่ 14 มีนาคม 2552 ก็พอ ในข่าวดังกล่าวนั้นเขามีชาร์ทแสดงสัดส่วนของการลงทุน
กับตารางหุ้นที่ กบข.ถืออยู่ กบข.ลงทุนเป็นหุ้นในประเทศและต่างประเทศ
7.00% และ 9.07% ตามลำดับ และถือกองทุนอื่นๆที่อาจมีการถือหุ้นในประเทศและต่างประเทศอีกนิดหน่อย
ซึ่งไม่น่าจะมีผลมากนัก ดูตามนี้ก็จะเห็นได้ว่า กบข.ไม่ได้โหมไปเล่นหุ้นมากมายอะไร
มันเป็นสัดส่วนที่เป็นไปตามตำราในยุคปัจจุบัน
ส่วนเรื่องตัวหุ้นนั้น เมื่อกวาดสายตาดู มันก็เป็นหุ้นที่ดีๆทั้งนั้น
กบข.ถือหุ้นไทยอยู่ 29 ตัว เช่น SCC, BAY, PSL, PTTEP, MINT, TTA,
MARKO, BANPU, TCAP, BBL...และหุ้นเหล่านี้ก็ขาดทุนไปประมาณ 40-60
เปอร์เซนต์ ซึ่งเท่าๆกับหุ้นอื่นๆและการลดลงของดัชนี
ครับ, ใครที่กำลังโจมตี กบข. และไปชี้ชวนให้ข้าราชการที่เป็นเจ้าของเงินไปฟ้องศาลนั้น
ผมเห็นว่าควรหยุดพูดได้แล้ว คุณไม่มีทางเอาผิดกับผู้บริหารได้เลย เขาทำตามตำราในยุคปัจจุบัน
และเขาได้รับอนุมัติจากบอร์ดในเรื่องสัดส่วนการลงทุน และชนิดของหุ้นไว้แล้ว
แต่....มันน่าเสียดาย ที่บอร์ดและผู้บริหารของ
กบข.ยังตามไม่ทันเทคโนโลยีทางด้านนี้
เรื่องนี้ ถ้าให้ผมบริหาร ผมจะไม่ทำให้ขาดทุน
และเวลากำไรก็จะกำไรมากกว่าที่ กบข.ทำไว้
หลักการสำคัญของการเล่นหุ้นก็คือ ราคาหุ้นนั้นมีการขึ้นลงเป็นไซเคิลระยะยาวประมาณ
11 ปีอยู่ด้วย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมค้นพบมาประมาณ 12 ปีแล้ว ผมเรียกมันว่า
คลื่นเศรษฐกิจ คลื่นอันนี้มันไปสูงสุดที่ 1700 จุด เมื่อต้นปี 2537
แล้วก็ลงไปต่ำสุดที่ 207 เมื่อปลายปี 2541 แล้วก็กลับมาสูงสุดที่ 915
จุด เมื่อปลายปี 2550 ดังนั้นผมจึงได้หยุดการเล่นหุ้นมา 2 ปีแล้ว ผมรู้ว่า
จากปี 2550 ถึง 2555 หุ้นจะเป็นขาลง และมันก็เป็นดังคาด
ครับ, ทางด้านอัตรากำไรนั้น ผมทำได้ดังนี้
ปี 2543=16.54%
ปี 2544=0.00%
ปี 2545=28.76%
ปี 2546=0.00%
ปี 2547=12.17%
ปี 2548=7.46%
ปี 2549=11.21%
อัครากำไรโดยเฉลี่ย=12.70%(ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของรายปี เพราะการลงทุนในแต่ละปีไม่เท่ากัน)
การที่ผมไม่ได้เล่นในปี 2544 และ 2546 นั้นเพราะในตอนนั้นผมยังไม่สนใจเท่าใดนัก
แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็มาเสียดาย เพราะเป็นช่วงเวลาที่คลื่นเศรษฐกิจมันวิ่งขึ้นมาอย่างแรง
อัตรากำไรน่าจะสูง
ครับ, กบข.นั้นยังใช้ความรู้เรื่องตลาดหุ้นในระดับทั่วๆไป ใช้ตำราที่เขียนไว้กว่า
10 ปีแล้ว ตำราพวกนี้เชื่อว่า ซื้อหุ้นที่ดีๆเอาไว้ แล้วกินปันผลไปเรื่อยๆ
เวลาหุ้นราคาตกก็ยังถือเอาไว้ และหวังว่าราคาจะกลับขึ้นมาในระยะยาว
ผลการบริหารกองทุนจึงมีทั้งได้และเสีย และในยามที่ราคาหุ้นตก มันก็จะแสดงตัวเลขขาดทุนที่เด่นชัด
การที่จะมาชี้แจงว่าขาดทุนกำไร หรือเป็นเรื่องของการปรับตัวเลขทางบัญชีนั้น
เป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก
ทางที่ดี กบข.ควรปรับความรู้ และปรับวิธีเล่นหุ้น เรื่องที่เกี่ยวกับลูกคลื่นเศรษฐกิจนี้มีอยู่ในตำราที่ชื่อว่า
"มาเล่นหุ้นให้รวยกันเถอะ" ซึ่งผมเขียนและตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี
2545 ในราคาเล่มละ 165 บาทเท่านั้น
ครับ, เงินแค่ 165 บาท อาจช่วยเพิ่มกำไรให้ท่านได้เป็นหมื่นล้านบาท
นะครับ
.................
06 เมษ.2552 .... ความฝันของนักลงทุน
นักลงทุนส่วนใหญ่ฝันว่า เมื่อเขาเข้าไปซื้อหุ้น ซื้อได้แล้วราคาหุ้นก็จะพุ่งขึ้นทันที
แล้วก็จะขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ขึ้นจนกว่าเขาจะพอใจในกำไร แล้วก็ขายได้ดังคาดหวัง
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนฝันต่อไป คือ ฝันว่าขายตัวแรกไปแล้วก็เข้าไปซื้อตัวใหม่ได้เลย
และขอให้ราคามันขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดิม แล้วก็ขายได้กำไรมากมายเช่นกัน
หนักไปกว่านั้นก็มี คือ มีกำไรแล้วก็ขอให้มันทบต้นเร็วๆ คือได้กำไรมาเท่าใหร่ก็โหมซื้อไปจนหมดมือ
แล้วก็ได้กำไรอีก...แล้วก็ได้กำไรอีก...แล้วก็ซ้ำอีก...
เป้าหมายสุดท้ายนั้นจะไปอยู่ที่กำไรประมาณ 100 ล้าน, 1000 ล้าน, 10000
ล้าน....หรือเท่ากับของนายแม้ว หรือเท่ากับของนายโซรอส หรือมากกว่าของนายวาเรนบัฟเฟตต์ก็เป็นได้ทั้งนั้น
ครับ, ฝันแบบนั้นมีโอกาสเป็นจริงได้ใหม?
ทุกคนยอมรับว่า มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก แต่ก็ยังเชื่อว่าเป็นไปได้
ทีนี้ลองมาดูความฝันของคนบางคน
วันนี้(6 เมษา 2552) คุณฉุยเขียนไว้ในหน้า 6 กรุงเทพธุรกิจว่า "กลยุทธ์คือ
หากยืนเหนือ 445-453 จุดได้ ให้ถือต่อ-ซื้อเพิ่ม แล้วรอขายแนวต้าน
469-470, 488-490 จุด ตามลำดับ ในทางกลับกัน ถ้าผ่าน 445-453 จุดไม่ได้
ทยอยขายลดพอร์ต ถือเงินสดบางส่วน..."
ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนจำนวนหนึ่งเขาอ่านแล้วก็ตั้งความหวังว่าคำทำนายนี้จะเป็นจริง
ซึ่งมันก็เป็นแค่ความฝันอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น
แต่....ความฝันอันที่สองนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง
และคนที่ฝันตามคุณฉุยนี้ส่วนใหญ่จะมีกำไร
ครับ, ความฝันสองแบบที่ผมยกมาให้ฟังนี้ มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และผมเชื่อว่าคนฝันตามคุณฉุยเหล่านี้ไม่ค่อยผิดหวัง พวกหลังนี้อยู่มาได้นาน
และจะอยู่ได้ต่อไป เพราะ...มันเป็นคามฝันที่มองมาจากความเป็นจริง
มันจริงแท้เพราะคุณฉุยได้ติดตามตลาดมาโดยตลอด พวกเขาอยู่กับความจริง
ผมขอย้อนกลับไปตั้งข้อสังเกตุต่อความฝันแบบแรกอีกสักนิด
การฝันว่าจะได้กำไรเป็นหลายๆล้านบาทอย่างต่อเนื่องนั้นผมว่ามันงี่เง่า
คือใหนๆจะฝันแบบเพ้อๆก็คิดมันให้มีประสืทธิภาพสูงสุดไปเลยจะดีกว่า
คือฝันว่าพรุ่งนี้หุ้นตัวหนึ่งมันจะขึ้น 10 เปอร์เซนต์ ก็เลยไปกู้เงินจากแบงก์ทุกแบงก์มาสัก
10 ล้านล้านบาท แล้วก็ซื้อหุ้นตัวนั้นตัวเดียว แล้วก็ขายทำกำไรในเย็นวันนั้นเลย
ครับ, ฝันแบบนี้สนุกกว่า
หรือจะฝันว่า อยู่ดีๆก็มีอีแร้งคาบเอาเพชร์ขนาด 1000 กะรัตมาโยนไส่หัวเรา
ก็ยังได้
..................
23 มิย.2552 .... ระวัง, หุ้นปั่นมันเปี่ยนใป๋
ครับ, ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยขึ้นเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ หลายๆคนบอกว่าไทยเราหลุดพ้นจากวิกฤคิเศรษฐกิจแล้ว
แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ หุ้นไทยขึ้นเพราะแรงปั่นมากกว่า และเป็นแรงปั่นระดับชาติเสียด้วย
ปั่นระดับชาติหมายถึงอะไร? และทำไมต้องระวัง?
ที่ต้องระวังก็เพราะ ปรกติแล้วตลาดหุ้นไทยนั้นถูกปั่นโดยเจ้ามือระดับ
1,000 ล้านบาทเท่านั้น เงินระดับนี้ปั่นได้แค่หุ้นตัวเล็กๆ เช่น NPARK,
IEC, JAS, LOXLEY, และ WARRANT ต่างๆ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คือตลาดหุ้นไทยกำลังถูกปั่นโดยกองทุนระดับชาติ
และโดยนักบริหารระดับชาติ กองทุนพวกนี้มีขนาดเป็นแสนล้าน และลมปากของผู้บริหารก็เป็นระดับรัฐมนตรี
แล้วก็ยังมีเงินจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเข้ามาโถมอีกหลายมื่นล้านบาท
มันจึงเปลี่ยนตัวที่ถูกปั่น
แล้วตอนนี้หุ้นตัวใหนถูกปั่น?
BBL, KTB, SCB, KTB, BANPU, PTT, PTTEP, ....ครับ
ครับ, หุ้นปั่นในระดับชาตินั้นคือหุ้นตัวใหญ่ ซึ่งเดิมเราเรียกมันว่า
Blue Chip
เรื่องนี้ท่านกวาดสายตาดูได้จากตารางหุ้น ท่านลองเอาราคาหุ้นตัวใหญ่ๆเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับเมื่อ
6 เดือนที่ผ่านมา หุ้นตัวใหญ่เหล่านี้ขึ้นมา 60-80 เปอร์เซนต์ ส่วนเจ้าตัวเล็กๆที่เคยถูกปั่นนั้นมันหดไปกว่าครึ่ง
ดังนั้นผมจึงขอเตือนว่า อย่าหลงระเริงไปกับกำไรที่ได้จากหุ้นตัวใหญ่เหล่านี้
และอย่าคิดว่า ซื้อหุ้นตัวใหญ่เอาไว้แล้วจะปลอดภัย
ครับ, วันนี้นักหนังสือพิมพ์ออกมาให้ข้อสังเกตุไปแล้วว่า ฝรั่งกำลังทิ้งหุ้นแบงก์
ถ้าท่านยังไม่ได้คิด ก็จงรีบๆคิดซะ เพราะหุ้นแบงก์ถอยลงมา 1 สัปดาห์แล้ว
หุ้นลงคราวนี้อาจได้เห็นดัชนีที่ 300-380 ใน
6 เดือนข้างหน้า
ผมยังยืนยันว่า เมื่อลูกคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลง
ท่านอย่าเล่นหุ้น และขาลงของคลื่นเศรษฐกิจนี้มันยาว 5 ปี มันจะลงไปถึงปี
2555 โน่น และหุ้นตัวใหญ่ๆนั้นกลายเป็นหุ้นปั่นไปหมดแล้ว
............
27 มิย.2551 .... กบข.ผลพวงของการทำนายทิศทางหุ้นผิด
ยังจำใด้ใหมครับว่า เมื่อสองปีก่อน(พศ.2550) ดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นไปถึง
960 แล้วนักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้นจะไปต่อ
บางคนบอกว่าถึง 1000 บางคนบอกว่า 1200 บางคนเด็าะเข้าไปถึง 2000 จุด
แต่...ผมกลับบอกว่าหุ้นจะลง เพราะมันถึงจังหวะที่คลื่นเศรษฐกิจจะเป็นขาลง
คำทำนายของผมไม่เป็นที่สนใจ แถมยังมีคนโพสต์ไปด่าในเว็ปไซท์ดังๆอีกด้วย
พวกเขาไม่พอใจที่ไปทำลายบรรยากาศการลงทุน แม้แต่คนที่รู้ว่าผมจะทำนายถูกก็ไม่พอใจ
เพราะผมไปบอกให้เขาหยุดเล่นหุ้นไปสัก 4-5 ปี การหยุดเล่นหุ้นมันหมายถึงการหยุดทำกำไร
ซึ่งไม่มีใครชอบ
แล้วผลเป็นยังไง?
ผมหยุดเล่นหุ้นมา 2 ปีครึ่งแล้ว ผมไม่ขาดทุนเลยแม้แต่บาทเดียว(แต่ไปเสียใน
TFEX เล็กน้อย) ส่วนคนที่ไม่เช้าใจผมยังโหมไปกับหุ้น และกองทุนหุ้น
ที่เห็นได้ชัดเจนคือ กองทุน กบข. หน่วยนี้โหมเจียดเอาเงินกองทุนมาลงในหุ้นเพิ่มขึ้น
แล้วก็ฉิบหายไป 17,000 ล้านบาท และที่เรื่องกำลังจะแดงออกมาก็คือ
ธนาคารพานิชย์หลายแห่งได้ตั้งกองทุนหุ้นขึ้นมามากมาย และตอนนี้กำลังโดนลูกค้าโทรไปด่าเละเลย
พวกนี้ถึงจะได้ผู้บริหารมาจากโบรกเกอร์ดีๆ แต่ก็ขาดทุนกันกองละ
7-11 เปอร์เซนต์ พวกเขากำลังหาทางปกปิดความผิด พวกเขากำลังพยายามเสนอทางออกเพื่อกลบเกลื่อนอยู่
อย่างเช่น จะขายหุ้นออกไป แล้วนำไปซื้อพันธบัตร์เกาหลี แล้วให้ถือไว้ไม่น้อยกว่า
3 ปี บางคนก็ให้รอพันธบัตร์ไทย
ครับ, กองทุนพวกนี้จะปกปิดไว้ได้ไม่นานหรอก และผู้จัดการกองทุนจะต้องถูกสอบสวนเหมือนผู้จัดการกองทุน
กบข. และความผิดอื่นๆก็จะโพล่ออกมา อย่างเช่น เวลาไปชักชวนคนให้มาซื้อกองทุน
เขาจะไม่พูดถึงความเสี่ยง บางคนไปการันตีว่าจะได้เงินต้นคืนแน่นอน
ซึ่งผิดเงื่อนใขในการก่อตั้งกองทุน และผมก็เชื่อว่าจะมีผู้จัดการกองทุนบางคนใช้วิธีซื้อดักหน้าดักหลังกองทุน
ครับ, ท่านต้องระวังตัว มาถึงวันนี้ขาดทุนไปแล้ว 7-11 เปอร์เซนต์ก็ต้องทำใจ
ปิดบัญชีไปได้แล้ว แล้วมาจัดการด้วยตนเอง อย่าหลงยอมให้เขาเอาเงินไปซื้อพันธบัตร์
หรือกองทุนชนิดอื่น ทั้งนี้เพราะหุ้นยังจะเป็นขาลงอีกไม่น้อยกว่า 2
ปี และเศรษฐกิจโลกยังจะผันผวนไปอีกนาน ได้เงินครบเงินต้นมาใน 3 ปีข้างหน้านั้น
เท่ากับขาดทุนมากกว่า 7-11 เปอร์เซนต์ในวันนี้
และที่มันเสี่ยงมากๆก็คือ ถ้ากองทุนที่ท่านถือไว้นั้นมันถูกปิดไป
ท่านจะไม่ได้อะไรคืนมาเลย
กองทุนไทยมันเจ้งได้นะครับ และ ธปท.ยังไม่มีมาตรการที่จะพยุงบริษัทเหล่านี้
เพราะมันเป็นบริษัทที่แยกจากตัวธนาคารโดยสิ้นเชิง
..................
21 กค.2552 .... ความล้มเหลวของนักออกกฎหมายไทย
คุณ สมัคร สุนทรเวช ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะ ไปออกรายการทำกับข้าว
คุณ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะไปมีหุ้นของบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ
คุณ ทักษิณ ชินวัตร ต้องหนีออกนอกประเทศเพราะไปเซ็นชื่ออนุญาตให้ภรรยาเข้าประมูลซื้อที่ดินจากกองทุนประกันเงินฝาก
ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเดียวกัน คือ นักออกกฎหมายไปเขียนกฎหมายไว้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
กฎหมายเขาต้องการป้องกันการใช้อำนาจบริหารไปในการเบียดบังเอาผลประโยชน์เข้าตัวอย่างร้ายแรง
แต่ไปเขียนคลุมเอาไว้หมด คือไม่ว่าจะเป็นจำนวนมากหรือจำนวนน้อยก็ถือว่าผิดหมดทุกเรื่อง
บ้านเมืองของเราจึงยุ่งเหยิงไปหมด ประเทศต้องเสียเงินมากมายในการเลือกตั้งซ่อม
การบริหารประเทศต้องหยุดชะงักเพราะต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี
ครับ, ทำไมเราจึงไม่คิดให้รอบคอบ ทำไมเราไม่เขียนให้ชัดเจนว่า ผลประโยชน์เข้าตัวนั้นมันต้องเป็นเท่าใดขึ้นไปจึงจะเรียกว่าเป็นการคอรัปชั่น
และทำไมการรับของขวัญกลับมีข้อกำหนดว่ารับได้ถ้าไม่เกิน 2000 บาท?
ครับ, นักกฎหมายของไทยนั้นจริงๆแล้วมีความรู้และประสบการณ์มากมาย เรื่องอย่างนี้น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว
มันจึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า นี่เป็นการวางยาเอาไว้เพื่อทำลายนักการเมืองหรือเปล่า?
และเราจะปล่อยให้มันเกิดเรื่องอย่างนี้ไปอีกกี่เรื่อง?
ครับ, ผมเห็นว่า นักกฎหมายนั่นแหละ ที่จะต้องลุกขึ้นมาขอแก้ใขรัฐธรรมนูญ
และกฎหมายต่างๆให้มันกระจ่าง เรามีเรื่องอีกมากมายที่จะต้องเขียนให้ชัดเจน
เช่น ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ ของ กลต. ของโบรกเกอร์ ของหน่วยงานของรัฐ
ควรจะมีหุ้นได้มากน้อยแค่ใหน พนักงานของรัฐ ของตลาดหลักทรัพย์ ของ
กลต. ของโบรกเกอร์ จะให้เล่นหุ้นได้หรือไม่ การเอาเงินของลูกค้าไปซื้อขายหุ้นนั้นควรเอาผิดในระดับใดกันแน่
พนักงานของตลาดหลักทรัพย์ ของ กลต. ของรัฐวิสาหกิจ ของธนาคารควรมีสิทธิ์เล่นม้า
เล่นการพนันหรือไม่? ใครจะเป็นผู้ดูแลความประพฤติของคนในประเทศไทยนี้กันแน่?
และที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่างไรถึงจะเรียกว่า-การปั่นหุ้น? และจะทำโทษกันอย่างไร?
ดูอย่างข่าววันนี้ ในคอลัมน์เดียวกันเขียนไว้ว่า การส่งออกมันติดลบไปกว่า
30 เปอร์เซนต์ แต่ คนของกระทรวงพาณิชย์ก็ยังดันทุรังบอกว่า เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว
ครับ, ปีนี้คนจะติดหุ้นกันหลายแสนล้านบาท และจะติดไปนานหลายปี
ความเสียหายของนักลงทุนเหล่านี้ ใครจะรับผิดชอบ?
............
23 กค.2552 .... ประเมิน 2 เดือน
หุ้นแตะ 700 จุด?
หัวข้อของวันนี้ไม่ใช่คำพูดของผมนะครับ มันเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้(23
กค.2552) มันเป็นคำทำนายจาก บลจ.แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่หน้า
17 ใครสนใจในรายละเอียดก็ลองไปค้นหามาดูกันได้ และผมก็แนะนำให้ไปหามาอ่านกันดู
เพราะผมอยากจะให้ท่านได้ติดตามอย่างใกล้ชิดว่า มันจะเป็นจริง หรือจะเป็นแค่การปั่นหุ้นธรรมดาๆ
ครับ, ตลาดหุ้นไทยกำลังปั่นป่วน มันปั่นป่วนเพราะถูกคนปั่น และครั้งนี้มันปั่นป่วนรุนแรงมาก
เพราะคนในระดับบิ๊กๆของตลาดเข้ามาปั่น เขาอยากจะให้ดัชนีมันขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะบอกว่าเศรษฐกิจของไทยฟื้นแล้ว
ที่เขาอยากจะให้คนเชื่อกันอย่างนั้นก็เพราะอยากจะได้เป็นรัฐบาลอยู่นานๆ
ครับ, ผมนั้นไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่ไม่อยากให้นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนหน้าใหม่ต้องฉิบหายไปตามลมปากของคนเหล่านี้
ผมจึงขอเตือนมาด้วยความหวังดี
ครับ, ไปหาข่าวนี้มาอ่านนะครับ จะได้รู้ว่าใครเป็นคนให้ข่าวนี้
ถ้าเขาทำนายได้ถูกต้องก็จะได้ย้ายเงินลงทุนไปลงที่นั่น แต่ถ้ามันกลายเป็นลมปากเพื่อช่วยรัฐบาล
ก็จะได้สาปแช่งกันได้ถูกตัว
..................
24 กค.2552 .... สงสารคนไอที
กรุงเทพธุรกิจฉะบับวานนี้ลงบทคัดย่อจากการสัมมนาเรื่อง "กลยุทธฝ่าวิกฤตของซีไอโอ"
ซึ่งจัดโดยสมาคมนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง(ประเทศไทย) ไว้ในหน้า
8 ซึ่งผมอ่านดูแล้วรู้สึกสงสารคนไอทีเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาถูกมองว่า
ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่รู้จักใช้โอเพ่นซอร์ส
ไม่จัดสรรงบประมาณไปตามความสำคัญของงาน และไม่ดูแลข้อมูลให้ถูกต้อง
และที่พูดไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือ บอกว่าเวนเดอร์บางรายไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกน้องมาตั้งแต่เดือน
ตค.-ธค.แล้ว
ครับ, ผมไม่รู้จักสมาคมดังกล่าวนี้ และไม่เคยได้รับการติดต่อเพื่อขอข้อมูล
หรือความคิดเห็นใดๆ และผมก็ไม่เชื่อว่าคนทางไอทีมันแย่อย่างที่ว่านี้เลยแม้แต่น้อย
และเมื่อผมกวาดสายตาดูชื่อของคนที่ไปออกความคิดเห็นแล้วก็ต้องบอกว่าผมรู้จักเพียงคนเดียว
คือคุณจรัมพร ซึ่งตอนนี้เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของธนาคารไทยพาณิชย์
ก่อนที่จะวิเคราะห์วิจารณ์กันต่อ ผมจะขอเล่าให้ฟังเสียหน่อยว่าผู้บริหารระดับสูงทางไอทีเขาพูดกันไว้อย่างไร
ทั้งนี้เพราะท่านอาจไม่สามารถไปค้นหาหนังสือพิมพ์ฉะบับนั้นมาอ่านได้
เขาได้สรุปกันไว้ว่า เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจมันรุมเร้าเข้ามาทั่วทุกหย่อมหญ้า
นักบริหารระดับสูงทางไอทีก็ต้องค้นหากลยุทธ์ต่างๆออกมาสู้ ข้อสรุปของพวกเขาคือ
ต้องใช้ไอทีเข้ารับมือ โดยต้องนำข้อมูลมาวางแผน และต้องศึกษาโอเพ่นซอร์สอย่างจริงจัง
ต้องลดระบบงานที่ซ้ำซ้อนกัน ต้องเจรจาต่อรองราคากับเจ้าของผลิตภัณท์
และจะไม่ลดงบประมาณทางไอที แต่จะใช้อย่างชาญฉลาด และก็มีความเห็นฉะเพาะตัวจากผู้บริหารดังนี้
คนจาก พีทีที ไอซีทีโซลูชั่น บอกว่า ต้องเลิกการ"เทรนนิ่ง"ที่ยึดติดกับตำรา
แล้วเปลี่ยนมาใช้การ"โคชชิ่ง" เพื่อเพิ่มโอกาสให้คิดและสร้างสรรค์
ต้องให้คนรุ่นใหม่ได้คิดสิ่งใหม่ๆที่คนรุ่นเก่าคิดไม่ได้...
ส่วนคุณจรัมพรบอกว่า ต้องศึกษาโอเพ่นซอร์สอย่างจริงจัง นำมาใช้กับงานที่เหมาะสม
ได้ทดลองกับงานอินเตอรเน็ตเปย์เม้นท์เกทเวย์ ซึ่งทำให้ประหยัดได้ไม่ต่ำกว่า
50 ล้านบาท...
ทางด้านหุ้นส่วนสายงานไอทีของไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์บอกว่า ให้ดูโครงการใหญ่ๆไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน
ให้ระวังอย่าซื้อมาแล้วใช้เพียง 10-15%...
ทางด้านบริษัท อีเอ็มซี บอกว่า ตอนนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะ "คลีนอัพ"ข้อมูล..ฯลฯ
ครับ, เรื่องการพัฒนาคนทางไอทีนั้นผมเห็นทุกแห่งเขาก็ใช้การโคชชิ่งเข้าช่วยกันทั้งนั้น
มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่ารุ่นพี่ต้องช่วยโคชรุ่นน้อง เพราะการเรียนจากชั้นเรียนนั้นไม่มีเวลาพอที่จะสร้างความชำนาญให้แก่นิสิต
นอกจากนี้แล้ว แต่ละองค์กรจะมีสไตล์ในการเขียนโปรแกรมเป็นของตนเอง
และมันต้องเข้ารีตเดียวกัน ถ้าไม่โคชกันไว้จะอ่านโปรแกรมของกันและกันได้ยาก
การดูแลบำรุงรักษาโปรแกรมจะยาก เรื่องอย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่
ในเรื่องของการใช้โอเพ่นซอร์สนั้น ผมก็เห็นว่าต้องศึกษาให้ดีๆ เพราะเอามาใช้แล้วจะพัฒนาต่อได้จริงหรือไม่
และมันอาจมีช่องโหว่อยู่มากมาย เผลอๆอาจโดนโกงมากกว่าที่ธนาคาร ธอส.โดนเข้าไปก็ได้
โอเพ่นซอร์สนั้นดูดีในหลักการ แต่การพัฒนาไปได้ช้า และกระจายไปตามความสนใจของนักวิชาการ
มันไม่ตรงกับความต้องการของตลาด จะมีข้อยกเว้นก็ในเรื่องของซีสเต็มซอฟท์แวร์ด้านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
ซอฟท์แวร์ง่ายๆ อย่างระบบบัญชียังไม่มีให้ใช้ แล้วจะเอาไปใช้ในงานธุรกิจได้ยังไง
ส่วนข้อคิดเห็นในเรื่องการซื้อซอฟท์แวร์มาแล้วใช้แค่ 10-15% และการหันมาสนใจแก้ใขข้อมูลให้ถูกต้อง(ในยามว่างงานเพราะเศรษฐกิจมันตกต่ำ)นั้น
มันไม่ใช่ประเด็น บริษัทและห้างร้านจะไปรอดหรือไม่นั้นยังไม่รู้ จะมาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอยู่ได้อย่างไร
เรื่องประเภทนี้จึงเป็นการมาขายสินค้าของตัวเองเท่านั้น การประชุมจึงดูแล้วเซ็งๆ
โชคดีที่ผมไม่ได้รับเชิญให้ไปฟัง ถ้าผมไปฟังด้วยก็คงจะอดใจไว้ไม่ใหว
คงจะเหน็บเข้าให้สักสองสามประโยค
ครับ, วิกฤตคราวนี้มันเป็นวิกฤตหนัก ทางแก้ที่สำคัญคือการเอาไอทีมาช่วยให้เต็มที่
และมันต้องคิดมาให้ดีๆเสียก่อนที่จะเอาอะไรมาพูด
หรือว่า เดี๋ยวนี้นักบริหารไอทีเขาไม่มีอะไรอยู่ในสมองกันเลย จึงมีแต่เรื่องตำหนิลูกน้อง
แล้วก็พูดแบบลอยๆว่า ต้องใช้ไอทีเข้าช่วย? สงสารเด็กกันบ้างนะครับ
..............
14 สค.2552 ..... ลมปากนั้นอยู่เหนือความจริง
วานนี้ ท่านกลางข่าวร้ายทั้งหลาย เช่น กำไรของกลุ่มอสังหาหด2% เอเซียกรีนคาดกำไรปีนี้วูบ40%
เอ็มเอฟซีชี้เที่ยวภูเก็ตซบหนัก ยูนิคไมนิ่งครึ่งปีแรกกำไรวูบ48% โบรกฯชี้ไตรมาส3เข้าสู่โลว์ซีซั่น
ส่งออกเครื่องหนัง5เดือนวูบ22% ประเมินผลงานรัฐบาลแค่สอบผ่าน ...ฯลฯ
หุ้นไทยกลับพุ่งขึ้นกว่า 12 จุด
เมื่อถามโบรกเกอร์ว่าทำไมจึงขึ้น เขาก็แค่ตอบว่า เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย
แต่ผมคิดว่าเป็นเพราะคนใหญ่คนโตทางการเงินของรัฐบาลไทยเขามาบอกว่า
เศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว และเป็นรูปตัว V ใครไม่ซื้อหุ้นไว้ก็โง่เต็มที
ครับ, นี่แสดงให้เห็นว่า ลมปากของคนใหญ่คนโตของรัฐบาลนั้นมีอำนาจสูงกว่าข่าวสารการเศรษฐกิจและการเงิน
แต่ในขณะเดียวกัน ทาง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ก็ออกมาค้านอย่างหัวชนฝา
ท่านว่าเศรษฐกิจไทยมันยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจฝรั่งก็ยังไม่ฟื้น และแบงก์ชาติกำลังจะพาให้ชาติเสียหาย
เพราะไปเห็นด้วยกับรัฐบาลในการกู้เงินในประเทศเป็นหลายแสนล้านบาท มันจะเป็นกับดักสภาพคล่อง
เงินจะหดหายไปจากตลาด...ฯลฯ
ครับ, นี่แสดงให้เห็นว่า คนใหญ่คนโตในภาคการเงินของรัฐบาลเท่านั้นที่พูดแล้วศักด์สิทธิ์
มีคนเชื่อถือ และมีคนทำตาม
ทำไมจะไม่ทำตามล่ะครับ ในเมื่อทำตามแล้วหุ้นก็ขึ้นจริงๆ และมีกำไรกันถ้วนหน้าจริงๆ
ครับ, แบบนี้เขาเรียกว่า การปั่นหุ้นครับ
และเมื่อถึงวันที่ตลาดเกิดแพนิคขึ้นมา ราคามันก็จะดิ่งเหว แล้วนักลงทุนรายย่อยก็ฉิบหายกันไป
มันก็แค่นั้นเอง
..............
18 สค.2552 ..... อย่าด่วนตัดสินว่าคิดผิดหรือคิดถูก
วานนี้หุ้นไทยดิ่งลงมา 22.20 จุด โดยมีฝ่านสถาบันในประเทศและต่างประเทศเป็นฝ่ายขาย
และนักลงทุนรายย่อยไทยเป็นฝ่ายซื้อ เหตุการณ์แบบนี้คนไทยมักจะสรุปไปเลยว่า
นักลงทุนรายย่อยไทยเป็นฝ่ายโง่ เพราะไปซื้อหุ้นในขณะที่หุ้นราคาตก
และจะเป็นฝ่ายขาดทุน
ครับ, ท่านควรคิดทบทวนเสียใหม่ มันอาจผิดหรือถูกก็ได้
คิดให้ลึกๆซิครับ
ความจริงแล้วจะบอกว่าใครผิดหรือใครถูกนั้น มันต้องดูผลกันในวันนี้หรือวันข้างหน้า
ถ้าวันนี้หุ้นดีดกลับไปสัก 20 จุด และนักลงทุนรายย่อยขายได้ราคาดี
เขาก็มีกำไร หรือถึงแม้หุ้นจะไม่ดีดกลับในวันนี้ แต่ฟื้นตัวขึ้นมา
30-40 จุดใน 10-20 วันข้างหน้า เขาก็ทำกำไรได้เช่นกัน ท่านเชื่อเข้าไปได้ยังไงว่าเขาต้องขาดทุนแน่ๆ
เรื่องนี้ท่านอาจบอกว่า ในเมื่อวานนี้หุ้นมันตกแรง ดังนั้นหุ้นมันจะตกต่อ
ใครที่เข้าไปซื้อไว้เมื่อวานนี้จึงมีโอกาสขาดทุนมากกว่ากำไร
ครับ, คิดแบบนั้นมันผิดครับ เพราะจากสถิติเราพบว่า หุ้นมักจะกลับมาอยู่ในแนวเดิมหลังเกิดเหตุการณ์ผิดปรกติ
และทิศทางของหุ้นในวันถัดๆมามันมีโอกาสขึ้นและลงเท่าๆกัน
การทำนายทิศทางระยะสั้นๆนั้นมันถูกผิดเท่าๆกัน ทั้งนี้เพราะแรงผลักดันระยะสั้นของตลาดนั้นมันไม่แน่ไม่นอน
ในทางตรงกันข้าม ท่านจะพบว่า นักเก็งกำไรระยะสั้นที่ประสบความสำเร็จนั้น
เขาจะทำตรงกันข้ามกับที่ท่านคิด กล่าวคือ วันใหนหุ้นตกแรง เขาจะเข้าซื้อ
และวันใหนหุ้นพุ่งขึ้นแรง เขาจะขายออกไปก่อน แล้วรอซื้อกลับในวันหลัง
เขาทำอย่างนี้ตลอดปี ปีหนึ่งๆจะมีเหตุการณ์แบบนี้ 3-4 ครั้ง แล้วเขาก็ได้กำไรมากกว่าขาดทุน
ครับ, นี่คือเทคนิคการเล่นหุ้นระยะสั้น ซึ่งท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนเลย
ลองกลับไปคิดให้ดีๆนะครับ
..............
01 กย.2552 ..... ชีวิตของนักทำนายหุ้น
วันนี้ นักทำนายหุ้นระดับบิ๊กๆคงจะนั่งกระสับกระส่ายกัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้เขียนบทความทำนายเอาไว้ว่าหุ้นไทยจะพุ่งไปถึง
730-760 จุด แต่ข่าวด่วยจากจีนบอกว่า วานนี้หุ้นจีนตกไป
7 เปอร์เซนต์ ที่พวกเขาต้องกระสับกระส่ายก็เพราะ บทความต่างๆนั้นต้องเขียนและส่งล่วงหน้า
2-5 วัน แต่ข่าวด่วนนั้นมันมาแล้วก็เข้าเรียงพิมพ์ได้ในทันที มันจึงเกิดการขัดแย้งกันได้
และผู้เสียหายในกรณีอย่างนี้ก็คือนักทำนายหุ้น เพราะมันเป็นการเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง
ข่าวมันมาช้าไป จะขอถอนเรื่องก็ทำไม่ทัน เพราะโรงพิมพ์เขาเรียงพิมพ์ไปแล้ว
แต่.... ท่านไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก เพราะผมเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
พวกเขาสามารถหลบไปได้ไม่ยาก แค่เก็บปากเก็บเสียงไว้สักระยะหนึ่ง แล้วหาโอกาสพูดอะไรที่ไม่มีทางทำนายผิดสักสองสามเรื่อง
แล้วนักลงทุนก็ลืมเรื่องเก่าไปได้ นักลงทุนนั้นไม่มีทางคิดเอง เขาต้องพึ่งพวกนักทำนายหุ้นเหล่านี้
และต้องตัดสินใจเร็ว ใครมัวไปรอคิดเองก็ตกรถไฟ หรืออาจเจ้งมากกว่านี้
ครับ, ชีวิตของนักทำนายหุ้นก็จะเป็นอย่างนี้แหละ คือ เวลาทำนายถูกก็ยืดอกเบ่งได้
เวลาทำนายผิดก็เก็บปากเก็บเสียงเอาไว้ แล้วก็รอให้หุ้นขึ้น แล้วก็พูดใหม่อีก
ทำแค่นี้ก็ได้เงินเดือนเดือนละหลายแสน มีรถเก๋งนั่ง และถ้าเป็นเจ้าของโบรกเกอร์ด้วยก็ยิ่งรวยใหญ่
เพราะนักลงทุนรายใหญ่(ระดับร้อยล้านขึ้นไป)มันคิดเองไม่ได้ ต้องไปจ้างพวกนี้เล่นหุ้นให้
ทีนี้ก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า ทำไมนักทำนายหุ้นจึงร่ำรวย
และทำงานง่ายอย่างนี้? และทำไมจึงไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งไปจากพวกเขาได้?
คำตอบมันง่ายนิดเดียว คือ
1.เพราะผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพท์นั้นมันสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารไปหลายเปอร์เซนต์
นักลงทุนรายใหญ่นั้นยินดีให้หักค่าบริการได้สูง และ
2. อาชีพนี้พวกเขาร่วมกันสงวนไว้ให้แก่พวกเดียวกันเท่านั้น เขาได้รับการปกป้องทั้งจากกฎหมายที่พวกเขาร่วมกันผลักดันออกมา
และปกป้องโดยนักหนักสือพิมพ์และสื่อทุกชนิด คนอื่นที่อยู่นอกวงการไม่สามารถส่งบทความเข้าไปลงได้
ครับ, หุ้นไทยนั้นให้ปันผลประมาณ 3-10 เปอร์เซนต์ต่อปี
แต่ดอกเบี้ยเงินฝากถูกรัฐบาลกดลงไปเหลือแค่ 0.75 เปอร์เซนต์ต่อปี พันธบัตร์รัฐบาลก็ให้ดอกเบี้ยแค่
3-5 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่ต้องถือนานเป็นสิบปี คนไทยทุกคนเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะต้องกลับไปเป็น
6-12 เปอร์เซนต์ต่อปี พวกเขาจึงไม่ซื้อพันธบัตร์ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นตัวใหน
เขาจึงยอมให้นักทำนายหุ้นเป็นตัวชี้นำ และยอมจ่ายค่าบริการถึง 1-2
เปอร์เซนต์ต่อปี
เมื่อใหร่นักลงทุนไทยจะสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองเสียที? ผมเปิดสอนในราคาแค่หัวละ
2000 บาท และใช้เวลาแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น มันเป็นการลงทุนที่ต่ำกว่าค่าบริการจากโบรกเกอร์หลายพันเท่า(1-2
เปอร์เซนต์ของเงินลงทุน 100 ล้านบาท=1-2 ล้านบาทต่อปี) แต่ไม่มีใครสนใจ
ข้อแตกต่างมันอยู่ที่ว่า เอาเงินไปให้โบรกเกอร์เล่นแทนนั้นดูเหมือนว่าจะลดความเสี่ยงลงไปได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะนักทำนายหุ้นนั้นมันก็ไม่ได้เก่งอย่างที่เราคิด(ถ้าเก่งจริงมันก็ไม่น่าจะเกิดข่าวแบบวันนี้)
และเขาก็ไม่เคยการันตีว่าจะไม่ขาดทุนจากราคาที่ขึ้นลงได้
ตื่นเถอะครับ มาเล่นหุ้นด้วยตนเอง และเลิกให้โบรกเกอร์เอาเงินของเราไปปั่นหุ้นเสียที
และให้พวกเขาต้องทำมาหากินด้วยความสามารถอย่างเต็มที่เสียที
...............
18 กย.2552 ..... ระวัง เรื่องราชาเงินทุนจะกลับมา
นักลงทุนยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะไม่รู้จักโบรกเกอร์ที่ชื่อว่าราชาเงินทุน
ส่วนนักลงทุนรุ่นเก่าก็อาจลืมเรื่องเก่าไปหมดแล้ว วันนี้ผมอ่านพบว่า
ประธานคนใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งคำถามว่า บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีความมั่นคงแล้วหรือ?
โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง พวกโบรกเกอร์ทั้งหลาย? ผมก็เลยอยากจะบอกว่า น่าเป็นห่วง
ครับ, ในตอนนี้โบรกเกอร์ต่างๆหันมาเล่นหุ้นกันเสียเองเป็นอันมาก กว่า
20 เปอร์เซนต์ของวอลุ่มการซื้อขายประจำวันเป็นการเล่นหุ้นของโบรกเกอร์
บางวันขึ้นถึง 50 เปอร์เซนต์ และหุ้นที่พวกเขาซื้อไว้ก็คือหุ้นของพวกเขากันเอง
กับหุ้นที่พวกเขาปั่นกันอยู่ 4-5 ตัว เช่น BANPU, PTT, PTTEP, BBL,
BAY นี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดเป็นอย่างสูง
ทำไมมันถึงเป็นความเสี่ยง?
คำตอบก็คือ เงินที่พวกเขาเอามาซื้อหุ้นนั้นมาจากเงินที่คนเล่น TFEX
เอามาวางเป็นประกันสัญญา เงินก้อนนี้มันโตขึ้นมาก เพราะสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณสูงขึ้นมาก
เงินก้อนนี้จริงๆแล้วโบรกเกอร์ต้องฝากไว้ในที่ๆปลอดภัย
ทั้งนี้เพราะลูกค้าอาจปิดสัญญาเมื่อใดก็ได้ ถ้าพวกเขามาปิดสัญญาพร้อมๆกัน
และขอถอนเงินออกไป โบรกเกอร์จะต้องมีเงินจ่าย แต่เมื่อเอาเงินเขาไปซื้อหุ้นเอาไว้ก็ต้องรีบขายหุ้น
ราคาหุ้นก็จะตกแรง ซึ่งจะไปทำให้คนเล่น TFEX จำนวนหนึ่งต้องรีบปิดสัญญาเพิ่มขึ้นไปอีก
มันจะเป็นปฎิกริยาลูกโซ่ และทำให้เกิดความวุ่นวาย และเกิดการขาดทุนอย่างแรงต่อบริษัทเอง
ครับ, ถ้าโบรกเกอร์เจ้ง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทราชาเงินทุน เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ในตอนนั้นตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีกฎห้ามซื้อหุ้นตัวเอง
ลูกค้าเอาเงินไปฝากราชาเงินทุน แล้วก็ให้ราชาเงินทุนเอาเงินซื้อหุ้นตัวเอง
ราคาหุ้นได้พุ่งขึ้นอย่างแรง ประชาชนได้ยินว่าเพื่อนๆมีกำไรดีก็เอาเงินมาฝากให้เล่นเพิ่มขึ้นอีก
แล้ววันหนึ่งก็เกิดมีข่าวว่าบริษัทจ่ายเช็คเด้ง ลูกค้าก็แห่กันไปถอน
บริษัทก็ต้องขายหุ้นมาใช้หนี้ ราคาก็เลยดิ่งเหว แล้วบริษัทก็ถูกปิด
ลูกค้าได้เงินคืนกันแค่คนละ 30 เปอร์เซนต์ของเงินฝาก
ครับ, ความเสี่ยงในตลาดหุ้นนั้นมันมีเยอะ มันมักจะมาจากความโลภของโบรกเกอร์
และการไม่เอาใหนของผู้บริหารตลาด แต่จริงๆแล้ว มันเป็นหน้าที่ของนักลงทุนเอง
คุณต้องรู้ว่าอะไรควรเล่นด้วย และอะไรควรถอยห่างออกไป เรื่องนี้ไม่แตกต่างจากเรื่องแชร์ลูกโซ่
ถ้ามีใครมาชวนแล้วท่านหลงเข้าไปเล่น มันก็เป็นความผิดของตัวท่านเอง
ตอนนี้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างไร้เหตุผล มันมาจากอะไร
และท่านควรมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ ท่านควรคิดให้ดีๆ
...............
24 กย.2552 ..... เช็คให้ดี..ข่าวจริงหรือลวง
วันนี้มีบทความชื่อดังกล่าวข้างบน อยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
หน้า 18 ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน แต่เข้าใจว่ามาจาก กตล. ทั้งนี้เพราะเจ้าของคอลัมน์นี้ใช้ชื่อว่า
กลต.คู่คิดนักลงทุน และยังใช้เครื่องหมายของ
กลต. ติดนำหน้ามาด้วย
ครับ, ผมอ่านบทความนี้แล้วคิดว่าท่านผู้เขียนยังไม่เข้าใจนักลงทุนไทย
คือท่านพยายามอธิบายว่า มีการปั่นหุ้นกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทั้งนี้โดยการออกเป็นข่าวทางทีวีบ้าง ทางอินเทอร์เน็ตบ้าง และที่ใช้กันมากคือทางเอสเอ็มเอส
เวลาจะปั่นขึ้นเขาก็จะส่งเป็นข่าวดี เวลาจะปั่นลงเขาก็จะส่งเป็นข่าวร้าย...ฯลฯ
แล้วผู้เขียนท่านนี้ก็แนะนำว่า ให้เช็คให้ดีเสียก่อนว่าข่าวดีหรือข่าวร้ายนั้นเป็นจริงหรือไม่
ถ้าเป็นข่าวลวงก็อย่าไปหลงเชื่อตามเขา
ครับ, คนไทยไม่มาเสียเวลาเช็คว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวเท็จหลอกครับ
เขาแค่เช็คว่ามีการส่งข่าวต่อๆกันจริงหรือไม่เท่านั้น เพราะถ้ามีการลือกันจริง
ตลาดก็จะเป็นไปตามนั้นทันที นักลงทุนยุคใหม่นี้เขาทำตามข่าวก็มีกำไรทุกที
มันสำคัญที่เวลา คือข่าวมาปั๊บ ต้องเข้าซื้อหรือเทขายทันที ใครรอช้าก็ขาดทุน
ใครเข้าช้าก็ถูกหลอก....
มันก็แค่นั้นเอง
ครับ, จากบทความอันนี้ผมจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไม
กลต.จึงตามจับนักปั่นหุ้นไม่ทันสักที
ก็ท่านเล่นมาไล่เช็คเสียก่อนว่าข่าวนั้นจริงหรือเท็จ เป็นข่าวเท็จจึงจะไปเรียกมาสอบสวน
ครับ, การปั่นหุ้นนั้นมันใช้ทั้งข่าวจริงและข่าวเท็จ
เขาดูกันที่จำนวนครั้งที่ส่งต่อๆกัน และจุดที่เป็นแหล่งข่าว ถ้ามีการส่งออกมาจริง
และถี่ๆ นั่นละคือการปั่นหุ้น
...............
23 ตุลาคม 2552 .... ระวัง, ความหวังดีที่ผิดจังหวะจะทำให้ฉิบหาย
เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยตกลงมารวมประมาณ 50
จุด ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กลับออกมาพูดว่า
สงสารนักลงทุนไทยที่ขายหุ้นดีๆออกไป
ที่พูดออกมานี้คงไม่ได้หวังดีอะไรจริงจัง ท่านต้องการให้หุ้นมันขึ้นเท่านั้นและ
และก็ได้ผลจริงๆ คือ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคมดัชนีก็ดีดกลับขึ้นมา 24
จุดกว่าๆ
ครับ, ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คงจะชื่นอกชื่นใจอยู่หลายวัน ผมรอจนถึงวันนี้ก็เพื่อให้เห็นผลของการเข้าเชีนร์หุ้นของท่าน
ท่านนักลงทุนที่วิ่งกลับเข้าไปช้อนซื้อหุ้นเอาไว้ตอนนี้ประเมินแล้วเป็นอย่างไร?
บ้างก็ต้องคัดลอสไปแล้ว บ้างก็ยังติดขาดทุนอยู่หลายเปอร์เซนต์ รวมๆแล้วฉิบหายไปประมาณ
5 เปอร์เซนต์ของมาร์เก็ตแคป หรือคือประมาณ 5.7*0.05=0.285 ล้านล้านบาท
ครับ, ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ใด้กระทำความผิดไป 3 เรื่องใหญ่ๆ
ดังนี้
1. ในฐานะเป็นคนกลาง และต้องควบคุมตลาดไม่ให้มีการเอาเปรียบกัน ท่านไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกมาพูดเชียร์ตลาด
ถ้าราคาหุ้นมันจะตกลงไป มันก็เป็นเรื่องของนักลงทุนที่จะคิดเองและทำเอง
ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด
2. ท่านอยู่กับตลาดหุ้นมากว่า 20 ปีแล้ว ท่านน่าจะรู้ว่าราคาหุ้นนั้นมันมีขึ้นมีลง
ในบางช่วงตอนราคามันต่ำกว่าควร ราคาหุ้นก็จะไต่ขึ้น แล้วมันก็จะผ่านเลยราคาเหมาะสมขึ้นไป
แล้วมันก็จะถึงตอนที่ราคาตลาดมันสูงเกินจริง ถึงตรงนั้นมันก็พลิกกลับเป็นขาลง
อย่างตอนนี้ ราคามันสูงเกินจริงไปหลายเปอร์เซนต์แล้ว เหตุการณ์ของวันที่
14-15 ตุลาคมจึงเป็นเรื่องปรกติ และท่านไม่ควรจะเข้าใปเชียร์ให้คนเข้าซื้อ
ใครเข้าซื้อตอนนี้มีโอกาสฉิบหายได้
3. แรงเชียร์ของท่านนั้นเป็นตัวทำให้กองทุนต่างประเทศได้เปรียบคนไทย
ฝรั่งนั้นเมื่อเขาเริ่มขายแล้วเขาก็อยากขายได้ในราคาสูงๆ ขายได้เป็นเวลายาวนาน
แรงเชียร์ของท่านทำให้ราคาหุ้นไม่ใหลลงเร็ว ฝรั่งจึงได้เปรียบ มันจึงเป็นการซ้ำเติมความพินาศฉิบหายให้แก่นักลงทุนไทย
ครับ, เลิกทำตัวเป็นแม่พระผู้มีใจบริษุทธิเสียทีเถอะ
ทำหน้าที่ให้ดี ให้เป็นกลางก็พอแล้ว
.............
27 ตค.2552 ..... ทำน้อยได้มาก?
ดร.นิเวศน์ นับเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงสูงคนหนึ่งของประเทศไทย
ท่านอยู่ในวงการนักลงทุนในหุ้นระดับแนวหน้า ท่านมีคอลัมน์ประจำอยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่โด่งดัง
และมีบทความมาลงอยู่เสมอๆ ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านตัวยง เพราะบทความของท่านจะอ้างถึงนักวิชาการระดับโลกอยู่ด้วยเกือบทุกครั้ง
ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักคิด เพราะท่านไม่ใช่เอาความคิดของนักวิชาการมาพูดเฉยๆ
ท่านจะคิดและสอดแทรกปรัชญาของท่านเข้าไปด้วย แต่บางทีก็ดูจะข้างๆคูๆ
หรือพาให้เลอะเทอะไปได้เยอะ อย่างวันนี้ท่านได้พูดถึงทฤษฎี
80/20 ของโปรเฟสเซอร์พาเรทโต แต่บิดเรื่องจนเป๋ไปเป็นการเชียร์ให้เล่นหุ้นโดยไม่ได้ชี้ว่า
เล่นหุ้นนั้นมันมีความเสี่ยง และคนไทยอาจเข้าใจอะไรผิดๆจนกลายเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ
ครับ, โปรเฟสเซอร์พาเรทโตนั้นท่านบอกว่า เมื่อมองเข้าไปในกลุ่มของอะไรสักอย่างหนึ่ง
เรามักจะพบว่า ในกลุ่มนั้นสามารถแบ่งเป็นกลุ่มข้างมากกับกลุ่มข้างน้อย
ซึ่งจะแบ่งกันได้ประมาณ 80 กับ 20 เปอร์เซนต์ และเมื่อมองเข้าไปถึงกิจกรรมที่ทำกัน
ก็มักจะพบว่า เจ้าคนกลุ่มน้อย(20%)นั้นมักจะมีกิจกรรมเป็นปริมาณที่สูงกว่ากลุ่มข้างมาก
ถึง 80 ต่อ 20 ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นนั้นมีไม่ถึง
20 เปอร์เซนต์ แต่พวกเขาถือหุ้นส่วนใหญ่ของตลาดเอาไว้ คือถือกว่า 80
เปอร์เซนต์ของหุ้นทั้งหมด
ครับ, ข้อสังเกตุของโปรเฟสเซอร์พาเรทโตอันนี้มีประโยชน์ในการวางแผน
และการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก เช่น ถ้าท่านมีโพรดักส์ทางด้านการเงิน
ท่านควรไปเสนอขายให้แก่นักลงทุนรายใหญ่ ไม่ใช่วิ่งจนขาขวิดไปขายให้นักลงทุนรายย่อย
ครับ, เรื่องนี้ท่านดร.นิเวศน์ท่านก็พูดถึงอย่างถูกต้อง
แต่...พออ่านไปอีกสักพัก ท่านก็เป๋ออกไปสรุปเอาดื้อๆว่า การเล่นหุ้นคือการลงทุนที่ใช้แรงน้อย(20%)
แต่ให้ผลในทางสูง(80%) ซึ่งผมเห็นว่า มันไม่ใช่เลย ท่านเล่นอ้างว่า
เล่นหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10 เปอร์เซนต์ ถ้าซื้อหุ้นไว้ 1
ล้านบาทเมื่อตอนอายุได้ 30 ก็จะได้เงินถึง 17.4 ล้านบาทเมื่อตอนปลดเกษียณ
แต่ถ้าเอาเงินนั้นไปฝากธนาคาร เราจะได้เงินแค่ 2.4 ล้านบาทเมื่อปลดเกษียณ
ครับ, ผมฟังดูแล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับทฤษฎี 80/20 ของโปรเฟสเซอร์พาเรทโตเลยสักนิด
แถมผมก็ไม่เชื่อว่าการเล่นหุ้นนั้นจะให้กำไรสูงทุกครั้งไป
มันต้องเล่นหุ้นเป็นด้วยนะครับ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
...............
28 ตค.2552 ..... ทำไมหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงิน?
การที่หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินธนาคารนั้นไม่ใช่เพราะทฤษฎี 80/20
ของโปรเฟสเซอร์พาเรทโต มันเป็นเพราะแบงก์เป็นธุรกิจที่พัฒนามานานแล้ว
มันอิ่มตัวแล้ว ในตอนนี้คนเก่งๆมันหลั่งใหลเข้ามาเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของทุนและตลาดทุน
และกำลังดึงเอาผลมาตอบแทนกันในเรื่องหุ้นมากกว่า เรื่องนี้ผมอยากจะเอามาพูดให้ฟังสักนิดหนึ่ง
ระบบการเงินการธนาคารนั้นพัฒนามา 500 ปีแล้ว มันเริ่มต้นจากการที่คนฉลาดคนหนึ่งเห็นว่าชาวบ้านต่างมีเงินออมกันคนละเล็กคนละน้อย
ไม่มากพอที่จะไปตั้งบริษัทมาทำธุรกิจเองได้ แต่ถ้าเอามารวมกันไว้ที่นายทุนสักคนหนึ่ง
นายทุนคนนั้นก็สามารถเอาเงินไปทำธุรกิจ หรือให้นักธุรกิจกู้ไปประกอบธุรกิจได้
และเมื่อมีกำไรก็สามารถแบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่ผู้ฝากเงินได้ ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน
แต่มีข้อแม้อยู่นิดเดียวคือ ผู้ฝากต้องเชื่อใจคนที่มาเอาเงินไปลงทุน
เงินฝากพวกนี้ไม่สามารถเก็บเอาไว้เพื่อคืนให้แก่ผู้ฝากได้ทันที เงินต้องหมุนเอาไปทำธุรกิจ
แล้วมันจึงจะเกิดดอกเกิดผลตอบแทนได้
ครับ, ธุรกิจแบงกิ้งมันเกิดมาก่อน มันเติบโตได้รวดเร็ว มันให้ผลดี
เพราะสังคมเราเปลี่ยนเป็นสังคมทุนนิยม คนฝากเงินในตอนนั้นเป็นดั่งพระเจ้า
นายแบงก์และนักวิชาการต่างไปก้มกราบและอ้อนวอนให้เอาเงินมาฝาก
แต่....คนฝากเงินไม่ใช่ผู้กำหนดกฎเกณท์ที่แท้จริง
เหล่านักวิชาการต่างหาก พวกเขาสร้างเงื่อนใขต่างๆ ผลประโยชน์ก็ค่อยๆหมุนไปลงในมือพวกเขา
เช่น เกิดตำแหน่งงานเงินเดือนสูงๆขึ้นมา เกิดเป็นมืออาชีพ แม้แต่เจ้าของแบงก์เองก็ต้องถอย
ต้องส่งลูกส่งหลานไปเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วกลับมาบริหาร แต่ก็โดนนักวิชาการมันบีบเอาจนหน้าเขียวหน้าเหลือง
ครับ, เจ้านักวิชาการเหล่านี้หมุนกันต่อ พวกเขาหันมาสนใจเรื่องของตลาดทุน
ตลาดหลักทัพย์เกิดขึ้นเมื่อ 200 ปีมานี่เอง และมาเติบโตจริงๆก็หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อ 50 ปีก่อน คนเก่งทางด้านธนาคารมองเห็นช่องทางที่จะสร้างความร่ำรวยจากเรื่องนี้
คือ แทนที่จะให้นักธุรกิจขยายธุรกิจด้วยตนเอง พวกเขาบอกว่า ให้มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสีย
แล้วก็จะสามารถเพิ่มทุนเพิ่มขนาดของธุรกิจได้โดยง่าย เงินก็มาจากชาวบ้านทั่วๆไปเช่นเดิม
คือต่างคนต่างมาถือหุ้นกันคนละเล็กละน้อย แต่รวมกันหลายๆล้านคน มันก็เป็นกองทุนมหึมาได้
ครับ, ตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้น ชาวบ้านนั้นได้รับความยกย่องนับถือดั่งพระเจ้าเช่นเดียวกับนักฝากเงินในยุคต้น
เงินของพวกเขาถูกลากเข้ามาสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ ผลตอบแทนถูกสร้างขึ้นมาสูงๆเพื่อดึงดูดเงินจากประชาชน
บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนก็พยายามเอาใจผู้ถือหุ้น ผู้บริหารตลาดก็พยายามเอาใจนักลงทุน
อะไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงๆก็เปิดให้ทำได้ไปหมด
ครับ, ตอนนี้มันเป็นตลาดของคนมีเงิน ใครมีเงินก็เข้ามาซื้อหุ้น แล้วก็จะได้ผลตอบแทนสูงๆ
กำไรจากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี ภาษีเงินได้ก็ลดหย่อนได้โดยการเข้าซื้อกองทุนที่มาซื้อหุ้นเอาไว้
ฯลฯ
นี่ต่างหากล่ะ ที่ทำให้เล่นหุ้นดีกว่าฝากเงินกินดอกเบี้ย
แต่ท่านคิดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปได้นานสักเท่าใด?
ครับ, ไม่ช้าเจ้าคนเก่งๆพวกนี้ก็จะผันเงินในตลาดไปเข้ากระเป๋าพวกเขา
ท่านนักลงทุนจะต้องรู้จักคิด และรู้จักป้องกันตนเองเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่ไม่แตกต่างจากเรื่องเงินฝากนั่นแหละ
คนทั้งประเทศเอาเงินไปฝากแบงก์แล้วก็พอใจกับดอกเบี้ยที่ได้รับ แต่หารู้ไม่ว่า
ดอกเบี้ยมันได้น้อยกว่าค่าของเงินที่หดหายไป
..........
31 ตค 2552 .... ใครได้ประโยชน์ในระบบแบงก์?
คนไทยส่วนใหญ่ชอบฝากเงินไว้ที่ธนาคารเพราะเห็นว่าได้ดอกเบี้ย และปลอดภัยดี
แต่หารู้ไม่ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับมันน้อยกว่าค่าของเงินที่หายไป ค่าของเงินที่หายไปนี้เราเรียกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ซึ่งประกาศโดยหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจเช่นแบงก์ชาติ ตัวเลขนี้มักจะออกมาน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยทั้งนี้เพื่อให้ดูดี
แต่ในความเป็นจริงอัตราเงินเฟ้อมันสูงกว่านั้นมากมาย เช่น ปีนี้แบงก์ชาติบอกว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นลบ(เพื่อเอาใจรัฐบาล)แต่ค่าครองชีพมันสูงขึ้นกว่า
20 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหมวดอาหาร ซึ่งสูงกว่า 30 เปอร์เซนต์
ครับ, คนทั้งโลกถูกหลอกโดยคนในวงการแบงก์มาโดยตลอด
เรื่องอย่างนี้คนอเมริกันเขารู้ทันมานานแล้ว
ตัวเลขจริงเป็นดังนี้
สมมุติว่าท่านนำเงินไปฝากแบงก์ในวันนี้ 100 บาท เงินจำนวนนี้มีค่าในวันนี้เท่ากับก๋วยเตี๋ยว
4 ชาม การฝากเงินนี้จึงเหมือนกับการเอาก๋วยเตี๋ยวไปฝากเขาไว้ 4 ชาม
สมมุติอีกว่าแบงก์ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี และเราฝากไว้ 10 ปี จากสูตร์คำนวนดอกเบี้ยตามปรกติ
เราก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยรวมเท่ากับ 134.39 บาท แต่ใน 10 ปีข้างหน้า
เงิน 134.39 บาทจะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ไม่ถึง 1 ชาม มันจึงมีคำถามว่าก๋วยเตี๋ยวอีก
3 ชามมันหายไปใหน?
ตัวเลขคร่าวๆคือ1 ชามตกเป็นของคนทำงานแบงก์ อีก 2 ชามเป็นของคนที่มากู้เงินจากแบงก์ไปใช้
คนแบงก์ได้กินไป 1 ชามนั้นเข้าใจได้ง่าย คือเขาต้องจ้างคนมาทำงาน เขามีค่าใช้จ่าย
เงินเดือนที่จ่ายให้พนักงานนั้นมาจากเงินของผู้ฝากนั่นแหละ แต่ที่ผู้กู้เงินกินไป
2 ชามนั้นดูยากหน่อย มันต้องคิดดังนี้ คือตอนเริ่มกู้เงินนั้นผู้กู้ได้เงินไป
100 บาท(เท่ากับก๋วยเตี๋ยว 4 ชาม) แต่เอามาคืนแค่ 215.89 บาท(คิดดอกเบี้ยทบตัน
ในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี) เงินจำนวนนี้ใน 10 ปีข้างหน้ามันเท่ากับก๋วยเตี๋ยวแค่
2 ชาม ดังนั้นผู้กู้เงินจึงเท่ากับยืมไป 4 ชาม แต่เอามาคืนแค่ 2 ชาม
จึงเท่ากับว่าได้กินไปเสีย 2 ชาม
ครับ, ผู้กู้เงินจึงเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด
จากความรู้ดังกล่าวคนอเมริกันเขาจึงมีแนวคิดว่า เปิดบัญชีได้แต่อย่าทิ้งเงินไว้
เขาแนะนำให้กู้ คนที่เป็นหนี้แบงก์จะได้ประโยชน์ พวกเขาจะหาเรื่องกู้จากแบงก์
เช่น เรียนจบก็เริ่มกู้ไปซื้อรถยนต์ กู้ไปซื้อบ้าน แล้วเขาก็ค่อยๆผ่อนส่งไป
เมื่อผ่อนรถยนต์ใกล้หมดเขาก็เปลี่ยนรถใหม่ แต่ซื้อให้โตยิ่งขึ้น เมื่อผ่อนส่งบ้านจวนครบแล้วก็กู้ไปซื้อบ้านชายหาด
เมื่อเงินเดือนเริ่มเหลือเขาก็กู้ไปซื้อเรือยอร์จ รถสปอร์ต เรือบิน
ฯลฯ ต่อๆไป
ครับ, คนฉลาดเขากู้แบงก์มาใช้จ่าย แต่คนไทยกลับเอาเงินไปฝากให้เสียค่าโง่
.................
16 พย.2552 ใครได้ประโยชน์สูงสุดในระบบตลาดทุน?
ฝากเงินที่ธนาคารเป็นการลงทุนทางอ้อม เพราะเงินของผู้ฝากถูกรวบรวมผ่านธนาคาร
แล้วส่งไปสู่มือผู้ประกอบการ และทำให้เกิดการผลิต การให้บริการ ในขั้นตอนต่อไป
เรื่องนี้คนหัวใสมองเห็นได้ไม่ยาก แล้วพวกเขาก็คิดต่อ ว่า ทำไมต้องผ่านแบงก์ให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่าย?
ทำไมไม่ให้เงินผ่านไปถึงมือผู้ประกอบการโดยตรง?
ครับ, แนวคิดเรื่องตลาดหุ้น หรือตลาดทุนจึงเกิดขึ้น
ตลาดหุ้นคือ ที่นัดพบเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นกัน
มันเป็นการลงทุนโดยตรง ตลาดหุ้นมีกฎเกณท์ว่า คนเสนอขายในราคาต่ำสุดมีสิทธิ์ขายได้ก่อน
และคนเสนอซื้อในราคาสูงสุดมีสิทธิ์ซื้อได้ก่อน คนเสนอขายในราคาเท่ากันก็ให้สิทธิ์แก่คนเสนอก่อน
ส่วนคนเสนอซื้อในราคาเท่ากันก็ให้สิทธิ์แก่คนเสนอก่อน
ตลาดหุ้นนี้เกิดขึ้นและเติบโตเร็วมาก การเสนอซื้อและเสนอขายนี้เข้ามาเร็วมาก
และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้ ดังนั้นจึงต้องมีระเบียบและกฎเกณท์มากขึ้น
เช่น ให้ซื้อขายได้เฉพาะหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ที่ตลาดเท่านั้น ให้สั่งซื้อสั่งขายผ่านโบรกเกอร์เท่านั้น
ให้มีกำหนดเวลาเปิดตลาดและปิดตลาดที่แน่นอน ให้กำหนดวันหยุดไว้ล่วงหน้า
ให้กำหนดจำนวนวันและเวลาในการส่งมอบเงินและหุ้นที่แน่นอน ใครไม่สามารถปฏิบัติตามได้ต้องถูกปรับ
และก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ทั้งนี้เพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของโบรกเกอร์
ของตลาด และของหน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดดังกล่าว
เมื่อตลาดหุ้นใหญ่โตขึ้นแล้ว และมีคนเข้ามาซื้อขายกันมาก มันก็ต้องมีทั้งคนได้กำไร
และขาดทุน แต่ส่วนใหญ่มักจะขาดทุน พวกนักคิดที่ชาญฉลาดก็คิดต่อ พวกเขาบอกว่าคนเบี้ยน้อยหอยน้อยนั้นไม่ควรจะเข้าไปเล่นเอง
เพราะไม่รู้จังหวะการเข้าซื้อและการขายออก เล่นไม่เป็นก็จะเสียค่าธรรมเนียมและขาดทุนไปเปล่าๆ
คนพวกนี้ควรเอาเงินไปฝากให้คนอื่นเล่นแทน
คนที่อาสามาเล่นแทนก็คือ ผู้จัดการกองทุน นี่จะเป็นบริษัทหรือแผนกหนึ่งของโบรกเกอร์ก็ได้
แต่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดหุ้นอยู่เสียก่อน เงินที่รับมาจากนักลงทุนรายย่อยจะต้องนำมาซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้แบบต่างๆตามที่ได้ขออนุญาตไว้
ผู้ฝากเงินจะได้รับตราสารที่เรียกว่าหน่วยลงทุนไปเก็บไว้ หรือฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ก็ได้
ตราสารดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนใบหุ้น ผู้ถือสามารถบอกขาย หรือขอซื้อผ่านโบรกเกอร์ได้คล้ายกับหุ้น
ครับ, ตลาดหุ้นก็เลยเปลี่ยนเป็นตลาดหุ้นและตลาดทุนไป การซื้อขายก็ยิ่งมากขึ้นและใหญ่โตขึ้น
ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาดหุ้นและตลาดทุน?
แน่นอน ไม่ว่าคุณจะซื้อขายแล้วกำไรหรือขาดทุน คุนต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้ง
โบรกเกอร์จึงเป็นดั่งเสือนอนกิน พวกเขามีแต่รับอย่างเดียว พวกนี้จึงเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างชัดเจน
และเป็นผู้ที่ร่ำรวยขึ้นมาเป็นกลุ่มแรก ท่านผู้อ่านลองมองไปที่ถนนวอลสตรีต
บริษัทที่ใหญ่โตและร่ำรวยในถิ่นนั้นคือบริษัทโบรกเกอร์
เมื่อบริษัทรวย คนในบริษัทก็รวยตามไปด้วย เช่นพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตติ้ง
พนักงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ คนพวกนี้ไส่สูท นั่งรถเก๋งคันโต กินข้าวในโรงแรม
อยู่บ้านหลังใหญ่
นอกจาก พนักงานของโบรกเกอร์แล้ว คนที่ดูแลตลาดหลักทรัพย์และกำกับตลาดหลักทรัพย์ก็ร่ำรวยไปด้วย
แน่นอน เมื่อมีคนเล่นหุ้นเป็นแสนคน มันก็ต้องมีคนรวยจากหุ้นด้วย แต่ก็เป็นส่วนน้อย
คนที่มีกำไรในระดับ 20-100 เปอร์เซนต์ต่อปีก็พอมีสัก 1 ใน 10000 ส่วนคนที่กำไรระดับ
0-20 เปอร์เซนต์ต่อปีก็ไม่น่าจะถึง 1 ใน 20 ส่วนที่เหลือ 95 เปอร์เซนต์นั้นขาดทุนกันโดยถ้วนหน้า
แต่ที่กำไรถึง 100 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นก็ไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ โดยสรุปแล้ว
หาเศรษฐีจากตลาดหุ้นโดยตรงได้ยาก จะมีก็แต่พวกที่ปั่นหุ้น หรือใช้ข้อมูลภายในเท่านั้น
ที่กล่าวมาข้างบนนี้จะได้ผลประโยชน์กันไปประมาณปีละ 1-1000 ล้านบาท
ซึ่งเทียบไม่ได้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมจะพูดถึง
คนรับจ้างเล่นหุ้นครับ นี่เห็นได้จากการกวาดตาดูรายชื่อเศรษฐีที่ติดอันดับโลกทั้งหลาย
หลายคนเริ่มจากการเป็นลูกจ้างในบริษัทจัดการกองทุน พวกนี้มีความสามารถในการทำนายทิศทางหุ้น
พวกเขาสามารถทำกำไรให้กองทุนในระดับ 20-30 เปอร์เซนต์ต่อปี แล้วก็ออกมาตั้งบริษัทส่วนตัว
ทำการรับจ้างเล่นหุ้น ที่คนพวกนี้ได้กำไรสูงก็เพราะ เขาคิดค่าจ้างไปตามเปอร์เซนต์ของกำไรจากตลาด
เช่น 10 เปอร์เซนต์ของกำไร ถ้าปีนี้กำไร 25 เปอร์เซนต์ เขาก็หักเป็นค่าจ้าง
2.5 เปอร์เซนต์ ตัวเลขนี้ดูน้อยนิด แต่เมื่อคูณกับเงินที่เขารับจ้างมาเล่น
ซึ่งอยู่ในระดับ 2000-10000 ล้านดอลล่าร์ต่อ 1 กองทุน พวกเขาก็จะได้เงินปีละ
10000*0.025=250 ล้านดอลล่าร์ต่อปี บางคนทำงานนี้แค่ 20 ปีก็รวยในระดับ
หมื่นล้านเหรียญ ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือ คุณ วอเรน บัฟเฟท
คนนี้รวยกว่า 70,000 ล้านเหรียญ
สรุปง่ายๆก็คือ คนเก่ง และมีสมองที่เฉียบแหลมเท่านั้น
ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์
ถ้าท่านอยากรวย ต้องหาความรู้ และอย่าเอาเงินตัวเองไปลงทุน
มันทั้งเสี่ยง และกำไรช้า ให้รับจ้างเขาเล่นหุ้น เวลารวย มันรวยเป็นกอบเป็นกำดีกว่ากันเยอะเลย
.....................
19 พย.2552 .... ผิดด้วยหรือที่เข้าซื้อเมื่อหุ้นตก?
ข่าวการควานหาตัวนักปั่นหุ้นยังไม่ยอมจบ และดูจะเลอะเทอะยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้กลายเป็นว่า
ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าไปซื้อหุ้นเยอะๆในวันที่หุ้นตกแรง(14-15 ตค.2552)
เขาจะหาว่าเป็นคนปั่นหุ้นไปหมด ที่ผมบอกว่าเลอะเทอะก็เพราะ มีคนยอมรับแล้วว่าเป็นคนลงข่าวที่ไม่เป็นมงคลในเวปไซท์
และไม่ได้มีเจตนาในการปั่นหุ้น ตลาดหุ้นมันตื่นเต้นกันไปเอง
ครับ, ตลาดหุ้นนั้นเมื่อราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นไปยาวนานและเป็นขนาดสูงมากๆแล้ว
มันย่อมจะมีโอกาสตื่นตกใจแล้วดิ่งลงมาได้ มันจึงอาจเป็นไปได้ว่าไม่ต้องมีใครมาปั่นก็ดิ่งลงแรงๆได้
และมันก็เป็นธรรมชาติของตลาดที่ว่า หุ้นดิ่งลงแล้วก็จะฟื้นคืนชีพได้ในสองสามวัน
ดังนั้น คนที่ใจกล้าๆก็จะเข้าซื้อในวันที่หุ้นดิ่งลงมา แล้วก็ขายได้กำไรในสองสามวันต่อมา
ครับ, อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าการปั่นหุ้น มันแค่เป็นการฉวยโอกาสธรรมดาๆ
ทีนี้มันก็เกิดเป็นคำถามว่า การฉวยโอกาสอย่างนี้
สมควรจะถูกห้ามหรือประนามหรือไม่?
เรื่องนี้มันดูยาก เวลาหุ้นตก แล้วมีคนเข้ามาซื้อนั้นอาจเป็นการช่วยตลาดก็ได้
เพราะเมื่อขายได้แล้วคนที่เสนอขายก็หมดไป หุ้นก็อาจหยุดตก แต่มองอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นการเร่งให้ตกก็ได้
เพราะเมื่อเกิดการซื้อขาย(แมทชิ่ง) ราคาสุดท้ายก็จะลดลง ซึ่งจะทำให้คนอื่นๆเห็นกันถ้วยหน้า
แล้วก็จะมีคนตกใจมากขึ้น แล้วก็เลยมีคนเสนอขายในราคาที่ต่ำลงไปอีก
ผลสุดท้ายก็จะทำให้หุ้นตกยิ่งขึ้น
ครับ, เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้
นอกจากนี้แล้ว คนที่เข้าไปช้อนซื้อนั้นก็มีความเสี่ยง เพราะหุ้นอาจตกต่ออีก
และอาจไม่กลับมายังราคาที่เขาซื้อไว้เลยก็ได้ คนพวกนี้จึงต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้เต็มที่
จึงน่าจะปล่อยให้เขาคิดกันเอง ตลาดไม่ควรเข้าไปห้ามเขา
อีกประการหนึ่งคือ ถ้าเราตั้งเป็นข้อห้ามเอาไว้ ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่สามารถแยกระหว่างการเก็งกำไรตามปรกติ
กับการการเข้าช้อนซื้อ เพราะกำหนดไม่ได้ว่าราคาตกในอัตราแค่ใหนเรียกว่าปรกติ
และแค่ใหนเรียกว่าผิดปรกติ
ครับ, โดยสรุปแล้ว ที่กลต.และตลาดหลักทรัพย์วิ่งกันให้วุ่นอยู่ในวันนี้
มันเป็นการไล่จับโดยไม่มีหลักเกณท์
เลิกเสียเถอะครับ มันไม่มีประโยชน์ แถมทำให้เกิดอาการซึมขึ้นมาในตลาดเปล่าๆ
...............
23 พย.2552 ..... บจ.ไทย:บริษัทชั้นนำ
หรือ ห่วยแตก
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ออกมาตีข่าวว่า ในห้วงเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา
บริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ทำกำไรได้ถึง
3.2 แสนล้านบาท
ครับ, เงิน 3.2 แสนล้านนั้นมันก็เป็นเงินก้อนโต ถ้าผมรวยขนาดนั้นผมคงดีใจตายเลย
แต่นี่มันเป็นกำไรของบริษัทกว่า 460 บริษัท และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทยเสียด้วย
ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 5.5 ล้านล้านบาท มันจึงไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าใดนัก
เพราะเมื่อคิดเป็นอัตรากำไรต่อปี ก็มีค่าแค่ 5.57
เปอร์เซนต์เท่านั้น การทำกำไรในอัตราแค่นี้มันต่ำกว่าของต่างปรเทศเขาประมาณ
3 เท่า และเมื่อมีกำไรแค่นี้ มันก็คงจะปันผลได้ไม่ถึง 3.0 เปอร์เซนต์ต่อปี
ซึ่งไม่เป็นแรงชักจูงให้คนเข้ามาลงทุนถือหุ้นระยะยาวกัน
ครับ, ตลาดหุ้นของประเทศที่เจริญแล้วนั้น เขาจะทำกำไรกันในอัตราประมาณ
12-15 เปอร์เซนต์ต่อปี แล้วเขาก็ปันผลเสียประมาณ 7.5 เปอร์เซนต์ต่อปี
ซึ่งจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเล็กน้อย คนถือหุ้นของเขาจึงพอใจที่จะถือหุ้นต่อไป
ส่วนอีก 2.5-7.5 เปอร์เซนต์ต่อปีนั้นเขาเก็บเป็นกำไรสะสม ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในงวดต่อๆไป
และเมื่ออ่านในรายละเอียดต่อไป ผมก็ยิ่งตกใจ คือ กำไรเหล่านี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทใน
SET100 เท่านั้น ตัวเลขกลมๆคือ 89 เปอร์เซนต์ นั่นก็หมายความว่า
บจ.อีกกว่า 400 บริษัท ทำกำไรรวมกันได้แค่ 11 เปอร์เซนต์ของ 2.3 แสนล้านบาท
แล้วพวกนี้จะเอาเงินที่ใหนไปจ่ายปันผล
ครับ, มีคนพูดกันมานานแล้วว่าหุ้นกว่า 90 เปอร์เซนต์ในตลาดหุ้นไทยมันไม่มี
liquidity หรือคือ ซื้อมาแล้วขายไม่ออก บริษัทพวกนี้เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีและอื่นๆ
และส่วนใหญ่ถือหุ้นโดยเจ้าของเดิม ถึงจะมีกำไรก็ไม่ค่อยจะจ่ายปันผล
ครับ, ท่านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ การตีปีบว่าบจ.มีกำไรเยอะๆนั้นมันไม่ได้ผลหรอก
ท่านต้องกลับไปดูว่าสินค้า(บจ.)ของท่านมันดีจริงหรือเปล่า ท่านควรไล่บริษัทห่วยๆที่อยู่นอก
SET100 ออกไปจากตลาด แล้วไปเชิญบริษัทดีๆเข้ามาจดทะเบียนจะดีกว่า
และที่รมต.คลังบอกว่า จะขยายตลาดหุ้นไทยให้มันใหญ่กว่าตลาดอื่นๆในภูมิภาคนี้นั้น
ก็ควรเตือนว่า มันเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น
....................
26 พย.2552 ..... ตีแตก-คำภีร์หุ้นของบิ๊กไอบีเอ็ม
อ่านบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันที่ 23 พย.2552 แล้วได้อะไรดีๆหลายอย่าง
บทความนี้อยู่หน้า 3 ของ BizWeek และอาจมองหาได้ยากหน่อย เพราะมันสั้นนิดเดียว
ตามข่าวบอกว่า คุณ ธันวา เลาหศิริวงศ์
ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทไอบีเอ็ม ประเทศไทย ได้บอกว่า
ท่านเป็นคนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้น และในช่วงแรกของการลงทุนได้อยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานอย่างมาก
ทั้งนี้เพราะลงทุนแบบเชื่อข่าวลือและไร้ความรู้ แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่อง
ตีแตก ของ ดร.นิเวศน์ก็ค้นพบทางสว่าง ท่านบอกว่าหนังสือเล่มนี้สอนว่า
ไม่ว่าจะลงทุนในกิจการใด ให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนั้น
ให้ดูทุกอย่างรอบด้าน...ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงลดลง... แล้วท่านก็ลงทุนได้ถูกต้อง
และพลิกจากเคยขาดทุนหนักๆ มาเป็นกำไรได้
ครับ, นับเป็นบทความที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะง่ายอย่างที่พูดมา
ประการแรก คือ การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนั้น
มันยาก ท่านต้องไปสืบหาข้อมูล ท่านต้องไปประชุมทุกครั้ง ท่านต้องไปสืบว่าผู้มาประชุมเป็นใคร
มาจากใหน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความต้องการอย่างไร...นอกจากนี้ยังต้องดูว่ากิจการนี้มันทำอะไร
จะเจริญเติบโตหรือไม่ จะมีกำไรดีหรือไม่ จะมีใครเข้ามาแข่งขันหรือไม่...ถ้าเป็นคนต้องทำงานประจำ
ก็คงจะทำไม่ได้
ประการที่สอง คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการนั้นมันมีค่าใช้จ่าย
ถ้าเป็นเศรษฐีอย่างคุณธันวามันก็คงจะพอคุ้มทุน แต่ถ้าเป็นนักลงทุนรายย่อย
ที่มีวงเงินแค่ 100,000-200,000 บาท ซื้อหุ้นได้แค่ 2-3 ตัว แล้วจะไปสืบหาข้อมูลทุกด้าน
เดี๋ยวเงินทุนก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายไปหมด
ประการที่สาม คือ หุ้นในตลาดมีตั้ง 500-600
ตัว แล้วเราจะเลือกตัวใหนดี? ท่านก็คงต้องเริ่มจากดูกลุ่มกิจการสัก
2-3 กลุ่ม แล้วก็เจาะลงไปกลุ่มละ 5-6 ตัว แล้วก็ศึกษาดู แล้วก็เลือกมาสักกลุ่มละ
1 ตัว แล้วก็ต้องซื้อหุ้น ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือแล้วจะไปประชุมกับเขาได้ยังไง...
ครับ, กว่าจะเริ่มเข้าถึงข้อมูล ก็ฉิบหายเข้าไปแล้ว
เรื่องนี้ผมจะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
ครับ, เมื่อตอนที่ผมยังไม่มีสูตร์เพื่อวิเคราะห์หุ้น(ประมาณ 25 ปีมาแล้ว)
ผมก็เริ่มแบบตามตำราฝรั่ง ผมเป็นวิศวกรไฟฟ้า ก็เลยดูกลุ่มตัวแทนจำหน่ายเครื่องไฟฟ้า
แล้วผมก็เลือกได้บริษัทที่มีชื่อย่อว่า SS
บริษัทนี้ขายวิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงจากยุโรปและญี่ปุ่น
ผมซื้อไว้ 300,000 บาท ถืออยู่ 5-6 เดือนไม่เห็นมีการเชิญประชุม แถมราคาหุ้นก็หายไปเกือบ
50 เปอร์เซนต์ ผมก็เลยต้องโทรศัพท์ถามเพื่อน ผมเสียเวลาตามหาข้อมูลอยู่
2 สัปดาห์ และรบกวนเพื่อนไปหลายโหล และต้องโทรไปเค้นขอข้อมูลจากกรรมการผู้จัดการอยู่หลายชั่วโมง
แล้วผมก็พบว่า บริษัทนี้เอาเงินที่เพิ่มทุนไปทำศูนย์การค้า
แค่นั้นยังไม่พอ เขายังเสือกไปค้ำประกันบริษัทของเพื่อนอีก 2000 ล้านบาท
แล้วเจ้าเพื่อนคนนั้นก็หนีหนี้ธนาคาร ธนาคารจึงฟ้องและจะมายึดทรัพย์สินทั้งหมด...ได้ฟังแค่นั้นผมก็รีบขายหุ้นบ้านั้นออกไปทันที
และขายได้ในราคาแค่ไม่ถึง 100,000 บาท
ครับ, ผมเข็ดจนเข้ากระดูกเลย
หลังจากนั้นผมก็บอกว่า วิธีเลือกหุ้นก็คือ เอาไอ้ที่มันมีการซื้อขายกันทุกวัน
และให้ดูกราฟการขึ้นลงเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีย้อนหลัง มันต้องขึ้นลงอย่างเป็นปรกติ
คำว่าปรกตินี้เป็นอย่างไรผมยินดีสอนให้(ซึ่งผมพบว่า หุ้นที่ขึ้นลงเป็นปรกตินั้นมีไม่ถึง
30 ตัว จาก 500-600 ตัวที่มีอยู่) และอย่ามาพูดถึงการไปร่วมเป็นเจ้าของกิจการกับผม
เพราะมันทำได้ยาก
ครับ, หลักการในตำราฝรั่งนั้นดี แต่เอามาใช้ในเมืองไทยได้ยาก และที่น่าเจ็บใจคือ
เสียรู้ไปแล้วจะเอาคืนได้ยาก ผมไม่รู้ว่าคุณธันวาได้ทุนคืนแล้วหรือยัง
เพราะเล่นแบบตีแตกนั้นกำไรโดยเฉลี่ยมันต่ำ ถ้าไปถือหุ้นเอาไว้ในตอนที่เศรษฐกิจเป็นขาลง
มันยิ่งฉิบหายหนักขึ้นไปอีก
..................
27 พย.2552 ..... โรคดื้อทำให้คนไทยขาดทุน
คนส่วนใหญ่คิดว่า การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรนั้น ต้องซื้อเมื่อราคาหุ้นลงต่ำสุด
แล้วก็ไปขายเมื่อราคาขึ้นไปสูงสุด แต่ วิธีดังกล่าวนี้ทำได้ยากมาก
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย จุดที่ราคาต่ำสุดนั้นมีจุดเดียวในหนึ่งรอบ
และจุดที่ราคาสูงสุดก็มีเพียงจุดเดียวในหนึ่งรอบ โอกาสที่จะซื้อได้พอดีต่ำสุดและขายได้พอดีสูงสุดจึงมีน้อยมาก
มันต้องเป็นความฟลุ๊กจริงๆ
แต่คนไทยก็ยังพยายามทำ แล้วก็มักจะประสบกับความล้มเหลว และเกิดความเครียด
เช่น พอหุ้นลงถึงระดับหนึ่งแล้วก็ยังไม่ซื้อ
รอจนหุ้นขึ้นไปหลายเปอร์เซนต์แล้วถึงเข้าไปซื้อ แถมเวลาหุ้นขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วก็ยังไม่ขาย
ลงท้ายต้องไปขายเมื่อหุ้นลงมาจนต่ำกว่าต้นทุน เล่นแบบนี้แล้วก็ขาดทุนและโกรธตัวเอง
แล้วก็เครียด
ครับ, จริงๆแล้วเราไม่ต้องเก็งกำไรจนตัวเกร็ง เราแค่ซื้อในตอนใกล้ๆหุ้นเริ่มขึ้น
แล้วไปขายในตอนใกล้ๆหุ้นเริ่มลงก็พอ ใครทำได้แค่นี้ก็มีกำไรทุกรอบ
แต่มันก็จะมีคำถามขึ้นมาว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าตอนใหนหุ้นกำลังเริ่มขึ้น
และตอนใหนหุ้นกำลังเริ่มลง?
เรื่องนี้ จริงๆแล้วไม่ยาก หุ้นนั้นขึ้นลงเป็นรอบ
มันมีความยาวรอบใกล้เคียงของเดิมเสมอมา มันอาจมาช้า หรือ มาเร็วกว่ากำหนดไปบ้าง
แต่ความคลาดเคลื่อนอันนี้มักมีผลแค่ทำให้กำไรลดลง
นอกจากนี้แล้ว หุ้นขาขึ้นนั้นจะมาพร้อมกับวอลุ่มที่สูงขึ้น
และหุ้นขาลงจะมาพร้อมกับวอลุ่มที่ลดลง
และที่แน่ๆก็คือ กองทุนต่างชาตินั้นจะเข้าซื้อในตอนขาขึ้น
และจะขายออกในตอนขาลง
แต่...คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเล่นแล้วขาดทุน
ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้มากว่า 30 ปีแล้ว?
ครับ, ท่านจะเข้าใจเมื่อดูความคิดของคนไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
หุ้นไทยเริ่มถดถอยมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลา แต่คนไทยไม่ยอมเชื่อ
นักวิเคราะห์พยายามพูดอยู่ตลอดเวลาว่า หุ้นจะไปต่อ หุ้นจะไปต่อ หุ้นจะไปต่อ
บางคนบอกว่ามันจะไปถึง 830 บางคนบอกว่าพักฐานแล้วจะไปถึง 930 ฯลฯ
และที่น่าสนใจมากก็คือ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงบอกยกเลิกการชุมนุมในวันที่
28 พย.ที่จะถึงนี้ คนไทยก็เข้าไปแย่งกันซื้อหุ้นจนดัชนีดีดขึ้นไปเกือบ
20 จุด นี่มันบอกชัดว่าคนไทยยังเชื่อว่าหุ้นจะขึ้นต่อ
และที่น่าแปลกใจยิ่งขึ้นก็คือ คนไทยมองข้ามการทะยอยขายของกองทุนต่างชาติมาถึง
2 เดือนแล้ว
ครับ, ข้อสรุปก็คือ คนไทยมันเป็นโรคดื้อ
หุ้นไทยเป็นขาลงมานานแล้ว แต่เรายังไม่ยอมรับ เรื่องนี้จะเกิดเช่นเดียวกันในตอนหุ้นขึ้น
คือฝรั่งเข้าซื้อ และราคาเริ่มขึ้น แต่คนไทยจะยังไม่ยอมเชื่อ พวกเขาจะไม่เข้าซื้อ
เขาปล่อยให้กองทุนต่างชาติทะยอยซื้อไปจนเต็มอิ่มแล้วจึงจะเข้าไปตามแห่
การเล่นหุ้นแบบนี้มันก็มีแต่ขาดทุน และขาดทุนทีละมากๆด้วย
ครับ, เลิกนิสัยดื้อเสียเถอะ ยอมรับความจริงให้เร็วขึ้น
แล้วจะมีโอกาสทำกำไร
...............
06 ธค.2552 .... โบรกเกอร์ต้องมีคุณธรรม?
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉะบับวันที่ 23 พย.2552 ลงบทความเรื่อง
"คติธรรมจากภาพ:พลังขับเคลื่อนโบรกเกอร์เบอร์11" ผมอ่านแล้วเอาไปคิดอยู่หลายวัน
ที่ต้องเอาไปคิดก็เพราะ ผมไม่แน่ใจว่าภาพทางพุทธศาสนาจะช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีคุณธรรมได้จริงหรือไม่?
และอาจต้องย้อนถามกันว่า มันจำเป็นหรือเปล่าที่ว่า โบรกเกอร์นั้นต้องมีคุณธรรม?
ผมขอกระโดดไปที่คำถามที่สองเลยว่า มันจำเป็นหรือเปล่าว่า
โบรกเกอร์นั้นต้องมีคุณธรรม?
ในความเห็นของผม โบรกเกอร์ไม่ต้องมีคุณธรรม นักลงทุนไม่เคยเรียกร้องเรื่องนี้
ผู้บริหารและนักการเมืองต่างหากที่มาพูด และเรียกร้องจนเลอะเทอะไปหมด
พวกเขาเห็นคนไทยเล่นหุ้นแล้วเจ้งกันมาก แต่กลับมีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่ร่ำรวยจากตลาดหุ้นอย่างผิดปรกติ
ก็เลยเข้าใจไปเองว่าโบรกเกอร์ช่วยนักการเมืองโกงคนยากคนจนในตลาดหลักทรัพย์
แล้วก็มากดดันให้มีการกดค่าธรรมเนียม มีการออกระเบียบห้ามย้ายงาน มีการตำหนิว่าโบรกเกอร์ไม่มีคุณธรรม
ฯลฯ
ครับ, ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนต้องการแค่ ให้โบรกเกอร์ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
อย่าทำเกินเลยจากหน้าที่ เมื่อสั่งซื้อก็ต้องคีย์เข้าไปทันที
เมื่อสั่งขายก็ต้องคีย์เข้าไปทันที เมื่อถูกถามก็ต้องตอบตามความเป็นจริง
ไม่มีการโกหกหรือบิดเบือน ไม่มีการหลอกให้ซื้อหรือหลอกให้ขาย และห้ามเอาเงินลูกค้าไปซื้อหุ้น
หรือเอาหุ้นของลูกค้าไปขายโดยเด็ดขาด
ในทางตรงกันข้าม, ผมกลับคิดว่า ถ้าโบรกเกอร์ไปสรวมวิญญาณของนักบุญเข้า
มันอาจทำให้เขามากดดันให้ลูกค้าเข้าซื้อ หรือขายหุ้นออกไป ซึ่งอาจผิดจังหวะ
แล้วก็ทำให้ลูกค้าเสียหายได้ และถ้ากดดันแล้วลูกค้าไม่ทำตามก็อาจสั่งซื้อสั่งขายไปโดยพลการได้
ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาในอีกด้านหนึ่ง
ครับ, พูดมาถึงตรงนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่า คนเขียนบทความมานั้น ท่านสับสนเรื่องคุณธรรม
กับเรื่องภาระหน้าที่หรือเปล่า? การทำงานตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมานั้นก็คือการมีคุณธรรมอย่างเพียงพอแล้ว
ท่านไม่น่าจะต้องไปหาภาพทางพุทธศาสนามาขัดเกลาจิตใจให้เกินความจำเป็น
และใครจะมีคุณธรรมมากน้อยแค่ใหนมันก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทำไมต้องไปวุ่นวายกับพวกพนักงานเขา
หรือว่า การเป็นบอสส์นี่มันต้องเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของลูกน้องในระดับจิตใจกันด้วย?
....................
10 ธค.2552 ..... มาบตาพุดไม่ใช่ปัญหา
นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ บ่นกันมาหลายสัปดาห์แล้วว่า
การที่ศาลปกครองสั่งให้หยุดโครงการใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจนกว่าจะมีการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น
ทำให้เกิดความเสียหายต่อบรรยากาศการลงทุน และจะทำให้ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทปตท.ลดลง
คนที่ออกมาด่ามากที่สุดเห็นจะเป็นนายกและรองนายกสภาอุตสาหกรรม ท่านถึงขนาดบอกว่าต่อไปนี้จะไม่รอฟังรัฐบาลแล้ว
ท่านจะให้คนทางภาคเอกชนทำเองทุกอย่าง
ครับ, ผมฟังดูแล้วสงสัยว่าท่านจะติดหุ้นปตท.อยู่หลายแสนหุ้น
แต่...ประเด็นจริงๆก็คือ คนเหล่านี้มองอะไรๆ
สั้นไปหน่อย พวกเขามองดูโจทย์ขัอนี้เหมือนเป็นโจทย์ในห้องเรียน
คือ ฟังโจทย์เสร็จก็คิดว่าราคาสินค้าถูกกำหนดว่าต้องคงที่ เมื่อบริษัทต้องเสียเงินปรับปรุงและป้องกันสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น
มันก็จะทำให้กำไรหด หรืออาจถึงขนาดขาดทุนไปเลย แบบนี้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็ต้องตกลงมา
ครับ, จริงๆแล้ว ชีวิตจริงมันไม่ใช่โจทย์แบบฝึกหัด ในชีวิตจริงนั้นทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้
ซึ่งรวมถึงราคาสินค้าที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย
ผมจะคำนวณให้ดู
สมมุติว่า 65 โครงการที่ถูกชลอไปนี้ เดิมต้องใช้เงินลงทุน 200,000
ล้านบาท แต่เมื่อถูกท้วงติงมาอย่างนี้ ก็ต้องประมาณว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเท่าใด
สมมุติอีกว่า ต้องใช้เงินเพิ่ม 40,000 ล้ายบาท เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว
มันก็แค่ไปหาเงินทุนมาเพิ่มอีก 40,000 ล้านบาท นายแบงก์นั้นยินดีที่จะให้เงินเพิ่ม
แต่เขาอยากจะรู้ว่าจะหาเงินมาคืนทุนได้อย่างไร คำตอบของผมก็คือ เพิ่มราคาสินค้าขึ้นไปอีก
20 เปอร์เซนต์ก็พอ
ครับ, สินค้าที่มาจากมาบตาพุดนั้นเป็นสินค้าจำเป็น และส่วนใหญ่หาอย่างอื่นมาทดแทนไม่ได้
เช่น น้ำมัน กาซ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าพวกนี้ขึ้นราคาเท่าใหร่คนก็ยังต้องซื้อ
ดังนั้นเงินที่ต้องลงทุนเพิ่ม 40,000 ล้านบาท หรือคือ 20 เปอร์เซนต์ของทุนใหม่ก็หามาคืนได้โดยง่าย
แต่...มันยังมีผลพลอยได้จากราคาที่เพิ่มขึ้นนี้อีก
คือ สินค้าจากโรงงานเก่าที่มีอยู่มันก็ได้ขึ้นราคาตามไปด้วย ตรงนี้เป็นกำไรมหาศาล
ครับ, ผมบอกได้เลยว่า ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทในนิคมมาบตาพุดจะพุ่งกระฉูดในอีก
5-6 เดือนข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอยืนยันว่า เรื่องมาบตาพุดนี่ไม่ใช่ปัญหา
มันกลับเป็นโอกาสที่จะทำความร่ำรวยกันมากกว่า ตอนนี้ใครมีเงินก็รีบกว้านซื้อหุ้นปตท.และกลุ่มอุตสาหกรรมในมาบตาพุดได้แล้ว
.................
11 ธค.2552 ..... ไทยอินเตอร์ฟ้องพันธมิตร์แปดร้อยกว่าล้าน
ข่าวนี้คงจะเป็นที่พอใจของคนเสื้อแดง แต่ผมบอกได้เลยว่ากำลังถูกเขาหลอก
และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง มันกลับเป็นเรื่องการเงินที่พวกเราควรให้ความสนใจ
ทำไมหรือ?
ก็เพราะ นี่เป็นการฟ้องทางแพ่ง มันไม่ใช่การฟ้องเอาผิดในเรื่องเป็นผู้ร้ายสากลที่ไปยึดสนามบิน
เรื่องนี้ต่อให้มีการสอบสวนไปอีก 10 ชาติ ก็ไม่สามารถเอาแกนนำพันธมิตร์เข้าคุกเข้าตะรางได้
แล้วทำไมต้องฟ้อง?
ฟ้องเพื่อประโยชน์ทางการเงินครับ
มันจะได้เงินจริงหรือ ในเมื่อแกนนำพันธมิตร์มันไม่มีเงินจะจ่าย และรัฐบาลชุดนี้ก็แบคอัพกันอยู่?
ครับ, ผมเชื่อว่า ผู้บริหารของไทยอินเตอร์เขาก็รู้ดีว่าแกนนำพันธมิตร์ไม่มีเงิน
โอกาสที่จะชนะก็น้อย และถ้าเกิดชนะขึ้นมา แกนนำก็อาจขอประนีประนอมโดยผ่อนส่งในอัตราประมาณ
30 บาทต่อเดือน ซึ่งจะใช้เวลาเป็นหมื่นปีจึงจะหมดหนี้กัน แล้วก็ต้องตัดเป็นหนี้สูญเมื่อลูกหนี้ตายไปจนหมด
แต่...ประโยชน์มันมีอย่างนี้ครับ คือ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ไทยอินเตอร์ก็สามารถใช้ตัวเลขนี้ลดหย่อนภาษีในปีต่อๆไปได้
ซึ่งจะทำให้กลายเป็นตัวเลขกำไรในงบดุลปีต่อๆไป
นี่เป็นสิ่งที่เขาทำกันในเรื่องภาษีที่กรมสรรพากรครับ ผมรู้เรื่องนี้ดีเพราะพ่อผมเป็นหัวหน้ากองภาษีเงินได้มาก่อน
และนักบริหารมือฉมังๆเขารู้กันดี มันเป็นวิธีที่จะสร้างตัวเลขกำไรจากความฉิบหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว
ครับ, เมื่อเป็นอย่างนี้ มันก็กลายเป็นโอกาสของนักเล่นหุ้น คือ เราต้องมาดูว่า
เรื่องนี้จะทำให้ไทยอินเตอร์โชว์กำไรได้มากน้อยสักแค่ใหน
ตัวเลขแค่ แปดร้อยกว่าล้านบาทนี่ ผมเชื่อว่าเอ็มดีคนใหม่นี้คงจะเอามาโปะลงในปีหน้าปีเดียว
และอาจจะโชว์ให้เป็นข่าวใหญ่ในงวดแรกของปี 2553 เท่านั้น ทั้งนี้เพราะ
กว่าจะได้มาเป็นเอ็มดีนี่ ต้องถูกซักมาอย่างหนักว่าจะทำให้ไทยอินเตอร์มีกำไรได้อย่างไร
ครับ, การโชว์กำไรในงวดแรกของปี 2553 เป็นเงินเพิ่มขึ้นมาแปดร้อยกว่าล้านบาท
ก็คงจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10-20
เปอร์เซนต์ ใครที่มีเงินเหลืออยู่ในพอร์ตก็ควรกว้านซื้อ THAI
เอาไว้สัก 20-30 เปอร์เซนต์ของพอร์ต ผมเชื่อว่าจะไม่ผิดหวัง
สำหรับคนเสื้อแดงนั้น กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็คงจะเสียเวลาไปอีกหลายเดือน
คดียึดสนามบินนานาชาตินี้มีอายุความเท่าใหร่ผมไม่รู้ และผมก็ไม่สนใจเรื่องการเมืองเสียด้วย
................
14 ธค.2552 ..... ใครเนียนใครไม่เนียน?
เนียนเป็นศัพท์ใหม่ที่ผมเพิ่งได้ยินมาแค่
2-3 ครั้ง และก็เพิ่งจะได้ยินอีกครั้งหนึ่งเมื่อสองวันก่อน ผู้พูดคือ
ดร.เสรี เจ้าของรายการ ที่ชื่อว่า-แล้วไง?
คือท่านบอกว่า เรื่องที่กัมพูชาจับช่างวิทยุการบินของไทยในข้อหาจารกรรมข้อมูลนั้น
เป็นการสร้างฉาก และที่รู้ว่าเป็นการสร้างฉากก็เพราะบทมันไม่เนียนพอ
ครับ, คำว่า ไม่เนียน จึงมีความหมายว่า
ไม่แนบเนียน ไม่ละเอียดพอ หรือคือ เนื้อมันหยาบเกินไปที่จะยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง
แล้วท่านก็บ่นไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนฟังเชื่อว่ามันเป็นการสร้างเรื่องเพื่อดีสเครดิตรัฐบาลชุดปัจจุบัน
และเพื่อชิงความได้เปรียบทางด้านการเมืองของอดีตนายกทักษิณ...ฯลฯ
ครับ, การออกมาวิจารณ์เรื่องเขมรจับไทยนี้ ผมกลับเห็นว่า ดร.เสรี
นั่นแหละ ที่วิเคราะห์ได้ไม่เนียน
ข่าวนี้จะเป็นการสร้างสถานะการณ์นั้นเป็นไปไม่ได้
ทั้งนี้เพราะ ดร.ทักษิณไม่สามารถสั่งให้กองทัพอากาศไทยไปเตรียมเครื่องบินขับไล่เอาไว้ได้
การเตรียมเครื่องบินขับไล่เอาไว้เพื่อบินขึ้นไปประกบ และจะไปบังคับเครื่องบินของ
ดร.ทักษิณให้ลงจอดนั้นถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐาน แต่รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ครับ, ในเมื่อแผนเอาเครื่องบินขับไล่ขึ้นไปประกบมีจริง
การขะโมยข้อมูลการบินมันก็น่าจะจริง แล้วการที่คนเขมรจับคนไทยมันก็น่าจะเป็นเรื่องจริง
แล้วการวิ่งเต้นเพื่อแข่งกันช่วยเหลือมันก็น่าจะเป็นเรื่องจริง และการที่ไปกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากก็น่าจะเป็นเรื่องเท็จ
ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง ดร.เสรีจะเป็นคนคิดอะไรโฉ่งฉ่างถึงขนาดนี้ได้
.....................
15 ธค.2552 ..... หุ้นจะขึ้นเพราะกองทุน
RMF<F
เมื่อสองสามเดือนก่อน ผมบอกว่า หุ้นไทยเริ่มเป็นขาลงแล้ว แต่นักวิเคราะห์ของไทยยังยืนยันว่าดัชนีจะไปที่
730-830
แล้วผลเป็นอย่างไร?
ดัชนีไต่ขึ้นมาแตะ 710 แล้วก็ตกลงมาแกว่งอยู่รอบๆ
700 มาสองเดือนแล้ว
แต่....ความพยายามของนักวิเคราะห์ไทยก็ยังไม่เลิกลา
วันนี้เข้ามาถึงกลางเดือนธันวาคมแล้ว แล้วพวกเขาก็หาเหตุมาเชียร์หุ้นกันอีก
วันนี้เขาเอาเรื่องกองทุน RMF และ LTF มาเป็นเหตุผล
พวกเขาบอกว่า คนที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากกองทุนสองประเภทนี้คือ คนกินเงินเดือนสูงๆ
และจะได้ประโยชน์สูงสุดด้วยการเข้าซื้อกองทุนทั้งสองในตอนปลายปี หรือก็คือในสัปดาห์นี้ของเดือนนี้นี่แหละ
แล้วเขาก็บอกว่า เงินก้อนโตจะใหลเข้าสู่ตลาด
ดังนั้นหุ้นไทยต้องพุ่งไปถึง 730 ก่อนสิ้นปี ตามที่เขาเคยทำนายไว้
ครับ, พวกนี้พูดอย่างกับว่า ผู้จัดการกองทุนทั้งหลายนั้นเป็นคนกินแกลบ
คนกินแกลบเท่านั้นที่ได้เงินมาแล้วต้องรีบเข้าไปซื้อหุ้น ถ้าหุ้นจะขึ้นจาก
700 ไปเป็น 730 ใน 1 สัปดาห์ แล้วตกกลับมาเป็น 700 เหมือนเก่าในต้นปีหน้า
พวกเขาเก็บเงินไว้ในตราสารหนี้ระยะสั้นไว้ก่อนไม่ดีกว่าหรือ?
แต่มันก็เป็นไปได้ เพราะผู้จัดการกองทุนนั้นก็มีความฉลาดไม่แตกต่างจากนักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลาย
(ก็พวกเขามาจากแหล่งเดียวกัน คือไต่เต้าจากตำแหน่งมาร์เก็ตติ้ง
แล้วก็ไปสอบให้ผ่านตำแหน่ง Investment Advisor ของ กลต.) พวกเขาอาจเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น
และถ้ามันขึ้นไปที่ 730 ได้แล้ว มันก็น่าจะไต่ไปถึง 830 ได้ ใครที่ไม่รีบเอาเงินกองทุน
RMF และ LTF เข้าไปซื้อหุ้นก็จะตกรถไฟ...ฯลฯ
ครับ, ใครจะกินแกลบ หรือ ใครจะกินข้าว ก็อยู่ที่การวิเคราะห์และตัดสินใจนี่แหละ
อีก 20-30 วันก็จะได้เห็นกัน แต่คนที่โง่สุดๆก็คือ
นักลงทุนที่เข้าซื้อเข้าขายตามคำยุของนักวิเคราะห์ เพราะเป็นคนจ่ายเงินค่าแกลบและค่าข้าวอยู่ทุกวัน
โดยไม่สามารถประเมินได้ว่าคำแนะนำเหล่านี้มันถูกหรือผิดกันแน่
....................
30 ธค.2552 ..... เศรษฐกิจฟื้นแล้ว,
แต่เจเอแอลล้มละลาย?
หุ้นไทยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะมีคนพูดว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว
และปีหน้า(2553)ดวงของท่านนายกอภิสิทธิ์จะดีแล้ว แต่วันนี้มีข่าวสวนมาจากญี่ปุ่นว่า
สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่น(JAL)กำลังจะล้มละลาย
และวานนี้ราคาหุ้นก็ดิ่งลงมา 8.3 เปอร์เซนต์ ข่าวนี้ดูได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
อยู่หน้า 15 ของวันที่ 30 ธค.2552
ครับ, ท่านว่าเศรษฐกิจของโลก และเศรษฐกิจของไทย
มันฟื้นแล้วจริงหรือ?
นอกจากข่าวเรื่องเจเอแอลจะล้มละลายแล้ว ไต้ของข่าวนั้นก็ยังมีข่าวจากหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารของเกาะฮ่องกงเตือนว่า
ปี 2553 นี้เศรษฐกิจของฮ่องกงอาจเข้าสู่ภาวะทรุดเป็นรอบที่สอง
ครับ, ผมไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นแล้ว
ในทางตรงกันข้าม ผมกลับเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะทรุดหนัก
ทั้งนี้เพราะเงินที่ลงไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นมันจมหายไปหมด
มันไม่เกิดดอกออกผลในทางบวก แต่กลับเป็นภาระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นที่จะต้องไปหามาใช้หนี้เขา
รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นลูกเศรษฐี เคยมีเงินเต็มถุงเต็มถัง ใช้เท่าใดก็ไม่หมด
แต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายในชีวิตปัจจุบันมันได้ไต่ขึ้นมาในระดับปีละ 50-60
เปอร์เซนต์ของยอดเงินฝากในบัญชีกันแล้ว ตอนนี้ใครเผลอใช้จ่ายเกินตัวก็จะต้องกู้เงินแบงก์มาใช้จ่าย
แล้วก็ต้องวิ่งไปหาเงินมาใช้หนี้เขา
ครับ, มีแต่ตายกับตายลูกเดียว ผมเชื่อตามทฤษฎีลูกคลื่น
เจ้าคลื่นเศรษฐกิจของไทยมันยังจะต้องใหลลงอีก 1-2 ปี แล้วจึงจะถึงจุดต่ำสุด
ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ก็ต้องหลังปี 2554 โน่น
ดูกันต่อไปนะครับ ดูว่าใครจะกินข้าว ใครจะกินแกลบ
..................
07 มค.2553 ..... เมืองไทยไม่ใช่แค่มาบตาพุด
นักวิเคราะห์หลายคนยังมีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นไม่เต็มที่
พวกเขาเกรงว่าคำสั่งศาลปกครองที่ให้ชลอการลงทุนในนิคมมาบตาพุด จะทำให้เศรษฐกิจชลอตัว
ในตอนนี้ต่างคนต่างเอามาพูด แล้วก็ขยายขอบเขตออกไปจนเกินกว่าเหตุ เช่น
วงเงินลงทุนที่หยุดไปนั้นมันมีขนาดถึง 4-5 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว บ้างก็บอกว่าต้องเสียเงินเพื่อแก้ใขสิ่งแวดล้อมถึง
2-3 แสนล้านบาท บ้างก็บอกว่ากลุ่ม ปตท.อย่างเดียวจะขาดทุนถึงแสนล้านบาท
ครับ, มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว
จริงๆแล้ว ประเทศไทยไม่ใช่มีแค่มาบตาพุด
เรามีนิคมอุตสาหกรรมอีกหลายสิบแห่ง และประเทศไทยมันใหญ่โตกว่ามาบตาพุดหลายหมื่นเท่า
โรงงานของไทยมันกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีมากกว่าในมาบตาพุดหลายร้อยเท่า
และที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนที่ถูกระงับไว้นั้นมันแค่ 65 โครงการเท่านั้น
ครับ, คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์ไทยมักมองอะไรๆแคบๆ แล้วก็พูดวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องที่คนสนใจเท่านั้น
เรื่องเดียวกัน ที่มีอยู่ทั่วประเทศมันไม่เอามาพูด ที่มันไม่เอามาพูดก็เพราะ
ถ้ามองให้รอบแล้วมันอาจเห็นไปคนละทาง ในตอนนี้หุ้นมันดูทรงๆ ก็เลยเอาเรื่องมาบตาพุดมาพูด
คนฟังแล้วเชื่อได้โดยง่าย
ครับ, ประเด็นปัญหาที่แท้จริงก็คือ เราไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจของไทยมันได้ฟื้นไปจริงๆแล้วหรือยัง
ผมเห็นตัวเลขการใช้จ่ายงบประมาณแล้วตกใจ งบ 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้เศรษฐกิจนั้นเพิ่งเบิกจ่ายได้แค่
2-3 หมื่นล้านบาท แล้วโครงการต่างๆก็กำลังถูกสั่งให้ทบทวน ทั้งนี้เพราะมีข่าวการคอรัปชั่นกันสูงมาก
นอกจากงานไม่เดินแล้ว นักการเมืองก็แตกคอกันหนักขึ้น ปลัดกระทรวงลาออก
แต่รองปลัดกระทรวงบอกไม่ลาออก เพราะพรรคบอกว่าไม่จำเป็นต้องลาออก..ฯลฯ
ยิ่งไปกว่านั้น ทหารใหญ่ก็ตบเท้าออกมาแสดงพลังกันหลายรอบแล้ว ถึงแม้ว่า
ผบ.ทบ.จะบอกว่าไม่คิดจะปฏิวัติ แต่ท่านเชื่อคนประเภทนี้ได้ยังไง สมัยก่อนก็พูดแบบนี้แหละ
แต่พอท่านจะเสียผลประโยชน์ท่านก็เป่าแตรให้ขนทหารออกมา ท่านกระซิบว่า
ผลประโยชน์ในเหล่าทัพนั้นมันหมายถึงชีวิต ถ้าคุณถูกปฏิวัติ คุณตายได้
ครับ, นักวิเคราะห์ผู้เก่งกล้าสามารถทั้งหลาย คุณคิดว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้วก็พูดออกมา
และถ้าไม่แน่ใจก็บอกความจริงมาก็ได้ หรือจะบอกว่ามันกำลังจะถดถอยรอบสองก็ยังได้
อย่าเอาเรื่องมาบตาพุดมาใช้แทงกั๊กอยู่อย่างนี้เลย
มันเสียมู๊ดครับ
.....................
09 มค.2553 .... สรุปผลปี 2552
ผลการเล่นของโปรแกรมเล่นยาว(SC68EX)คือ มีกำไรทุกกลุ่ม ซึ่งเรียงกันดังนี้
กลุ่มแบงก์=88.29 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์=23.13 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงาน=51.54 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสาร=31.34 เปอร์เซนต์
ส่วนโปรแกรมเล่นสั้น(SEAX)ก็มีกำไรทุกกลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแบงก์=95.71 เปอร์เซนต์
กลุ่มไฟแนนซ์=31.96 เปอร์เซนต์
กลุ่มพลังงาน=22.28 เปอร์เซนต์
กลุ่มสื่อสาร=9.37 เปอร์เซนต์
จากตารางข้างบน เราจะเห็นได้ว่า กลุ่มแบงก์ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด
ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกใจ เพราะปีนี้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามามาก คนเหล่านี้เข้าซื้อโดยฟังจากนักวิเคราะห์ไทย
ซึ่งเชียร์กลุ่มแบงก์กันมาก และกลุ่มนี้ราคามันลงไปต่ำมากในตอนต้นปี
พอมากลางปีราคามันไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โปรแกรมของผมมันจับแนวโน้มได้ถูกต้อง
มันก็เลยทำกำไรได้สูงตามไปด้วย และผมก็เชื่อว่าโปรแกรมของผมมันทำกำไรได้สูงกว่านักลงทุนเสียอีก
แต่น่าเสียดาย ที่ปีนี้ผมไม่เล่นหุ้น ผมไปยึดตามหลักการว่า ผมจะไม่เล่นหุ้นเมื่อคลื่นเศรษฐกิจเป็นขาลง
อันที่จริงกลุ่มพลังงานก็ได้รับแรงเชียร์จากนักวิเคราะห์ไทยสูงมาก
แต่มันไปโป่งพองที่หลักทรัพย์ BANPU แต่เพียงตัวเดียว กลุ่มพลังงานตัวอื่นๆขึ้นได้ไม่มาก
บางตัวถอยลงแรงในตอนปลายปี มันจึงให้ผลกำไรประมาณครึ่งเดียวของกลุ่มแบงก์
แต่ถ้าเรามาดูกำไรเป็นรายตัวหุ้น จะเห็นได้ว่า ACL และ SCIB กลับเป็นตัวที่ให้กำไรดีที่สุด(SC68EX
กำไร 187.58 เปอร์เซนต์ และ 157.34
เปอร์เซนต์, SEAX กำไร 243.61 เปอร์เซนต์
และ 220.19 เปอร์เซนต์) ทั้งนี้เพราะมีการสร้างข่าวดีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เดี๋ยวก็บอกว่าฝรั่งจะเข้ามาซื้อ เดี๋ยวก็บอกว่าจะเพิ่มทุน
อย่างไรก็ตาม ปี2552 นี้เป็นปีที่มีความไม่ปรกติหลายอย่าง กล่าวคือ
มีการยุบพรรคการเมือง มีการปราบจราจล มีการเปลี่ยนขั้วการเมือง มีข่าวคอรัปชั่นสูง
และมีการชุมนุมขับไล่อมาตยาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง การที่โปรแกรมสามารถทำกำไรได้ก็แสดงว่า
มันมีความสามารถจริง
โดยสรุปแล้ว ในปี 2552 นี้ โปรแกรมทำกำไรได้ และได้สูงกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์เช่นเดิม
ผมจึงขอยืนยันว่า เล่นหุ้นนั้นดีกว่าฝากแบงก์
และเล่นหุ้นตามโปรแกรมน่าจะดีกว่าเล่นหุ้นด้วยตัวเราเอง
.................
10 มค.2553 .... การท่องเที่ยว,
ธุรกิจที่จะพาให้โลกจน
ปรกติผมเป็นคนชอบเดินทางไปดูสิ่งต่างๆรอบประเทศ การเดินทางทำให้ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลง
ได้เรียนรู้ ได้ข้อมูล แล้วก็ได้ความคิดที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
เรื่องที่ผมได้จากการเดินทางนั้นมีไม่มาก แต่มันให้ผลตอบแทนสูง ยกตัวอย่างเช่น
ทำให้ผมตัดสินใจซื้อที่เพื่อปลูกบ้านได้ถูกและดี ที่ว่าถูกก็คือ ผมซื้อได้ในราคาเพียงตารางวาละ
1,250 บาทเท่านั้น ขนาดก็พอเหมาะกับฐานะ คือประมาณ 300 ตารางวา ปัจจุบันราคาเขาซื้อขายกันที่ตารางวาละ
60,000-70,000 บาท ส่วนที่ผมบอกว่าดีก็คือ มันอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง
ตอนเช้าขับรถเข้าเมืองแดดไม่ส่องเข้าตา ตอนเย็นขับรถกลับบ้าน แดดก็ไม่ส่องเข้าตา
เรื่องนี้ได้มาจากการสังเกตุเวลาขับรถไปท่องเที่ยวแล้วต้องเข้าเมืองและออกนอกเมืองในสองช่วงเวลาดังกล่าว
ด้วยเหตุดังกล่าวมาข้างบน ผมจึงสนับสนุนให้เพื่อนๆท่องเที่ยว
แต่ก็ไม่เคยส่งเสริมให้ไปกันเป็นฝูง เพราะนั่นมันทำลายโอกาสที่จะได้สังเกตุและเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ที่นี้เรามาดูการท่องเที่ยวที่ประเทศไทยกำลังส่งเสริมกัน ประเทศไทยทุกรัฐบาลบอกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยว
แต่เป็นการท่องเที่ยวแบบไปกิน ไปใช้ ไปสนุกกันแบบสุดเหวี่ยง
และไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย และที่น่าเป็นห่วงก็คือ ค่าทัวร์เหล่านี้มันแพงขึ้นเรื่อยๆ
จากราคาประมาณ 10,000-30,000 บาทต่อหัวต่อเที่ยวเมื่อ 2-3 ปีก่อน ตอนนี้มันขึ้นไปที่
40,000-70,000 บาทต่อหัวต่อเที่ยวแล้ว และมันไม่มีขีดจำกัด เพราะเป็นการเดินทางไปกิน
ไปใช้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด มันขึ้นอยู่ที่กระเป๋าสตังค์ของผู้เดินทาง
และเมื่อกลับมาแล้วก็ชอบเอาไปคุยโอ้อวดกัน นักจัดทัวร์ต่างๆจับจุดอ่อนอันนี้ได้มานานแล้ว
พวกเขาจึงส่งเสริมการทัวร์แบบไปเพื่อถลุงเงินกันมากขึ้น
ครับ, เงิน 70,000 บาทนั้น มันมากพอที่จะซื้อหนังสือมาไส่จนเต็มตู้หนังสือขนาดกลาง
และหนังสือมากขนาดนั้นมันสามารถให้ความรู้เราได้มากกว่าการไปทัวร์หลายร้อยเท่า
ผมเห็นราคาค่าทัวร์เหล่านี้แล้วรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
ในเรื่องของการเรียนรู้นี้ นอกจากการเดินทางไปดูสิ่งต่างๆแล้ว เราอาจหามาได้ด้วยการไปเข้าอบรม
หรือเรียนรู้จากผู้รู้ วิธีนี้จะให้ผลที่ตรงตัวกว่า และแน่นอนกว่า
แต่เมืองไทยกลับไม่นิยม ไม่มีรัฐบาลใหนที่คิดจะส่งเสริม พวกเขาเห็นว่ามันให้ผลช้า
และให้แต่ละคนไปคิดกันเอาเอง การแสวงหาความรู้โดยการไปขอเรียนรู้จากผู้รู้จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า
แล้วก็มาบ่นกันว่าคนไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน
ครับ, การท่องเที่ยวแบบบินไปดูโน่นดูนี่กันเป็นฝูงนั้น คือการไปกินไปใช้ให้หมดไป
ไปแล้วก็ได้แค่ความสนุกสนานชั่วคราว ไปแล้วก็หมดเงินไป ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ
มันเลวยิ่งกว่าการกินอาหารแพงๆ หรืออยู่บ้านหรูหรา เพราะสองอย่างหลังนี่มันยังเป็นปัจจัยสี่ของชีวิต
และที่มันแย่มากๆก็คือ มันขยายไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าทุกประเทศต่างขยายงานด้านนี้
ไม่ช้าไม่นานทรัพย์สินก็จะหมดโลก แล้วเราก็จะยากจนกันถ้วนหน้า
................
21 มค.2553 ..... สเปคคอมพ์นั้นสำคัญจริงหรือ?
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉะบับวันนี้ลงข่าวว่า การประมูลเครื่องพีซีสำหรับใช้ในงานของ
สพฐ.กำลังทะเลาะกันหนัก เขาหาว่าบริษัทใหญ่ 3 รายกีดกันรายอื่นๆในการประมูล
ทั้งนี้โดยกล่าวหาว่าเอกสารของรายอื่นๆนั้นไม่ตรงกับเครื่องที่เสนอเข้ามา
ครับ, การจัดหาเครื่องพีซีครั้งนี้ สพฐ.ให้โรงเรียนต่างๆเปิดประมูลเอง
แต่ใช้สเปคของ สพฐ. การจัดหาครั้งนี้เป็นจำนวนรวมถึง 140,000
เครื่อง และรวมเป็นเงิน 3,000-4,000
ล้านบาท เงื่อนใขที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ ต้องผ่านการทดสอบจากห้องแลบที่
สพฐ.ยอมรับเท่านั้น และชิ้นส่วนหลัก 6 อย่างต้องเป็นรุ่นที่ตรงกัน
คือ ซีพียู เมนบอร์ด แรม ฮารทดีสก์ เพาเวอร์ซัพพลาย และจอภาพ
ครับ, ผมนั้นเคยเป็นผู้กำหนดทีโออาร์มาเยอะ และก็เปลี่ยนความคิดไปเรื่อยๆ
จนหลังสุดผมคิดว่า สเปคและเงื่อนใขต่างๆที่ออกๆมา
มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เครื่องที่ประมูลได้มันก็มีทั้งดีและเลว
แม้แต่เครื่องจากไอบีเอ็มยังเสียบ่อยๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ผมไม่เคยเห็นเครื่องพีซียี่ห้อใหนมันใช้งานไม่ได้
เครื่องที่มาตั้งๆ แล้วไม่ได้ใช้งาน หรือ ใช้ไม่คุ้มค่านั้นเป็นเพราะคนใช้มันไม่รู้จักใช้มากกว่า
ครับ, สพฐ.อาจฉลาด ที่บอกให้แต่ละโรงเรียนเปิดประมูลเอง เพราะเป็นการลดข้อขัดแย้งในเรื่องการแย่งกันเป็นผู้เปิดประมูล
แต่การมากำหนดเงื่อนใขที่หยุมหยิม และเปิดให้พ่อค้ารู้รายละเอียดกันมาก่อนนั้น
มันไม่น่าดูเลย เพราะในที่สุดมันก็สร้างปัญหาในการจัดซื้อจัดหาจนได้
ครับ, ใครจะมาพิสูจน์กับผมว่า ออกสเปค และกำหนดเงื่อนใขแบบของ สพฐ.นี้จะทำให้ได้เครื่องที่ดี?
และที่บอกว่าดีนั้นมันคิดเป็นตัวเงินมากพอที่จะเสียเวลาหรือไม่? เอาเวลามาเน้นที่การวางแผนการใช้
และจัดหาซอฟท์แวร์ที่ถูกต้อง ไม่ดีกว่าหรือ?
เท่าที่ผมจำได้ ค่าซอฟท์แวร์ในโครงการนี้ตั้งไว้แค่ 10 ล้านบาท นี่ต่างหากล่ะ
ที่มันผิดปรกติ คนไทยเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ทุกคนตั้งงบประมาณแต่ทางด้านฮาร์ทแวร์
แต่ให้ซอฟท์แวร์ในสัดส่วนที่ผิดอย่างยิ่ง เงินแค่ 10 ล้านบาทมันจะเอาไปซื้อซอฟท์แวร์อะไรได้
ค่าระบบปฎิบัติการก็ไม่พอเสียแล้ว อย่ามาตอบผมว่าซอฟท์แวร์ใช้โอเพ่นซอร์สได้นะครับ
เพราะมันล้มเหลวมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เครื่องพีซีที่ซื้อมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
มันนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะอาจารย์และครูเพราะเรื่องนี้ มีอาจารย์และครูอยู่กี่คนที่รู้เรื่องโอเพ่นซอร์ส
และมีใครในเมืองไทยที่จะช่วยซัพพอร์ทซอฟท์แวร์พวกนี้
ครับ, 140,000 เครื่องก็คงจะได้รับมาในเร็วๆนี้ คราวนี้จะมาได้เร็ว
เพราะกระจายการจัดหาออกไปทุกโรงเรียนพร้อมๆกัน แต่มันก็จะมานั่งจ้องตาของอาจารย์และครูทั่วประเทศ
เพราะเครื่องมันไม่ได้ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยตนเอง มันต้องมีอาจารย์และครูเป็นผู้สอน
และเป็นผู้ใช้บางส่วน ส่วนนักเรียนนั้นเมื่อได้เข้าไปนั่งหน้าเครื่อง
พวกเขาก็คงทำสิ่งเดิมๆ คือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แล้วก็สนุกกันไปตามประสาเด็ก
เศร้าใหมครับพวกเรา คนที่ต้องเสียภาษี ถ้าท่านไม่รู้สึกเศร้าใจ
ก็จงอย่ามาถามว่า ทำไมลูกหลานของท่านมันจึงยังโง่อยู่เหมือนเดิม
.................
30 มค.2553 .... ความคิดพิกลพิการของ
ตลท.
ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านได้เคยเซฟหน้าเวปเพจของตลาดหลักทรัพย์เอาไว้
แล้วมาเปิดดูในโหมดออฟไลน์บ้างใหม? ถ้าท่านทำก็จะพบว่า
บางเวปเพจ เช่น Mainboard ท่านจะเรียกกลับมาดูไม่ได้
ทั้งนี้เพราะตลาดหลักทรัพย์เขาไปไส่รหัสไม่ให้ซอฟท์แวร์ internet
มันดีสเพลย์ให้ท่าน
เขาทำอย่างนี้เพื่ออะไร?
คำอธิบายมีอยู่ตรงล่างสุดของหน้าเวปเพจอันนั้นครับ เขาบอกว่า ข้อมูลในเวปเพจนั้นเป็นของเขา
เขาอนุญาตให้เปิดดูแบบออนไลน์เท่านั้น
หรือจะพูดง่ายๆก็คือ เขาไม่อนุญาตให้ใครไปกอปปี้เอาไว้ใช้เพื่อการวิเคราะห์และอื่นๆ
เป็นการส่วนตัว ในภายหลัง
บ้าใหมครับ? ฟังชั่นกอปปี้เวปเพจไว้เพื่อเปิดดูแบบออฟไลน์นั้นมันถูกออกแบบมาเพื่อการประหยัดเงิน
มันประหยัดให้แก่ผู้เรียกดูข้อมูล เพราะข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ข้อมูล
ซึ่งจะกระจายไปทั่วโลก เวลาเปิดดูแบบออฟไลน์จะทำงานได้เร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้เครือข่ายอินเทอเน็ต
และมันก็ประหยัดให้แก่ตัวตลาดหลักทรัพย์ เพราะเวลาลูกค้าเปิดดูแบบออฟไลน์นั้นมันไม่มีการติดต่อเข้ามาใช้เครื่องของตลาดหลักทรัพย์
ครับ, ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ในภายหลัง ค่าใช้จ่ายของผมจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเมื่อต้อง
ล็อกออน และเรียกดูเวปเพจแบบออนไลน์ทุกครั้ง ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงต้องออกมาตราการแบบนี้
และผมก็เริ่มถามว่า เจ้าข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์นี้มันเป็นของใครกันแน่?
เงินที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้เพื่อจัดทำข้อมูลเหล่านี้มาจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากโบรกเกอร์
และเงินที่โบรกเกอร์จ่ายเข้ามาก็คือเงินของลูกค้า นอกจากนี้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ก็ตั้งขึ้นมาด้วยเงินหลวง
ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ดังนั้น ข้อมูลทั้งหลายที่เกิดขึ้นในการซื้อขายหุ้นจึงเป็นของประชาชน
และข้อมูลเหล่านี้ก็เคยเปิดให้ประชาชนไช้ได้อย่างเสรีเท่าที่ตลาดหลักทรัพย์จะให้ได้อยู่แล้ว
แล้วทำไมจึงมาปิดกั้นกันเสียดื้อๆ จะบอกว่าต้องปิดกั้นเพราะต้องการลดค่าใช้จ่าย
มันก็ไม่ใช่ เพราะทำแบบนี้กลับจะเพิ่มค่าเครื่องและค่าสายสื่อสาร
ครับ, ผมจึงคิดว่า คนของตลาดหลักทรัพย์มันพิกลพิการกันไปหมดแล้ว
ที่มันมองไม่เห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกั้นข้อมูลนี้จะทำให้คนไทยไม่สามารถทำการวิเคราะห์วิจัยได้
ซึ่งจะทำให้คนไทยเสียเปรียบบริษัทต่างชาติ บริษัทพวกนี้มีเงินมากพอที่จะมาซื้อข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์
แล้วก็สามารถเข้ามาเล่นหุ้นไทยอย่างได้เปรียบที่มากขึ้น
คนไทยฉิบหายมามากแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ? จะให้ฉิบหายมากกว่านี้อีกหรือ?
ผมไม่รู้ว่าท่าน ประธานใหญ่ตลท.ท่านทราบเรื่องนี้หรือเปล่า?
.................
02 กพ.2553 .... คุณจะเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน?
วานนี้คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เขียนมาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า
ในทศวรรษที่ผ่านมา หุ้นและการเงินมันเปลี่ยนแปลงเร็ว และแกว่งตัวสูงมาก
นี่ทำให้เกิดความเสี่ยงสูง และทำให้นักลงทุนไทยเปลี่ยนไปเป็นนักเก็งกำไรกันมาก
นอกจากนี้ท่านก็ชี้ว่า ใครที่เชื่องช้าจะเสียหายได้ ท่านให้ดูไดโนเสาว์กับแมลงสาบเป็นตัวอย่าง
ไดโนเสาว์นั้นปรับตัวช้า จึงสูญพันธ์ แต่แมลงสาบนั้นปรับตัวเร็ว จึงอยู่รอด
แล้วท่านก็เสนอแนะว่า ต้องศึกษาและติดตามสถานะการณ์อย่างใกล้ชิด หากทำไม่ใด้ก็ควรพิจารณาใช้มืออาชีพทำแทน
แล้วท่านก็ยกตัวอย่างว่าท่านเพิ่งได้รายงานการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมา
ผลตอบแทนใน 17 ปีได้รับ 280 เปอร์เซนต์ ซึ่งอยู่ในเกณท์ดีมาก...
ครับ, ผมอ่านแล้วงง เพราะเดี๋ยวท่านก็บอกว่า
เปลี่ยนไปเป็นนักเก็งกำไรอย่างแมลงสาบนั้นดี แต่เดี๋ยวท่านก็บออกว่า
เป็นนักลงทุนโดยผ่านกองทุนนั้นดีกว่า
แล้วท่านผู้อ่านล่ะ จะเอาแบบใหน? นักเก็งกำไร? นักลงทุนโดยศึกษาและเล่นเอง?
หรือจะฝากชีวิตไว้กับผู้จัดการกองทุน?
ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น ผมขอบอกว่า ฝากกองทุน 17 ปี แล้วได้เงินเพิ่มมา
280 เปอร์เซนต์(เป็น 3.80 เท่า)นั้น มันเท่ากับการได้ดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ
8.17 ต่อปี หรือคือ ถ้าเอา 1.00 เป็นตัวตั้ง แล้วเอา 1.0817 คูณเข้าไป
17 ครั้ง มันก็จะได้เท่ากับ 3.80 เท่ากัน
ครับ, ผลตอบแทนปีละ 8.17 เปอร์เซนต์นั้นก็สูงดีเมื่อเทียบกับที่แบงก์ให้กันในตอนนี้
แต่มันยังต่ำกว่าการซื้อที่ดินและทองคำ และผมก็เชื่อว่ามันต่ำกว่าเป้าของนักลงทุนไทย
ดังนั้นผมไม่เชื่อว่าคนไทยจะหันไปเล่นกองทุนกันหมด ที่ผ่านมากองทุนโตขึ้นมากเพราะมีคนที่เล่นหุ้นเองแล้วขาดทุนอยู่เยอะมาก
คนพวกนี้ยอมหันไปพึ่งผู้จัดการกองทุน แต่ก็เริ่มมีข่าวว่าโดนกองทุนหลอกให้เสียเงินไปเยอะเช่นกัน
บางรายถึงกับเอาขี้ไปโยนไส่บริษัทไปแล้ว ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมันต่ำกว่าที่คุณวิวรรณบอกมา
หลายกองทุนเล่นแล้วติดลบ
ครับ, จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นคือแหล่งที่จะลงทุนได้ดีที่สุด และมันหนีไม่พ้นที่จะต้องเก็งกำไร
เพราะผลกำไรจากราคานั้นยังเป็นปัจจัยหลักอยู่ แต่มันต้องเก็งด้วยคณิตศาสตร์
ไม่ใช่โยนหัวโยนก้อยแล้วเข้าไปซื้อไปขาย สถิติศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์
และมันเป็นสิ่งที่พิสูจน์กันได้
ครับ, ผมเปิดเวปมากว่า 10 ปีแล้ว โปรแกรมของผมมันใช้หลักสถิติ มันทำกำไรได้เฉลี่ยมากกว่า
15 เปอร์เซนต์ต่อปี และผมเล่นเองด้วยการดูกราฟและข้อมูลจากโปรแกรมมาประกอบ
ผมก็ได้กำไรเฉลี่ยกว่า 13 เปอร์เซนต์ต่อปี(ผมมักจะรีบขายทำกำไรก่อนโปรแกรมเสมอๆ)
แต่ผมก็ไม่อยากจะมาผลักดันใคร ทั้งนี้เพราะปัจจัยสำคัญในการเล่นหุ้นอีกอย่างหนึ่งคือ
ความเชื่อมั่น ถ้าเรายังไม่มีความเชื่อมั่น
เราจะซื้อขายผิดจังหวะ และจะมาทะเลาะกันเปล่าๆ ผมจึงไม่เคยคิดที่จะรับจ้างเล่นหุ้นให้ใคร
และไม่อยากจะยัดเยียดผลงานของผมให้ใครใช้
ครับ, ท่านคงต้องกลับไปคิด และคำถามนั้นไม่ใช่การเลือกว่าจะเป็นนักเก็งกำไร
หรือ นักลงทุน ทั้งนี้เพราะมันหนีไม่พ้นที่จะต้องเก็งกำไร คำถามที่แท้จริงคือ
ท่านจะเอาอะไรไปช่วยในการเก็งกำไร? ท่านจะเอาผู้จัดการกองทุนช่วย
หรือจะให้เทคโนโลยีมาช่วย? แล้วลองถามตัวเองต่ออีกที ว่า ท่านมีเทคโนโลยีเป็นของตนเองแล้วหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี ท่านจะซื้อจากใคร? และพร้อมที่จะซื้อในราคาเท่าใด?
อย่าลืมว่า ผู้จัดการกองทุนเขาคิดค่าจ้างถึงร้อยละ 2 ต่อปีของเงินลงทุน
โดยไม่สนใจว่ากองทุนจะกำไรหรือขาดทุน
ลองแสดงความคิดเห็นเข้ามาให้ผมฟังสักหน่อยนะครับ
................
09 กพ.2553 ..... หุ้นแบบนี้ควรระวัง
ผมอาจเตือนท่านช้าไปแล้ว เพราะหลายๆท่านอาจถือหุ้นชนิดนี้ไว้เต็มพอร์ตไปแล้ว
หุ้นชนิดใหนหรือครับ?
ก็หุ้น SCIB ไงล่ะ หรือคือหุ้นประเภทที่พื้นฐานไม่ได้มั่นคงอะไร
แต่มีข่าวว่าต่างชาติกำลังเข้ามาแย่งซื้อกัน แล้วก็มีคน(นักวิเคราะห์)คาดเดาว่าราคาซื้อขายจะสูงมากๆ
นักลงทุนจึงเข้าไปแย่งกันซื้อ ราคาวิ่งขึ้นไป 2-3 เท่า ใน 2-3 เดือน
แล้วก็ไปแขวนอยู่ที่ยอดดอย
ทำไมคนไทยจึงกล้าเล่นหุ้นประเภทนี้?
ครับ, มันเป็นหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน มันเคยจะต้องปิดกิจการ แต่เกิดมีกองทุนประกันสถาบันเงินฝากเข้ามาอุ้มเอาไว้
อุ้มไปได้ 2-3 ปี กองทุนท่านก็อยากจะปลดภาระ หรือจะพูดอีกทางหนึ่งก็คือ
คิดจะถอนทุนโดยจะหากำไรสัก 1-2 เท่าตัวไปด้วย ท่านก็ไปกระตุ้นต่อมความอยากของธนาคาร
หรือกองทุนต่างชาติ แล้วก็ติดต่อเจรจากัน ธนาคารและกองทุนพวกนี้ก็ชอบเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว
เพราะทำทีไรมีกำไรทุกที พวกเขาได้กำไรเพราะข่าวแบบนี้ทำให้ราคาหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้น
แต่ตัวเองได้ซื้อเป็นก้อนใหญ่จากกองทุนประกันเงินฝาก ในราคาแค่ 1-2
เท่าตัวเท่านั้น แล้วมาทยอยขายในราคา 2-3 เท่าตัวของที่กองทุนประกันเงินฝากซื้อไว้ตั้งแต่ต้น
อ่านแล้วงงใหม?
ตัวเลขของ SCIB เป็นอย่างนี้ครับ คือกองทุนประกันเงินฝากซื้อไว้เมื่อ
2-3 ปีก่อน ในราคาประมาณ 10 บาทต่อหุ้น ถือไว้ 2-3 ปี แล้วกะว่าจะขายในราคาประมาณ
20 บาทต่อหุ้น แต่พอออกข่าวไปราคาหุ้นในตลาดก็ไต่ขึ้นมาจนถึง 30 บาทต่อหุ้น
แต่ราคาที่ธนาคารหรือ กองทุนต่างประเทศซื้อได้อาจอยู่ที่ 20-25 บาทต่อหุ้น
พวกเขาจึงมีกำไร 5-10 บาทต่อหุ้น และถ้าคนไทยมันยังบ้ากันอยู่ ราคาซื้อขายมือสุดท้ายอาจสูงถึง
40-50 บาทต่อหุ้น
ครับ, คนไทยเราเล่นหุ้นโดยดูราคาในแต่ละวันเท่านั้น
ถ้าราคามันยังไต่ขึ้น เขาก็กล้าเข้าไปซื้อ แล้วก็ขายออกไป ใน 2-3 วันถัดมา
การเล่นหุ้นแบบนี้มีกำไรทุกคนในตอนที่กำลังเจรจาซื้อขายกิจการกันอยู่
และคนไทยสามารถเล่นกันได้หลายรอบ เพราะกว่าจะไต่จาก 10 บาทต่อหุ้นไปสู่
30 บาทต่อหุ้นนั้นมันใช้เวลา 2-3 เดือน
ครับ, การวิเคราะห์แบบนั้นมันไม่ถูกต้อง ท่านจะเห็นได้ง่ายๆว่า วิเคราะห์และเล่นหุ้นแบบนั้นมันทำให้ราคาของ
SCIB ไปแพงกว่าหุ้น BAY ซึ่งเป็นธนาคารในขนาดที่เท่าๆกัน แต่ไม่มีปัญหาในการบริหาร
ที่ถูกนั้นต้องมองกันอย่างนี้ครับ
ตอนที่ SCIB จวนจะเจ้งนั้น กองทุนประกันเงินฝากเข้ามาบังคับให้เพิ่มทุน
แล้วตัวเองกวาดเอาหุ้นที่เพิ่มขึ้นไปทั้งหมด ดังนั้นจำนวนหุ้นในตลาดไม่ได้เพิ่มขึ้น
แต่ SCIB ได้เงินจากกองทุนประกันเงินฝากมาหมุนเวียน กิจการจึงดีขึ้น
สามารถชำระหนี้ธนาคารอื่นๆได้ และมีเงินไปให้คนกู้อีกด้วย สถานะจึงดีวันดีคืน
แต่ราคาหุ้นในตลาดมันขึ้นไปไม่มากหรอก ถ้ากองทุนประกันเงินฝากจะถอนทุนโดยเอาหุ้นมาขายในตลาดก็จะไม่มีกำไร
เพราะราคาหุ้นจะตก(ตามกฎของ supply & demand) กองทุนประกันเงินฝากจึงต้องใช้วิธีออกข่าวการขายกิจการ
แล้วก็จะมีธนาคารหรือกองทุนต่างชาติเข้ามาติดต่อ วิธีนี้ทำสำเร็จมา
3-4 ครั้งแล้ว ทุกคนรวย แต่คนถือหุ้นคนสุดท้ายซวย แต่จริงๆแล้ว
ในตอนที่ธนาคารหรือกองทุนต่างชาติเข้ามาซื้อนั้น ไม่มีเงินเข้ากิจการเลย
เงินมันไปเข้ามือของกองทุนประกันเงินฝาก และในขณะเดียวกัน มันก็ยังไม่มีหุ้นมาเพิ่มในตลาด
เพราะกองทุนประกันเงินฝากเขามักจะบังคับให้ธนาคารหรือกองทุนต่างชาติถือหุ้นไว้เฉยๆ
1-2 ปี
ครับ, แล้วหลัง 1-2 ปีไปแล้ว หุ้นมันก็ใหลออกมา ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันแล้วละ
แล้วท่านอยากจะเป็นผู่ถือหุ้นรายสุดท้ายใหมล่ะ?
เลือกเอานะครับ ผมแค่วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา
แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น
(หมายเหตุ:ที่ผมเรียกว่า กองทุนประกันเงินฝาก นั้น ผมหมายถึงหน่วยงานที่สังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งเดิมชื่อว่า กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน หน่วยนี้มีหน้าที่เข้าช่วยเหลือหรือแก้ใขปัญหาของธนาคารหรือสถาบันเงินฝากต่างๆ
ชื่อของหน่วยงานนี้เคยถูกเสนอให้เปลียนมาเป็นตามที่ผมใช้ แต่จริงๆแล้วเขาได้เปลี่ยนชื่อหรือเปล่าผมไม่รู้
ผมปลดเกษียณจากธนาคารแห่งประเทศไทยมากว่า 12 ปีแล้ว จึงไม่ทราบความจริง
จึงขอให้ท่านผู้อ่านเข้าใจตามนี้ไปด้วย)
....................
17 กพ.2553 ..... เมื่อมีข่าวไม่ดี
ท่านควรลดพอร์ตหรือไม่?
ช่วงนี้ข่าวสารบ้านเมืองดูจะไม่ดี คือจะมีการพิพากษายึดทรัพย์คุณทักษิณ
เป็นจำนวนถึง 76,000 ล้านบาท เงินก้อนโตอย่างนี้ทำให้คนไทยคิดว่ามันต้องมีการประท้วง
หรือก่อการจราจลขึ้นในบ้านในเมือง นักวิเคราะห์หุ้นจึงออกมาแนะนำให้ลูกค้าลดพอร์ตการลงทุนลง
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้ชัดเจน เช่น ควรลดลงไปกี่เปอร์เซนต์ ลดตั้งแต่เมื่อใด
และลดไปจนถึงเมื่อใด และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เคยบอกว่าโอกาสที่ราคาหุ้นมันจะลดลง
3,4,5,6,...เปอร์เซนต์เป็นเท่าใด แถมไม่เคยวิเคราะห์ให้ดูว่าคุณจะเซฟเงินได้สักเท่าใด
ครับ, ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์มันลดเหลือแค่ไม่ถึง 1.00
เปอร์เซนต์ต่อปี และเงินคอลล์มันนี่เหลือแค่ 2.00
เปอร์เซนต์ต่อปี การขายหุ้น แล้วเอาเงินไปฝากในบัญชีสองประเภทนี้มันไม่น่าจะคุ้มกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าขายแล้วเอาเงินไปฝากในบัญชีคอลล์มันนี่อยู่
10 วัน ท่านจะได้ดอกเบี้ยแค่ 2.00*10/365=0.05479 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะเป็นเงินแค่
54 บาทถ้าท่านลดพอร์ตลง 100,000 บาท
แต่ท่านต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นประมาณ 500
บาท มันจึงไม่คุ้มค่า
แล้วเป้าหมายที่แท้จริงมันอยู่ตรงใหน?
เป้าแรกคือ หนีการขาดทุนจากการที่ราคาหุ้นจะลดลงไป เรื่องนี้ถ้าดูกันแค่สั้นๆ
คือหลังเกิดเหตุการณ์แล้ว 1 วัน หุ้นจะลดลง มันก็เป็นการหลบภัย ซึ่งอาจหลบได้สัก
3-5 เปอร์เซนต์ หรือคือประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อพอร์ต 100,000 บาท
แต่เราจะดูกันแค่วันเดียวไม่ได้ ราคาหุ้นนั้นมักจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาใน
3-10 วัน และมักจะกลับมาที่ราคาเดิม ดังนั้นการคิดแค่วันเดียวนั้นไม่ถูกต้องแน่นอน
ใครขายออกไปก็จะเป็นการเอาเงินไปบำรุงโบรกเกอร์ หรือคือช่วยเลี้ยงดูนักวิเคราะห์ให้ตัวอ้วนยิ่งขึ้น
ประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆก็คือ เมื่อหมดเหตุร้ายแล้วหุ้นมันไม่กลับขึ้นมาเท่าเดิม
ซึ่งเราคาดเดาได้ยากมากว่ามันจะกลับมาที่ตรงใหน เท่าที่ผมจับสถิติดู
มันมีโอกาสตกไป 2-3 เปอร์เซนต์ แต่ก็แค่สัก 1 ครั้งใน 10 ครั้ง แบบนี้เท่ากับว่า
เราเซฟได้จริงประมาณ 2,000-3,000 บาท เป็นจำนวน 1 ครั้ง แล้วไปเสียค่าธรรมเนียมโดยเปล่าประโยชน์
9 ครั้ง หรือเป็นเงินถึง 9*0.005*100,000=4,500 บาท มันจึงไม่คุ้มค่า
แต่มันก็มีเป้าหมายอันที่สองสำรองอยู่ คือ ขายออกไปเพื่อกลับเข้ามาซื้อเมื่อหุ้นมันตกลงมามากที่สุด
นี่เป็นการเก็งกำไรอย่างคนกล้าตาย เพราะถ้าหุ้นมันตกแรง แล้วไม่ฟื้นตัว
ท่านก็จะขาดทุนสองต่อ ต่อแรกคือต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ต่อที่สองคือขาดทุนจากราคาที่หายไป
แต่ถ้าท่านเก็งถูก คือซื้อได้ในราคาต่ำลง 3-5 เปอร์เซนต์ แล้วกลับมาขายในราคาเท่ากับที่ขายไปครั้งแรก
ท่านก็จะได้เงินประมาณ 2-4 เปอร์เซนต์ หรือคือกำไรเป็นตัวเงินประมาณ
2,000-4,000 บาท ต่อพอร์ต 100,000 บาท
แต่...ท่านจะไม่มีหุ้นนั้นอยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นการสูญเสียโอกาสที่จะทำกำไรงามๆไปด้วย
ซึ่งนักลงทุนระยะยาวเขาไม่ทำกัน
ครับ, การลดพอร์ตก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายต่างๆนั้น มันไม่ได้ช่วยให้ท่านมีกำไรอะไรมากมายนัก
แต่ท่านต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย และต้องเสียโอกาสทำกำไร ซี่งดูแล้วไม่คุ้มกับการกระทำ
ที่พวกนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆเขาชอบแนะนำก็เพราะเขาจะได้ค่าธรรมเนียมทั้งสองทิศทาง
คือทำนายผิดก็ได้กิน ทำนายถูกก็ได้กิน
เลิกถูกเขาหลอกเสียเถอะ ดูกองทุนระยะยาวของต่างชาติซิครับ
เขาไม่มาลดพอร์ตแบบนี้กันหลอกครับ
.................
01 มีค.2553 .....ตกลงหุ้นนี่ปั่นได้หรือไม่ได้?
ได้ฟังคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ ดร.ทักษิณ แล้ว ทำให้เกิดคำถามมากมาย
อธิเช่น
1.ศาลนำเอาราคาหุ้นชินวัตร์ในวันที่ ดร.ทักษิณ แจงรายการทรัพย์สินก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง(21
บาท) กับราคาที่ขายให้แก่บริษัทเทมาเสก(49.25 บาท)มาลบกัน แล้วบอกว่านี่เป็นเงินที่เกิดขึ้นจากการทุจริต
แต่ทำไมไม่ได้เอาราคาในปัจจุบัน(29 บาท) มาใช้ในการคำนวณด้วย?
2.สมมุติว่า ดร.ทักษิณขายหุ้นชินวัตร์ให้แก่เทมาเสกในราคา 10 บาท ถ้าคิดตามตรรกะของท่านผู้พิพากษา
รัฐบาลไทยก็ต้องจ่ายชดเชยให้แก่ ดร.ทักษิณ ในราคา หุ้นละ 11 บาท ทั้งๆที่เป็นผู้กระทำความผิดใช่หรือไม่?
3. หลังจาก ดร.ทักษิณถูกรัฐประหารไปแล้ว หุ้นชินวัตร์ตกจาก 49.25 บาทต่อหุ้น
ลงมาเหลือ 29 บาทต่อหุ้น นี่เป็นความผิดของรัฐบาลท่านสุรยุทธ์ รัฐบาลท่านสมัคร์
รัฐบาลท่านสมชาย และรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ใช่หรือเปล่า? และ ดร.ทักษิณมีสิทธิ์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายกเหล่านี้ใช่ใหม?
ครับ, ผมสามารถคิดไปได้อีกมากมาย และถ้าจะตั้งเป็นประเด็น แล้วเขียนเป็นบทความมาให้พวกเราอ่านทีละประเด็น
ผมคงเขียนไปได้หลายเดือน แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลดีกับตัวผม หรือกับผู้อ่าน
เพราะ ผมคงจะโดนข้อหาหมิ่นศาล แล้วก็ต้องไปนอนในคุก แล้วก็ไม่สามารถอัพเดทข้อมูลในเว็ปนี้ได้
พวกเราก็จะหมดโอกาสดูข้อมูลหุ้น(ตามแนวคิดของผม)ต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงลองมาเลือกหัวข้อดู แล้วก็พบว่า มีประเด็นที่ไม่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยกับใครอยู่
1 เรื่อง คือ จากคำพิพากษา ผมฟังแล้วคิดว่าท่านผู้พิพากษาส่วนใหญ่เชื่อว่า
ราคาหุ้นชินวัตร์มันขึ้นได้เพราะ ดร.ทักษิณ ดำเนินการปั่น เช่น แก้กฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทเอไอเอส
ซึ่งเป็นหุ้นในเครือของชินวัตร์ เมื่อเอไอเอสมีกำไรดี ราคาก็ขึ้น ราคาหุ้นชินวัตร์ก็ขึ้นตาม
แต่ดร.ทักษิณก็ออกมาโต้ว่า ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มันก็ขึ้นๆ ลงๆ
ไปตามธรรมชาติของมัน ใครจะไปปั่นราคามันได้? เวลาหุ้นมันขึ้นมันก็ขึ้นกันไปเกือบทุกตัว
ใช่ว่าหุ้นชินวัตร์จะขึ้นอยู่ตัวเดียว
ครับ, มันจึงเกิดเป็นคำถามว่า ราคาหุ้นนี่มันปั่นกันได้หรือไม่ได้กันแน่?
ท่านผู้อ่านคิดยังไงกับเรื่องนี้?
ครับ, นี่เป็นคำถามที่คลาสสิก เพราะนั่งคิดแต่ละทีมันสามารถสรุปใปได้ต่างๆนาๆ
เดี๋ยวก็ว่ามันปั่นกันได้ แต่เดี๋ยวเราก็สรุปว่ามันปั่นกันไม่ใด้ มันเหมือนอยู่ในโลกอันมัวซัว
เราไม่สามารถจะเห็นภาพที่ชัดเจนได้ และเมื่อเอาข้อสรุปนี้ไปใช้ก็จะพบว่ามันผิดปรกติในหลายๆเรื่อง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสรุปว่าตลาดมันปั่นไม่ได้ แล้วทำไมรัฐบาลชุดปัจจุบัน(นายอภิสิทธิ์)จึงพยายามเคลมว่า
พวกเขาทำให้เศรษฐกิจฟื้นแล้ว และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นจาก 400-500
มาเป็น 600-700 ได้แล้ว เขาว่านี่เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ และถ้าคิดในแนวนี้
รัฐบาลนี้ก็กำลังทำผิดกฎหมายอยู่ เพราะพวกเขากำลังสร้างความร่ำรวยให้แก่เพื่อนฝูงและญาติมิตร์เช่นเดียวกัย
ดร.ทักษิณ ท่านอย่าบอกว่าคนในรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่มีหุ้นอยู่ในมือ
ทุกคนมีเครือข่าย ทุกคนมีเครือญาติ ทุกเครือญาติมีหุ้น และอย่างน้อยเวลาตลาดหุ้นมันบูม
ประชาชนก็จะพอใจในตัวคณะรัฐบาล ทุกรัฐบาลจึงพยายามปั่นตลาดหุ้นกันทั้งนั้น
แต่ในขณะเดียวกัน ในสมัยของคุณชวน ท่านไม่มีหุ้นอยู่ในมือ และท่านก็บอกว่าดัชนีหุ้นจะตกลงไปก็ชั่งมัน
แล้วมันก็ตกจริงๆ คนไทยฉิบหายเพราะหุ้นในยุคนั้นจนต้องฆ่าตัวตายก็มี
อย่างนี้คนเหล่านั้นจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลคุณชวนได้หรือไม่?
ฟ้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ไม่ยอมปั่นหุ้น
ครับ, วันนี้ผมจะยังไม่ขอสรุปว่าหุ้นนี้ปั่นได้หรือไม่ได้ ผมจะขอทิ้งไว้ให้ท่านคิดดูกันเอง
คิดแล้วช่วยแสดงความคิดเห็นลงในเว็ปบอร์ดด้วย
.................
03 มีค.2553 ..... ตลาดหุ้นปั่นได้
เมื่อสองวันก่อน ผมตั้งคำถามเอาไว้ว่า ตลาดหุ้นนี้ปั่นได้หรือไม่ได้กันแน่
แล้วก็ปล่อยให้ท่านผู้อ่านคิดกันเองดู วันนี้ผมจะขอเฉลยให้ฟัง ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ลองเอาไปคิดดู
ครับ, หลายท่านคงจะผิดหวัง เพราะผมบอกไปในชื่อหัวเรื่องแล้วว่า ตลาดหุ้นมันถูกปั่นกันได้
เหตุผลของผมมีดังนี้
ผมขอเริ่มจากการให้คำจำกัดความของคำว่า ปั่นหุ้น
เสียก่อน
การปั่นหุ้น หมายถึงการกระทำใดๆก็ได้ ที่หวังจะให้ราคาหุ้นบางตัว หรือหลายๆตัว
หรือทั้งตลาดเปลี่ยนแปลงไปตามที่คนผู้นั้นต้องการในวันหลังจากการกระทำนั้นๆ
การปั่นหุ้นนี้ถ้ามองจากมุมของนักสถิติก็จะหมายความว่า เรามีกราฟอยู่สองกราฟ
อันแรกเป็นการกระทำ อันที่สองเป็นราคา หรือดัชนีตลาดหุ้น จากกราฟทั้งสอง
เราสามารถคำนวนหาค่าความสัมพันธ์ได้ เราเรียกมันว่า Correlation
Coefficient ค่านี้จะมีค่าได้ตั้งแต่ -1.00 ถึง +1.00 ถ้ามันเท่ากับ
-1.00 จะแสดงว่า กราฟทั้งสองขึ้นลงสวนทางกันอย่างสมบูรณ์แบบ หรือคือ
ออกแรงกระทำทางบวกจะทำให้ราคาหรือดัชนีลดลง แต่เวลาออกแรงทางลบ เจ้าราคาหรือดัชนีกลับพุ่งขึ้น
แต่ถ้าค่าความสัมพันธ์เป็น +1.00 มันจะหมายความว่า ออกแรงทางบวกก็จะทำให้ราคาหุ้นหรือดัชนีหุ้นมันเพิ่มขึ้นตาม
ค่าความสัมพันธ์ที่เป็นลบ แต่ไม่ถึง -1.00 จะหมายถึงว่ามันขึ้นลงสวนทางกัน
แต่ไม่ค่อยเหมือนกันนัก ส่วนค่าที่เป็นบวก แต่ไม่ถึง +1.00 นั้นจะเป็นการขึ้นลงตามกัน
แต่ไม่เหมือนกันนัก ค่ามากจะหมายถึงการที่มีรูปกราฟที่คล้ายกันมากขึ้น
ครับ, ดูแค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าตลาดหุ้นมันปั่นกันได้ เพราะเมื่อมีกราฟ
มันก็มีค่า Correlation และเมื่อมีค่า Correlation มันก็ต้องมีการขึ้นลงพร้อมกันหรือสวนทางกันอยู่บ้าง
จุดที่บอกว่าปั่นตลาดไม่ได้มีแค่จุดเดียว คือ
เมื่อ ค่า Correlation เป็น 0.00 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้บางวินาทีเท่านั้น
การปั่นหุ้นทำได้หลายอย่าง ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ การออกข่าวซุบซิบไปในหมู่นักลงทุน
นี่เป็นวิธีที่ลงทุนน้อย ใช้แค่ลมปาก และเวลานิดหน่อยก็ทำได้แล้ว การปั่นหุ้นแบบที่2
ที่คนไทยนิยมใช้ก็คือ หาเงินมาซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง หรือหาหุ้นมาเทขายอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ซื้อหรือขายก็มักจะใช้ลมปากช่วยเป่าด้วย แบบนี้แรงกระทุ้งมันก็มากขึ้น
ราคาหุ้นและดัชนีก็จะโดนผลักดัน และแกว่งแรงตามไปด้วย การประกาศเข้าเทคโอเวอร์ก็เป็นการปั่นตลาดอย่างหนึ่ง
การสร้างกำไรให้แก่บริษัทอย่างที่ ดร.ทักษิณ ถูกกล่าวหาก็เป็นการปั่นหุ้นอีกแบบหนึ่ง
และที่น่าเกลียดมากก็คือ เป็นรัฐมนตรีคลังแล้วออกมาพูดว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว
หรือ โลกกำลังก้าวหน้าอย่างสุดลิ่ม...ฯลฯ ก็เป็นการปั่นตลาดหุ้นเช่นกัน
ครับ, การปั่นหุ้นนั้นทำได้ไม่ยาก และมีคนทำอยู่ตลอดเวลา แต่ พวกเขาก็ไม่เคยรวมหัวกันทำในทิศทางเดียวกัน
คนที่มีหุ้นอยู่ในมือก็พยายามปั่นให้ขึ้น ส่วนคนที่ไม่มีหุ้นอยู่ในมือก็พยายามปั่นให้ลง
คนในตลาดหุ้นจึงสวนทางกันเองและมีผลทำให้ดูเหมือนว่าตลาดนี้ปั่นไม่ได้
เพราะเวลาคุณอยากให้หุ้นขึ้น มันก็อาจขึ้นตามในบางครั้ง แต่ก็กลับลงในบางครั้ง
ความพยายามปั่นหุ้นโดยบุคคลธรรมดาจึงไม่ค่อยได้ผล คนทั่วๆไปจึงคิดว่าตลาดหุ้นนั้นปั่นไม่ได้
แต่ถ้าคนปั่นเป็นคนสำคัญในบ้านในเมือง หรือเป็นคนมีเงินหรือมีหุ้นเยอะๆ
การปั่นก็มักจะได้ผล
การปั่นหุ้นนี้ถ้ามองกันอย่างกว้างๆจะเห็นได้ว่า ไม่เกิดผลดีหรือผลเสียต่อประเทศ
เพราะเงินและหุ้นไม่ได้หายไปใหน แต่เมื่อมองในระดับรายตัวบุคคล มันเกิดการได้เสียกันขึ้นมากมาย
คนถูกหลอกให้ซื้อหุ้นเลวๆ หรือถูกหลอกให้ขายหุ้นดีๆ จะเป็นผู้ขาดทุน
ส่วนคนปั่นตลาดจะมีโอกาสซื้อหุ้นดีๆในราคาถูกๆ หรือขายหุ้นออกไปในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมา
หรือไม่ก็ได้รับชื่อเสียงว่าเก่ง ว่าดี และได้ผลประโยชน์ทางอื่นมากมาย
มันจึงเป็นพฤตืกรรมที่ถูกห้าม แต่ก็มีคนพยายามทำอยู่ทุกวัน และ กลต.ก็ไม่สามารถไล่จับได้ทัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนปั่นเป็นชาวต่างชาติหรือนักการเมืองใหญ่ๆ
ครับ, มันจึงเกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไม กลต.(ในฐานะผู้ควบคุมกฎในตลาด)
จึงไม่สามารถเอาผิดกับนักปั่นหุ้นเหล่านั้น? ตลาดหลักทรัพย์ของไทยนี้เปิดมากว่า
30 ปีแล้ว แต่มีคนถูกจับในคดีปั่นหุ้นต่ำกว่า 30 คน และผลการตัดสินก็ดูจะเบาบางมากๆ
จนไม่สามารถเปรียบเทียบกับผลเสียหายที่เกิดขึ้น ยกเว้นคดีของ ดร.ทักษิณ
ในครั้งนี้เท่านั้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในครั้งนี้
เพราะผมไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องนี้ ผมแค่ให้ข้อสังเกตุว่า เป็นคดีที่มีการปรับที่สูงกว่าที่เคยมีมาอย่างมาก
และถ้าเราสามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติไปได้ก็จะเป็นการดีมากๆเลยทีเดียว
เพราะจะช่วยป้องปรามการปั่นหุ้นได้ในอนาคต
ครับ, คดีนี้นับเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจ และเป็นตัวชี้ว่า
การปั่นหุ้นนั้นน่าจะมีจริง และ กลต.น่าจะศึกษาเรื่องนี้อย่างเอาจรีงเอาจังเสียที
คราวหน้าถ้าจับได้แล้วควรปรับให้แรงๆ(เอากันจนหมดตัว)อย่างที่เห็นนี้
.................
16 มีค.2553 ..... รมต.คลังผู้น่าสงสาร
เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว รมต.คลังบินกลับมาจากโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น พอลงจากเรือบินก็คุยโขมงโฉงเฉงว่า
ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเมื่อถูกนักข่าวถามว่ามีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์
ท่านก็ย้อนถามว่า วันนี้ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปเท่าใด เมื่อได้รับคำตอบว่า
7 จุดกว่าๆ ท่านก็บอกว่า นั่นคือหลักฐานว่าต่างชาติเขายังยินดีลงทุนไนไทย
ท่านชี้ว่า หุ้นไทยขึ้นติดต่อกันมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว นี่แหละคือหลักฐานว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว
และนักลงทุนต่างชาติเข้าใจคนไทยดี
ครับ, มันน่าสงสารจริงๆ มันไม่สมกับการเคยเป็นผู้วิเคราะห์ของเจเอฟธนาคมเลย
เพราะ ถ้าเป็นนักวิเคราะห์ที่ดีก็ย่อมจะต้องรู้ว่า การขึ้นลงของหุ้นระยะสั้นนั้นมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ
มันเป็นเรื่องของการเก็งกำไรระยะสั้นของกองทุนประเภทเฮจฟันด์ สัปดาห์ที่ผ่านมามันขึ้น
แต่สัปดาห์หน้าอาจลงก็ได้ ถ้าไปเอาการขึ้นระยะสั้นมาอธิบายว่าต่างชาติเขาพอใจกับการโรดโชว์
แล้วอาทิตย์หน้าจะอธิบายว่ายังไงเมื่อหุ้นเกิดตกกลับลงมา?
ครับ, ผมคิดว่าตอนนี้ รมต.คลังของเรามันหมดน้ำยาแล้ว เห็นการขึ้นของดัชนีระยะสั้นๆก็คว้าเอามาอวดอ้าง
มันเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ เห็นฟางเส้นเล็กๆลอยมาก็รีบคว้าเอาไว้
หนึ่งปีที่ผ่านมามันไม่มีผลงานจริงๆ
ครับ, เป็น รมต.คลัง ควรเลิกปั่นหุ้นได้แล้ว
เลิกนิสัยเสียในฐานะนักวิเคราะห์หุ้นเสียทีเถอะ มันไม่ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
....................
17 มีค.2553 ..... เมื่อใหร่จะจบจะสิ้นกันเสียที
มีคนมาถามผมว่า เมื่อใหร่การเดินขบวนหรือประท้วงจะจบลงเสียที และทำไมผมจึงไม่สนใจหรือแยแสมันเลย
ผมฟังแล้วก็ถามกลับไปว่า คุณขี่รถจักรยานสองล้อเป็นใหม? ถ้าเป็นผมจะอธิบายให้ฟัง
ครับ, รถจักรยานสองล้อนั้น เมื่อเราขับขี่ไป มันจะเอียงทางซ้ายบ้าง
และทางขวาบ้าง เราต้องคอยปรับให้มันเอียงกลับทางไปมาอยู่เสมอ ซึ่งทำให้น่ารำคราญ
แล้วเราก็จะถามคำถามที่คล้ายๆกัน คือเมื่อใหร่มันจะหยุดเอียงไปเอียงมาเสียที
ครับ, รถจักรยานนั้นเอียงไปแล้วก็เอียงมา ส่วนการบริหารประเทศนั้นก็มีการแย่งกันเข้าบริหาร
แล้วก็เกิดการประท้วงกันไปกันมา มันเป็นธรรมชาติ มันไม่มีวันหมดไปได้
ถ้าจะให้หมดไปจริงๆ เราต้องออกแบบใหม่ ซึ่งต้องใช้ความคิดและความสามารถสูงมาก
เช่น เราอาจต้องติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า แล้วให้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมแฮนเดิลแทนตัวเรา
ครับ, เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว มันก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการอยู่มันไป
และทนมันไป หรือไม่ก็เลิกใช้รถจักรยานสองล้อไปเลย
พอถึงตรงนี้ เพื่อนที่มาถามคำถามก็แย้งว่า เราคงปล่อยไปตามยถากรรมไม่ได้
เช่น ตอนนี้หุ้นมันขึ้นเอา ขึ้นเอา มันสวนทางกับเหตุการณ์บ้านเมือง
แล้วจะมานิ่งดูดายได้อย่างไร
ครับ, ผมก็ถามดักคอออกไปว่า ที่ร้อนรุ่มกลุ้มอุราก็เพราะรอจะซื้อหุ้น
แล้วไม่ทันได้ซื้อใช่ใหมล่ะ?
ครับ, คนไทยเกือบทุกคนไปคิดว่าการเดินขบวน หรือการประท้วงนี้จะทำให้หุ้นตก
แล้วก็เลยขายหุ้นออกไปก่อน แล้วรอที่จะกลับเข้ามาซื้อในราคาถูกๆ แต่หุ้นกลับขึ้นเอา
ขึ้นเอา
ครับ, นี่ก็เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้น มันคาดเดาได้ยาก และเงินฝรั่งแค่นิดเดียวก็สามารถปั่นตลาดหุ้นไทยได้
ที่ปั่นได้ก็เพราะเราไปบังคับให้ตลาดต้องประกาศยอดซื้อขายของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ
เมื่อมีตัวเลขนี้ ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก มันก็มีผลกระทบต่อราคาทั้งนั้น
ลงท้ายมันก็มาอยู่ที่ความคิดของคน ถ้าเรามีความรู้ดีพอ และรู้จักแยกแยะประเด็น
เราก็จะไม่เสียรู้ฝรั่งหรือต่างชาติ
ขอให้กลับไปทำใจเสียเถอะ ถ้าไม่โลภมาก หรือไม่อยากเสียเงิน
ก็อย่าไปตามแห่ฝรั่ง มันจะซื้อก็ช่างมัน โอกาสหน้ายังมี
นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ตื่นเต้นกับเรื่องการเดินขบวนหรือการประท้วงที่กำลังมีอยู่
ขอให้โชคดี
....................
19 มีค.2553 ..... อะไรคือต้นเหตุของความวุ่นวายในขณะนี้
ความวุ่นวายที่ผมจะพูดถึงนี้ก็คือ การชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า
นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และรวมถึงการโฟนอินของอดีตนายกทักษิณ การตัดสินยึดทรัพย์จากตระกูลชินวัตร์
การออกมาโต้ตอบกันไปมาของคนทางภาครัฐบาลและฝ่ายค้าน และการที่ไม่สามารถเปิดประชุมสภามาได้หลายงวดแล้ว...
ครับ, มันเป็นเรื่องหลายๆเรื่องที่เชื่อมโยงและเกี่ยวพันกันไปหมด มันมากมายและวุ่นวายจนไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ครบถ้วน
และมันดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนเราก็ไม่แน่ใจว่าภาพที่แท้จริงในขณะนี้เป็นอย่างไรกันแน่
และที่น่าเป็นห่วงก็คือ การที่จะสะสาง หรือเอามาพูดจาเพื่อหยุดมันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
แล้วเราจะทำอย่างไรกัน?
แน่นอน เราต้องค้นหาสาเหตุหลักๆ แล้วเจรจากันในหัวเรื่องเหล่านั้น
แล้วท่านคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความวุ่นวายดังกล่าวนี้?
เรื่องนี้ ถ้าผมบอกว่า มาจากการหลงไหลในเครื่องโทรศัพท์มือถือของคนไทย
ท่านก็คงจะบอกว่าผมบ้า แต่ผมอยากให้ท่านได้คิดดูให้ดีๆ แล้วท่านจะเห็นความจริง
และอาจแก้ปัญหาได้ หรืออย่างน้อยก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมไปได้
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
ผมเป็นคนที่ไม่ชอบความฟุ่มเฟือย ผมเห็นการนำเข้ามาของวิทยุมือถือและโทรศัพท์มือถือ
แล้วก็ทำนายว่ามันจะต้องเกิดเรื่อง ผมจึงเฝ้าติดตามดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น
ครับ, คนไทยมันบ้าโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่ต้น ราคาในตอนต้นมันเริ่มกันที่
2-3 หมื่นบาทต่อเครื่อง แต่คนไทยก็ยังขวนขวายหาเงินมาซื้อ ซื้อแล้วต้องไปเดินในศูนย์การค้า
แล้วควักมันออกมาใช้ในตอนขึ้นหรือลงบันไดเลื่อน
จากราคาเครื่องละ 2-3 หมื่นบาทก็ลดลงมาเหลือ 7-8 พันบาทต่อเครื่อง
ทั้งๆที่มันสามารถลดราคาลงมาอยู่ที่ 3-4 พันบาทต่อเครื่องได้อย่างสบายๆ
ใครล่ะครับที่ตั้งราคาแบบนั้น? ก็ อดีตนายกทักษิณนั่นแหละ นี่เป็นการถือโอกาสเอากำไรจากสังคมอย่างร้ายแรง
แล้วก็เป็นการสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว เรื่องความบ้าคลั่งโทรศัพท์มือถือนี้เกิดขึ้นในอีกหลายๆประเทศ
เช่นเกาหลี แต่ของเขาไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะเขาเอากำไรเพียงเท่าที่ประชาชนจะจ่ายได้
แต่ในประเทศไทยนี้อดีตนายกทักษิณกอบโกยจนเกินกว่าเหตุ
ที่ผมเห็นว่าเกินกว่าเหตุก็เพราะ มันทำให้คนอิจฉา แล้วเราก็เกิดคดีซุกหุ้นรอบที่หนึ่ง
หลายๆคนอยากล้มนายกทักษิณ แต่ตอนนั้นนายกทักษิณมีพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งหนุนหลัง
แถมมีเงินหนุนหลังอยู่อีกมาก ไม่มีใครรู้ว่านายกทักษิณใช้เงินซื้อผู้พิพากษาหรือไม่
ผมก็ไม่มีหลักฐานที่จะมัดได้ แต่ในความรู้สึกของคนหลายๆคนเห็นว่า มีการใช้เงินซื้อเสียงแน่นอน
และนี่คือเรื่องที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องมาอีก เช่น เกิดการบอยคอตการลงเลือกตั้ง
เกิดการเดินขบวนของคนเสื้อเหลือง เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ เกิดการยุบพรรคไทยรักไทย
เกิดการยึดสนามบิน ยึดที่ทำการรัฐบาล เกิดการฟ้องขับไล่นายกสมัคร์
เกิดการปิดล้อมรัฐสภาของนายยกสมชาย เกิดการเอาผิดที่นายกทักษิณไปเซ็นยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน
แล้วก็นำมาสู่การตัดสินยึดทรัพย์ของตระกูลชินวัตร์ ซึ่งดูแล้วอาจเรียกได้ว่าเป็นคดีซุกหุ้นรอบสองได้อย่างชัดเจน
ครับ, ทั้งหมดนี้มันวนกลับมาสู่ปัญหาที่เกิดจากการร่ำรวยอย่างรวดเร็วของนายกทักษิณ
หรือคือ บาปอันเกิดจากการเอากำไรเกินควรจากการขายโทรศัพท์มือถือ
ขอให้สังเกตว่า ผมมองเห็นการเดินขบวนของกลุ่มนปช.ว่าเป็นแค่การลอกเลียนแบบกลุ่มคนเสื้อเหลืองเท่านั้น
พวกเขาเริ่มจากการไปยืนด่าท่านประธานองคมนตรีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารก็จริง
แต่ลงท้ายก็กลายเป็นการเดินขบวนเพื่อนายกทักษิณ และเป็นการก่อกวนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์แบบเดียวกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองกระทำ
เรื่องนี้ ถ้ากลุ่มนปช.ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย และขับไล่อำมาตย์จริง
พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเอานายกทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้อง
พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาเจ็บแค้นแทนนายกทักษิณ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องคดียุบพรรค
เรื่องการนองเลือดในเดือนเมษายน...มาพูด
ครับ, กรรมใดใครก่อ ใครคนนั้นก็ต้องรับไป
ผมเห็นแม่ค้าขายกล้วยปิ้ง แม่ค้าขายหมูปิ้ง แม่ค้าขายผัก แม่ค้าขายผลไม้
พ่อค้าหมู พ่อค้าวัว พ่อค้าควาย อาจารย์ ภารโรง คนกวาดถนน...ควักเอาโทรศัพท์มือถือออกมากด
แล้วก็ต้องเสียเงินที่หามาได้อย่างยากเย็นไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องปล่อยให้ลูกๆหลานๆอดอยากกันทุกเดือน
ดูแล้วมันเศร้าใจ ผมจึงไม่รู้สึกสงสารหรือเห็นใจนายกทักษิณใดๆทั้งสิ้น
และที่ผมกำลังหวั่นไหวอย่างยิ่งก็คือ ท่านนายกทักษิณเสนอว่า ถ้าท่านได้กลับมาบริหารประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง
ท่านจะให้นักเรียนทุกคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์แหลบท๊อปเป็นของตนเอง
ผมฟังดูแล้วอยากร้องไห้ มันเป็นความคิดของคนสติแตกชัดๆ เรื่องนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังในวันหลัง
ตอนนี้ให้ท่านผู้อ่านลองเอาไปคิดดูกันเองก่อน
ครับ, กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง
..................
21 มีค.2553 ..... ให้นักเรียนมีแล็บทอปทุกคนเพื่ออะไร
ท่านผู้อ่านคงได้ยินคุณทักษิณพูดมาหลายครั้งแล้วว่า ถ้าได้กลับมาบริหารประเทศไทย
ท่านจะให้เด็กนักเรียนทุกคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์แล็บทอปเป็นของตนเอง
ท่านอ้างว่า มีแล้วจะทำให้เด็กไทยฉลาดและทันโลก
ครับ, ผมทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เมืองไทยเราเริ่มมีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแรก
และได้อยู่กับงานนี้มาโดยตลอด แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังออกแบบและทำโปรแกรมไส่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่
ทั้งๆที่ปลดเกษียณมา 13 ปีแล้ว จากประสบการณ์อันนี้ ผมบอกได้ว่า แนวคิดของท่านอดีตนายกทักษิณ
เป็นแนวคิดของคนสติแตกแน่นอน
ครับ, ผมไม่เชื่อว่าการมีเครื่องแล็บทอปคอมพิวเตอร์กันทุกคนจะทำให้เด็กไทยฉลาดขึ้นจนเอาชนะคนต่างชาติได้
เหตผลของผมมีดังนี้
1. ผมไม่เชื่อว่าเด็กนักเรียนจะได้อะไรดีๆจากเครื่องแล็บทอปดังกล่าว
ทั้งนี้เพราะเด็กไทยไม่มีโทรศัพท์ความเร็วสูงอยู่ที่บ้านในชนบท
ระบบสื่อสารความเร็วสูงนั้นมีแต่ในกทม.และในเมืองใหญ่ๆเท่านั้น
2. ถึงจะมีระบบสื่อสารความเร็วสูงอยู่ในกทม.และเมืองใหญ่ๆ พ่อแม่ก็ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเป็นค่าสายสื่อสารเหล่านั้น
3. ถึงแม้ว่าพ่อแม่บางคนจะมีเงินพอที่จะจ่ายเป็นค่าสื่อสารความเร็วสูง
หรือมีรัฐบาลจ่ายให้ มันก็ไม่ค่อยจะคุ้มกับข้อมูลที่ได้รับจากระบบสื่อสารดังกล่าว
มีแค่ 10-20 เปอร์เซนต์ของงานเท่านั้นที่คุ้มค่ากับการค้นหาในอินเทอร์เน็ต
ครับ, สายสื่อสารนั้นจำเป็นสำหรับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูล ถ้าขาดสิ่งนี้ไปแล้วเจ้าแล็บทอปนั้นเกือบจะเป็นเศษเหล็กสำหรับคนไทย
อินเทอร์เน็ตคือความหวังของนักวิชาการไทย และมันเป็นความหวังลมๆแล้งๆมา
30 ปีแล้ว เรามีนักเรียนทุนนับพันคน พวกเขาเรียนจบและกลับมาแล้วมากมาย
พวกเขามีความเชื่อว่าคนจะฉลาดได้ด้วยการเข้าถึงแหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต
แต่ท่านทราบใหมว่า พวกเขาใช้เงินหลวงทั้งนั้น แล้วก็ไม่เคยคำนวนดูว่า
ข้อมูลที่ได้รับนั้นมันคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปหรือไม่ ผมจะขอเล่าประสบการณ์ให้ท่านฟัง
ก. ผมชอบทำโปรแกรมเล่นเกมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ในภาษาพาสคาล(Pascal)ที่ใช้เขียนโปรแกรมนั้นเขามีคำสั่ง
SOUND(L:integer); และ NOSOUND; ให้ใช้ คำสั่งแรกนั้นมีไว้เพื่อสั่งให้เครื่องทำเสียงทีมีความถี่
L ไซเกิลต่อหนึ่งวินาทีให้เรา ส่วนคำสั่งที่สองนั้นมีไว้เพื่อสั่งให้หยุดทำเสียง
ด้วยคำสั่งทั้งสอง ผมสามารถทำเสียงประกอบเกมได้ มันช่วยให้เกมน่าเล่นยิ่งขึ้น
แต่ภาษาพาสคาลมีข้อจำกัดมาก และเริ่มล้าสมัยแล้ว ผมจึงต้องหันมาใช้ภาษาเดลไฟ(Delphi)แทน
แต่ในภาษาใหม่นี้มันไม่มีคำสั่ง SOUND,NOSOUND ให้ใช้ ผมก็เลยอยากรู้ว่าผู้ผลิดภาษาเดลไฟเขาจะให้เราใช้คำสั่งอะไรมาทดแทน
เรื่องนี้ผมทดลองค้นหาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้
ผมใช้เวลาอินเทอร์เน็ตไปกว่า 100 ชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านสายสื่อสารกว่า
1,500 บาท นี่ก็ผ่านมากว่า 15 ปีแล้ว ผมก็ยังหาคำตอบนี้ไม่เจอ (หรือว่าผมมันโง่ดักดานจนทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้?)
ข. วันหนึ่งเมื่อ 3 ปีก่อน ผมเกิดสนใจอยากจะรู้ว่าสถาบันจุฬาภรณ์เขาทำวิจัยเรื่องอะไรไว้บ้าง
ผมก็ลองใช้อินเทอร์เน็ตค้นดู ผมใช้คำศัพท์ว่า Chulaporn, Chula-Porn,
Chula porn, Chula Porn,...ผลปรากฎว่าเสิร์ทเอ็นจิ้นหาไม่เจอ แต่กลับเสนอให้ค้นดูในสองแห่ง
คือ Chula Institute และ Pornography ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีคนที่จิตใจสกปรก
และมีความโลภสูง พวกเขาหาทางสอดแทรกวิธีการที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของคน
และชักจูงให้ไปดูเวปไซท์ที่มีภาพลามกอนาจาร ซึ่งจะทำให้เด็กหลงผิดและเกิดความเสียหายได้
ในขณะนี้เรายังไม่มีวิธีป้องกันหรือปราบปรามคนแบบนี้ได้
ครับ, ผมมีตัวอย่างอีกมากมายที่สามารถชี้ได้ว่า
การค้นหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง และมีความเสี่ยงสูง
ถ้าปล่อยให้เด็กนักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตโดยลำพัง เราควรจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะธรรมดา
และติดตั้งแค่ 4-5 เครื่องต่อ 1 โรงเรียน แล้วให้ครูช่วยสาธิตการค้นหาข้อมูลให้นักเรียนดูทั้งชั้น
แล้วให้เด็กได้ทำการบ้านด้วยเครื่องอีก 3-4 เครื่องที่เหลือ และทำโดยมีครูคอยควบคุมดูแลอยู่ห่างๆ
ด้วยวิธีนี้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายเรื่องสายสื่อสาร เรื่องเครื่อง เรื่องไฟฟ้า..ฯลฯ
และสามารถทำได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องขยายระบบสื่อสารไปทั่วทุกบ้าน
ครับ, ท่านพอจะประมาณออกใหมว่า ถ้าเราต้องมีสายสื่อสารความเร็วสูงไปทั่วทุกบ้านมันจะเป็นเงินสักเท่าใด?
ตัวเลขก็คือ 10*30,000=300,000 ล้านบาท
เพราะเรามีเด็กและบ้านอยู่ประมาณ 10 ล้านคน หรือบ้าน แต่ละจุดนั้นต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า
30,000 บาท แล้วเราก็ยังต้องมีค่าบำรุงรักษาอีกจุดละกว่า
100 บาทต่อเดือน
ครับ, ผมไม่อยากจะปรักปรำว่า นี่เป็นแผนการสร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเองของ
คุณทักษิณ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดโครงการนี้ คุณทักษิณจะกลับมามีเงินเป็นแสนล้านอีกครั้งหนึ่ง
แล้วเราก็จะกลับเข้าสู่วงจรของคดีซุกหุ้น วงจรการปฎิวัติยึดอำนาจ วงจรการเดินขบวน
วงจรการทะเลาะกัน วงจรของความวุ่นวายในสภา...ฯลฯ
ขอกลับมาพูดถึงการสร้างความฉลาดให้แก่เด็กไทยอีกหน่อย
ผมไม่ปฏิเสธว่า คอมพิวเตอร์นั้นจำเป็นต่องานนี้ แต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธี
คอมพิวเตอร์นั้นจะมีประโยชน์ก็เมื่อเรามีโปรแกรมที่ดีมาใช้งาน
อินเทอร์เน็ตเป็นโปรแกรมอันหนึ่งที่มีประโยชน์ มันช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งข้อมูล
แต่มันก็มีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เด็กทุกคนไปนั่งใช้ที่ในบ้านของแต่ละคน
มันจึงช่วยเราพัฒนาเด็กได้เพียงบางส่วน(อาจต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์ของประเทศ)
แล้วที่เหลือเราจะทำอย่างไร?
แน่นอน เราต้องสอนให้เด็กรู้จักเขียนโปรแกรมเองได้ด้วย
การสอนให้เด็กเขียนโปรแกรมเองนั้นเป็นเรื่องยาก และไม่สามารถทำได้ทั้ง
100 เปอร์เซนต์ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กทั้ง 100 เปอร์เซนต์เขียนโปรแกรมเอง
เราต้องพัฒนาเด็กให้เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-100 คน เขาต้องช่วยกันออกแบบระบบ
แต่ให้เด็กเพียง 1-3 คนในกลุ่มเป็นคนเขียนโปรแกรม เราต้องสอนเขาทั้งหมดให้เข้าใจหลักการของการเขียนโปรแกรม
แต่คัดเลือกเอามาแค่ 1-10 เปอร์เซนต์เพื่อเขียนโปรแกรมที่จะใช้งานจริง
ที่สำคัญมากคือ พวกเขาต้องทำงานเป็นกลุ่ม เพราะทุกคนต้องเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
มันมีงานหลายขั้นตอนที่อยู่นอกเหนือไปจากการเขียนโปรแกรม เช่น การทดสอบโปรแกรม
การจัดสร้างฐานข้อมูล การทดสอบทั้งระบบ การดูแลบำรุงรักษาระบบ การนำข้อมูลเข้าประจำวัน
การเดินโปรแกรมประจำวัน การตีความและใช้รายงานต่างๆ
ครับ, การทำงานเป็นทีม และต้องใช้เหตผลต่างๆในทุกขั้นตอนคือตัวสร้างความฉลาด
เด็กไทยจะฉลาดเมื่อได้ฝึกใช้ความคิด และการทำโปรแกรมขึ้นมาเพื่อใช้เองคือหัวใจของการสร้างชาติ
เราจะหวังพี่งโปรแกรมสำเร็จรูปจากต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
ที่เราพัฒนาไม่ทันต่างชาติเพราะคนเรียนจบมาจากต่างประเทศที่เรามีอยู่นั้นคิดแต่จะซื้อโปรแกรมต่างชาติมาใช้อย่างเดียว
เราวนอยู่ในชามกะละมังมาหลายสิบปีแล้ว ผมเห็นเรื่องนี้มานานแล้ว ผมได้ทำตัวอย่างการพัฒนาคนมาหลายที่ทำงานแล้ว
แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคิดแต่จะพึ่งพาอาศัยโปรแกรมจากต่างประเทศ เราจึงโง่ดักดานมาโดยตลอด
ครับ, ความโง่ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นี้ยังจะมีต่อไป และคนไทยอาจทำให้หุ้นในกลุ่มชินวัตร์เด้งขึ้นอีกครั้งก็ได้
เพราะไปหลงคารมของเจ้าพ่อการสื่อสาร
ผมจะขอทำนายเอาไว้ล่วงหน้าว่า หุ้นในกลุ่มสื่อสารจะขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
เพราะเรายังมีคนอย่างอดีตนายกทักษิณ อยู่ทั่วประเทศ
..................
22 มีค.2553 ..... ตลาดหุ้น=สนามล่าสังหารคนโง่
เวลาหุ้นขึ้น หลายๆคนสังเกตเห็นว่าทุกคนมีกำไร แล้วเราก็สรุปว่า ตลาดหุ้นไม่ใช่บ่อนการพนัน
ทั้งนี้เพราะมันไม่ใช่ Zero Sum Game มันเป็นเกมที่อาจทำให้ทุกคนมีกำไร
หรือ คือ Win Win Type Game
ครับ, เห็นแล้วก็พูดกันไป และภูมิใจที่มีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเอาความรู้นี้ไปทำประโยชน์อะไร
อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า ข้อสนเทศ แต่เราก็ชอบทำกัน
สำหรับผม เห็นแล้วก็คิดต่อ ผมถามตัวเองว่า ถ้าราคาหุ้น
และดัชนีหุ้นมันขึ้นไปแล้วตกกลับมาอยู่ที่เก่า มันจะเป็นอย่างไร?
เจ้าตลาดหุ้นมันก็กลับมาเป็น Zero Sum Game เหมือนเกมอื่นๆนั่นแหละ
ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าฝรั่งมีกำไร คนไทยก็ต้องขาดทุน และตลาดมันก็เป็นอย่างนี้มา
35 ปีแล้ว คนไทยเราโง่กว่าฝรั่งมาโดยตลอด มีคนไทยไม่กี่คนที่เล่นหุ้นแล้วมีกำไร
แต่ฝรั่งทุกบริษัทมันมีกำไร
อย่างนี้ไม่เรียกตลาดว่าสนามล่าสังหารคนโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร?
ครับ, ทำไมเราจึงโง่ และตกเป็นเหยื่อของฝรั่งมาโดยตลอด?
เรื่องอย่างนี้มันเกิดมาได้อย่างไร?
ก็ดูตอนนี้เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน
ครับ, ยามเมื่อตลาดมันแกว่งไปแกว่งมาอย่างไม่มีทิศทาง คนไทยก็จะเบื่อ
และทนไม่ได้ แล้วก็พร้อมที่จะขายหุ้นในมือทิ้งไป เมื่อขายไปแล้วก็จะรอให้หุ้นตก
พวกเขาจะช้อนซื้อเมื่อหุ้นตกจนเป็นที่พอใจเสียก่อน แต่แล้วมันกลับพลิกผันไป
คือฝรั่งเข้ามาทะยอยซื้อ มันซื้อวันละ 1,000-2,000 ล้านบาท บางวันก็หยุดซื้อเสียดื้อๆ
กว่าจะรู้ตัว ฝรั่งก็ซื้อเข้าไป 20,000-30,000 ล้านบาท และราคาหุ้นก็ขึ้นไป
8-10 เปอร์เซนต์ แล้วฝรั่งก็เข้ามาบอกว่า MSCI จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย
แล้วก็เกิดคำถามในหมู่คนไทยว่า ถึงเวลาเข้าซื้อหุ้นแล้วหรือยัง
ครับ, เจ้าความเชื่อที่ว่า เกมนี้เป็นแบบ Win Win กันถ้วนหน้า คนไทยเราก็จะเข้าไปตลุมบอนซื้อ
ทุกคนเชื่อว่าหุ้นยังจะไปต่อ และถึงแม้ฝรั่งจะได้เปรียบที่ซื้อไว้ก่อนก็ไม่เป็นไร
คนตามแห่ยังมีโอกาสทำกำไรกับเขาบ้าง
ครับ, อีก 10-12 เดือนข้างหน้าเราก็จะพบว่า
ดัชนีมันก็ตกกลับลงมาอยู่ใกล้ๆที่เดิม และทุกคนมีแผลต้องเลียกันโดยถ้วนหน้า
ครับ, เหตุการณ์มันเข้าอีหลอบนี้มาโดยตลอด แต่คนไทยไม่เคยคิด ไม่เคยเข้าใจ
และไม่เคยสังเกต
ครับ, วันนี้ฝรั่งซื้อไว้แล้ว 20,000-30,000 ล้านบาท และมีคนไทยบางคนเริ่มเข้าซื้อบ้างแล้ว
แต่ผมอยากจะลองถามท่านว่า ถ้าท่านไม่เข้าไปตามแห่กับเขา
มันจะเกิดอะไรขึ้น?
หุ้นก็คงยังขึ้นต่อ แต่ช้าลง และฝรั่งก็อาจต้องเข้าซื้อเพิ่มเพื่อพยุงราคาไว้
แต่ถ้าคนไทยยังไม่ยอมเข้าซื้อ มันจะเป็นอย่างไร?
ครับ, มันก็คือการที่เหยื่อไม่ยอมหลงกลฝรั่งนั่นเอง
และตลาดหุ้นก็จะหยุดการเป็นสนามสำหรับหลอกฆ่าสัตว์ แถมมันอาจพลิกผันให้นักล่าสัตว์กลายเป็นสัตว์ผู้ถูกสังหารได้
ทั้งนี้เพราะหุ้นที่ฝรั่งทะยอยซื้อไว้ในราคาแพงๆนั้นมันจะต้องถูกขายกลับลงมาในราคาถูกๆ
ที่ฝรั่งพวกนี้ต้องขายก็เพราะพวกเขาคือเฮดจ์ฟันด์ พวกนี้ไม่สามารถปล่อยให้เงินมาจมเป็นเวลานานๆได้
สรุปแล้ว วันนี้ เวลานี้ คือเวลาสำหรับวัดใจกัน ถ้าคนไทยไม่โลภ และไม่ยอมเข้าซื้อ
ฝรั่งก็จะถูกคนไทยกินเสียบ้าง
ครับ, ตลาดหุ้นก็เป็นอย่างนี้แหละ ใครฉลาด และใจถึง
ก็จะเป็นผู้ชนะ และมันก็เป็น Zero Sum Game อย่างหนึ่งเท่านั้น
..................
24 มีค.2553 ..... ตกรถไฟ=สัญญาณรวยในอนาคต
มาถึงวันนี้ หลายๆคนคงจะบ่นว่าตกรถไฟ ทั้งนี้เพราะดัชนีหุ้นไทยได้ไต่ขึ้นจาก
700 มาเป็น 780 ไปแล้ว การเพิ่มขึ้น 10 กว่า เปอร์เซนต์ ในเวลา 3 สัปดาห์
นับว่ามาก โอกาสที่จะขึ้นต่อมีน้อยแล้ว นักวิเคราะห์ทั้งหลายเริ่มเตือน
และบอกให้ขายทำกำไร
แล้วคนที่ยังไม่ได้เข้าซื้อจะทำยังไง?
ครับ, จุดนี้เป็นจุดตัดสินที่สำคัญ คนส่วนใหญ่บอกว่า ต้องรีบกระโดดเกาะรถไฟ
เพราะมันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว
ครับ, คิดแบบนั้นขาดทุนเกือบทุกราย ผมกลับมองตรงกันข้าม
คือเห็นเป็นโอกาสที่จะรวบรวมเงินเอาไว้ซื้อหุ้นเมื่อมันลงมาต่ำสุดอีกครั้งหนึ่ง
กล่าวคือ ถ้าท่านเป็นคนชอบเก็งกำไรระยะสั้น
จุดต่ำสุดจะมาในประมาณ 20.5 วัน แต่ถ้าท่านเป็นคนเล่นหุ้นระยะยาวปานกลาง
จุดต่ำสุดจะมาถึงใน 6 เดือนข้างหน้า
ทำไมผมจึงเชื่ออย่างนั้น?
ก็เพราะผมได้เก็บสถิติดูแล้ว ผมพบว่า ราคาหุ้น และดัชนีของตลาดหุ้นนั้นมันขึ้นลงโดยเป็นลูกคลื่น
3 ชนิด ซ้อนกันอยู่ คลื่นชนิดแรกเป็นคลื่นระยะสั้น มันมีความยาวคลื่น
41 วัน หรือคือ ขึ้นประมาณ 20.5 วัน แล้วก็ลงประมาณ 20.5 วัน ในเมื่อวันนี้มันขึ้นเกือบสูงสุดแล้ว
ในอีก 20.5 วันก็จะถึงจุดต่ำสุด ตรงนั้นจึงเป็นจุดที่เราควรจะเข้าซื้อ
ซื้อแล้วไปขายใน 20.5 วันข้างหน้า โอาสที่จะทำนายถูกเป็นประมาณ 70
เปอร์เซนต์
ส่วนคลื่นชนิดที่สองนั้นมีความยาวคลื่นประมาณ 12 เดือน มันใช้เวลาไต่ขึ้น
6 เดือน แล้วก็ถอยลง 6 เดือน ถ้าวันนี้ขึ้นสูงสุด อีก 6 เดือนก็จะเป็นจุดต่ำสุด
นั่นคือจุดที่ควรเข้าซื้อ แล้วไปขายใน 6 เดือนถัดมา แต่ทางที่ดีท่านควรดูกราฟย้อนหลังไปสัก
12-18 เดือนด้วย ทั้งนี่เพื่อดูว่า จุดต่ำสุดและสูงสุดย้อนหลังไป มันสอดคล้องกันด้วยหรือไม่
ถ้ามันขึ้นลงสอดคล้องกันดี โอกาสทำนายจุดต่ำสุดได้ถูกต้องจะเป็นประมาณ
80 เปอร์เซนต์
สำหรับคลื่นประเภทที่สามนั้น มันมีความยาวคลื่น ประมาณ 10-12 ปี ท่านต้องพล็อตกราฟย้อนหลังดู
10-20 ปี แล้วจึงจะมองเห็นการขึ้นลง และท่านจะทำนายจุดต่ำสุดได้ถูกต้องถึง
90 เปอร์เซนต์ เล่นตามคลื่นใหญ่นี้กำไรเกือบทุกที แต่ใน 1 ช่วงชีวิตของเรา
จะมีจุดซื้อและจุดขายแค่ 3-5 รอบเท่านั้น ผมจึงไม่ค่อยได้พูดถึง
ครับ, ถ้ามีเงินอยู่ในมือ แล้วหุ้นมันขึ้นไปเร็วเกินคาด ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เล่นหุ้น
ท่านควรรอคอยรอบหน้า
ถ้าท่านรีบกระโดดเกาะรถไฟ มันกลับจะเป็นสัญญาณบอกว่าท่านจะฉิบหาย นะครับ
......................
28 มีค.2553 ..... ทักษิณ/อภิสิทธิ์/เสื้อแดง/อำมาตย์
ใครผิด?
ผมบอกว่าผมไม่สนใจว่าผลการเดินขบวนจะออกมาอย่างไร ทั้งนี้เพราะผมแก่แล้ว
อายุเข้าไป 73 ขวบ แถมมีโรคร้ายกระหน่ำอยู่หลายอย่าง คงอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนแล้ว
แถมไม่มีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูลูกหลานใดๆทั้งสิ้น.. แต่ก็มีคนด่ามาว่าทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง
เพราะเราต้องเอาเรื่องความยุติธรรมและความถูกต้องเป็นสำคัญ
ผมฟังเสียงที่ด่ามานี้แล้วรู้สึกว่า เขาเชื่อเหลือเกินว่า
คุณทักษิณเป็นฝ่ายถูก และถ้าได้กลับมาปกครองประเทศไทยก็จะแก้ปัญหาได้
และจะพาให้ชีวิตคนไทยสุขสบายขึ้น
ครับ, เมื่อด่ามาอย่างนี้ ผมก็จะด่าคุณทักษิณให้ฟัง (และถ้ามีใครมาว่าผมลำเอียง
เข้าข้างฝ่ายคุณอภิสิทธิ์ ผมก็จะด่าคุณอภิสิทธิ์ให้ฟัง เพราะผมเห็นว่ามันเลวด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ)
คุณทักษิณบอกว่า หุ้นของเขามันขึ้นราคาไปเหมือนๆกับหุ้นตัวอื่นๆในตลาด
ดังนั้นเงินที่ขายหุ้นได้นั้นเป็นสิทธิ์ของเขาทั้งหมด
นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการชุมนุมประท้วงที่มีดีกรีสูงขึ้น
และคุณทักษิณได้ออกมายอมรับว่าเป็นตัวบัญชาการการเดินขบวนเองแล้ว แถมยังโฟนอินเข้ามาโดยมีเนื้อหาปลุกปั่นอย่างตรงๆเลย
ครับ, ฟังดูก็น่าเห็นใจคุณทักษิณ แต่เมื่อมองลึกลงไปแล้วก็จะเห็นได้ว่า
การที่ตลาดหุ้นมันดีขึ้น และทำให้ราคาหุ้นทุกตัวมันสูงขึ้นนั้น ก็มาจากการกระทำของคุณทักษิณ
คุณทักษิณทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ราคาหุ้นกลุ่มชินวัตร์มีราคาเพิ่มขึ้น
แต่ตลาดหุ้นไทยนั้นคนไทยไม่ได้เลือกซื้อหุ้นตามผลประกอบการ
คนไทยเราเล่นหุ้นแบบขึ้นยกแผง เวลาหุ้นกลุ่มชินวัตร์ขึ้น คนไทยก็ซื้อหุ้นตัวอื่นตามไปด้วย
ราคามันจึงขึ้นกันไปหมด ดังนั้นคำแย้งของคุณทักษิณจึงฟังไม่ขึ้น
ครับ, เรื่องการปั่นหุ้นของคุณทักษิณนี้ ต้องไปถามคนดูแลตลาด พวกเขาบอกได้ว่าคุณทักษิณปั่นตลาด
และสร้างความได้เปรียบในตลาดจริงหรือไม่ และมันน่าเกลียด และน่าสะอิดสะเอียนขนาดใหน
ยกตัวอย่างเช่น เพิ่มเปอร์เซนต์การถือหุ้นให้แก่คนต่างชาติ
เปิดโอกาสให้คนต่างชาติหยิบยืมหุ้นมาขายเพื่อถล่มตลาดได้ ลดค่าคอมมิชชั่นให้ฝรั่ง...ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ทำเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาปั่นหุ้นได้ และฝรั่งส่วนใหญ่ก็จะปั่นแต่หุ้นในกลุ่มชินวัตร์เท่านั้น
หรือพวกเราคิดว่า SHIN ราคาขึ้นไปที่ 49.50
นี้นไม่เพราะการปั่นราคา?
หลังจากถูกตัดสินให้ยึดทรัพย์ไป 43,000 ล้านบาท คุณทักษิณก็มองไปข้างหน้า
แล้วก็เห็นว่า ส่วนที่เหลืออยู่อีก 33,000 ล้านบาทนั้นก็จะถูกฟ้องทางแพ่งและยึดไปจนหมด
เรื่องนี้แทนที่จะคิดว่ามันเป็นกรรมที่ตนก่อขึ้นมาเอง
คุณทักษิณกลับโวยวาย และหาหนทางเอาคนเสื้อแดงมาเป็นเครื่องมือ
จริงๆแล้ว คุณทักษิณควรที่จะต่อสู้ทางศาลเพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์ไปจนหมด
ถ้าเชื่อมั่นทางศาล คุณทักษิณอาจเหลือเงินเป็นหมื่นล้านอยู่ และสบายไปทั้งชาติ
ครับ, การมาลากเอาคนเสื้อแดงเข้ามาเป็นพวก นั้นสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยได้มหาศาล
อย่างน้อยตอนนี้คนเสื้อแดงต้องควักสตังค์จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายวันละไม่ต่ำกว่าหัวละ
200 บาทต่อวัน นี่เข้ามาชุมนุมกัน 17 วันแล้ว จึงสูญเสียไปกว่า 17*200*1,000,000=3,400
ล้านบาทแล้ว และเศรษฐกิจทรุดไปอีกเท่าใหร่ไม่รู้ ที่แสบมากๆก็คือ ทำให้นายอภิสิทธิ์มีโอกาสเอาทหารและตำรวจออกมาทำงาน
แล้วก็เอาเงินภาษีมาจ่ายครั้งละ 100-300 ล้านบาท นี่รวมกันแล้วกว่า
1,000 ล้านบาท แถมเวลาไปใหนมาใหนต้องนั่งฮอเสียอีก
ประเทศที่ยากจนอย่างเรา มาทำอย่างนี้ได้ยังไง
ขอกลับมาดูความเลวของคุณทักษิณต่ออีกสักหน่อย เพื่อดึงให้คนเสื้อแดงเข้ามาเป็นพวก
คุณทักษิณก็ให้คำมั่นสัญญาว่า 6 เดือนแรกจะปลดหนี้ให้คนไทยทั้งหมด
6 เดือนถัดมาจะทำให้ทุกคนมีเงินใช้ และอีก 6 เดือนต่อมาจะเป็นผู้นำอาเซี่ยน
แถมบอกว่าจะให้เด็กนักเรียนทุกคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์แล็บท๊อปใช้
ครับ, มันเป็นสัญญาของคนสติแตกชัดๆ
ถ้าคุณทักษิณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง ทำไมคุณทักษิณไม่ทำในตอนที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในครั้งที่สอง
คุณทักษิณไปมัวทำอะไรอยู่ในปีที่ 4-5 ของการเป็นนายก? ถ้าคุณทักษิณปลดหนี้ให้ชาวบ้านได้หมดใน
6 เดือน และทำให้ทุกคนมีเงินใช้ใน 6 เดือนถัดมา มันก็จะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร
เพราะทหารก็เป็นชาวบ้านส่วนหนึ่ง ถ้าทหารมีเงินใช้ และไม่มีหนี้ ทหารผู้น้อยก็คงจะไม่ยอมขับรถถังออกมา
ครับ, สัญญาลมๆแล้งๆนั้นสร้างความฉิบหายให้แก่ประเทศได้สูง การที่กลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุมกันได้มากมายก็เพราะในใจลึกๆแล้วเชื่อว่าคุณทักษิณจะทำได้
ครับ, ตอนนี้กลุ่มเสื้อแดงก็ใกล้จะชนะแล้ว ถึงจะไม่ชนะในวันนี้ แต่ในอีก
1-3 เดือนก็สามารถเปิดให้เห็นความเลวของอำมาตย์ได้ อำมาตย์มีแผลอยู่เต็มตัว
พวกนี้จึงถูกทำลายได้ง่าย คนที่จะเข้าคิวถูกเชือดต่อไปคือพ่อค้าที่เคยจ่ายเงินอำมาตย์
กิจการใหญ่บางกิจการอาจต้องล่มสลาย การเลือกตั้งก็ต้องมาใน 15-16 เดือนข้างหน้า
การเมืองต้องเปลี่ยนขั้ว พรรคของคุณทักษิณต้องใช้เวลาในการแก้รัฐธรรมนูญอีกหลายเดือน
กว่าคุณทักษิณจะเข้ามาเมืองไทยได้ ผมก็คงจะตายไปแล้ว
แต่ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะพบว่าคุณทักษิณไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาได้
ถึงตอนนั้นแล้วท่านจะนึกถึงคำพูดของผมในวันนี้
.....................
Note: ตำรา "รวมบทความด้าน CIO(Chief
Information Officer)" ของอาจารย์ ดร.ปัญญา เปรมปรีดิ์ ออกวางตลาดไปสองเดือนแล้ว
หาซื้อได้ที่ร้าน ซีเอ็ด และร้านทั่วๆไป ไปช้าอาจต้องรอพิมพ์ครั้งที่
2
เล่มที่สอง ที่ชื่อว่า "e-strategies"
ก็ออกแล้ว หาซื้อได้ที่ร้าน ซีเอ็ด และร้านทั่วๆไป
ส่วนตำรา "มาเล่นหุ้น-ให้รวย-กันเถอะ"
วางตลาดแล้ว ดูที่ร้านซีเอ็ด
ตอนนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ 6 ขอขอบคุณทุกท่านที่ไปอุดหนุน
หนังสือเพื่ออ่านเล่นๆ ชื่อ "แม่รวยสอนลูกรวย"
ออกวางตลาดแล้วนะครับ
................................
|